<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>GRIPS | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/grips/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Mar 2023 09:04:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>GRIPS | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Mar 2023 09:01:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[GRIPS]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65501</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การศึกษาคือต้นตอปัญหาสารพัดของประเทศ” ประโยคคลาสสิกข้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“การศึกษาคือต้นตอปัญหาสารพัดของประเทศ”</em></p>



<p>ประโยคคลาสสิกข้างต้นเป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะหากมองในรายละเอียดจะพบว่า ประเด็นการศึกษาอยู่ท่ามกลางปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ กลไกราชการ และระบบงบประมาณ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา</p>



<p>กว่า 10% ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ถูกจัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมความคาดหวังของสังคมว่า ปัญหาการศึกษาไทยจะได้รับการแก้ไข ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มคุณภาพให้เด็กนักเรียนไทยอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้คืออุปสงค์ของสังคม ที่ตลาดการเมืองและกลไกราชการควรทำงานตอบรับกัน</p>



<p>ทว่านับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 การศึกษาไทยกลับอยู่ในสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ และการปฏิรูปการศึกษายังไม่เป็นไปตามอุดมคติ</p>



<p>คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะปฏิรูปการศึกษาแบบใด หรือควรออกแบบนโยบายทางการศึกษาอย่างไร แต่ต้องคำนึงด้วยว่ากระบวนการปฏิรูปควรเป็นไปในทิศทางใดภายใต้ข้อจำกัดมากล้นของกฎระเบียบ</p>



<p>ด้วยมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันของ&nbsp;<strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong>&nbsp;รองศาสตราจารย์แห่ง National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในทีมวิจัย “โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab3030"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00866-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองศาสตราจารย์แห่ง GRIPS กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังบทสนทนา เราอาจเข้าใจปัญหาการศึกษาที่มากไปกว่าขอบรั้วโรงเรียน พร้อมกางแผนที่เพื่อชี้ว่า การศึกษาไทยถูกจัดวางอยู่ตรงไหนของระเบียบการเศรษฐกิจการเมือง และองค์ประกอบใดกันที่ทำให้การศึกษาไทยถูกจัดว่ามีปัญหา หรือกระทั่งล้าหลังตามตัวชี้วัดสากล&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษาคืออะไร</strong></h2>



<p>ประเทศไทยทำเรื่องปฏิรูปการศึกษามานานมาก นานกว่าหลายๆ เรื่อง ถ้าถามว่าปฏิรูปการศึกษาเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราสามารถย้อนกลับไปได้ 30 ปี เป็นอย่างน้อย&nbsp;</p>



<p>ในระดับครอบครัว ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้สถานะครอบครัวดีขึ้น ส่วนระดับประเทศก็เชื่อว่า ที่ประเทศไทยล้าหลังหรือไม่พัฒนาก็เป็นเพราะการศึกษา ทำให้มีความพยายามปฏิรูปในหลายระลอก แต่ไม่ค่อยเห็นผล และไม่มีใครกล้าพูดว่าประสบความสำเร็จ แม้แต่คนที่ทำงานปฏิรูปเองก็ยอมรับถึงปัญหาและความล้มเหลว</p>



<p>ถ้าจะทำความเข้าใจปัญหาการปฏิรูปการศึกษา โจทย์เลยไม่ใช่เพียง ‘นโยบายที่ดีคืออะไร’ เพราะส่วนใหญ่ก็พอรู้กันอยู่แล้วว่านโยบายที่ดีมีอะไรบ้าง แปลว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าเรื่องนโยบายดีไม่ดี&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โครงการวิจัยที่ผมร่วมทำเลยเริ่มต้นจากการถอยออกมามองปัญหาการศึกษาให้กว้างขึ้น ใช้มุมมองแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันมาประเมินเส้นทางการปฏิรูปการศึกษาไทย&nbsp;</p>



<p>งานวิจัยของเราแบ่งการมองปัญหาออกเป็น 3 ส่วน หรือที่เรียกว่า 3I คือ Institutions ปัจจัยทางสถาบัน พวกกฎระเบียบและค่านิยมต่างๆ Interests คือปัจจัยด้านผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เช่น กลุ่มครู โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน และสุดท้าย Ideas คือ คุณค่า หรือเรื่องเล่าบางอย่างที่มาพร้อมการปฏิรูปการศึกษาแต่ละยุค เช่น ‘เด็กเป็นศูนย์กลาง’ ‘เก่งดีมีสุข’</p>



