<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>PISA | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/pisa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Feb 2025 10:45:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>PISA | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-070225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 10:45:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[PTBS]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90721</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้มีการนำเสนอข้อค้นพบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติคุณภาพ&nbsp; จากงานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong> นำเสนอข้อมูลจากผลลัพธ์งานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand) ที่แสดงให้เห็นมิติการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ว่าการจะยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระยะยาว จำเป็นต้องมองไปที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา โดยทำให้เด็กเข้าถึงโอกาสและได้รับการเติมเต็มทรัพยากรอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ RIPED ได้ทำร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเป็นการทดสอบ <strong>The PISA-Based Test for Schools (PTBS) </strong>ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเรียนอายุ 15 ปีใน 150 โรงเรียนจาก 15 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 ด้วยแบบทดสอบที่กำหนดโดย OECD อันเป็นมาตรฐานเดียวกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ‘PISA’ ซึ่งผลทดสอบที่ได้รับถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในเชิงลึก และทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจติดตามมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b889ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเก็บข้อมูลครั้งนี้ เราได้จากการทดสอบเด็กนักเรียนในช่วงชั้น ม.3-ม.4 จำนวน 5,683 คน มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังได้นำเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง (EF Guidline) มาใช้ร่วมด้วย โดยสำหรับแบบทดสอบ PBTS ที่แม้วัดผลเฉพาะเด็กในระเทศไทย แต่ผลทดสอบถือว่าเทียบเคียงมาตรฐานได้กับ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับสากล ผลการทดสอบครั้งนี้จึงสามารถเทียบเคียงคะแนนกับผลสอบของประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db9e65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ ได้ยกผลทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยมีผลการทดสอบ PBTS ที่ได้คะแนนต่ำกว่า PISA อยู่มาก ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือ ‘กลุ่มทดสอบ’ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนซึ่งได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ และในอีกด้านหนึ่ง หากเทียบกับผลทดสอบ PISA ครั้งล่าสุด (2022) พบว่าเด็กทั่วโลกเองก็ได้คะแนนต่ำลง จากปัญหาที่สะสมเรื้อรังมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ความน่าสนใจของแบบทดสอบ คือการแบ่งทักษะของเด็กออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Level1 คือทักษะพื้นฐานที่เด็กทำได้ทุกคน แล้วจึงไล่ไปสู่ทักษะที่ยากขึ้น โดยใน Level 4-6 จะเป็นทักษะการคิดแก้ปัญหาขั้นสูงที่มีความซับซ้อน เป็นนามธรรม ท้าทายต่อความไม่คุ้นชิน ซึ่งคือหัวใจของแบบทดสอบ PISA ที่ไม่ได้วัดแค่ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ยังมุ่งไปที่การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96a321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/03-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a57c5b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เมื่อมองที่การวัดสมรรถนะในภาพรวม จะเห็นว่า<strong>เด็กไทยที่มีคะแนนสอบในขั้นสูง (Level 4-6) มีเพียงไม่กี่คน กลับกันกลุ่มที่ทำคะแนนได้แค่ระดับพื้นฐาน (Level 1-2) นั้นมีจำนวนมาก</strong> ซึ่งหากมองในเชิงนโยบายแล้ว จะเห็นว่าแบบทดสอบกำลังชี้ไปที่<strong>การทำงานกับกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเราจะลดจำนวนของคนที่มีสมรรถนะระดับพื้นฐานลง แล้วเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีสมรรถนะขั้นสูงได้อย่างไร</strong> <strong>โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าโลกอนาคตอันใกล้จะยิ่งมีความซับซ้อน และเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาที่ไม่คุ้นชินยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการให้เวลา โอกาส และเติมเต็มด้านทรัพยากรกับเด็กกลุ่มแรก จึงเป็นการทำงานที่ตรงกับโจทย์ปัญหาที่สุด”   </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1bf650"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-739e81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการทดสอบ PBTS ที่หากดูผิวเผินเหมือนจะสะท้อนว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ดีกว่าจะทำคะแนนได้สูงกว่าเสมอ ซึ่งหมายถึงว่าเศรษฐฐานะหรือรายได้ครัวเรือนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงวัย 15 ปี อย่างไรก็ตาม <strong>งานวิจัยในขั้นต่อมากลับแสดงผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เมื่อมีการนำข้อมูลการสอบ O-NET ในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาร่วมพิจารณา</strong></p>



<p>โดยสารที่สำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ในวิธีการจับคู่กลุ่มตัวอย่างที่เรียกว่า Regression Analysis ซึ่งจะ<strong>นำผลสอบ O-NET ที่เด็กทำได้ตั้งแต่ช่วง ป.6 มาเป็นตัวแปร จนพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงอายุ 15 อาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ปัจจุบัน</strong> <strong>แต่เป็นการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรในช่วงเวลาที่อายุน้อยกว่านั้น คือปฐมวัยหรือประถมศึกษา โดยหลักฐานทางอ้อมของข้อสังเกตนี้ คือการขาดทรัพยากรในช่วงอายุยังน้อย ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของสมรรถนะที่วัดผลได้ในช่วงอายุ 15 ปี</strong></p>



<p>“<strong>หลักฐานหนึ่งที่อาจนำเราไปสู่นโยบายการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา</strong> คือเมื่อเราใช้วิธีที่เรียกว่า Regression โดยตัดตัวแปรอื่น ๆ เช่นความรวยความจนหรือความต่างของเพศ แล้วเทียบวัดกันเฉพาะคู่เปรียบเทียบที่มีบริบทใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คือผลสอบ O-NET ในช่วง ป.6 จะพบว่า ความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนอายุ 15 เป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ในตอนท้าย กล่าวคือ<strong>แม้ในเด็กกลุ่มยากจนพิเศษที่มาจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่หากมีผลคะแนนสอบ O-NET ที่ดีตั้งแต่ตอน ป.6 เด็กคนนั้นจะมีผลทดสอบ PBTS ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าได้เมื่ออายุ 15 ปี (ม.3-ม.4)</strong> ซึ่งข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า<strong>การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ย่อมไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่คือจะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้มากที่สุด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ddc12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/07-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7518f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“<strong>การ Regression โดยใส่คะแนน O-NET เข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เราก้าวข้ามการเปรียบเทียบกลุ่มเป้าหมายโดยโฟกัสเฉพาะความจนความรวยในช่วงวัย 15 ปี แต่เป็นการเทียบระหว่างเด็กที่มีผลคะแนน O-NET เมื่อตอน ป.6 อยู่ในระดับเดียวกัน</strong> ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กคนหนึ่งอาจมาจากครอบครัวยากจน ส่วนเด็กอีกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แล้วเราจึงมาดูว่ามันมีผลมากน้อยแค่ไหนในสามปีถัดมาของชีวิต ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเปรียบด้วยเกณฑ์นี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นในคะแนน PBTS ล้วนเป็นผลที่ตามมาตั้งแต่ ป.6 ดังนั้นสรุปได้ว่า<strong>ทักษะที่เด็กแต่ละคนสะสมมาจนถึงชั้น ป.6 คือสิ่งที่นำมาซึ่งความแตกต่างในตอนสอบ PISA </strong>โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเจาะลึกลงไปที่ลักษณะของข้อสอบ PBTS หรือ PISA จะยิ่งเห็นว่าโจทย์คำถามนั้นไม่ได้มุ่งไปที่ความรู้ในระดับสูงหรือความรู้ในชั้นมัธยม แต่สิ่งที่ข้อสอบต้องการคือการทำความเข้าใจความซับซ้อนของชุดความรู้ในระดับประถมศึกษา และทั้งหมดนี้เท่ากับว่า<strong>คะแนนของเด็กที่ทำได้แค่ระดับพื้นฐานในช่วงอายุ 15 กำลังแสดงให้เห็นว่าฐานความรู้ของเขามีปัญหามาตั้งแต่ระดับชั้นประถม”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb958c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/09-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b83ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงความน่าสนใจของการทดสอบ PISA หรือ PBTS อีกว่า “ในการทดสอบทุกครั้งจะมีการสอดแทรกแบบสอบถามเกี่ยวกับบรรยากาศห้องเรียน หรือรูปแบบของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากต่อการแสดงภาพรวมของการจัดการเรียนรู้ จึงคิดว่าหากการสอบ O-NET ปรับให้มีแบบสอบถามเพิ่มเข้าไปด้วย ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อเท็จจริงที่จะช่วยในการปรับปรุงห้องเรียนโดยรวมสำหรับเด็ก ๆ ได้อีกมาก</p>



<p>“อยากชี้ให้เห็นว่างานวิจัยซึ่งได้จากผลทดสอบ PBTS ของเด็กไทยวัย 15 ปีราวห้าพันคน ได้ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจที่มาที่ไปของคะแนนสอบ PISA ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณี<strong>ความแตกต่างของเส้นทางการเรียนรู้ ที่ก่อรูปร่างมาตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถึงประถมศึกษา และเป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คิดว่าจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้นด้วย</strong>”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7ebcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6441a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-132a8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17dd4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0addd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/15.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d97f63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/16.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a617d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/17.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระชาติ ได้เสนอข้อสรุปจากการทำงานวิจัยไว้ 4 ข้อดังนี้&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนโดยเน้นความสำคัญที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ลงทุนพัฒนาเด็กกลุ่มที่ทำผลสอบ PBTS ได้ในระดับพื้นฐาน (Level 1-2) โดยสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่าง ๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ ก็หมายถึงความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาในภาพรวม การลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ</li>



<li style="font-size:16px">การสอบเชิงวิชาการ (O-NET, NT, RT ฯลฯ) ควรเพิ่มข้อคำถามที่ไม่ใช่ข้อสอบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้</li>



<li style="font-size:16px">งานวิจัยชิ้นนี้คือหนึ่งในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลเข้าหากันได้ แม้อาจยังไม่พบคำตอบว่าจะลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างไร แต่อย่างน้อยเราจะเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li>
</ol>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ สรุปว่า  <strong>“ณ วันนี้เรายังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าผลทดสอบ PISA หรือการสอบ O-NET สิ่งไหนจะพยากรณ์ความสำเร็จในชีวิตของเด็ก ๆ ได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายการศึกษานั้นอาจไม่ได้สำคัญที่การยกระดับคะแนน แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งมีต้นทุนมนุษย์ เพื่อประสบความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘คะแนน’ ก็สำคัญในแง่ของการ ‘วัดไข้’ เช่นเดียวกับถ้าหมอไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ก็วัดไข้ไม่ได้ แล้วก็ประเมินอาการไม่ถูก จึงหวังว่าการเชื่อมโยงข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ จะเป็นเสมือนกระบวนการหนึ่งของการวัดไข้ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยได้ในอนาคต”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7610b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/18.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-021224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 04:39:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88531</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมวิชาการนานาชาติ “PISA: การใช้ผลวิจัยจากข้อมูล  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-021224/">กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประชุมวิชาการนานาชาติ “PISA: การใช้ผลวิจัยจากข้อมูล PISA เพื่อการกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษา (Programme for International Student Assessment &#8211; PISA Conference: Using PISA Evidence to Inform Education Policies and Practices)”</strong> จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2567 ณ เมืองดูบรอฟนิก ประเทศโครเอเชีย โดยมีผู้จัดงานร่วมคือ คณะกรรมการวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลของ PISA (Analysis and Dissemination Group &#8211; ADG) กระทรวงวิทยาศาสตร์ ( Ministry of Science) การศึกษา และเยาวชนแห่งโครเอเชีย (Education and Youth of Croatia) เลขานุการ OECD และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)</p>



