<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Learning Recovery | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/learning-recovery/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Jul 2024 09:57:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Learning Recovery | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2024 09:57:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84240</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อคิดและข้อเสนอแนะ จาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/">บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อคิดและข้อเสนอแนะ จาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อโควิดแผลงฤทธิ์จนโรงเรียนต้องปิดรั้วเกือบ 2 ปี เด็กอนุบาลและเด็กประถมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางพัฒนาการการเรียนรู้ ร่องรอยของผลกระทบนั้น ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แม้ในวันที่เด็กได้กลับคืนสู่ชั้นเรียนแล้ว</p>



<p>สถานการณ์ในปีการศึกษา 2565 โดยเฉพาะในพื้นที่โรงเรียนภาคใต้ สะท้อนชัดว่า เด็กอนุบาลและเด็กประถมมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่น่ากังวล นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ กสศ. (กองทุนเสมอภาคเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา) ได้ร่วมมือกับทีมโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเข้าไปช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก จนนำมาสู่การค้นพบสำคัญว่า ในการกอบกู้ภาวะเรียนรู้ถดถอยนั้น การฟื้นฟูฐานกายถือเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญจุดหนึ่ง</p>



<p>และในบทสัมภาษณ์นี้ ทาง กสศ. ได้รับเกียรติจาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่มาช่วยเปิดมุมมองและมอบข้อเสนอแนะในการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยในเด็กไทย หลังจากที่ท่านได้คลุกวงในมาหลายปี จึงมองเห็นทางออกและโอกาส โดยเฉพาะที่โอกาสที่โรงเรียนและผู้บริหารสามารถร่วมผลักดันได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59a64c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหาที่พบ และการดำเนินการฟื้นฟูผ่านฐานกาย</strong></h2>



<p>หลังจากโรงเรียนทั่วประเทศไทยเปิดเรียนเต็มรูปแบบในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2565 โรงเรียนจำนวนมากพบปัญหาเด็กไม่มีสมาธิ เขียนอ่านไม่เป็น จดจำพยัญชนะและสระไม่ได้ พัฒนาการเหมือนถูกหยุดนิ่งแช่แข็งไว้ 2 ปี บางกรณีร้ายแรงกว่านั้น คือพัฒนาการถดถอย จากเคยเขียนอ่านได้ ก็กลายเป็นเขียนอ่านไม่เป็น</p>



<p>แรกสุด โรงเรียนได้ดำเนินการฟื้นฟูด้านวิชาการอย่างเร่งด่วน ก่อนจะพบผลลัพธ์ว่า ปัญหาในเด็กอนุบาลและประถมต้นยังคงเดิม เด็กเขียนอ่านไม่ได้ เหนื่อยล้าง่าย นั่งตัวตรงไม่ได้ จับดินสอผิดวิธีใช้การกำดินสอ ไม่มีสมาธิกำกับตนเองเพื่อเรียนรู้</p>



<p>ในกลุ่มโรงเรียนพัฒนาตนเอง พื้นที่ภาคใต้นั้น กสศ.​ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ร่วมมือกันเพื่อหาทางออก</p>



<p>“สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่คือ เด็กทุกโรงเรียนมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง นั่งเขียนไม่ได้ เด็กบางคนเดินลงบันไดโดยการสลับเท้าไม่ได้ บางคนกระโดดไม่ได้ สมาธิสั้น นั่งเขียนอยู่ก็ฟุบลงนอน เป็นต้น” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวให้ข้อมูล</p>



<p>ทางทีมโค้ช ม.อ.ได้นำเครื่องวัดแรงบีบมือมาเพื่อวัดค่าความแข็งแรงกล้ามเนื้อในเด็ก โดยลงพื้นที่ไปวัดผลในโรงเรียนพัฒนาตนเอง เขตภาคใต้ หลักฐานเชิงประจักษ์คือเด็กอนุบาลมีกล้ามเนื้อมืออ่อนแอและการประสานสัมพันธ์ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมไม่ดี ส่วนเด็กประถม 2 มีค่าแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามวัย ซึ่งจำนวนเด็กที่แรงบีบมือไม่ถึงเกณฑ์นั้นมีจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญ</p>



<p>การมีหลักฐานเชิงประจักษ์​ทำให้หลายโรงเรียนเริ่มตระหนักว่า ต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาการร่างกายของเด็กแล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d688c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นตอนการดำเนินการฟื้นฟูฐานกายและผลสัมฤทธิ์</strong></h2>



<p>ตลอดปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน มีการดำเนินการฟื้นฟูฐานกายในพื้นที่โรงเรียนพัฒนาตนเอง ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง กสศ.​ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งการดำเนินการและผลลัพธ์เป็นดังนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การดำเนินการ</strong></h4>



<ul>
<li style="font-size:16px">หารือในวง PLC ร่วมกันระหว่างทีมโค้ช ม.อ. และโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อรับทราบปัญหาและร่วมหาทางออก</li>



<li style="font-size:16px">นำเครื่องวัดแรงบีบมือเพื่อวัดค่าเชิงประจักษ์ จากนั้นวัดผลซ้ำทุก 1 เดือน</li>



<li style="font-size:16px">พูดคุย ให้คำปรึกษา และส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง หาแนวทางในการฟื้นฟูฐานกายเด็ก</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนหาแนวทางร่วมกันระหว่างผู้บริหารและครู โดยมี กสศ. และทีมโค้ช ม.อ. เป็นพี่เลี้ยง</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนจัดทำกลยุทธ์ที่เหมาะกับบริบทของตนเอง ตั้งแต่เลือกกิจกรรมฟื้นฟูฐานกายที่เหมาะสมกับเป้าหมายในการแก้ปัญหาและการกระตุ้นพัฒนาการในเด็ก ผู้อำนวยการและครูปรับเวลาการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เช่น เปลี่ยนบางคาบเรียนให้เป็นการจัดกิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย เพิ่มพื้นที่ให้นักเรียนได้เล่นและออกกำลังมากขึ้น บูรณาการกิจกรรมฐานกายเข้ากับวิชาเรียน เช่น ปั้นบัวลอยและนับจำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น</li>



<li style="font-size:16px">ประเมินผลเมื่อผ่านไป 1 เดือน, 1 ภาคเรียน, และ 1 ปี</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><strong>ผลสัมฤทธิ์ของการฟื้นฟูฐานกายในเด็ก</strong></strong></h4>



<ul>
<li style="font-size:16px">ค่าแรงบีบมือของเด็กเพิ่มขึ้น แม้จะมีบางส่วนที่ยังมีค่าแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กจับดินสอถูกวิธี ช่วยให้เขียนโดยไม่เมื่อยมือ ส่งผลให้เรียนรู้และทำงานได้ไวขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กเขียนอ่าน จดจำพยัญชนะ สระ และประสมคำได้ดีขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กร่าเริง แจ่มใส มีพัฒนาการด้านการเข้าสังคม·&nbsp; เด็กมีสมาธิ ตั้งใจในการเรียนและการทำกิจกรรม ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จตามเวลา</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f57be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทโรงเรียนและผู้บริหาร</strong></h2>



<p>“บทบาทของโรงเรียน โดยเฉพาะ ผอ. ถ้า ผอ.เข้าใจ เขาจะสนับสนุนเรื่องการฟื้นฟูฐานกาย ซึ่งการสนับสนุนคือ การไม่เร่งให้เด็กต้องขีดเขียนโดยที่ฐานกายเด็กยังไม่พร้อม</p>



<p>“ตอนที่ทีมโค้ช ม.อ. ลงไปพื้นที่โรงเรียนต่างๆ ในโครงการพัฒนาตนเอง เราพบเด็กประถมต้นที่ฐานกายเขายังไม่พร้อม แรงที่ใช้ในการควบคุมดินสอไม่ดี ยิ่งฐานกายเด็กไม่พร้อม เขายิ่งไม่อยากเขียน พอครูยิ่งให้เขาเขียน เขายิ่งไม่อยากมาโรงเรียน</p>



<p>“จุดนี้ โรงเรียน ผอ. และครู ต้องเข้าใจ ถ้าฐานกายเด็กยังไม่พร้อม โรงเรียนต้องฟื้นฟูฐานกายเด็กควบคู่ไปกับด้านการเรียน</p>



<p>“ที่เราดำเนินการร่วมกับโรงเรียนพัฒนาตนเองมาคือ เมื่อเริ่มกระตุ้นพัฒนาการร่างกายเด็ก ผ่านกิจกรรมฐานกายต่างๆ อย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ ต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะเห็นผลลัพธ์ในทิศทางที่ดีขึ้น ในกรณีที่ครูพบเจอและเล่าให้ฟังคือ เดิมเด็กจะใช้เวลาเขียนวัน เดือน ปี เพียงบรรทัดเดียว แต่เด็กเขียนเป็นชั่วโมง เพราะมือเขาไม่มีแรง แต่พอโรงเรียนจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟื้นฟูฐานกาย ครูก็พบว่า เด็กเขียนได้เร็วและคล่องขึ้น”</p>



<p>“ดังนั้น ในมุมมองของเรา หากผู้บริหารไม่เร่งรัดว่าต้องอัดวิชาการความรู้ลงไปให้เด็กทันที ครูเข้าใจและมีเป้าหมายที่ต้องการฟื้นฟูเด็ก เมื่อเป็นดังนี้เด็กๆ จะได้รับโอกาสในการฟื้นฟู และเราจะช่วยกอบกู้เด็กกลุ่มนี้ไว้ได้ โดยเด็กๆ จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>



<p>“นี่คือบทบาทที่สำคัญมากของโรงเรียน” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ กล่าวย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fce75"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/">บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jul 2024 13:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84173</guid>

					<description><![CDATA[<p>โควิดพราก 2 ปีอันเป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ของเด็กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/">เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โควิดพราก 2 ปีอันเป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ของเด็กรุ่นหนึ่งไป แทนที่เด็กรุ่นนั้นจะสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พวกเขากลับต้องเจอภาวะการเรียนรู้ถดถอย ร่างกายอ่อนแรง ไม่พร้อมเรียนรู้ จนชวนให้คิดว่าพวกเขาเกียจคร้าน</p>



<p>ทว่านี่คือสัญญาณของวิกฤตที่เด็กอนุบาลและเด็กประถมของไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่ในภาคใดภาคหนึ่ง แต่เป็นทั้งประเทศ ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหลักล้านคน</p>



<p>เรื่องที่ชวนใจชื้น คือ โอกาสที่จะกอบกู้และฟื้นฟูศักยภาพของเด็กไทยยังมี ซึ่งโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน คือตัวละครที่สำคัญในการฟื้นฟูครั้งนี้</p>



<p>ในบทสัมภาษณ์นี้ ทาง กสศ.​ได้รับเกียรติจาก ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ โค้ชโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งได้ร่วมดำเนินการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยที่เกิดกับเด็กไทย โดยร่วมมือกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73e223"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากการพูดคุยครั้งนี้ ผศ.อัมพร ได้ช่วยอธิบายเกี่ยวกับการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย รวมทั้งสะท้อนเสียงอันน่ารับฟังออกมาว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”&nbsp;</p>



<p>และครอบครัว โรงเรียน รวมถึงชุมชน สามารถมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยในเด็กไทยได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การฟื้นฟูฐานกายคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ</strong></h2>



<p>ฐานกาย หมายถึง ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ระบบ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ ระบบการทรงตัว และสมอง ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จะพัฒนาได้ผลดีที่สุดในช่วงอายุไม่เกิน 7-8 ปี</p>



<p>“มนุษย์ทุกช่วงวัย ชีวิตต้องพัฒนาทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกัน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้ เริ่มตั้งแต่ต้นทางของชีวิต คือ ชั้นอนุบาล และจะได้ผลดีที่สุด ต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนอายุ 7 ปี” ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ เปิดเผยข้อมูล</p>



<p>“ช่วงเวลานี้เรียกว่า ‘ช่วงทอง’ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัยเด็ก ที่เราต้องวางรากฐานตรงนี้ให้ดี” ผศ.อัมพร กล่าวย้ำ</p>



<p>แต่สำหรับเด็กไทยรุ่นที่ถูกโควิดพราก&nbsp; ‘ช่วงทอง’&nbsp; ไปนั้น แม้จะน่าเสียดาย ทว่าก็ยังกอบกู้และฟื้นฟูการเรียนรู้ได้</p>



<p>“การกอบกู้และฟื้นฟูการเรียนรู้เด็กหลังอายุ 7 ปี ยังทำได้ แม้จะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็ต้องทำ” ผศ.อัมพร ยืนยันหนักแน่น<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7a871"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายคือ ต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong>&nbsp;</h2>



<p>“เป้าหมายของโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือโรงเรียนสามารถดูแลคุณภาพการศึกษาในทุกมิติด้วยตัวเองได้ ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า โรงเรียนนี้ทำคุณภาพการศึกษาได้ดีหรือไม่ ก็คือ ‘คุณภาพของเด็ก’ ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ กล่าวย้ำความสำคัญของคุณภาพของเด็ก</p>



<p>“นี่เป็นจุดร่วมสำคัญ ไม่ว่าจะมองจากฝั่งของ ม.อ. ซึ่งเป็นคนที่ลงไปทำงานในพื้นที่ รวมถึงมองจากฝั่งของเขตพื้นที่การศึกษา หรือฝั่งโรงเรียน จุดร่วมที่สำคัญคือ คุณภาพเด็ก เพราะหากด้านอื่นของโรงเรียนดีหมด ตึกอาคารดี ป้ายสวยงาม ผู้ปกครองสบายใจ แต่คุณภาพเด็กไม่ดี ก็จะไม่สามารถบอกได้เลยว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพราะผลงานจะปรากฏอยู่ที่ตัวเด็ก ส่วนอื่นจะเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาค้ำจุนการพัฒนาคุณภาพเด็ก”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เมื่อทีมโค้ช ม.อ. ได้รับโจทย์ให้ทำงานร่วมกับโรงเรียนพัฒนาตนเอง เราจึงเข้ามาด้วยเป้าหมายคือ สร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างเด็กที่มีคุณภาพ ซึ่งนี่คือเป้าหมายก่อนที่จะเกิดเหตุโควิด-19 ระบาด”</p>



<p>“ในช่วงสถานการณ์ปกติ เราก็ทำงานโดยมุ่งไปที่คุณภาพของเด็ก ซึ่งมนุษย์ทุกช่วงวัย ต้องได้รับการพัฒนาทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกัน คือ กาย ใจ สติปัญญา สังคม ซึ่งทั้งหมดนี้ควรเริ่มตั้งแต่ต้นทางของชีวิต คือ วัยอนุบาล และควรทำก่อน 7 ขวบ เพราะเด็กจะพัฒนาได้ดีที่สุด ตรงนี้เรียกว่า ‘ช่วงทอง’ของการพัฒนา</p>



<p>“พอโควิดระบาดจนเด็กไม่ได้ไปโรงเรียน บางคนแทบไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการถึง 2 ปี พอเขากลับเข้ารั้วโรงเรียน เด็กก็ไม่พร้อม ซึ่งพอเราลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียน เราพบว่า แม้คุณภาพการเรียนการสอนจะดี แต่ถ้าเด็กไม่พร้อม ก็ไปต่อไม่ได้</p>



<p>“เด็กอนุบาลยังมีโอกาสได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ เนื่องจากตัวหลักสูตรอนุบาลมุ่งไปที่พัฒนาการทั้ง 4 ด้านเป็นหลัก แต่เด็กประถม หลักสูตรจะเน้น 8 สาระวิชาแล้ว ทว่าหลังโควิด เราพบว่าเด็กไม่พร้อม โดยเฉพาะในด้านฐานกาย ซึ่งกลไกลในการเรียนรู้ส่วนสำคัญอยู่ที่ร่างกาย นั่นเป็นเหตุผลที่การฟื้นฟูฐานกายถึงจำเป็น</p>



<p>“ที่พูดมานั้น&nbsp; ไม่ใช่ว่าเราจะทำการฟื้นฟูฐานกายแค่ในกลุ่มเด็กประถมนะคะ เพราะเด็กอนุบาลก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นไปเหมือนกัน โดยเราทำงานร่วมกับครูอนุบาลไปจนถึงครูประถม 3 เพียงแต่อาจจะเน้นฟื้นฟูช่วงประถมต้นเป็นหลัก เนื่องจากครูประถมยังไม่มีเครื่องมือหรือองค์ความรู้ตรงนี้ อย่างครูเจอเคสเด็กเดินลงบันไดโดยไม่เกาะราวไม้ไม่ได้ หรือเด็กกระโดดไม่เป็น ครูประถมก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทำให้การฟื้นฟูเด็กอาจช้าและไม่ทันการณ์ เราจึงเน้นช่วงประถมอย่างเข้มข้นก่อน</p>



<p>“สุดท้าย แม้เราจะเข้ามาดูแลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองด้วยเป้าหมายอีกอย่าง แต่เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เราก็ต้องยึดเด็กเป็นหลัก ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทครอบครัว ต่อการฟื้นฟูฐานกาย และฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็ก</strong></h2>



