<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>RCT | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/rct/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Mar 2022 09:17:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>RCT | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-040322/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-040322</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Mar 2022 09:13:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[RCT]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[งานเสวนา RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[Research Institute for Policy Evaluation and Design]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นฎา วะสี]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[Prof. Hawley]]></category>
		<category><![CDATA[Comprehensive Case Management and Employment Program]]></category>
		<category><![CDATA[CCMEP]]></category>
		<category><![CDATA[Ohio State University]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52502</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040322/">เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) ได้เริ่มการจัดงานสัมมนาชุด RCT Human Capital Seminar Series เพื่อเผยแพร่แนวคิดและความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในด้านทรัพยากรมนุษย์แก่ผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยจะมีการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมานำเสนอแนวคิดและผลงานวิจัยในประเด็นดังกล่าว โดยการจัดงาน RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1 ขึ้นได้รับเกียรติจาก Professor Joshua Hawley จาก Ohio State University มาบรรยายในหัวข้อ “Labor force impacts of enhanced employment counseling in the United States: The limits of an encouragement RCT design” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำร่วมกับ Tian Lou และ Sunny Munn</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95a190"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/21.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>Prof. Hawley ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการพยายามประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ “Comprehensive Case Management and Employment Program” หรือ CCMEP ซึ่งเป็นโครงการอบรมพัฒนาทักษะและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ โดยรัฐ Ohio ได้มีการออกกฎหมายให้เยาวชนอายุ 14–24 ปี ทุกคนมีสิทธิลงทะเบียนกับโครงการนี้ ในเบื้องต้นโครงการจะประเมินว่าเยาวชนแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ และต้องการความช่วยเหลือในด้านใด โดยมีการช่วยเหลือถึง 14 รูปแบบและมี case manager ช่วยดูแลใกล้ชิด</p>



<p>แม้ว่าทีมวิจัยจะอยากใช้วิธีการ Randomized Controlled Trial (RCT) ที่ใช้กันทั่วไป นั่นคือ มีการสุ่มให้คนบางกลุ่มเป็นกลุ่ม treatment และบางกลุ่มเป็นกลุ่ม control แต่กรณีนี้ไม่สามารถทำได้เพราะรัฐ Ohio ต้องการให้เยาวชนทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการพร้อม ๆ กัน ทีมวิจัยจึงให้มาใช้ “Encouragement design” RCT แทน โดยสุ่มจากเยาวชนทุกคนที่มีสิทธิ และกลุ่ม treatment จะได้รับ text message ชวนให้ไปลงทะเบียนร่วม CCMEP โดยมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 13,000 ราย แต่ RCT ดังกล่าวมีข้อผิดพลาด เพราะมีกลุ่ม treatment ลงทะเบียนเพียงร้อยละ 4 ซึ่งอาจจะเกิดจาก nudge ที่เลือกใช้ยังไม่สามารถทำให้คนเห็นประโยชน์ของโครงการ นอกจากนี้ กลุ่ม control ซึ่งไม่ควรลงทะเบียน ก็มาลงทะเบียนถึงเกือบร้อยละ 4 ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เพราะรัฐบาลท้องถิ่นมีปัญหาเกี่ยวกับระบบข้อมูล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da8c73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/513280.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Professor Joshua Hawley จาก Ohio State University</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ดี Prof. Hawley และทีมวิจัย มีฐานข้อมูล administrative data ที่ได้พัฒนามาเป็นเวลานานและมีการเชื่อมข้อมูลเรื่องการศึกษาและตลาดแรงงาน (การเข้าทำงาน และค่าจ้าง) ทำให้สามารถประเมิน CCMEP โดยวิธี quasi-experiment ได้ โดยการศึกษานี้ไม่ได้พบผลสัมฤทธิ์ของโครงการมากนัก ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะการที่โครงการนี้แม้จะครอบคลุม แต่ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ต้องบริหารจัดการ รวมถึงการที่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการค่อนข้างเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสมาถึง 8 ปี การที่โครงการนี้จะมาชดเชยส่วนที่หายไปจึงไม่ได้ง่ายนัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3000b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/22.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ Prof. Hawley ยังได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำ RCT ที่น่าสนใจ 3 ประการ คือ</p>



<ol><li>Don’t be impatient: ไม่ควรเร่งรีบในการทำ RCT หากยังไม่พร้อม</li><li>Hold out for a regular RCT: การทำ RCT ไม่จำเป็นต้องเป็น scale ใหญ่เสมอไป ในบางครั้งการทำ RCT ใน scale เล็กอาจเป็นเรื่องดี เนื่องจากควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า</li><li>Data: การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบูรณาการข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในส่วนของ Prof. Hawley เองก็ได้มีการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐ Ohio และ Ohio State University ในชื่อ Ohio Longitudinal Data Archive (OLDA) เพื่อเปิดให้นักวิจัยทั้งภายในและภายนอกได้เข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสาธารณะ</li></ol>