<p>การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการวิจัยที่ใช้ข้อมูลระยะยาวจากการสอบ PISA ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จากทีมวิจัยชั้นนำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและทิศทางการปฏิรูประบบการศึกษา และแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาและชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1) บทบาทของข้อมูล PISA ในกระบวนการสร้างความรู้ระดับประเทศ 2) การนำข้อมูล PISA ไปใช้ในการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนโยบายเฉพาะด้าน และ 3) การนำข้อมูล PISA ไปใช้พัฒนาระดับโรงเรียน ผ่านการแลกเปลี่ยนจากนักการศึกษา นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบาย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-413a91"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนี้ OECD ได้คัดเลือกผลงานวิจัยจากคณะนักวิจัย และองค์กรวิชาการจากทั่วโลกที่มีผลงานวิจัยซึ่งใช้ข้อมูล PISA ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติ โดยในปีนี้ OECD ได้คัดเลือกผลงานวิจัยที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ร่วมกันดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นงานวิจัยหนึ่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน  โดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ. และ <strong>ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ได้ร่วมนำเสนอภายใต้หัวข้อ <strong><em>“การใช้ข้อมูล PISA เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโรงเรียน และการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนในประเทศไทย (Leveraging PISA for School Improvement: How the Equitable Education Fund Utilises PISA Insight to Foster Student Resilience and Enhance Educational Outcomes in Thailand)”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-144717"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eeea4b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลและความร่วมมือจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ในการเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลของผู้เรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับผลการทดสอบ PISA for School ของนักเรียนในระดับ ม.3 หรือ ม.4 ที่มีอายุประมาณ 15 ปี การเชื่อมโยงข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์บทบาทของผลการทดสอบ O-NET ระดับ ป.6 ที่มีต่อผลการทดสอบ PISA for School ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 3,000 คนจาก 16 จังหวัดในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ความแตกต่างของทักษะหรือสมรรถนะในอดีตที่ประเมินเมื่อจบระดับประถมศึกษา สามารถอธิบายความแตกต่างของผลคะแนน PISA ของผู้เรียนเมื่ออายุ 15 ปี ได้ดีกว่าแทบทุกตัวแปร ไม่ว่าจะเป็น ตัวแปรที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะของสถานศึกษา ของผู้เรียน และของครัวเรือน ข้อค้นพบนี้บ่งบอกเป็นนัยว่า นโนบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระดับประถมศึกษา อาจเป็นมาตรการที่สามารถยกระดับผลการทดสอบ PISA ได้อย่างมีนัยสำคัญและมีประสิทธิภาพ</p>



<p>จากผลการวิจัยดังกล่าว ทางคณะผู้วิจัยจึงได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมจากประเทศต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของนโยบายการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในระยะยาวตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา ที่คำนึงถึงความเสมอภาคทางโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะช่วงส่งผลเชิงบวกแก่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กเยาวชนไทยทั้งในเวที PISA และ ต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ในระยะยาวต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-021224/">กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แปลงผัก เล้าไก่ และฝูงวัว ห้องเรียนรับเปิดเทอม กลไกรักษาเด็กไว้ในระบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-170322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2022 03:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Active Learning]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสินแร่สยาม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาณุพงศ์ มุ่นพลาย]]></category>
		<category><![CDATA[พิทยา กิ่งพรหมเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[บี อินทนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53206</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผักกวางตุ้งขนาดโตเต็มวัยถูกดูแลเป็นอย่างดีในบริเวณแปลงผ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-170322/">แปลงผัก เล้าไก่ และฝูงวัว ห้องเรียนรับเปิดเทอม กลไกรักษาเด็กไว้ในระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผักกวางตุ้งขนาดโตเต็มวัยถูกดูแลเป็นอย่างดีในบริเวณแปลงผักเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียนสินแร่สยาม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ผักใบสดสีเขียวนี้เป็นฝีมือการดูแลของ <strong>“ด.ช.บี อินทนนท์”</strong> นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่คอยเป็นลูกมือให้กับ<strong>ครูพิทยา กิ่งพรหมเจริญ</strong> <strong>ครูประจำชั้น</strong> ซึ่งเด็กจะต้องใช้ทักษะในการดูแลแปลงผักที่ต่างชนิดกัน ทั้งมะเขือเปราะ มะเขือยาว พริกชี้ฟ้า ผักโขม รวมถึงการปลูกมะนาวที่ครูสอนให้ใช้การปลูกในบ่อซีเมนต์ ให้น้ำแบบหยดเผื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูกาล</p>



<p>นอกจากผักที่ “น้องบี” ดูแลจะถูกส่งต่อไปเป็นอาหารกลางวันให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียนเดียวกันแล้ว ยังรวมถึงหน้าที่ในการดูแลแม่ไก่และเก็บไข่ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-65421f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ครูพิทยา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พิทยา กิ่งพรหมเจริญ โรงเรียนสินแร่สยาม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราสอนเด็กตั้งแต่ให้รู้จักสายพันธุ์ไก่ไข่ การให้น้ำให้อาหาร การเก็บเกี่ยวผลผลิต และนำผลผลิตที่ได้จัดให้กับโครงการอาหารกลางวัน โดยขายในราคา 100 บาท และจำหน่ายให้ชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ โรงเรียนด้วย” ครูพิทยา กล่าว</p>



<p>เด็กชายตัวเล็กลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองอย่างคล่องแคล่ว แต่สิ่งที่เห็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตลอดปีการศึกษาที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พาน้องกลับโรงเรียนไม่ง่าย เมื่อผู้ปกครองไม่เอาด้วย</strong></h2>



<p>ในภาคเรียนที่ 1 “น้องบี” ต้องย้ายโรงเรียนเพราะครอบครัวมีเพียงตาและยายที่ต้องส่งเสียลูกหลานถึง 4 คน เด็กคนหนึ่งในบ้านจึงถูกเลือกให้ย้ายไปยังโรงเรียนประจำเพื่อแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดู และนั่นคือน้องบี</p>



<p>ในขณะที่น้องเอ ฝาแฝดผู้พี่ยังคงเรียนที่โรงเรียนสินแร่สยาม และมาส่งใบงานให้กับครูพิทยาทุกสัปดาห์ในช่วงที่ต้องเรียนออนไลน์ ทำให้ครูรับรู้ว่าว่าน้องบีไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่มาตลอดเทอม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4af182"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เปิดใจ-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราเห็นท่าไม่ดี ก็เลยตามไปที่บ้าน”</p>



<p>ทั้งครอบครัวอาศัยนอนอยู่ริมระเบียงของรีสอร์ทที่ตารับจ้างทำงานอยู่ ฝนตกครั้งนึงก็ต้องขยับที่นอนอยู่ตลอดคืน ฐานะทางบ้านจึงเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้แม้ครูพิทยาเทียวไปเทียวมาบ้านน้องบีหลายครั้ง เพื่อโน้มน้าวให้กลับไปเรียนหนังสือ แต่ไม่เป็นผล</p>



<p>สถานการณ์ที่น้องบีต้องเผชิญไม่ต่างจากเด็กหลายคนในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ใน 2 ปีมานี้มีการเลิกจ้างทั้งชั่วคราวและถาวร อาชีพค้าขายและรับจ้างมีรายได้ลดลงต่อเนื่อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)สำรวจพบว่าเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นกว่า 3 แสนคนมาเป็น 1.2 ล้านคน เมื่อรวมกับนักเรียนยากจนอีกราว 7 แสนคน ทำให้วันนี้มีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษากว่า 1.9 ล้านคน และเด็กจำนวนมากที่หลุดมาแล้วเพราะต้องช่วยครอบครัวทำงานหารายได้กลายเป็นแรงงานนอกระบบเฉียบพลัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-21785e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/มะนาว.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>น้องบีเองก็ต้องช่วยยายเลี้ยงวัวเช่นกัน เมื่อน้องบียืนยันจะไม่กลับมาเรียน ส่วนผู้ปกครองก็ไม่ได้ส่งเสริม โอกาสทางการศึกษาจึงค่อย ๆ ลดลงเต็มที&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องปากท้องไม่ใช่ปัญหาเดียว เพราะห้องเรียนไม่มีพื้นที่ให้เด็กทุกคน</strong></h2>



<p><strong>“ไม่แปลกนะครับ คือเรียนก็ดีครับ แต่ผมอ่านไม่ออก เลยทำงานดีกว่า”</strong> คำตอบตรงไปตรงมาที่ “น้องบี” แสดงออกชัดว่าเขาไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเมื่อเห็นเพื่อน ๆ หรือแม้กระทั่งฝาแฝดตัวเองได้ไปเรียนหนังสือ</p>



<p>น้องบีถือว่าเรียนช้ากว่าเด็กปกติ แม้อ่านออกบ้างแต่เขียนไม่ค่อยได้ ซึ่งเป็นปัญหาของเด็กอีกหลายคนในโรงเรียนสินแร่สยาม เพราะเป็นโรงเรียนพื้นที่รอยต่อชายแดนฝั่งตะวันตกกับประเทศเพื่อนบ้าน เด็ก ๆ ที่นี่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์จึงมีปัญหาด้านภาษา ที่ภาษาไทยถือเป็นภาษาที่ 2 ของพวกเขา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e95b95"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เล้าไก่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลประเมิน PISA หลายสิบปีที่ผ่านมา พบว่าไทยยังคงได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการสอบวัดความรู้ทั้ง 3 ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการอ่านที่ &#8220;ต่ำลง&#8221; และยังพบ “ความห่าง” ของจำนวนเด็กที่ได้คะแนนต่ำกว่ามาตรฐานมีเยอะกว่ามากเมื่อเทียบกับเด็กที่ได้คะแนนสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งพบในทุกประเทศว่าคะแนนที่ต่ำว่ามาตรฐานจะพบในกลุ่มเด็กที่มีความยากจน</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องย้อนไปดูการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและพบว่า แม้กระทั่งโรงเรียนในกรุงเทพมหานครมีเด็กกว่าร้อยละ 13 ที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้</p>



<p>ตอกย้ำกับการศึกษาในช่วงโควิด-19 ที่น้องบีคือหนึ่งในกรณีที่เห็นชัดว่าเมื่อเด็กไม่มีแม้อุปกรณ์การเรียนที่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้ และยิ่งมีเหตุจูงใจให้ขาดเรียนไปตลอดปีการศึกษา ก็ยิ่งเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss)</p>



<p>เมื่อเรียนไม่ทันเพื่อน ก็ยิ่งทำให้น้องบีไม่อยากกลับมาเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ห้องเรียนแห่งความสุข ออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กรายคน&nbsp;</strong><br><strong>กลไกเหนี่ยวรั้งเด็กออกนอกระบบ</strong></h2>



<p>ความพยายามตลอดช่วงปิดเทอมเพื่อตาม “น้องบี” กลับมาเรียน ท้ายที่สุดเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนสินแร่สยามนำน้องบีย้ายกลับมาอยู่ในระบบตามเดิม ซึ่งช่วงสัปดาห์แรกเด็กแทบไม่เคยมาเรียน ครูจึงต้องสร้างแรงจูงใจโดยมอบหมายหน้าที่ให้น้องบีดูแลแปลงผัก เก็บไข่ไก่ และตอนเย็นก็ยังพอมีเวลาไปช่วยยายเลี้ยงวัว แต่ที่สำคัญคือการเปลี่ยนการเรียนการสอนที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้น้องบีเปิดใจกลับมาเรียนอีกครั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06f06c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ภาณุพงศ์-มุ่นพลาย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาณุพงศ์ มุ่นพลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนสินแร่สยาม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ภาณุพงศ์ มุ่นพลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนสินแร่สยาม </strong>เล่าว่านักเรียนแต่ละคนมีปัญหาที่ต่างกัน ทั้งด้านการเรียน, เศรษฐกิจ หรือสภาพทางสังคม ครูจึงต้องออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กทุกคนเพื่อลดความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา</p>



