<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Personalized Learning | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/personalized-learning/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 06 May 2025 06:41:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Personalized Learning | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล “Personalized Learning” : เทรนด์ใหม่การเรียนรู้ของ Gen Alpha ในบริบทสังคมและโลกการทำงานที่พลิกโฉม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-060525/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 May 2025 06:41:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Personalized Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Alpha]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=93104</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนที่อนาคตอันใกล้จะเดินทางมาถึงอย่างเต็มตัว การเตรียม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-060525/">การศึกษาแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล “Personalized Learning” : เทรนด์ใหม่การเรียนรู้ของ Gen Alpha ในบริบทสังคมและโลกการทำงานที่พลิกโฉม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li style="font-size:15px"><strong>Gen Alpha คือกลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2553-2567 (ค.ศ. 2010-2024) ซึ่งภายในปี พ.ศ. 2568 พวกเขาจะมีอายุอยู่ในช่วง 1–15 ปี หากมองในเชิงการศึกษา กลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่วัยหลังแรกเกิดไปจนถึงช่วงชั้นการศึกษาภาคบังคับ</strong></li>



<li style="font-size:15px"><strong>Gen Alpha เติบโตขึ้นในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และจะใช้ชีวิตร่วมกับ AI ตลอดช่วงชีวิต</strong></li>



<li style="font-size:15px"><strong>Gen Alpha ยังเป็นประชากรกลุ่มแรกของโลกที่อยู่กับโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่เกิด พฤติกรรมการใช้เวลาในโลกออนไลน์ในทุกช่วงวัยจึงส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิตและโอกาสในการประสบความสำเร็จ</strong></li>



<li style="font-size:15px"><strong>การเรียนรู้ของเด็ก Gen Alpha ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีแบบ Personalized Learning อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ประสบการณ์การเรียนรู้มีความหลากหลายและตรงกับศักยภาพเฉพาะบุคคล</strong></li>



<li style="font-size:15px"><strong>บทบาทของครูและผู้ปกครองจึงเปลี่ยนจากการ “ถ่ายทอดความรู้” มาเป็น “การสร้างคุณลักษณะสำคัญ” เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีทักษะเฉพาะตัว ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็ต้องปรับบทบาทจาก “พื้นที่แห่งความรู้” สู่ “พื้นที่สร้างตัวตน” ที่ช่วยให้เด็กค้นพบศักยภาพและคุณค่าภายในตนเอง</strong></li>



<li style="font-size:15px"><strong>เมื่อเติบโตเข้าสู่โลกการทำงาน Gen Alpha จะได้พบกับรูปแบบที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง โลกจะไร้พรมแดน และการทำงานจะเป็นไปในรูปแบบ “Anytime, Anywhere, Anyhow” &#8211; ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกวิธี การมีหลายอาชีพพร้อมกัน หรือการเปลี่ยนอาชีพทุก 3–5 ปี จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา</strong></li>
</ul>



<p></p>



<p>ก่อนที่อนาคตอันใกล้จะเดินทางมาถึงอย่างเต็มตัว การเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก Gen Alpha กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ครูและผู้ปกครองไม่อาจละเลย กสศ. ได้เรียบเรียงเนื้อหาจากงานอบรมเชิงปฏิบัติการ True Click Life Education Workshop ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2568 ช่วงเสวนาภายใต้หัวข้อ <em>“</em><strong><em>EdTech Learning: Transforming Classrooms for Gen Alpha”</em></strong> ซึ่งเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติที่ตอบโจทย์ชีวิตเด็กยุคใหม่</p>



<p>เวทีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ได้แก่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร หรือ ‘หมอโอ๋’ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านอนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท ฟิวเจอร์เทลส์ แล็ป โดยมีผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ครู และผู้สนใจร่วมรับฟังกว่า 500 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d751eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รู้จัก Gen Alpha: เมื่อเด็กยุคใหม่เติบโตเคียงข้าง AI และโลกที่ไม่เหมือนเดิม</strong></h3>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>เปิดวงสนทนาด้วยการชวนทำความรู้จักกับ <strong><em>Alpha Generation</em></strong> พร้อมสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะมาถึง และความท้าทายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กกลุ่มนี้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ</p>



<ul>
<li><strong>Gen Alpha: เด็กที่เกิดมาเพื่ออยู่ในศตวรรษแห่ง AI</strong></li>
</ul>



<p>ดร.ไกรยสอธิบายถึงบริบทประชากรศาสตร์ว่าเด็ก Gen Alpha คือกลุ่มประชากรที่จะเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ตลอดศตวรรษที่ 21 ต่อเนื่องไปถึงศตวรรษที่ 22 ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ <strong>ปัญญาประดิษฐ์ (AI)</strong> พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จนมีแนวโน้มจะเข้าสู่ระดับ <strong>AGI (Artificial General Intelligence)</strong> ซึ่งสามารถทำงานได้ทัดเทียมกับมนุษย์</p>



<p>คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เด็กจะโตขึ้นอย่างไร” แต่คือ “จะเติบโตอย่างไรให้เข้าใจและอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างกลมกลืน” ไม่ใช่ในฐานะคู่แข่ง แต่เป็นผู้รู้เท่าทันและใช้ AI อย่างมีคุณค่า</p>