<p>ด้าน ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) สะท้อนการใช้วิธี Randomized Controlled Trial (RCT) จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการประเมินผลของมาตรการที่ใช้ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการศึกษาในประเทศไทย โดยเฉพาะในห้วงโควิด-19 ในพื้นที่ซึ่ง กสศ.ได้ลงไปทำงานเพื่อหามาตรการช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สูง และมีเด็กนักเรียนจำนวนมากไม่สามารถไปเรียนได้มากกว่า 1ปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-901479"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/24.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED<br>มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ.ได้มีความร่วมมือกับยูนิเซฟ ประเทศไทย และมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ในการนำเอามาตรการแนวทางการเรียนการสอนแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าไปใช้ในการฟื้นฟูความรู้ให้กับนักเรียนในกลุ่มจังหวัดสมุทรสาคร โดยจะมีสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ร่วมกันออกแบบแนวทางการใช้ RCT ในการติดตามดูผลกระทบ โดยโครงการนี้จะเริ่มต้นดำเนินงานในโรงเรียนได้ในช่วงการเริ่มต้นของภาคเรียนที่ 1/2565 ในเดือนพฤษภาคม นี้”</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (Research Institute for Policy Evaluation and Design: RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสริมการปรับใช้ RCT ในประเทศไทยที่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ไปด้วยกันเนื่องจากแต่ละพื้นที่พบข้อจำกัดในแง่มุมคล้ายคลึงกันที่มีผลต่อนักวิจัยในการทำงานภาคสนาม อาทิ บทบาทจากภาครัฐ หรือการประเมินค่าใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งบทเรียนจากการทำงานของ Prof. Hawley จะมีประโยชน์ในการนำมาใช้กับพื้นที่ จ.สมุทรสาครที่มีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0d3cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/25.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึงการทำวิจัยในรูปแบบ RCT ที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ได้ทบทวนทั้งในแง่ความสำเร็จรวมถึงข้อผิดพลาดที่ต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ได้วิธีการวิจัยที่เหมาะสม รวมถึงการนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในแต่ละประเทศด้วย&nbsp;</p>



<p>ในงานเสวนา RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1 ดร.ภูมิศรัณย์ทิ้งท้ายว่าครั้งนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะได้นำงานวิจัยที่ใช้ Evidence-Based Research ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา หรือ RCT มาเผยแพร่ให้กับสังคมไทย นักวิจัยในประเทศไทย หรือกับภาคีเครือข่ายได้มีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปอีกเพื่อในอนาคตจะต่อยอดสร้างเป็นเครือข่ายนักวิจัยที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ในวงการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040322/">เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=economics-nobel-seminar-part-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 07:22:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[RCT]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลองแบบสุ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยศ ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41653</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษานับเป็นประเด็นสำคัญที่นักวิชาการทั่วโลกให้ความสนใจ เช่นเดียวกับสามนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด ที่พยายามใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลองมามาประยุกต์เข้ากับแนวทางของเศรษฐศาสตร์พัฒนา เพื่อแก้ปํญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ</p>



<p>ข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก ชี้ว่าปัจจุบันยังมีเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คน ยังไม่นับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคน ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>



<p>จุดที่น่าสนใจคือ การประกาศรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีล่าสุด นอกจากจะช่วยจุดกระแสให้สังคมให้หันมาสนใจการปัญหาความยากจนกันอย่างจริงจังแล้ว หลายภาคส่วนยังพยายามนำองค์ความรู้มาต่อยอด เพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในขอบเขตที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่</p>



<p>เช่นเดียวกับ&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</a>&nbsp;ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ตามพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู</p>



<p>ในวาระของการประกาศรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2019 กสศ. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกันจัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง&nbsp;<a href="https://web.facebook.com/EEFthailand/videos/450016678959806/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย’</a>&nbsp;ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มาออกแบบนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และการศึกษา</p>



<p>ในส่วนของภาพรวมการใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความเหลื่อมล้ำ รวมถึงกลไกในการออกแบบนโยบาย 101 ได้สรุปประเด็นสำคัญๆ เอาไว้ใน<a href="https://www.the101.world/economics-nobel-seminar-part-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">รายงานตอนที่แล้ว</a>&nbsp;สำหรับรายงานชิ้นนี้ เราจะนำเสนอมุมมองจากฝั่งนักวิชาการที่ทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษา ว่าด้วยการใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลองที่เรียกว่า Randomized Controlled Trials (RCTs) หรือการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากกรณีตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70019a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/veerachat-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-46b8d518 gb-headline-text">เริ่มจากการหา insight&nbsp;ในห้องเรียน – วีระชาติ กิเลนทอง</h3>



<p>“สิ่งที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในการพัฒนาการศึกษา คือครูสอนอะไรเด็ก และสอนอย่างไร มันไม่ใช่เพียงตำราเล่มหนึ่ง แต่อยู่ที่ว่าเราส่งผ่านความรู้จากตำรานั้นไปถึงตัวเด็กอย่างไร” คือมุมมองต่อการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยจาก&nbsp;<strong>ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>



<p>เขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวมาทำงานวิจัยและขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีมานี้ ผ่านโครงการที่เขาเป็นผู้ริเริ่มอย่าง RIECE Thailand รวมถึงการร่วมมือกับ กสศ. ใน<a href="https://www.pier.or.th/wp-content/uploads/2019/10/workshop1Nov2019_Weerachart.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;โครงการวิจัยพัฒนาเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน</a></p>



<p>ดร.วีระชาติเล่าว่า จากประสบการณ์ 4-5 ปีที่ผ่านมาที่ได้เข้ามาทำเรื่องการศึกษา ทำให้มุมมองที่มีต่อปัญหาการศึกษาเปลี่ยนไปพอสมควร “จากเดิมที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับระเบียบโครงสร้างต่างๆ ผมพบว่าความจริงแล้วปัญหามันอยู่ที่ระดับรากหญ้า ก็คือในห้องเรียน ซึ่งเป็นสเกลที่เล็กที่สุด เราแทบไม่รู้เลยว่าในห้องเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง นั่นคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น เราตาบอดมาตลอด”</p>