<p>“เราต้องออกแบบการเรียนรู้อย่างมีความสุข เช่น การหาเทคนิคในการจัดการศึกษาให้กับเด็กพื้นที่ชายขอบ เพิ่มทักษะให้เด็กอ่านออกเขียนได้ การจัดกิจกรรมแบบ Active Learning เพื่อให้เด็กลงมือปฏิบัติจริง”&nbsp;</p>



<p>ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจโรงเรียนจึงสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง มีโครงการฝึกอาชีพในโรงเรียน เช่น บาริสต้าน้อยในร้านกาแฟ Siam Coffee, การเลี้ยงไก่ไข่และปลูกผักเพื่ออาหารกลางวัน หรือร้านตัดผมสินแร่บาร์เบอร์ โดยมีการปันผลให้กับนักเรียนเป็นทุนการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7c31d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ตอนนี้ผลการเรียนของ “น้องบี” ดีขึ้นมาก แม้ยังหยุดเรียนอยู่บ้างแต่เห็นชัดว่ามีความตั้งใจมาเรียนมากขึ้นกว่าเดิม แต่การเริ่มต้นเปิดใจนี้ จะเหนี่ยวรั้งน้องบีได้อีกนานแค่ไหน เพราะในช่วงปิดเทอมคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เด็กจะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะอยู่ในภาคการศึกษาต่อไปหรือไม่ ยิ่งการเลื่อนชั้นในระดับประถมศึกษาไปยังมัธยมศึกษา หรือมัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้นที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงก็ย่อมมีมากขึ้นตามมา</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า ในระหว่างปิดเทอมครูจะหมั่นไปเยี่ยมบ้านจนรู้สถานการณ์ว่าเด็กแต่ละคนมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ ดังนั้นช่วงปิดเทอมคือช่วงสำคัญที่สุดที่เราต้องเปิดโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” โครงการที่ใช้กลไกเชิงพื้นที่และการระดมทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน เพราะใน 2 เดือนข้างหน้านี้ไปจนถึง 15 พฤษภาคม เป็นเหมือนการนับถอยหลัง “2 เดือนอันตราย” ที่จะมีเด็กจำนวนมากเลือกไม่กลับมาสู่ระบบการศึกษา</p>



<p></p>



<p><strong>นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช้แค่หน้าที่ของภาคการศึกษา แต่เป็นโจทย์ของทุกคน</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-170322/">แปลงผัก เล้าไก่ และฝูงวัว ห้องเรียนรับเปิดเทอม กลไกรักษาเด็กไว้ในระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิวเซาท์เวลส์เล็งจ้างกูรูกว่า 1,000 คนสู้วิกฤตความรู้ถดถอย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-experts-to-help-kids-lift-literacy-and-numeracy-outcomes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Oct 2021 05:57:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[Parents as Partners in Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Harmony House]]></category>
		<category><![CDATA[Ambassador Schools’]]></category>
		<category><![CDATA[Sarah Mitchell]]></category>
		<category><![CDATA[School Success Model]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะความรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเซาท์เวลส์]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46334</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ประกาศจ้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-experts-to-help-kids-lift-literacy-and-numeracy-outcomes/">นิวเซาท์เวลส์เล็งจ้างกูรูกว่า 1,000 คนสู้วิกฤตความรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ประกาศจ้างงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญรวม 1,300 ตำแหน่ง เพื่อให้การสนับสนุนฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ทั้งนี้จากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนปิดตัวยาวนาน จนเด็กๆ มีภาวะความรู้ถดถอย (Learning Loss) ซึ่งการจ้างผู้เชี่ยวชาญครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ School Success Model มูลค่า 253 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์แนวทางการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับโลกยุคหลังโควิด</strong></p>



<p>สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัฐบาลจะว่าจ้างบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการอ่าน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ เพื่อรับบทบาทในฐานะผู้ช่วยและที่ปรึกษาของครูและพ่อแม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับผลลัพธ์ของนักเรียนในด้านทักษะการอ่านและการคำนวณ ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้พื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการต่อยอดสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16f658"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/02-แปล-นิวเซาธ์เวลส์เล็งจ้างกูรู-0.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังผลการทดสอบในโครงการ Programmed for International Student Assessment หรือ PISA ซึ่งเป็นโครงการประเมินผลความรู้ของนักเรียนนานาประเทศร่วมกันขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า นับตั้งแต่ PISA เริ่มประเมินทักษะการอ่านครั้งแรกในปี 2000 ปีที่ผ่านมาคะแนนเฉลี่ยของออสเตรเลียลดลงราวๆ 3 ใน 4 ของคะแนนเฉลี่ยตามปกติ&nbsp;</p>



<p>รายงานระบุว่า การว่าจ้างและกระจายตัวผู้เชี่ยวชาญไปยังโรงเรียนทั่วทุกแห่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะช่วยแก้ปัญหาภาวะเรียนรู้ถดถอยในเด็กนักเรียนได้ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กๆ อ่านหนังสือและคิดคำนวณเลขอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บุคลากรกลุ่มนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนหลักสูตรใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2022 ซึ่งจะเน้นวิชาภาษาอังกฤษและเลขอย่างจริงจังอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fac540"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/02-แปล-นิวเซาธ์เวลส์เล็งจ้างกูรู-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โครงการคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนสำคัญของโครงการ School Success Model หรือ โมเดลโรงเรียนรูปแบบใหม่ ที่นำข้อมูลมาประยุกต์และบูรณาการ เพื่อสร้างสรรค์แนวทางการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกหลังยุคโควิด&nbsp;</p>



<p>ซาราห์ มิตเชลล์ (Sarah Mitchell) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์กล่าวว่า ทางกระทรวงกำลังพยายามสร้างหลักสูตรระดับโลก การจ้างงานผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านและคำนวณกว่า 1,300 ตำแหน่ง จะเป็นการช่วยเสริมศักยภาพคุณครูอีกแรง โดยจะช่วยทำให้คุณครูสามารถส่งมอบความรู้ที่ดีที่สุดให้แก่นักเรียนได้</p>



<p>สื่อท้องถิ่นรายงานว่า โครงการใหม่นี้จะเริ่มดำเนินการในปี 2022 เป็นต้นไป และจะพร้อมดำเนินการตามหลักสูตรอย่างเต็มรูปแบบในปี 2023</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e85d9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/02-แปล-นิวเซาธ์เวลส์เล็งจ้างกูรู-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน ภายใต้โมเดลความสำเร็จของ School Success Model ปรากฏว่ามี &#8216;โรงเรียนตัวแทน&#8217; จำนวนหนึ่งที่ถูกเรียกขานว่า ‘Ambassador Schools’ เริ่มกำหนดว่าจะทำการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของครูและนักเรียนทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยจะไปจับมือเป็นพันธมิตรกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างงานวิจัยด้านการศึกษาที่สามารถแบ่งปันกันทั่วทั้งระบบการศึกษาของรัฐนิวเซาท์เวลส์และนานาประเทศทั่วโลก</p>



<p>ทั้งนี้โรงเรียน Auburn North Public School ถือเป็น 1 ใน 3 ของ ‘โรงเรียนตัวแทน’ ที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งมาร์ก แฮร์ริส (Mark Harris) ครูใหญ่ของโรงเรียนกล่าวว่า โรงเรียนของตนกำลังนำองค์ความรู้มาประยุกต์และต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์การศึกษาที่ดีขึ้นให้แก่นักเรียนทุกคน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a30d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/02-แปล-นิวเซาธ์เวลส์เล็งจ้างกูรู-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในฐานะ Ambassador School เรามีโอกาสแบ่งปันและบอกเล่าถึงสิ่งที่เราทำแล้วเวิร์ก เพื่อช่วยโรงเรียนอื่นๆ ในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาโรงเรียน อีกทั้งโรงเรียนของเรายังตระหนักถึงบทบาทสำคัญที่ผู้ปกครองมีต่อความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนและในความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กอีกทางหนึ่งด้วย&#8221; แฮร์ริสกล่าว&nbsp;</p>



<p>โดยที่ผ่านมา แฮร์ริสได้พัฒนาชุมชนการเรียนรู้และวัฒนธรรมที่เป็นมิตรสำหรับผู้ปกครอง โดยตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจและให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ส่งผลให้โปรแกรมการเรียนรู้ที่โรงเรียนพยายามผลักดันนั้นมีประสิทธิภาพเชิงประจักษ์มากมาย&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกันแฮร์ริสได้ยกตัวอย่างโครงการริเริ่มที่ทางโรงเรียนได้ดำเนินการลงไป ซึ่งหมายรวมถึงโครงการ &#8216;Harmony House&#8217; ที่จัดโปรแกรมด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ที่ดี และสังคมสำหรับผู้ปกครอง และโปรแกรม &#8216;Parents as Partners in Learning&#8217; ที่เสริมศักยภาพ และช่วยให้ผู้ปกครองพัฒนาความมั่นใจ พัฒนาความรู้ รวมถึงพัฒนาทักษะจนสามารถจัดการเรียนรู้ให้ลูกๆ ได้อย่างมีคุณภาพนั่นเอง</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.theeducatoronline.com/k12/news/experts-to-help-kids-lift-literacy-and-numeracy-outcomes/278384?utm_source=GA&amp;utm_medium=20210816&amp;utm_campaign=TEW-Newsletter-20210817&amp;utm_content=872DBD35-6FE5-40F1-9861-4650C059FB98&amp;tu=872DBD35-6FE5-40F1-9861-4650C059FB98" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.theeducatoronline.com/k12/news/experts-to-help-kids-lift-literacy-and-numeracy-outcomes/278384?utm_source=GA&amp;utm_medium=20210816&amp;utm_campaign=TEW-Newsletter-20210817&amp;utm_content=872DBD35-6FE5-40F1-9861-4650C059FB98&amp;tu=872DBD35-6FE5-40F1-9861-4650C059FB98">Experts to help kids lift literacy and numeracy outcomes</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-experts-to-help-kids-lift-literacy-and-numeracy-outcomes/">นิวเซาท์เวลส์เล็งจ้างกูรูกว่า 1,000 คนสู้วิกฤตความรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ผนึกกำลังโรงเรียนทั่วประเทศ เรียนรู้การวิเคราะห์รายงานผลการประเมิน PISA for Schools ยกระดับการศึกษาไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2021 07:25:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[PBTS]]></category>
		<category><![CDATA[PISA-Based Test for School]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[PISA for Schools]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45845</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมมือกับองค์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand/">กสศ. ผนึกกำลังโรงเรียนทั่วประเทศ เรียนรู้การวิเคราะห์รายงานผลการประเมิน PISA for Schools ยกระดับการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ศูนย์ PISA สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานเสวนาเพื่อให้ 66 โรงเรียนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ PISA For Schools ได้เรียนรู้วิธีการอ่านผลการประเมิน PISA for Schools จากรายงานระดับสถานศึกษา (School Report) พร้อมรับฟังคำแนะนำจากนักวิชาการด้านการศึกษาระดับนานาชาติเพื่อนำข้อมูลจากรายงานผล PISA for Schools ต่อยอดสู่การพัฒนาการเรียนการสอน</p>



