<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>OECD | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/oecd/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 Jul 2026 11:22:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>OECD | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อข้อสอบไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กสศ.-สทศ.-OECD เปิดเวทีวิชาการ ชวนไทยออกแบบการประเมินเพื่อโลกอนาคต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-140726/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 11:22:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Insight Session]]></category>
		<category><![CDATA[Dr. Mario Piacentini]]></category>
		<category><![CDATA[สทศ.]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=103889</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;ข้อสอบที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะถามอะไร  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-140726/">เมื่อข้อสอบไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กสศ.-สทศ.-OECD เปิดเวทีวิชาการ ชวนไทยออกแบบการประเมินเพื่อโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>&#8220;ข้อสอบที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะถามอะไร แต่เริ่มจากการนิยามให้ชัดว่า เราต้องการวัดอะไร&#8221;</em></strong></p>



<p>ประโยคนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญที่ OECD ใช้พัฒนากรอบการประเมิน PISA ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในเวทีครั้งนี้</p>



<p>แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดโดย <strong>Dr. Mario Piacentini</strong> นักวิเคราะห์อาวุโสประจำโครงการ PISA ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรในเวที <strong><em>Insight Session</em></strong> <em>หัวข้อ</em> <em>Elevating International Competency Assessment: An In-depth Look at the PISA Framework and Approaches to Competency-Based Item Development</em> ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดย<strong>สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.</strong> ร่วมกับ<strong>สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="783" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-3-1400x783.png" alt="" class="wp-image-103893" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-3-1400x783.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-3-300x168.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-3-768x430.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-3.png 1485w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p>เวทีดังกล่าวมีผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวัดผลจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งจาก สทศ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันด้านการวัดและประเมินผลของไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับระบบการประเมินของประเทศให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p>



<p>แม้ PISA จะเป็นที่รู้จักในฐานะการประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปีในระดับนานาชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ชี้ให้เห็นว่า แก่นแท้ของ PISA ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อจัดอันดับประเทศ หากเป็นการทำความเข้าใจว่า ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่มีไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้มากน้อยเพียงใด</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาข้อสอบจึงไม่ได้เริ่มจากการคิดคำถาม แต่เริ่มจากการกำหนดให้ชัดว่า <strong>&#8220;สมรรถนะ&#8221; </strong>ที่ต้องการวัดคืออะไร ก่อนจะออกแบบสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถออกมา และจึงค่อยตีความจากหลักฐานที่เกิดขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1400" height="658" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1400x658.png" alt="" class="wp-image-103890" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1400x658.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-300x141.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-768x361.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1536x722.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image.png 1901w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p>Dr. Mario อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า <strong>Evidence-Centered Design (ECD)</strong> ซึ่งเปรียบเสมือน <strong>&#8220;สามเหลี่ยมการประเมิน&#8221;</strong> ที่เชื่อมโยงระหว่างความเข้าใจว่าผู้เรียนเรียนรู้อย่างไร (Cognition) สถานการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนแสดงสมรรถนะ (Observation) และการแปลผลจากสิ่งที่สังเกตได้ (Interpretation) เข้าด้วยกัน</p>



<p>&#8220;ทีมพัฒนาข้อสอบจะยังไม่เริ่มเขียนข้อสอบ จนกว่าจะนิยามสิ่งที่ต้องการวัดได้อย่างชัดเจน&#8221; Dr. Mario กล่าว พร้อมย้ำว่า การประเมินคือความพยายาม &#8220;มองเข้าไปในความคิดของผู้เรียน&#8221; ผ่านหลักฐานที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงไม่มีเครื่องมือใดสมบูรณ์แบบ แต่สามารถออกแบบให้สะท้อนศักยภาพของผู้เรียนได้ใกล้เคียงที่สุด</p>



<p>ในวิชาคณิตศาสตร์ PISA ไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการคำนวณ แต่พิจารณาตั้งแต่การแปลงปัญหาในชีวิตจริงให้เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การเลือกใช้เครื่องมือหรือวิธีคำนวณที่เหมาะสม ไปจนถึงการตีความผลลัพธ์กลับไปสู่สถานการณ์เดิม</p>



<p>เช่นเดียวกับการอ่าน ซึ่ง PISA นิยามว่าเป็นความสามารถในการ &#8220;มีปฏิสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ และประเมินข้อความ&#8221; อย่างมีวิจารณญาณ โดยจงใจใช้คำว่า <strong>Engage with</strong> เป็นคำแรก เพื่อสะท้อนว่า การเป็นผู้อ่านที่ดีไม่ได้อาศัยเพียงทักษะด้านภาษา แต่ต้องมีความสนใจ ความเต็มใจ และแรงจูงใจที่จะทำความเข้าใจข้อความอย่างลึกซึ้ง</p>



<p>การอ่านจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาและเข้าถึงข้อมูล การตีความความหมาย ไปจนถึงการสะท้อนคิดและประเมินคุณค่าของสิ่งที่อ่าน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1120" height="628" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-2.png" alt="" class="wp-image-103892" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-2.png 1120w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-2-300x168.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-2-768x431.png 768w" sizes="(max-width: 1120px) 100vw, 1120px" /></figure>



<p><strong>เมื่อโลกของการสื่อสารเปลี่ยนไป กรอบการประเมินก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม</strong></p>



<p>Dr. Mario เปิดเผยว่า กรอบการอ่านของ <strong>PISA 2029</strong> กำลังได้รับการทบทวนเป็นครั้งที่สาม เพื่อให้สะท้อนพฤติกรรมการอ่านของเยาวชนในยุคดิจิทัลที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าหนังสือ</p>



<p>ข้อสอบในอนาคตจึงจะมีทั้งข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาที่สร้างโดย Generative AI ข้อความหลายรูปแบบ รวมถึงข่าวลวงและข้อมูลคุณภาพต่ำ</p>



<p>OECD ให้เหตุผลว่า การประเมินต้องสะท้อนโลกที่ผู้เรียนใช้ชีวิตอยู่ หากต้องการรู้ว่าผู้เรียนสามารถแยกแยะข่าวลวงได้หรือไม่ ก็จำเป็นต้องให้ผู้เรียนเผชิญกับข่าวลวงจริงในสถานการณ์การประเมิน</p>



<p>ขณะเดียวกัน OECD ยังยืนยันว่าจะคงการอ่านข้อความยาวและวรรณกรรมไว้ เพราะเชื่อว่าการอ่านหนังสือทั้งเล่มยังเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยพัฒนาความรู้ ความคิด และความเป็นมนุษย์</p>



<p>อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนวิธีการประเมิน จากเดิมที่สนใจเพียง <strong>&#8220;คำตอบสุดท้าย&#8221;</strong> ไปสู่การเก็บข้อมูล <strong>&#8220;กระบวนการคิด&#8221;</strong> ของผู้เรียนระหว่างลงมือทำโจทย์</p>



<p>สิ่งที่ระบบบันทึกไว้ ไม่ใช่เพียงว่าผู้เรียนตอบถูกหรือผิด แต่รวมถึงลำดับการคิด วิธีตัดสินใจ และจุดที่ผู้เรียนเริ่มติดขัด ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำกลับไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ได้มากกว่าคะแนนเพียงตัวเดียว</p>



<p>ในช่วงสาธิตเครื่องมือ <strong>Ms. Emma Linsenmayer</strong> นำเสนอแพลตฟอร์ม <strong>PILA</strong> และระบบ <strong>Authoring Tool</strong> ที่ OECD พัฒนาขึ้น เพื่อให้ครูและนักพัฒนาข้อสอบสามารถสร้างการประเมินแบบดิจิทัลได้เองโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม รองรับทั้งข้อสอบแบบดั้งเดิมและกิจกรรมเชิงโต้ตอบ พร้อมระบบกำหนดสมรรถนะ ระดับความยาก และการเก็บข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งช่วยวางรากฐานสำหรับการสร้างคลังข้อสอบและการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="656" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1400x656.png" alt="" class="wp-image-103891" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1400x656.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1-300x141.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1-768x360.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1536x720.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/image-1.png 1919w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p>นอกเหนือจากเทคนิคการสร้างข้อสอบ เวทีครั้งนี้ยังชวนให้ผู้เข้าร่วมย้อนกลับมาตั้งคำถามกับระบบการศึกษาว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราอาจใช้เวลาไปกับการวัด <strong>&#8220;สิ่งที่วัดได้ง่าย&#8221;</strong> มากกว่า <strong>&#8220;สิ่งที่สำคัญที่สุด&#8221;</strong></p>



<p>หากเป้าหมายของการศึกษาคือการสร้างพลเมืองที่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ สมรรถนะเหล่านี้ย่อมควรเป็นสิ่งที่ระบบการประเมินให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน</p>



<p>ตลอดการแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้ มีการย้ำอยู่หลายครั้งว่า การยกระดับการวัดและประเมินผลไม่ใช่เพียงการสร้างข้อสอบที่ดีขึ้น แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของการประเมิน จากเครื่องมือคัดเลือก ไปสู่เครื่องมือที่ช่วยให้ครูเข้าใจผู้เรียน และใช้ข้อมูลกลับไปพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนได้จริง&nbsp;</p>



<p>นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ Dr. Mario ย้ำตลอดทั้งเวทีว่า ก่อนจะถามว่า &#8220;ข้อสอบควรเป็นอย่างไร&#8221; ระบบการศึกษาควรตอบให้ได้เสียก่อนว่า <strong>&#8220;เราอยากให้ผู้เรียนเติบโตเป็นคนแบบไหน&#8221;</strong> เพราะเมื่อคำตอบของคำถามนี้ชัดเจน <strong>ข้อสอบก็จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือวัดผล แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของการศึกษา</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-140726/">เมื่อข้อสอบไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กสศ.-สทศ.-OECD เปิดเวทีวิชาการ ชวนไทยออกแบบการประเมินเพื่อโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้จัดการ กสศ. นำเสนอผลวิจัย PISA for Schools ผลักดันการยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย บนเวที OECD ประเทศฝรั่งเศส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110925/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Sep 2025 03:45:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering Global Learning: PISA for Schools Network Exchange]]></category>
		<category><![CDATA[Best Practices from Test Providers]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากผู้จัดสอบ]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมสร้างพลังการเรียนรู้ระดับโลก: เครือข่าย PISA for Schools]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=96020</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110925/">ผู้จัดการ กสศ. นำเสนอผลวิจัย PISA for Schools ผลักดันการยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย บนเวที OECD ประเทศฝรั่งเศส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ <strong>“เสริมสร้างพลังการเรียนรู้ระดับโลก: เครือข่าย PISA for Schools” (Empowering Global Learning: PISA for Schools Network Exchange)</strong> ในช่วง <strong>“ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากผู้จัดสอบ” (Best Practices from Test Providers)</strong> ณ สำนักงานใหญ่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47.png" alt="" class="wp-image-96021" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-47-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> ได้นำเสนอผลวิจัยจากการใช้ข้อมูล PISA for Schools ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กสศ. และ OECD ผ่านการทดสอบ PISA-Based Test for Schools (PBTS) เก็บข้อมูลจากนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวน 5,368 คน ใน 150 โรงเรียน จาก 15 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างเดือนธันวาคม 2566 – มกราคม 2567 โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานเดียวกับ PISA ที่ OECD กำหนด ข้อมูลที่ได้ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของไทยในเชิงลึก ช่วยส่งเสริมการพัฒนาโรงเรียน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน และเป็นฐานข้อมูลสำหรับจัดทำนโยบายเพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวถึงความท้าทายที่ประเทศไทยเผชิญว่า ปัจจุบันมีเด็กกว่า <strong>5.5 ล้านคนอยู่ใต้เส้นความยากจน</strong> และประมาณ <strong>1 ใน 5 มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา</strong> ขณะที่ผลสอบ PISA for Schools ของไทยสะท้อนว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ใน <strong>ระดับสมรรถนะที่ 1 (Level 1)</strong> ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ทั้งระบบ</p>



<p>ที่ผ่านมา สถาบัน RIPED และ กสศ. ได้นำข้อมูล PISA for Schools มาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับคะแนน O-NET ของนักเรียนกลุ่มเดียวกันย้อนหลัง 5 ปีการศึกษา จากการสนับสนุนของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) จนทำให้พบว่า <strong>การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐาน (Prior Skills) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อนระดับมัธยมศึกษา มีผลอย่างมากต่อการยกระดับสมรรถนะที่ PISA วัด (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน)</strong> นอกจากนี้ยังพบว่า แม้เด็กจะมาจากครอบครัวฐานะยากจน แต่หากได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ก็สามารถพัฒนาผลการเรียนรู้ได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48.png" alt="" class="wp-image-96022" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-48-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกยกขึ้นนำเสนอคือ <strong>โรงเรียนวัดปากพิงตะวันตก</strong> ซึ่งใช้ผลทดสอบและข้อเสนอแนะจากรายงานระดับสถานศึกษาของ PISA for Schools มาปรับปรุงการสอน โดยจัดกิจกรรมจิตศึกษาทุกวัน เพื่อพัฒนาสมาธิและทักษะทางอารมณ์–สังคม ทำให้คะแนนด้าน SEL (Social Emotional Learning) หรือการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งโรงเรียนยังประยุกต์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) และส่งเสริมบทบาทของผู้บริหารและครูในฐานะผู้นำเชิงรุก (Agentic Leader/Agentic School) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ (Whole-School Development)</p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> เน้นย้ำว่า PISA for Schools ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือประเมินผลในระยะสั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ระยะยาว โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระดับโรงเรียนกับการออกแบบนโยบายระดับประเทศ ทำให้มาตรการสนับสนุนมีความสอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในแต่ละบริบท อันจะนำไปสู่การพัฒนาเชิงระบบที่ยั่งยืนในอนาคต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110925/">ผู้จัดการ กสศ. นำเสนอผลวิจัย PISA for Schools ผลักดันการยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย บนเวที OECD ประเทศฝรั่งเศส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-070225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 10:45:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[PTBS]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90721</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้มีการนำเสนอข้อค้นพบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติคุณภาพ&nbsp; จากงานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong> นำเสนอข้อมูลจากผลลัพธ์งานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand) ที่แสดงให้เห็นมิติการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ว่าการจะยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระยะยาว จำเป็นต้องมองไปที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา โดยทำให้เด็กเข้าถึงโอกาสและได้รับการเติมเต็มทรัพยากรอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ RIPED ได้ทำร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเป็นการทดสอบ <strong>The PISA-Based Test for Schools (PTBS) </strong>ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเรียนอายุ 15 ปีใน 150 โรงเรียนจาก 15 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 ด้วยแบบทดสอบที่กำหนดโดย OECD อันเป็นมาตรฐานเดียวกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ‘PISA’ ซึ่งผลทดสอบที่ได้รับถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในเชิงลึก และทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจติดตามมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b889ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเก็บข้อมูลครั้งนี้ เราได้จากการทดสอบเด็กนักเรียนในช่วงชั้น ม.3-ม.4 จำนวน 5,683 คน มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังได้นำเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง (EF Guidline) มาใช้ร่วมด้วย โดยสำหรับแบบทดสอบ PBTS ที่แม้วัดผลเฉพาะเด็กในระเทศไทย แต่ผลทดสอบถือว่าเทียบเคียงมาตรฐานได้กับ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับสากล ผลการทดสอบครั้งนี้จึงสามารถเทียบเคียงคะแนนกับผลสอบของประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db9e65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ ได้ยกผลทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยมีผลการทดสอบ PBTS ที่ได้คะแนนต่ำกว่า PISA อยู่มาก ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือ ‘กลุ่มทดสอบ’ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนซึ่งได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ และในอีกด้านหนึ่ง หากเทียบกับผลทดสอบ PISA ครั้งล่าสุด (2022) พบว่าเด็กทั่วโลกเองก็ได้คะแนนต่ำลง จากปัญหาที่สะสมเรื้อรังมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ความน่าสนใจของแบบทดสอบ คือการแบ่งทักษะของเด็กออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Level1 คือทักษะพื้นฐานที่เด็กทำได้ทุกคน แล้วจึงไล่ไปสู่ทักษะที่ยากขึ้น โดยใน Level 4-6 จะเป็นทักษะการคิดแก้ปัญหาขั้นสูงที่มีความซับซ้อน เป็นนามธรรม ท้าทายต่อความไม่คุ้นชิน ซึ่งคือหัวใจของแบบทดสอบ PISA ที่ไม่ได้วัดแค่ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ยังมุ่งไปที่การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96a321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/03-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a57c5b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เมื่อมองที่การวัดสมรรถนะในภาพรวม จะเห็นว่า<strong>เด็กไทยที่มีคะแนนสอบในขั้นสูง (Level 4-6) มีเพียงไม่กี่คน กลับกันกลุ่มที่ทำคะแนนได้แค่ระดับพื้นฐาน (Level 1-2) นั้นมีจำนวนมาก</strong> ซึ่งหากมองในเชิงนโยบายแล้ว จะเห็นว่าแบบทดสอบกำลังชี้ไปที่<strong>การทำงานกับกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเราจะลดจำนวนของคนที่มีสมรรถนะระดับพื้นฐานลง แล้วเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีสมรรถนะขั้นสูงได้อย่างไร</strong> <strong>โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าโลกอนาคตอันใกล้จะยิ่งมีความซับซ้อน และเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาที่ไม่คุ้นชินยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการให้เวลา โอกาส และเติมเต็มด้านทรัพยากรกับเด็กกลุ่มแรก จึงเป็นการทำงานที่ตรงกับโจทย์ปัญหาที่สุด”   </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1bf650"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-739e81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการทดสอบ PBTS ที่หากดูผิวเผินเหมือนจะสะท้อนว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ดีกว่าจะทำคะแนนได้สูงกว่าเสมอ ซึ่งหมายถึงว่าเศรษฐฐานะหรือรายได้ครัวเรือนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงวัย 15 ปี อย่างไรก็ตาม <strong>งานวิจัยในขั้นต่อมากลับแสดงผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เมื่อมีการนำข้อมูลการสอบ O-NET ในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาร่วมพิจารณา</strong></p>