<p>“บ้านเป็นพื้นที่ซึ่งเด็กมีโอกาสจะฝึกฝนทักษะและท้าทายศักยภาพฐานกายได้หลากหลายมาก สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองหรือครอบครัวต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำและเรียนรู้ แน่นอนว่าเวลาที่เด็กทำอะไร อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น เด็กอาจจะพับผ้าห่มไม่เรียบร้อยเท่าผู้ปกครอง เด็กอาจจะวางจานชามไม่เป็นระเบียบเหมือนผู้ใหญ่ เป็นต้น แต่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำนั้นสำคัญกว่า เด็กทำอะไรได้หลากหลาย แต่ผู้ใหญ่ไม่ควรไปคาดหวังว่าเด็กต้องทำอะไรเนี้ยบเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ หากเปิดโอกาสให้เขาทำไปเรื่อยๆ สักพักเขาจะเกิดทักษะและมีความชำนาญเอง นอกจากนี้ผู้ใหญ่ยังสามารถพูดคุยเพื่อเรียนรู้ร่วมกับเด็กได้ อย่างเช่น ผู้ปกครองอาจถามเด็กๆ ว่า มีวิธีพับผ้าห่มหลากหลายวิธี ทำไมวันนี้เด็กถึงเลือกวิธีนี้ หรือทำไมเด็กถึงจัดวางจามชามแบบนั้น เป็นต้น การถามไถ่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและฝึกทักษะสื่อสารกันในครอบครัว สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ต้องไว้วางใจเด็กให้โอกาสเขาได้ฝึกทำด้วยตัวเอง” ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ ให้ข้อมูล</p>



<p>“การเปิดโอกาสให้เด็กได้บอกเล่าถึงสิ่งที่เขาทำ ยังเป็นความภาคภูมิใจของเขา ผู้ใหญ่ต้องไม่บอกว่า วิธีของผู้ใหญ่เท่านั้นที่ถูกต้องที่สุดในโลก แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิด แล้วเดี๋ยวเขาจะเริ่มเปรียบเทียบเหตุผลได้ เขาจะสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเขาได้เอง สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ คือแลกเปลี่ยน “ลูกทำแบบนี้ใช่ไหม แต่แม่ทำแบบนี้นะ ลูกมีวิธีคิดของลูก แม่ก็มีวิธีคิดของแม่ งั้นเรามาเรียนรู้ไปด้วยกัน” เป็นต้น เมื่อเปิดโอกาสและพื้นที่ให้เด็ก เขาจะสร้างวิธีการของเขาเอง จากความคิดและการตัดสินใจของเขา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-278c41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พอเขาเลือกวิธีการเอง ลงมือทำเอง ร่างกายเขาจะได้เรียนรู้ สมองก็ได้ทำงาน นอกจากนี้เขาจะเกิดความภูมิใจ และรู้สึกมีตัวตน ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เด็กต้องมีตัวตนตั้งแต่ในบ้าน เพราะเด็กไม่ใช่ตุ๊กตา เด็กไม่ใช่ทรัพย์สินของพ่อแม่ แต่เขามีชีวิตของเขา เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง นอกจากนี้ พอเด็กเกิดความภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับ มันจะส่งผลดีต่อด้านอื่นของเด็กด้วย ไม่ใช่แค่ฐานกายอย่างเดียว แต่ฐานอารมณ์ ฐานสังคม ฐานสติปัญญา เด็กจะได้รับการดูแลให้เกิดการพัฒนาทุกด้านไปพร้อมกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทของชุมชนและท้องถิ่น ต่อการฟื้นฟูฐานกาย และฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็ก</strong></h2>



<p>“องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกลสำคัญมาก เพราะเป็นกลไกลที่ใกล้ชิดกับหน่วยระดับเล็กอย่างครอบครัว ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีฐานข้อมูลประชากร จะรู้ว่าแต่ละปีในชุมชนมีเด็กแรกเกิดกี่คน แต่ละปีมีเด็กต้องเข้าศูนย์เด็กเล็กกี่คน มีเด็กอยู่ในช่วงวัยไหนกี่คน เป็นต้น และโดยบทบาท ต้องมีหน้าที่ในการดูแลการพัฒนาคุณภาพของเด็กในชุมชนทุกคน ทุกช่วงวัย</p>



<p>“ข้อมูลประชากรเหล่านี้ สามารถนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากรในชุมชนได้ ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนำงบมาพัฒนาถนนหนทาง ไฟฟ้า แต่อีกส่วนที่ช่วยเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงวัยกำลังเติบโต คือ สนามเด็กเล่นที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กวัยประถมต้น ชั้น ป.1 &#8211; ป.3 เรามักพบว่า ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้เด็กกลุ่มนี้ได้เล่นเสริมพัฒนาการ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d27db4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พื้นที่เสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันไป สนามเด็กเล่นบางแห่งอาจถูกออกแบบมาสำหรับพัฒนาการวัยเด็กอนุบาล ส่วนสนามฟุตบอลหรือลานกีฬา อาจเหมาะสำหรับเด็กประถมตอนปลาย ชั้น ป.4 ขึ้นไป แต่เด็กกลุ่มประถมต้น ชั้น ป.1 &#8211; ป.3 มักจะไม่มีพื้นที่เล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการในวัยของเขา จะให้เขาไปเล่นสนามเด็กเล่นของน้องอนุบาล เขาก็อาจไม่อยากไป แต่จะให้เขาไปขอแบ่งพื้นที่เล่นกับ พี่ ป.4 ขึ้นไป เขาก็อาจไม่กล้าเอ่ยปาก</p>



<p>“การพัฒนาพื้นที่เพื่อให้เด็กในชุมชนได้ฟื้นฟูหรือพัฒนาฐานกาย ถือเป็นการลงทุนพัฒนาคุณภาพประชากร เพราะเด็กจะอยู่และเติบโตในชุมชน เมื่อเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ย่อมส่งผลดีต่อชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง”</p>



<p>ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์&nbsp; กล่าวปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/">เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชวนรู้จักกับสมุทรสาครโมเดล นวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-020724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jul 2024 11:28:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84080</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมุทรสาครเป็นจังหวัดแรกที่โดนผลกระทบโควิด-19 อย่างหนัก  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-020724/">ชวนรู้จักกับสมุทรสาครโมเดล นวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สมุทรสาครเป็นจังหวัดแรกที่โดนผลกระทบโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้ต้องปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ด้วยสภาพพื้นที่เขตอุตสาหกรรมจึงเป็นกลุ่มจังหวัดท้ายๆ ที่ได้กลับมาเปิดเรียนปกติ ทำให้ช่วงเวลาที่เด็กๆ เรียนรู้ด้วยเครื่องมือวิธีการทดแทนค่อนข้างยาวนาน&nbsp; เกิดปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>องค์การยูนิเซฟ และ กสศ. เล็งเห็นความสำคัญของการมีโปรแกรมดูแลเด็กรอบด้าน  จึงได้ร่วมมือกันสร้างต้นแบบ “สมุทรสาครโมเดล” ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น นำมาสู่การออกแบบโครงการเพื่อฟื้นฟูความรู้ถดถอย กลายเป็นที่มาของโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Research and Development)  ครั้งนี้  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd15bc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กสศ. และภาคีเครือข่าย อย่างเช่น มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่นมีหน้าที่คอยช่วยเหลือ และสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน การใช้สื่อเทคโนโลยีการศึกษา ผ่านบทเรียนออนไลน์ในแพลตฟอร์ม Starfish Labz เพื่อให้คุณครูพัฒนาตัวเองและได้แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อฟื้นฟูความรู้ถดถอยให้แก่นักเรียน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายในโรงเรียน และภายนอกโรงเรียน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ศึกษานิเทศก์จากศึกษาธิการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านกระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ในรูปแบบของออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ และท้ายที่สุด ยังสนับสนุบงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อให้โรงเรียนได้จัดซื้อสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมและบริบทของโรงเรียน ซึ่งหนึ่งในสื่อที่โรงเรียนเห็นว่ามีประโยชน์และสามารถช่วยฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียนได้ คือ Learning Box หรือ Learning Bag&nbsp; แล้วแต่โรงเรียนจะสร้างสรรค์สื่อออกมาในรูปแบบใด&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b1293f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>รู้จัก Learning Box</strong></h2>



<p>Learning Box ในแบบฉบับของมูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น คือ กล่องบรรจุเครื่องมือการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์การเรียนพร้อมใบงาน แบบบันทึกและแบบประเมินผล เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และฝึกทักษะของตนเองที่บ้าน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีข้อจำกัดด้านความพร้อมทางเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต สัญญาณดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ และเด็กเล็กที่ยังไม่พร้อมสำหรับการเรียนออนไลน์แบบต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาจากบริบทอื่นๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น ไฟฟ้าดับต่อเนื่องบ่อยๆ</p>



<p>แนวคิดในการออกแบบ Learning Box ถูกออกแบบสำหรับเด็กแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้ได้รับความรู้และทักษะเหมาะสมกับอายุและช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการ ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทยศิลปะ เพื่อพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ และทักษะด้านสังคมและอารมณ์ โดยเน้นกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3189c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลที่ได้จาก “สมุทรสาครโมเดล” จะถูกนำกลับไปประเมินอีกครั้งในเชิงลึก เพื่อวางแนวทางขยายผลไปยังพื้นที่จัดการตัวเอง (Area-based Education: ABE) ในความร่วมมือกับ กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาระดับประเทศ และองค์การยูนิเซฟจะนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น รวมถึงแสดงสู่สายตานานาประเทศ ในฐานะโมเดลต้นแบบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>5 มาตรการการเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย</strong></h3>



<p>คือกรอบตั้งต้นและเป็นกลยุทธ์ในการออกแบบการเรียนรู้ควบคู่กับการเรียนออนไลน์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้แนวทางแก่ทุกโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาครที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้สามารถวางแผนช่วยเหลือนักเรียน คุณครู และชุมชนได้ครอบคลุมในทุกมิติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0df3ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/5-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มาตรการที่ 1. ประเมินสภาพแวดล้อมทั้งระบบ (Landscape Assessment)&nbsp; มีจุดประสงค์เพื่อให้โรงเรียนทำความเข้าใจปัญหาและประเมินสถานการณ์ บริบทแวดล้อมตัวเด็ก โดยการวัดความรู้เพื่อทดสอบว่า เด็กมีความรู้ถดถอยลงหรือไม่ และถดถอยลงในลักษณะอย่างไร อีกทั้งต้องสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว โดยครูจัดทำตารางเยี่ยมตามบ้าน และสำรวจเพื่อประเมินความพร้อมในการเรียนออนไลน์ว่าแต่ละครอบครัวสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี สัญญาณอินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ เป็นอย่างไร รวมทั้งสำรวจความต้องการพื้นฐานที่โรงเรียนจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก&nbsp;</p>



<p>มาตรการที่ 2. การวางแผนของโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Planning) มีจุดประสงค์เพื่อนำข้อมูลพื้นฐานของเด็กไปสู่การวางแผนโดยจัดทำเป็นทีมโรงเรียน เพื่อสร้างความพร้อมและความมั่นใจให้แก่บุคลากรของโรงเรียน เนื่องจากการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยไม่สามารถทำเฉพาะครูบางคน หรือบางชั้นเรียน เพราะเด็กทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด ดังนั้น การวางแผนระดับโรงเรียนจะสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเด็กแต่ละระดับชั้นและรายวิชา นอกจากนี้ยังได้วางมาตรการความปลอดภัยในการดำเนินงาน วางแผนบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ และระยะเวลา เพื่อดำเนินการให้เกิดความสอดคล้องกับการบริหารงานของโรงเรียน โดยมีผู้บริหาร ครู ชุมชน และผู้ปกครองร่วมกันวางแผน&nbsp;</p>



<p>มาตรการที่ 3. การสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครู (Professional Development Support for Teachers) มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในด้านการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning), การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning), การใช้เทคโนโลยีการสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษในด้านต่างๆ (Children with special need) เพื่อลดช่องว่างของความสามารถในการจัดการเรียนสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be658d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มาตรการที่ 4. การช่วยเหลือเด็กเรียนรายบุคคล (Intervention and Support for Students) มีจุดประสงค์เพื่อหนุนเสริมให้โรงเรียนสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้และการสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยกิจกรรมและรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย&nbsp; โดยมีการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองหรือบุคลากรอาสาในพื้นที่ และครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการออกแบบนวัตกรรม เครื่องมือ หรือวิธีการในการจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผลผู้เรียน รวมทั้งบันทึกหลังการสอนเพื่อสะท้อนผลที่เกิดจากการเรียนรู้และประเมินคุณภาพเครื่องมือและสื่อการสอนที่ครูใช้หลังจบบทเรียน</p>



<p>มาตรการที่ 5. (การติดตามปรับปรุงและผลสะท้อนกลับ (Monitoring and Intervention Redesign) มีจุดประสงค์เพื่อให้ทิศทางการวัดผลของโรงเรียนมีความเป็นระบบ โรงเรียนจะต้องติดตาม ประเมินจากสิ่งที่ทำตามมาตรการต่างๆ โดยประเมินควบคู่ไปกับการทำงาน เช่น การถอดบทเรียนที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ความก้าวหน้า หรือพัฒนาการของนักเรียนโดยมีผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง และการบันทึกหลังการสอน เพื่อนำเสนอในช่วงเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มครูในโครงการทั้งในระดับโรงเรียนและระดับเครือข่ายในเขตพื้นที่การศึกษา โดยทั้ง 5 มาตรการนี้ โรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ ออกแบบ และวางแผนให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนได้&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-020724/">ชวนรู้จักกับสมุทรสาครโมเดล นวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์สู้การเรียนรู้ถดถอย เปิดเส้นทาง Learning Recovery ของโรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะเล อำเภอเมืองสมุทรสาคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-010724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jul 2024 08:55:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84042</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะเล เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-010724/">กลยุทธ์สู้การเรียนรู้ถดถอย เปิดเส้นทาง Learning Recovery ของโรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะเล อำเภอเมืองสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะเล เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 180 คน มีคุณครู 9 คน ด้วยที่ตั้งของโรงเรียนอยู่ใกล้ชายทะเล ผู้ปกครอง 90% จึงประกอบอาชีพชาวประมง และผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการดูแลการเรียนของลูก บวกกับเมื่อจังหวัดสมุทรสาครได้รับผลกระทบหนักจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&nbsp; นักเรียนชั้นป.1-3 จึงต้องเผชิญกับปัญหาการเรียนรู้ถดถอย&nbsp;</p>



<p>“<em>เด็กส่วนใหญ่ป.1-3 จะไม่มีโทรศัพท์ จากเด็กทั้งห้องประมาณ 30 คน เรียนออนไลน์ได้แค่ 5-6 คน นอกนั้นไม่สามารถถึงเข้าการเรียนออนไลน์ได้ เพราะผู้ปกครองต้องใช้มือถือในการทำงานด้วย” </em>ครูพีระพงษ์กล่าว&nbsp;</p>



<p>จากปัญหาที่พบเจอในช่วงโควิด ส่งผลต่อเนื่องในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ทำให้ครูพีระพงษ์สังเกตอาการการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียนได้อย่างชัดเจน <em>“อาการ คือ เด็กป.3 บวกลบคูณหาร และอ่านโจทย์ไม่ได้ ทั้งที่ตามระดับความสามารถของเด็กป.3 จะต้องบวกลบเลขหลักเดียวได้แล้ว จากเด็กในห้อง 32 คน ถ้าสถานการณ์ปกติ เด็กอ่อนจะมีจำนวนอยู่ที่ 5-6 คน ซึ่งยังพอที่จะดูแลได้ แต่พอเปิดเทอมมาพบว่า ห้องประมาณ 15-16 คนที่มีปัญหา ทำให้ครูสอนรายคนไม่ได้” </em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7eb0dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จึงเป็นความท้าทายสำหรับครูพีระพงษ์ที่เพิ่งเข้ามาบรรจุใหม่และจะต้องเร่งดำเนินการตามแนวทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยในวิชาคณิตศาสตร์</p>



<p>และในบทความนี้ได้ถอดบทเรียนการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของโรงเรียนไว้ดังนี้</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<p><strong>1.จัดลำดับสิ่งที่สอนและเน้นย้ำซ้ำทวน</strong> แนวคิดหลักของวิชาคณิตศาสตร์ คือการฝึกฝน และทำบ่อยๆ ทุกครั้งในคาบโฮมรูม ครูจะนำทั้งโจทย์ปัญหามาให้ได้ฝึกอ่าน และนำโจทย์เลขมาให้ทำนอกเหนือจากชั่วโมงเรียนปกติ เนื่องจากครูพบว่า นักเรียนบางคนยังอ่านโจทย์ไม่ออก วิธีการที่ครูใช้ก็คือ การสอนเรื่องเดิมๆ โดยจัดลำดับความสำคัญก่อนว่า เขาจะต้องทำอะไรได้ก่อน เช่น ต้องอ่านโจทย์ให้ได้ก่อน โดยที่ครูจะพานักเรียนให้อ่านออกเสียงทีละคำ และเมื่ออ่านถึงตัวเลข ครูจะให้นักเรียนข้ามการอ่านตัวเลขไปก่อน เพราะต้องการเน้นให้นักเรียนอ่านโจทย์ให้ได้ก่อนที่สอนบวกลบคูณหาร ซึ่งก็พบว่า หลังจากใช้วิธีการนี้ไปเรื่อยๆ จนเข้าเดือนที่ 4 นักเรียนเริ่มอ่านโจทย์ และตีความโจทย์ได้ หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นสอนบวกลบคูณหาร </p>