<p>หลังจากแต่ละโรงเรียนเข้าร่วมการทดสอบ PISA-based Test for Schools (PBTS) แล้ว ทุกโรงเรียนจะได้รับรายงานระดับสถานศึกษา (School Report) ซึ่งสรุปข้อมูลสมรรถนะ เสียงสะท้อน และระดับทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน ให้ผู้ใช้งานในระดับโรงเรียนสามารถเข้าถึงและนำไปประกอบการวางแผนการพัฒนาโรงเรียนของตัวเองได้ โดยผลการทดสอบในโครงการ PISA for Schools สามารถเทียบเคียงการสอบ PISA ซึ่งดำเนินจัดขึ้นทั่วโลกในทุก 3 ปี ได้ แต่ด้วยข้อมูลในรายงานนี้มีความซับซ้อนและยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเสวนาเพื่อสนับสนุนโรงเรียน โดยทาง OECD ได้แบ่งการทำความเข้าใจรายงานผลการประเมินเป็น 3 ส่วน ดังนี้   ของนักเรียน มุมมองที่มีต่อแรงบันดาลใจ การจัดการเรียนการสอนและบรรยากาศในโรงเรียน ตลอดจนถึงระดับทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน <strong> </strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1-1-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-pisa-for-schools-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99">1 ทำความเข้าใจรายงาน PISA for Schools เบื้องต้น</h2>



<p>การทดสอบ PISA-based Test for Schools (PBTS) ออกแบบมาให้โรงเรียนใช้วัดผลและสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยโรงเรียนจะสามารถข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนักเรียนนี้ไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการโรงเรียนในภาพรวมได้ </p>



<p>โดย PBTS ได้ออกแบบการทดสอบและแบบสอบถามมาเพื่อให้สามารถเข้าถึงถึงข้อมูลเชิงลึกของนักเรียน เช่นเดียวกับการทดสอบ PISA ผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบแบบทดสอบซึ่งวัดสมรรถนะความฉลาดรู้ (literacy) ของนักเรียนใน 3 ด้านคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามซึ่งรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐฐานะ แรงบันดาลใจ มุมมองต่อบรรยากาศการจัดการเรียนการสอน และความสัมพันธ์ต่อครูและเพื่อน ๆ ของผู้เรียน นอกจากนี้ PISA for Schools ยังได้เพิ่มเติมแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Skills) ของผู้เรียน และข้อคำถามเกี่ยวกับการรับมือการเรียนรู้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของผู้เรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b7ac06"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421490.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.โจแอนน์ แคดดี้ (Dr. Joanne Caddy)<br>นักวิเคราะห์อาวุโส และ หัวหน้าทีมประจำ OECD</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการรายงานผลการประเมินนักเรียน ทั้ง 3 ด้านได้แก่ ทักษะทางปัญญา เสียงสะท้อนของนักเรียน และทักษะทางอารมณ์และสังคม OECD จะนำผลการทดสอบ PBTS ที่จัดขึ้นเมื่อต้นปี 2021 กลับไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบของโรงเรียนในประเทศไทยและคะแนนของประเทศในกลุ่ม OECD ที่เข้าร่วมการทดสอบ PISA 2018 เพื่อให้โรงเรียนเห็นภาพเชิงเปรียบเทียบและหาจุดที่จะพัฒนาต่อไปได้ โดยทาง OECD ได้ย้ำว่าการสอบไม่มีคะแนนเต็ม มีแต่คนได้คะแนนมากกับน้อย เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเพื่อให้เห็นศักยภาพของผู้เรียนเท่านั้น</p>



<p>การติวเพิ่มเติมโดยหวังให้เกิดการแข่งขันในหมู่ผู้เรียน และหวังให้ผู้เรียนสอบให้ได้คะแนนสูง จึงไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเป็นการสอบเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนไม่จำเป็นต้องกดดันเพื่อให้ได้ผลสอบที่ดี เพราะจะไม่สะท้อนผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่ง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ได้เสริมในส่วนนี้ว่า นอกจากจะต้องทำความเข้าใจกลุ่มเด็กที่ได้คะแนนมากแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับเด็กที่ได้คะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อที่จะได้รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังประสบปัญหาอะไรในการเรียนรู้ และคุณครูสามารถช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2-2-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8">2 กรณีศึกษาจากต่างประเทศ</h2>



<p>การเข้าร่วมการทดสอบในโครงการ PISA for Schools ไม่ได้เน้นไปที่การวัดผลเพื่อจัดลำดับนักเรียน แต่เน้นไปที่การสร้างข้อมูลคุณภาพสูง เพื่อให้กลุ่มชุมชนนักการศึกษาทั้งในระดับผู้กำหนดนโยบายจนไปถึงครูผู้สอนผู้เป็นหัวใจแห่งการขับเคลื่อยความเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียนจากทั่วโลก เพื่อแบ่งปันกรณีศึกษาทั้งในมุมของปัญหาและแนวทางการแก้ไข ซึ่ง กสศ. และ OECD เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาตินี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีทักษะและสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21</p>



<p>โดย OECD ได้เชิญชวนให้คณะครูและนักการศึกษาจากไทยเข้าไปแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์ม PISA for Schools Community ซึ่งได้ติดตั้งให้มีระบบหลายภาษาเพื่อเชื่อมต่อนักการศึกษาจากทั่วโลกให้มีเครื่องมือที่ออกแบบอย่างดีเพื่อสนับสนุนการประเมิน วัดผล และช่วยวางแผนการจัดการเรียนรู้การสอนให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของนักเรียนในแต่ละส่วนของประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-52f4cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421489.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ทีอาโก เดอ มิรันดา เฟรโกโซ (Tiago de Miranda Fragoso)<br>นักวิเคราะห์ด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทาง OECD ยังได้นำเสนอตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนในสหรัฐฯ และบราซิลที่เข้าร่วมโครงการ PISA for School เพื่อแสดงให้คณะครูจากโรงเรียนไทยที่เข้าร่วมการสัมมนาให้เห็นถึงตัวอย่างการนำเอาผลการทดสอบไปปรับใช้</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่างจากโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา</span></strong></p>



<p>คุณ John Campbell อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งในเมืองแอตแลนต้า จอร์เจีย แบ่งปันประสบการณ์ ว่าได้เรียนรู้จาก PISA for Schools ว่ากลุ่มโรงเรียนของในเขต Gwinnett County ยังขาด<strong>ความเข้มข้น (Rigor)</strong> <strong>ความเชื่อมโยง (Relevance)</strong> และ<strong>ความสัมพันธ์ (Relationship)</strong> ซึ่งเขาได้ชวนเพื่อนครูและผู้บริหารในเขตพื้นท่ีมาถอดบทเรียนพร้อมกับวิธีการแก้ไขปัญหา</p>



<p><strong>ความเข้มข้น</strong> &#8211;  ผลการทดสอบ PBTS แสดงให้เห็นว่าเมื่อนักเรียนตอบคำถามได้ คุณครูก็ไม่ได้มีความเคร่งครัดท่ีจะผลักดันนักเรียนให้อธิบายเหตุผลในการเลือกตอบคำถาม ดังนั้นจึงนับว่าโรงเรียนยังขาดทั้งความเคร่งครัดและความเข้มข้น จึงได้รับผลสะท้อนออกมาว่านักเรียนยังขาดการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการสื่อสาร ซึ่งทางโรงเรียนได้นำตัวอย่างบททดสอบที่มุ่งวัดสมรรถนะและทักษะการคิดขั้นสูงของ PISA มาปรับใช้เพื่อพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b89ca8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421488.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เซี่ย จื้อ เซิน (Tse Chi Sum) นักวิเคราะห์ด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ความเชื่อมโยง</strong> &#8211; นอกจากนี้ PISA for Schools ยังแสดงให้เห็นว่านักเรียนจำนวนมากไม่เห็นการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนการสอนในห้องเรียนกับปัญหาที่พวกเขาเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่โรงเรียนและคุณครูจะนำเอากรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดหรือมีผลกระทบกับตัวนักเรียน หรือเหตุการณ์สำคัญที่ถูกพูดถึง เข้ามาประกอบในหลักสูตรให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ที่ได้จากในห้องเรียน และการนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงและฝึกทักษะการเชื่อมโยง รวมไปถึงการคิดอย่างมีระบบ</p>



<p><strong>ความสัมพันธ์</strong> &#8211; สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ นักเรียนจำนวนมากไม่รู้สึกว่าครูผู้สอนใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับพวกเขานอกเหนือไปจากการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าเมื่ออยู่นอกห้องเรียน พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงคุณครูเพื่อขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำเพิ่มเติมที่นอกเหนือไปจากเรื่องการเรียนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนตระหนักดีว่าเมื่อผู้เรียนในช่วงวัยรุ่นได้รับความสนใจ พวกเขาจะสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่างจากโรงเรียนบราซิล</span></strong></p>



<p>คุณ Francisco “Freire” De Sales ผู้อำนวยการโรงเรียนในเขต Sobral ประเทศบราซิล แบ่งปันว่า พวกเขาพบกับปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของเด็กนักเรียนที่มาจากภูมิหลังหลากหลาย และได้แก้ไขด้วยการจับกลุ่มให้นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันได้เรียนด้วยกัน รวมไปถึงพัฒนาการสื่อสารและทำให้เด็กๆ เรียนรู้ร่วมกันได้มากขึ้น และยังได้มีการพัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดที่โรงเรียนพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐาน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df71df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421492.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณัฐา เพชรธนู ผู้อำนวยการศูนย์ PISA<br>สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยใช้หลักสูตรนอกห้องเรียน การเรียนพิเศษ รวมไปถึงเนื้อหาการสอนจากการแบ่งปันในชุมชนการศึกษา PISA for Schools Community ซึ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างดี  นอกจากนี้ทางโรงเรียนได้พัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ที่นักเรียนสามารถนำกลับไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากเนื้อหาด้านวิชาการ เพื่อให้นักเรียนด้อยโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาได้ทุกเวลาตามที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ราคาแพง</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">3 ระดมความคิดและการนำไปปรับใช้</h2>



<p>ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD และภาคีเครือข่ายช่วยสนับสนุนได้ร่วมกันเน้นใจความสำคัญที่ต้องกระตุ้นให้นักเรียนคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ร่วมมือกับนักเรียนคนอื่นหรือครูเพื่อวิเคราะห์ ประเมินผล และสื่อสารแบ่งปันสิ่งที่พวกเขารู้ให้กับทั้งเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน คุณครู และสังคมรอบ ๆ ตัว</p>