<p>ดร.วีระชาติ กล่าวอย่างติดตลกว่า แม้กระทั่งเอสเธอร์ ดูโฟล นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด ก็ยังไม่ค่อยได้ทำเรื่องนี้ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กสศ. เริ่มทำแล้ว</p>



<p>“สิ่งที่ กสศ. ทำ ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยนิดหน่อย คือการพยายามเปลี่ยนวิธีการสอนของครู ซึ่งยากมาก ไม่เหมือนการเปลี่ยนขนาดห้องเรียน สร้างอาคาร หรือจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนต่างๆ สิ่งที่เราสนใจคือกระบวนการ คือเครื่องมือต่างๆ ที่เราใส่ไปให้ครู โดยใช้การทดลองสุ่มหรือ RCTs สุ่มตัวอย่างแล้วเปรียบเทียบว่า กลุ่มที่ได้รับเครื่องมือที่เราออกแบบให้นั้นเป็นอย่างไร กลุ่มที่ไม่ได้รับเป็นอย่างไร ผลต่างกันแค่ไหน”</p>



<p>อย่างไรก็ดี ดร.วีระชาติชี้ว่า ข้อจำกัดอย่างหนึ่งจากการทำโครงการนี้ คือข้อจำกัดเรื่องข้อมูล เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก ซึ่งสัมพันธ์กับงบประมาณ โดยในระยะแรกนั้นมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 33 โรงเรียน ทำให้ยังไม่เห็นผลเปรียบเทียบที่ชัดเจนนัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการขยายโครงการให้ใหญ่ขึ้นเป็น 111 โรงเรียน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานด้านการศึกษา แต่ก็พบข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งว่า แต่ละหน่วยงานมักพุ่งเป้าไปที่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายตั้งต้นของการวิจัย</p>



<p>“ทัศนคติที่เราต้องเปลี่ยนให้ได้คือ การทำเพื่อหวังผล ทุกคนต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรม แต่เราทำเพื่ออยากรู้ insight เมื่อรู้แล้วจะได้ขยับไปข้างหน้า เพื่อออกแบบสิ่งที่ดีขึ้นในอนาคต ทุกคนต้องยอมรับว่าเราอยากเรียนรู้มากขึ้น อยากเข้าใจปัญหามากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้องการความสำเร็จ แน่นอนว่าความสำเร็จก็สำคัญ แต่ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากการทดลองครั้งนี้ แต่เกิดจาก insight ที่ได้จากการทดลองครั้งนี้ต่างหาก”</p>



<p>จากการมีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 ที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ ดร.วีระชาติได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ 3 ประการด้วยกัน</p>



<p>ประการแรก คือการที่แต่ละหน่วยงานตระหนักว่า การสุ่มเป็นส่วนที่สำคัญมากสำหรับการทดลองสุ่ม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจและให้อิสระกับนักวิจัยในการสุ่ม ต้องพร้อมที่จะยอมรับถึงโอกาสที่อาจจะไม่เห็นผลกระทบ (impact) ด้วย</p>



<p>ประการที่สอง ในส่วนของนักวิจัย ดร.วีระชาติชี้ว่า เพื่อให้สามารถได้องค์ความรู้ที่เพียงพอต่อการออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ นักวิจัยควรจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระดับคุณภาพของการนำไปใช้ (adoption quality) เพราะบางครั้งหลักสูตรหรือวิธีการอาจจะมีคุณภาพจริง แต่ครูไม่ได้นำไปใช้อย่างจริงจัง ก็อาจทำให้ผลการวิเคราะห์ไม่มีนัยสำคัญได้</p>



<p>ประการสุดท้าย คือการทดลองแบบสุ่ม จำเป็นต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก และมักจะสามารถตอบโจทย์ได้เพียงบางอย่างเท่านั้น งานวิจัยที่ใช้แบบจำลองที่มีโครงสร้าง (structual model) ยังมีความจำเป็นและมีประโยชน์ในการออกแบบนโยบาย</p>



<p>“ถ้าเรา randomised ได้ แล้วเรามีการเก็บข้อมูลที่ดี เราจะเข้าใจได้มากกว่าแค่ผลของ impact ที่เราทำ เราจะได้เข้าใจอะไรที่เป็นเชิงลึกมากขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ทัศนคติของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าทุกคนเข้าใจว่าไม่มีใครที่อยากเห็นความล้มเหลว แต่ต้องการเรียนรู้ มากกว่าที่จะยึดติดหรือเข้มงวดกับอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย” ดร.วีระชาติกล่าว พร้อมทิ้งท้ายเกี่ยวกับการใช้ RCTs และการมอบรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า</p>



<p>“สำหรับผม การทำ RCTs แล้วเอาค่าเฉลี่ยมาเทียบกัน เป็นแค่การวัดผลระยะสั้น เมื่อต้องการเข้าใจอะไรบางอย่างแบบเร็วๆ แต่สุดท้ายถ้าเราอยากเข้าใจอะไรมากขึ้น และหวังผลระยะยาว เราต้องเข้าใจโครงสร้างมากขึ้น เข้าใจ conceptual framework ที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีที่จะเข้าใจได้ เราคงต้องมี conceptual เป็นตัวกำหนด แล้วใช้ข้อมูลและการทดลองเข้ามาประกอบ การทดลองจะทำให้กระประมาณค่าหรือการออกแบบแบบจำลองต่างๆ ดีขึ้น ชัดขึ้น และแม่นยำขึ้น</p>