<p>งานส่วนของผมจะเน้นไปที่ I ตัวแรก คือ Institution และมีนักวิจัยท่านอื่นมองเรื่อง Interest กับ Ideas เพื่อนำมาประกอบกัน ว่าสุดท้ายแล้วเราจะเข้าใจปัญหาปฏิรูปการศึกษาไทยในมุมที่กว้างและใหญ่ขึ้นได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>มีกรอบและวิธีการศึกษาอย่างไร</strong></h2>



<p>กรอบของผมจะคล้ายกับงานของ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่เคยศึกษาเรื่องเศรษฐกิจซึ่งนับเป็นงานคลาสสิกชิ้นหนึ่ง คือ&nbsp;<em>กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง พ.ศ. 2475-2530</em>&nbsp;</p>



<p>งานนั้นไม่ได้ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี แต่ตั้งคำถามว่า กระบวนการกำหนดนโยบายเป็นอย่างไร ทำไมสุดท้ายนโยบายออกมาจึงมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ แล้ว อ.รังสรรค์ ก็ไปดูอุปสงค์อุปทานของนโยบาย รวมถึงระเบียบการเมืองโลกที่ส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องนโยบายแต่ละยุค จุดตั้งต้นของผมในงานวิจัยนี้ก็คล้ายกัน แต่เปลี่ยนจากการดูตลาดนโยบายเศรษฐกิจมาดูเรื่องการศึกษาแทน มองนโยบายปฏิรูปการศึกษาเป็นตลาดอย่างหนึ่ง เพื่อไปดูต่อไปว่า อุปสงค์ อุปทาน และทรัพยากรที่จัดสรร มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร</p>



<p>โดยการศึกษาแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันจะเปรียบเทียบระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง ว่าอะไรเป็นตัวขัดขวางที่ทำให้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันไม่ตรงกับอุดมคติที่ควรเป็น</p>



<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ เวลาจะข้ามถนน ทุกประเทศมีองค์ประกอบทางกายภาพเหมือนกันทุกอย่าง มีสัญญาณไฟจราจร มีถนนคอนกรีต มีรถวิ่ง แต่ในทางปฏิบัติ พฤติกรรมคนในแต่ละสังคมกลับไม่เหมือนกันเลย อย่างในประเทศญี่ปุ่น ผมสามารถใส่หูฟัง เดินร้องเพลง แล้วก็รอดูแค่สัญญาณไฟ ไม่ต้องดูอย่างอื่นเลย คนขับรถก็เข้าใจตรงกัน แต่ถามว่า ถ้าอยู่เมืองไทยต้องทำยังไง มองซ้าย มองขวา มอเตอร์ไซค์มาทางนั้น รถยนต์มาทางนี้ ตำรวจอยู่ไหม สัญญาณไฟก็จะเปลี่ยนแล้ว แล้วทำไมทางม้าลายหายไปครึ่งทาง&nbsp;</p>



<p>หมายความว่า ภายใต้องค์ประกอบทางกายภาพที่เหมือนกันหมด มันยังมีอะไรซ่อนอยู่ที่ทำให้พฤติกรรมในทางปฏิบัติแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน เศรษฐศาสตร์สถาบันพยายามหาคำตอบว่าอะไรเป็นปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้แม้องค์ประกอบทางกายภาพจะเหมือนกัน แต่พฤติกรรมของคนกลับต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0f29e4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00800-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>แล้วอุปสงค์ของระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>อุปสงค์ (demand) คือ สังคมไทยสนใจเรื่องการศึกษาเยอะ ทุกบ้านสนใจเรื่องการศึกษา ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือพลังงาน บางคนอาจไม่สนใจ แต่ถ้าคุณลองชวนคุยเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน นักการเมือง เทคโนแครต (กลุ่มข้าราชการชั้นสูง) ทุกคนพร้อมจะพูดเรื่องการศึกษา ทุกคนมีอารมณ์ร่วม ดังนั้น ต้องบอกว่าอุปสงค์ในสังคมไทยเรื่องการศึกษามันเยอะ เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นทุกพื้นที่&nbsp;</p>