<p><strong><strong>OECD ได้สรุปไว้ว่า บทบาทของครูได้เปลี่ยนจากผู้ให้ความรู้กลายเป็นโค้ชที่คอยให้อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความรู้ และให้อิสระกับนักเรียนในการค้นหาว่าพวกเขาอยากเรียนรู้เรื่องอะไร</strong></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66629d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421491.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง<br>อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย<br>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อมูลที่ได้จากการวัดผลและประเมินผลจะช่วยให้คุณครูวางแผนการสอนได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น ผลการวิจัยที่ว่าการเรียนรู้เป็นกลุ่มช่วยให้เรียนได้ดีขึ้น หรือการเรียนรู้ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากให้นักเรียนทุกคนเข้าใจอะไรเมื่อการเรียนรู้จบลง และการร่วมมือกันระหว่างครูผู้สอนด้วยกัน เพื่อแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสอน หรือแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาการเรียนรู้จากคุณครูคนอื่นๆ ทั่วประเทศ และขอร้องให้บุคลากรทางการศึกษาของไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมกันแก้ปัญหาด้วยการแบ่งปันเรื่องราวของทุกคนเพื่อระดมสมองร่วมกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3265b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421493.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยส ยังเน้นย้ำว่า <strong>การทดสอบ การประเมินผล การเก็บข้อมูล และการทำความเข้าใจรายงานนั้นจะเป็นประโยชน์ในระดับมหภาคเท่านั้น เพราะในระดับจุลภาคยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย</strong> ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ หรือบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงหน่วยงานตัวแทนของรัฐเพื่อร่วมกันพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาให้มีความเสมอภาค และเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เข้าถึงการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมต่อต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand/">กสศ. ผนึกกำลังโรงเรียนทั่วประเทศ เรียนรู้การวิเคราะห์รายงานผลการประเมิน PISA for Schools ยกระดับการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.เปิดตัวระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-18-12-20-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Dec 2020 04:07:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[National Education Accounts]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[NEA]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24987</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิชาการระบุ 10 ปี การศึกษาไทย ลงทุนมาก แต่คุณภาพยังไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-12-20-2/">กสศ.เปิดตัวระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-25005" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnailB.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnailB.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnailB-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnailB-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnailB-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">นักวิชาการระบุ 10 ปี การศึกษาไทย ลงทุนมาก แต่คุณภาพยังไม่ถึงเป้าหมาย  กสศ.เสนอปฏิรูประบบงบ ปรับสูตรเงินรายหัว เน้นเด็กเป็นตัวตั้ง และสอดคล้องบริบทพื้นที่ ไม่ให้ รร.ขนาดเล็กเสียเปรียบ พร้อมกระจายงบการศึกษาให้ท้องถิ่นตัดใจสินบริหารเองได้ แก้ปัญหาตรงจุด</span></p>
<p>เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563  ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดตัวระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติหรือ NEA ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ภายใต้โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA)</p>
<p><figure id="attachment_24992" aria-describedby="caption-attachment-24992" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-24992 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/e-2.jpg" alt="" width="864" height="562" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/e-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/e-2-300x195.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/e-2-768x500.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/e-2-750x488.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24992" class="wp-caption-text">รศ.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ</figcaption></figure></p>
<p><strong>รศ.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ</strong> รายงานสถานการณ์รายจ่ายด้านการศึกษาไทย เปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2551-2561 ระบุว่า 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทย ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ไทยมีการลงทุนด้านการศึกษาถึง 816,463 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นับว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม OECD (ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 ต่อ GDP</p>
<p>หากพิจารณารายจ่ายต่อหัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์  ในจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดแยกเป็นของภาครัฐ 618,427 ล้านบาท (76 เปอร์เซ็นต์) ส่วนอีก 198,036 ล้านบาท (24 เปอร์เซ็นต์) เป็นรายจ่ายของภาคครัวเรือนและภาคเอกชน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-25003" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/i.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/i.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/i-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/i-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/i-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า กว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณแผ่นดิน ยังถูกนำมาใช้ด้านการศึกษาสูงสุดมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีแผนปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2542 แต่ผลลัพธ์ต่อผู้เรียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาจากคะแนนโอเน็ต และคะแนนจากโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA  พบว่า ทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยต่ำกว่าระดับนานาชาติ แบบที่เรียกว่ารั้งท้ายมาอย่างต่อเนื่อง และยังเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพผู้เรียน</p>
<p>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบประมาณที่ไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่ไม่สามารถใช้งบประมาณได้มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ต่อผู้เรียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั้งในมิติของโอกาส และคุณภาพอยู่มาก  ข้อเสนอที่เป็นไปได้มากที่สุดขณะนี้คือ การปรับสูตรงบประมาณรายหัว ให้เน้นความจำเป็นของนักเรียน และความแตกต่างของพื้นที่ซึ่งมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับขนาดโรงเรียนด้วย</p>
<p>“สูตรการจัดสรรงบประมาณปัจจุบัน ไม่ได้ทำให้คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่กลับถ่างขึ้น  ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะที่ควบรวมไม่ได้เสียเปรียบ ไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งที่โรงเรียนขนาดเล็กต้องดูแลเด็กเปราะบางมากกว่า มีปัญหาในหลายมิติ แต่งบประมาณไม่ได้ปรับตัวตาม คุณภาพการศึกษาแย่ลงเรื่อยๆ”  รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24994" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/c-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/c-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/c-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/c-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/c-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า เช่นเดียวกับการจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ พบว่างบประมาณรายจ่ายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มลดลง โดยในปีงบประมาณ 2561 มีมูลค่ารวม 18,683 ล้านบาท ลดจากปี 2559 ที่มีจำนวน 28,000 ล้านบาท  ซึ่งสัดส่วนงบประมาณในด้านนี้ยังถือว่าไม่มากนัก ดังนั้นจึงควรมีการจัดสรรงบประมาณอย่างทั่วถึงและให้กลุ่มเด็กยากจนด้อยโอกาสได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม</p>
<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ. </strong>กล่าวว่า จากข้อมูลของ NEA มีประโยชน์มากที่จะช่วยนำไปสู่ข้อเสนอต่างๆ ด้วยข้อมูลที่เป็นรูปธรรม แต่นอกจากงบประมาณแล้วก็ยังมีมิติอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่นการบริหารจัดการ  โดยจากข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีการกระจายอำนาจในการบริหารงบประมาณของท้องถิ่นกับส่วนกลางแตกต่างกันมาก โดยงบท้องถิ่นมีเพียงแค่ 16%  ขณะที่หลายประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาอย่างฟินแลนด์ อเมริกา มีสูงถึง 40%  ซึ่งการกระจายงบไปท้องถิ่นที่ดีจะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น ของตัวเองได้ดีกว่า</p>
<p><figure id="attachment_24995" aria-describedby="caption-attachment-24995" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24995 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/g.jpg" alt="" width="864" height="562" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/g.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/g-300x195.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/g-768x500.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/g-750x488.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24995" class="wp-caption-text">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p>อย่างไรก็ตาม นอกจากไทยจะมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว การกระจายตัวของทรัพยากรน้อยมาก อยู่กลุ่มเดียวกับละตินอเมริกา ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ หรือประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีการกระจายตัวของทรัพยากรการศึกษาที่ดี ทำให้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะประเทศฟินแลนด์โรงเรียนใกล้บ้านก็มีคุณภาพไม่ต่างกันไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนไกล ดังนั้นเราจะต้องทำให้เกิดการกระจายทรัพยากร กระจายอำนาจที่เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>ทางด้าน <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบชัดเจน ทำให้ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงว่ามีการใช้จ่ายอย่างไรบ้าง ดังนั้น กสศ. จึงจัดทำระบบบัญชีรายจ่ายการศึกษาที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ</p>
<p><figure id="attachment_24996" aria-describedby="caption-attachment-24996" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24996 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/f.jpg" alt="" width="864" height="562" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/f.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/f-300x195.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/f-768x500.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/f-750x488.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24996" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<p>“คำถามแรกที่คนทั่วไปมักถามก็คือ ทำไมการศึกษาไทยลงทุนมาก แต่ได้ผลไม่มาก ทั้งที่การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน จะเห็นได้ว่างบประมาณด้านการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ปีละ 5-6 แสนล้านบาท แต่กลับไม่สะท้อนไปถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ด้วยเหตุนี้การจัดทำบัญชีรายจ่ายการศึกษาจะช่วยให้ทราบว่ามีการจัดสรรงบประมาณไปในกิจกรรมใดบ้าง จังหวัดใดได้มากหรือได้น้อย และเข้าถึงกลุ่มประชากรใดบ้าง เพื่อให้เกิดการทบทวนการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเสมอภาคมากขึ้น” ดร.ไกรยส กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24997" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวอีกว่า การพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาจะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนทิศทางการลงทุนด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเสมอภาคมากขึ้น โดยล่าสุดได้มีการจัดทำในระบบออนไลน์และลงลึกในรายละเอียดถึงระดับจังหวัด</p>
<p>“การจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาก็เปรียบเหมือนการทำบัญชีรายจ่ายครัวเรือน เพื่อการศึกษาของลูกหลานเรา ฉะนั้นทุกภาคส่วนสามารถเข้ามานำข้อมูลนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาบนฐานของข้อมูลที่แท้จริง” ดร.ไกรยส กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24998" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-12.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-12.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-12-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-12-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-12-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 การจัดเก็บงบประมาณทำได้น้อยลง เราจำเป็นต้องมีระบบสมาร์ทอินเวสต์เมนต์ โดยจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่ดี และต้องดูว่าเรื่องไหนจำเป็นต้องลงทุนทันที เรื่องไหนรอได้ ดังนั้นหวังว่าการจัดทำงบประมาณปี 2565  NEA จะเป็นเครื่องมือทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ รู้ว่าจะต้องลงทุนตรงไหน โดยการลงทุนในมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนในระบบการศึกษา ซึ่ง NEA คือพิมพ์เขียวในการลงทุนโดยมีข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนในอีก 10 ปีข้างหน้า  โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ <a href="https://research.eef.or.th/nea/">https://research.eef.or.th/nea/</a> เพื่อดูข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาย้อนหลังได้</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-25007" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/j-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/j-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/j-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/j-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/j-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>นอกจากนี้  ก่อนที่จะมี กสศ. ประเทศไทยจัดงบแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษาเพียง  0.5 % ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเคยประเมินว่า จะต้องใช้งบประมาณ 5 %  เพื่อดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันได้รับการจัดสรรเพียง 5,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ถึง 1% ด้วยเหตุนี้ กสศ. จำเป็นต้องลงทุนอย่างแม่นยำ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดด้วยเครื่องมืออย่าง NEA รวมทั้งวางยุทธศาสตร์ที่ร่วมลงทุนกับภาคส่วนต่างๆ โดยไม่อาจทำงานเพียงลำพังได้ การที่มี NEA จะทำให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงจุดแม่นยำมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-12-20-2/">กสศ.เปิดตัวระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-11-12-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Dec 2020 09:32:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Global Competence]]></category>