<p>งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ชัดว่า Gen Alpha คือคนรุ่นแรกที่เติบโตมากับโซเชียลมีเดียตั้งแต่เกิด ดังนั้นจำนวนเวลาที่ใช้ในโลกออนไลน์จะส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการใช้ชีวิต และโอกาสในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9bfba6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul>
<li><strong>ห้องเรียนของอนาคต และการเรียนรู้เฉพาะบุคคล</strong></li>
</ul>



<p>ผู้จัดการ กสศ. ขยายภาพการเรียนรู้ของ Gen Alpha ว่าในอีกไม่ช้า เทคโนโลยีอย่าง <strong>VR (Virtual Reality)</strong> และ <strong>AR (Augmented Reality)</strong> จะเข้ามาผสานโลกจริงกับโลกเสมือน สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่าง หลากหลาย และไร้ขอบเขต พร้อมเข้าสู่ยุคการเรียนรู้เฉพาะบุคคล หรือ <strong>Personalized Learning</strong> อย่างเต็มรูปแบบ</p>



<p>“วันนี้การมี AI Tutor ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เป็นเรื่องที่ทำได้แล้ว และจะค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบหลักของการเรียนรู้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงความรู้เฉพาะบุคคลจะเลือนเส้นแบ่งของ ‘เด็กหน้าห้อง’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ ให้หมดไป แล้วเด็กทุกคนจะมีห้องเรียนของตัวเอง และห้องเรียนรวมที่ใช้ร่วมกันคนอื่น</p>



<p>“และเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ คน Gen Alpha จะใช้ชีวิตชีวิตประจำวันจะอยู่ในเมืองอัจฉริยะ ที่เรียงรายด้วยบ้านอัจฉริยะ เดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับ การจับจ่ายใช้สอยปัจจัยสิ่งต่าง ๆ จะทำได้ทันทีจากที่ไหนก็ได้ ผ่านเครื่องมือสื่อสารอัจฉริยะบนฝ่ามือ</p>



<p>“จวบจนถึงวัยเกษียณ ด้วยอายุขัยที่ยืนยาว โดยประมาณการว่า Alpha Generation จะเป็นประชากรโลกรุ่นแรกที่มีอายุขัยเฉลี่ยเกิน 100 ปี การเตรียมพร้อมคน Gen Alpha จึงต้องมีทักษะและการวางแผนชีวิตรองรับ ซึ่งเราสามารถสร้างได้ตั้งแต่ที่เด็ก ๆ ยังอยู่ในวัยเรียน ณ วันนี้”</p>



<ul>
<li><strong>อยู่ร่วมกัน: ไม่ใช่แค่คนกับ AI แต่คือคนกับคน</strong></li>
</ul>



<p>ดร.ไกรยสได้ขยายความหมายของ ‘การอยู่ร่วมกัน’ ว่าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระหว่าง ‘มนุษย์กับ AI’ แต่ยังสื่อถึงความเผื่อแผ่ ‘ทรัพยากรและโอกาส’ หรือ ‘<strong>Empathy</strong>’ ที่กินความหมายถึงการพึ่งพาอาศัยระหว่าง ‘มนุษย์กับมนุษย์’ โดยนำเสนอข้อมูลจาก กสศ. ว่าปัจจุบันมีเด็ก Gen Alpha ในประเทศไทยถึง <strong>483,791</strong> <strong>คน</strong> ที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาทุกสังกัด ทั้งกลุ่มที่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนแล้วยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา จนถึงเยาวชนที่หลุดจากระบบก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญ ว่า</p>



<p>“เราจะทำอย่างไรให้ Gen Alpha ทั้งรุ่น เติบโตขึ้นด้วยหัวใจที่กว้างใหญ่ พร้อมสร้างสัมพันธ์และเผื่อแผ่โอกาสไปถึงเพื่อนมนุษย์ที่เกิดมาในรุ่นเดียวกัน รวมถึงคนรุ่นก่อนหน้าและคนที่จะเกิดขึ้นตามมาในยุคสมัยถัดไป ให้สามารถหยัดยืนและก้าวผ่านความผันผวนเปลี่ยนแปลงของอนาคตไปด้วยกันได้”&nbsp;</p>



<ul>
<li><strong>ทักษะเพื่ออนาคต: ต้องมากกว่าแค่รู้หนังสือ</strong></li>
</ul>



<p>ดร.ไกรยสได้นำเสนอข้อมูลจากรายงานของ OECD ปี 2566 (คศ. 2023) ที่ระบุว่า การเตรียมทักษะให้กับเด็ก Gen Alpha ต้องเน้นทักษะที่หลากหลาย ได้แก่</p>



<p>• <strong>Cognitive Skills</strong> (การคิดวิเคราะห์)<br>• <strong>Metacognitive Skills</strong> (การรู้คิด)<br>• <strong>Civic and Citizenship Skills</strong> (การเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ)<br>• <strong>Interpersonal Skills</strong> (ทักษะทางสังคม)<br>• <strong>Intrapersonal Skills</strong> (ทักษะการเข้าใจตนเอง)<br>• <strong>ICT and Digital Skills</strong> (ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)</p>



<p>“การคิด และการรู้คิด จะช่วยให้เด็ก ‘รู้เท่าทัน’ โลกที่เปลี่ยนไป ความสามารถในการลุกขึ้นได้ใหม่หลังความล้มเหลว เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้เรียนแห่งอนาคต”</p>