<p>โดยสารที่สำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ในวิธีการจับคู่กลุ่มตัวอย่างที่เรียกว่า Regression Analysis ซึ่งจะ<strong>นำผลสอบ O-NET ที่เด็กทำได้ตั้งแต่ช่วง ป.6 มาเป็นตัวแปร จนพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงอายุ 15 อาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ปัจจุบัน</strong> <strong>แต่เป็นการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรในช่วงเวลาที่อายุน้อยกว่านั้น คือปฐมวัยหรือประถมศึกษา โดยหลักฐานทางอ้อมของข้อสังเกตนี้ คือการขาดทรัพยากรในช่วงอายุยังน้อย ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของสมรรถนะที่วัดผลได้ในช่วงอายุ 15 ปี</strong></p>



<p>“<strong>หลักฐานหนึ่งที่อาจนำเราไปสู่นโยบายการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา</strong> คือเมื่อเราใช้วิธีที่เรียกว่า Regression โดยตัดตัวแปรอื่น ๆ เช่นความรวยความจนหรือความต่างของเพศ แล้วเทียบวัดกันเฉพาะคู่เปรียบเทียบที่มีบริบทใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คือผลสอบ O-NET ในช่วง ป.6 จะพบว่า ความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนอายุ 15 เป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ในตอนท้าย กล่าวคือ<strong>แม้ในเด็กกลุ่มยากจนพิเศษที่มาจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่หากมีผลคะแนนสอบ O-NET ที่ดีตั้งแต่ตอน ป.6 เด็กคนนั้นจะมีผลทดสอบ PBTS ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าได้เมื่ออายุ 15 ปี (ม.3-ม.4)</strong> ซึ่งข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า<strong>การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ย่อมไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่คือจะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้มากที่สุด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ddc12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/07-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7518f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“<strong>การ Regression โดยใส่คะแนน O-NET เข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เราก้าวข้ามการเปรียบเทียบกลุ่มเป้าหมายโดยโฟกัสเฉพาะความจนความรวยในช่วงวัย 15 ปี แต่เป็นการเทียบระหว่างเด็กที่มีผลคะแนน O-NET เมื่อตอน ป.6 อยู่ในระดับเดียวกัน</strong> ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กคนหนึ่งอาจมาจากครอบครัวยากจน ส่วนเด็กอีกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แล้วเราจึงมาดูว่ามันมีผลมากน้อยแค่ไหนในสามปีถัดมาของชีวิต ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเปรียบด้วยเกณฑ์นี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นในคะแนน PBTS ล้วนเป็นผลที่ตามมาตั้งแต่ ป.6 ดังนั้นสรุปได้ว่า<strong>ทักษะที่เด็กแต่ละคนสะสมมาจนถึงชั้น ป.6 คือสิ่งที่นำมาซึ่งความแตกต่างในตอนสอบ PISA </strong>โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเจาะลึกลงไปที่ลักษณะของข้อสอบ PBTS หรือ PISA จะยิ่งเห็นว่าโจทย์คำถามนั้นไม่ได้มุ่งไปที่ความรู้ในระดับสูงหรือความรู้ในชั้นมัธยม แต่สิ่งที่ข้อสอบต้องการคือการทำความเข้าใจความซับซ้อนของชุดความรู้ในระดับประถมศึกษา และทั้งหมดนี้เท่ากับว่า<strong>คะแนนของเด็กที่ทำได้แค่ระดับพื้นฐานในช่วงอายุ 15 กำลังแสดงให้เห็นว่าฐานความรู้ของเขามีปัญหามาตั้งแต่ระดับชั้นประถม”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb958c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/09-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b83ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงความน่าสนใจของการทดสอบ PISA หรือ PBTS อีกว่า “ในการทดสอบทุกครั้งจะมีการสอดแทรกแบบสอบถามเกี่ยวกับบรรยากาศห้องเรียน หรือรูปแบบของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากต่อการแสดงภาพรวมของการจัดการเรียนรู้ จึงคิดว่าหากการสอบ O-NET ปรับให้มีแบบสอบถามเพิ่มเข้าไปด้วย ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อเท็จจริงที่จะช่วยในการปรับปรุงห้องเรียนโดยรวมสำหรับเด็ก ๆ ได้อีกมาก</p>



<p>“อยากชี้ให้เห็นว่างานวิจัยซึ่งได้จากผลทดสอบ PBTS ของเด็กไทยวัย 15 ปีราวห้าพันคน ได้ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจที่มาที่ไปของคะแนนสอบ PISA ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณี<strong>ความแตกต่างของเส้นทางการเรียนรู้ ที่ก่อรูปร่างมาตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถึงประถมศึกษา และเป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คิดว่าจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้นด้วย</strong>”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7ebcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6441a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-132a8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17dd4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0addd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/15.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d97f63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/16.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a617d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/17.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระชาติ ได้เสนอข้อสรุปจากการทำงานวิจัยไว้ 4 ข้อดังนี้&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนโดยเน้นความสำคัญที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ลงทุนพัฒนาเด็กกลุ่มที่ทำผลสอบ PBTS ได้ในระดับพื้นฐาน (Level 1-2) โดยสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่าง ๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ ก็หมายถึงความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาในภาพรวม การลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ</li>



<li style="font-size:16px">การสอบเชิงวิชาการ (O-NET, NT, RT ฯลฯ) ควรเพิ่มข้อคำถามที่ไม่ใช่ข้อสอบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้</li>



<li style="font-size:16px">งานวิจัยชิ้นนี้คือหนึ่งในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลเข้าหากันได้ แม้อาจยังไม่พบคำตอบว่าจะลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างไร แต่อย่างน้อยเราจะเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li>
</ol>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ สรุปว่า  <strong>“ณ วันนี้เรายังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าผลทดสอบ PISA หรือการสอบ O-NET สิ่งไหนจะพยากรณ์ความสำเร็จในชีวิตของเด็ก ๆ ได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายการศึกษานั้นอาจไม่ได้สำคัญที่การยกระดับคะแนน แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งมีต้นทุนมนุษย์ เพื่อประสบความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘คะแนน’ ก็สำคัญในแง่ของการ ‘วัดไข้’ เช่นเดียวกับถ้าหมอไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ก็วัดไข้ไม่ได้ แล้วก็ประเมินอาการไม่ถูก จึงหวังว่าการเชื่อมโยงข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ จะเป็นเสมือนกระบวนการหนึ่งของการวัดไข้ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยได้ในอนาคต”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7610b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/18.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-021224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 04:39:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88531</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมวิชาการนานาชาติ “PISA: การใช้ผลวิจัยจากข้อมูล  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-021224/">กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประชุมวิชาการนานาชาติ “PISA: การใช้ผลวิจัยจากข้อมูล PISA เพื่อการกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษา (Programme for International Student Assessment &#8211; PISA Conference: Using PISA Evidence to Inform Education Policies and Practices)”</strong> จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2567 ณ เมืองดูบรอฟนิก ประเทศโครเอเชีย โดยมีผู้จัดงานร่วมคือ คณะกรรมการวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลของ PISA (Analysis and Dissemination Group &#8211; ADG) กระทรวงวิทยาศาสตร์ ( Ministry of Science) การศึกษา และเยาวชนแห่งโครเอเชีย (Education and Youth of Croatia) เลขานุการ OECD และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)</p>



<p>การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการวิจัยที่ใช้ข้อมูลระยะยาวจากการสอบ PISA ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จากทีมวิจัยชั้นนำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและทิศทางการปฏิรูประบบการศึกษา และแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาและชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1) บทบาทของข้อมูล PISA ในกระบวนการสร้างความรู้ระดับประเทศ 2) การนำข้อมูล PISA ไปใช้ในการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนโยบายเฉพาะด้าน และ 3) การนำข้อมูล PISA ไปใช้พัฒนาระดับโรงเรียน ผ่านการแลกเปลี่ยนจากนักการศึกษา นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบาย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-413a91"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนี้ OECD ได้คัดเลือกผลงานวิจัยจากคณะนักวิจัย และองค์กรวิชาการจากทั่วโลกที่มีผลงานวิจัยซึ่งใช้ข้อมูล PISA ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติ โดยในปีนี้ OECD ได้คัดเลือกผลงานวิจัยที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ร่วมกันดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นงานวิจัยหนึ่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน  โดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ. และ <strong>ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ได้ร่วมนำเสนอภายใต้หัวข้อ <strong><em>“การใช้ข้อมูล PISA เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโรงเรียน และการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนในประเทศไทย (Leveraging PISA for School Improvement: How the Equitable Education Fund Utilises PISA Insight to Foster Student Resilience and Enhance Educational Outcomes in Thailand)”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-144717"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eeea4b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1127_ข่าว-263_PHOTO-8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลและความร่วมมือจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ในการเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลของผู้เรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับผลการทดสอบ PISA for School ของนักเรียนในระดับ ม.3 หรือ ม.4 ที่มีอายุประมาณ 15 ปี การเชื่อมโยงข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์บทบาทของผลการทดสอบ O-NET ระดับ ป.6 ที่มีต่อผลการทดสอบ PISA for School ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 3,000 คนจาก 16 จังหวัดในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ความแตกต่างของทักษะหรือสมรรถนะในอดีตที่ประเมินเมื่อจบระดับประถมศึกษา สามารถอธิบายความแตกต่างของผลคะแนน PISA ของผู้เรียนเมื่ออายุ 15 ปี ได้ดีกว่าแทบทุกตัวแปร ไม่ว่าจะเป็น ตัวแปรที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะของสถานศึกษา ของผู้เรียน และของครัวเรือน ข้อค้นพบนี้บ่งบอกเป็นนัยว่า นโนบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระดับประถมศึกษา อาจเป็นมาตรการที่สามารถยกระดับผลการทดสอบ PISA ได้อย่างมีนัยสำคัญและมีประสิทธิภาพ</p>



<p>จากผลการวิจัยดังกล่าว ทางคณะผู้วิจัยจึงได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมจากประเทศต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของนโยบายการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในระยะยาวตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา ที่คำนึงถึงความเสมอภาคทางโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะช่วงส่งผลเชิงบวกแก่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กเยาวชนไทยทั้งในเวที PISA และ ต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ในระยะยาวต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-021224/">กสศ. และ RIPED ทีมวิจัยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก OECD นำเสนอผลวิจัยจากข้อมูล PISA for School เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทย ในการประชุมวิชาการนานาชาติ PISA</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-230124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jan 2024 08:22:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จินตนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76383</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเรียนอย่างไร หากพวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางอนาคตที่คาดเดาได้ยากและท้าทายขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเผชิญหน้ากับพลังแห่งเทคโนโลยีและวิกฤตภาวะโลกรวน สถานการณ์เหล่านี้กำลังทดสอบว่าระบบการศึกษาและการเรียนการสอนได้ถูกพัฒนามาเพื่อรับมือและติดอาวุธให้ทุกหน่วยชีวิต ทั้งนักเรียน ครู สถาบันการศึกษา นักการศึกษา หรือผู้ออกนโยบายมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>โรงเรียนปรับตัว นักเรียนและครูก็ปรับตัวมากกว่าในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติเป็นผู้สรรสร้าง คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ทำงานด้านการศึกษาทั่วโลกพยายามเฟ้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระดับโครงสร้างและระดับจุลภาค เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับนักเรียนนักศึกษา</p>



<p>หากเราสามารถปลูกฝังการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราอาจจะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่ก้าวทันโลกและเติบโตงอกงาม เนื่องจากพวกเขาผ่านการศึกษาที่อนุญาตให้พวกเขาคิดและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์สรือ จรงยิง </strong>(Professor Shi Zhongying) คณบดีภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยซิงหวา ประเทศจีน และ<strong>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน</strong> (Hillary Cremin) หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอในเสวนา ‘<strong><em>บ่มเพาะทักษะความคิดสร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ทางวิชาชีพ: ปรับใช้กรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ OECD ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์สู่บริบทท้องถิ่น</em></strong>’ (Embedding Creativity in Professional Learning: Adapting The OECD Professional Learning Framework through Creativity And Critical Thinking to Local Contexts) ใน<strong>งาน </strong>Creativity in Education Summit 2023 ไว้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>เราจะทลายวาทกรรมที่อยู่ยั้งยืนยงเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ ระบบการสอบที่โหดหิน หรือวิธีการสอนแบบเน้นความรู้ด้านวิชาการเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้น คือเราจะค่อยๆ ถอยห่างจากการศึกษาแบบที่ยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง แนวคิดในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) หรือแนวคิดสมัยใหม่ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนแบบประชาธิปไตยได้อย่างไร นักเรียนจึงจะได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บริบทของจีนและการแนวทางในการปฏิรูปทางการศึกษา</strong></h2>