<p>“ถ้าจะทำ RCTs ให้ประสบความสำเร็จในประเทศ เราต้องเปลี่ยนทัศนคติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน อีกข้อที่อยากเสนอคือ RCTs ไม่ใช่วิธีเดียวในการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์โนเบลปีล่าสุดทั้งสามคน ก็ไม่ใช่คนแรกที่ได้รางวัลโนเบลการแก้ปัญหาความยากจน โนเบลเศรษฐศาสตร์สนใจความยากจนมาโดยตลอด สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำมาตลอด เพียงแต่ว่าวิธีการมันต่างกัน ยุคสมัยต่างกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c24af3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/pumsaran.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-da08b89f gb-headline-text">ข้อจำกัดของ RCTs กับกรณีตัวอย่างในต่างประเทศ – ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</h3>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong>&nbsp;นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงปัญหาการศึกษาไทยว่า เป็นปัญหาที่ที่ซับซ้อนและพัวพันกันหลายชั้น</p>



<p>“บางคนบอกว่าต้องแก้ที่หลักสูตร บางคนก็บอกต้องแก้ที่คุณภาพครู บางคนก็บอกต้องแก้เรื่องทรัพยากรที่จัดสรรให้โรงเรียน มีแนวคิดเยอะมากที่บอกว่าต้องทำแบบไหนให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกปัจจัยล้วนมีผลหมด”</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.ภูมิศรัณย์ได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในหลายๆ ประเทศ หนึ่งในนั้นคือผลงานขององค์กรที่ชื่อว่า ‘Pratham’ กลุ่มเอ็นจีโอในประเทศอินเดีย ซึ่งทำการอบรมครูผู้สอนและอาสาสมัครในชุมชน เพื่อให้ไปสอนนักเรียนในกลุ่มที่ยากจนและล้าหลังในการเรียนโดยเฉพาะ ปรากฏว่าได้ผลกระทบเชิงบวกที่สูงมาก มีการนำไปขยายผลต่อในหลายประเทศ อาทิ กาน่า และแซมเบีย</p>



<p>“วิธีการที่เขาทำคือใช้ระบบอาสาสมัครในชุมชน โดยมุ่งไปที่คนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบศึกษา เอามาอบรมในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้ไปช่วยติวเด็กกลุ่มนี้ช่วงเลิกเรียน หรือช่วงเสาร์-อาทิตย์ โดยงานวิจัยของ J-PAL พบว่าโปรแกรมนี้สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้กับเด็กอินเดียราวห้าแสนคน และต่อมาก็กลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำโมเดลนี้ไปปรับใช้ เช่นในกาน่าและแซมเบีย”</p>



<p>อีกกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้การทดลองเพื่อช่วยเหลือด้านข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ให้แก่เด็กนักเรียนที่ยากจนแต่เรียนดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสี ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพดี พบว่าเป็นวิธีการที่ทดลองแล้วได้ผล ทำให้เด็กยากจนสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้มากขึ้น</p>



<p>การทดลองดังกล่าวเริ่มจากสองนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาชาวอเมริกา แคลโรไลน์ ฮอกซ์บี้และ ซาราห์ เทินเนอร์ ซึ่งทำเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอเมริกา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเยาวชนในกลุ่มคนผิวสีและชนชั้นแรงงาน จึงไม่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเท่าใดนัก</p>



<p>“วิธีการที่เขาใช้คือการทดลองส่งใบสมัคร พร้อมแพคเกจในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เข้าใจง่าย ให้กับเด็กกลุ่มที่ยากจนแต่เรียนดี เป้าหมายคือทำให้คนกลุ่มนี้เห็นโอกาสหรือช่องทางในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ ผลปรากฏว่าเด็กราวๆ 46% จากกลุ่มทดลอง มีแนวโน้มที่จะส่งสมัครเข้าไปในมหาวิทยาลัยดังๆ ในสหรัฐฯ”</p>



<p>ดร.ภูมิศรัณย์เสริมว่า การทดลองดังกล่าวเป็นการนำเอา RCTs มาปรับใช้กับปัญหาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขยายผลออกไปในระดับทั่วประเทศ กลับไม่พบผลกระทบเชิงบวกที่เด่นชัด จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักว่า บางครั้งการทดลองที่ได้ผล อาจนำไปปฏิบัติไม่ได้ผลอย่างที่คิดก็ได้ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ RCTs กับปัญหาด้านการศึกษา ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร</p>



<p>“หลายๆ ประเทศได้นำเอาวิธีการ RCTs มาใช้ แต่ก็อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากปัญหาการศึกษามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัจจัยจากตัวนักเรียน โรงเรียน ครูผู้สอน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในครอบครัว ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าการทำการทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ภูมิศรัณย์ยังชี้ให้เห็นตัวอย่างของแนวทางการพัฒนา Growth Mindset ให้กับนักเรียนด้อยโอกาสที่ในสหรัฐอเมริกา โดยใช้การอบรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ พบว่าเป็นแนวทางที่ได้ผล นักเรียนมีทักษะดีขึ้น ทำคะแนนได้ดีขึ้น สามารถปรับตัวได้ในช่วงสั้นๆ โดยใช้ต้นทุนไม่สูงนัก โดยโครงการนี้เริ่มต้นการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยเท็กซัส ก่อนจะขยายสเกลไปยังสถานศึกษาอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา</p>



