<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>National Education Union | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/national-education-union/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 16 Jul 2021 08:07:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>National Education Union | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน หวังช่วยปรับพฤติกรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-mobile-phone-ban-plan-to-improve-school-behaviour/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2021 08:06:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ASCL]]></category>
		<category><![CDATA[National Education Union]]></category>
		<category><![CDATA[Kevin Courtney]]></category>
		<category><![CDATA[Geoff Barton]]></category>
		<category><![CDATA[Gavin Williamson]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43237</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษพิจารณาประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ ห้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-mobile-phone-ban-plan-to-improve-school-behaviour/">อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน หวังช่วยปรับพฤติกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษพิจารณาประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ ห้ามไม่ให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาภายในห้องเรียน เป้าหมายเพื่อให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อและตั้งใจเรียน รวมถึงมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในห้องเรียนมากกว่าต้องคอยพะวงเรื่องโทรศัพท์ พร้อมหวังปรับพฤติกรรมให้เด็กนักเรียนมีระเบียบวินัยมากขึ้น</strong></p>



<p>สถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษรายงานข้อเสนอแนะของกวิน วิลเลียมสัน (Gavin Williamson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษว่า ต้องการให้โรงเรียนต่างๆ ออกมาตรการห้ามนักเรียนพกพาโทรศัพท์มือถือเข้ามาภายในโรงเรียน หรือห้ามพกติดตัวเข้ามาในห้องเรียน โดยข้อห้ามนี้จะถูกใช้ควบคู่กับแนวทางอื่นๆ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการเรียน และปรับพฤติกรรมของนักเรียนให้มีระเบียบวินัยมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของอังกฤษกล่าวว่า ต้องการให้มีวันโรงเรียนปลอดโทรศัพท์มือถือ เพราะอุปกรณ์สื่อสารสำหรับพกพาดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กไม่มีสมาธิ กระทบต่อการเรียน ส่งผลเสียมากกว่าผลดี&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการปรึกษากับทางที่ปรึกษาเพื่อรับฟังความเห็นของครูและผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีการปรับเปลี่ยนและส่งเสริมพฤติกรรมอันดีของนักเรียน ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 6 สัปดาห์ในการเก็บรวบรวมความคิดเห็น&nbsp;</p>



<p>สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทบทวนด้านพฤติกรรม ระเบียบวินัย การพักการเรียน และการลาออกจากโรงเรียนของนักเรียนในโรงเรียนภาครัฐทั่วอังกฤษ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาของอังกฤษให้ครบถ้วนรอบด้าน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1aac58"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือ_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ มีรายงานว่า แต่ละโรงเรียนต่างมีนโยบายการจัดการเรื่องโทรศัพท์มือถือแตกต่างกันออกไป บางโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนใช้งานโทรศัพท์มือถือในห้องเรียนได้ ในฐานะเครื่องมือช่วยค้นคว้าหาความรู้ ในขณะที่บางโรงเรียนไม่อนุญาตให้ใช้ระหว่างการเรียนในห้องเรียนเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลายโรงเรียนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน เนื่องจากพบว่ามีความเชื่อมโยงกับปัญหาการกลั่นแกล้งกันบนโลกไซเบอร์ (cyberbullying) ซ้ำยังมีการแชร์ภาพและคลิปที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมภายในโรงเรียน โดยความกังวลในเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจากมีรายงานว่านักเรียนบางคนตกเป็นเหยื่อของการถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ แล้วยังมีคลิปภาพเผยแพร่บนเว็บไซต์เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศภายในโรงเรียนที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษเพิ่งประกาศตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 10 ล้านปอนด์ เพื่อทำโครงการศูนย์พฤติกรรม หรือ Behaviour hub โดยมีโรงเรียน 22 โรง และสถาบันในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีก 2 แห่งเข้าร่วมในฐานะโรงเรียนที่มีประวัติดี มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด และนักเรียนมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบ และให้ความช่วยเหลือโรงเรียนที่มีปัญหาในการกำกับดูแลพฤติกรรมของเด็กนักเรียน&nbsp;</p>