<p>เราดำรงอยู่ในยุคแห่งข้อมูลมหาศาลและความเรืองอำนาจของปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นผู้คนจึงมีสิทธิเสพข้อมูล ข่าวสาร หรือเลือกสรร ‘ความจริง’ มากมาย&nbsp;</p>



<p>ศาสตราจารย์สรือกล่าวว่า หลายคนพูดเสียด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะเดินเข้าไปสู่ยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่มนุษย์สามารถกลายเป็นทาสของข้อมูลข่าวสารที่มากล้น ดังนั้นหากปราศจากความคิดเชิงวิพากษ์ เราอาจจะไม่สามารถรักษาแนวความคิดหรือสถานะของตัวเองเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ</p>



<p>ประเทศจีนได้บังคับใช้ระบบการศึกษาที่ออกโดยคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมนิวนิสต์จีน (Central Committee of the Communist Party of China) และสภาแห่งรัฐในปีพ.ศ. 2528 และกำลังเผชิญกับภารกิจที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ผ่านการปฏิรูปการศึกษา และตั้งเป้าหมายหลักด้านอื่นๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาไปพร้อมๆ กันด้วย เช่น เด็กต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องมีทักษะความสามารถที่นำไปใช้ได้จริง</p>



<p>มหาวิทยาลัยต่างๆ ในจีนจึงได้อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมด้านการศึกษาวิจัยให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ช่วยจัดหาทุนในการวิจัย หรือแม้กระทั่งเปิดคอร์สด้านความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก เช่น คอร์สระบบนิเวศ หรือการปรับใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาก็เริ่มที่จะขยับขยายหลักสูตรในทิศทางของตนเอง มีอิสระในการออกแบบมากขึ้น เช่น มีคอร์สด้านชุมชนที่หลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความต้องการของนักเรียนมาเป็นอันดับแรก หรือมีโมเดลการเรียนรู้ที่ใช้แนวคิดด้านการวิจัยเป็นตัวตั้ง</p>



<p>“ดินที่จะต้องใช้เพาะปลูกความคิดในการตั้งคำถาม ความรู้ที่น่ารู้ หรือทักษะเชิงวิพากษ์ของนักเรียนประถมและมัธยมศึกษาเริ่มมีมากขึ้น รอยต่อระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษากับมหาวิทยาลัยก็แข็งแรงขึ้นเพราะเด็กได้เรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based approach) ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>แต่จีนเองก็ประสบข้อท้าท้ายด้านการศึกษาที่คล้ายคลึงกับประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่น นั่นคือ การศึกษาของจีนยังคงติดอยู่กับขนบธรรมเนียมเดิมๆ วิธีการมองการศึกษาที่ล้าสมัย หรือผลกระทบจากระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อาจจะชะลอการเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ของเด็กในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา</p>



<p>“จีนยังติดกับธรรมเนียมในการให้คุณค่ากับระบบการศึกษามาตั้งแต่ยุคโบราณ และครอบครัวก็คาดหวังว่าการศึกษาจะเข้ามาช่วยบ่มเพาะให้ลูกตัวเองประสบความสำเร็จในระดับปัจเจก และมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดที่ว่าทุกคนไม่สามารถเข้าถึงความรู้คุณภาพสูงได้ จึงเกิดการแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความขับเคี่ยวกันสูง</p>



<p>“ในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ผมมักจะรู้สึกว่าเด็กไม่ค่อยมีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงปัญหา พลังในการอยากสำรวจ ความคิดเชิงนวัตกรรม หรือทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มที่เข้ามหาวิทยาลัยมาได้ผ่านการแข่งขันที่เข้มข้น” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>ประเด็นเหล่านี้เริ่มน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ และในพื้นที่ชนบทบางแห่งทางด้านตะวันตกของจีนหรือโรงเรียนด้อยคุณภาพ เราก็ยังเห็นปรากฏการณ์การเรียนการสอนที่เน้นความเป็นวิชาการอย่างแพร่หลาย</p>



<p>และถึงแม้ว่านักการศึกษา นักวิจัย หรือผู้ออกนโยบายจะลองสำรวจความเป็นไปได้ที่จะบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนด้วยวิธีการต่างๆ แต่ศาสตราจารย์สรือก็ยังกล่าวว่า มีจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน</p>



<p>ประเด็นแรก คือการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการบ่มเพาะนักเรียนในด้านนี้เพื่อต่อยอดไปถึงคุณค่าระดับปัจเจก ระดับสังคม และระดับชาติ การสอบได้คะแนนสูงหรือเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำยังคงเป็นภารกิจหลักของโรงเรียนอยู่</p>



<p>ประเด็นที่สอง คือการขาดความเข้าใจในคอนเซ็ปของการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก ครูยังไม่สามารถเข้าใจนัยยะสำคัญของการสอน ว่าเมื่อนำแนวคิดลักษณะนี้ไปปรับใช้กับนักเรียนแล้ว จะวัดผลหรือพัฒนาการของเด็กได้อย่างไร</p>



<p>บางคนคิดว่าเป็นเป้าหมายที่สูงส่งเกินเอื้อม และความคิดเชิงวิพากษ์ก็ให้ผลลัพธ์ในเชิงลบและไม่มีคุณค่ามากพอที่จะต้องสอนนักเรียน แต่ในขณะเดียวกันครูก็ไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กในคาบเรียนที่ยังต้องยึดหลักสูตรตามขนบอยู่</p>



<p>และประเด็นสุดท้าย คือการขาดแคลนข้อมูลและการสนับสนุนจากระบบการประเมินที่ทำให้ครูแต่ละคนไม่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์หรือบ่มเพาะความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนได้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นข้อท้าทายเหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อท้าทายที่นักการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะระบบการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาที่การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องปรับไปตามบริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายสูง</p>



<p>“เราสามารถช่วยสนับสนุนและช่วยบริการให้ระบบการศึกษาทำงานในประเด็นเหล่านี้ได้สะดวกมากขึ้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการจัดตั้ง<em>การประชุมด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์</em>ของ OECD และการพัฒนากรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อบ่มเพาะและประเมินความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์</p>



<p>กรอบคิดนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีพร้อมกับเกณฑ์การจัดการที่ชัดเจน 10 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการระบุจุดมุ่งหมายและแผนการปรับใช้ที่จับต้องได้ แสดงให้เห็นถึงแนวทางและการทำงานที่แข็งแรง” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>เขายังเสริมอีกว่าจีนได้ทดลองแนวทางเหล่านี้ในพื้นที่บางแห่ง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู และเชิญคุณครูมาเข้าร่วมอบรมเพื่อเป็นคุณครูรุ่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ต่อไป</p>



<p>“แต่เราจะต้องพึงสังวรณ์ไว้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน และอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและข้อท้าทายมากมาย แต่ก็เพราะปัจจัยอันแสนยุ่งยากและความพยายามเหล่านี้ นักการศึกษาทั้งหลายจึงต้องตื่นตัวที่จะทำงาน และยืนยันว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพัฒนาต่อไป” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่</strong></h2>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เริ่มบรรยายจากการอ่านกลอนที่ชื่อ ‘<em>นางฟ้าไร้เลือด</em>’ เพราะเธอต้องการที่จะชวนพูดคุยลึกลงไปในประเด็นความคิดสร้างสรรค์ และนี่คือส่วนหนึ่งจากกลอนที่เธออ่าน</p>



<p><em>ชีวิตของคน โดนความจนกระทำเช่นไร</em></p>



<p><em>สุดท้ายความคิดไม่รู้ทิศของฉันไปโผล่ในที่สักแห่งหนได้</em></p>



<p><em></em><em>ฉันมอบเสียงให้พวกเขา มอบของขวัญของโลกใบนี้</em></p>



<p><em>ฉันคือใครที่เป็นตัวแทน ฉันทำงานสุดแสนเพื่อความยุติธรรมของสังคม สันติสุข และความยั่งยืน</em></p>



<p>“ฉันไม่อยากที่จะนำเสนอแนวคิดแบบทวิลักษณ์เพราะไม่อยากจะบอกให้เราเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่ง ฉันไม่ได้บอกว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นในระนาบเดียว แต่อยากจะนำเสนอว่าเราอาจจะต้องเลิกเน้นบางเรื่องเพื่อไปเริ่มต้นเน้นกับบางเรื่องแทน” ศาสตราจารย์ฮิลลารีเอ่ย</p>



<p>เธอนำเสนอประเด็นที่สำคัญรอบๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่เรียกให้เราตั้งคำถามกับวิธีคิดแบบเก่า 3 ประเด็นหลักด้วยกัน นั่นคือ การเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Creative Leadership for Change) หลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Teaching Learning and Curriculum) และการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ (Creative continuous professional development and learning (CPDL)) ซึ่งทั้งหมดนี้ไล่เรียงแนวคิดที่ลึกซึ้งของปัญหาการศึกษาที่ไม่ได้ซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป และเสนอว่าเราควรจะเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเรื่องการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ และเข้าถึงทุกชีวิตให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและดีงามอย่างไร</p>



<p>ด้านการเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง ศาสตราจารย์ฮิลลารีเสนอว่าเราควรจะเลิกน้อมนำสันติภาพเชิงลบ (negative peace) และการรักษาความสงบสุขที่หลายโรงเรียนบังคับใช้ ดังเช่นที่เราเห็นจากการที่มีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความสงบคอยป้องกันการทะเลาะกันของเด็ก หรือมีกฎมากมายที่ออกมาเพื่อบังคับควบคุมในชั้นเรียน เพราะมันไม่สามารถสอนเรื่องความรุนแรงทางอ้อม (indirect violence) ให้กับเด็กได้</p>



<p>เธอยังกล่าวอีกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (cultural violence) นั้นอาจจะนำเราไปในทิศทางที่ทำให้เรามองไม่เห็นความอยุติธรรมในสังคม ในขณะที่เราเองก็เชื่อมั่นและรู้สึกว่างานการศึกษาที่ทำอยู่ คืองานที่ทำเพื่อความเท่าเทียมหรือเพื่อขับเคลื่อนสังคม&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเราจึงควรน้อมนำสันติภาพเชิงบวก (positive peace) เพื่อออกแบบการสร้างสันติภาพแบบใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและเข้าถึงทุกคน</p>



<p>แต่นั่นอาจจะต้องใช้การลงแรงลงใจในการทำงานเพื่อสร้างภาษาและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดสันติภาพเชิงบวกในระดับที่เป็นสันติภาพจากภายใน ทำให้ผู้เรียนสามารถสานสัมพันธ์กับผู้อื่น พัฒนาไปถึงระดับชุมชน ระดับชาติ และท้ายที่สุดคือระดับสากล</p>



<p>เราควรจะเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ว่า การศึกษาต้องสนับสนุนให้เรามีจินตนาการทางศีลธรรม (moral imagination) มากกว่าการทำธุรกิจการศึกษาไปตามปกติ (business as usual) เพราะจินตนาการนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เรานึกถึงโลกและสังคมที่ดีขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>และท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อปฏิรูปการศึกษา</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าวไว้อย่างงดงามว่า เราควรจะเปลี่ยนแปลงคอนเซ็บของแนวคิดของการศึกษาในฐานะวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว (monoculture) ไปสู่การศึกษาที่จะต้องฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา (rewilding) เนื่องจากว่า “เมื่อเราพูดถึงงานการศึกษา เราต้องปล่อยให้ดอกไม้เบ่งบานมากกว่าการออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว แต่คาดหวังว่ามันจะเหมาะกับเด็กทุกคน เพราะมันจะบีบรัดการเจริญเติบโตและความคิดสร้างสรรค์จนไร้ลมหายใจ และสุดท้ายมันจะทำให้เราอ่อนเปลี้ย”</p>



<p>นอกจากนั้น เรายังต้องรวมตัวกันเพื่อปฏิรูปการทำงานของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีต่อแนวคิดสมัยใหม่ (modernity) การใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลาง ความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งแนวคิดมนุษยนิยม (humanism)&nbsp;</p>



<p>เราควรปรับใช้แนวคิดหลังสมัยใหม่ (post-modernity)&nbsp; ความจริงที่หลากหลาย และแนวคิดหลังมนุษยนิยม (post-humanism)&nbsp; หรือแม้กระทั่งมนุษยสมัยหรือแอนโทรโพรซีน (Anthropocene) กับการศึกษา เพราะยุคเรืองปัญญาได้ปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการใช้เหตุผลไว้กับมนุษย์อย่างแน่นแฟ้น หล่อหลอมให้เราเชื่อถือในความคิดแบบภววิสัยหรือรูปธรรม มากกว่าการใช้ประสบการณ์หรือแนวคิดแบบอัตวิสัยอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวผ่านภูมิปัญญาที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า</p>



<p>“เราสามารถเรียนรู้จากเพื่อนของเราที่มาจากประเทศจีน ลัทธิเต๋า (Taoism) ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) พุทธศาสนา ธรรมเนียมปฏิบัติแบบฮินดู โยคะแบบดั้งเดิม และศาสตร์ต่างๆ ที่สอนเรื่องสันติภาพและการปรองดองกัน มากกว่าจะสอนว่าสันติภาพคือความมั่นคงและสังคมที่ไร้การต่อสู้ระหว่างกัน&nbsp;</p>



<p>เราถึงจะคิดอย่างแตกต่างได้ว่า การเป็นมนุษย์นั้นต้องเป็นอย่างไร การดำรงอยู่ในสันติภาพเป็นอย่างไร เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุนทรียะแห่งความงาม สันติภาพ และการปรองดอง” ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าว</p>



<p>ในด้านหลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ เราสามารถนำคอนเซ็บที่คล้ายๆ กันกับหลายประเด็นที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นมาปรับใช้ ศาสตราจารย์เสนอให้เราขยับออกจากการเรียนเพื่อเป็นเลิศทางอภิปรัชญาไปสู่การเคารพธรรมชาติในฐานะอาจารย์ของเรา หรือขยับออกจากหลักสูตรแบบยึดยุโรปเป็นศูนย์กลางไปสู่หลักสูตรที่ปลดแอกออกจากความเป็นอาณานิคม ด้วยการเรียนรู้ผ่านภูมิปัญญา และท้ายที่สุดคือขยับออกจากการศึกษาที่สอนและรับรองแต่ชนชั้นสูง ไปสู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้</p>



<p>เยาวชน นักเรียน เด็ก วัยรุ่น ไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าอะไรก็ตาม คนเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย พวกเขาเป็นพลเมืองของการศึกษาที่มักจะถูกตรวจสอบและถูกพร่ำบอกให้ท่องจำ มากกว่าบอกว่าเราควรปรับใช้ทัศนคติที่นำเอาศิลปะเข้ามาช่วยดำเนินชีวิต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงประเด็นเหล่านี้ต้องยกเครื่องตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ซึ่งวิชาด้านวิทยาศาสตร์ก็มิใช่ข้อยกเว้น</p>