<p>นอกจากนี้ เด็ก Gen Alpha ยังต้องมีความเป็น “พลเมืองโลก” ที่สามารถเชื่อมโยงตนเองกับสังคมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ</p>



<p>ดร.ไกรยสเน้นว่า <strong>โลกของงานในอนาคต </strong>งานที่ต้องทำซ้ำอย่างรวดเร็วและราคาถูก (Routine Jobs) จะถูกระบบอัตโนมัติแทนที่ แต่ <strong>งานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความแตกต่าง (None-Routine Jobs)</strong> จะเป็นที่ต้องการอย่างสูง</p>



<p>“งานวิจัยโดย OECD ได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับการทำงานในโลกอนาคต โดยแบ่งประเภทงานออกเป็น ‘กลุ่มทักษะทำซ้ำ’ (Routine Jobs) และ ‘กลุ่มทักษะคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่’ (None Routine Jobs) โดยระบุว่าการทดแทนแรงงานมนุษย์ด้วยระบบ Automation ทำให้แนวโน้มความต้องการแรงงานที่มีทักษะทำซ้ำ ทำเร็ว ทำเหมือน หรือทำให้ราคาถูก ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน ทักษะการทำงานที่มุ่งเน้นที่การทำให้ดีขึ้น แตกต่าง หรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ee52e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul>
<li><strong>การลงทุนเพื่ออนาคต: ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือเรื่องของเจตจำนง</strong></li>
</ul>



<p>ผู้จัดการ กสศ. หยิบยกสถานการณ์ที่จำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี เพื่ออธิบาย ‘การพัฒนาเชิงโครงสร้าง’ รับมืออนาคต ว่าการที่ประเทศไทยจะเพิ่มขีดความสามารถเพื่อแข่งขันในเวทีโลก จำเป็นต้องลงทุน 4 ด้าน ได้แก่:</p>



<ol>
<li style="font-size:16px"><strong>Invest Early</strong> – พัฒนาเด็กตั้งแต่ต้น ลงทุนพัฒนาเด็กเยาวชนให้เร็วที่สุด และกระจายทรัพยากรอย่างเสมอภาค</li>



<li style="font-size:16px"><strong>Invest Equitably</strong> – ลงทุนกับการปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น รองรับเด็กทุกกลุ่ม</li>



<li style="font-size:16px"><strong>Invest Smartly</strong> – ลงทุนอย่างชาญฉลาด ใช้ระบบสารสนเทศที่มีฐานข้อมูลรายบุคคล ระบุเป้าหมายการช่วยเหลือ และรายงานเกี่ยวกับการขาดแคลนและความต้องการทรัพยากรที่ตรงกับโจทย์ปัญหา</li>



<li style="font-size:16px"><strong>Invest Innovatively</strong> – ลงทุนในนวัตกรรมการศึกษาที่ให้ผลทั้งระยะสั้นและยาว</li>
</ol>



<ul>
<li><strong>ครอบครัวและโรงเรียน: พื้นฐานมั่นคงในวันที่โลกหมุนเร็ว</strong></li>
</ul>



<p>ดร.ไกรยสทิ้งท้ายด้วยการเน้นว่า ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไรหรือสิ่งต่าง ๆ จะแปรเปลี่ยนไปแค่ไหน <strong>‘ครอบครัวและโรงเรียน’</strong> จะเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่สุดของเด็ก Gen Alpha เฉกเช่นเดียวกับวันเวลาที่ผ่านพ้นยาวนานนับพันปีของมนุษยชาติ และเชื่อว่าอีกหนึ่งพันปีผ่านไปก็จะยังคงเดิม</p>



<p>“สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งประคองตัวอยู่ได้ คือฐานรากของจิตใจซึ่งเปรียบได้กับเสาอาคารที่มั่นคง และสำหรับโลกอนาคตที่จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามาหาเราอย่างไม่ทันตั้งตัว หรือมนุษย์อาจต้องเจอกับภัยพิบัติรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับช่วงชีวิตของเด็ก Gen Alpha ซึ่งต้องผ่านเรื่องราวอีกคณานับ&nbsp;</p>



<p>“ความรัก ความเข้าใจ และความสัมพันธ์จะเป็นสิ่งที่ช่วยก่อสร้างรากฐานจิตใจของเขาให้แข็งแรง ไม่พังทลายลงง่าย ๆ ไม่หลงไปกับสิ่งเร้า และมีวิจารณญาณที่จะใช้กลั่นกรองและเอาชนะทุกสิ่ง&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นครอบครัวและโรงเรียนจะต้องเป็นพื้นที่พร้อมรองรับเด็กในทุกสถานการณ์ และนี่คือฐานหรือสมดุลที่เราต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าถึงพัฒนาการจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่ AI จะไม่มีวันทำหน้าที่แทนพ่อแม่หรือครูของเด็ก ๆ ได้ และแม้แต่มีทรัพยากรอื่นสักแค่ไหน ก็จะไม่มีอะไรนำมาแลกกับความผูกพันนี้ได้”  &#8211; ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1b528"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีเรียนรู้: บทบาทใหม่ของครู และอนาคตของการทำงานในสายตา “นักอนาคตศาสตร์”</strong></h3>