<p>วิลเลียมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษกล่าวว่า ไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนที่ต้องการส่งลูกหลานของตัวเองมาเรียนในโรงเรียนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแน่นอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b1e90"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือ_03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ทำให้รบกวนสมาธิเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และสุขภาพร่างกายของเด็กหากว่าใช้มากเกินไป และใช้ในทางที่ผิด ผมต้องการยุติปัญหาดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องผลักดันให้วันไปเรียนคือวันปลอดโทรศัพท์มือถือ”&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษกล่าว&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ รัฐมนตรีวิลเลียมสันยังเสริมอีกว่า เพื่อให้รัฐและโรงเรียนสามารถช่วยเหลือนักเรียน เอาชนะความท้าทายที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 รวมถึงการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้สำหรับเยาวชนและวัยรุ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องสร้างความมั่นใจว่า นักเรียนจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากการเรียนในห้องเรียนภายใต้บรรยากาศที่สงบเรียบร้อย ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียนและซึมซับความรู้ต่างๆ ได้เต็มที่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กอฟฟ์ บาร์ตัน (Geoff Barton) หัวหน้าสหภาพโรงเรียน ASCL กลับเห็นว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นประเด็นเรื่องโทรศัพท์มือถือมากเกินความพอดี ทั้ง ๆ ที่ควรให้ความสำคัญกับนโยบายทางด้านการศึกษาอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมทั่วถึง&nbsp;</p>



<p>สาเหตุเพราะในความเป็นจริงตามปกติแล้ว แต่ละโรงเรียนมีนโยบายและมาตรการที่ค่อนข้างเข้มงวดอยู่แล้วในการอนุญาตให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือภายในโรงเรียน ดังนั้น นโยบายเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือจึงควรเป็นทางเลือกสำหรับโรงเรียนให้ตัดสินใจกันเอาเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นที่รัฐบาลส่วนกลางจะเข้าไปยุ่ง อีกทั้งโทรศัพท์มือถือไม่ใช่อุปกรณ์ฟรีที่นักเรียนทุกคนสามารถมีไว้ในครอบครองได้อยู่แล้ว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f39c5f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือ_04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ สิ่งที่โรงเรียนและวิทยาลัยทั่วอังกฤษคาดหวังจากกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลก็คือ แผนฟื้นฟูการศึกษาหลังยุคไวรัสโควิด-19 รวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบจากภาวะการศึกษาที่ชะงักงันนับต่อจากนี้ มากกว่าการมาให้ความสนใจกับประเด็นด้านพฤติกรรม หรือความประพฤติของเด็กนักเรียน&nbsp;</p>



<p>ด้านเควิน เคิร์ธนีย์ (Kevin Courtney) หัวหน้าร่วมของสหภาพการศึกษาแห่งชาติ (National Education Union) กล่าวว่า การพูดเรื่องโทรศัพท์มือถือเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น เพราะโรงเรียนโดยทั่วไปมีนโยบายในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องการความเห็นหรือคำปรึกษาอื่นใดเพิ่มเติมอีก&nbsp;</p>



<p>“รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมัวแต่พูดเรื่องวินัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งๆ ที่ช่วงเวลานี้ควรพูดเรื่องปัญหาด้านสุขภาพจิต สุขภาพ และสิ่งที่ครูจำเป็นต้องได้รับ เพื่อนำมาใช้รับมือกับช่องทางทางการเรียนรู้ที่หายไปเพราะไวรัสโควิด-19” เคิร์ธนีย์ ระบุ </p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้มีส่วนร่วมอย่างรอบด้าน จะทำให้การออกมาตรการต่างๆ สอดรับกับสถานการณ์และความจำเป็นเร่งด่วนที่แท้จริง</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.bbc.com/news/education-57643697" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.bbc.com/news/education-57643697">Mobile phone ban plan to improve school behaviour</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-mobile-phone-ban-plan-to-improve-school-behaviour/">อังกฤษเล็งแบนโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน หวังช่วยปรับพฤติกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำนักงานตรวจสอบแห่งชาติเผย โครงการ National Tutoring Programme ช่วยให้เด็กยากจนในอังกฤษเรียนทันเพื่อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-england-national-tutoring-programme/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 01 May 2021 08:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ประธานคณะกรรมการบัญชีสาธารณะ (Chair of the Commons Public Accounts Committee) และ]]></category>
		<category><![CDATA[the Local Government Association&#039;s Children and Young People Board]]></category>
		<category><![CDATA[Cllr Judith Blake]]></category>
		<category><![CDATA[NAO]]></category>
		<category><![CDATA[Gareth Davies]]></category>
		<category><![CDATA[Boris Johnson]]></category>
		<category><![CDATA[National Tutoring Programme]]></category>
		<category><![CDATA[National Education Union]]></category>
		<category><![CDATA[Kevin Courtney]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=40079</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการศึกษาของสำนักงานตรวจสอบแห่งชาติ (National Audit Of [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-england-national-tutoring-programme/">สำนักงานตรวจสอบแห่งชาติเผย โครงการ National Tutoring Programme ช่วยให้เด็กยากจนในอังกฤษเรียนทันเพื่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผลการศึกษาของสำนักงานตรวจสอบแห่งชาติ (National Audit Office) เปิดเผยว่า โครงการ National Tutoring Programme&nbsp;ที่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักเรียนที่ไม่สามารถมาเรียนในช่วงที่ปิดโรงเรียนเพราะไวรัสโควิด-19 ระบาด สามารถเรียนหนังสือได้ทันเพื่อนหรือชดเชยการเรียนที่หายไปนั้น ไม่สามารถเข้าถึงเด็กนักเรียนด้อยโอกาสส่วนใหญ่ในอังกฤษได้</strong></p>