<p>ในประเด็นสุดท้าย ศาสตราจารย์ฮิลลารีบรรยายถึงการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ไว้ว่า เราต้องเลิกมองว่าคุณครูเป็นเครื่องมือ แต่เป็นปัญญาชนและนวัตกรของสังคม เลิกมองว่าคุณครูเป็นผู้บริโภคงานวิจัย แต่เป็นครูผู้สร้างและผลิตงานวิจัย เลิกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อสังคม </p>



<p>เมื่อดำเนินมาถึงช่วงท้ายของเสวนา ศาสตราจารย์สรือสะท้อนเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในชนบทของประเทศจีนไว้ว่า จีนยังขาดความเข้าใจเรื่องคุณภาพของการศึกษาเพราะไม่มีการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน&nbsp;</p>



<p>การจัดอบรมที่หลากหลาย รูปแบบการสอน และการพัฒนาข้อมูลยังคงเป็นการบ้านชิ้นภูเขาที่หน่วยงานต่างๆ ต้องพยายามอย่างหนักในการออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ศาสตราจารย์ฮิลลารีเลือกที่จะมีความหวังว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง เธอจินตนาการเรื่องโรงเรียนและการศึกษามาตลอดระยะเวลาในวิชาชีพ และยังให้ตัวอย่างที่ชัดเจนกับเราว่า โรงเรียนจะสามารถเป็นแบบใดได้บ้าง</p>



<p>“ฉันมีความคิดที่สุดโต่งอย่างมากๆ ว่าเราจะคิดถึงการศึกษาในรูปแบบของการเรียนการสอนของชีวิตได้อย่างไร ซึ่งหมายความง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีสิทธิเลือกว่าเขาอยากจะใช้เวลาของเขาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น เราจะอนุญาตให้เยาวชนตัดสินใจเองได้ไหมว่าพวกเขาอยากจะมาโรงเรียนภายหลังเพราะร่างกายกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธ์</p>



<p>เราอยากจะทดแทนโรงเรียนด้วยมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาสุดทันสมัยที่นักเรียนวัย 8 ขวบ อาจจะมานั่งข้างๆ นักเรียนวัย 80 ปีในคาบเรียนคณิตศาสตร์หรือเปล่า หรือเราอยากที่จะให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ ในบ้านพักคนชรา ในแกลเลอรีศิลปะ หรือในร้านค้าต่างๆ ที่มีผู้ใหญ่หลายช่วงอายุเป็นผู้เรียน</p>



<p>แต่เมื่อฉันมองแนวคิดของระบบการศึกษาทั่วโลก ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ล้าหลังไปเพียงหลักปี แต่เป็นหลักทศวรรษ</p>



<p>ดังนั้นฉันจึงอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง และคิดว่าถึงเราจะไม่ได้ลงมือทำมันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดีเพราะเราเริ่มจะเห็นวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศและเหตุการณ์อื่นๆ ที่อุบัติขึ้นในโลกแล้ว”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-030124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jan 2024 02:33:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Co-Creating Next Generation]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75911</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หลายคนที่โตมากับการเรีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-030124/">ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หลายคนที่โตมากับการเรียนการสอนแบบท่องจำอาจรู้สึกว่าเป็นทักษะที่ไกลตัวพอสมควร เนื่องจากไม่ได้ถูกสอนให้ฝึกฝนในรั้วโรงเรียน แต่รู้ไหมว่า ความคิดสร้างสรรค์ถูกยกให้เป็นเป็นทักษะสำคัญกับเยาวชนทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 และมันไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนทำงานศิลปะ ความบันเทิง และสายครีเอทีฟอีกต่อไป</p>



<p>ในการประชุม Creativity in Education Summit 2023 หรือ CES 2023 ที่ผ่านมา หนึ่งในเซสชั่นที่ดึงดูดความสนใจของเราอยู่หมัดคือ The Power Of Creativity วงสนทนาของ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จากประเทศไทย, Alix Dufour ผู้จัดการแบรนด์ด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์เครื่องเขียน BIC และ Vlad Glăvenu ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Dublin City University และศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ University of Bergen ได้มานั่งคุยกันถึงพลังของความครีเอทีฟ แตะไปจนถึงบทบาทของความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับเยาวชน</p>



<p>ใครที่พลาดทอล์กนี้ไป เราขอสรุปประเด็นสำคัญมาให้ฟัง อ่านจบแล้วมุมมองที่คุณมีต่อคำว่าความคิดสร้างสรรค์อาจเปลี่ยนไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลกในศตวรรษที่ 21</strong></h2>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จุดประเด็นเป็นคนแรก เกริ่นก่อนว่างานของ กสศ.ก่อนหน้านี้คือการบริหารเงินลงทุนสาธารณะเพื่อพัฒนามนุษย์ ผ่านการพัฒนางานวิจัยที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีที่นำไปสู่หนทางแก้ไขปัญหาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในไทยทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ จนถึงตอนนี้ กสศ. สามารถช่วยเหลือเด็กๆ ได้มากกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งเป็นเด็กๆ ที่ยากจน ขาดโอกาส และเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา&nbsp; และทำให้พวกเขาสามารถเรียนต่อได้จนถึงระดับ ปวช. จนถึงปริญญาตรีสำเร็จ&nbsp;</p>



<p>ในมุมมองของไกรยส ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์คือหนึ่งในทักษะที่สำคัญไม่แพ้ทักษะอื่นๆ ที่ผู้ใหญ่ควรสอนเด็ก โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงหนังสือเรียน เครื่องมือใหม่ๆ หรือห้องเรียนแบบ Smart Classroom ได้ยาก ความคิดสร้างสรรค์จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองเพื่อนำทางตัวเองให้ออกมาจากคุณภาพชีวิตแบบเดิม นั่นคือเหตุผลที่ กสศ. มีโปรเจกต์ร่วมกับ OECD เพื่อพัฒนาเครื่องมือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อใช้พัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p>Alix Dufour ผู้จัดการแบรนด์ด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ที่ BIC แบรนด์เครื่องมือที่มอบโอกาสให้นักสร้างสรรค์ทั่วโลกได้แสดงความครีเอทีฟมาตลอด กล่าวว่า BIC ให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ยุคปี 1950 ผ่านการผลิตสินค้าที่ราคาย่อมเยา ทุกคนเข้าถึงได้ มันคือจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเรา ปากกาของพวกเขาไม่เพียงแค่ใช้เขียน แต่ยังเป็นการแสดงตัวตนและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ศิลปะได้พัฒนาตัวเอง มากกว่านั้น BIC ยังสร้าง BIC Foundation ในปี 2016 ที่จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กด้อยโอกาส เพราะ BIC มองว่าเมื่อมีความคิดสร้างสรรค์ เราจะสามารถมีสกิลยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกได้ และจะสามารถพบทางออกของทุกปัญหาในชีวิต&nbsp;</p>



<p>คนสุดท้ายในวงสนทนาวันนี้คือ Vlad Glăvenu ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Dublin City University และศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ University of Bergen และผู้ก่อตั้งเครือข่าย Possibility Studies ที่โฟกัสกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ บอกว่าความคิดสร้างสรรค์คือหนึ่งในเครื่องยนต์ของการพัฒนามนุษย์ มากกว่านั้น มันยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและสังคมอีกด้วย เขาเห็นด้วยกับ ดร.ไกรยสที่บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์ช่วย ‘สร้าง’ คนในหลากหลายเส้นทาง เปิดโอกาสให้เราได้เล่นสนุกกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ รวมถึงทำให้เราได้มีจริยธรรมในการสร้างสรรค์เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>วลาดยังบอกว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีข้อดีมากมาย แม้บางครั้งเราจะไม่ได้สร้างสรรค์งานได้ง่ายๆ แต่เรารู้ว่ามันช่วยในขั้นตอนการพัฒนามนุษย์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์ยังช่วยให้เรามีมุมมองอันกว้างขวาง เป็นคนใจกว้าง และโอบรับความหลากหลายและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยสินค้าและโครงการสุดครีเอทีฟ</strong></h2>



<p>เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่ กสศ. ได้จับมือกับโรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง ครูกว่า 10,000 คน และนักเรียนกว่า 100,000 คน เพื่อถ่ายทอดคอนเซปต์และเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ เช่น การใช้รูบิก โดยปรับบริบทให้เข้ากับประชาชนคนไทย และพัฒนาคอร์สฝึกอบรมครูรวมไปถึงพัฒนาหลักสูตรวิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วรรณกรรม และอีกมากมาย</p>



<p>หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโครงการที่ปั้นให้เด็กๆ ได้เป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจของตัวเอง กสศ. มอบหมายภารกิจให้เด็กๆ จับกลุ่มรวมกันเพื่อสร้างสรรค์สินค้าของตัวเองออกมาขายจริงๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่ได้ยกระดับแค่ความครีเอทีฟของเด็กเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กๆ ได้รู้จักตลาด เรียนรู้ลักษณะของการขายของผ่านช่องทาง E-Commerce และมอบโอกาสให้เขาสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ด้วย ทำให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เพื่อผลักดันให้ตัวเองหลุดออกจากความยากจน นี่คือกรณีตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในสังคม</p>



<p>ในอนาคต กสศ.ยังพยายามขยายโปรแกรมเหล่านี้ให้ไปสู่เด็กๆ ทั่วประเทศผ่านหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรและสื่อสารกับรัฐบาลชุดใหม่</p>



<p>อัลลิกซ์แห่ง BIC เล่าในมุมของแบรนด์บ้างว่า ปากกาของพวกเขานั้นไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการเขียน แต่คือสื่อกลางในการสร้างสรรค์งาน BIC อยากสนับสนุนงานศิลปะของนักสร้างสรรค์ทั่วโลก พวกเขาจึงก่อตั้งคลังสะสมงานศิลปะของตัวเองขึ้นราว 20 ปีก่อน เพื่อซื้องานศิลปะเหล่านั้นมาเก็บไว้ นอกจากนั้น แบรนด์ยังมีการจัดประกวด BIC Art Masters Africa ตั้งแต่ปี 2018 ให้นักสร้างสรรค์ในภูมิภาคได้มาแข่งขันครีเอตงานด้วยปากกาแบรนด์ BIC เพื่อชิงเงินรางวัล และมีโครงการสนับสนุนเงินทุนให้กับเด็กๆ ที่พัฒนาตัวเองผ่านงานศิลปะอีกด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนทำงานด้านการศึกษา และภารกิจยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียน</strong></h2>



<p>แม้ผู้บรรยายทั้ง 3 จะทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานในรั้วโรงเรียนเสียทีเดียว Tia Loukkola พิธีกรผู้ชวนคุยในวงเสวนาครั้งนี้ จึงขอคำแนะนำจากบุคคลทั้ง 3 ว่าหากเราอยากยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียนบ้าง คนทำงานด้านการศึกษาควรเริ่มจากตรงไหน</p>



<p>อัลลิกซ์ออกตัวว่า ในฐานะผู้ดูแลแบรนด์เครื่องเขียน อาจจะยากสำหรับเขาสักนิดที่จะให้คำแนะนำกับคนทำงานด้านการศึกษา แต่หากมีอะไรที่เธอพอจะแนะนำได้ &nbsp; เธอมองว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมายเคยล้มเหลวกับระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม อัลลิกซ์คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สถานศึกษาจะโอบรับเหล่าคนครีเอทีฟและทุกๆ คนเข้ามาอยู่ในระบบ BIC มองว่าเยาวชนทุกวันนี้คือแรงงานในอนาคต เพราะฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่ชุมชนของเราจะสร้างสะพานเชื่อมจากโรงเรียนไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม มากกว่านั้นคือควรสร้างคอมมูนิตี้ที่ครีเอทีฟเพื่อให้พวกเขาสามารถฝึกฝนตนเองได้ และแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่ดีที่สุดให้แก่กันและกัน</p>



<p>วลาดเสริมว่า หนึ่งในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานกับครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คือหนทางที่จะทำให้เกิดบรรยากาศและวัฒนธรรมของความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียนได้ เราต้องมี ‘ก้าวเล็กๆ’ แต่สำคัญ นั่นคือการทำอะไรที่แตกต่างออกจากสิ่งที่เคยทำตามกันมา เช่น การบิดคำถามหรือตั้งคำถามให้ต่างจากเดิม เพื่อให้เด็กๆ และครูอาจารย์ได้ครุ่นคิดสงสัย และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเดียวกัน ก้าวเล็กๆ เหล่านี้แหละที่จะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่เราต้องทุ่มเทเวลาและความพยายามกันมันสักนิด</p>



<p>สุดท้าย ดร.ไกรยส ในฐานะของหน่วยงานที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทย เขายอมรับว่าเมื่อเขากล่าวถึงหลัก OECD กับโรงเรียนไทย บุคลาการทางการศึกษาหลายคนเริ่มมีอาการหวาดหวั่นเพราะมันใหม่มาก&nbsp; แต่นั่นแหละคือก้าวที่เขามองว่าสำคัญ เพราะก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างคือการโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ไอเดียใหม่ และเครื่องมือที่ไม่เคยใช้</p>



<p>ดร.ไกรยสยังมองว่า การสอนแบบเดิมๆ ของครูที่ถ่ายทอดความรู้และข้อมูลให้เด็กแบบดั้งเดิมนั้นใช้ในปัจจุบันไม่ได้อีกแล้ว ครูควรถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่เด็กๆ สามารถคิดต่อได้ รวมถึงทักษะที่ทำให้เด็กสามารถทำงานเป็น โดยเฉพาะกับเยาวชนที่พื้นฐานบ้านไม่ได้ดีมาก แต่พวกเขาก็มีศักยภาพในการเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต&nbsp;</p>



<p>ทว่าก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้ ดร.ไกรยสแนะนำให้ครูใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการปลดล็อกศักยภาพของเด็ก และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงตัวเขาเข้ากับสิ่งอื่นๆ จะทำให้เขานั้นเติบโตมาเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างธุรกิจที่ครีเอทีฟ เต็มไปด้วยไอเดียสดใหม่ ขอเพียงเหล่าครูอาจารย์นั้นช่วยพวกเขาให้เดินไปด้วยกัน และมั่นใจว่าความคิดสร้างสรรค์จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเด็ก สังคม และระบบการศึกษาได้จริงๆ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-030124/">ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-191223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 05:32:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75492</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในทั่วทุกมุมโลก ทั้งเสียงเรียกร้องจากผู้เรียนและผู้สอนไป จนถึงเสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษา เราทุกคนต่างรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบระเบียบปัจจุบันจะต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ที่ดีกว่า แต่แทบไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่า เราจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร</p>



<p>อย่างไรก็ดี เราได้เดินทางมาถึง ‘ก้าวสำคัญ’ ที่สามารถนำไปสู่คำตอบที่เราตามหาแล้ว ณ การประชุม ‘Creativity in Education Summit 2023’ (CES 2023) ที่ซึ่งบทสนทนาได้ขยับขยายจากการอภิปรายข้อมูลภาคทฤษฎีและไปสู่การหารือกลยุทธ์ภาคปฏิบัติที่สามารถทำได้จริง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กับไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่ได้เพียง ‘เรียกร้อง’ และ ‘ยืนยัน’ ว่าความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงวิธีการที่เราจะสามารถนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการศึกษาได้จริง</p>