<p>ในเวทีเสวนา <strong>ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท ฟิวเจอร์เทลส์ แล็ป โดย MQDC</strong> ได้ร่วมเติมเต็มภาพอนาคตของการศึกษาและโลกการทำงานของ Gen Alpha โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ได้เปิดทางให้ระบบการศึกษาหลุดพ้นจากกรอบเดิมแบบ <strong><em>One Size Fits All</em></strong> หรือการออกแบบหลักสูตรเพียงแบบเดียวสำหรับเด็กทุกคน โดยควรเลิกคิดว่าการศึกษาคือการตัดเสื้อขนาดเดียวให้เด็กทุกคนใส่เหมือนกัน ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง&nbsp;</p>



<p>“การศึกษาทุกวันนี้ไม่ต้องมีรูปแบบเดียว ไม่ต้องมีข้อสอบชุดเดียว เพราะเด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องมุ่งไปยังปลายทางเดียวกัน”</p>



<ul>
<li><strong>เทคโนโลยีกับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล: หนทางสู่ความเสมอภาค</strong></li>
</ul>



<p>หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างชัดเจน คือ <strong>การใช้ AI เป็นครูที่ปรึกษาส่วนตัว (Individual Tutor)</strong> ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้เฉพาะของตนเอง โดยมีเครื่องมือที่สนับสนุนความสามารถตามศักยภาพอย่างเหมาะสม</p>



<p>ดร.การดีกล่าวว่า แนวคิดที่ว่า <strong><em>“เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนหลักสูตรเดียวกัน หรือในเวลาเดียวกัน”</em></strong> ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป ในทางกลับกัน คือการเปิดทางเลือกใหม่ เช่น เด็กที่เรียนรู้ได้เร็ว ก็สามารถก้าวไปข้างหน้าในเส้นทางของตน ขณะที่เด็กที่ต้องการเวลามากขึ้นก็สามารถเรียนรู้ในแบบที่เหมาะกับตนเอง โดยครูจะเป็นผู้ช่วยในการออกแบบและปรับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล</p>



<p> “การพูดว่าเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนหลักสูตรเดียวกัน หรือเรียนในเวลาเดียวกัน หมายถึงเราสามารถออกแบบทางเลือกที่หลากหลายได้ เช่นแทนที่ทุกคนต้องเรียนวิชาหนึ่งเหมือนกันเพื่อตัดเกรดแบบเดิม ๆ แต่คุณครูจะเป็นผู้ค้นหาเด็กที่ไปได้เร็วกว่าเพื่อน และสนับสนุนให้เรียนรู้ไปตามทางของเขา กลับกันเด็กบางคนอาจต้องการเวลามากกว่าเพื่อทำความเข้าใจในบทเรียนเดียวกัน ครูจะช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ตามความเหมาะสม เพื่อให้เด็กคนนั้นผ่านบทเรียนเดียวกันกับเพื่อนไปได้ ด้วยวิธีการเฉพาะของตัวเอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f067a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.การดี เลียวไพโรจน์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul>
<li><strong>การศึกษาในโลกไร้ขอบเขต และบทบาทใหม่ของครู</strong></li>
</ul>



<p>ดร.การดี มองว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสนับสนุนให้การเรียนรู้ด้วยตัวเองมีขอบเขตที่กว้างไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังช่วยตอบโจทย์ว่า ‘เราเรียนเพื่ออะไร’ (personalized learning) เช่นเมื่อใครสักคนสนใจเรียนภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม เทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์การเรียนรู้ ว่าต้องการเรียนเพื่ออ่าน ฟัง หรือเพื่อสนทนาโดยเฉพาะ โดยผู้เรียนไม่จำเป็นต้องลงเรียนแบบเต็มคอร์ส</p>



<p>“ทุกวันนี้เราสามารถ ‘สั่งตัดหลักสูตร’ สำหรับเด็กแต่ละคนได้ โดยเฉพาะเมื่อผลสำรวจพบว่ามีประชากรโลก Gen Alpha ถึง 49% ที่คุ้นเคยกับการที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยิ่งเวลาผ่านไป แนวโน้มของตัวเลขก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น&nbsp;</p>



<p>“การศึกษา ณ วันนี้จึงเป็นการพาผู้เรียนก้าวข้ามขอบความรู้จากภายใน และยังสลายพรมแดนเชิงกายภาพ คือเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ และภายใต้หัวข้อที่สนใจเรื่องใดก็ได้ สำคัญคือทำยังไงให้เด็กสามารถเข้าถึงการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ซึ่งครูจะต้องเป็นผู้เชื่อมโยงเด็กไปสู่การเรียนรู้ เป็นนักสร้างเครือข่ายเพื่อจะค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ได้ ตามศักยภาพและตามความสนใจของเด็กแต่ละคน”</p>



<p>ท่ามกลางยุคที่มีข้อมูลและความรู้ไร้ขอบเขต ครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเป็นผู้สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Connector) และนักออกแบบหลักสูตรเฉพาะบุคคล (Designer) ที่สามารถตอบโจทย์ความสนใจและศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน</p>