<p>สถานีโทรทัศน์ BBC ของอังกฤษรายงานว่า แม้จะมีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กนักเรียนยากจนในอังกฤษ แต่ทว่า โครงการติวหนังสือแห่งชาติ หรือ National Tutoring Programme กลับมีเด็กนักเรียนจากครอบครัวยากจนเข้าร่วมโครงการไม่ถึงครึ่ง&nbsp; ไม่คุ้มค่ากับเงินที่ ทางฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการระบุว่าได้ใช้เงินลงทุนในโครงการดังกล่าวกว่า 2,000 ล้านปอนด์</p>



<p><strong>Meg Hillier ประธานคณะกรรมการบัญชีสาธารณะ (Chair of the Commons Public Accounts Committee) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคแรงงาน</strong> กล่าวว่าฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการประสบความล้มเหลวในการทำการบ้านของตนเอง และความล้มเหลวดังกล่าวก็สร้างผลกระทบในทางลบต่อเด็กนักเรียนด้อยโอกาสในสังคม</p>



<p>&#8220;ทางกระทรวงศึกษาธิการตอนนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการสนับสนุนได้รับการกำหนดเป้าหมายอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างระหว่างเด็กด้อยโอกาสและคนรอบข้างขยายกว้างขึ้นไปอีก&#8221; Meg Hillier กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>นายกรัฐมนตรี Boris Johnson ของอังกฤษ</strong> ได้ประกาศโครงการช่วยเหลือเด็กนักเรียนอังกฤษครั้งแรกมูลค่า 1,000 ล้านปอนด์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยเงินช่วยเหลือดังกล่าว ส่วนหนึ่งหรือราว 350 ล้านปอนด์ได้รับการจัดสรรเพื่อจัดทำโครงการ National Tutoring Programme ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนยากจน และจัดสรรงบอีก 650 ล้านปอนด์ให้กับทางโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะมีพื้นเพภูมิหลังมาจากที่ใดก็ตาม ให้สามารถเรียนหนังสือได้ทันเพื่อนร่วมชั้นเรียน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า แม้โครงการจะมุ่งเป้าไปที่เด็กด้อยโอกาส แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้ระบุว่าเด็กที่เข้าร่วมควรเป็นเด็กด้อยโอกาสในสัดส่วนเท่าใด</p>



<p>ขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ยังพบว่า จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักเรียน 125,200 คนที่ได้รับการจัดสรรให้เข้าร่วมโครงการติวพิเศษ มีเพียง 41,100 คนเท่านั้นที่ได้เริ่มเรียนพิเศษแล้ว และในจำนวนนี้ 44% มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนพิเศษสำหรับนักเรียนซึ่งเป็นทุนที่มอบให้กับโรงเรียนในอังกฤษเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ด้อยโอกาส</p>



<p>ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้เกิด &#8220;คำถามเกี่ยวกับขอบเขตที่โครงการจะเข้าถึงเด็กที่ด้อยโอกาส&#8221; ขณะที่ การจัดที่ปรึกษาด้านวิชาการในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนยากจน เพื่อให้มีการติดตามการเรียนอย่างเข้มข้นก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการมหาศาลในชุมชน</p>



<p>โดยข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า มีการจัดสรรที่ปรึกษาเข้าประจำโรงเรียน 1,100 แห่งแล้ว แต่โรงเรียนที่ยื่นขอความจำนงขอมีที่ปรึกษานั้นมีถึง 1,789 แห่ง เท่ากับกับว่า มีโรงเรียนอีกกว่า 600 แห่งที่ยังไม่มีที่ปรึกษาเลยแม้สักคนเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0c1c87"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/ข่าวโครงการติวพิเศษ_3.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นอกจากนี้ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้สถานการณ์ด้านการศึกษาของอังกฤษมีความซับซ้อนและความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องเร่งลงมือตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างดีและรวดเร็ว แต่ความเป็นจริงก็คือ กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษไม่มีแม้แต่จัดการการศึกษาที่สะดุดหยุดชะงักนี้ได้</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ถึงทางกระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาจัดสรร แล็บท็อปส์และแท็บเล็ตส์จำนวน 602,000 เครื่อง กับเครื่องส่งสัญญาณ 4G หรือ 4G routers จำนวน 100,000 เครื่องตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ในการเรียนทางไกลได้ แต่เพราะไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์ได้ทันในระยะเวลาอันสั้นได้ ทำให้ทางการต้องเลือกให้ความสนใจกับนักเรียนที่มีนักสังคมสงเคราะห์และผู้ดูแลเด็กควบคู่ไปกับนักเรียนด้อยโอกาสในเกรด 10 แทน โดยคิดเป็นจำนวนแล็ปท็อปและแท็บเล็ตทั้งหมด 220,000 เครื่องและเราเตอร์ อีก 50,000 เครื่อง</p>



<p>รายงานระบุว่า &#8220;อุปกรณ์จำนวนมากไปไม่ถึงหน่วยงานท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาจนถึงเดือนมิถุนายน&#8221;&nbsp;ซึ่งหมายความว่าเด็กๆ หลายคนไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกลได้จนกว่าจะถึงครึ่งหลังของภาคเรียนฤดูร้อน</p>



<p><strong>Gareth Davies หัวหน้าสำนักงานตรวจสอบแห่งชาติ (NAO)</strong> กล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามผลกระทบของการเตรียมการรับมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กที่ด้อยโอกาส รวมถึงผลลัพธ์ของการดำเนิน</p>



<p>ด้าน <strong>Kevin Courtney เลขานุการร่วมของสหภาพการศึกษาแห่งชาติ (National Education Union</strong>) อังกฤษ กล่าวว่า รัฐบาล&#8221;เป็นสาเหตุของความสับสนและขุ่นเคือง&#8221; ทำให้เกิดแรงกดดันที่ไม่จำเป็นต่อการปฎิบัติงาน</p>



<p>ส่วน <strong>Cllr Judith Blake ประธานคณะกรรมการเด็กและเยาวชนของสมาคมรัฐบาลท้องถิ่น (chair of the Local Government Association&#8217;s Children and Young People Board)</strong> ระบุว่า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการกำหนดเป้าหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การสนับสนุนได้ทัน เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายช่องว่างด้านการศึกษาระหว่างนักเรียนด้อยโอกาสกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน</p>



<p>ขณะที่ทางโฆษกกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ โต้ว่า ทางกระทรวงได้เร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วทุกครั้งเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อการศึกษาของนักเรียนและให้การสนับสนุนในวงกว้างสำหรับโรงเรียน วิทยาลัยและอนุบาลตั้งแต่ช่วงแรกอย่างเต็มที่</p>



<p>&#8220;เราได้ลงทุนกว่า 2 พันล้านปอนด์ในแผนการจัดหาอุปกรณ์สำหรับการศึกษาระยะไกลและแผนการติดตามให้กับนักเรียน &#8211; โดยมีการระดมทุนที่มุ่งเป้าไปที่เด็กด้อยโอกาสและเยาวชนที่ต้องการการสนับสนุนมากที่สุด&#8221; โฆษกกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษกล่าว</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.bbc.com/news/education-56418905" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.bbc.com/news/education-56418905">Covid: Catch-up tuition not helping poorest pupils, says NAO</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-england-national-tutoring-programme/">สำนักงานตรวจสอบแห่งชาติเผย โครงการ National Tutoring Programme ช่วยให้เด็กยากจนในอังกฤษเรียนทันเพื่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หวังให้พ่อแม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการเปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/86356-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 04:56:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[National Education Union]]></category>
		<category><![CDATA[Kevin Courtney]]></category>
		<category><![CDATA[Association of School and College leaders]]></category>
		<category><![CDATA[Geoff Barton]]></category>
		<category><![CDATA[NASUWT]]></category>
		<category><![CDATA[Patric Roach]]></category>
		<category><![CDATA[Gavin Williamson]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17972</guid>