<p>ในช่วงท้าย ดร.ภูมิศรัณย์ ตั้งข้อสังเกตว่า บางโครงการแม้จะได้ผลจากการทดลองในกลุ่มเล็กๆ ก็จริง แต่เมื่อทำไปขยายผล ก็ใช่ว่าจะได้ผลเชิงบวกหรือประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้ ขณะเดียวกัน บางโครงการแม้จะใช้ต้นทุนต่ำ และไม่ได้ให้ผลเชิงบวกอย่างชัดเจนในตอนแรก แต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ว่าผู้กำหนดนโยบาย จะเลือกแนวทางไหนไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da73df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kraiyos-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-6f14cbe8 gb-headline-text">เส้นทางสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา – ดร.ไกรยส ภัทราวาท</h3>



<p>ในส่วนของการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเกิดขึ้นจริงนั้น หนึ่งในองค์กรก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในช่วงสองปีมานี้ ก็คือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมประชุมหาแนวทางความร่วมมือทางวิชาการกับศูนย์วิจัย (Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab) J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT สาขาภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนากรอบแนวทางความร่วมมือเพื่อวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ กสศ. ด้วยนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิจัยรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ โดยศูนย์วิจัย J-PAL จะคัดเลือกทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย MIT และ สถาบันวิชาการภาคี เพื่อมาสนับสนุนการทำงานวิจัยประเมินผลโครงการของ กสศ. ในประเทศไทย โดยอาจเริ่มทดลองในบางพื้นที่ก่อนในปีการศึกษา 1/2563</p>



<p>ดร.ไกรยศชี้แจงว่า ปัจจุบัน กสศ. พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์ทางการศึกษา (demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึกษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่มาก แต่ได้ผลสูง (High-impact)&nbsp; เช่น โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Tranfer: CCT) นั้น เด็กๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนไป จะต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์ คือมาเรียนไม่น้อยกว่า 80 % ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่านักเรียนยากจนพิเศษที่รับทุน กสศ.ไป มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98 % ส่วนอีก 2% กสศ.จะต้องไปติดตามว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร</p>



<p>“สิ่งที่ กสศ. โฟกัสตอนนี้ คือการแก้ปัญหาที่ demand-side เพื่อแก้ปัญหาเรื่องโอกาสของเด็กในการเข้าเรียนได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น จากข้อมูลที่สำรวจมา เราพบว่าเด็กบางคน จะขาดเฉพาะวันจันทร์ เราก็งงว่าทำไมถึงขาด พอครูไปเยี่ยมที่บ้าน ปรากฏว่าวันจันทร์มีตลาดนัด เด็กต้องไปช่วยพ่อแม่ขายของทุกวันจันทร์ เลยต้องขาดเรียน ผลที่ตามมาเด็กคนนี้ก็จะได้คะแนนต่ำในวิชาที่ต้องขาดเรียนวันจันทร์ ส่วนภาพที่เราอยากเห็นใน 10 ปีถัดจากนี้ คือสามารถแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ไกรยสยังได้ยกตัวอย่างการเก็บข้อมูลแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การเก็บข้อมูลดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI จากกลุ่มตัวอย่าง โดยพบว่ามีเยาวชนราวสองแสนคน หรือประมาณร้อยละ 30 ที่ยังมีน้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน</p>



<p>“ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นทางให้ตรงจุด จากการนำงานวิจัยทางเศรษฐศาตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศและในประเทศเพื่อช่วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น ว่า กสศ. เราจะใช้เงินเหล่านั้นไปถึงตัวเด็กเยาวชน และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของเงินที่ได้รับมาทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาทั้งจากรัฐบาล และจากการบริจาคของภาคเอกชนและประชาชน” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<p>ในช่วงท้าย ดร.ไกรยสย้ำว่า กสศ. เป็นองค์กรที่ยังใหม่มาก และยังต้องการความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน เพื่อผลักดันภารกิจในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้สำเร็จ โดยหวังว่างานในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลาย มาใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อไป</p>