<p>“ครูยุคใหม่ ต้องมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความรู้ (Facilitator) และต้องเป็นนักออกแบบ (Designer) ที่สั่งตัดหลักสูตรได้เฉพาะตัวสำหรับเด็กคนหนึ่งโดยตรง นอกจากนั้นยังต้องเป็นที่ปรึกษาเรื่องสุขภาพจิต (Mentor) ในสังคมที่แวดล้อมด้วยความเปราะบางอ่อนไหว และท้ายที่สุด ครูจะต้องเป็น ‘ผู้ร่วมเรียนรู้’ (Co-Learning) ไปพร้อมกับเด็ก เพื่อให้ทั้งคำแนะนำและปรับตัวรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”&nbsp;&nbsp;</p>



<ul>
<li><strong>ใบปริญญาจะไม่ใช่ทุกอย่างอีกต่อไป</strong></li>
</ul>



<p>มองไปสู่โลกของการทำงานในอนาคต ดร.การดีชี้ว่า <strong><em>“ใบปริญญา”</em></strong> อาจไม่ใช่ดัชนีชี้วัดศักยภาพที่สำคัญในบางสายงานอีกต่อไป เพราะตลาดแรงงานจะให้ความสำคัญกับ <strong><em>“ตัวตน</em></strong>” ของบุคคลมากกว่าวุฒิการศึกษา โดยเฉพาะสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจ ความสามารถเฉพาะด้าน และประสบการณ์นอกหลักสูตร</p>



<p>“เป้าหมายของการศึกษายุคใหม่ ไม่ใช่แค่สร้างผู้ตาม แต่ต้องสร้าง ‘ผู้สร้าง’ ที่คิดเองได้ มีทักษะหลากหลาย ยืดหยุ่น และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต”</p>



<ul>
<li><strong>โลกทำงานใหม่: หลายอาชีพ หลายประเทศ และหลายเขตเวลา</strong></li>
</ul>



<p>ดร.การดี คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ ระบบการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Gen Alpha จะเข้าสู่ยุคที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ กับใครก็ได้ และในเวลาใดก็ได้ (Anytime, Anywhere, Anyhow) ผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่ไร้พรมแดน พวกเขาจะต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายประเทศ สื่อสารข้ามภาษา และปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาที่ต่างกันได้</p>



<p>“การทำงานหลายอาชีพในเวลาเดียวกัน หรือเปลี่ยนอาชีพทุก 3–5 ปีจะกลายเป็นเรื่องปกติของคนรุ่น Alpha”</p>



<p>ดร.การดีเน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมให้เด็ก Gen Alpha ต้องไม่ใช่แค่การสอนให้รู้สิ่งเดิม แต่ต้องสร้างทักษะสำหรับการเผชิญกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ทั้งในเชิงเนื้อหา เวลา และสถานที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ea4f1e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนไม่ใช่แค่พื้นที่ให้ความรู้ แต่ต้องเป็น &#8220;พื้นที่สร้างตัวตน&#8221; เพื่ออนาคตของ Gen Alpha</strong></h3>



<p>ปิดท้ายเวทีเสวนาด้วยมุมมองจาก <strong>ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร</strong> หรือ <strong>“หมอโอ๋” </strong>อาจารย์แพทย์ด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ <strong><em>เลี้ยงลูกนอกบ้าน</em></strong> ที่ช่วยชี้เป้าโจทย์สำคัญให้กับทั้งครูและผู้ปกครอง ว่าการเตรียมความพร้อมเด็ก Gen Alpha ต้องเริ่มจากการ <strong>สร้างคุณลักษณะภายใน</strong> มากกว่าการเร่งเติมความรู้ภายนอก ที่ช่วยให้เด็กค้นพบขุมทรัพย์ภายในตัวเอง บนฐานของความแตกต่างหลากหลาย</p>



<p>“โลกในวันข้างหน้าเราไม่ได้ต้องการคนที่เก่งเหมือน ๆ กัน แต่ความชำนาญนั้นจะต้องหลากหลายและสร้างสรรค์ ซึ่งมาพร้อมกับ Empathy ที่ไม่ใช่เพียงหาทางรอดของตัวเอง แต่จะต้องคำนึงถึงการพาคนอื่น ๆ ก้าวไปด้วยกันทั้งหมด”&nbsp;</p>



<p>หมอโอ๋ชี้ว่า ในโลกอนาคต ความสำเร็จจะไม่ถูกวัดด้วยใบปริญญา แต่คือการที่คนหนึ่งสามารถ <em>ทำให้ผู้อื่นหายใจได้สะดวกขึ้นเพียงเพราะการมีอยู่ของเขา</em> นั่นคือ การเรียนรู้ต้องนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนรอบตัว ต้องไม่ใช่แค่เพื่ออยู่รอดคนเดียว แต่เพื่อพา “พวกเรา” รอดไปด้วยกัน</p>



<p>“ศาสตร์ด้านจิตวิทยาเชิงบวกค้นพบว่า การทำให้เด็กค้นพบขุมทรัพย์ในตัวเองและพัฒนาต่อยอดได้ ต้องใช้ ‘ปัญญาแห่งการเรียนรู้’ หรือความรักที่จะเรียนรู้ นอกจากนั้นต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีมุมมองต่อสิ่งใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการและวิถีชีวิต และนี่คือคุณลักษณะสำคัญของคนที่จะประสบความสำเร็จ เพราะในทุกความผันผวนเปลี่ยนแปลง เราต้องการคนที่กล้าหาญจะลุกขึ้นตั้งคำถาม ด้วยความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจหัวใจคนอื่น และตั้งมั่นกับความคิดที่ว่า ทำอย่างไรทุกคนถึงจะรอดไปด้วยกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-69e14f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul>
<li><strong>คุณลักษณะสำคัญของ Gen Alpha ที่ต้องเร่งปลูกฝัง</strong></li>
</ul>