<p>หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่ริเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญนี้ คือ<strong> อันเดรียส ชไลเชลอร์ </strong>ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ และที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายการศึกษาของเลขาธิการทั่วไปที่ขึ้นตรงกับสำนักงาน OECD ในปารีส เขาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่คอยวิเคราะห์และให้แนะนำด้านนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม ในระหว่างการประชุม เขานำเสนอกรณีศึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศสมาชิก OECD ใช้ในการปลูกฝังความสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ลงในระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc1072"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/5165.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Andreas Schleicher (ภาพ: <a href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2017/apr/02/the-guardian-view-on-the-uses-of-literacy-knowing-how-you-know" target="_blank" rel="noopener" title="Christian Sinibaldi/The Guardian">Christian Sinibaldi/The Guardian</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อันเดรียส ขึ้นต้นด้วยอ้างอิงถึงสำรวจที่ที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นว่า ทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียนที่อายุ 15 ปีโดยเฉลี่ยนั้นต่ำกว่าเด็กที่มีอายุ 10 ปีเสียอีก แม้ปัจจัยทางพัฒนาการอาจมีผลต่อตัวเลขสถิตินี้ แต่อีกนัยหนึ่ง ความคาดหวังของระบบการศึกษาที่บีบให้นักเรียนปฏิบัติตามกฎระเบียบ ก็อาจมีส่วนทำให้ความใคร่รู้และความคิดสร้างสรรค์ลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ในระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74f7e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/pexels-photo-8612992.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://www.pexels.com/photo/children-doing-arts-and-crafts-at-school-8612992/" target="_blank" rel="noopener" title=""> Yan Krukau/Pexels</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<em>ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผมรู้สึกใจสลายที่ได้เห็นว่าเรากำลังสอนวิชาวิทยาศาสตร์เหมือนการเผยแพร่ศาสนา เราโน้มน้าวเยาวชนให้เชื่อในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และให้พวกเขาทำแบบฝึกหัด ก่อนจะลงเอยด้วยการทดสอบความจำ นั่นไม่ใช่วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เลย หัวใจวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถามกับหลักคิดของยุคสมัยต่างหาก</em>” อันเดรียสกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะนี่คือโลกที่เต็มไปด้วย ‘เหตุแห่งการชะงักงัน’</strong></h2>



<p>อันเดรียส ได้กล่าวถึงความท้าทายของการที่โลกต้องเผชิญหน้ากับเหตุแห่งการชะงักงันอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ระดับโลกต่างๆ เหล่านี้ล้วนอาศัยการแก้ไขที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าทั้งสิ้น นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อความสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง</p>



<p><strong>1. การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI): </strong>ความจริงที่ประการหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือความก้าวหน้าของ AI ที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ และผลกระทบที่ตามมาต่อบางสายอาชีพ เช่น งานในระบบโรงงานอุตสาหกรรม งานกรอกข้อมูล งานสายการบริหารจัดการ และงานในระบบขนส่ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ AI จะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น แม้จะเก่งเรื่องการสืบค้นข้อมูลยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ก็ยังด้อยกว่ามนุษย์อยู่มาก หากพูดถึงทักษะการสนทนาแบบไม่จำกัดหัวข้อ (Open Domain Conversation)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a493a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1686191129343-3797314efc6b.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://unsplash.com/photos/the-open-ai-logo-is-shown-on-a-black-background-xS83vCmnWog" target="_blank" rel="noopener" title=""> Mojahid Mottakin/Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>2. คลังข้อมูลสารสนเทศที่กำลังทะลักล้น: </strong>ความท้าทายในการสืบค้นข้อมูลในโลกปัจจุบัน อันเนื่องมาจากปริมาณข้อมูลที่ล้นทะลัก ทำให้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการในการได้มาซึ่งความรู้ จากเดิมที่เพียงสังเคราะห์ข้อมูลจากตัวบท กลายเป็นตอนนี้เราต้องประกอบสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเองอย่างรอบคอบ ในการที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยทักษะการสืบค้นทางดิจิทัล</p>



<p><strong>3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): </strong>ถือเป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันว่า มนุษยชาติมีรอยเท้านิเวศน์ (Ecological Footprint) ขนาดมหึมา อันสืบเนื่องมาจากวิถีชีวิตที่ไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน คำถามสำคัญปรากฏขึ้นในโมงยามอันเร่งด่วนนี้ คือแล้วใครกันที่จะเป็นเสียสละยอมเป็นผู้นำด้านการปรับตัว การโน้มน้าวผู้คนและสถาบันต่างๆ ให้ตระหนักถึงความสามารถและความรับผิดชอบของตนเองในการเปลี่ยนแปลงโลกถือเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญ และการแก้ไขปัญหาระดับนี้ ก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ความพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรค และกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเพื่อบรรเทาและปรับตัวต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>



<p>นอกจากความกังวลที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นอีกหลายประการ เช่น อัตราการเติบโตของ ‘สังคมสูงอายุ’ ในหลายประเทศ โรคระบาดใหม่ๆ ดังเช่น COVID-19 ที่อุบัติขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรวมถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (Economic Shocks) ที่จะวนกลับมาเสมอในทั่วทุกมุมโลก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่จะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ?</strong></h2>



<p><strong>1. การปลูกฝังให้ผู้เรียนมี ‘ศักยภาพกระทำการ’:</strong> ตามคำนิยามในทางสังคมวิทยา คำว่า ศักยภาพกระทำการ (Agency) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการครอบครอง หรือการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจและทรัพยากร เพื่อที่จะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง บุคคลที่ถือว่ามีศักยภาพกระทำการ คือคนกระทำการต่างๆ โดยมีแรงจูงใจมากจากตนเอง อยู่ในการควบคุมของตนเอง ไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันจากข้อจำกัด</p>



<p>อันเดรียสเชื่อว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘ศักยภาพกระทำการ’ คือเหรียญอีกด้านหนึ่งของกันและกัน โดยที่วิธีจัดการเรียนการสอนในระบบการศึกษายุคปัจจุบัน คือสิ่งที่พรากความสามารถในการรับรู้ถึงศักยภาพกระทำการของตนเองไปจากนักเรียน ด้วยการบังคับให้เขาอยู่ในกรอบและจำกัดอิสรภาพทางความคิด</p>



<p>หลักฐานที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งปรากฏในผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักเรียนต่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอจะกระทำการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b781c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1552799446-159ba9523315.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  <a href="https://unsplash.com/photos/person-holding-there-is-no-planet-b-poster-ycW4YxhrWHM" target="_blank" rel="noopener" title="">Li-An Lim /Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงศักยภาพกระทำการของตนเอง เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน อีกทั้งยังอาศัยความอดทนและความต่อเนื่อง โดยวิธีการส่งเสริมอิสระภาพและความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะที่พวกเขากำลังเติบโต ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ด้วยการเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้จักมีความคิดริเริ่ม รู้จักตัดสินใจ และปลูกฝังให้พวกเขารับรู้ถึงอำนาจในการควบคุมการกระทำของตนเองตั้งแต่ยังเด็ก</p>



<p><strong>2. การบ่มเพาะทัศนคติแบบ ‘Growth Mindset’:</strong> ผลสำรวจเกี่ยวกับ Growth Mindset ของนักเรียนชี้ให้เห็นว่านักเรียนจำนวนมากจากหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย เชื่อว่าความฉลาดเป็นพรสวรรค์ที่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในทางกลับกัน ผลสำรวจในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีผลคะแนน PISA ในระดับดี พบว่านักเรียนจำนวนมากเชื่อมั่นว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ หากขยันเรียน นี่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Growth Mindset กับอัตราความสำเร็จทางการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เรียน</p>



<p>จะเห็นได้ว่าทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการที่จะกระตุ้นทัศนคติดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราอาจต้องพิจารณามุมมองที่เรามีต่อวิชาต่างๆ และความเกี่ยวข้องของวิชาเหล่านี้กับความสร้างสรรค์เสียใหม่ คนจำนวนมากมักเหมาเอาว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะสำหรับวิชาศิลปะเท่านั้น ทำให้พวกเขาเผลอละเลยความจริงที่ว่าความคิดสร้างสรรค์ก็สำคัญต่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์</p>



<p><strong>3. การขยับขยาย ‘กะลาใบเล็ก’ ที่ครอบเราไว้ในนามของ ‘หลักสูตร’:</strong> หลักสูตรที่ใช้ในโลกทุกวันนี้คือผลผลิตของการค่อยๆ สั่งสมความรู้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่นั่นกลับนำไปสู่ภาวะ ‘แออัดยัดเยียด’ ของข้อมูล ตัวอย่างเช่นในวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนอายุ 15 ปีซึ่งอยู่ในวัยมัธยมต้น มักต้องใช้ชีวิตอยู่กับการจดจำสูตรและสมการต่างๆ โดยหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญมากในชั้นเรียนระดับนี้คือ ‘ตรีโกณมิติ’</p>



<p>หากพิจารณาจากสถานการณ์ข้างต้น หลายคนอาจเข้าใจว่าตรีโกณมิติจะต้องเป็นบทเรียนรากฐานสำคัญในการคณิตศาสตร์แน่ๆ หลักสูตรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญมากถึงเพียงนี้ แต่ในความเป็นจริง ตรีโกณมิติเป็นเพียงสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้มีความจำเป็นมากมายไปกว่าคณิตศาสตร์แขนงอื่นๆ เลย ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องคำนวณสูตรตรีโกณเองอีกต่อไปแล้ว ด้วยอานิสงส์ของเทคโนโลยีที่เรียกว่าเครื่องคิดเลข และนั่นได้นำไปสู่คำถามสำคัญคือ เหตุใดในปัจจุบัน บุคลากรในระบบการศึกษายังคงยืนกรานที่จะบังคับให้นักเรียนท่องจำสูตรคำนวณเหล่านี้อยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-176a6c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/anoushka-p-f1YfrZ1o2r8-unsplash-696x464-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  Anoushka Puri/Unsplash)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการปฏิรูปโครงข่ายการศึกษาทั้งหมดเป็นจะต้องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอาศัยองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ แม้ว่าข้อเสนอของอันเดรียสจะฟังดูมีศักยภาพ แต่แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีทางออกที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกระบบการศึกษาในโลกได้เหมือนยาวิเศษ และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่เราจำเป็นจำต้องมีงานเสวนาอย่าง CES 2023 เพราะการรวมตัวในลักษณะนี้คือแพลตฟอร์มสำคัญที่จะรวบรวมเอาบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้นำในสถานศึกษา และนักกำหนดนโยบายจากทั่วโลก มาร่วมหารือการทำงาน แบ่งปันมุมมองที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาร่วมกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-131223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Dec 2023 04:07:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[Joao Costa]]></category>
		<category><![CDATA[CES 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75216</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในโลกการศึกษา คือหลักสูตรและโครงสร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-131223/">ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในโลกการศึกษา คือหลักสูตรและโครงสร้างอันเข้มงวด ที่ทำให้กิจกรรมการคิดแบบปลายเปิดและสร้างสรรค์ถูกละเลยอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังบีบให้ผู้เรียนต้องดิ้นรนเพื่อความสำเร็จทางการศึกษาที่วัดผ่านการสอบ ระบบการศึกษาที่จัดลำดับความสำคัญให้ยึดผลการประเมินเหล่านี้เป็นมาตรฐานหลัก มักนำไปสู่การสืบทอดวัฒนธรรมการ ‘เรียนเพื่อสอบ’ โดยที่ผู้สอนเน้นนำเสนอติวเนื้อหาสำหรับสอบโดยเฉพาะ จนไม่เหลือเวลาในห้องเรียนสำหรับการเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่าง หรือปลูกฝังทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีจินตนาการ ทั้งที่ 2 สิ่งนี้ต่างเป็นส่วนผสมสำคัญของการศึกษาที่สมบูรณ์รอบด้าน</p>



<p>ฌูเวา คอสตา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของโปรตุเกส ควบตำแหน่งศาสตราจารย์ภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโนวา (Universidade Nova) กรุงลิสบอน ผู้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อไรก็ตามที่คนในสังคมถกเถียงกัน เกี่ยวศักยภาพของ ‘ทักษะคิดสร้างสรรค์’ ในระบบการศึกษา เรามักตกเป็นเหยื่อของการคิดแบบตรรกะวิบัติที่เรียกว่า ‘False Dichotomies’ หรือ ‘ทวิบถเท็จ’</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa16cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/joao_costa.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">João Costa (ภาพ:<a href="https://ces.gioct.org/" target="_blank" rel="noopener" title=""> CES 2023’s Official Website</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อธิบายง่ายๆ เช่น คนเรามักเผลอคิดว่าการออกแบบหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนมีความสุข อาจส่งผลให้หลักสูตรนั้นๆ ขาดความเอาจริงเอาจัง บ้างก็เชื่อการสนับสนุนความหลากหลาย อาจทำให้โรงเรียนสูญเสียความเป็นเลิศไป สมมุติฐานที่เกิดจากการตั้งข้อจำกัดทางเลือกแบบผิดๆ เหล่านี้ ได้สร้างภาพลวงให้เรารู้สึกว่าต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งในความเป็นจริงแล้วเราสามารถทำให้ทั้ง 2 เป้าหมายเป็นจริงได้พร้อมๆ กัน เพราะเราสามารถสร้างหลักสูตรที่มุ่งเน้นทั้งความสุขและความมานะบากบั่นของผู้เรียนไปพร้อมกันได้ เช่นเดียวกับการที่สถานศึกษาสามารถสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียความเป็นเลิศทางวิชาการเสมอไป</p>



<p>การที่เราหันหน้ามาพูดคุยกันเรื่องทักษะการคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณในการศึกษา คือโอกาสที่เราจะสามารถทลายภาพจำเดิมๆ เหล่านี้ ฌูเวาได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยการเสนอ 11 เหตุผลสำคัญที่เราควรปฏิรูประบบการศึกษา ด้วยการโปรโมตทักษะคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ โดยแตะไปยังหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ความท้าทายในการนำนโยบายมาใช้จริงในชีวิตประจำวันของครูและนักเรียน รวมถึงการริเริ่มของรัฐบาลโปรตุเกสในการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>1. การปะทะกันของภาพจำ ‘นักเรียนดียุคเก่า’ และ ‘นักเรียนดียุคใหม่’</strong></h2>



<p>หากพูดถึงภาพจำของนักเรียนในอุดมคติตามขนบของยุคก่อน เรามักนึกถึงผู้เรียนที่มีบุคลิกนิสัยสงบเสงี่ยม ไม่โต้ตอบ (Passive) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้รอบด้านและมีการแข่งขันที่สูง อย่างไรก็ดี ผู้เรียนแบบที่เราคาดหวังในฐานะผลลัพธ์จากการศึกษา คือผู้ที่มีความคิดริเริ่มและรู้จักลงมือทำ (Active) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทักษะและลักษณะนิสัยที่บ่มเพาะได้จากการกดดันให้เด็กทำตัวนิ่งเงียบเรียบร้อยในห้องเรียนอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>การปลูกฝังความสร้างสรรค์และทักษะการคิดนอกกรอบนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมาก การกระตุ้นนักเรียนให้สามารถพัฒนาตนเองออกจากความคาดหวังเดิมๆ ที่ล้าสมัยนี้ ฌูเวายกตัวอย่างความพยายามของโปรตุเกส ในการสร้างเครื่องมือที่สนับสนุนการคิดแบบสร้างสรรค์และทักษะในการแก้ปัญหาของนักเรียน ซึ่งจะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรแกนกลางที่เด็กๆ ชาวโปรตุเกสจะได้ใช้เรียนในอนาคตอันใกล้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>2. เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคเก่าก่อน</strong></h2>