<p><strong>2.กลยุทธ์คูปองจับฉลาก</strong>  เป็นการเสริมแรงเชิงบวกด้วยการให้รางวัลด้วยคูปองจับฉลากวันสำคัญ โดยมีเงื่อนไขว่า ‘ใครเสร็จเร็ว 20 คนแรก มารับคูปองไปหยอดกระปุก เพื่อจะได้จับฉลากเป็นของรางวัลเล็กๆ น้อยในวันสำคัญต่างๆ’ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการให้คูปองจับฉลาก คือ เด็กนักเรียนพยายามบวกลบเลขมากขึ้น เด็กขยันขึ้น เพราะอยากเก็บสะสมคูปองเยอะๆ ซึ่งคุณครูพีระพงษ์บอกว่า <em>“เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จากเดิมมีนักเรียน 15 คนที่ทำไม่ได้ หลังจากใช้วิธีการสร้างเงื่อนไขโดยคูปอง เด็กที่ทำไม่ได้เหลือประมาณแค่ 10 คน”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b99e13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>3.จัดกลุ่มนักเรียน และย่อยเนื้อหาให้ง่ายตามกลุ่ม</strong> จากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ทำให้ครูพีระพงษ์เรียนรู้ว่า <strong>“การสังเกตและประเมินความสามารถของนักเรียนรายบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญและจะต้องละเอียดมากกว่าเดิม” </strong>ครูเล่าให้ฟังว่า <em>“เพราะเด็กไม่ได้มีแค่เด็กอ่อนเท่านั้น แต่จะมีเด็กที่อ่อนมาก หรือมีความต้องการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนด้วย หลังจากคัดกรองโดยการให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดตามเนื้อหาของระดับชั้นป.3 แล้วพบว่า สามารถการจัดกลุ่มนักเรียนออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อน และเด็กอ่อนมาก ซึ่งวิธีการสอนและเนื้อหาในแต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น กลุ่มเด็กเก่ง จะให้เริ่มต้นด้วยเนื้อหาที่ตามช่วงชั้นของเขา คือ บวกลบไม่เกินหลักแสน และเมื่อเขาทำแบบฝึกหัดเสร็จเร็วก่อนเพื่อน ครูจะต้องสื่อสารให้เขาไปช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นด้วย ส่วนกลุ่มเด็กอ่อนมาก จะต้องย่อยเนื้อหาให้ง่ายขึ้น คือการบวกลบไม่เกินหลักร้อยก่อน จะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน และเมื่อกลุ่มเด็กอ่อนสามารถบวกลบไม่เกินหลักร้อยได้แล้ว ต่อไปครูก็ค่อยเพิ่มเนื้อหาเป็นบวกลบหลักพัน หลักหมื่นต่อไปได้”</em></p>



<p><strong>4.สอนเสริมเพิ่มเติมความรู้ </strong>สำหรับเด็กกลุ่มอ่อนมาก ที่ไม่ได้จริงๆ ครูจะใช้เวลาหลังเลิกเรียน วันละ 5 คน เรียกมาฝึกฝนทำแบบฝึกหัดร่วมกัน ซึ่งจะต้องใช้<strong>แบบฝึกหัดที่คิดเพิ่มเอง</strong> เพราะเนื้อหาในหนังสือปกติยากเกินไป นอกจากนี้ ครูยังสามารถนัดเด็กก่อนเปิดเทอมประมาณ 2-3 วัน เพื่อทำการฝึกฝนเติมความรู้ และเตรียมพร้อมให้เด็กๆ ก่อนได้</p>



<p><strong>5.ใช้วิธีการจับเวลาทำแบบฝึกหัด เพื่อประเมินความรู้ของนักเรียน</strong> ในปีนี้จะเน้นเรื่องการคิดเลขเร็ว เรื่องการบวกลบคูณหาร เช่น ระดับชั้น ป.3 ก่อนเริ่มเรียนคาบแรก จะตั้งโจทย์ให้นักเรียนทำ โดยจับเวลา 5-10 นาที แล้วจัดลำดับให้เด็ก ซึ่งเมื่อใช้วิธีการจับเวลา ทำให้ครูเห็นผลชัดเจนเลยว่าเด็กคนไหนทำได้หรือไม่ได้ เช่น ภายใน 5 นาทีเพื่อนทำไปถึงข้อ 10 แล้ว แต่นักเรียนบางคนยังอยู่ที่ข้อ 3 เป็นต้น  การใช้เทคนิคการจับเวลา สามารถเป็นเครื่องคัดกรองความสามารถของเด็กที่ทำได้และเด็กทำไม่ได้ได้ดีมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b0e3bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>6.เพิ่มเวลาถาม ลดเวลาสอน</strong> เป็นการจัดสรรเวลาในคาบเรียนใหม่ จากเดิม สอน 1 คาบใช้เวลา 60 นาที ครูจะอัดเนื้อหาเต็มที่ แล้วให้การบ้านเด็กไปทำที่บ้าน แต่ผลปรากฏว่านักเรียนไม่ทำการบ้านมา เนื่องด้วยไม่มีคนสอน ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไร ครูจึงเปลี่ยนใหม่เป็นสอน 30 นาที และให้เด็กมีเวลาทำงาน 30-20 นาที ซึ่งในช่วงที่เวลาเด็กทำงาน เขาจะต้องมีคำถามมาถามครู ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เราได้คลี่คลายข้อสงสัยต่างๆให้แก่นักเรียน ซึ่งเห็นความแตกต่างอย่างมาก ครูพีระพงษ์บอกว่า <em>“หลังจากปรับเวลาเป็นแบบนี้แล้ว เด็กสนใจเรียน อยากมาถาม และทำแบบฝึกหัดได้ถูกต้องมากขึ้น”</em></p>



<p><strong>7.ให้ Learning Bag  เป็นสื่อในการพกพาอุปกรณ์การเรียนรู้</strong>   พอมีงบประมาณจากกสศ. โรงเรียนจึงได้จัดซื้อสื่อต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กอยากมาโรงเรียนมากขึ้น โรงเรียนเลือกใช้ Learning Bag เพราะว่าเหมาะสมกับช่วงชั้นของนักเรียนประถมศึกษา สามารถพกพาได้ง่าย และในกระเป๋าการเรียนรู้ จะมีอุปกรณ์การเรียน เช่น ดินสอ ไม้บรรทัด สี เป็นต้น นอกจากนี้ จุดเด่นที่สำคัญของ Learning Bag คือ เราแจกเป็นกระเป๋าผ้าว่างๆ ไว้เพื่อให้นักเรียนได้เลือกวาดภาพ ระบายสีกระเป๋าของตัวเอง เป็นการสร้างความเป็นเจ้าของให้แก่นักเรียนว่า ‘อันนี้คือกระเป๋าเรานะ และเขาจะรักษาของ’ ที่สำคัญ เด็กๆ ชอบที่ได้ลงมือสร้างสรรค์กระเป๋าของตัวเอง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d21f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p><strong>1.นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้น </strong>ครูพีระพงษ์ยกกรณีตัวอย่างว่า “<em>มีนักเรียน 2 คน ชื่อ ด.ช. ธันวา เกตุก้อง และด.ช. ฐานะพัฒน์ ขนุนทอง ตอนป.3 บวกลบไม่ได้เลย ยิ่งธันวาไม่ได้เลย เพราะความรู้ได้หายไปช่วงหนึ่ง แต่เด็กทั้ง 2 คนได้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย แล้วขยับขึ้นไปเรียนในชั้นป.4 เขาสามารถทำได้ ผมคิดว่ากระบวนการที่ให้นักเรียนคิดย้ำซ้ำทวนช่วยให้นักเรียนจดจำขั้นตอนได้ และเรามีเวลาให้นักเรียนได้ถามมากขึ้น ทำให้เมื่อเด็กทำผิด แล้วกล้าเข้ามาถาม เขาจึงได้รู้วิธีการทำที่ถูกต้องและสามารถต่อยอดไปได้”</em></p>



<p><strong>2.นักเรียนอยากเรียนและรักคณิตศาสตร์มากขึ้น</strong> ข้อค้นพบหนึ่งที่ครูพีระพงษ์เล่าให้ฟัง นักเรียนไม่ชอบเรียนเลข เพราะตัวเองเป็นครูที่ดุ แต่ตอนนี้ได้เข้าใจแล้วว่าเราต้องปรับปรุงตัวเอง <em>“เมื่อก่อนสอนแบบโหด ทำให้เรารู้ว่ายิ่งโหดยิ่งเหนื่อย และไม่ได้ผล เรารู้สึกว่าเด็กมีระเบียบวินัยขึ้น แต่ก็มีอาการไม่อยากคิดเลขต่อ ทำให้เด็กต่อต้านไม่อยากเรียน ทำให้ผมรู้ว่า ยิ่งดุ ยิ่งเหนื่อย เลยพยายามพูดให้ดีขึ้น และใช้วิธีการเสริมแรงและสร้างเงื่อนไขการให้รางวัลต่างๆ เด็กๆ ก็อยากกลับมาเรียนเลขมากขึ้น”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f998a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p><strong>ระดับโรงเรียน</strong> โรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะล ได้พยายามดึงเครือข่ายภายนอกโรงเรียน เช่น อบต. มาช่วยทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อดึงดูดให้นักเรียนอยากกลับมาโรงเรียน ลดปัญหาเด็ดขาดลามาสาย ไม่ยอมมาโรงเรียนจากผลกระทบเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งคิดเป็นปริมาณอยู่ที่วันละ 20-30 คน แต่หลังจากที่ร่วมมือกับอบต. จัดกิจกรรมที่นักเรียนสนใจ เช่น การทำคอนเทนต์ TikTok ทำให้ปริมาณนักเรียนขาดลามาสายลดลง ตอนนี้เหลือประมาณ 10 กว่าคนต่อวัน&nbsp;</p>



<p><strong>ระดับห้องเรียน</strong> ครูพีระพงษ์ยังคงมีเป้าหมายสร้างห้องเรียนที่ให้นักเรียนได้ฝึกทำบ่อยๆ เพราะสิ่งสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ คือความเข้าใจในขั้นตอน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่แค่ท่องจำเท่านั้น <em>“ในการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอย คือ เราต้องจัดการเรียนการสอนเน้นเรื่องการฝึกฝนและให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกย้ำซ้ำๆ ในเรื่องเดิมๆ สร้างความต่อเนื่องในการเรียนรู้ให้นักเรียน นักเรียนก็จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาได้” </em>ครูพีระพงษ์กล่าว&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-010724/">กลยุทธ์สู้การเรียนรู้ถดถอย เปิดเส้นทาง Learning Recovery ของโรงเรียนสหกรณ์กสิกรรมชายทะเล อำเภอเมืองสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลดล็อกและฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย เรื่องราวชวนใจฟู จากโรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-280624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jun 2024 08:03:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83972</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร เป็นโรงเรียนประจำจังหวัด และเป็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-280624/">ปลดล็อกและฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย เรื่องราวชวนใจฟู จากโรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร เป็นโรงเรียนประจำจังหวัด และเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน 2,000 กว่าคน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 &#8211; ประถมศึกษาปีที่ 6 มีครูทั้งหมด 80-100 คน และแน่นอนว่า โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาครพบความท้าทายเรื่องการเรียนรู้ถดถอยไม่ต่างจากโรงเรียนอื่นๆ ในจังหวัดเช่นกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ด้วยเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ผู้ปกครองส่วนใหญ่อยากส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีเวลาดูแลบุตรหลาน นักเรียนส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเป็นหลัก ซึ่งปู่ย่าหรือตายายก็ไม่มีความรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยี ไม่รู้วิธีในการเข้าเรียนออนไลน์ ทำให้นักเรียนเกิดช่องว่างทางการเรียนรู้ เด็กเรียนไม่ต่อเนื่อง การเรียนรู้หยุดชะงักไปในช่วงปิดภาคเรียนจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา</p>



<p>ดังนั้น หลังจากเปิดเทอม โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาครจึงมุ่งเน้นฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายว่า “<em>เปิดเทอมใหม่นี้ เราจะสอนแบบเดิมไม่ได้” </em>และในบทความนี้ได้ถอดบทเรียนการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของโรงเรียนไว้ดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-862039"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<p><strong>ครูสุทธิลักษณ์ ตรองใจ&nbsp; ซึ่งเป็นครูระดับชั้น ป.3 และสอนวิชาภาษาไทย ได้มีบทบาทในการหาแนวทางการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยได้วิเคราะห์ ปลดล็อก และทำการฟื้นฟูดังต่อไปนี้&nbsp;</strong></p>



<p><strong>1.วางแผนการสอนและหลักสูตรใหม่&nbsp;</strong></p>



<p><em>“จากเดิมที่จะเริ่มต้นสอนเนื้อหาที่อยู่ในระดับสมวัยของป.3 เราต้องปรับเนื้อหาใหม่ สำหรับกลุ่มเด็กที่มีการเรียนรู้ถดถอย โดยเริ่มปรับจากแผนการสอนเลย เช่น เนื้อหาในแผนการสอนจะต้องย้อนถอยลงมาเป็นเนื้อหาของระดับชั้นป.2 ในช่วงแรกๆ และค่อยเพิ่มระดับความยากขึ้นเป็นเนื้อหาของชั้นป.3 เมื่อมั่นใจว่านักเรียนสามารถทำได้แล้ว”</em></p>



<p>เหตุผลที่จะต้องปรับเนื้อหา เพราะว่านักเรียนส่วนใหญ่ ประมาณ 30 คนจากนักเรียน 40 คน ทำไม่ได้ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องการให้เด็กมีส่วนร่วม เด็กต้องมีความรู้สึกอยากมาโรงเรียนก่อน เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กรู้สึกว่าเนื้อหายาก เขาจะไม่อยากมีส่วนร่วม ไม่อยากโรงเรียน และเราจะไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้เลย</p>



<p><strong>2.การประเมินการอ่าน การเขียน</strong>&nbsp;</p>



<p>ครูจะใช้แบบประเมินการอ่านออก เขียนได้ จากหน่วยงานสพฐ. ร่วมกับข้อสอบเก่าของโรงเรียน ซึ่งเนื้อหาในแบบทดสอบนั้น ประกอบไปด้วย การอ่านออกเสียง การอ่านรู้เรื่อง การเขียนคำ การเขียนเรื่อง ซึ่งจากการทดสอบพบว่า นักเรียนระดับชั้นป.3 มีปัญหาเรื่องการอ่านออก เขียนได้กว่า ประมาณ 100 กว่าคน จากนักเรียนทั้งระดับชั้น 300 คน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข นอกจากการใช้แบบประเมินการอ่านออกเขียนได้แล้ว สิ่งสำคัญที่ครูต้องทำอีกอย่างหนึ่ง คือ การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนควบคู่ไปกับการดูผลลัพธ์จากแบบทดสอบด้วย เพราะนักเรียนบางคนคะแนนอาจจะดูต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็สามารถสื่อสารกับครูได้</p>



<p><strong>3.สอนซ่อมเสริมตอนเย็น</strong></p>



<p>การซ่อมเสริมตอนเย็น เป็นการช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออก อ่านไม่คล่อง หรือเขียนไม่ได้ ซึ่งแนวคิดของการสอนซ่อมเสริมตอนเย็น คือ ครูจะต้องทำให้นักเรียนรู้สึกสนุก ไม่เคร่งเครียดกับสิ่งที่จะต้องอ่าน ไม่อย่างนั้นนักเรียนจะต่อต้านและไม่อยากอ่านหนังสือเข้าไปอีก วิธีการที่ใช้คือ การให้อ่านนิทาน หรือใช้สื่อใน Learning Box แทน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c9d8c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>4.ใช้สื่อใน Learning Box เพื่อส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้</strong></p>



<p>หนึ่งในปัญหาที่พบคือ นักเรียนไม่รู้จักสระ ไม่รู้ว่าสระตัวนี้จะต้องออกเสียงอย่างไร ดังนั้น ครูจะต้องเริ่มสอนให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะก่อน ต่อมา คือ สระ หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องการผสมคำ ที่เป็นตัวสะกดตามมาตราก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนเป็นตัวสะกดตัวอื่น เช่น คำว่า “บาท” นักเรียนจะรู้จักแค่การใช้ตัวสะกด “ด เด็ก” เท่านั้น แต่จะไม่ใช้ “ท ทหาร”</p>



<p>เพราะฉะนั้น ครูจึงใช้สื่อใน Learning Box ที่เรียกว่า <strong>“วงล้อผสมคำ” </strong>มีลักษณะสีสันสวยงาม สามารถหมุนเปลี่ยนสระ และตัวสะกดได้<strong> </strong>นักเรียนที่มีปัญหาเรื่องอ่านไม่ออก เมื่อเล่นวงล้อผสมคำ จะรู้ว่าคำไหนคือประธาน กริยา หรือกรรม ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเด็กเขียนหนังสือไม่มีประธานได้ด้วย เช่น เด็กบางคนอยากแต่งประโยคว่า “ฉันมีดินสอ” แต่เขาจะเขียนแค่ “มีดินสอ” ขาดประธาน คือคำว่า “ฉัน” เป็นต้น นอกจากนี้ วงล้อผสมคำ ช่วยให้นักเรียนอยากอ่านมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับการอ่านหนังสือเรียนปกติที่มีขนาดใหญ่และหนา โดยที่ครูมีหลักการเลือกสื่อที่จะไปใส่ใน Learing Box คือ 1. ง่ายกว่าระดับเนื้อหาที่เรียนปกติ 2. มีสีสันเหมาะสมตามช่วงวัย 3. สื่อที่เป็นเกม 4. เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง</p>