<p>หมอโอ๋ระบุว่า Gen Alpha ควรได้รับการปลูกฝังคุณลักษณะหลัก 5 ประการ ได้แก่:</p>



<ol>
<li style="font-size:16px"><strong>การกำกับตัวเอง (Self-Regulation)</strong></li>



<li style="font-size:16px"><strong>ความเคารพและยอมรับตนเอง (Self-Esteem)</strong></li>



<li style="font-size:16px"><strong>ความสามารถในการจัดการ (Executive Function &#8211; EF)</strong></li>



<li style="font-size:16px"><strong>ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy)</strong></li>



<li style="font-size:16px"><strong>ปัญญาล้มลุก (Resilience)<br></strong></li>
</ol>



<p>“ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่ทำให้ Gen Alpha เติบโตขึ้นอย่างไม่คุ้นชินกับการอดทนรอคอย การกำกับตัวเองจึงเป็นคุณลักษณะที่ต้องปลูกฝัง ซึ่งการที่เด็กรุ่นนี้อดทนน้อยลงไม่ใช่ความผิดอะไรของเขา เพราะโลกที่เติบโตมามันเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างอยู่บนหน้าจอ เมื่ออยากรู้อะไรแค่สัมผัสไม่กี่ครั้งก็ได้คำตอบแล้ว ดังนั้นเราต้องเพิ่มการกำกับตัวเอง บ่มเพาะมายเซ็ทแบบยอมลำบากก่อนสบายทีหลัง ให้เขารู้จักรอ รู้จักอดทน เพื่อต่อสู้ฝ่าฟันให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ”</p>



<p>หมอโอ๋อธิบายเพิ่มเติมว่า <strong>Self-Esteem</strong> ที่มั่นคงจะทำให้เด็กมีสุขภาพจิตดี เชื่อมั่นในศักยภาพของตน และมองเห็นคุณค่าของการพัฒนาตัวเอง ส่วน <strong>Executive Function</strong> หรือ <strong>EF</strong> คือความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อให้ทำภารกิจหนึ่งสำเร็จ ซึ่งครูต้องเข้าใจว่านี่คือ สมองส่วนหน้าที่ต้องฝึกให้ทำงานได้ดี ไม่ใช่เพียงเรื่องระเบียบวินัยภายนอก</p>



<p>“การยอมรับและเคารพตัวเองในแบบที่เป็น จะช่วยสร้างสุขภาพจิตที่ดี มีความสุข และนำไปสู่ความมั่นใจว่าตัวเองมีความหมาย มีความสามารถ พัฒนาได้ และสร้างประโยชน์ได้ โดยมุมมองต่อตนเองที่มั่นคงจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจาก ‘การรับรู้ว่าตนเป็นที่รัก ส่วน EF หรือความสามารถในการจัดการ คือสิ่งที่ครูยุคใหม่ต้องเข้าใจ ว่าคือการพัฒนาสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้คนเราสามารถควบคุมความคิด อารมณ์ พฤติกรรม เพื่อปฏิบัติกิจใดหนึ่งให้สำเร็จ โดยการกำกับตัวเองที่ดี จะส่งผลต่อความจำใช้งานที่มีประสิทธิภาพ และทำให้เด็กมีความยืดหยุ่นในตัวเอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-646858"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0502_บทความ-115-13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul>
<li><strong>พาเด็ก “ก้าวข้ามขอบ” สู่การเรียนรู้ใหม่ที่เติบโตจากภายใน</strong></li>
</ul>



<p>หมอโอ๋พูดถึงการสร้างทักษะ Gen Alpha เพื่อรองรับอนาคตว่า การออกแบบการเรียนรู้ให้สนุกและสามารถพาผู้เรียนทุกคนไปได้พร้อม ๆ กัน สามารถทำได้โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาข้อมูล ออกแบบวิธีถ่ายทอดเรื่องราว และนำมาสรุปผลร่วมกันกับครู ซึ่งจะอยู่ในฐานะ <strong>‘ผู้อำนวยการเรียนรู้’ (Facilitator)</strong> สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ผู้เรียนรู้สึกอยากเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงอาจเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว หรือเรื่องราวที่ผู้เรียนสนใจ โดยทุกวันนี้ครูและผู้ปกครองต้องมีหน้าที่พาเด็กเรียนรู้แบบ “ก้าวข้ามขอบ” (Crossing Zones) ซึ่งหมายถึงการออกแบบวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กพ้นจาก <strong>‘พื้นที่คุ้นชิน’ (Comfort Zone)</strong> ผ่าน <strong>‘พื้นที่ความกลัว’ (Fear Zone)</strong> ที่กระตุ้นให้เกิดความท้าทายตัวเองจนไปสู่ <strong>‘พื้นที่เรียนรู้’ (Learning Zone)</strong> ใหม่ ๆ ที่จะส่งเสริมให้เติบโตจากภายใน ข้ามขอบความไม่รู้ และสามารถปลดล็อก (Unlearn) ความรู้หรือความเชื่อเก่า และนั่นเองคือขั้นตอนของการปรับปรุงชุดความรู้และกระบวนการคิด อย่างรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา&nbsp;</p>