<p>“เรามองว่าเราเป็นช่างเชื่อมมากกว่า ไม่ใช่ช่างซ่อม เพราะการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คงต้องให้ทุกๆ ฝ่ายในสังคมไทยมาร่วมมือกัน ถ้าเกิดใครมีไอเดียอะไรดีๆ หรืออยากจะร่วมงานกัน มาหาเราได้เสมอครับ เราอยากเจอ”</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.ประสาร เตือนอย่าตกหลุมพรางว่างานของ กสศ. ซ้ำซ้อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/1fnov2019/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=1fnov2019</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Nov 2019 11:36:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเธอร์ ดิวโฟล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[CCT]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[UIS]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธปท.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรม ทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อะบีจิต บาเนร์จี]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์]]></category>
		<category><![CDATA[Experimental Research]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[Randomized Control Trial]]></category>
		<category><![CDATA[RCT]]></category>
		<category><![CDATA[สนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข]]></category>
		<category><![CDATA[NCT]]></category>
		<category><![CDATA[J-PAL]]></category>
		<category><![CDATA[MIT]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=8908</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ห้องประชุมสมานสโมสร ธนาคารแห่งประ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1fnov2019/">ดร.ประสาร เตือนอย่าตกหลุมพรางว่างานของ กสศ. ซ้ำซ้อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ห้องประชุมสมานสโมสร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึ<wbr />กษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ จัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง “จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์<wbr />ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรม ทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึ<wbr />กษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์<wbr />ในประเทศไทย”</p></blockquote>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-8913" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101302-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.</pre>
<div>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง “นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษาบทเรี<wbr />ยนจากรางวั<wbr />ลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2562”  โดยระบุว่า จากการที่ทางราชสถาบันวิ<wbr />ทยาศาสตร์สวีเดน มอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2562 ให้แก่ นายอะบีจิต บาเนร์จี  นางเอสเธอร์ ดิวโฟล นักวิทยาศาสตร์จากสถาบั<wbr />นเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที)  และนายไมเคิล เครเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลั<wbr />ยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งถือเป็นการยกย่อง “การนำนวัตกรรมการวิจัยเชิ<wbr />งทดลอง” (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์<wbr />ด้านการพัฒนา      ตนเห็นว่าการมอบรางวั<wbr />ลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้<wbr />อาจจะมาได้ถูกที่ถูกเวลา   เพราะข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่<wbr />งองค์การยูเนสโก (UIS) ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่<wbr />นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กวั<wbr />ยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน</div>
<div></div>
<div>ดร.ประสาร กล่าวว่า ที่น่ากังวลไปกว่าจำนวนเด็<wbr />กนอกระบบ คือ ความก้าวหน้าในการสร้<wbr />างความเสมอภาคทางการศึ<wbr />กษาในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้าย ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึ<wbr />กษาหรือต้องออกจากการเรี<wbr />ยนกลางคัน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึ<wbr />กษาในระดับโลกเริ่มกลับมามี<wbr />แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง   ในขณะที่ประเทศไทยเองยังมีเด็<wbr />กเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้<wbr />อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คนที่มีอายุ 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่<wbr />ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิ<wbr />เศษอีกเกือบ 2 ล้านคนที่อาจจะหลุ<wbr />ดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็<wbr />จการศึกษาขั้นพื้นฐาน</div>
<div></div>
<div>ดร.ประสาร กล่าวว่า จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้<wbr />มลดลงในอัตราที่ถดถอยมากซึ่<wbr />งสะท้อนสภาพปัญหาที่มี<wbr />ความยากมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณของภาครั<wbr />ฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้<wbr />มลดลง จึงมีความจำเป็นที่ผู้<wbr />กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก  ซึ่งนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ที่ได้รับรางวั<wbr />ลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้จึ<wbr />งอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่<wbr />วยให้ผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่มีภารกิ<wbr />จลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปั<wbr />ญหาความยากจนสามารถเลื<wbr />อกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปั<wbr />ญหาตามบริบทของตนได้อย่างมี<wbr />ประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน</div>
<div></div>