<p><strong>5.เปลี่ยนจากสอนท่องจำ เป็น Active Learning</strong> ในคาบเรียน ครูจะใช้สื่อเทคโนโลยี เช่น ทำพาวเวอร์พ้อยท์เป็นเกม ประเภท WordWall หรือใช้สื่อทำมือมากขึ้น เน้นกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำเอง เป็น Active Learning&nbsp; ซึ่งครูสุทธิลักษณ์อธิบายความหมายของคำนี้เพิ่มเติมว่า <em>“Active Learning คือ การที่เด็กได้ลงมือทำและเราเป็นที่ปรึกษา เช่น ถ้าเราสอนเรื่องมาตราตัวสะกด เราจะมีเกมที่เป็นแผ่นติดตีนตุ๊กแก แล้วให้เด็กออกไปติดหรือผสมคำ และแยกมาตราตัวสะกด เด็กๆ สนุกมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเราจะสอนแบบไม่มีเกมเลย แต่ช่วงโควิดที่พบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องการอ่านและการเขียน เราก็พยายามเข้าอบรมเรื่องเกมการศึกษา เพราะคิดอย่างเดียวว่าจะต้องทำยังไงก็ได้ ให้เด็กกลับมาสนใจครู” </em>ครูสุทธิลักษณ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1370a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>6.ประสานงานกับผู้ปกครอง</strong> เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ของนักเรียน จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าชื่นชม โดยมีแนวทางต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p>1. สื่อสารพฤติกรรมที่เป็นจริงและสิ่งที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับนักเรียนให้ผู้ปกครองฟัง<br>2. นำผลการประเมินจากแบบคัดกรอง หรือแบบทดสอบ ต่างๆ มาเป็นหลักฐานให้ผู้ปกครองเห็นข้อเท็จจริง<br>3. ออกแบบแนวทางแก้ไขร่วมกันกับผู้ปกครอง เช่น ให้นักเรียนนำ Learning Box กลับไปที่บ้าน และมอบหมายแบบฝึกหัดให้นักเรียนทำเพิ่มเติม<br>4. มีการติดตามร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยที่ครูขออนุญาตให้ผู้ปกครองอัดวิดีโอการอ่านของนักเรียนมาให้ครูดูพัฒนาการทุกครั้ง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้ การเรียนรู้ได้ถูกฟื้นฟูให้กลับมาเหมาะสมตามช่วงวัย&nbsp;</strong></h3>



<p>ครูสุทธิลักษณ์เล่าว่า “<em>เป็นเคสของนักเรียนหญิง ชื่อว่า ภัธษนัณฑ์ ปัญหาแรกเริ่มของนักเรียนคนนี้ คือ ไม่พูด และเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเอง หลังจากนั้นครูใช้แบบทดสอบการอ่านออกเขียนได้ พบว่านักเรียนคนนี้ไม่สามารถอ่านได้ตามระดับความสามารถที่ควรจะเป็นตามช่วงชั้น ซึ่งผลการทดสอบในครั้งแรกและครั้งที่สอง อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ แต่พอเราได้ทำกิจกรรมสอนซ่อมเสริมในช่วงเช้าและช่วงเย็น มีการติดตามกับผู้ปกครอง และเปลี่ยนกิจกรรมในห้องเรียนให้เด็กได้ลงมือทำมากขึ้น ผลการสอบครั้งที่สาม พบว่าการการอ่านออกเสียงอยู่ในระดับ ‘ดีมาก’ และนักเรียนเริ่มตอบคำถามในห้องเรียนมากขึ้น จากที่ไม่เคยตอบเลย ซึ่งกรณีนี้ ครูรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่มีส่วนช่วยให้เขาเกิดการพัฒนา นอกจากนี้ ได้มีการส่งข้อมูลของเขาไปให้ครูในระดับชั้นต่อไป จนครูบอกว่าตอนนี้เขาไม่ตกซ่อมเสริมแล้ว เราจึงภูมิใจว่าสิ่งที่เราทุ่มเทนั้นเกิดผล”&nbsp;</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b36ef"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>ในช่วงแรกของการปรับแผนการสอนใหม่ ครูสุทธิลักษณ์เล่าให้ฟังว่า เกิดความรู้สึกท้อมาก เพราะต้องเตรียมตัวเยอะกว่าปกติ แต่ก็ไม่มีความรู้สึกว่าอยากถอย เพราะไม่อย่างนั้นนักเรียนจะไม่สามารถต่อยอดความรู้ในระดับชั้นต่อไปได้เลย ครูจึงหมั่นศึกษาหาความรู้จากภายนอกเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช้กับห้องเรียนของตัวเองให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการสานต่อภารกิจของโรงเรียน คือ <strong>“โรงเรียนจะต้องปลอดเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้</strong>” ซึ่งจากในปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกสศ. แล้วนำมาจัดทำสื่อการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น Learning Box หรือ <strong>แบบฝึกหัดใหม่ๆ</strong> ที่นำมาย่อยให้ง่ายขึ้นสำหรับนักเรียนกลุ่มการเรียนรู้ถดถอยโดยเฉพาะ จนปัจจุบันก็ยังสามารถนำแบบฝึกหัดกลับมาใช้อีกครั้งกับนักเรียนรุ่นต่อไปได้ เพราะการฟื้นฟูการเรียนรู้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการที่เมื่อจบงบประมาณแล้วต้องจบไป แต่คือการส่งต่อความรู้ให้กับนักเรียนในรุ่นต่อๆไปในอนาคตด้วยเช่นกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-280624/">ปลดล็อกและฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย เรื่องราวชวนใจฟู จากโรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เคสฟื้นฟูที่ท้าทาย แต่ไม่ท้อถอย Learning Recovery ที่จริงใจ ของโรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) อำเภอ บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-270624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 14:35:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์)]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83956</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) เป็นโรงเรียนขนาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-270624/">เคสฟื้นฟูที่ท้าทาย แต่ไม่ท้อถอย Learning Recovery ที่จริงใจ ของโรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) อำเภอ บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2-มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนประมาณ 600 คน มีครู 30 คน จำนวนครูครบชั้น แต่ปัญหาของโรงเรียนนี้คือ ครูประจำวิชาไม่ครบ เช่น ครูเลขมี 3 คนทั้งโรงเรียน ทำให้เกิดปัญหาครูสอนไม่ตรงเอกที่จบมาเยอะ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายของคุณครู อีกทั้ง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา และไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดนี้ ทำให้ไม่มีเวลามาสอนการบ้านลูก และบางครั้งนักเรียนต้องย้ายตามผู้ปกครอง จึงส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่มีความต่อเนื่อง</p>



<p>แม้จะเจอความท้าทาย แต่ด้วยใจมุ่งมั่นที่ไม่ท้อถอยของทั้งโรงเรียน ทำให้โรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) ได้พบแนวทางการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จนทำให้การเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น และในบทความนี้ได้เรียบเรียง Learning Recovery ที่จริงใจของโรงเรียนไว้ดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bf2b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1a.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักเรียนต้องเรียนออนไลน์ ถึงแม้ว่าในช่วงที่เรียนออนไลน์นั้น ครูทุกคน รวมถึงครูณัฐฐาพร วงษ์คำ (ครูกุ้ง )ครูประจำชั้นป.3 ได้พยายามทุ่มเท ให้ความรู้ที่มีแก่นักเรียนไปเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดเทอมมากลับพบว่า <strong>‘ทุกอย่างที่สอนไปต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หมด’</strong> ครูณัฐฐาพรกล่าวว่า <em>“เด็กประถมอย่างแรกคือต้องอ่านได้ และคิดคำนวณเป็น เราคาดหวังว่าเด็กต้องคำนวณได้ แต่พอเปิดมาสิ่งที่เราต้องเจอคือ อะไรที่เคยไปตอนเรียนออนไลน์ เปิดเทอมมาคือต้องตั้งต้นใหม่ เริ่มจากศูนย์ จากที่เราตั้งเป้าหมายจะต้องได้สอนต่อเนื่อง แต่เราต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่”&nbsp;</em></p>



<p><em></em>นอกจากความรู้ด้านวิชาการของนักเรียนถดถอยแล้ว พฤติกรรมของนักเรียนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน <em>“เด็กไม่มีระเบียบวินัย พอเปิดเทอมมาแล้วอาการหนัก อาการหนักที่ว่า คือ ซนมากกว่าปกติ พูดไม่ฟัง คำสั่งแรกไม่ฟัง ต้องย้ำถึง 3 ครั้งจะฟัง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนตรงที่ว่า เด็กมาโรงเรียน เขาจะรู้ว่า 8.00 น. ต้องเข้าแถว แต่พออยู่บ้านนานๆ ทำให้เด็กมาไม่ทันเข้าแถว เพราะยังไม่ตื่นนอน มาสายมาก 9.00-10.00 น. บางคนก็ไม่มาเลย แล้วผู้ปกครองก็ตามใจ เลยพยายามคุยกับผู้ปกครองว่าสายยังไงก็ให้มา เพราะอยู่บ้านก็ไม่ได้เรียน”&nbsp;</em></p>



<p>จากปัญหาที่พบ ครูณัฐฐาพรจึงตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียนทั้งหมด 2 ด้าน ด้านที่ 1 คือ ด้านวิชาการในวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนด้านที่ 2 คือ ด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียน ดังนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-392355"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<p><strong>1.ย้อนทวนเนื้อหาเก่าที่ง่าย เพื่อกระตุ้นการต่อยอดเนื้อหาใหม่&nbsp;</strong></p>



<p>ตั้งแต่เปิดเทอมมา ครูตั้งความหวังว่าจะเริ่มต้นสอนเนื้อหาต่อเนื่องจากการเรียนออนไลน์ แต่เมื่อพบว่านักเรียนจดจำสิ่งที่สอนไม่ได้เลย ทำให้ต้องเริ่มต้นสอนใหม่ ซึ่งครูจึงได้ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการย้อนทวนเนื้อหาเก่าที่ง่ายก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนรู้สึกอยากเรียน ยกตัวอย่าง จากเดิมนักเรียนชั้นป.3 ต้องเรียนเลขจำนวนไม่เกินกว่าหลักแสน แต่ครูจะต้องพานักเรียนย้อนทวนเนื้อหาจากหลักร้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าปกติ แต่เราต้องย้ำจนกว่าเขาจะทำได้ ไม่อย่างนั้นจะต่อยอดต่อไปไม่ได้เลย</p>



<p><strong>2.ใช้เกมเพื่อดึงความสนใจของนักเรียน</strong></p>



<p>จากเดิมที่เคยสอนเน้นให้ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ แต่หลังจากเกิดโควิดมา ในวิชาคณิตศาสตร์ของเราเปลี่ยนมาเล่นเกมมากขึ้น เนื่องจากเด็กอยู่บ้านนาน ทำให้เขาขาดความสนใจในการเรียน และการจดจ่อในสิ่งที่เรียนก็ไม่เท่าเดิม ดังนั้น ครูจึงต้องหาเกม เช่น <strong>เกมบิงโก เกมบันไดงู </strong>มาดึงดูดความสนใจของเด็ก เพื่อให้เด็กไม่เบื่อกับการเรียน และเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่เรียนด้วย</p>



<p><strong>3.ทำแบบฝึกหัดเสริมเพิ่มมากขึ้น</strong>&nbsp;</p>



<p>จำนวนข้อในแบบฝึกของหนังสือเรียนปกติไม่เพียงพอ สำหรับเด็กที่หยุดเรียนไปนานๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะต้องได้ผ่านกระบวนการของการ<strong>คิดย้ำ และทำบ่อยๆ</strong> การที่ได้งบสนับสนุนจากกสศ. โรงเรียนก็ได้นำมาจัดทำ<strong>แบบฝึกทักษะ</strong>ออกมาเป็น 4 เล่ม ได้แก่ การบวก การลบ การคูณ และการหาร นักเรียนทุกคนจะได้ทั้งหมด 4 เล่ม โดยที่ครูจะต้องย้ำซ้ำทวนบ่อยๆ พอเขาทำได้แล้ว เราก็เอาเกมเข้ามาแทรกกับเนื้อหาที่เรียนในห้องปัจจุบัน นักเรียนก็จะมีส่วนร่วมกับห้องเรียนมากขึ้น เขาจะไม่รู้สึกว่าตามเพื่อนไม่ทัน</p>



<p><strong>4.แบบฝึกหัด 5 ข้อก่อนเข้าเรียน&nbsp;</strong></p>



<p>ในทุกๆ วันก่อนที่จะเริ่มเรียนวิชาแรก ครูจะขึ้นโจทย์ที่หน้ากระดานในวิชาเลขทุกครั้ง เพื่อฝึกกระบวนการคิดจากการตอบโจทย์ปัญหาทุกเช้า ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการให้นักเรียนทำโจทย์เพิ่ม แต่หลังจากที่เปิดเทอมมา ครูอยากสร้างนิสัยให้นักเรียนได้ฝึกคิดทุกวันตอนเช้าจนเกิดความเคยชิน วันไหนที่ไม่ได้ขึ้นโจทย์ นักเรียนก็จะเดินมาถามว่า <em>‘วันนี้มีโจทย์อะไรบ้าง’</em> และเขาก็จะตีเส้นหน้ากระดาษรอให้เราขึ้นโจทย์ ยิ่งพอเขาได้ลงมือทำบ่อยๆ เขาก็จะชำนาญการคิดเลขมากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>5.ทำให้คณิตศาสตร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น&nbsp;</strong></p>



<p>แนวคิดของวิชาคณิตศาสตร์ค่อนข้างเป็นนามธรรม เช่น การยืม ครูมักบอกเด็กๆว่าให้ยืมมา ซึ่งจริงๆ เด็กไม่เข้าใจว่า “ยืม” คืออะไร ครูจึงออกแบบสื่อใน Learning Box ให้เป็นรูปแบบที่เด็กจับต้องได้ เช่น เราสอนเรื่องการกระจาย เราจะมีสื่อกระดาษรูปกล่อง 1 ใบใหญ่ และจะมีรูปกล่องเล็กๆ อีก 10 ใบ ใช้คู่กัน เด็กก็จะได้จับและนับกล่องกระดาษตามโจทย์ที่เรากำหนดให้ โดยที่ไม่ใช่แค่เขียนคำตอบลงสมุดเท่านั้น แต่เรามีสื่อให้เด็กจับต้องได้ ช่วยเพิ่มเรื่องกระบวนการคิดให้เป็นขั้นตอนมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0c84c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>6.ใช้สื่อใน Learning Box</strong></p>



<p>&nbsp;โรงเรียนเรียกว่า Math Box ในกล่องประกอบไปด้วย เกมบันไดงู เรื่องการบวกลบคูณหาร เกมบิงโกคูณหาร และเป็นสื่อกระดาษที่สอนเรื่องแยกหน่วย และการกระจาย นอกจากนี้ ยังมีเชือกกระโดดเพื่อฟื้นฟูการถดถอยของร่างกายด้วย โดยมีหลักการการเลือกสื่อ คือ จะเลือกสิ่งที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน เป็นพวกเกมต่างๆ เช่น รูบิค บิงโก หรือโดมิโน่ เป็นการให้นักเรียน<strong>เรียนปนเล่น</strong> เพราะเด็กจะรู้สึกว่าการเรียนรู้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เหมือนเขาได้เรียนรู้โดยที่ไม่รู้ตัว และที่สำคัญคือ เด็กจะสามารถจดจำเนื้อหาได้ โดยไม่ได้รู้สึกเครียด</p>



<p><strong>7.นั่งสมาธิก่อนเข้าเรียน</strong></p>



<p>จะให้นั่งสมาธิที่ไม่ใช่แค่หลับตาเฉยๆ แต่จะให้นักเรียนสังเกตลมหายใจเข้าและออกตัวเอง เพื่อให้เขาสงบและสามารถกำกับตัวเองได้ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเรียนในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p><strong>8.จัดรูปแบบการเรียนเป็นกลุ่มมากขึ้น</strong>&nbsp;</p>



<p>จากสถานการณ์โควิดที่นักเรียนไม่ได้เจอเพื่อน ทำให้เมื่อเปิดเทอมครูจะพยายามให้นักเรียนนั่งเรียนด้วยกันเป็นกลุ่ม เพื่อให้ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของเขาได้ชัดเจนขึ้น เช่น เขาสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนได้ไหม เขาช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า เพื่อนสามารถสอนการบ้านได้ไหม เป็นต้น และหลังจากนั้น เราจึงต้องจัดกลุ่มใหม่ เพื่อแยกว่ากลุ่มไหนเรียนได้ หรือกลุ่มไหนยังต้องพัฒนาด้านใดอีก ทำให้ครูเข้าถึงเด็กได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p><strong>1.นักเรียนมีพัฒนาด้านภาษาและคณิตศาสตร์ที่ดี 80%</strong> เมื่อเปิดเทอมมาช่วงแรกนักเรียนทุกคนต้องเริ่มจากศูนย์พร้อมกันเกือบทั้งหมด มีนักเรียนเป็นบางคนเท่านั้นที่ไม่ต้องเริ่มใหม่ ครูณัฐฐาพรได้ยกตัวอย่าง <em>“เด็กชายวราวุธ สามัญ จากเดิมคือตั้งหลักตัวเลขไม่ได้ ไม่รู้เรื่องการบวกและลบเลย แต่หลังจากที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยให้เขาทำแบบฝึกทักษะบวกลบเลขบ่อยขึ้น จนนักเรียนสามารถทำได้ และทำได้ดีมากด้วย จนตอนหลังเขารักในวิชาคณิตศาสตร์ไปเลย”&nbsp;</em></p>