		<category><![CDATA[FSQL]]></category>
		<category><![CDATA[Fundamental School Quality Level]]></category>
		<category><![CDATA[Human Capital Index]]></category>
		<category><![CDATA[HCI]]></category>
		<category><![CDATA[Dr.Ronald Mutasa]]></category>
		<category><![CDATA[Strengthening the Foundation for Education Success in Thailand - PISA 2018]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24836</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสำคัญ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-11-12-20/">มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ปัญหาสำคัญ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมทางทรัพยากร บุคลากร การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ บรรยากาศของการเรียนที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (belong) ของโรงเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง (bullying) สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน บ้าน  ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน</p></blockquote>
<p>วันก่อนธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสองฉบับ คือรายงานดัชนีทุนมนุษย์ 2020 (Human Capital Index &#8211; HCI) โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทย และได้นำเสนอรายงานเรื่อง Strengthening the Foundation for Education Success in Thailand &#8211; PISA 2018 ซึ่งเป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล PISA ของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรทรัพยากร การกระจายตัวของครู ในกรณีของประเทศไทย โดยมีวิทยากรผู้นำเสนอจากธนาคารโลก คือ Dr.Ronald Mutasa (ประเด็น HCI) และ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ (PISA 2018)  และได้เชิญ ตัวผมและผู้แทนจาก UNICEF และจาก จุฬาลงกรณ์ฯ มาร่วมพูดคุย เห็นว่ามีบางประเด็นน่าสนใจ เลยจะขอเล่าให้ฟังกันครับ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24813" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">*** Human Capital Index 2020 ***</span></p>
<p>ในส่วนของรายงาน Human Capital Index 2020 นับเป็นปีที่ 2 ที่ทางธนาคารโลกได้จัดทำรายงานนี้ขึ้นมา (ครั้งแรกในปี 2018) เพราะทำการวิเคราะห์ว่า ประเทศต่างๆ ในโลก มีระดับของดัชนีทุนมนุษย์เท่าไร โดยมีดัชนีง่ายๆ แค่สามด้าน คือ 1.ด้านการรอดชีวิต (อัตราการรอดชีวิตของเด็กอายุ 5 ขวบ, อัตราการรอดชีวิตของผู้ใหญ่อายุ 15-60 ปี)  2.สุขภาพ (สัดส่วนเด็กอายุ 5 ขวบที่ไม่แคระเกร็น) และ 3.การศึกษา (จำนวนปีที่ได้เรียนในโรงเรียน คะแนนสอบมาตรฐานระดับนานาชาติ) ซึ่งกรณีของประเทศไทยมี HCI เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย คือจาก 0.58 เป็น 0.6 ซึ่งเขาให้ความหมายว่า 0.6 หมายถึง เด็กที่เกิดในประเทศไทยนั้นเมื่อมีอายุ 18 ปี จะสามารถบรรลุระดับของทุนมนุษย์ได้สูงสุดประมาณ 60% ของศักยภาพที่เขาสามารถเป็นได้ พิจารณาจากสภาพแวดล้อมทางสุขภาพ และทางการศึกษาของประเทศ</p>
<p>ในขณะที่สิงคโปร์มี HCI 0.88 หมายถึง เด็กที่เกิดในสิงคโปร์ในวันนี้ จะสามารถมีโอกาสบรรลุศักยภาพของตนเองได้ถึง 88% เมื่อเขามีอายุ 18 ปี โดยในภาพรวมประเทศสิงคโปร์มีค่าดัชนีทุนมนุษย์สูงสุดในโลก ส่วนในภูมิภาคเรา เวียดนาม บรูไน ก็มีคะแนนสูงกว่าไทย กลุ่มประเทศ CLM จะอยู่กลุ่มท้ายสุด</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/pumsaran/posts/10101667081906320" target="_blank" rel="noopener noreferrer">สัมภาษณ์เรื่องดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index)</a> (เคยเขียนไว้เมื่อสองปีที่แล้ว ปีนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนมากนัก)</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24840" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ที่น่าสนใจคือในกรณีของประเทศไทยที่แม้จะมี HCI สูงขึ้น แต่ปัจจัยด้านการศึกษา กลับเป็นปัจจัยที่มีระดับลดลง ทั้งในเรื่องของจำนวนปีการศึกษาในระดับปฐมวัย (Pre-primary)และมัธยมต้น (Lower-Secondary)  มีประเด็นน่าสนใจนิดหน่อยที่ทาง World Bank พยายามคำนวณเปรียบเทียบค่าคะแนนมาตรฐานการสอบของหลายประเทศมาไว้ด้วยกันให้เทียบกันได้ เรียกว่า Harmonized Test Score (เช่น ประเทศที่ไม่เคยเข้าสอบ PISA เขาก็จะแปลงคะแนนอื่นๆ ให้อยู่ใน scale ที่พอจะเอามาเทียบได้) ทำให้เราได้เห็นคะแนนของประเทศที่เราไม่ค่อยได้เห็น เช่น พม่า เขมร ลาว มาเปรียบเทียบด้วย ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเขาบอกว่าเขมรทำคะแนนได้ดีทีเดียว ทำคะแนนได้ดีกว่าไทย พม่ากับไทยสูสีกัน แต่ ลาว ยังห่างอยู่ แต่ก็อยู่ในระดับแถวๆ ฟิลิปปินส์  ก็เป็นตัวเลขที่น่าสนใจดี (แต่จะจริงหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด คงอยู่ที่หลักการทางเทคนิคที่เขาเอาคะแนนมาแปลงเพื่อเปรียบเทียบกัน)</p>
<p>[ระดับคะแนนสอบมาตรฐานของประเทศอาเซียน มีดังนี้ สิงคโปร์ (575) เวียดนาม (519) กัมพูชา (452) มาเลเซีย (446)  บรูไน (438) ไทย (427) พม่า (425) อินโดนีเซีย (395) ลาว (368) ฟิลิปปินส์ (362)]</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">***PISA 2018 Report***</span></p>
<p>ในส่วนของรายงาน PISA 2018 ได้มีการเอาสถิติจาก PISA ของนักเรียนไทย มาวิเคราะห์ในหลาย ๆ ประเด็น พบว่า<strong>ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมทางทรัพยากร บุคลากร การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ บรรยากาศของการเรียนที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (</strong><strong>belong) </strong><strong>ของโรงเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง (bullying) </strong><strong>สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน บ้าน  ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน รวมไปถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงอุปกรณ์ ICT, Digital Device </strong><strong>ต่างๆ</strong> ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 ทำให้ต้องมีการเรียนทางไกล</p>
<p>ซึ่งทางธนาคารโลกได้สรุปข้อเสนอออกมาเป็นสามประเด็นสำคัญๆ คือ 1. สนับสนุนให้โรงเรียนมีบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในโรงเรียนด้อยโอกาส 2. พัฒนาวิธีการสอน และการจัดการในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา</p>
<p>อ่านรายงานได้ที่ <a href="http://documents1.worldbank.org/curated/en/683311593415205230/pdf/Thailand-Programme-for-International-Student-Assessment-PISA-2018-Country-Report.pdf?fbclid=IwAR0DV4FHz5_NL6C4HRe3BkPWiWPyI1-wIvZkt60_feRe9-YZ_FPEdHuOa_w" target="_blank" rel="noopener noreferrer">PISA 2018 Programme for International Student Assessment</a></p>
<p>ระยะเวลาที่ผ่านมา กสศ. ก็ได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับธนาคารโลกและ สพฐ.ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้เพียงพอทั่วถึง ภายใต้ชื่อโครงการ Fundamental School Quality Level (FSQL) ซึ่งจะเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทำแผนที่ เก็บข้อมูลด้านทรัพยากรของโรงเรียน เพื่อที่จะให้เห็นความขาดแคลน การเข้าถึงทรัพยากรของแต่ละโรงเรียนและทำให้ทาง สพฐ. ได้มีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมลงไปได้ต่อไป  ซึ่งธนาคารโลกได้เคยทำการสำรวจในโครงการนี้กับประเทศเวียดนาม และสามารถผลักดันให้รัฐบาลเวียดนามปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรให้สามารถไปสนับสนุนโรงเรียนได้อย่างมีมาตรฐานอย่างน้อยในระดับขั้นต่ำ มากขึ้น  (อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพัฒนาการศึกษาของเวียดนาม)</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24841" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">** PISA 2018 Global Competence ** </span></p>
<p><strong>ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา PISA </strong><strong>เพิ่งเปิดเผยรายงานผลการวิเคราะห์เรื่อง Global Competence </strong><strong>ของนักเรียนจากทั่วโลก และผมได้ลองเอามานั่งวิเคราะห์ดู เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำไปแชร์ในวงธนาคารโลกด้วย ปัญหาที่นักวิจัยจากธนาคารโลกมองเห็นคือนักเรียนไทยมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) </strong><strong>กับโรงเรียนน้อย อาจจะเกือบต่ำที่สุดในโลก เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง&#8230; แต่เป็นเพราะอะไร ถ้าหากติดตามปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนในช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่าพวกเขาก็พยายามจะสะท้อนเรื่องพวกนี้ออกมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงโทษแบบเกินขอบเขต การกลั่นแกล้งในโรงเรียน และปัญหาอื่นๆ  ซึ่งหลายๆ ประเด็นก็ได้สะท้อนออกมาในรายงานของ PISA Global Competence </strong><strong>เช่นกัน </strong></p>
<p><strong>จากการเก็บข้อมูลพบว่าถึงแม้ว่าเด็กไทยอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่มีความรู้สูง หรือทำคะแนนสอบได้ดีนัก (ทำการทดสอบ PISA Global Competency ได้อันดับ 20 จาก 26 ประเทศที่เข้าร่วมทดสอบ) แต่ก็เป็นกลุ่มที่ใส่ใจในเรื่องปัญหาสังคมสูงกว่านักเรียนจากหลายๆ ประเทศ ที่น่าสนใจคือเป็นกลุ่มที่นิยมใช้ Facebook/Twitter สูงที่สุดในโลก (อันดับ 1 จาก 66 ประเทศ) มองตนเองว่าเป็นพลเมืองโลก (สูงเป็นอันดับ 13 จาก 66 ประเทศ) ใส่ใจต่อประเด็นเช่นความเหลื่อมล้ำทางเพศ (อันดับ 6 จาก 66 ประเทศ)  ร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม (อันดับ 10 จาก 66 ประเทศ) คิดว่าตนสามารถแก้ปัญหาแก่โลกได้ (อันดับ 14 จาก 66 ประเทศ)</strong></p>
<p>ส่วนจุดด้อยของเยาวชนไทยคือความเข้าใจเห็นใจต่อคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากตนในระดับที่ต่ำมากในเกือบทุกดัชนี  (อันดับ 65 จาก 66 ประเทศ) ไม่ให้คุณค่าในวัฒนธรรมความเชื่อของคนที่มีความเชื่อหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป (อันดับ 66 อันดับสุดท้าย) ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ น่าจะเอาจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงนี้ของเยาวชนไทย มาใช้ในการพัฒนาการศึกษาได้เหมือนกัน (เช่นถ้าเด็กนักเรียนสนใจเรื่องประเด็นทางสังคม ก็นำพาให้เขาได้ลงไปศึกษาเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ ที่สามารถทำได้ จะได้มีความสุขในการเรียนมากขึ้น ส่งเสริมในเรื่อง empathy ทำให้เข้าใจเห็นใจคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมความเชื่อมากขึ้น ซึ่งหลายโรงเรียนที่ค่อนข้างก้าวหน้าก็ได้ลงมือทำบ้างแล้ว)</p>
<p>จริงๆ การสำรวจนี้ทำขึ้นในช่วงสองปีที่แล้ว แต่ผลก็ดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอยู่เหมือนกัน</p>
<p><figure id="attachment_24849" aria-describedby="caption-attachment-24849" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24849 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24849" class="wp-caption-text">ดัชนีความแตกต่างของความขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียนและการขาดแคลนบุคลากร (ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีฐานะดีและยากจน)</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24850" aria-describedby="caption-attachment-24850" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24850 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24850" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน (Belong) ที่ต่ำในระดับท้ายๆ ของโลก</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24851" aria-describedby="caption-attachment-24851" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24851 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24851" class="wp-caption-text">ผลของ PISA 2018 ด้าน Global Competence ของไทย มีประเทศเข้าร่วม 66 ประเทศ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24853" aria-describedby="caption-attachment-24853" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24853 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24853" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อความเสมอภาคทางเพศ (แกน Y) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (แกน X) สูง เทียบกับหลายๆ ประเทศ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24854" aria-describedby="caption-attachment-24854" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24854 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24854" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยคิดว่าตนเองเป็นพลเมืองโลก อยู่ในระดับต้น ๆ (แกน Y) และเชื่อว่าตนเองสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาให้แก่โลกได้ (แกน X)</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24855" aria-describedby="caption-attachment-24855" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24855 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24855" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีการใช้ Facebook/Twitter สูงที่สุดในโลก และติดตามประเด็นทางสังคมอื่นๆ ของโลกในระดับที่สูงพอสมควร</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24857" aria-describedby="caption-attachment-24857" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24857 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24857" class="wp-caption-text">อย่างไรก็ตาม นักเรียนไทยมีคะแนนสอบวัดผลในเรื่องเกี่ยวกับความรู้เรื่องต่างๆ ในโลกน้อย และมีความตระหนักเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างวัฒธรรมต่ำ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24859" aria-describedby="caption-attachment-24859" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24859 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24859" class="wp-caption-text">คะแนนสอบมาตรฐานระดับนานาชาติ (ที่ WB พยายามเอาคะแนนหลายๆ กลุ่มมาทำให้เป็นมาตรฐานที่เทียบกันได้) พบว่าในอาเซียน นอกจากสิงค์โปร์ กับ เวียดนาม ที่รู้กันว่ามีคะแนนสูงแล้ว กัมพูชา กับ พม่า ก็ยังทำคะแนนได้ดีทีเดียว โดยสูงพอๆ กับกลุ่ม ไทย มาเลเซีย บรูไน ส่วน ลาว ฟิลิปปินส์ ยังอยู่ท้ายสุดในอาเซียน</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24860" aria-describedby="caption-attachment-24860" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24860 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24860" class="wp-caption-text">ความสัมพันธ์ระหว่าง ดัชนีทุนมนุษย์ กับ ค่า GDP ต่อหัวของประเทศ สิงคโปร์สูงที่สุดในโลก เวียดนามมีดัชนีที่สูงกว่าไทย ไทยอยู่พอๆ กับมาเลเซีย บรูไน</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24861" aria-describedby="caption-attachment-24861" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24861 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24861" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีความเหลื่อมล้ำของการเข้าโรงเรียนตามฐานะสูงมากในโลก</figcaption></figure></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-11-12-20/">มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ธนาคารโลก&#8221;ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2020 08:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เบอร์กิท ฮานสล์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24810</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นถึงสมร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/">“ธนาคารโลก”ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-24812 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">รายงานธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นถึงสมรรถนะด้านการอ่าน รวมถึงคะแนนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยต่อเนื่อง ผลพวงจากความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนด้านการศึกษาของไทย อีกทั้งเด็กไทยยังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความถดถอยลง สัญญาณเตือนรัฐควรจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ก่อนที่เด็กอีกจำนวนมากจะหลุดออกนอกระบบ</span></p>