<ul>
<li><strong>ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับพ่อแม่</strong></li>
</ul>



<p>หมอโอ๋ได้ฝากกับคุณครูว่า ในยุคสมัยที่สังคมตื่นตัวกับการนำรูปแบบ วิธีการ หรือองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาใช้ในการเลี้ยงลูกมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองให้มี <strong>‘ความมั่นคงภายใน’</strong> เชื่อมั่นว่าตนมีศักยภาพดูแลสนับสนุนลูกได้&nbsp;</p>



<p>“อย่าลืมว่าตัวผู้ปกครองเองเขาก็อยู่กับความไม่แน่ใจเช่นกัน ในโลกที่ Social Media มีข้อมูลความรู้และตัวอย่างความสำเร็จของการเลี้ยงลูกไหลบ่ามหาศาล</p>



<p>“ความเปราะบางของความรู้สึกด้อยค่า ล้มเหลว หรือไม่ดีพอ ที่พ่อแม่หลาย ๆ คนเผชิญอยู่ จึงเป็นสิ่งที่คุณครูต้องช่วยทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นคงและเติมพลังบวก ให้พวกเขาได้รับรู้ว่าเด็กทุกคนดีพอ มีความเก่งความน่าสนใจในแบบของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเป็นพ่อแม่ที่มีความมั่นคงภายในเท่านั้น ถึงจะสร้างลูกที่มีความมั่นคงภายในขึ้นมาได้”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-060525/">การศึกษาแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล “Personalized Learning” : เทรนด์ใหม่การเรียนรู้ของ Gen Alpha ในบริบทสังคมและโลกการทำงานที่พลิกโฉม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้” ตอบโจทย์ชีวิตด้วย “Personalized Learning”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-031023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Oct 2023 09:14:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[Personalized Learning]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[อภิวัฒน์ แซ่ลิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ดุจดาว แซ่ลิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[จรรยวรรธน์ ผิวเกลี้ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72926</guid>

					<description><![CDATA[<p>อภิวัฒน์ แซ่ลิ้ม หรือ ‘เอ็ม’ เคยตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-031023/">“พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้” ตอบโจทย์ชีวิตด้วย “Personalized Learning”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อภิวัฒน์ แซ่ลิ้ม</strong> หรือ <strong>‘เอ็ม’</strong> เคยตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า หากเรียนจบชั้นมัธยมต้นแล้วอยากไปเรียนต่อสายอาชีพ เรียนรู้ด้านเครื่องยนต์ เมื่อจบการศึกษาก็ตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเปิดร้านซ่อมจักรยานยนต์เล็กๆ ในละแวกบ้าน หรือไม่ก็เป็นลูกมือให้กับพ่อ ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างยนต์&nbsp;</p>



<p>แต่แล้ว… ความฝันขนาดกะทัดรัดของเขาก็ต้องชะงักลง เพราะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ซึ่งเหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะจบการศึกษาตามที่หวังไว้ด้วยเหตุผลบางประการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8983bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1003_แถว230_Zero-Drop-Out_PHOTO1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อภิวัฒน์ แซ่ลิ้ม หรือ ‘เอ็ม’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การให้ลูกไปเรียน กลายเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะเราไม่มีเวลาว่างไปตามดูแลเขา ไม่รู้ว่าออกจากบ้านไปโรงเรียน แล้วจะไปถึงโรงเรียนตามที่บอกมั้ย เพราะที่ผ่านมาก็เคยเป็นอย่างนั้น”</p>



<p><strong>ดุจดาว แซ่ลิ้ม</strong> แม่ของ <strong>‘เอ็ม’</strong> เริ่มเล่าถึงปัญหาที่กำลังประสบอยู่ และยอมรับว่าครอบครัวมีสถานะยากลำบาก ต้องทำงานรับจ้างรายวันในโรงเลี้ยงวัว ไม่สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาด้านพฤติกรรมของลูกได้ และจำเป็นที่จะต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนกลางคัน ก่อนจบชั้น ม.3 เพื่อมาเป็นแรงงานช่วยเลี้ยงวัวและทำงานในไร่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae8218"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1003_แถว230_Zero-Drop-Out_PHOTO3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดุจดาว แซ่ลิ้ม แม่ของ ‘เอ็ม’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภายหลังจากที่ทราบว่า จังหวัดราชบุรีได้จัดให้มีโครงการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้ทางเลือกให้ตอบสนองความต้องการและปัญหาที่แตกต่างกันของผู้เรียนรายบุคคล ด้วยการปรับระบบการศึกษาให้เป็นการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ทำให้แม่ของเอ็มกลับมาเห็นโอกาสที่ลูกจะเรียนจนจบชั้นมัธยมได้อีกครั้ง</p>