<p><strong>2.นักเรียนรู้สึกอยากที่จะเรียนรู้&nbsp; และชอบที่จะเรียน </strong>สมมติวันไหนที่ครูติดธุระ จะมีเด็กนักเรียนเดินมาตามให้ขึ้นโจทย์กระดาน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกชื่นใจมาก <em>“มันชื่นใจมาก เมื่อเด็กที่เราสอนเขาสามารถทำได้ และพอทำได้เขาก็จะมีความสุขกับการเรียนเลข เราเลยรู้สึกดีที่ทำให้เด็กที่ไม่ชอบเลข กลับมาชอบเลขได้ทั้งที่เราไม่ใช่ครูเลข เด็กเดินมา</em></p>



<p><em>บอกว่า ‘ครูหนูอยากเรียนเลขจังเลย’ มันทำให้เรารู้สึกปลื้มใจ มันรู้สึกดีที่เด็กมาตาม เพราะเราสามารถทำให้เขารู้สึกว่าเลขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำของเขา ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำประสบความสำเร็จแล้ว”&nbsp;</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e44fce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p><strong></strong>ครูณัฐฐาพรยังคงมีปณิธานกับตัวเองว่า จะยังคงรักษาคุณภาพการสอนของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยให้นักเรียนได้<strong>เรียนปนเล่น</strong> ผ่านการใช้สื่อต่างๆ ที่ได้รับการสนุบสนุนจากกสศ. เช่น Learning&nbsp; Box จนกระทั่งทุกวันนี้ เด็กรุ่นปัจจุบันก็ยังคงใช้งานอยู่ เพราะการพัฒนาด้านการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันจบสิ้น&nbsp;</p>



<p><em>“ถ้าไม่มีโควิด เราคงไม่สอนแบบนี้ เพราะปัญหาของเด็กคงไม่เยอะขนาดนี้ เด็กเข้าใจยากขึ้น เราเลยต้องหาอะไรที่ทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น อยากเปลี่ยนให้เด็กหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเลย ให้มีความอยากรู้ อยากที่จะเรียน และรักที่จะเรียนรู้มากขึ้น และเราเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและสามารถทำได้ ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของตัวเอง เหมือนกับตัวเองที่ไม่ได้จบเลขมา แต่สามารถสอนเลขได้ เพราะการเป็นครูนั้นต้องหมั่นพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ” </em>ครูณัฐฐาพรกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-270624/">เคสฟื้นฟูที่ท้าทาย แต่ไม่ท้อถอย Learning Recovery ที่จริงใจ ของโรงเรียนวัดยกกระบัตร (ชุบราษฎร์นุสรณ์) อำเภอ บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดพื้นที่รับฟังและเปิดหัวใจ แนวทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-260624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jun 2024 10:24:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83898</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) เป็นโรงเรียนขยายโอกาส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-260624/">เปิดพื้นที่รับฟังและเปิดหัวใจ แนวทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวนนักเรียน 450 คน มีครู 22 คน ครูครบชั้น ถ้าวันไหนที่ครูติดประชุมหรืออบรม โรงเรียนมีวิธีการแก้ปัญหาคือ รวมห้อง โดยประเมินจากพฤติกรรมของนักเรียน และความสามารถของครูท่านนั้นว่าจะรับมือกับเด็กๆ ได้ไหวหรือไม่&nbsp;</p>



<p>เพราะด้วยความที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนอยู่ในช่วงวัยของวัยรุ่น&nbsp; ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่อง <strong>พฤติกรรม และการแสดงออกทางอารมณ์ของนักเรียน</strong> เช่น ปัญหาทะเลาะวิวาทในโรงเรียน ปัญหายาเสพติด เป็นต้น อีกทั้ง 80% บริบทผู้ปกครองของนักเรียน ประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว สวนฝรั่ง และรับจ้างทั่วไป ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลามาดูแลทั้งในด้านวิชาการ และส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่นักเรียน แต่ข้อดีของโรงเรียนคือ มีวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้วอยู่ติดกับรั้วโรงเรียน และได้มีการทำ MOU ร่วมกัน ทำให้นักเรียนม.3 สามารถไปฝึกทักษะอาชีพทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงได้ โดยมีวิชาให้เลือก ได้แก่ งานไฟฟ้า งานอาชีพ เป็นต้น ซึ่งการมีโครงการนี้ ก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในเรื่องการไปรับ-ส่ง และการหารายได้ระหว่างเรียนไม่มากก็น้อย&nbsp;</p>



<p>เมื่อโควิดระบาด การเรียนหยุดชะงัก จนการเรียนรู้ของเด็กๆ ถดถอย แต่โรงเรียนได้หาแนวทางฟื้นฟูด้วยการเปิดพื้นที่รับฟังและเปิดหัวใจ ซึ่งแนวทางเหล่านี้ได้ถูกถอดบทเรียนไว้ในบทความนี้แล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-abb12b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>ในฐานะครูที่ครูเทียนฤทัย ทองใบอ่อน ซึ่งทั้งสอนคณิตศาสตร์และเป็นฝ่ายปกครองด้วย จึงจับสัญญาณความผิดปกติของพฤติกรรมนักเรียนได้อย่างชัดเจน หลังจากที่เปิดเทอมจากช่วงหยุดยาวด้วยผลกระทบของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปนาน&nbsp;</p>



<p>ครูเทียนฤทัยซึ่งสอนคณิตศาสตร์ ป.6-ม.3 ได้เล่าให้ฟังว่า “<em>เด็ก ม.1-3 เป็นรุ่นที่เจอปัญหาโควิดหมดเลย และปัญหาที่เกิดขึ้น คือเด็กม.3 เพราะเจอปัญหาตั้งแ</em>ต่ป.6 <em>เรารู้สึกว่าเรื่องมันเยอะขึ้น คือ </em><strong><em>ปัญหาเด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ </em></strong><em>เปลี่ยนไปตั้งแต่อยู่บ้านนานๆ นิสัยเปลี่ยนมาก ด้านอารมณ์และด้านความคิด ล่าสุด นักเรียนบีบคอเพื่อน เพราะเพื่อนเอาดินน้ำมันปา เรามองว่าถ้าเด็กถูกกล่อมเกลาด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีมาตลอดอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์พวกนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นและไม่รุนแรงเท่านี้”</em></p>



<p>จากปัญหาที่พบ ครูเทียนฤทัยจึงได้ตั้งเป้าหมายในการเปิดเทอมใหม่ว่า “<strong>ฉันอยากรู้จักนักเรียนมากขึ้น</strong>” <em>“เพราะหยุดไปนานเราไม่รู้เลยว่าความคิด หรือทัศนคติของเขาเป็นยังไงบ้าง เลยแจกกระดาษให้นักเรียนลองเล่าว่าในช่วงโควิดที่ปิดไป นักเรียนทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง หรือให้นักเรียนเล่าความประทับใจ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ชีวิต ความรู้สึกในช่วงที่ผ่านมา”</em>&nbsp;</p>



<p>การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจึงเป็นหนึ่งในวิธีการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของครูเทียนฤทัย แต่ยังมีอีกหลายวิธีการที่ครูได้ทำเพื่อช่วยนักเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้ทั้งในด้านวิชาการ และด้านสังคมและอารมณ์ ดังนี้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e491de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<p><strong>1.ใช้แบบประเมินทดสอบด้านความรู้และด้านอารมณ์ และสังคมของนักเรียน&nbsp;</strong></p>



<p>ครูได้มีการสังเกตเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เคยสอนตอนเขาอยู่ป.5 เขาทำงานค่อนข้างช้า ไม่เคยส่งงานตรงเวลาทันเพื่อน และที่สำคัญคือมีพฤติกรรมรุนแรง เวลาไม่พอใจก็จะทำลายข้าวของ ผลักโต๊ะ โยนโต๊ะ ครูเห็นว่าพฤติกรรมแบบนี้อาจไม่ปกติ จึงได้ดำเนินการดังนี้&nbsp;</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">ครูใช้แบบคัดกรองเบื้องต้น เริ่มต้นจากอ่านและการเขียนก่อน&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ครูวิเคราะห์ผลจากแบบคัดกรอง และส่งผลไปให้โรงพยาบาล หลังจากนั้นโรงพยาบาลจะส่งผลกลับมา ซึ่งผลการวินิจฉัยปรากฎว่านักเรียนมีความเสี่ยงเรื่องการเรียนรู้ช้า</li>



<li style="font-size:16px">ครูทำนัดกับคุณหมอเฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป</li>



<li style="font-size:16px">ครูสื่อสารกับผู้ปกครอง และสื่อสารถึงผลกระทบที่ดีขึ้นของการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ปกครองยอมรับและเปิดใจที่จะร่วมดูแลนักเรียนไปพร้อมกัน</li>
</ul>



<p><strong>2.รู้จักนักเรียนทุกคน </strong>&nbsp;</p>



<p>การรู้จักนักเรียนผ่านการให้นักเรียนเขียน หรือเล่าความรู้สึกของตนเอง ทำให้เราไม่ตัดสินเด็ก <em>“ก่อนหน้านี้มีนักเรียนชั้นป.6 เขาบริโภคสื่อมากเกินไปจนเขาไม่เห็นว่าคนอื่นทำอะไรกันบ้าง อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล ลูกเลยนั่งดูแต่โทรศัพท์ พอเราให้เขาเขียนถึงอาชีพที่อยากทำ เลยอยากจะเป็นแต่ Youtuber กัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนักเรียนคนหนึ่งเขียนว่าอยากเป็น ‘นักฆ่า’ อยู่ชั้นป.4 ที่เขาตอบแบบนั้นเพราะว่าเขาติดเกมเราก็เลยเข้าไปคุยกับเขาว่า บนโลกนี้มีอาชีพมากมายที่เด็กเป็นได้นะ และอาชีพที่เด็กอยากเป็นก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่ดี ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ครูต้องใช้วิธีการพูดคุยกับเด็กอย่างละเอียดเป็นรายบุคคลเลย”&nbsp;</em></p>



<p>ซึ่งก่อนหน้านี้ครูเคยใช้วิธีการตีเด็กคนหนึ่ง เพราะเขาไม่ส่งการบ้าน พอไปเยี่ยมบ้านแล้วพบว่าแม่ไม่มีตังจ่ายค่าไฟ แม่เลิกงานดึก ทำให้เด็กคนนี้ต้องรอแม่เลิกงาน เขาเลยไปรอที่ร้านเกม กลายเป็นว่าถูกปลูกฝังด้วยเกม ทำให้เรารู้เลยว่าเด็กคนหนึ่งมีปัญหามากมายซ่อนอยู่ เราเลยคิดว่า เราต้องรู้จักเด็กก่อนว่าเด็กคนนี้เป็นยังไง บางคนแต่งตัวดี แต่ก็อาจไม่ได้มีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดี นอกจากนี้<strong> การรู้จักเด็กมากขึ้น ก็ช่วยเรื่องภาวะการเรียนรู้ถดถอย เพราะทำให้เราได้ปรับทัศนคติของตัวเอง และจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กได้ง่ายขึ้น&nbsp;</strong></p>



<p>วิธีการเริ่มต้นรู้จักนักเรียน อาจจะลองแค่การตั้งคำถามง่าย เช่น ‘วันนี้กินข้าวเช้ามาหรือยัง’ ‘ใครทำกับข้าวให้กิน’ และลองสังเกตอาการ ท่าทาง และคำตอบของนักเรียนดู จะช่วยให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของนักเรียนมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>3.เสริมพลังบวกให้แก่นักเรียน&nbsp;</strong></p>



<p>การชื่นชมทำให้เด็กเห็นคุณค่าตัวเอง เพราะเขารู้สึกว่า ‘เขาถูกเห็น ถูกใส่ใจ และเขาจะอยากมาเรียนทุกวัน’ วิธีการเสริมแรงเชิงบวก ทำได้ดังนี้&nbsp;</p>



<ul>
<li style="font-size:16px"><strong>วิธีที่1</strong> : การเสริมพลังบวกอาจเริ่มต้นด้วยการถามไถ่สถานการณ์ของนักเรียนเสมอว่า ‘มีใครรังแกไหม’ ‘มาโรงเรียนช่วงนี้มีความสุขดีไหม’ การสื่อสารกับเด็กบ่อยๆ ทำให้เด็กรู้สึกว่าครูใส่ใจเขา และรักเขา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px"><strong>วิธีที่2</strong>: แทนที่จะตีหรือดุว่าทันที แต่เราใช้วิธีการพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพฤติกรรมของเขา เขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำมันดีหรือไม่ดียังไง&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px"><strong>วิธีที่3:</strong> สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับนักเรียน เช่น การเปิดพื้นที่ให้นักเรียนเขียนความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ&nbsp;</li>
</ul>



<p><strong>4.ส่งเสริมด้านกีฬา&nbsp;</strong></p>



<p>เด็กมัธยมชอบทะเลาะวิวาทกัน ครูจึงสนับสนุนเรื่องกีฬาให้แก่เขา ซึ่งก่อนที่จะปิดเทอมช่วงโควิด จะไม่ได้มีการเล่นกีฬาในช่วงพักกลางวัน แต่ตอนนี้ในช่วงคาบพักกลางวันจะมีครูพละมาช่วยจัดกิจกรรมกีฬาให้แก่นักเรียน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf976f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>5</strong>.<strong>เยี่ยมบ้านนักเรียน 100%&nbsp;</strong></p>



<p><strong>6.ใช้ Learning Box กระตุ้นการเรียนรู้&nbsp;</strong></p>



<p>ตั้งแต่ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกสศ.โรงเรียนก็นำมาซื้อสื่ออุปกรณ์ใส่ Learning Box ให้กับนักเรียนเป็นช่วงชั้น Learning Box ช่วยให้เด็กที่ไม่มีอุปกรณ์การเรียนรู้ สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้เท่าเทียมเพื่อน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ อุปกรณ์ที่จำเป็นคือ วงเวียน ครึ่งวงกลม และไม้โปร เมื่อไหร่ที่เรียนเรื่องการวัดมุม พบว่านักเรียนบางคนไม่มีอุปกรณ์ทุกครั้ง Learning Box จึงเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนรู้ได้ และเด็กได้ลงมือทำทุกคน <strong>เพราะฉะนั้น Learning Box ช่วยให้นักเรียนได้ใช้สื่อที่เท่าเทียมกัน</strong>&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การใช้สื่อหรืออุปกรณ์ใน Learning Box ก็เชื่อมโยงกับการเรียนตามช่วงวัยของนักเรียนด้วย เช่น แผนที่โลก เป็นของพี่มัธยม เพื่อจะได้ใช้ควบคู่กับวิชาเรียน ต่อมาคือ รูบิค พจนานุกรม และหนังสือเล่มเล็ก เช่น เรื่องโลกของฉัน ปริศนาหาของ ให้กับน้องชั้น ป.4 &#8211; 6 เพื่อฝึกและปลูกฝังมารยาท ส่วนชั้น ป.1 &#8211; 3 จะให้ตารางสูตรคูณ และบัญชีคำพื้นฐานที่เป็นสื่อสร้างสรรค์ และปูพื้นฐานเรื่องการอ่าน ซึ่งถึงแม้ว่าโครงการจะจบไปแล้ว แต่ Learnig Box ก็ยังคงใช้เป็นสื่อให้แก่นักเรียนได้เสมอ&nbsp;</p>



<p><strong>7.PLC ร่วมกับเพื่อนครูในโรงเรียนและเครือข่าย&nbsp;</strong></p>



<p>โรงเรียนจะใช้กระบวนการ PLC เป็นประจำ ทำเป็นช่วงชั้น มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและส่งเสริมด้านวิชาการ เพราะครูในช่วงชั้นจะได้รู้จักพฤติกรรมลึกๆ ของเด็กมากขึ้น และพยายามแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ถ้าปัญหาไหนเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้ ครูก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้บริหารได้ เช่น ปัญหาเรื่องอาวุธ และยาเสพติด นอกจากนี้ โรงเรียนยังมี PLC ในระดับเครือข่ายโรงเรียน จากการสนับสนุนของกสศ.และสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น โดยการรวมเครือข่ายโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาครที่แก้ไขปัญหาการเรียนรู้ถดถอยได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae88f0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู </strong></h3>



<p><strong>1.โรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์จากการสอน ONET สูงกว่าระดับประเทศ&nbsp;</strong></p>



<p>ครูเทียนฤทัยเล่าให้ฟังว่า<strong> “</strong><em>ทั้งที่ก่อนช่วงโควิด ผลสอบ ONET ของโรงเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ แต่หลังจากที่การทำกิจกรรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย และเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ใช้ Learning Box และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้ผลคะแนนมากขึ้น”&nbsp;</em></p>