					<description><![CDATA[<p>แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา &#160; รัฐบาลอังก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/86356-2/">หวังให้พ่อแม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการเปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_17974" aria-describedby="caption-attachment-17974" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-17974 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-4.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-4-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-4-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-4-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-17974" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Colin Watts</figcaption></figure></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;"><strong>แปลและเรียบเรียง :</strong> นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>รัฐบาลอังกฤษเตรียมฟื้นกฎหมายคำสั่งปรับพ่อแม่ที่ไม่ยอมส่งบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนนับตั้งแต่เดือนกันยายนขึ้นมาใช้อีกครั้ง หลังระงับไปเพราะ COVID-19 หวังให้พ่อแม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการเปิดสถานศึกษาทั่วประเทศในเดือนกันยายน</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ รายงานว่า บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ส่งลูกหลานไปโรงเรียนในภาคเรียนการศึกษาใหม่ที่จะเปิดขึ้นอีกครั้งหลังวิกฤต COVID-19 คลี่คลาย จะโดนคำสั่งปรับจากทางการ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่ส่งลูกไปโรงเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ เปิดเผยว่า เตรียมวางแผนออกมาตรการเชิงบังคับให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องส่งลูกหลานไปโรงเรียนให้กับทาง</span><span style="font-weight: 400;">รัฐบาล</span><span style="font-weight: 400;">พิจารณาตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้ทันในการบังคับใช้เป็นกฎหมายก่อนการเปิดโรงเรียนทั่วไปประเทศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือ เดือนกันยายน เป็นต้นไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานระบุว่า ทางกระทรวงเตรียมพิจารณาออกคำสั่งบังคับให้เด็กทุกคนต้องกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ยกเว้นว่า จะมีเหตุผลสมควรที่ทำให้ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ อย่างเช่น มีอัตราการระบาดของ COVID-19  เพิ่มขึ้นภายในพื้นที่หรือชุมชน ที่เด็กนักเรียนอาศัยอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gavin Williamson รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า เป้าหมายหลักก็เพื่อให้เด็กๆ ได้กลับไปเรียนหนังสือทุกคน จึงจำเป็นต้องมีคำสั่งบังคับ และต้องกำหนดบทลงโทษตามมาสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน เพื่อให้การดำเนิการเป็นไปอย่างราบรื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากบรรดาครูใหญ่ในโรงเรียนต่างๆ รวมถึง เหล่าสมาชิกสหภาพครูทั่วประเทศ โดยทั้งหมดเห็นตรงกันว่า เหล่าพ่อแม่ต่างวิตกกังวลอยู่แล้วในเรื่องการส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน เพราะห่วงด้านความปลอดภัย ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรลงมือไมใช่การบังคับและเพิ่มบทลงโทษ แต่เป็นการหาทางสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บรรดาพ่อแม่ว่า ลูกๆ จะยังคงปลอดภัย หากต้องกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ก่อนหน้าการระบาดของโรค COVID-19 อังกฤษก็มีกฎหมายสั่งปรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ส่งบุตรหลานไปโรงเรียนอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ ทางการมีคำสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในช่วงวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มีการเปิดโรงเรียนบางส่วน พ่อแม่ผู้ปกครองมีสิทธิตัดสินใจว่าจะให้ลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียนหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ได้ส่งสัญญาณเตรียมทบทวนพิจารณารื้อฟื้นคำสั่งปรับของการไม่ไปโรงเรียนให้กลับมาใช้อีกครั้งในเดือนกันยายน หลังจากที่โรงเรียนจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ และมีกฎหมายบังคับให้เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกฎหมายที่กำหนดก่อนหน้าที่จะมีการระบาดของ COVID-19 เด็กนักเรียนสามารถขาดเรียนได้ก็ต่อเมื่อป่วยหนักจนไม่อาจเข้าร่วมชั้นเรียนได้ หรือได้รับอนุญาตยินยอมจากครูใหญ่ของทางโรงเรียนเท่านั้น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียนจะโดนปรับเป็นเงิน 60 ปอนด์ (ราว 2,300 บาท) และค่าปรับจะเพิ่มสูงสุดถึง 120 ปอนด์ (ราว 4,600 บาท) หากว่าพ่อแม่ไม่ยอมจ่ายค่าปรับภายใน 21 วัน