<p>“ที่จริงก็ไม่อยากให้ลูกออกจากโรงเรียน อยากให้มีวุฒิการศึกษา อย่างน้อยก็ให้เขาจบ ม.3 ตอนนี้มีโอกาสได้กลับมาเรียนต่อทางออนไลน์ เรียนผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาก็หมดห่วง สามารถเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยได้ ส่วนเรื่องการจัดตารางเรียน ครูที่สอนจะบอกล่วงหน้า ว่าจะเรียนช่วงไหนเวลาไหน ก็บอกให้ลูกเตรียมตัว ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ก่อนจะเริ่มเรียน” ดุจดาวเล่าถึงโอกาสที่ลูกได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e79257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1003_แถว230_Zero-Drop-Out_PHOTO2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จรรยวรรธน์ ผิวเกลี้ยง ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนมหาราช 7</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>จรรยวรรธน์ ผิวเกลี้ยง</strong> ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนมหาราช 7 อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หนึ่งในบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ เล่าว่า กรณีของเอ็มเป็นเพียงหนึ่งในปัญหาที่พบมากในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่มีประชากรฐานะยากจน ประกอบอาชีพรับจ้างรายวันในไร่และโรงงานต่างๆ หลายครอบครัวมีปัญหาเฉพาะ เช่น ติดยาเสพติด ตั้งครรภ์ในวัยเรียน เด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม เด็กชาติพันธุ์ และเด็กบางส่วนต้องย้ายโรงเรียนบ่อย หรือย้ายตามพ่อแม่ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งงานใหม่ๆ เมื่อหมดฤดูจ้างงาน&nbsp;</p>



<p>ปัญหาดังกล่าว เป็นโจทย์การทำงานของโครงการ ‘Zero Dropout’ และศูนย์การเรียนรู้ ที่จังหวัดราชบุรีช่วยกันออกแบบขึ้น โดยออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความต้องการเป็นรายคน (Personalized Learning) มีความยืดหยุ่น ทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขการเข้าเรียน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้เรียน สามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้ รวมถึงสร้างแหล่งเรียนรู้ในช่องทางต่างๆ เช่น Mobile School</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e28dee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/a.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากสถานการณ์โควิด- 19 ระบาดเมื่อปี 2563-2564 ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2-3 ต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน ด้วยปัญหาหลักคือ ครอบครัวยากจน และด้วยปัญหาของตัวเด็กเองที่เบื่อหน่ายการเรียน ทำให้เด็กประมาณเกือบ 20 คน หายไปจากห้องเรียน แม้โรงเรียนจะพยายามตามกลับมาเรียนก็ไม่สำเร็จ พยายามเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มที่มีปัญหานี้มาพูดคุยหาทางออก แต่ก็แก้ปัญหาได้แค่ระยะแรก ไม่สามารถพาพวกเขากลับมาห้องเรียนได้สำเร็จ เพราะบางคนต้องออกไปเป็นแรงงานให้กับที่บ้าน&nbsp;</p>



<p>“การแก้ปัญหานี้จึงจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นให้กับพวกเขา ต้องจัดรูปแบบการศึกษาที่มีมากกว่าเพียงแค่การเรียนในห้อง ต้องสร้างระบบการเรียนที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเรียนในวิชาที่ยังขาดอยู่ ผ่านช่องทางออนไลน์ ให้เขาเรียนได้ทุกที่ ทั้งที่บ้าน ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตามที่เด็กสามารถเดินทางไปเรียนได้สะดวก”&nbsp;</p>



<p><strong>ครูจรรยวรรธน์</strong>เล่าอีกว่า รูปแบบการเรียนการสอนในแหล่งเรียนรู้ที่ได้ออกแบบขึ้นนี้ ต้องคำนึงถึงรายละเอียดและความจำเป็นด้านต่างๆ ของเด็ก เช่น เด็กกลุ่มนี้มักมีอุปนิสัยขี้อาย พูดน้อย และขาดทักษะการสื่อสาร การสอนจึงต้องใส่ใจและเข้าใจข้อจำกัดของพวกเขาเป็นรายคน เพื่อสร้างสะพานเชื่อมให้พวกเขาเปิดใจ บอกเล่าความต้องการในการเรียนรู้ หากไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนไหน ครูก็จะสามารถเน้นการสอนได้ตรงจุด&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b2feab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนนี้ศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียน สามารถพาเด็กกลับมาเล่นได้ 6 คน หนึ่งในนั้นก็คือเอ็ม และมีเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ โดยหลังจากที่เปิดช่องทางการเรียนในรูปแบบนี้ขึ้น พบว่าเด็กแต่ละคนมีความตั้งใจในการเรียนและพยายามรักษาโอกาสครั้งนี้มาก เพราะเงื่อนไขด้านเวลาเรียนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของนักเรียนเป็นหลัก ไม่มีการบังคับว่าพวกเขาต้องมาเรียนตอนไหนเวลาไหน เรายืดหยุ่นเวลาเรียนให้กับพวกเขาอย่างเต็มที่”&nbsp;</p>



<p>ผลจากโครงการนี้ ทำให้เด็กบางคนสะท้อนกลับมาว่า การเรียนในรูปแบบนี้ ทำให้เขามีโอกาสได้เรียนจนจบการศึกษา มากกว่าที่ต้องเข้าห้องเรียนในระบบปกติ เพราะสามารถปฏิบัติตามใบงาน หรือหากสอบไม่ผ่านก็ยังมีโอกาสสอบใหม่จนกว่าจะผ่านได้ หลายคนมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น และหลายคนก็เริ่มมองเห็นเป้าหมายในชีวิตอีกครั้ง&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-031023/">“พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้” ตอบโจทย์ชีวิตด้วย “Personalized Learning”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