<p><b>เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563  นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย</b><span style="font-weight: 400;"> เปิดเผยว่า จากโครงการโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ในปี 2561 ซึ่งทำการประเมินทักษะนักเรียนไทยอายุ 15 ปี จากทั้งหมด 79 ประเทศ พบว่า ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับรั้งท้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คืออันดับที่ 68 ด้านการอ่าน อันดับที่ 59 ด้านคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 55 ด้านวิทยาศาสตร์ประมาณร้อยละ 60 ของนักเรียนไทยได้คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าสมรรถนะขั้นต่ำ และร้อยละ53 มีคะแนนไม่ถึงระดับสมรรถนะขั้นต่ำด้านคณิตศาสตร์ ขณะที่ร้อยละ 44 ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์สมรรถนะขั้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์</span></p>
<p><figure id="attachment_24813" aria-describedby="caption-attachment-24813" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24813 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24813" class="wp-caption-text">ซ้าย-นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ทักษะการเรียนรู้ของเด็กไทยตกต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนมีอัตราการขาดเรียนสูง เพราะไม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน จึงไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งความรู้สึกนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาความยากจน ครูไม่มีคุณภาพ เด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก รวมถึงการไม่ได้รับกำลังใจและการส่งเสริมจากครอบครัวครัวที่เพียงพอ</span></p>
<p><b>ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า จากการประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนไทยตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหัว 27,271 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าประเทศไทยใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลับสวนทางกับการลงทุน ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างหนึ่งคือ การกระจายทรัพยากรไม่ถูกจุด รวมถึงปัญหาขาดแคลนครู และการเข้าไม่ถึงอุปกรณ์การเรียน เราจึงเสนอว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกันควรมีการควบรวม หรือสามารถใช้ครู บุคลากร และอุปกรณ์การศึกษาร่วมกันได้ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่ด้อยโอกาสจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</span></p>
<p><figure id="attachment_24814" aria-describedby="caption-attachment-24814" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24814 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24814" class="wp-caption-text">ซ้าย-ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย / ขวา-ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><b>ขณะที่ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้ทั่วถึงเป็นธรรม อุปสรรคอันดับแรกที่ต้องแก้ไขจัดการคือ ระบบที่ล่าช้าซึ่ง กสศ.มีข้อมูลผลการวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้นำไปปรับใช้ ทั้งนี้การกระจายทรัพยากรครูและบุคลากรการศึกษาของไทย เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท ซึ่งปัญหานี้ของประเทศไทยจัดอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย ปานามา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #008000;">“สิ่งที่ยากสุดในการจัดการคือครู และบุคลากรทางการศึกษา ปัญหานี้ไม่ใช่มีแค่ไทย แต่ประเทศอื่นก็ประสบปัญหาคล้ายกัน เพราะรัฐบาลเป็นเหมือนนายจ้างหลัก โดยมีครูเป็นกลุ่มลูกจ้างที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการจะพยายามปรับระบบ ลดตำแหน่งครู หรือโยกย้ายครูไปประจำโรงเรียนชนบทห่างไกลจึงเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้ก็เชื่อว่าผลลัพธ์ทางการศึกษาจะดีขึ้นอย่างแน่นอน”</span> ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. มีความพยายามที่จะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษา โดยเชื่อว่าหากแก้ปัญหาทั้งสองนี้ได้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะพบว่า มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการการศึกษา เช่น การเลิกใช้อำนาจนิยมในโรงเรียน การแก้บทลงโทษ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันพวกเขามีความรู้สึกถึงความเป็นพลเมืองค่อนข้างสูง และมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกแก่เด็กมากขึ้น</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/">“ธนาคารโลก”ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/26102020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Oct 2020 03:45:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[My School & Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ZOOM Cloud Meetings]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22877</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/26102020-2/">นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_22898" aria-describedby="caption-attachment-22898" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-22898 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnailA-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnailA-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnailA-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnailA-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnailA-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-22898" class="wp-caption-text">ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย</figcaption></figure></p>
<p><span style="color: #008000;">นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ เด็กชนบทขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ซ้ำยังถูก bully ในโรงเรียน ขณะที่ผลการวิจัยพบว่า ค่าใช้จ่ายเด็กนักเรียนในระดับชั้น ป.1- ม.3 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ส่งผลให้การเรียนเด็กดีขึ้น</span></p>
<p>ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในการอภิปรายพิเศษ เปิดผลวิจัย ผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในยุคโควิค-19 ภายในงาน ประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 จัดโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยภาครัฐและเอกชน ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากหลายปัจจัย อาทิ ทรัพยากร คุณภาพครู คุณภาพโรงเรียน ซึ่งหากดูตัวเลขงบประมาณลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป) ผลการวิจัยพบอีกว่า ค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียนในระดับชั้น ป.1- ม.3 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ส่งผลให้การเรียนของเด็กดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะผลสอบ PISA ที่ตกต่ำอย่างมาก</p>
<p>“การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนบุคลากรครู ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนในเขตเมืองกับเขตชนบทค่อนข้างสูง ความไม่เท่าเทียมนั้นมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แต่ในประเทศไทยเราพบว่ามีความเหลื่อมล้ำในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน” ดร.ดิลกะ กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22880" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-18.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-18.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-18-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-18-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-18-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ดร.ดิลกะ กล่าวว่า เมื่อสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนและคอมพิวเตอร์ พบว่า เด็กในเขตเมืองส่วนใหญ่มีความพร้อมกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กนักเรียนในเขตชนบทมีความพร้อมเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ประกอบกับการสำรวจผลกระทบการเรียนรู้ของเด็กไทยในช่วงโควิด-19 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวในการสอนของครู ระเบียบวินัยในห้องเรียน และคุณภาพการเรียนการสอน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มโรงเรียนที่ด้อยโอกาสจะมีดัชนีชี้วัดทั้ง 3 ข้อนี้ ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน</p>
<p>ขณะเดียวกัน ดร.ดิลกะ ยังเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก (bully) ในโรงเรียน โดยพบว่า เด็กนักเรียนไทยมีอัตราการถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ทำให้เด็กไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ไม่มีความสุขในการไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการอ่านที่ลดต่ำลงตามไปด้วย</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22882" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/d-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/d-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/d-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/d-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/d-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ดร.ดิลกะ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประเมินความเสียหายในภาพรวมจากผลกระทบของโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ ณ วันนี้คือ วิกฤตโรคระบาดทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะเด็กในชนบทต้องสูญเสียเวลาเรียน ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาจำเป็นต้องเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่อไป ในอนาคตข้างหน้า หากเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ก็หวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้เด็กไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนมากไปกว่านี้</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22881" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/c-13.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/c-13.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/c-13-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/c-13-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/c-13-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เราได้เห็นครูแต่ละที่พยายามที่จะบอกเล่าปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหายุคที่โควิด-19 ระบาดกระทบการศึกษา และไม่รู้ว่าโควิดจะอยู่อีกนานแค่ไหน หลังจากที่โรงเรียนถูกปิด เด็กเรียนหนังสือน้อยลง มันส่งผลต่อพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ การไปโรงเรียนมันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันมีพัฒนาการทางสังคม สมอง เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นกับเพื่อน ยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนจะยิ่งกระทบอย่างมาก</p>
<p><figure id="attachment_22883" aria-describedby="caption-attachment-22883" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-22883 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/b-13.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/b-13.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/b-13-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/b-13-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/b-13-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-22883" class="wp-caption-text">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</figcaption></figure></p>
<p>“เวทีนี้จะบอกเล่าว่าแต่ละประเทศใช้มาตรการอะไรในช่วงโรงเรียนปิด บทเรียนของต่างประเทศเขาจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ซึ่งพบว่า เขาเน้นเรื่องความปลอดภัย ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง รักษาความสะอาดพื้นที่เรียน พื้นที่โรงอาหาร หลายประเทศจะใช้วิธีทำสื่อให้ผู้ปกครองมารับเพื่อไปสอนลูกที่บ้าน ทำสื่อออนไลน์ สอนออฟไลน์ที่บ้าน ใช้ทุกๆมาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย เราต้องทำให้การศึกษาอยู่ในภาพกว้าง ยึดหลักเอาการศึกษา เอาโรงเรียนไปหาเด็กไปหาพ่อแม่ ไปหาชุมชน ถ้าอยู่ในเมืองก็ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว</p>
<p>ขณะที่ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูนักศึกษา และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ มีครูจากเครือข่ายทั่วโลกรับชมกว่าแสนคน ซึ่งมีความสำคัญกับการทำงานของ กสศ.อย่างมาก เช่น บทบาทครูต่อการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 เพราะไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ต้องเผชิญ เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายครู 11 ประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีเด็กจำนวนมาก เขาดูแลเด็กได้อย่างไร แนวคิดโมบายที่เขาใช้เข้าถึงตัวเด็กเป็นอย่างไร ถ้าเด็กมาโรงเรียนไม่ได้ต้องแก้ปัญหาให้การเรียนส่งถึงบ้านอย่างไร รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ทันสมัย เขาดูแลเด็กพิเศษของเขาอย่างไร  ซึ่งถือว่าเกิดประโยชน์กับครูไทยอย่างมาก เพราะมิติการแลกเปลี่ยนทั้ง 11 ประเทศ ทางกสศ.จะได้นำไปถอดบทเรียนและต่อยอดการพัฒนาครู เพราะกสศ.เรามีแผนที่จะพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน พัฒนาเด็กนักเรียนในทุกมิติ และเวที2วันนี้เราจะได้เห็นว่า ครูพยายามหาทางออก ปรับรูปแบบการเรียนรู้ เกิดมุมมองใหม่ๆในแต่ละพื้นที่แต่ละโรงเรียน</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22900" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/e-5.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/e-5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/e-5-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/e-5-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/e-5-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>“กสศ.มองว่าในอนาคต หากเราเตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราจะปรับตัวและรับมือกับมันได้ เทคโนโลยี ระบบออนแอร์ ระบบออนไซต์ ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะสมไม่ทำให้เกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 4 ทั้ง 10 ประเทศ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและคณูปการต่อวงการการศึกษา และประเทศไทย กำลังเข้มข้มในการเฟ้นหาครูทั้ง 77 จังหวัด เพื่อให้ได้ผู้แทนของแต่ละจังหวัด ส่งเข้ามาส่วนกลาง คาดว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2564 จะทราบผลว่าทั้ง 10 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ใครจะเป็นครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 4 เพื่อรับพระราชทานรางวัลในเดือนตุลาคม 2564 นี้ ซึ่งช่วงนี้ ท่านใดที่อยู่ในพื้นที่ของกระบวนการการคัดเลือกก็สามารถเสนอชื่อครูเข้ามาได้” ดร.อุดม กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/26102020-2/">นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.อุดม วงษ์สิงห์: เด็กๆ จะพัฒนา ถ้าครู โรงเรียน และชุมชนจับมือกัน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/udom-wongsingh/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Oct 2020 12:34:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพัฒนาคุณภาพครู]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22659</guid>