<p>ลองนึกถึงนักวิทยาศาสตร์หรือนักปรัชญาจากยุคโบราณ อย่างกาลิเลโอ โสกราตีส หรือเพลโต เจ้าของหลักการแนวคิดที่ยังปรากฏในตำราเรียนจนถึงทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาถึงการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของคนเหล่านี้ ก็จะรู้ว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จจากการท่องจำเนื้อหาที่มีคนสอนมา แต่เป็นความใคร่รู้ของพวกเขาต่างหาก ที่นำพาพวกเขาไปสู่การตั้งคำถามที่แปลกใหม่ หรือทำการทดลองทฤษฎีใหม่ๆ ฌูเวาคิดว่าการที่โรงเรียนเน้นการฝึกให้ผู้เรียนทำชิ้นงานคล้ายกันซ้ำๆ เรียนหนังสือแบบรูทีน และสอนแบบท่องจำ คือการทำลายจิตวิญญาณแห่งวิทยาศาสตร์เอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7f985e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/The_School_of_Athens.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โสกราตีส (ซ้าย) และเพลโต (ขวา) ในภาพจิตรกรรม <em>The School of Athens</em></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้และควรทำเป็นอย่างยิ่ง คือการเพิ่มและพัฒนาบทบาทของ ‘วิทยาศาสตร์การทดลอง’ ในห้องเรียน ผ่านการมอบหมายชิ้นงานให้ทำในห้องแล็บและการส่งเสริมไอเดียที่แปลกใหม่นอกกรอบ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเปิดใจเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เราไม่รู้จัก พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ และทำใจยอมรับได้เมื่อไม่ได้คำตอบที่เราต้องการในทันทีนี่แหละ คือพื้นฐานในการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>3. ปัญหาในการสืบค้นข้อมูลในยุคใหม่</strong></h2>



<p>แม้ว่าตอนนี้เราจะอาศัยอยู่ในยุคแห่งภาวะ ‘ภูเขาข้อมูลถล่ม’ (Avalanche of Information) แต่เรากลับไม่สามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่ถล่มลงมากับภูเขาข้อมูล ถือเป็นความรู้ได้โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ปะปนมาด้วยคือข้อมูลที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือแม้กระทั่งเฟกนิวส์ที่ทำขึ้นอย่างจงใจ ลำพังเพียงการแปะข้อความคำพูดลงบนภาพของใครสักคนหนึ่ง ก็สามารถทำให้ผู้คนมากมายในโลกอินเทอร์เน็ตเชื่อว่าคนในภาพเป็นเจ้าของคำพูดนั้นๆ ได้ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ผู้มักถูกเอารูปถ่ายไปแปะข้อความคำพูดมากมาย แต่กว่าครึ่งของข้อความเหล่านั้นกลับไม่ได้มาจากเขาด้วยซ้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรสร้างเครื่องมือและบ่มเพาะทักษะ ให้ผู้เรียนยุคใหม่สามารถป้องกันตัวเอง และแยกแยะระหว่างข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7d3c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/Einstein.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Albert Einstein (Photograph: Arthur Sasse)<br>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ภาพ: Arthur Sasse)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>4. อุปสรรคในการจดจำบทเรียน</strong></h2>



<p>หลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความจำของผู้เรียน โดยเฉพาะความสามารถในการจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ล้วนเคยประสบขณะเป็นนักเรียน เพราะในวันหนึ่งๆ นักเรียนต้องเรียนรู้ข้อมูลดิบมากมาย เพื่อให้ผ่านการสอบ และเมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำเหล่านั้นก็มักค่อยๆ จางหายไป กุญแจสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ คือการมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลในเชิงรุก ผ่านการพูดคุยถกเถียง การสร้างสิ่งใหม่จากข้อมูลที่มี และการประยุกต์ใช้ข้อมูลกับสถานการณ์ใหม่ๆ หากบรรจุกิจกรรมเหล่านี้ลงในบทเรียน ก็มีโอกาสที่สูงมากที่สิ่งเรียนไปจะสามารถคงอยู่ในหน่วยความจำของเราในระยะยาว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5. จินตนาการเป็นสิ่งจำเป็นในการโอบรับความหลากหลาย</strong></h2>



<p>การโอบรับความหลากหลายมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ริเริ่มแนวคิดการเลิกทาส นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนยุคแรกเริ่ม และคนทุกหมู่เหล่าที่พยายามขับเคลื่อนสังคมสู่ระบอบประชาธิปไตย ก็ล้วนเป็นนักคิดเชิงสร้างสรรค์ผู้อยากเห็นโลกที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน ฉะนั้น ในขณะที่ผู้สอนกระตุ้นนักเรียนให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นที่พูดภาษาอื่นๆ หรือมีความพิการด้านร่างกายและ/หรือสติปัญญา พวกเขากำลังปลูกฝังให้ทั้งนักเรียนและตนเองรู้จักใช้จินตนาการไปด้วยว่า “ฉันสามารถทำอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้?”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>6. การตั้งคำถามนั้นยากกว่าการหาคำตอบ</strong></h2>



<p>ความจริงประการหนึ่งที่เราเรียนรู้จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)&nbsp; โดยเฉพาะจาก Generative AI คือเราตอนนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถตอบคำถามได้อย่างฉับพลันทันใจอยู่ในมือแล้ว ท้ายที่สุด คุณภาพของคำตอบจึงขึ้นอยู่กับว่าตัวเรารู้หรือไม่ว่าตัวเองต้องถามอะไร บทเรียนจาก AI บทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทของความคิดสร้างสรรค์ในการศึกษา โรงเรียนจำเป็นจะต้องกระตุ้นสัญชาตญาณความใคร่รู้ในตัวเด็กขึ้นมาให้ได้ เพราะหากไม่มีสิ่งนี้ นักเรียนอาจไม่รู้วิธีการตั้งคำถาม พลอยทำให้พวกเขาขาดความใส่ใจในคุณภาพของคำตอบ หรือไม่อยากรู้คำตอบด้วยซ้ำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>7. จงให้คุณค่ากับ ‘กระบวนการ’</strong></h2>



<p>โรงเรียนส่วนมากมักจะจัดลำดับความสำคัญให้ผลลัพธ์และอัตราความสำเร็จของนักเรียนสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยมุ่งเน้นการวัดผลไปที่คำตอบที่ถูกต้อง หรือคะแนนสอบสูงๆ จนน่าเสียดายที่ปัจจัยสำคัญ อย่างกระบวนการก่อนจะไปถึงคำตอบหรือผลคะแนนนั้นๆ มักถูกมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนควรถูกสอนให้รู้จักคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่เพียงสามารถระบุได้ว่าอะไรคือขั้นที่จำเป็น แต่ยังต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างขั้นตอนเหล่านั้นและเหตุผลของมัน เพื่อให้พวกเขาสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมปัจจุบัน ที่ให้คุณค่ากับทักษะการคิดและแก้ปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff1fab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/flow_chart-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://www.pexels.com/photo/white-dry-erase-board-with-red-diagram-1181311/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> Christina Morillo/Pexels</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>8. “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”</strong></h2>



<p>เด็กๆ มักต้องเชิญหน้ากับคำถามนี้ จากผู้ใหญ่ที่มักมีชุดความคิดและความคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเป็นงานหรืออาชีพที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน จากนั้นเด็กๆ ก็จะได้รับการฝึกอบรมให้พร้อมสำหรับบทบาทเหล่านั้นต่อไป และทุกครั้งที่เราทำเช่นนั้น เราอาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันที่จำเป็น ในจะเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานในโลกอนาคต รวมถึงสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น กล่าวได้ว่าอาจถึงเวลาที่เราควรเริ่มหันมาบ่มเพาะความสามารถในการปรับตัวให้กับเยาวชนในระบบการศึกษาได้เสียที</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>9. ข้อผิดพลาดของเดคาร์ต</strong></h2>



<p>ด้วยแรงบันดาลใจจาก <em>ความผิดพลาดของเดคาร์ต</em> หนังสือที่เขียนโดย อันโตนิโอ ดามาสิโอ นักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน-โปรตุกีส ฌูเวาอธิบายว่าถึงแม้แนวคิดของ เรอเน เดคาร์ต ที่ว่าจิตใจและร่างกายเป็นสสาร 2 อย่างที่แตกต่างและแยกเป็นเอกเทศจากกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์มีความสำคัญและความเชื่อมโยงต่อกระบวนการตัดสินใจหนึ่งๆ ไม่น้อยไปกว่าเหตุผล ดังนั้น หากเราไม่ใส่ใจฝึกฝนทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน พวกเขาก็จะขาดทักษะในการตัดสินใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30f1dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/Rene_Descartes.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เรอเน เดการ์ต (โดย Frans Hals)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>10. เพราะการได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้นซับซ้อนและอาศัยเวลา</strong></h2>



<p>หากมองในระนาบผิวเผิน ประชาธิปไตยอาจดูไม่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์เลย แต่ทั้งสองแนวคิดนี้เหมือนและเชื่อมโยงถึงกันอย่างเหนียวแน่น ตรงที่ทั้งการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและทักษะการคิดอย่างสรรค์ ล้วนแต่อาศัยเวลา เวลาสำหรับการพูดคุยถกเถียง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และตระหนักได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาของตนเองอาจไม่ดีเท่ากับวิธีของอีกฝ่าย นี่คือกระบวนการที่ต้องใช้เวลา อันจะเห็นได้จากความจริงที่ว่า ถึงแม้ว่าเราจะสามารถสร้างนักเรียนเชี่ยวชาญด้านความรู้ แต่เรากลับไม่เคยฝึกให้พวกเขาตั้งคำถามกับความรู้ที่ได้รับไปเลย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>11. เพราะเราทุกคนต่างเป็นมนุษย์</strong></h2>



<p>เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่พบในสปีชีส์อื่นๆ คือ ‘ภาษา’ อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ครอบครองวิธีการสื่อสารบางอย่าง แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าภาษา นอกจากนี้ ความพิเศษของมนุษยชาติอีกประการ คือเราสามารถวิเคราะห์คุณค่าของศิลปะ วรรณกรรม และดนตรี ดังคำพูดที่ว่าเวลาจะหยุดลงเมื่อเรารู้สึกซาบซึ้งไปกับผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์เหล่านี้ และนี่แหละคือสิ่งที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของ ‘เวลา’ที่เป็นดั่งน้ำที่หล่อเลี้ยงทักษะการคิดแบบสร้างสรรค์และคิดเชิงวิจารณ์</p>



<p>ในขณะที่เราค้นหาเส้นทางบนโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนนี้ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต ข้อเสนอที่โดดเด่นของฌูเวาเปรียบเสมือนข้อเรียกร้องต่อเหล่าผู้จัดการเรียนการสอน ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงคนในสังคมทั้งหลาย ให้ปรับมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาเสียใหม่</p>



<p>หลายเหตุผลที่เขานำเสนอล้วนแล้วแต่มีศักยภาพในการส่งเสริมความสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิจารณ์ ตั้งแต่การรับมือกับข้อมูลที่ผิด และการปรับตัวเพื่อรับมือกับความผกผันของตลาดแรงงานแห่งโลกอนาคต ได้สร้างภาพอนาคตที่ชัดเจนของระบบการศึกษาสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นถัดไป เพื่อตระเตรียมเยาวชนให้พร้อมกับทุกอย่าง ไม่เพียงแต่การสอบเท่านั้น แต่ยังพร้อมสำหรับยุคอนาคต ยุคที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-131223/">ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.-OECD เปิดผลวิจัย PISA for Schools ครั้งแรกของไทย พบเด็กช้างเผือกสร้างได้ ด้วยการส่งเสริมทักษะอารมณ์และสังคม ชู Big 5 Model</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-080722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jul 2022 03:18:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[Dr.Joanne Caddy]]></category>
		<category><![CDATA[PISA for Schools]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58117</guid>

					<description><![CDATA[<p>6 กรกฎาคม 2565 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080722/">กสศ.-OECD เปิดผลวิจัย PISA for Schools ครั้งแรกของไทย พบเด็กช้างเผือกสร้างได้ ด้วยการส่งเสริมทักษะอารมณ์และสังคม ชู Big 5 Model</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>6 กรกฎาคม 2565 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดผลการวิจัย PISA for Schools การประเมินเพื่อพัฒนาในระดับสถานศึกษาครั้งแรกของไทย ผลวิจัยระบุทักษะอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skill) มีความสัมพันธ์ต่อผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ พบ “เด็กช้างเผือก” จากครัวเรือนยากจนแต่สามารถอยู่ในกลุ่มที่ทำคะแนนได้สูงสุด 25% มีทักษะอารมณ์สังคม เช่น การควบคุมตนเอง&nbsp; ความอยากรู้อยากเห็น การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ที่สูงกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ ชี้นอกจากการมุ่งเน้นการสอนด้านความรู้ทางวิชาการแล้ว บรรยากาศของโรงเรียน ห้องเรียน วิธีการสอนและบทบาทของครอบครัว มีผลอย่างมากในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก และเป็นแนวทางพัฒนาที่ไม่ต้องใช้งบประมาณที่สูง</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า  PISA for Schools หรือ PISA-based Test for Schools (PBTS) ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างทางสถิติเพื่อวัดระดับความสำเร็จของการศึกษาระดับประเทศ หรือระดับนานาชาติ เหมือนอย่างการสอบ PISA ซึ่งจัดสอบทุก 3 ปี  แต่ PISA for Schools เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาชั้นเรียนและสถานศึกษา  และสามารถขยายผลพัฒนาโรงเรียนอื่นที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน รวมถึงนำไปสู่งานวิจัยต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ได้เชิญประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 15 ประเทศทั่วโลกที่มีโอกาสร่วมวิจัยพัฒนาเครื่องมือ PISA-based Test for Schools นี้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องมือการประเมินผลเพื่อการพัฒนาในชั้นเรียน เพื่อให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลเครื่องมือดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40a4a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. ทดลองใช้ PISA for schools&nbsp; ใน 66 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียน 2,459 คน พบเด็กช้างเผือก (Resilient Student) ซึ่งเป็นนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่มีรายได้น้อยที่สุด 25% ของประเทศสามารถทำคะแนนอยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด 25% บนของประเทศ จำนวนหนึ่งที่มีคุณลักษณะด้าน ทักษะอารมณ์และสังคม (social and emotional skill) อยู่ในระดับสูงตรงกัน และเมื่อวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ PISA for Schools จะพบว่า เมื่อควบคุมให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่แล้ว ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนช้างเผือกมีผลสมรรถนะที่ดีกว่าเพื่อนแตกต่างจากนักเรียนจากครัวเรือนยากจนทั่วไปคือ การมีระดับทักษะอารมณ์ สังคมสูง โดยบทบาทของผู้ปกครอง โรงเรียน มีผลอย่างมากที่ช่วยให้ระดับทักษะอารมณ์สังคมของเด็กกลุ่มนี้มีมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“กล่าวได้ว่าผลการวิจัยจากโครงการ PISA for Schools นี้เป็นเครื่องมือช่วยให้ กสศ. และหน่วยงานภาคีมีความเข้าใจมากขึ้นในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงของนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ หรือ การพัฒนาทางช้างเผือก เพราะ กสศ. และหน่วยงานภาคีเชื่อว่า เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจน สามารถพัฒนาได้ เราเชื่อว่า โรงเรียน ชั้นเรียนและคุณครู พัฒนาได้ แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยความด้อยโอกาสหรือความไม่พร้อม แต่เมื่อได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคแล้ว พวกเขาสามารถพัฒนาได้ นี่คือหัวใจของการทำงานของ กสศ. ไม่ใช่การทำงานที่ให้เงินแล้วจบไป ถ้าเราเชื่อมั่นใน เด็ก คุณครู โรงเรียน รวมถึงครอบครัวและชุมชนแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นสู่การสร้างความเสมอภาคที่ยั่งยืน ขั้นตอนต่อไป เราประยุกต์ใช้เครื่องมือ PISA for Schools ร่วมกับทีมวิจัยในประเทศไทยให้เป็นเครื่องมือการประเมินเพื่อการพัฒนาของสถานศึกษาได้ด้วยตัวเอง ที่สอดคล้องกับบริบทของระบบการศึกษาไทย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการศึกษาในระดับนานาชาติ <strong>ที่หลายประเทศกำลังผลักดันให้เป็นวาระสำคัญ” ดร.ไกรยส กล่าว</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-069737"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/03-ดร.ภูมิศรัณย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)</strong> กล่าวว่า PISA for Schools สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์วิจัยเพื่อหาข้อค้นพบเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะทางอารมณ์สังคม หรือ Social and Emotional Skills (SES) และการค้นหาและพัฒนา ‘เด็กช้างเผือก’ ได้ โดยงานวิจัยระบุว่า นอกจากทักษะด้านสติปัญญา (Cognitive Skill) แล้ว กระบวนการพัฒนาทักษะทางอารมณ์สังคม (Social and Emotional Learning) หรือ SEL ถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของเด็กและต่อสังคมอย่างมาก ทั้งนี้ ทักษะทางอารมณ์ที่สำคัญแบ่งเป็น 5 ประเภท หรือเรียกว่า Big Five Model ได้แก่ 1.ความรับผิดชอบต่องาน&nbsp; 2.ทักษะทางอารมณ์ 3.ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4.การเปิดรับประสบการณ์ 5.ทักษะสังคมและการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น</p>