<p><strong>2.นักเรียนมีการพัฒนาที่ก้าวกระโดดเมื่อเปิดเทอมมาออนไซต์&nbsp;</strong></p>



<p>จากนักเรียนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนออนไลน์ ปิดกล้อง และเล่นแต่เกม แต่พอเปิดมาออนไซน์ ทำให้เด็กได้กลับมาอยู่ในวงจรและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น เช่น มีการส่งงานมากขึ้น จนกระทั่งได้รับรางวัลเหรียญทอง การแข่งขันคิดเลขเร็ว&nbsp;</p>



<p><strong>3.นักเรียนมีพฤติกรรมรุนแรงที่ลดลงและมีความรับผิดชอบมากขึ้น&nbsp;</strong></p>



<p>ครูเทียนฤทัย ยกตัวอย่างกรณีเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) หลังจากที่ฟื้นฟูด้านพฤติกรรมของนักเรียนด้วยการพาไปพบหมอ และใช้การเสริมแรงเชิงบวกก็ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มมากขึ้น ครูในโรงเรียนหลายคนช่วยกันชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้ดี เช่น เขาลายมือสวย ครูก็พาเขาไปประกวดคัดลายมือ นอกจากนี้ มีพัฒนาการเรื่องความรับผิดชอบ จากที่ส่งการบ้านน้อยมาก ส่ง 3 ชิ้นจาก 10 ชิ้น จนตอนนี้กล้าที่จะเข้ามาถาม ไม่ลอกการบ้านเพื่อนเหมือนก่อน กลายเป็นว่าชอบทำการบ้านและมาส่งงานทุกครั้ง ไม่เคยขาด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5bf49e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>ปัญหาเรื่อง Learning loss เป็นเรื่องที่ทำได้ต่อไปเรื่อยๆ จนปีนี้ก็นำกิจกรรมไปใส่ในแผนปฏิบัติการ เช่น กิจกรรม Openhouse มีเป้าหมายเพื่อที่จะเผยแพร่องค์ความรู้จากโครงการฟื้นฟูความรู้ถดถอยไปยังโรงเรียนในเครือข่ายสหวิทยาเขต ประกอบไปด้วย โรงเรียนวัดกระโจมทอง โรงเรียนวัดหลักสองราษฎร์บำรุง โรงเรียนวัดคลองตันราษฎร์บำรุง โรงเรียนบ้านคลองตัน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 9 โรงเรียนวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว และโรงเรียนบ้านรางสายบัว&nbsp;</p>



<p>ครูเทียนฤทัยบอกว่าตั้งแต่ทำโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยที่ผ่านมา ทำให้วิธีการสอนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก <em>“สมัยก่อนเราแค่สอนและตรวจการบ้าน เพราะเชื่อว่าการตรวจการบ้านจะทำให้รู้จักนักเรียนมากขึ้น แต่มันเป็นแค่ส่วนเล็กน้อย ต่อมาเราได้ตั้งคำถามกับตัวเองเพิ่มหลังจากที่ปิดเทอมไปนานๆ พอเปิดเทอมมาพบว่า “ทำไมเด็กทำไม่ได้” เราพยายามหาคำตอบมากขึ้นและปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เป็นแบบ Active Learning คือ การให้พื้นที่นักเรียนได้ยกมือถามและได้ตอบ เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และครูต้องจุดประกายให้เขา ให้นักเรียนได้คิด และลงมือทำ เท่านี้นักเรียนก็ active แล้ว”&nbsp;</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-260624/">เปิดพื้นที่รับฟังและเปิดหัวใจ แนวทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คลุกวงในกับเส้นทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-250624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 04:24:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83792</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เปิดสอนตั้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-250624/">คลุกวงในกับเส้นทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 102 คน มีครูจำนวน 6 คน แต่มีห้องเรียนทั้งหมด 8 ห้อง นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ของโรงเรียนที่กำลังเผชิญอยู่ คือ ครูไม่ครบชั้น ทำให้ห้องเรียนอนุบาลไม่มีครูสอน&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนจึงแก้ปัญหาโดยการให้ครูธุรการเข้าสอนชั้นอนุบาล ส่วนครูท่านอื่นๆ มีจำนวนชั่วโมงสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นชั่วโมงการทำงานที่เยอะมาก บวกกับสภาพครอบครัวของนักเรียน 80 % ของผู้ปกครองประกอบอาชีพชาวสวนและรับจ้างทั่วไป จึงไม่มีเวลามาสอนการบ้านให้กับลูกๆ&nbsp; ภารกิจทุกอย่างจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณครูเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อดีคือด้วยจำนวนนักเรียนที่น้อย ครูสามารถดูแลเด็กๆ ได้ทั่วถึง ทำให้เห็นพฤติกรรมของนักเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่มีการปิดเทอมยาวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&nbsp;</p>



<p>และนี่คือเส้นทางการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม ที่ถูกถอดบทเรียนไว้ในบทความนี้แล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc9ee9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>1. นักเรียนเกือบ 100% อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ จากการประเมินแบบคัดกรองการอ่านออกเขียนได้ พฤติกรรมที่สังเกตเห็นคือ นักเรียนหลงลืมสระ และนักเรียนอ่านสะกดคำไม่ออก&nbsp;</p>



<p>2. นักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป พูดคำหยาบกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักเที่ยง หรือพูดในที่สาธารณะ อย่างเช่น ในวัด จนกระทั่งพระคุณเจ้าและผู้ปกครองมาฟีดแบ็กกับครูว่านักเรียนพูดจาไม่เพราะเลย ซึ่งเป็นคำสบถที่ใช้ในเวลาเล่นเกม&nbsp;</p>



<p>3. นักเรียนบางคนมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สังเกตจากอาการที่อยู่ไม่นิ่ง และหลงลืมสิ่งที่สอนอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<p>จากปัญหาที่พบ ผู้อำนวยการและครูทั้งโรงเรียนจึงตั้งเป้าหมายร่วมกันในการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟู คือ การอ่านออก-เขียนได้ ทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทักษะอารมณ์และสังคมของนักเรียน ดังนี้</p>



<p></p>



<p><strong>1.</strong><strong> </strong><strong>ประเมินการอ่านออก-เขียนได้ของนักเรียนทุกเดือน</strong>&nbsp;</p>



<p>ในปีการศึกษา 2565 ที่ผ่านมา โรงเรียนมีแผนฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการเก็บสะสมผลงานการอ่านออกเขียนได้ มีการอ่านซ่อมเสริมทุกครั้ง ซึ่งแตกต่างการประเมินอ่านออกเขียนได้จากที่เคยทำมา เมื่อก่อนครูจะประเมินนักเรียนแค่ภาคเรียนละ 1 ครั้ง แต่ ณ ปัจจุบันครูจะต้องประเมินการเรียนรู้และการอ่านของนักเรียนเข้มข้นและถี่มากขึ้น กลายเป็นประเมินทุกเดือน หรือทุกหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถติดตามพัฒนาของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>เช่น <strong>การใช้บัญชีคำพื้นฐาน</strong> ที่เป็นแบบฝึกหัดให้นักเรียนฝึกอ่าน หลังจากนั้น นักเรียนจะได้คัดตาม และเขียนตามคำบอก เป็นการเพิ่มระดับความยากของการอ่านและเขียนขึ้นไป ซึ่งหลังจากใช้บัญชีคำพื้นฐานแล้ว ครูจะรู้เลยว่านักเรียนมีพัฒานาการดีขึ้นหรือไม่ อ่านคำไหนได้หรือไม่ได้ หรือจะต้องกลับมาอ่านซ้ำที่คำไหน ครูจะได้ช่วยนักเรียนแก้ปัญหาได้ถูกจุด</p>



<p></p>



<p><strong>2.</strong><strong> </strong><strong>ทำประเด็นท้าทายใน วPA ควบคู่กับการบูรณาการเรื่องการอ่านออกเขียนได้</strong>&nbsp;</p>



<p>ผู้บริหารคนก่อนมีนโยบายเน้นเรื่องการอ่านออกเขียนได้ โดยให้ครูทำประเด็นท้าทายควบคู่กับการพัฒนานักเรียนเรื่องการอ่านออกเขียนได้ไปด้วย ทำให้ครูมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา เพราะถ้านักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ นักเรียนจะไม่สามารถเรียนวิชาอื่นๆ ได้เลย เช่น เราทำประเด็นท้าทายในวิชาวิทยาศาสตร์ โดยมีธีมเรื่อง อาหาร ครูได้จัดทำ<strong>แบบฝึกสำเร็จรูป</strong> 1 เล่ม ที่มีการทดสอบเรื่องการอ่านและเขียน โดยอิงจากธีมเรื่องอาหารอยู่ในนั้น เป็นการเชื่อมโยงเนื้อหาให้ใกล้ตัวเด็กมากขึ้น เพิ่มคลังคำศัพท์ที่นอกเหนือจากวิชาภาษาไทยที่ได้เรียนอยู่แล้ว เพิ่มสีสันในเล่มเพื่อให้เด็กรู้สึกอยากเรียนมากยิ่งขึ้น โดยที่นักเรียนจะต้องทำแบบฝึกสำเร็จรูปนี้จนกว่าจะจบ 1 บท แล้วนำมาส่งครู อีกทั้งการมีนโยบายนี้ทำให้ทั้งครูและนักเรียนได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่ (Win-Win Situation) เพราะว่าครูจะต้องทำวิทยฐานะเพื่อเลื่อนขั้นอยู่แล้ว และเด็กก็จะได้พัฒนาการอ่านภาษาไทยในรูปแบบอื่นๆ ด้วย&nbsp;</p>



<p></p>



<p><strong>3.</strong><strong> </strong><strong>การจัดค่ายวิชาการ และจัดค่ายคุณธรรม คนคุณธรรม</strong>&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนมีการจัดค่ายวิชาการ จำนวน 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนได้เรียน แต่ไม่ต้องเครียด ได้ความรู้และมีความสุขในการเรียนรู้ด้วย โดยที่ครูได้พาวิทยากรภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ นำนักศึกษาครูและชาวต่างชาติมาจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียน โดยกิจกรรมได้ช่วยพัฒนาทั้งในแง่ของวิชาการ และการพัฒนาทักษะสังคมกับผู้อื่น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การจัดค่ายที่ชื่อว่า “ค่ายคุณธรรม คนคุณธรรม” ก็ได้ช่วยลดพฤติกรรมที่เด็กพูดคำหยาบ ผ่านการใช้กลไกประธานนักเรียน โดยมีวิธีการคือ ครูพาประธานนักเรียนและน้องๆ มาร่วมกันคิดว่า โรงเรียนของเรามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เด็กๆ ก็บอกว่า เรื่องขยะ เรื่องไม่เก็บรองเท้า เป็นต้น แต่มีเด็กบางคนพูดออกมาว่า ปัญหาเรื่องคำหยาบ หลังจากนั้นก็มีการออกแบบแผนการแก้ไขมาเป็น Mind Mapping และได้สร้างกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกขึ้นมา เช่น บอร์ดชื่นชมคนเก่งประจำเดือน มีการติดสติ๊กเกอร์คนที่ไม่พูดคำหยาบ และมีการจัดเวทีคนเก่ง เพื่อเป็นการเสริมแรงให้เด็กๆ ในโรงเรียนมีพฤติกรรมเชิงบวกที่ดีขึ้น โดยมีรุ่นพี่ประธานนักเรียนคอยติดตามน้องๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-579ca1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>4.</strong><strong> </strong><strong>จัดการเรียนรู้แบบรายกลุ่ม หรือรายบุคคล&nbsp;</strong></p>



<p>ตั้งแต่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย ยิ่งทำให้ครูต้องรู้จักเป็นรายบุคคลเป็นมากยิ่งขึ้น เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความสามารถที่แตกต่างกัน และครูต้องสามารถประเมินผลนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ โดยครูอาจจะแบ่งนักเรียนออกมาเป็น 3 กลุ่ม โดยที่ไม่ได้บอกให้นักเรียนให้รู้ว่าเขากำลังถูกแบ่งกลุ่มอยู่ และหลังจากนั้นก็เตรียมการสอนที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่ม เช่น&nbsp;</p>



<p><strong>กลุ่มแรกคือกลุ่มเด็กที่ต้องการพัฒนามาก</strong> หรือมีความล่าช้ากว่านักเรียนคนอื่นๆ เยอะ สิ่งที่ครูจะต้องทำสำหรับเด็กกลุ่มนี้คือ <strong>ลด หรือตัดทอนเนื้อหา</strong>ของแบบฝึกหัดออกไปก่อน เหลือไว้แค่เพียงประเด็นสำคัญและจำนวนข้อแบบฝึกหัดน้อยๆ เพื่อให้เขาค่อยๆทำความเข้าใจและตามเพื่อนได้ทัน บทบาทของครูสำหรับเด็กกลุ่มนี้คือ การประกบติดชิดใกล้ ทำให้เขาผ่อนคลายเมื่อครูอยู่ใกล้ และใช้เวลาอยู่กับเขามากๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่พอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง</strong><strong> </strong>จะใช้วิธี<strong>เพื่อนช่วยเพื่อน</strong> โดยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ทำได้แล้ว ไปช่วยสอนเพื่อนเพิ่มเติม&nbsp;</p>



<p><strong>กลุ่มที่สามคือกลุ่มเด็กที่มีความสามารถ</strong> ครูต้อง<strong>เสริม เพิ่มเติม</strong>เนื้อและแบบฝึกหัดให้เขา ถ้าเขาทำเสร็จเร็วกว่าเพื่อน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ สำหรับเด็กกลุ่มนี้ มีเครื่องมือที่ครูสามารถใช้ส่งเสริมความสามารถของเขาได้ก็คือ <strong>เครื่องมือสำรวจแววผู้มีความสามารถพิเศษ</strong> แต่ข้อคำนึงที่ครูจุฑารัตน์ฝากไว้สำหรับการใช้เครื่องมือนี้คือ “<em>ครูจะต้องไม่ใช้เครื่องมือนี้ในการตัดสินความสามารถของเด็กแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเครื่องมือจะมีลักษณะคำถามบางข้อที่ตอบใช่ หรือไม่ใช่&nbsp; ซึ่งเป็นคำถามปลายปิด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะใช้เครื่องมือ ครูจะต้องรู้จักนักเรียนก่อน และพูดคุยกับนักเรียนให้มากที่สุดเกี่ยวกับความชอบและความถนัดควบคู่กับการใช้เครื่องมือไปด้วย ถึงจะเป็นวิธีการที่เหมาะสม”&nbsp;</em></p>



<p></p>



<p><strong>5.</strong><strong> </strong><strong>ประสานงานกับผู้ปกครอง</strong>&nbsp;</p>



<p>สื่อสารความเป็นจริงที่เกิดกับนักเรียน และช่วยหาทางแก้ไขจะสามารถช่วยเหลือนักเรียนได้ทันท่วงที&nbsp;</p>



<p>ครูจุฑารัตน์ยกกรณีตัวอย่างให้ฟัง <em>“เด็กหญิงพิยะดา วงศ์นามสันต์ ช่วงปี 64 ที่ต้องเรียนออนไลน์ นักเรียนคนนี้ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้เหมือนเพื่อน เนื่องจากฐานะยากจน ครูจึงเข้าไปขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง และผู้ปกครองให้ความเข้าร่วมมือ แต่ติดเงื่อนไขว่าผู้ปกครองสามารถสอนหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกับน้องได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เลิกงานของครูแล้ว แต่พอมองไปที่ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำว่า จะเกิดประโยชน์อะไรกับนักเรียน ครูก็ยินดีที่จะทำ โดยมีหน้าที่จัดเตรียมสื่อการสอนให้ และหลังจากเปิดเทอมมา นักเรียนคนนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก ทำให้สอบ NT (การสอบ National Test) ระดับชั้นป.3 วิชาภาษาไทยได้เต็ม 100 คะแนน เป็นคะแนนที่มากที่สุดในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่น่าชื่นใจมาก เรารู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือนักเรียนและสามารถการันตีได้เลยว่าเมื่อผู้ปกครองกับครูร่วมมือกัน จะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง”</em></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ecc34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p><strong><em>“</em></strong><em>ความภาคภูมิใจของครู คือ เวลาเห็นผลสอบปลายภาคหรือข้อสอบส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น NT หรือ ONET พบว่านักเรียนได้คะแนนดี สิ่งนี้การันตีว่าเขามีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ครูถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”&nbsp;</em></p>



<p></p>



<p><strong>1.</strong><strong> </strong><strong>เด็กมีผลลัพธ์ด้านวิชาการที่ดีขึ้น</strong>&nbsp;</p>



<p>“<em>จากเด็กร้อยละ 80 ที่ได้รับการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย ณ ปัจจุบัน รายงานสรุปการดำเนินงาน ปี 2565 พบว่า นักเรียนร้อยละ 92 มีการอ่านออก เขียนได้เพิ่มมากขึ้น ถือว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จนับจากปีแรกที่ได้เริ่มฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน”</em>&nbsp;</p>