อีกทั้งทางอัยการยังมีสิทธิดำเนินการตามกฎหมาย หากยังไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับ </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17976" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Patric Roach เลขาธิการกลุ่มสหภาพครู NASUWT กล่าวว่า ทางกระทรวงและบรรดารัฐมนตรี ควรให้</span><span style="font-weight: 400;">ความ</span><span style="font-weight: 400;">สนใจกับการพยายามหาทางเรียนความเชื่อมั่นไว้วางใจจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;พ่อแม่หลายคนต่างต้องการหลักประกันที่จะทำให้พวกเขาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าการส่งลูกไปโรงเรียนจะปลอดภัยแน่นอน อีกทั้งพวกเขาจำเป็นต้องรู้ทุกขั้นตอนการดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสมทุกอย่างที่จะทำให้โรงเรียนปลอดภัยจาก COVID-19&#8221; Patric Roach กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางตัวแทนจากสหภาพครูระบุว่า รัฐบาลควรคิดพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะออกบทลงโทษพ่อแม่ ขณะที่ทางรัฐบาลเองยังไม่มีการอธิบายแผนการใดๆ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปิดโรงเรียนในเดือนกันยายน เนื่องจากประเด็นด้านความปลอดภัยของตัวเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปครองยินยอมส่งลูกไปโรงเรียนด้วยความเต็มใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน Geoff Barton เลขาธิการสมาคมครูและผู้นำวิทยาลัย (Association of School and College leaders) กล่าวว่า การออกคำสั่งปรับพ่อแม่ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการจัดการให้เด็กเดินทางมาเข้าเรียนที่โรงเรียน พร้อมเตือนให้รัฐบาลอย่าคาดหวังว่าทางโรงเรียนทุกแห่งจะปฎิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว หากว่ารัฐบาลมีคำสั่งปรับจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ทางสมาคมครูและผู้นำวิทยาลัย ได้เรียกร้องขอให้ทางรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เข้าใจถึงความเป็นจริงของสถานการณ์ และแนะนำให้ทางรัฐพิจารณากำหนดให้มีช่วงระยะเวลาผ่อนปรนจนกว่าที่สถานการณ์ COVID-19 จะคลี่่คลาย และกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ Kevin Courtney เลขาธิการร่วมสหภาพการศึกษาแห่งชาติ (National Education Union) เสริมว่า แนวทางที่รัฐบาลควรทำก็คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับทางพ่อแม่ผู้ปกครองในเชิงสร้างสรรค์และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ในการเป็นหลักฐานรับรองความปลอดภัย ดีกว่าการออกคำสั่งปรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา รัฐบางอังกฤษตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย กรณีขาดมาตรการและแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนด้านการศึกษา หลังมีคำสั่งปิดโรงเรียนสกัดการระบาดของ COVID-19 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะมีคำสั่งให้เปิดในเดือนมิถุนายน ทว่า ภายหลังเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน โรงเรียนบางแห่งต้องสั่งปิดโรงเรียน เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาอังกฤษได้ออกมายอมรับว่า แผนการเปิดโรงเรียนของรัฐบาลในวันที่ 1 มิถุนายน ถือเป็นแผนการที่ใจเร็วด่วนได้ไป กระนั้น การเปิดโรงเรียนภายในเดือนกันยานเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำและสามารถทำได้ เพื่อให้เด็กนักเรียนทั่วอังกฤษได้รับประโยชน์จากเรียนตามหลักสูตรของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ขณะนี้ จนถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเกือบ 1.5 ล้านคนทั่วประเทศสามารถกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้แล้ว และผมก็อยากเห็นตัวเลขจำนวนเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นในทุกสัปดาห์ ก่อนที่เด็กทุกคนจะต้องกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนภายในเดือนกันยายน&#8221; Gavin Williomson รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษกล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลสถิติจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน ของรัฐบาลอังกฤษ พบว่า ราว 34% ของเด็กนักเรียนเกรด 6 ทั่วประเทศ ได้เดินทางมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 26% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.theguardian.com/education/2020/jun/29/fines-for-school-non-attendance-in-england-to-resume-from-autumn" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Fines for school non-attendance in England to resume from autumn</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/86356-2/">หวังให้พ่อแม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียน ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการเปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
