<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Marshall Anthony Jr. | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/marshall-anthony-jr/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 24 Oct 2021 05:32:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Marshall Anthony Jr. | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โพลเผย พ่อแม่ชาวมะกันเกือบครึ่งไม่สนใบปริญญา แต่ยอมรับเรียนมหาวิทยาลัยยังจำเป็นเพราะช่วยอัพรายได้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-nearly-half-of-u-s-parents-want-more-noncollege-paths/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2021 05:32:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Gallup]]></category>
		<category><![CDATA[Georgetown University]]></category>
		<category><![CDATA[Thomas B. Fordham]]></category>
		<category><![CDATA[Marshall Anthony Jr.]]></category>
		<category><![CDATA[Center for American Progress]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46852</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจความเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันเกี่ยวกับกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-nearly-half-of-u-s-parents-want-more-noncollege-paths/">โพลเผย พ่อแม่ชาวมะกันเกือบครึ่งไม่สนใบปริญญา แต่ยอมรับเรียนมหาวิทยาลัยยังจำเป็นเพราะช่วยอัพรายได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลสำรวจความเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันเกี่ยวกับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของบุตรหลานที่จัดทำโดยแกลลัพโพลล์ (Gallup Poll) พบเกือบครึ่งของพ่อแม่ที่ตอบแบบสอบถามต้องการให้ลูกของตนเองมีทางเลือกทางการศึกษาที่มากกว่าการสมัครเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม รายงานพิเศษโดยสำนักข่าวเอพีพบข้อมูลว่า การเรียนปริญญา 4 ปี มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น</p>



<p>รายงานครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังขาเกี่ยวกับคุณค่าของใบปริญญากับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ใช้เวลาเรียน 4 ปีด้วยจำนวนค่าเทอมที่ค่อนข้างสูงและเกินเอื้อมถึงสำหรับครอบครัวชาวอเมริกันหลายพันคน โดยหลายครอบครัวยอมรับว่า บุตรหลานของตนเองต้องยอมกู้หนี้ยืมสินเพื่อเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้ใบปริญญา ครั้นพอสำเร็จการศึกษากลับพบว่าไม่มีเส้นทางในหน้าที่การงานที่ชัดเจน หนำซ้ำบางคนตกงานเป็นเวลานาน จนต้องจำยอมทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องหรือต่ำกว่าระดับความรู้ที่เรียนมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d1cec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/15-แปล-โพลเผยพ่อแม่ชาวมะกัน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ บริษัทวิจัยแกลลัพ (Gallup) ภายใต้ความร่วมมือกับคาร์เนกี คอร์ปอเรชั่น (Carnegie Corporation) ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของครอบครัวชาวอเมริกันเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมปี 2020 ในชื่อ Family Voices ( “เสียงจากครัวเรือน”) พบว่า 46% ของครอบครัวชาวอเมริกันต้องการให้บุตรหลานของตนเลือกเส้นทางอื่นมากกว่าเข้ามหาวิทยาลัย แม้ว่าครอบครัวจะไม่มีปัญหาติดขัดด้านการเงินใดๆ เลยก็ตาม ขณะที่ 54% ของพ่อแม่ยังคงอยากให้ลูกๆ ได้เรียนระดับมหาวิทยาลัย เพียงแต่อยากให้เว้นระยะห่าง 1 ปีหลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเด็กจะได้มีเวลาค้นหาลู่ทางที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาทิศทางตลาดเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการหางานทำหลังเรียนจบ</p>



<p>โดยในจำนวน 46% ของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเลือกทางอื่นที่ไม่ใช่เรียนปริญญาตรีระบุว่า อยากให้เด็กเลือกเข้ารับการฝึกอบรมทางทักษะอาชีพเฉพาะทางแทน ซึ่งใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โดยการฝึกอบรมนี้หมายรวมถึงการฝึกงานของบริษัทต่างๆ โครงการฝึกอบรมในเชิงเทคนิคต่างๆ และสถาบันที่เน้นในเรื่องของการค้าขายหรือการบริหารจัดการธุรกิจ หรือการเลือกเรียนในระดับอาชีวศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ พ่อแม่ในกลุ่มนี้อยากสนับสนุนให้ลูกๆ ได้ทำหรือค้นหาในสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างจริงจัง เช่น เริ่มต้นทำธุรกิจ ทำงานอาสาสมัคร เข้าร่วมกองทัพเป็นทหาร หรือทำงานที่ได้เงินเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวต่อไป</p>