<p>โดยมีการวัดผลสัมฤทธ์จากการเรียน ข้อสอบกลาง และผลจากแบบคัดกรองการอ่านออกเขียนได้ของเขตพื้นที่ นอกจากนี้ ในวิชาคณิตศาสตร์ มีกรณีตัวอย่างของนักเรียนชื่อ เด็กชายณัฐพงค์ พัฒนศรีวงค์ เด็กคนนี้สูญเสียความรู้ด้านคณิตศาสตร์ไปช่วงที่ปิดเทอมนานๆ เขาหลงลืมวิธีการตั้งหลักการคูณ และการหารไป แต่พอครูกลับใช้วิธีการสอนแบบ Active Learning ให้เด็กเรียนรู้จากกิจกรรม ได้ลงมือทำจริง ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ทำให้นักเรียนคนนี้ได้กลับมาเข้าใจบทเรียนมากขึ้น จากสอบเคยได้ 5 คะแนน ตอนนี้ได้ 15 คะแนนแล้ว&nbsp;</p>



<p></p>



<p><strong>2.</strong><strong> </strong><strong>เด็กกล้าพูด กล้าถามและอยากมาโรงเรียนมากขึ้น</strong></p>



<p><strong>&nbsp;</strong>การที่ครูไม่ตำหนิในสิ่งที่เขาถามหรือตอบช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเขามากขึ้น ครูจุฑารัตน์เล่าให้ฟังว่า<strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong><em>“</em></strong><em>มีนักเรียนคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ชั้น ป.2 ไม่อยากมาโรงเรียน พอปีที่เขาได้มาอยู่ห้องเรา เขามาโรงเรียนทุกวัน เมื่อก่อนต้องไปตามถึงบ้าน แต่ตอนนี้ดูเขามีความสุขมากขึ้น จากเด็กไม่ค่อยพูด ตอนนี้พูดเก่งมาก กล้าพูดมากขึ้น เขากล้าพูดให้เราฟังว่า “หนูอ่านไม่ออก”&nbsp; เพราะเราอาจจะเป็นครูใจดีที่เด็กกล้าเข้าหา และบอกปัญหาได้ แต่ถ้าเราดุเด็กว่า “ทำไมถึงไม่อ่าน อ่านสิ!” เด็กก็จะไม่ตอบเพราะว่ากลัว ซึ่งครูบางคนก็ยังเป็นอยู่ แต่เด็กของเรากล้าพูดว่า “ไม่รู้ว่ามันคือสระอะไร” เมื่อเด็กกล้าถาม เขาจะมีความมั่นใจ มีตัวตน และอยากมาโรงเรียนมากขึ้น เพราะเราไม่เคยตำหนิในคำตอบหรือคำถามของเขาเลย”&nbsp;</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p><strong>โรงเรียนวางแผนและระบบการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง</strong> จะทำให้กิจกรรมของโรงเรียนดำเนินต่อไปถึงแม้ว่าผู้บริหารจะย้ายไปแล้วก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ครูก็เห็นผลจากสิ่งที่ทำว่าการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยช่วยเหลือเด็กนักเรียนได้จริง ผู้ปกครองก็ส่งฟีดแบ็กที่ดีกลับมา ทำให้ในอนาคตอาจจะมีเด็กนักเรียนอยากมาเรียนที่โรงเรียนนี้เพิ่มมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ก่อนที่ผู้บริหารจะย้ายไป ท่านได้วางระบบและสื่อสารกับครูว่า <em>“ในปีการศึกษานี้ ขอให้ครูทุกคนทำแบบประเมินการอ่านเขียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง มีการสอนซ่อมเสริมให้เด็กทุกเดือน” </em>นอกจากนี้ ผู้บริหารได้ริเริ่ม<strong>การทำแบบบันทึกพฤติกรรมจากบ้านไปสู่โรงเรียน</strong> แบบบันทึกนี้จะช่วยให้ครูและผู้ปกครองช่วยกันสังเกตเห็นการเรียนรู้ของนักเรียน จะได้ช่วยกันพัฒนาได้อย่างถูกจุด และต้องมีการเยี่ยมบ้านครบ 100% เพื่อคงความต่อเนื่องของการฟื้นฟูความรู้ถดถอยให้แก่นักเรียน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a79d6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-250624/">คลุกวงในกับเส้นทางฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากโรงเรียนวัดดอนโฆสิตาราม อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2024 05:53:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดพังยอม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83768</guid>

					<description><![CDATA[<p>“สะกด ‘ร. เรือ’ แบบหันหลัง และเขียนสระ ‘ใ’ ไม้ม้วนแบบหั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/">โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“สะกด ‘ร. เรือ’ แบบหันหลัง และเขียนสระ ‘ใ’ ไม้ม้วนแบบหันหัวออก”</strong></p>



<p>เหล่านี้คือสิ่งที่ครูสุมาลี จำนงค์ฤทธิ์ ผู้สอน ป.1 พบเจอเมื่อเด็กเปิดเทอม</p>



<p>แม้ว่าการที่เด็กชั้น ป.1 เขียนพยัญชนะและสระยังไม่ได้ อาจดูเป็นสถานการณ์ทั่วไปของวัยกำลังเรียนรู้ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด นี่อาจไม่ใช่ความปกติเสียทีเดียว</p>



<p>การร้างราจากการเรียนแบบออนไซต์เกือบ 2 ปีเต็มในช่วงโควิดระบาด ส่งผลให้เด็กอนุบาลและเด็กประถมทั้งประเทศเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย เด็กๆ ในโรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเปิดเทอมปีการศึกษา 2565 ครูและผู้บริหารโรงเรียนพบว่า เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนรู้ช้ากว่าที่ควรเป็น จึงมีการปรึกษาหารือในวง PLC ก่อนจะพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อให้ครูแต่ละชั้นเรียนนำไปปรับใช้ ส่งผลให้ภารกิจฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยคืบหน้าได้ไว และเด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 1 ปีการศึกษา</p>



<p>หัวใจสำคัญที่ช่วยให้เด็กฟื้นฟูการเรียนรู้ได้ไว้ คือ <strong>การแทรกกิจกรรมฐานกายให้เด็กได้เรียนรู้ ควบคู่ไปกับการดูแลด้านวิชาการและด้านจิตใจ</strong> ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูในทุกระดับชั้นของโรงเรียนวัดพังยอมยึดถือปฏิบัติ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อตัวเด็ก และส่งผลต่อความภาคภูมิใจต่อตัวครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d8af4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดพังยอม เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้น ป.6 ตั้งอยู่ในตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;เด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติ โดยพ่อแม่ออกทำงานนอกพื้นที่ มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและรับจ้างสวนเกษตร สภาพเศรษฐกิจของครอบครัวจัดอยู่ในกลุ่มยากจนไปจนถึงปานกลาง</p>



<p>ในช่วงโควิดระบาดปี 2563 – 2564 เด็กโรงเรียนวัดพังยอมต้องหันมาเรียนผ่านระบบออนไลน์และออนแฮนด์ (แจกใบงาน) ส่งผลให้เรียนรู้ไม่เต็มที่ เมื่อเปิดเรียนแบบออนไซต์ในปีการศึกษา 2565 จึงพบว่าเด็กบางส่วนเรียนรู้ถดถอย เด็กเล็กชั้น ป.1 และ ป.2 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จับดินสอผิดวิธี ทำให้เมื่อยมือเวลาเขียน ยิ่งส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ ส่วนเด็ก ป.3 &#8211; ป.6 แม้จะพบปัญหาน้อยกว่า แต่ก็ยังน่ากังวล ส่วนเด็กอนุบาลเจอปัญหาทรงตัวด้วยการยืนขาเดียวหรือกระโดดขาเดียวไม่ได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ช้ากว่าที่วัยนี้ควรจะเป็น</p>



<p>“แรกสุด เรามีการประเมินในแต่ละระดับชั้นก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมีมากน้อยเพียงไหน เมื่อทราบข้อมูลแล้ว จึงทำ PLC ระหว่างครูกับผู้บริหาร ว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ซึ่งการที่เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ในเด็กเล็ก ป.1-ป.2 เขาต้องมีทั้งความรู้และความพร้อมทางกาย ถ้าเราต้องการส่งเสริมให้เด็กจับดินสอ เขียนอักษร ก.ไก่ ข.ไข่&nbsp; แต่เด็กยังไม่มีความพร้อมเรื่องกล้ามเนื้อ เขาจะไม่สามารถเขียนได้” ครูเชาวลี ทองสุข ฝ่ายวิชาการโรงเรียนวัดพังยอม บอกเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b257b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ร่วมมือผลักดันภารกิจ เติมวิชาให้ครู ก่อนต่อยอดเป็นกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาเด็ก</strong></h3>



<p>เมื่อเจอสถานการณ์ว่าเด็กมีความไม่พร้อมทางกาย ทางโรงเรียนวัดพังยอมจึงได้หารือกับทางทีมโค้ช ม.อ. อันนำมาสู่การนำเครื่องมือลงพื้นที่เพื่อวัดแรงบีบมือเด็ก จนได้หลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าเด็กในโรงเรียนมีกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง การพบสาเหตุดังนี้ ทำให้โรงเรียนเล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมฐานกาย จนจัดอบรมร่วมกับทีมโค้ช ม.อ. จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ครูในแต่ละชั้นเรียนนำความรู้จากการอบรม ไปพัฒนาและเสริมศักยภาพเด็กแต่ละชั้นเรียนตามความเหมาะสมต่อไป</p>



<p>ด้านการต่อยอดเพื่อพัฒนาเด็กนั้น ครูแต่ละชั้นปีนำความรู้ไปต่อยอด รวมถึงสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อพัฒนาเด็กนักเรียน ดังนี้</p>



<p></p>



<p><strong>อนุบาล: เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่&nbsp;</strong><br>ครูกาญจนา คงแสง โดยเฉพาะด้านการทรงตัว ผ่านการละเล่นดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">เก้าอี้ดนตรี</li>



<li style="font-size:16px">มอญซ่อนผ้า</li>



<li style="font-size:16px">ปีนเครื่องเล่นบันไดโค้ง</li>



<li style="font-size:16px">เดินซิกแซก</li>



<li style="font-size:16px">กระโดดกระต่ายขาเดียว</li>



<li style="font-size:16px">เดินถอยหลังโดยไม่ต้องกางมือ</li>
</ul>



<p><strong>ป.1: เน้นฐานกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ</strong><br>ครูสุมาลี จำนงค์ฤทธิ์ ประจำชั้น ป.1 ออกแบบกิจกรรมง่ายๆ แต่สนุกและทำได้สม่ำเสมอ ได้แก่</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">กรรไกรตัดกระดาษ โดยให้ตัดเป็นรูปง่ายๆ จนต่อมาขยับเป็นรูปที่ซับซ้อนขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">ยางยืดหยุ่น นำหนังยางมาประยุกต์ทำได้ง่ายๆ ฝึกให้เด็กได้ใช้นิ้วและมือ กิจกรรมแทรกอยู่ก่อนเข้าวิชาเรียน ระหว่างพักเที่ยง และยามว่างต่างๆ&nbsp;</li>
</ul>



<p><strong>ป.2: เน้นแพ็กคู่ ทั้งเพิ่มสมาธิและสร้างความแข็งแรง</strong><br>ครูวรรณิตา ทองเติม ครูศิริพร ยอสิน ประจำชั้น ป.2 ออกแบบกิจกรรมเพื่อต้องการเพิ่มสมาธิ เสริมความแข็งแรง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์และวางแผนไปในตัว ได้แก่</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">วางเหรียญ เพิ่มสมาธิ ช่วยให้เด็กจดจ่อกับเหรียญ ฝึกคิดและวางแผนโดยหาวิธีวางเหรียญไม่ให้ล้มและวางได้นาน โดยการวางเหรียญนี้จะแทรกในกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ทุกวันอังคาร</li>



<li style="font-size:16px">กระโดดข้ามรั้ว เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ทั้งยังได้ฝึกวิธีวางแผน ว่าจะกระโดดอย่างไร ใช้ความเร็วแบบไหน เพื่อไม่ใช้โดนรั้วและไม่ให้รั้วล้ม ทั้งยังต้องกระโดดได้เร็วอีกด้วย</li>
</ul>



<p><strong>ป.3: เสริมพัฒนาการทางกายและทางจิตใจเด็ก ผ่านปมเชือก</strong><br>ครูเชาวลี ทองสุข&nbsp; ประจำชั้น ป.3 เลือกกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อท้าทายเด็กโต ขณะเดียวกันก็เน้นพัฒนาการทางกายและทางจิตใจแก่เด็กไปพร้อมกัน ผ่านกิจกรรมและแนวคิดเหล่านี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">แก้ปมเชือก เป็นกิจกรรมง่ายๆ แต่นอกจากช่วยพัฒนาฐานกายแล้วยังช่วยพัฒนาความคิด เด็กต้องวางแผนว่าจะแก้ปมเชือกอย่างไร ปมเชือกที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน จึงไม่สามารถลอกเลียนกันได้</li>



<li style="font-size:16px">เชื่อมโยงกับพัฒนาการจิตใจ การแก้ปมเชือก เป็นความท้าทายต่อเด็ก เราจะเห็นการจัดการภาวะอารมณ์ของเขา เด็กบางคนเมื่อเจอปมปัญหาที่ซับซ้อน เขาจะมือสั่น ร่างกายสะท้อนอารมณ์ ซึ่งครูสามารถช่วยเสริมทักษะตรงนี้ให้เขาได้</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ed14f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>ตลอดปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดพังยอมได้แทรกกิจกรรมฐานกายให้เด็กได้เรียนรู้ ควบคู่ไปกับการดูแลด้านวิชาการและด้านจิตใจ โดยเปิดกว้างให้ครูแต่ละชั้นเรียนเลือกกิจกรรมได้ตามความเหมาะสม เพราะเข้าใจว่าครูที่ใกล้ชิดเด็ก ย่อมเข้าใจเด็กมากที่สุด&nbsp;ผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลง ได้ออกดอกผลดังนี้</p>



<p><strong>เด็กเล็กทรงตัวได้ตามวัย</strong></p>



<p>เมื่อเปิดเทอมใหม่ๆ เด็กอนุบาลจำนวนไม่น้อยทรงตัวตามวัยไม่ได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรง แต่เมื่อเสริมกิจกรรมที่เหมาะสมเข้าไป เด็กอนุบาลโรงเรียนวัดพังยอมสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น กระโดดขาเดียวได้ วิ่งซิกแซกได้ เดินถอยหลังโดยมือแนบลำตัวได้ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เด็กอนุบาลยังจับอารมณ์ตนเอง และสื่อสารบอกครูได้ เช่น เด็กวิ่งอยู่แล้วเขารู้สึกกลัว ครูถามว่าทำไมเขากลัว เด็กตอบว่า “คุณครูคะ ถุงเท้ามันลื่น” สะท้อนว่า ในระหว่างเล่นหรือวิ่ง เด็กรู้สึกตัวได้ ทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังในการเล่นได้ ซึ่งนี่เป็นอีกทักษะที่เขาพัฒนาขึ้นนอกเหนือจากการทรงตัวได้ดี</p>



<p><strong>เด็กโตเรียนรู้ได้ดีขึ้น</strong></p>



<p>การที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ส่งผลให้เด็กเมื่อยล้าเวลาเขียนตัวอักษร หรือเหนื่อยเวลาต้องนั่งเรียนนานๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว อาจทำให้เด็กหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ต่อไป แต่เมื่อครูชั้น ป.1-ป.3 โรงเรียนวัดพังยอม ได้แทรกกิจกรรมฐานกาย พร้อมไปกับดูแลด้านวิชาการและใส่ใจจิตใจเด็กมากขึ้น ผลลัพธ์คือ เด็กเขียนอ่านได้ดีขึ้น รู้ทันอารมณ์ตนเอง กระตือรือร้นอยากเรียนรู้ และสนุกกับการมาโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3a593"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>เกิดนักกีฬาหน้าใหม่จากการที่ครูเปิดโอกาสให้ฝึกฐานกาย</strong></p>



<p>“ในชั้นเรียน ป.2 ครูจะแทรกกิจกรรมกระโดดข้ามรั้วมาให้นักเรียนฝึก เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย ซึ่งการกระโดดรั้วนี้ ยังส่งผลให้เด็กมีวินัยในการฝึก รู้จักวางแผนการวิ่งและการกระโดด เพราะต้องกระโดดให้เร็วและไม่ทำรั้วล้ม ซึ่งพอเด็ก ป.2 ทำกิจกรรมนี้ ร่างกายแกนกลางเขาก็แข็งแรงขึ้น ที่สำคัญมีเด็กคนหนึ่งที่ฝึกไปเรื่อยๆ จนทำสถิติการกระโดดและความเร็วได้ดีขึ้นมาก จนเขาผ่านคัดเลือกเป็นนักกีฬาโรงเรียนได้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาได้เป็นนักกีฬา คือเขามีวินัย ฝึกซ้อมสม่ำเสมอนั่นเอง”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“แน่นอนว่าช่วงที่เด็กต้องเรียนออนไลน์ในสถานการณ์การระบาดโควิด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อเขาโดยตรง ทำให้เขาเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย พอเขากลับสู่ชั้นเรียน ครูก็ต้องผจญความท้าทายนี้ร่วมกับเด็ก ซึ่งในฐานะครู พอเราได้รับโอกาสให้ลองใช้วิธีการหลากหลายมาเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก พอเขาทำได้ดีขึ้น มีพัฒนาการด้านการเรียนการเขียนการอ่านดีขึ้นมาก ความรู้สึกของครูย่อมเป็นความดีใจและภูมิใจในตัวเด็ก” ครูวรรณิตา ทองเติม ตัวแทนครูโรงเรียนวัดพังยอม สะท้อนความรู้สึกให้ทราบ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb11b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>“โรงเรียนวัดพังยอมได้วางแผนและดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 3 ข้อดังนี้</p>