<p>ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า จากผลทดสอบ PISA for Schools ทำให้ค้นพบว่า SEL มีความสัมพันธ์กับคะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยเด็กที่มีการควบคุมตัวเองได้ดี มีความอยากรู้อยากเห็น หรือมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะมีผลการเรียนที่ดีตามมา ข้อค้นพบตรงนี้นำเรามาสู่การสำรวจพบ ‘เด็กช้างเผือก’ หรือเด็กที่มีเศรษฐฐานะในระดับ 25% ล่างสุด แต่สามารถทำคะแนนได้สูงอยู่ใน 25% บนสุดของกลุ่มทดสอบ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้เราไปถึงแนวทางในการพัฒนาเด็กคนอื่น ๆ ในภาพรวมได้</p>



<p>“จากเด็กเข้าสอบทั้งหมด มี 76 คน ที่มีคะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มวิชา และมี 5 คนที่คะแนนสูงสุดในทั้งสามวิชา เด็กเหล่านี้คือเด็กช้างเผือกที่ได้รับทุนเสมอภาค ซึ่งมาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด ซึ่ง PISA for Schools เผยให้เห็นพื้นภูมิว่ามีทักษะทางอารมณ์สังคมที่โดดเด่นในหลายเรื่อง เช่น มีการควบคุมตนเอง กล้าแสดงออก และมีทักษะสังคมที่สูงกว่าเด็กกลุ่มอื่น ส่วนความอยากรู้อยากเห็น และความเห็นอกเห็นใจก็มีในระดับค่อนข้างสูง แม้ยังเป็นรองเด็กที่มาจากครอบครัวที่เศรษฐฐานะดีที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-709b18"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/01-news-pisa-for-school.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ภูมิศรัณย์ ย้ำด้วยว่า ในอีกเรื่องที่ค้นพบ เด็กช้างเผือกกลุ่มนี้จะมีการสนับสนุนจากผู้ปกครองในหลายด้าน เช่น การเสริมความมั่นใจ การศึกษาการฝ่าฟันความยากลำบากทำให้เห็นว่าแม้มาจากครอบครัวยากจนที่สุด หรือผู้ปกครองมีระดับการศึกษาที่ไม่สูง แต่หากเขาได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษา การให้กำลังใจจากผู้ปกครอง เด็กก็สามารถไปสู่ความสำเร็จทางวิชาการได้</p>



<p>“ยิ่งผู้ปกครองสนับสนุนเรื่องการศึกษาเท่าไหร่ เด็กจะยิ่งมีความอยากรู้อยากเรียน มองโลกในแง่ดี เกิดความมั่นใจในการเรียน และเป็นการพัฒนาส่งเสริมทักษะอารมณ์สังคมของเด็กให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หรือเมื่อมองไปที่ปัจจัยของโรงเรียน จะพบว่าบรรยากาศในห้องเรียนที่ดี มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีพฤติกรรมรบกวนในระหว่างการเรียนการสอน มีการเปิดกว้างทางความคิดเห็นก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ทักษะอารมณ์สังคมของเด็กพัฒนาไปในเชิงบวก ทั้งนี้หากโรงเรียนมีปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งกันสูง ทักษะอารมณ์สังคมของเด็กจะเป็นเชิงลบ ดังนั้นปัจจัยเรื่องบรรยากาศโรงเรียน ห้องเรียน วิธีการสอน นับว่ามีผลต่อเด็กในเรื่องทักษะทางอารมณ์และสังคมโดยตรง”</p>



<p>เมื่อลองนำผลทดสอบจาก PISA for Schools มาคิดคำนวณเพื่อสะท้อนไปถึงผลลัพธ์ทางวิชาการ ก็จะพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ เศรษฐฐานะหรือระดับการศึกษาของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปยังปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ หรือคุณสมบัติที่อยู่ภายใต้กรอบ SEL ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถพัฒนาได้ จะเห็นว่าเราสามารถถ่ายทอดแนวทาง ข้อมูล หรือทัศนคติในการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กไปสู่ครอบครัว</p>



<p>“โรงเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นแรงผลักดันสำคัญของเด็กได้ หากกล่าวโดยสรุป SEL ถือเป็นแนวทางการพัฒนาเด็กได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนในทุกระดับและจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงอนาคตของเด็กได้ในระยะยาว” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-99bdb3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/05-Joanne-Caddy.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Dr.Joanne Caddy นักวิเคราะห์อาวุโสและหัวหน้าทีมวิจัยโครงการ PISA for Schools ประจำองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>Dr.Joanne Caddy นักวิเคราะห์อาวุโสและหัวหน้าทีมวิจัยโครงการ PISA for Schools ประจำองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)</strong> กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่พร้อมด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวนักเรียนและโรงเรียน การที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับการปลูกฝัง Growth Mindset และบ่มเพาะทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เด็กเพิ่มพูนทักษะความรู้ทางวิชาการได้ทัดเทียมกับเด็กรุ่นเดียวกันที่มีความพร้อมมากกว่าในหลายๆ ด้านได้</p>



<p>“Growth mindset มีความหมายว่า เด็กนักเรียน เชื่อว่า ตนเองมีความสามารถในการเรียนรู้ คือเมื่อเจออุปสรรคหรือปัญหา เด็กจะเชื่อว่าตนเองจะหาหนทางเรียนรู้และก้าวไปข้างหน้าได้ ซึ่งตรงข้ามกับ fixed mindset ที่เด็กเชื่อว่าตนเองไม่มีทางเรียนรู้ได้เพราะไม่ฉลาด เพราะไม่มีพร้อมเหมือนคนอื่น Growth mindset จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กได้รับการอบรมสั่งสอนเรียนรู้ทักษะทางอารมณ์และสังคม และเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ปลูกฝัง บ่มเพาะ และสั่งสม แนวทางการวัดก็คือการใช้แบบสอบถามให้เด็กได้คิดทบทวนกับตนเองว่า จะใช้วิชาที่เรียนแก้ปัญหาอย่างไร”</p>



<p>ดร.โจแอนน์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นค้นพบจากการศึกษาในโครงการฯ ว่า นักเรียนยากจนพิเศษที่มีทักษะทางอารมณ์และสังคม จะมีความมั่นคงทางจิตใจ คือไม่กลัวที่จะล้มเหลว และไม่สนใจความคิดเห็นของคนอื่น ดังนั้น จึงทำให้เด็กเหล่านี้เป็นผู้เรียนรู้ที่ดี และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0457d6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/04-วิจารณ์-พานิช.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า โครงการนี้จะนำไปสู่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่างานวิจัย โดยจะนำไปสู่การสร้างให้เด็กไทยเป็นนักเรียนช้างเผือกได้ทุกคน เพราะผลของ PISA for Schools จะทำให้เกิดห้องเรียนคุณภาพสูงเพื่อยกสมรรถนะของเด็กทุกคน</p>



<p>“สิ่งที่สำคัญคือครูต้องช่วยศิษย์ ช่วยพัฒนาเด็กให้มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้านคือ มีค่านิยม เจตนคติ ทักษะ และความรู้ที่ผสมกลมกลืนกัน และต้องการกระบวนการเรียนรู้เชิงลึกหรือ Active Learning ให้เกิดขึ้นในห้องเรียนและในโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่ครูไทยยังขาดอยู่คือเครื่องมือที่จะใช้ในการประเมินและปรับปรุงการทำหน้าที่และวิธีการสอนของครูให้กับนักเรียน ซึ่งในอนาคตถ้าเราสามารถพัฒนาเครื่องมือประเมินแบบ PISA ขึ้นมาเป็นของเราเอง เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้ประเมินตัวเองได้ และออกแบบมาใช้สำหรับเด็กในทุกช่วงอายุ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเองทั้งครู นักเรียน และโรงเรียน และนำผลเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนรู้ ก็จะเกิดการปรับปรุงและพัฒนาวงจรการเรียนรู้ คุณภาพการศึกษาของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080722/">กสศ.-OECD เปิดผลวิจัย PISA for Schools ครั้งแรกของไทย พบเด็กช้างเผือกสร้างได้ ด้วยการส่งเสริมทักษะอารมณ์และสังคม ชู Big 5 Model</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2022 06:26:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรฐานสมรรถนะ]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50572</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ในหมู่นักการศึกษา แต่ยังสดใหม่และเป็นที่กล่าวถึงทั่วไปด้วยความรู้สึกหลากหลายในขณะนี้ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นความหวัง ความเคลือบแคลง หรือความสนใจก็ตาม เพราะอนาคตของเด็กๆ ในศตวรรษที่ 21 ดูจะผูกพันกับคำสั้นๆ ที่มีความหมายคลุมเครือนี้อย่างแยกไม่ออก</p>



<p>โดยทั่วไป หลักสูตรฐานสมรรถนะหมายถึงหลักสูตรที่เน้นส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียนในการปรับใช้องค์ความรู้ที่หลากหลายในสถานการณ์จริง ออกแบบกลยุทธ์และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยพลิกแพลงและอย่างยืดหยุ่นในระยะยาว ตลอดจนมีสุขภาวะที่ดี สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้สอดคล้องกับความผันผวนของโลกและความก้าวหน้าทางวิทยาการได้</p>



<p>ฟังเผินๆ ดูจะไม่แตกต่างจากปลายทางแห่งการปฏิรูปการศึกษาที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่คำถามที่ว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะจะส่งเยาวชนในวันนี้สู่ฝั่งฝันในวันหน้าได้จริงหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ว่าอุปสรรคซึ่งขัดขวางเจตนารมณ์อันดีนั้นอยู่ที่ใด และหากหลักสูตรใหม่จะเป็นความหวังได้จริง การปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเวลาอันใกล้นี้ จะเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดในอดีตได้บ้าง</p>



<p>คำตอบของอันเดรอัส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) ในงานเสวนาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คือการปรับใช้หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งต้องไม่เป็นเพียงคำสั่งหรือกระทั่งนโยบาย แต่ต้องเป็น ‘วัฒนธรรม’</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-"><strong>หลักสูตรฐานสมรรถนะในระบบการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>OECD จัดงานเสวนา&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=287816036507005" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Teaching, learning, and assessing 21st century skills: Thailand’s experience</a>&nbsp;เพื่อทบทวนสถานการณ์ทั่วไปของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย และเพื่อรวบรวมความคิดเห็นตลอดจนคำชี้แนะของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ</p>



<p><strong>สิริกร มณีรินทร์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไล่เรียงกำหนดการปัจจุบันของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ นับแต่การเล็งเห็นข้อบกพร่องของการจัดการเรียนรู้โดยยึดโยงกับเนื้อหารายวิชาเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางหลักของการจัดการศึกษา จนถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อออกแบบหลักสูตรใหม่ และการเริ่มต้นนำร่องหลักสูตรในระดับประถมศึกษาตอนต้น ในวันที่ 11 ตุลาคม 2564</p>



<p>สิริกรอธิบายว่า มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษานับแต่โลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยความตระหนักว่าระบบการศึกษาไทยขณะนั้นไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่อีกต่อไป และไม่ช้าก็เร็ว เยาวชนไทยจะขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความพยายามปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จนักด้วยความผันผวนทางการเมือง ทำให้การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาขาดความต่อเนื่อง กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษาจึงทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะจวบจนปัจจุบัน ท่ามกลางความไม่พอใจของนักเรียนที่แสดงออกผ่านการชุมนุมและเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน</p>



<p>โดยสมรรถนะหลัก 6 ประการที่ปรากฏในร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะไทย ได้แก่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base1.png" alt="" class="wp-image-290695"/><figcaption>จากเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://cbethailand.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-2/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-6-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cbethailand.com</a></figcaption></figure></div>



<p></p>



<ol type="1"><li><strong>การจัดการตนเอง (Self-management)</strong>&nbsp;รู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีเป้าหมายในชีวิต จัดการอารมณ์และความเครียดได้ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ตลอดจนฟื้นคืนสู่ภาวะสมดุลหลังเผชิญวิกฤตได้ และมีสุขภาวะที่ดี</li><li><strong>การคิดขั้นสูง (Higher Order thinking)</strong>&nbsp;สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณด้วยเหตุผลรอบด้าน เข้าใจความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ใช้จินตนาการและองค์ความรู้แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้</li><li><strong>การสื่อสาร (Communication)&nbsp;</strong>รับสารและส่งสารได้อย่างปราศจากอคติ มีสติ เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง เลือกใช้กลวิธีสื่อสารได้อย่างเหมาะสมโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา</li><li><strong>การรวมพลังทำงานเป็นทีม (Teamwork collaboration)</strong>&nbsp;จัดระบบและออกแบบกระบวนการทำงานทั้งของตนเอง และกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความเป็นผู้นำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี และจัดการความขัดแย้งภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายได้</li><li><strong>การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (Civic literacy)</strong>&nbsp;เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เคารพกติกา และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสาธารณะอย่างมีวิจารณญาณ ยึดมั่นในความเท่าเทียม ค่านิยมประชาธิปไตย และสันติวิธี</li><li><strong>การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน (Sustainable coexistence with nature and science)</strong>&nbsp;เข้าใจปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติในชีวิตประจำวัน สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้</li></ol>