					<description><![CDATA[<p>การยกระดับคุณภาพของโรงเรียนจะเป็นไปได้แค่ไหน ถ้าหากไม่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/udom-wongsingh/">ดร.อุดม วงษ์สิงห์: เด็กๆ จะพัฒนา ถ้าครู โรงเรียน และชุมชนจับมือกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การยกระดับคุณภาพของโรงเรียนจะเป็นไปได้แค่ไหน ถ้าหากไม่มีข้อมูลที่ก่อรูปขึ้นมาจาก ‘ผู้เล่น’ ในระบบโรงเรียนเอง และสามารถกำหนดเป้าหมายที่จะเดินไปข้างหน้าร่วมกันทั้งองคาพยพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยข้อมูลที่มาจากงานวิจัยและการร่วมมือกับผู้มี</span><span style="font-weight: 400;">ส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน จึงประยุกต์แนวคิดหนึ่งที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีเครือข่ายที่ร่วมเส้นทางความฝันด้วยกันกว่า 773 โรงเรียนแล้วในเวลาเพียง 1 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานประชุมเรื่อง ‘ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ: ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน’ ภายใต้โครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers &amp; School Quality Program: TSQP) </span><b>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. ชวนให้ทบทวนถึงแนวทางการทำงาน และชวนมองไปถึงทิศทางอนาคตในการยกระดับคุณภาพของโรงเรียนจากอีกแง่มุม </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-22784 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-02.jpg" alt="ดร.อุดม วงษ์สิงห์" width="926" height="677" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-02.jpg 926w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-02-300x219.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-02-768x561.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-02-750x548.jpg 750w" sizes="(max-width: 926px) 100vw, 926px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.อุดม เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความน่ากังวลของคุณภาพการศึกษาไทยหากไม่เร่งแก้ปัญหาที่ต้นทาง ซึ่งจากผลการสอบ PISA ปี 2018 พบว่าทักษะการอ่าน (reading) ของเด็กไทยมีระดับต่ำที่สุด อันเป็นทักษะพื้นฐานในด้านการเรียน ตามมาด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราพบนี้ส่งผลต่อการศึกษาไทยอย่างไร ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างทางการศึกษาระหว่างเขตเมืองกับชนบท พบว่ามีความแตกต่างกันถึง 2 ปีการศึกษา นั่นหมายความว่า เด็กที่อยู่ในเมืองเรียนไปพร้อมกันกับเด็กนอกเมือง แต่ความรู้อาจจะห่างกันระหว่าง ม.6 ต่อ ม.4 ทำให้มีช่องว่างระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กนอกเมืองมากขึ้น </span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ถ้าย้อนกลับไปดูผลการสอบ PISA เมื่อ 3 ปีก่อน คือปีการศึกษา 2015 พบว่ามีความเหลื่อมล้ำต่างกันอยู่ 1.8 ปีการศึกษา แล้วขยับขึ้นมาเป็น 2 ปีเต็ม ในอีก 3 ปีถัดมา ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ก็นับว่าน่ากลัว” ดร.อุดม กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากปัญหาข้างต้น แนวโน้มเช่นนี้อาจจะมองเห็นได้ในงานของ จอห์น แฮทที (John Hattie) เรื่อง Visible Larning (2008) แนวคิดที่ตอบโจทย์การทำงานอย่างหนึ่งคือ การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (whole school approach) ซึ่ง จอห์น แฮทที เสนอว่า มีอยู่ 6 เรื่องสำคัญที่ถ้าหากช่วยกันภายในโรงเรียนจะทำให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข ได้แก่ </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ครูรู้ศักยภาพของเด็กแต่ละคน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> นักเรียนมีส่วนประเมินตนเอง เด็กทุกคนอยากคิดเอง ประเมินตนเองได้ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเรียนรู้ตามวัยและพัฒนาการ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การดูแลแก้ไขปัญหาความเสี่ยงของเด็กแต่ละคน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเรียนการสอนเปลี่ยนหลักคิด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พลังร่วมของครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.อุดม กล่าวว่า “เราจะเห็นว่าที่ผ่านมา 1 ปี โรงเรียนกว่า 290 โรงในเครือข่าย ได้เริ่มเห็นแนวทางนี้ชัดเจนขึ้น แล้วค่อยๆ ขยับไป ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือ ทำไมจึงต้องให้ครูทุกคนในโรงเรียนมาเข้าร่วมโครงการ เช่น โรงเรียนขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ จะมีครูหลายสิบคน บางโรงเรียนอยู่ที่หลักร้อย รวมครูอัตราจ้าง ครูผู้ช่วยด้วย</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22783" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01.jpg" alt="ดร.อุดม วงษ์สิงห์" width="2508" height="1672" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01.jpg 2508w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-1400x933.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-2048x1365.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Udom-Wongsing-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2508px) 100vw, 2508px" /></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ถ้ามีครูฮีโร่อยู่ 1 คน แต่เก่งอยู่คนเดียว การทำงานอาจจะห่อเหี่ยว แต่ถ้าช่วยกันจะสามารถช่วยให้เด็กได้รับทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 อย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญ คือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ เชิงนวัตกรรมได้</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าหากเราวิเคราะห์และมองไปข้างหน้าว่า แนวทางนี้นอกจากจะเป็นการประยุกต์จากตัวแบบที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ อีกด้านหนึ่งยังมาจากการกระเทาะจากการทำงานของโรงเรียนในเครือข่ายของไทยเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.อุดม กล่าวอีกว่า การประยุกต์จากงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติเข้ากับการสำรวจข้อมูลโดยครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ได้ช่วยให้แนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (whole school approach) เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น แนวการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบนี้ หมายถึง การพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในโรงเรียน และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างแยบยล เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ คุณลักษณะ และความประพฤติของนักเรียน โดยอาศัยภารกิจ 3 ด้าน ในการผลักดัน คือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่ง-การบริหารจัดการ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน และการประเมินผล สอง-การจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมการจัดการหลักสูตรและกิจกรรมเสริมหลักสูตร และสาม-การสนับสนุนสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่หวังพลิกฝ่ามือในปีเดียว แต่อาจจะเป็น 2-3 ปี ซึ่งน่าจะพอเห็นอะไรบางอย่างที่บ่งชี้ได้ว่า ต่อไป กสศ. จะสนับสนุนโรงเรียนด้วยรูปแบบไหนได้บ้าง </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-22660 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_6318-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กรอบแนวคิดของโรงเรียนที่จะพัฒนาตนเองได้จะต้องมีองค์ประกอบ เช่น มาตรการระดับโรงเรียน เครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เชื่อมโยงกับมาตรการในระดับชั้นเรียน ทั้งหมดจะต้องมีตัวช่วยคือ ‘โค้ช’ ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ เพื่อให้ระบบต่างๆ ในโรงเรียนหมุนไปได้ และยังเติมเข้าไปได้อีกตามศักยภาพของโรงเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โรงเรียนในขนาดเดียวกันทั่วประเทศ 8,000 โรง จะอยู่ในเครือข่ายเรา 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 700-800 โรง ซึ่งเราหวังให้เกิดผลในอนาคตทั้งหมด การทำงานของเราจะจับมือกันไป ไม่ว่าเด็กจะจบไปกี่รุ่นก็ตาม แต่เราก็ยังเป็นครูกันต่อไป” ดร.อุดม กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงที่สุดแนวทางนี้มุ่งหวังผลลัพธ์สุดท้าย คือความยั่งยืน ซึ่งคาดหวังว่าโรงเรียนจะสามารถพัฒนาตนเองไปได้ทั้งระบบ โดยโครงการนี้มีความคาดหวังขั้นต่ำเพียงโรงเรียนลุกขึ้นมาพัฒนาตนเองได้ และนโยบายจากหน่วยงานต้นสังกัดอาจจะมีผลเพียงเล็กน้อยหากโรงเรียนตั้งใจจะทำอยู่แล้ว และคาดหวังด้วยว่าครูจะสามารถมีทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้ และท้ายที่สุดเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันในระดับโรงเรียน ระหว่างครู ระหว่างชั้นเรียน ระหว่างผู้บริหาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับแก่นแกนของผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcome) ที่ ดร.อุดม นำเสนอคือทักษะที่สำคัญ ได้แก่ ทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และวิพากษ์อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่ครูในเครือข่ายของ กสศ. ได้ร่วมกันถอดบทเรียนมากมายโดยจับสาระสำคัญอย่างกระชับที่สุดได้ว่า “เด็กอยากมาโรงเรียน ครูสนุกกับการสอน” ขณะเดียวกันเด็กนักเรียนจะได้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ มีวินัย มีความซื่อสัตย์ และมีจิตสาธารณะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตอนท้าย ดร.อุดม วงษ์สิงห์ นำเสนอตัวอย่างครู แอนเดรีย ซาฟิราคู (Andria Zafirakou) ซึ่งเป็นครูสอนวิชาศิลปะและสิ่งทอ โรงเรียนชุมชนแออัดอัลเพอร์ตัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อันเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงที่สุดในลอนดอน เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีพ่อแม่เป็นผู้อพยพ โดยพบว่าเธอไม่เพียงแต่สอนในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยชี้นำเด็กในเขตยากจนที่สุดของประเทศและช่วยเหลือเด็กที่มีปูมหลังที่หลากหลาย โดยเธอสามารถสนทนาพื้นฐานได้ถึง 35 ภาษา</span></p>
<p><figure id="attachment_22666" aria-describedby="caption-attachment-22666" style="width: 2560px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-22666 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1707" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-1400x934.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-2048x1366.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/copy-of-andria_11-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /><figcaption id="caption-attachment-22666" class="wp-caption-text">ภาพจาก globalteacherprize.org</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการทำงานของเธอคือ ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อป้องกันเด็กที่มีความเสี่ยงจากการรวมตัวกันของกลุ่มอันธพาล แนะนำให้เด็กรู้จักชมรมมวยเพื่อใช้ในการป้องกันตัว โดยไม่ใช้กำลังและทักษะนี้ไปก่อปัญหานอกพื้นที่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอนเดรีย เชื่อว่าระบบการเรียนรู้ที่ดี ต้องการทีมแกนนำ (leadership team) มีสมาชิกจากทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เพราะเด็กๆ ต้องการผู้ใหญ่ที่เป็นต้นแบบให้เด็กเข้าใจอาชีพต่างๆ จนกระทั่งสามารถช่วยเสริมแรงบันดาลใจต่อการเรียนเพื่ออนาคตของตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ที่สำคัญรูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสร้างสรรค์ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเล็ก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากตัวอย่างเล็กๆ ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอนของครู กับการร่วมมือกันของโรงเรียนและชุมชน จะช่วยโอบรับเด็กนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบ และยังช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนได้ ด้วยการร่วมมือกันระหว่างครู โรงเรียน และชุมชน ถึงที่สุดเป้าหมายไม่ใช่สิ่งอื่นไกลเท่ากับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/udom-wongsingh/">ดร.อุดม วงษ์สิงห์: เด็กๆ จะพัฒนา ถ้าครู โรงเรียน และชุมชนจับมือกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