<p>1.โรงเรียนจะพูดเสมอว่า คุณครูอย่าหยุดพัฒนาตนเอง หากมีองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านการศึกษา โรงเรียนจะส่งเสริมให้ครูทุกคนได้รับการพัฒนา เพราะเมื่อครูพัฒนาและมีทักษะเพิ่มแล้ว ครูสามารถเลือกได้ว่าจะนำความรู้และกิจกรรมแบบไหนมาใช้กับเด็ก&nbsp;</p>



<p>2.โรงเรียนกำลังมุ่งเน้นในเรื่องของจิตใจเด็ก โดยเน้นกิจกรรมจิตตปัญญา ซึ่งครูสามารถเลือกกิจกรรมจิตตปัญญาไปพัฒนาเด็กในแต่ละชั้นเรียนที่ครูดูแลได้ โดยสามารถแทรกเข้าไปในช่วงเช้า พักกลางวัน หรือในรายวิชาสอน</p>



<p>3.กระบวนการสอน จากที่โรงเรียนวัดพังยอมได้เรียนรู้กับทีมโค้ช ม.อ. เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ในองค์ความรู้ด้านกระบวนการวิทย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ เมื่อครูได้รับองค์ความรู้ ครูจะนำกระบวนการวิทย์นี้ไปต่อยอดกับเด็กต่อไป</p>



<p>นี่คือเป้าหมายและแผนการที่ได้ดำเนินไปแล้ว และยังคงทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่เด็กนักเรียนสูงสุด” ครูเชาวลี ทองสุข ฝ่ายวิชาการโรงเรียนวัดพังยอม บอกเล่าปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/">โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 13:06:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ)]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83657</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังปีการศึกษา 2565 เริ่มเปิดห้องเรียน ครู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/">โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังปีการศึกษา 2565 เริ่มเปิดห้องเรียน ครูจรรยารักษ์ สมัตถะ สังเกตเห็นว่าเด็กชั้น ป.2 ในโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ที่ครูต้องดูแลนั้น มีพัฒนาการที่น่ากังวล ตั้งแต่จับดินสอผิดวิธี นั่งแล้วฟุบกับโต๊ะ ไม่มีสมาธิ เขียนช้า จำพยัญชนะและสระไม่ได้ รวมถึงตอบคำถามเป็นคำหรือประโยคสั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ครูจรรยารักษ์ นำสิ่งที่สังเกตได้ไปปรึกษาวง PLC ร่วมกับผู้อำนวยการและครูท่านอื่นในโรงเรียน จากนั้นจึงหารือกับทางทีมโค้ช ม.อ. จนพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก ป.2 ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยเฉพาะด้านฐานกายที่ไม่แข็งแรง จนกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ด้านอื่นๆ</p>



<p>“จากการสังเกตของครูจรรยารักษ์ จึงนำมาสู่การพูดคุยในวง PLC ของครูและผู้บริหาร จากนั้นจึงเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ต่อมาโรงเรียนได้ร่วมมือกับทีมโค้ช ม.อ. เพื่อทดสอบสมรรถนะฐานกายของเด็ก ป.2 ทั้งนี้จากการ<strong>สังเกต</strong> <strong>เจาะลึก</strong> จนได้ผล<strong>ประจักษ์</strong>ว่าเด็กนักเรียนมีฐานกายที่ไม่พร้อม ทำให้โรงเรียน<strong>ลงมือลุย</strong>เพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กอย่างเร่งด่วน” นางนารีรัตน์ เศียรอินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าว</p>



<p>ซึ่งเรื่องราวการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้ ของโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ถูกร้อยเรียงไว้แล้วในบทความนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-21d233"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้น ป.6 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เด็กนักเรียนมีทั้งเด็กที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม มีฐานะยากจนถึงปานกลาง โดยอยู่กับปู่ย่าตายาย 24% และอยู่กับพ่อแม่ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมศึกษาจำนวน 23%&nbsp;</p>



<p>ในช่วงโควิดระบาดเมื่อปี 2563 – 2564 เด็กต้องเรียนด้วยระบบออนไลน์และออนแฮนด์ (แจกใบงาน) จากที่บ้าน ซึ่งด้วยปัจจัยครอบครัวที่ไม่พร้อม เด็กจำนวนหนึ่งจึงเรียนรู้ไม่เต็มที่</p>



<p>“เด็กรุ่นนี้เหมือนเจอสุญญากาศทางการเรียนรู้” ผู้อำนวยการกล่าว&nbsp;</p>



<p>จนเมื่อกลับเข้าสู่โรงเรียนในปีการศึกษา 2565 ปัญหาชัดขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ป.2 ที่ถือว่าถดถอยด้านการเรียนรู้อย่างหนัก ผู้บริหารและครูไม่รอช้า นำร่องทดสอบสมรรถนะฐานกาย 7 ฐาน ซึ่งพบว่าเด็กไม่ผ่านฐานกระโดดเชือกถึง 76% ซึ่งสะท้อนว่าเด็กมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว นอกจากนี้เด็กยังประสานสายตาเข้ากับร่างกาย เพื่อทำการคาดคะเนจังหวะกระโดดเชือกได้ไม่ดีนัก</p>



<p>ฐานกระโดดเชือก สะท้อนให้เห็นปัญหาฐานกายหลายอย่าง เมื่อประกอบรวมจากผลลัพธ์จากฐานสมรรถนะฐานอื่น รวมถึงค่าแรงบีบมือของเด็กนักเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อผลเชิงประจักษ์ปรากฏตรงหน้า โรงเรียนจึงตัดสินใจเพื่อฟื้นฟูเด็กอย่างเร่งด่วน</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1.วัดผลและประเมินสมรรถนะของเด็ก โดยให้ครูผู้เชี่ยวชาญเป็นแกนนำ</strong></h3>



<p>เมื่อตระหนักว่าเด็กนักเรียนมีปัญหาด้านฐานกาย สิ่งที่ผู้อำนวยการและครูร่วมมือกันทำ คือ นำร่องจัดการทดสอบสมรรถนะฐานกาย โดยให้ครูพละศึกษาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นแกนนำในการจัดทดสอบ</p>



<p>ทั้งนี้การการทดสอบสมรรถนะฐานกาย แบ่งเป็น 7 ฐาน ซึ่งประกอบด้วย ฐานการเดินทรงตัว, ฐานกระโดดเท้าชิดเท้ากาง, ฐานโยนรับบอล, ฐานกระโดดไกล, ฐานกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง, ฐานกระโดดเชือก, และฐานยืดหยุ่น (ม้วนหน้าและวัดแรงบีบมือ) ซึ่งผลลัพธ์คือ เด็ก ป. 2 จำนวน 73 คน มีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์แต่ละฐานดังต่อไปนี้ 26%, 15%, 42%, 23%, 10%, 76%, และ 42% ตามลำดับ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2.แบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม เพื่อให้ฟื้นฟูตรงจุดอย่างได้เต็มที่</strong></h3>



<p>เมื่อผลจากการทดสอบสมรรถนะฐานกาย เผยให้เห็นว่าเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ร่างกายไม่ได้ฝึกฝนและพัฒนาไม่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อทำการฟื้นฟูให้เกิดประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงแบ่งเด็ก ป.2 ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ</p>



<p><strong>กลุ่ม 1 กลุ่มที่ต้องพัฒนาเฉพาะด้านเร่งด่วน </strong>เช่น ในส่วนของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ การเคลื่อนไหว และประสาทหูตาต่างๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กลุ่ม 2 กลุ่มที่พัฒนาฐานกายและสังคมมิติ </strong>โดยพัฒนาทักษะในเรื่องของการเคลื่อนไหวประสาทสัมผัส และมีการออกแบบกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ให้แก่นักเรียน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a206c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3.ทุ่มฟื้นฟูฐานกาย โดยครูจัดสรรเวลาให้อย่างเต็มที่</strong></h3>



<p>เมื่อได้แนวทางแล้วว่าต่อไปนี้โรงเรียนจะเน้นฟูฟื้นฐานกายในเด็กนักเรียน นำร่องในชั้น ป.2 ก่อน ขั้นต่อไปซึ่งสำคัญมากก็คือการจัดสรรและวางกรอบเวลาให้แก่กิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย ซึ่งทางผู้อำนวยการและครูได้หารือและเห็นพ้องกันว่า จะเปิดให้มีการฟื้นฟูฐานกายอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาก่อนเข้าเรียน ก่อนกลับบ้าน รวมถึงบูรณาการเข้ากับวิชาเรียนด้วย ดังนี้</p>



<p><strong>ก่อนเวลาเข้าเรียน</strong></p>



<p>ยามเช้าก่อนเข้าวิชาเรียน ครูจะพานักเรียนทำกายบริหาร เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาในส่วนกล้ามเนื้อมือ เช่น นำยางเส้น ให้เด็กฝึกบริหารนิ้วมือและข้อต่อ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น จากนั้นจึงจัดกิจกรรมเข้าจังหวะต่างๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ก่อนกลับบ้าน</strong></p>



<p>ช่วงบ่าย ครูได้จัดกิจกรรมชื่อ “ฐานกายสบายใจจัง” โดยใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมงก่อนโรงเรียนเลิก ซึ่งกิจกรรมนี้จะแบ่งเป็นฐานต่างๆ ที่ผสานความสนุกและความท้าทายเข้าด้วยกัน ได้แก่ ฐานทูนสิ่งของไว้บนศีรษะแล้วเดินบนเส้นเชือก, ฐานเดินกะลา,​ฐานตั้งเตหรือเดินทรงตัว เป็นต้น&nbsp;</p>



<p><strong>บูรณาการฐานกายในรายวิชา</strong></p>



<p>เนื่องจากโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) เน้นให้เด็กได้ฝึกกระบวนเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ครูจึงได้แทรกกระบวนการวิทย์เข้าไปอยู่ในรายวิชาอื่นด้วย ได้แก่ วิชาภาษาไทย และวิชาคณิตศาสตร์ ทั้งนี้เมื่อนำกิจกรรมฐานกายมาเสริม กิจกรรมที่เสริมเข้าไปจึงเน้นให้เด็กได้สังเกต เรียนรู้ ควบคู่กับการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อ</p>



<p>กิจกรรมบูรณาการฐานกายในรายวิชา มีตั้งแต่ให้เด็กนำกรรไกรไปตัดกระดาษ พับกระดาษ ร้อยลูกปัด หรือปั้นดินน้ำมัน แล้วผสานการเรียนรู้เข้ากับรายวิชานั้น ซึ่งผลทางกายที่ได้รับคือ เด็กได้ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อข้อต่อ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ได้ดำเนินการฟื้นฟูฐานกายเด็กนักเรียนชั้น ป.2 (ปีการศึกษา 2565) มาครบ 1 ปี และปัจจุบันก็ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งเกิดผลลัพธ์ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>จำนวนการขาดเรียนน้อยลง&nbsp;</strong></p>



<p>หลังเริ่มกิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย โรงเรียนพบว่า สถิติการขาดเรียนลดลง และเด็กสนุกกับการมาโรงเรียนมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสถิติการมาเรียน 87%</p>



<p><strong>จับดินสอถูกวิธี</strong></p>



<p>การผสมผสานกิจกรรมฐานกาย ควบคู่กับการดูแลใส่ใจการเขียนของเด็ก ทำให้จำนวนนักเรียนชั้น ป.2 มีการจับดินสอที่ถูกวิธี มากขึ้นถึง 67% ทั้งนี้การจับดินสออย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่เมื่อยมือ เขียนคล่อง และสนุกกับการเรียน</p>



<p><strong>เด็กกินอาหารได้หลากหลายและแข็งแรงขึ้น</strong></p>



<p>เดิมทีเด็กชั้น ป.2 จะกินอาหารกลางวันเหลือเกินครึ่งค่อนชาม จนแม่ครัวประจำโรงเรียนเคยปรารภเชิงน้อยใจให้ครูจรรยารักษ์ฟัง แต่เมื่อโรงเรียนเริ่มดำเนินกิจกรรมฐานกาย เด็กก็กินข้าวได้เยอะขึ้น อาหารเหลือค้างจานน้อยลง โดยเด็กให้เหตุผลว่า เพราะอยากมีแรงไว้เล่นสนุกกับกิจกรรมฐานกายในคาบบ่าย</p>



<p>นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่าน้ำหนักส่วนสูงของเด็ก ป.2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ในช่วงระยะเพียง 1 ภาคเรียน</p>



<p><strong>กล้าคิดและมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น</strong></p>



<p>หลังเพิ่มกิจกรรมฐานกาย และใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการฝึกฝนนักเรียน พบว่า เด็ก ป.2 กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าสงสัย กล้าถาม นอกจากนี้ ยังอารมณ์ดีขึ้น และไม่กลัวกับการเผชิญเหตุการณ์ใหม่ๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4747c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา&nbsp;</strong></h3>



<p><strong>เมื่อฐานกายเพิ่มความมั่นใจ จนเด็กคนหนึ่งเขียนอ่านได้ดีขึ้น</strong></p>



<p>ปีการศึกษา 2565 มีเด็ก ป.2 คนหนึ่งที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กอาศัยอยู่กับแม่และน้องซึ่งมีภาวะออทิสซึ่ม เด็กคนนี้มีน้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอ จึงเจ็บป่วยบ่อย มีปัญหาสุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง ที่เห็นได้ชัดคือ เขาเดินขึ้นลงบันไดไม่ได้ เวลาจะลงบันไดต้องนั่ง แล้วค่อยๆ ประคองตัวลงทีละขั้นแทน</p>



<p>เมื่อเริ่มเรียน ป.2 เด็กนักเรียนคนนี้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จำพยัญชนะและสระไม่ได้เลย ประกอบกับเป็นคนไม่กล้าแสดงออก ทำให้เวลาทำงานกลุ่ม เพื่อนในชั้นเรียนจึงไม่ค่อยยอมรับเข้ากลุ่ม แต่พอครูจรรยารักษ์เริ่มแทรกกิจกรรมฐานกายเข้ามาในชั้นเรียน เด็กคนนี้พบกิจกรรมบางอย่างที่ตนเองทำได้ดี ทำให้มั่นใจในตนเอง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมชั้น</p>



<p>“เมื่อค้นพบกิจกรรมฐานกายที่เหมาะกับตนเอง และครูได้เข้าไปชี้แนะเพิ่ม เด็กจึงเกิดความภูมิใจ จนต่อยอดในกิจกรรมการเรียนรู้อื่นได้ดีขึ้น ปัจจุบัน เดินลงบันไดคล่อง และอ่านและสะกดคำได้แล้ว” ครูจรรยารักษ์ กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“หลังจากได้ลองแทรกฐานกายเข้ามาในการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้ครูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรก มุมมองเปลี่ยนไป ครูตระหนักว่าปัญหาภาวะเรียนรู้ถดถอยนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเด็ก สิ่งนี้ทำให้ครูศึกษาค้นคว้ามากขึ้นด้วย เพื่อมาหาทางออก อันทำให้เราเข้าใจเด็กเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็อยากเป็นครูที่เข้าใจเด็ก” ครูจรรยารักษ์ เล่าถึงมุมมองที่เปลี่ยนไปของตนเอง ก่อนจะเสริมว่า</p>



<p>“ด้านผลลัพธ์ เมื่อเราเห็นเด็กเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ครูก็ดีใจ ทำให้อยากเพิ่มความสังเกต และหาวิธีที่เหมาะสมในการพัฒนาเด็กรุ่นต่อไป โดยคงไม่ได้เน้นแค่เพียงฐานกาย แต่จะแทรกการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็ก โดยให้เด็กมีความสุข และครูก็สนุกกับการสอน”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e66c1e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ครูจรรยารักษ์-สมัตถะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูจรรยารักษ์ สมัตถะ<br>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>“สำหรับเป้าหมาย จากที่โรงเรียนได้ดำเนินการฟื้นฟูในเรื่องการเรียนรู้ถดถอย ซึ่งปัจจุบันทำในระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 ทางโรงเรียนได้วางแผนไว้ว่า ในปีถัดๆ ไป จะขยายไปถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6” ผู้อำนวยการกล่าว ก่อนเสริมว่า</p>



<p>“ผลลัพธ์ของการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยเน้นกิจกรรมฐานกาย ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดี นักเรียนพัฒนาในทางที่ดีขึ้น เป้าหมายตอนนี้ของเราจึงเน้นไปที่การรักษาคุณภาพการศึกษา รวมถึงคุณภาพการเรียนการสอนของครู โดยตั้งเป้าให้เกิดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และชอบมาโรงเรียน”</p>



<p>“อีกอย่างที่เป็นเป้าหมายคือ อยากสร้างพื้นที่และบรรยากาศที่เอื้อให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งคิดว่าหากโรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยเน้นฐานกายนำร่อง ต่อยอดไปถึงการพัฒนาด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านสังคม จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนผ่านพื้นที่โรงเรียนได้ โดยที่เราไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด และเขาจะเกิดความสุข นั่นคือเป้าหมายที่อยากเห็น”&nbsp; ผู้อำนวยการกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9d8a1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/">โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