<p><strong>วิจารณ์ พานิช</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสริมว่าการร่างกรอบหลักสูตรนี้ ตลอดจนการกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเดิมล้วนอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันเป็นผลลัพธ์จากแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เน้นใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและความร่วมมือกับหลากหลายองค์กร โดยที่<strong>ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;รองผู้จัดการกองทุนฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักที่กองทุนฯ พบจากการรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านหลักสูตร และยังต้องการคำชี้แนะจากองค์กรพันธมิตรทั้งในและระหว่างประเทศ คือปัญหาการขาดแคลนครูที่พร้อมปรับใช้หลักสูตรดังกล่าวในหลายโรงเรียน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base2-1.png" alt="" class="wp-image-290698"/><figcaption>แนวทางปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย</figcaption></figure>



<p>โดยแผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทยนั้นเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา และความพร้อมในการปรับใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่างๆ ติดตามด้วยการปรับปรุงพื้นฐานและยกระดับความพร้อมของโรงเรียนผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโรงเรียน หรือการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อให้การปรับใช้หลักสูตรเป็นไปโดยราบรื่น สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์สู่ตลาดแรงงานแห่งศตวรรษที่ 21 ได้จริง โดยระหว่างทางจะมีการรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรระดับปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนานโยบายและหลักสูตรต่อไป</p>



<p>“ต้องประสานความร่วมมือกับโรงเรียนตั้งแต่เริ่มร่างกรอบหลักสูตร ไม่ใช่ร่างโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครแล้วให้ทุกโรงเรียนปรับใช้ เพราะแต่ละโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาแตกต่างกัน” สิริกรร่วมแจกแจงแนวทางข้างต้น “ดังนั้น ในขั้นตอนการร่างกรอบหลักสูตร คณะกรรมการจึงเปิดโอกาสให้อาสาสมัครมากกว่า 100 คน ให้ข้อมูลด้วย โดยมากกว่า 30 คนในนั้นเป็นครู นอกจากนั้นก็เป็นผู้แทนจากหน่วยงานเอกชน โดยคณะกรรมการได้จัดทำเว็บไซต์ cbethailand.com เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นโดยเฉพาะ”</p>



<p>เมื่อได้รับฟังแนวคิด แผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และความท้าทายที่นักการศึกษาไทยต้องเผชิญแล้ว อันเดรอัส ชไลเชอร์ ผู้แทนจาก OECD จึงกล่าวว่าเขาชื่นชอบสมรรถนะหลักหกประการของไทยทีเดียว แต่ “ปัญหาที่แท้จริงคือ หลักสูตรฐานสมรรถนะของคุณสอดคล้องกับกลไกอื่นๆ ในระบบการศึกษาหรือไม่ ทั้งการฝึกหัดครู และนโยบายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะนั่นเป็นจุดที่หลายประเทศ ‘ตกม้าตาย’”</p>



<p>อันเดรอัสตื่นเต้นที่จะได้เห็นการนำร่องหลักสูตรในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 และเขาเห็นด้วยกับการนำร่องอย่างยิ่ง ในฐานะการเคลื่อนไหวที่รอบคอบ กระนั้น “สิ่งที่คุณต้องพิจารณาคือ จะทำอย่างไรให้ข้อบังคับที่ดีกลายเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม และจะทำอย่างไรให้แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกลายเป็นวัฒนธรรม” อันเดรอัสให้ความเห็น “จุดที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษไม่ใช่จำนวนโรงเรียนที่สามารถปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ อย่างที่หลายประเทศก้าวพลาดเสียแล้ว และจุดที่ต้องให้ความสำคัญก็ไม่ใช่จำนวนงานวิจัยหรือหลักฐานที่รวบรวมได้ แต่เป็นคำถามที่ว่าจะเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยเหล่านั้นเป็นกรอบความคิดของผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้อย่างไร”</p>



<p>ประเทศที่ทำได้ดีสำหรับอันเดรอัสคือหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฟินแลนด์ และหากเป็นในเอเชีย ก็คือสิงคโปร์และญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีใต้ที่กำลังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดยสิงคโปร์นั้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้เป็นนักวิจัย กล่าวคือไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนางานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานใหญ่ๆ มากไปกว่าสนับสนุนให้ครูสามารถดำเนินการวิจัยอย่างมีคุณภาพด้วยตนเอง และนำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันนวัตกรรมระหว่างครูด้วยกัน</p>



<p>“สิ่งที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์สามารถทำให้ค่านิยมหลัก (core values) ของหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นแกนของทุกสิ่งในประเทศได้ สิงคโปร์ไม่ได้เพียงแขวนคำว่า ‘สมรรถนะ’ (competency) ไว้เหนือเนื้อหาในหลักสูตร แต่เขียนเนื้อหาในหลักสูตรใหม่โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน เพื่อให้เด็กควบคุมตนเองได้ มีความรับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และใฝ่รู้” อันเดรอัสอธิบาย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base3.png" alt="" class="wp-image-290697"/></figure></div>



<p>กรอบความคิดว่าด้วยสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง</p>



<p>จากเว็บไซต์<a href="https://www.moe.gov.sg/education-in-sg/21st-century-competencies" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์</a></p>



<p>ดังที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ สิงคโปร์กำหนดให้ค่านิยมหลัก 6 ประการเป็นแกนกลางของการจัดการศึกษาและการกำหนดนโยบาย ได้แก่&nbsp;<strong>ก)</strong>&nbsp;<strong>ความเคารพ (respect)</strong>&nbsp;เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น&nbsp;<strong>ข) ความรับผิดชอบ (responsibility)</strong>&nbsp;ประพฤติตนโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองชุมชน&nbsp;<strong>ค) ความยืดหยุ่น (resilience)</strong>&nbsp;เข้มแข็งเมื่อเผชิญวิกฤต และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม&nbsp;<strong>ง) ความมีคุณธรรม (integrity)</strong>&nbsp;กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้อง&nbsp;<strong>จ) ความเอาใจใส่ (care)</strong>&nbsp;มีเมตตาและโอบอ้อมอารี และ&nbsp;<strong>ฉ) ความรอมชอม (harmony)</strong>&nbsp;ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายในสังคม</p>



<p>จากนั้นจึงกำหนดสมรรถนะเชิงสังคม-อารมณ์ (วงกลมสีชมพู) คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง (Self-Awareness) ความสามารถในการจัดการตนเอง (Self-Management) ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ (Responsible Decision-Making) ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสังคม (Social Awareness) และความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์ (Relationship Management)</p>



<p>ในที่สุด จึงออกแบบสมรรถนะแห่งศตวรรษที่&nbsp; 21 (วงกลมสีแสด) ให้สอดคล้องกับค่านิยมเหล่านั้นด้วย คือมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมโลก มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และคิดได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็น ‘ผลลัพธ์’ แห่งการเรียนรู้ที่ชาวสิงคโปร์คาดหวัง คือเป็นผู้เรียนที่นำการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เป็นผู้มีความมั่นใจตนเอง เป็นพลเมืองผู้ตระหนักรู้ และเป็นผู้เต็มใจอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (อักษรสีชมพู)</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ เมื่อครูชาวสิงคโปร์ปฏิบัติการสอนในแต่ละวัน พวกเขาจึงมีเป้าหมายชัดเจนว่าเด็กจะนำองค์ความรู้นั้นๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร เมื่อเรียนรู้แล้วจะมีสมรรถนะใดบ้าง ขณะที่ฟินแลนด์เน้นสร้างสมรรถนะทั้ง 7 ของเยาวชนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ กล่าวคือให้นักเรียนเป็นผู้กำหนดปรากฏการณ์ที่ตนสนใจศึกษา และเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ของปรากฏการณ์นั้น ผ่านมุมมองที่หลากหลายของสารพัดสาขาวิชา ซึ่งมีหลักการดังนี้</p>



<p>เจตนารมณ์ของวิธีการนี้ไม่ใช่เพื่อทดแทนการเรียนเนื้อหารายวิชา แต่เป็นการมองวิชาต่างๆ ในมุมที่กว้างขึ้น เรายังสามารถศึกษาเนื้อหารายวิชาด้วยการเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ได้ด้วย เมื่อผู้เรียนสืบเสาะหาความรู้โดยตั้งตนจากคำถามของพวกเขาเอง ความสร้างสรรค์ก็จะได้รับการปลูกฝังลงไปด้วย …</p>



<p>โดยพื้นฐาน การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์นั้นควรไปไกลเกินขอบเขตสาขาวิชาเดียว ปรากฏการณ์ซึ่งกำหนดโดยผู้เรียนถือเป็นหัวใจของการเรียนรู้ ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะได้พัฒนาโมเดลความคิดที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ช่วยวิเคราะห์ปราฏการณ์ต่างๆ ในโลก เช่น ความยากจน การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือเศรษฐกิจโลก และผ่านกรอบของสาขาวิชาต่างๆ โดยไม่ใช่เพียงการกระโจนลงไปสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่มีอยู่เดิมของเราขึ้นมาใหม่ ขณะที่ผู้เรียนทบทวนสมมติฐานที่มีอยู่เดิมด้วยการอภิปราย วาดแผนผังความคิด เขียน หรือวิธีอื่นๆ แล้วไตร่ตรองคำถามที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญจริงๆ พวกเขาก็ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อื่นๆ อีกมากมายไปด้วย<a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_edn1">[i]</a></p>



<p>สอดคล้องกับความกังวลอีกอย่างหนึ่งของผู้แทนจาก OECD คือ อุปสรรคในการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงไม่ใช่อุปสรรคภายในระบบการศึกษา แต่เป็นผู้ปกครองของนักเรียน เพราะโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของหลักสูตรนี้คือจะทำอย่างไรให้ครูสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้น้อยลงได้ โดยที่เด็กสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้นั้นด้วยตนเองได้ดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในสังคมอนุรักษนิยมที่ให้ความสำคัญแก่องค์ความรู้และการเตรียมสอบเป็นพิเศษ หลายประเทศแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม การสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้ปกครองนั้น “จะรีบร้อนไม่ได้ ดังนั้นจึงผูกการศึกษากับการเมืองไม่ได้ เพราะการพัฒนาการจัดการศึกษาต้องใช้เวลา จะเปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับไม่ได้”</p>



<p>สิริกรเห็นด้วยกับความกังวลดังกล่าว และอธิบายว่าขั้นตอนการสร้างความเข้าใจในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ไม่เพียงกับครูและผู้ปกครองเท่านั้น แต่รวมถึงกับมหาวิทยาต่างๆ ด้วย เพราะหากความคาดหวังของแต่ละมหาวิทยาลัยต่อองค์ความรู้ของเด็กยังคงเดิม การปฏิรูปการศึกษาก็ไม่อาจไปได้ไกลกว่านี้</p>



<p>ไกรยสยอมรับเช่นกันว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะไทยต้องการเวลาเพื่อหยั่งรากและสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องอีกมาก “คุณต้องการวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้เรายังมุ่งไปข้างหน้าด้วยนโยบาย และยังผลักหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่สังคมไม่ได้ ตลอดจนไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม การผสานองค์ความรู้กับการสนับสนุนจากสังคมในอัตราส่วนที่เหมาะสมคือความก้าวหน้าที่เราพยายามไปให้ถึง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเพียงองค์กรเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสังคมและผู้กำหนดนโยบาย และเราจะพยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิรูปนี้ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนต่อไป”</p>



<p>วิจารณ์เห็นด้วยกับไกรยส และเสริมว่ากองทุนได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนโรงเรียนในการปรับใช้หลักสูตรอย่างมหาศาล ด้วยหวังว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่จากบนลงล่าง “เราเริ่มต้นจากการฟังครูให้มากๆ พยายามสร้างสายสัมพันธ์ด้วยความปรารถนาดี สื่อสารว่าเราจะนำแนวคิดใหม่ๆ ทรัพยากรใหม่ๆ มาให้โรงเรียน แต่เราต้องฟังโรงเรียนด้วยว่าโรงเรียนกำลังพยายามทำอะไรดีๆ ให้เด็กๆ และชุมชนอยู่หรือเปล่า จากนั้น เราที่เป็นคนนอกของชุมชนการเรียนรู้นี้จึงเข้าไปแทรกแซง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดี และทำให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับทีมวิจัยของเรา”</p>



<p>โดยเขาหวังว่า เมื่อเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างโรงเรียนได้แล้ว ก็จะขยายวงแห่งความร่วมมือไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาการผลิตครูรุ่นถัดไปได้ กระนั้น วิจารณ์เองก็เห็นว่าระบบการศึกษาไทยยังต้องเรียนรู้อยู่มาก</p>



<p>อันเดรอัสจึงส่งท้ายการเสวนาอย่างคมคายว่า “คุณมีประเด็นและความตั้งใจที่ดีแล้ว แต่อาจจะรอให้สังคมมาสนับสนุนคุณเท่านั้นไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้อง คุณต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่าหลักสูตรใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของลูกหลานของพวกเขาอย่างไร และการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ปกครองของเด็กคือหนทางที่ดีที่สุดในการจูงใจพวกเขา”</p>



<p>“พวกเขาอาจไม่ได้อยู่บนยอดพีระมิดของนโยบายนี้ แต่ก็เป็นครูของเยาวชนของเราเหมือนกัน พวกเขาได้ยินทุกรัฐบาลให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่มีใครทำให้พวกเขาเชื่อถือได้ ดังนั้น หากคุณดึงผู้ปกครองเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาได้ พวกเขานั่นเองที่จะเป็นกำลังสำคัญของการปรับใช้หลักสูตรนี้ กระทั่งการเปลี่ยนผ่านประสบความสำเร็จ”</p>



<p>ปัจจุบัน หลักสูตรฐานสมรรถนะสำหรับช่วงชั้นที่หนึ่งที่ประกอบด้วย 7 สาระการเรียนรู้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักการศึกษาจำนวนไม่น้อยว่าสับสน ไม่สามารถพัฒนาสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีสำนึกประชาธิปไตยได้จริง ซึ่งหากการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างราบรื่นต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคม ตลอดจนความร่วมมือในระยะยาวระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบการศึกษา ประเด็นดังกล่าวก็เป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังความคิดเห็นและแสวงหาหนทางแก้ไขต่อไป</p>



<p></p>



<p><a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_ednref1">[i]</a>&nbsp;จากหนังสือ&nbsp;<em>Phenomenal Learning: นวัตกรรมการเรียนรู้แห่งอนาคตแบบฟินแลนด์</em>&nbsp;(สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป, 2563)</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