<div>“จากผลการวิจัยประเมิ<wbr />นผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลกด้วยกระบวนการ Randomized Control Trial (RCT) พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษาด้วยมาตรการที่<wbr />เจาะจงไปที่ อุปสงค์ต่อการศึกษา (Demand for Education) ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งเสริ<wbr />มโอกาสทางการศึกษา ตรงตามความต้องการที่แท้จริ<wbr />งของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว  หลายมาตรการให้ผลลัพธ์และความคุ้<wbr />มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่<wbr />ามาตรการด้านอุปทานของการศึ<wbr />กษาที่เน้นผู้จัดการศึกษาเป็นตั<wbr />วตั้ง เช่น “การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึ<wbr />กษา” ด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่<wbr />างมีเงื่อนไข หรือ Conditional Cash Transfer (CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่กสศ.ดำเนิ<wbr />นการอยู่ หรือการสนับสนุน อาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข (Non-cash Conditional Transfer: NCT)” ดร.ประสารกล่าว</div>
<div></div>
<div>ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า มาตรการที่แก้ปัญหาตรงความต้<wbr />องการที่แท้จริงของนักเรี<wbr />ยนและครอบครัว หรือเจาะจงไปที่อุปสงค์ ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจั<wbr />ยและการประเมินผลด้<wbr />วยกระบวนการวิจัยเชิ<wbr />งทดลองมามากกว่า 58 งานวิจัย ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในการทำงานของคณะนักเศรษฐศาสตร์<wbr />รางวัลโนเบลในปีนี้ และทีมงานของศูนย์วิจัย J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT และสถาบันทั่วโลกว่า  สามารถเพิ่มอัตราการเข้าเรียน การสำเร็จการศึกษา และลดอัตราการหลุ<wbr />ดออกจากระบบการศึกษาของผู้เรี<wbr />ยนจากครัวเรือนที่มี<wbr />ความยากจนได้อย่างมีนัยสำคั<wbr />ญทางสถิติ และใช้งบประมาณน้อยกว่<wbr />ามาตรการทางฝั่งอุปทาน อย่างการสร้างโรงเรียน สร้างห้องเรียนเพิ่ม หรือการเพิ่มครู   ดังนั้นการที่เด็ก เยาวชน หรือ ผู้ปกครอง ปฏิเสธการศึกษา แม้รัฐบาลจะสร้างโรงเรียน หรือจ้างครูเพิ่มเติมในพื้นที่<wbr />ใกล้เคียงเด็กๆมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ขาดซึ่<wbr />งเหตุผล หรือ ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาต่<wbr />ออนาคตของบุตรหลาน แต่คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รั<wbr />บการกระตุ้นการตัดสินใจ ด้วยมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่<wbr />เข้าใจในอุปสงค์ต่อการศึ<wbr />กษาของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทเฉพาะต่างๆ อย่างแท้จริง</div>
<div></div>
<div></div>
<div><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8914" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_165936-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></div>
<div></div>
<div>ดร.ประสารกล่าวว่า แม้สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่<wbr />องความเหลื่อมล้ำนั้นแม้มี<wbr />แนวโน้มในทางที่ดีขึ้นบ้าง  แต่ยังคงมีโจทย์สำคัญหลายเรื่<wbr />องที่ประเทศไทยควรเร่งจัดการอย่<wbr />างเป็นระบบก่อนที่จะส่งผลต่<wbr />อเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขั<wbr />นของประเทศในระยะยาว ยังมีหลายส่วนที่มีความซับซ้อน เชื่อว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้<wbr />นทาง เริ่มจากการทำให้เด็<wbr />กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มี<wbr />คุณภาพ  ซึ่งหลายหน่วยงานทำอยู่ ขณะที่กสศ.มีหน้าที่เสริมความรู้<wbr /> ข้อมูล รวมถึงค้นหาแนวทางใหม่ๆ หาสาเหตุว่าการที่เด็<wbr />กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึ<wbr />งการศึกษาได้เต็มที่ เพราะสาเหตุอะไร</div>
<div></div>
<div>“เด็กบางต้องเดินทางมาโรงเรียน บางคนอยู่ห่าง 20 กิโล เดินทางมา 20 บาท เดินทางกลับอีก 20  บาท  ถ้าพ่อแม่ขายปลาไม่ได้ เด็กต้องอยู่บ้าน เพราะไม่มีค่าเดินทาง  ไม่มีเงินกินอาหารเช้า  บางคนขาดเป็นบางวัน เพราะไม่มีชุดพละ  ในขณะที่ แจกเครื่องแบบนักเรียน ปูพรมไปทั้งประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิ<wbr />ตเกษตร บอกว่าไม่ต้อง เค้าซื้อเครื่องแบบให้ลูกได้ ครูก็รวบรวมเพื่อไปบริจาค  นี่คือสิ่งที่สะท้อนเรื่<wbr />องของมาตรการฝั่งอุปทาน     พวกเราต้องระวังอย่าตกหลุ<wbr />มพรางว่า งานของกสศ.ซ้ำซ้อน  จนขอตัดงบประมาณ แต่ความจริงมันคนละวง คนละภารกิจ ความตั้งใจของคณะกรรมการบริ<wbr />หารกสศ. กสศ.จะไม่ทำงานในสเกลใหญ่ แต่เราจะหามุมเล่น รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี<wbr />นี้ ซึ่งเป็นการทำงานวิจั<wbr />ยในแนวทางเดียวกับสิ่งที่กสศ. ทำอยู่ จึงเป็นจังหวะที่ดีมาก เพื่อทำความเข้าใจว่า ที่คุณทำอยู่ใช้เงินมาก เน้นการส่งเสริมโอกาสทางการศึ<wbr />กษาจากฝั่งผู้จัดการศึกษา  แต่กสศ.จะเข้ามาเสริม ใช้ข้อมูลความรู้  ทำให้ถูกที่ถูกทาง เน้นมาตรการที่ส่งเสริ<wbr />มโอกาสทางการศึกษา ตรงตามความต้องการที่แท้จริ<wbr />งของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มี<wbr />ประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  กสศ.ทำที่ต้นเหตุ ไม่ทิ้งปัญหายากจนข้ามชั่วคน  ในขณะที่แจกเงินชิมชีอปใช้ จะหมด รุ่นต่อไปก็หมด”  ดร.ประสารกล่าว</div>
<div></div>