<p>สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่ไม่อยากให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยก็คือ ความกังวลเรื่องการเงิน โดย 65% ของพ่อแม่ที่ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าปัจจัยค่าเล่าเรียนเป็นเหตุผลหลักในการคิดเรื่องการศึกษาต่อของลูกๆ ในมหาวิทยาลัย เนื่องจากค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ดังนั้น หากเป็นไปได้อยากให้มีทางเลือกสำหรับเด็กเรียนจบมัธยมปลายให้มากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถมีพื้นที่ยืนในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ แม้จะไม่มีใบปริญญาก็ตาม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3be468"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/15-แปล-โพลเผยพ่อแม่ชาวมะกัน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กระนั้น จากการรวบรวมงานวิจัยของหลายองค์กร ซึ่งรวมถึงการศึกษาของบริษัทวิจัยแกลลัพ จัดทำโดยสำนักข่าวเอพีพบว่า&nbsp; ผู้ที่จบปริญญา 4 ปีเต็มจากมหาวิทยาลัยจะมีรายได้ตลอดชีพมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาน้อยกว่า ส่วนผู้ที่มีประกาศนียบัตรระดับมัธยมปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือจบปริญญา 2 ปีจากมหาวิทยาลัย มีรายได้โดยเฉลี่ยน้อยกว่า</p>



<p>ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด สาขานิวยอร์ก ระบุชัดว่า การลงทุนเพื่อการศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาตรีมักจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอ และผู้ที่มีใบปริญญารับรองวุฒิจะมีเงินเดือนสูงว่าทุนที่ใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยเฉลี่ย 14%</p>



<p>สำหรับรายได้โดยเฉลี่ยของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ประมาณ 78,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2,574,000 บาท) ขณะที่ผู้ที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะมีรายได้เฉลี่ยเพียง 45,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 1,485,000 บาท)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า อัตรารายได้โดยเฉลี่ยข้างต้นไม่ได้การันตีว่า ผลตอบแทนของผู้ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยจะดีกว่าเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ อย่างมหาวิทยาลัยที่เข้าเรียน หนี้สะสม และสาขาวิชาชีพที่เลือก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่จะได้รับอีกทาง</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยด้านเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และเพศของนักเรียน ก็มีอิทธิพลต่อรายได้ผลตอบแทนด้วยเช่นเดียวกัน</p>



<p>นอกจากนี้ แม้ว่าระบบการศึกษาของสหรัฐฯ จะมีทางเลือกให้กับผู้มีรายได้น้อยในการเรียนต่ออย่าง Student Loans หรือเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ให้นักเรียนนักศึกษากู้ยืมเงินมาเป็นค่าเล่าเรียน แต่การศึกษาวิจัยพบว่า การกู้ยืมนี้อาจส่งผลต่อมูลค่าของใบปริญญาตรีที่ได้มา</p>



<p>พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า หากกู้ยืมเงินมาเรียน รายได้ที่ได้มาภายหลังหลังจากเรียนจบปริญญาก็ต้องหดหายไป เพราะต้องหาเงินมาชำระคืน</p>



<p>ข้อมูลของรัฐบาลส่วนกลางของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 117% จากปี 1985 ถึงปี 2019 แต่ค่าจ้างเงินเดือนในช่วงเวลาเดียวกันนี้กลับขยับปรับเพิ่มขึ้นเพียง 19% เท่านั้น</p>



<p>ทั้งนี้ การกู้เงินมาเรียนต่อปริญญาตรีเป็นทางเลือกที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับคนที่อยากเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะมักจะต้องใช้เงินกู้มาชำระค่าเล่าเรียน โดยผู้เชี่ยวชาญคำนวณว่า หากจะทำให้ปริญญาตรีที่ได้มาคุ้มค่ากับการลงทุน นักศึกษาจะต้องหาเงินเดือนให้เพียงพอที่จะจ่ายคืนแก่ผู้ให้กู้ ซึ่งตัวเลขที่พอเหมาะพอดีอยู่ที่ประมาณ 10% ของรายได้หลังหักภาษี</p>