<div>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมประชุ<wbr />มหาแนวทางความร่วมมือทางวิ<wbr />ชาการกับศูนย์วิจัย (Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab) J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT สาขาภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนากรอบแนวทางความร่วมมื<wbr />อเพื่อวิจัยประเมิ<wbr />นผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษาของกสศ. ด้วยเครื่องมือนวัตกรรมการวิจั<wbr />ยเชิงทดลอง (Randomized Controlled Trials: RCT) ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิจัยรางวั<wbr />ลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ โดยศูนย์วิจัย J-PAL จะคัดเลือกทีมนักเศรษฐศาสตร์<wbr />จากมหาวิทยาลัย MIT และ สถาบันวิชาการภาคี เพื่อมาสนับสนุนการทำงานวิจั<wbr />ยประเมินผลโครงการของ กสศ. ในประเทศไทย โดยอาจจะเริ่มทดลองในบ้างพื้นที่<wbr />ก่อนในปีการศึกษา 1/2563 นี้ เนื่องจากกสศ.มีงบประมาณที่จำกั<wbr />ดไม่สามารถดำเนินงานได้ทั้<wbr />งประเทศ การประเมินผลลักษณะนี้ จะช่วยให้มีผลการวิจัยที่มีคุ<wbr />ณภาพสูงเพื่อประกอบการตัดสิ<wbr />นใจปรับปรุงพัฒนามาตรการเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ กสศ. และหน่วยงานภาคี หรือกำหนดทิศทางการทำงานของกสศ.<wbr />ว่าควรมุ่งทำงานในส่วนไหนก่อน ภายใต้งบประมาณที่จำกัด และทำอย่างไรให้งานของกสศ.<wbr />สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืนแท้<wbr />จริง คาดว่าจะได้เห็นรูปธรรมในช่<wbr />วงกลางปีหน้าที่ประเทศไทยจะได้<wbr />รับประโยชน์จากการทำงานของทีมนั<wbr />กเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลร่วมกั<wbr />บทีมนักวิจัยในประเทศไทยเพื่อพั<wbr />ฒนามาตรการเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ กสศ. และ หน่วยงานภาคีดำเนินการอยู่ในปั<wbr />จจุบัน</div>
<div></div>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8915" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_101313-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษา 
และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่<wbr />อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</pre>
<p style="text-align: left;">“กสศ. พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่<wbr />อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์<wbr />ทางการศึกษา (Demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้<wbr />าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึ<wbr />กษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่<wbr />ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่<wbr />มาก แต่ผลการวิจัยจากนักเศรษฐศาสตร์<wbr />รางวัลโนเบลพบว่าได้ผลต่<wbr />อความเสมอภาคสูง (High-impact)  เช่น โครงการเงินอุดหนุนนักเรี<wbr />ยนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Tranfer: CCT) นั้นเด็กๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนไปจะต้องมี<wbr />เงื่อนไขตามเกณฑ์คือมาเรียนไม่<wbr />น้อยกว่า 80 % ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่านักเรี<wbr />ยนยากจนพิเศษที่รับทุนกสศ.ไป มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98  %  ส่วนอีก 2% กสศ.จะต้องไปติดตามว่าเด็กมีปั<wbr />ญหาอย่างไร  รวมถึงเรื่องดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI ซึ่งมีอยู่ราว 2 แสนคน หรือราวร้อยละ 30 ที่ยังมีน้ำหนัก ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่<wbr />ต้นทางให้ตรงจุดจากการนำงานวิจั<wbr />ยทางเศรษฐศาตร์ที่ได้รับรางวั<wbr />ลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่<wbr />างประเทศและในประเทศเพื่อช่<wbr />วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น ว่า กสศ. เราจะใช้เงินเหล่านั้นไปถึงตั<wbr />วเด็กเยาวชน และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ<wbr />ทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสู<wbr />งสุดของเงินที่ได้รับมาทุกบาททุ<wbr />กสตางค์ที่ได้รับมาทั้งจากรั<wbr />ฐบาล และจากการบริ<wbr />จาคของภาคเอกชนและประชาชน” ดร.ไกรยสกล่าว</p>
<p>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์<wbr />การศึกษา กสศ .กล่าวว่า หลายๆ ประเทศได้นำเอาวิธีการสุ่มตั<wbr />วอย่างเพื่<wbr />อทำการทดลองในทางการศึกษา (Randomized Controlled Trials) มาใช้ แต่ก็อาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้<wbr />างเนื่องจากผลลัพธ์ของการศึ<wbr />กษามีปัจจัยที่เกี่ยวข้<wbr />องหลายอย่าง ทั้งปัจจัยจากตัวนักเรียน โรงเรียน ครูผู้สอน ซึ่งจะมีความซับซ้อนมากกว่<wbr />าในทางวิทยาศาสตร์หรื<wbr />อทางการแพทย์ หรืออาจจะมีปั<wbr />ญหาการขยายผลเอาไปใช้ (External Validity) โดยได้ยกตัวอย่างกรณีที่ได้ผลดี<wbr />ชัดเจนคือองค์กร Pratham ของอินเดียซึ่งทำการอบรมครูผู้<wbr />สอนและอาสาสมัครเพื่อเข้<wbr />าไปสอนนักเรียนในกลุ่มที่<wbr />ยากจนและล้าหลังในการเรี<wbr />ยนโดยเฉพาะ ซึ่งปรากฎว่าได้ผลกระทบเชิ<wbr />งบวกที่สูงมาก มีการนำไปขยายผลต่<wbr />อในหลายประเทศ</p>
<p>ดร.ภูมิศรัณย์กล่าวว่า มีกรณีที่น่าสนใจของสหรัฐอเมริ<wbr />กามีการทดลองเพื่อช่วยเหลือให้<wbr />ข้อมูลในเรื่องการสมัครเข้<wbr />ามหาวิทยาลัยให้เด็กนักเรี<wbr />ยนยากจนด้อยโอกาสแต่เรียนดีได้<wbr />เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มี<wbr />คุณภาพดี พบว่าเป็นวิธีการที่ทดลองแล้<wbr />วได้ผล ทำให้เด็กยากจนสมัครเข้าเรี<wbr />ยนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสี<wbr />ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้มี<wbr />การขยายผลออกไปในระดับทั่<wbr />วประเทศ โดยองค์กร College Board ซึ่งเป็นผู้จัดสอบ SAT ทั่วประเทศสหรัฐฯ กลับไม่พบผลกระทบเชิงบวกที่เด่<wbr />นชัด จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักว่<wbr />าบางครั้งการทดลองที่ได้<wbr />ผลอาจจะนำไปปฏิบัติไม่ได้ผลอย่<wbr />างที่คิดก็ได้ ขณะเดียวกันยังตัวอย่<wbr />างของแนวทางการพัฒนา Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมต้นผ่<wbr />านทางระบบคอมพิวเตอร์ในสหรั<wbr />ฐอเมริกา พบว่าเป็นแนวทางที่ได้ผล นักเรียนมีทักษะดีขึ้น ทำคะแนนได้ดีขึ้น สามารถปรับตัวได้ในช่วงสั้นๆ โดยใช้ต้นทุนไม่สูง แต่อาจจะไม่ได้ส่งผลที่รุ<wbr />นแรงพอหากเทียบกับการทำผ่านห้<wbr />องเรียนหรือบุคคลจริงๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นข้อจำกัดที่<wbr />ควรคำนึงถึง</p>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8916" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/timeline_20191101_123619-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์<wbr />การศึกษา กสศ.</pre><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1fnov2019/">ดร.ประสาร เตือนอย่าตกหลุมพรางว่างานของ กสศ. ซ้ำซ้อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