<p>ดังนั้น การมีหนี้สินจำนวนมาก แต่ไม่มีใบปริญญา ถือเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการสำเร็จการศึกษาจึงมีความสำคัญอย่างมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-841ba3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/15-แปล-โพลเผยพ่อแม่ชาวมะกัน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกันปัจจัยสาขาที่เรียนถือเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่มีผลต่อรายได้อย่างมากเช่นกัน เพราะบางสาขาวิชาสามารถทำรายได้ได้มากกว่าสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะสาขาที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยในช่วงกลางของอาชีพการงานสูงที่สุด คือผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์</p>



<p>ด้านข้อมูลจากศูนย์การศึกษาและแรงงานของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) ระบุว่า คนทำงานที่จบสาขาดังกล่าวมีรายได้เฉลี่ย 76,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2,508,000 บาท) รองลงมาคือผู้ที่จบการศึกษาด้านธุรกิจที่ 67,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2,211,000 บาท) และตามด้วยเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่ 65,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2,145,000 บาท)</p>



<p>นอกจากนี้ รายได้หลังเรียนจบปริญญายังจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับทำเลที่อยู่อาศัย โดยสถาบันโทมัธ บี. ฟอร์ดแฮม (Thomas B. Fordham) ได้เปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับรายได้ของคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งพบว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่นอกเมือง หรือพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง</p>



<p>โดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีตามเมืองต่างๆ จะมีรายได้โดยเฉลี่ย 95,229 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว&nbsp; 3,142,557 บาท) เนื่องจากในเมืองใหญ่ๆ มีงานที่ต้องการวุฒิปริญญามากกว่าเมืองเล็กๆ หรือชนบท โดยนักศึกษาที่จบสาขาวิชาเทคโนโลยี การเงิน หรือการตลาด จะได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น</p>



<p>ขณะที่ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อรายได้ก็คือ &#8220;ความเหลื่อมล้ำ&#8221; โดยมาร์แชล แอนโธนี จูเนียร์ (Marshall Anthony Jr.) แห่งศูนย์อเมริกันก้าวหน้า (Center for American Progress) กล่าวว่า บางครั้งการศึกษาในระดับปริญญาตรีอาจทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องรายได้และเชื้อชาติเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เพราะนักเรียนที่ยากจนจะมีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ ส่งผลให้เด็กเหล่านี้เผชิญปัญหาสถานะทางเศรษฐกิจหนักกว่าเดิม</p>



<p>นอกจากนี้ แอนโธนี จูเนียร์ ยังศึกษาพบว่า ความไม่เสมอภาคเท่าเทียม ทำให้นักเรียนอเมริกันผิวสีมักมีหนี้สินมากกว่านักเรียนอเมริกันผิวขาวโดยเฉลี่ย 25,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 825,000 บาท) ขณะที่สถาบันบรู้กกิ้งส์ (Brookings Institutions) พบว่า หลังเรียนจบ ชาวอเมริกันผิวสีมีหนี้กู้ยืมทางการศึกษาประมาณ 52,726 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,739,958 บาท) ส่วนนักศึกษาชาวอเมริกันผิวขาวมีหนี้ประมาณ 28,006 เหรียญสหรัฐ (ราว 924,198 บาท)</p>



<p>ดังนั้น หนี้ที่สูงกว่าและรายได้ค่าตอบแทนที่น้อยกว่า ทำให้ชาวอเมริกันผิวสีต้องจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปด้วย</p>



<p></p>



<p>ที่มา : <br>• <a href="https://news.gallup.com/poll/344201/nearly-half-parents-noncollege-paths.aspx" title="https://news.gallup.com/poll/344201/nearly-half-parents-noncollege-paths.aspx" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Nearly Half of U.S. Parents Want More Noncollege Paths</a><br>• <a href="https://apnews.com/article/business-lifestyle-race-and-ethnicity-97907268b3a287301d2ba7ca2a7b18e5" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://apnews.com/article/business-lifestyle-race-and-ethnicity-97907268b3a287301d2ba7ca2a7b18e5">Skip college? Not if you want to make more money</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-nearly-half-of-u-s-parents-want-more-noncollege-paths/">โพลเผย พ่อแม่ชาวมะกันเกือบครึ่งไม่สนใบปริญญา แต่ยอมรับเรียนมหาวิทยาลัยยังจำเป็นเพราะช่วยอัพรายได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