<p>ในอุดมคติ เราเลยคาดหวังให้ “ตลาดการเมือง” ทำหน้าที่คัดกรองและส่งผ่านความคาดหวังนี้ไปสู่นโยบายด้านการศึกษา ช่วยเรียงลำดับเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ส่งผู้บริหารที่เหมาะสมเข้ามาผลักดันต่อเนื่องให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม</p>



<p>โดยเฉพาะถ้าเราขีดเส้นปี 2540 ที่เชื่อกันว่ารัฐธรรมนูญใหม่น่าจะทำให้การเมืองไทยเข้มแข็งเป็นระบบขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 2540-2565 ช่วงเวลา 25 ปี เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 22 คน ถ้าหารเฉลี่ยตรงๆ คือ 1 คน อยู่ในตำแหน่งประมาณ 13 เดือนเท่านั้นเอง</p>



<p>และถ้าไปดูต่อว่ามีกี่คนที่เป็นรัฐมนตรีเกิน 1 ปี ปรากฏว่าเหลือแค่ 10 คนเท่านั้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ในรอบ 25 ปี เรามี รมว.ศึกษาธิการ 22 คน พอดูลึกจริงๆ คนที่อยู่เกิน 1 ปี มีน้อยมาก บางคนอยู่แค่ไม่กี่เดือน แค่เฉพาะตัวเลขนี้ก็พอจะสะท้อนได้ว่า ทำไมการปฏิรูปการศึกษาถึงไม่สำเร็จ&nbsp;</p></blockquote>



<p>แม้นายกฯ จะเปลี่ยนบ่อย แต่ รมว.ศึกษาธิการ เปลี่ยนบ่อยกว่าอีก ในกรณีการเปลี่ยนรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอาจยังพอเข้าใจได้มากกว่า เพราะวาระทางเศรษฐกิจอาจจะเปลี่ยนได้ภายใน 1 ปี แต่เรื่องการศึกษา ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นเรื่องรากฐาน ต้องอาศัยการการทำงานระยะกลางและระยะยาว แต่ก็ยังเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ แปลว่าตลาดการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ตามอุดมคติที่เราคาดหวัง</p>



<p>ใน 1 ปี ถ้าพูดตัวเลขกลมๆ รัฐไทยมีงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท 10% คือ 3 แสนล้านบาท ลงไปกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมากกว่ากระทรวงอื่นๆ แม้แต่คมนาคมหรือมหาดไทย แต่ที่น่าสนใจคือ นักการเมืองไทยกลับไม่ได้มองกระทรวงศึกษาเป็น “กระทรวงเกรดเอ” ถึงจะได้รับงบประมาณมหาศาล แต่นักการเมืองไทยก็มองกระทรวงศึกษาเป็นแค่กระทรวงระดับกลางๆ เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะจริงๆ แล้ว ในงบ 100% ที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับ 62% ใช้ไปกับงบบุคลากร 25% ใช้ไปกับเงินอุดหนุนหรือที่เรียกว่าโครงการเรียนฟรี บวกกันแค่ 2 ก้อน ก็ปาเข้าไป 87% ต่อให้ได้เงินมา 100% คุณก็เหลือพื้นที่ว่างสำหรับนโยบายแค่ 13% เป็นอย่างมาก แล้วอันที่จริง งบบุคลากรก็ไปแทรกในงบอื่นๆ ด้วย เช่น คนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำก็จะได้รับเงินจากงบส่วนอื่นใน 13% ที่เหลือนี้ เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นงบก้อนใหญ่ แต่เหลือให้ใช้ทางนโยบายน้อยมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-324d86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00790.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการมีจำนวนมหาศาล แต่งบในเชิงนโยบายมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ไม่เห็นผลงานด้วยหรือไม่</strong></h2>



<p>ถ้ามองจากตลาดการเมืองไทย ก็มีหลายเรื่องประกอบกัน หน่วยงานในกระทรวงศึกษามักจะมีปัญหาการทุจริตที่คาราคาซัง แต่ละทศวรรษจะมีเรื่องต่างกัน เช่น ทุจริตซื้อนม การสอบครูผู้ช่วย</p>



<p>นอกจากนี้ ในแง่พลังทางการเมืองของกระทรวงศึกษาเองก็ลดลง เพราะในอดีตกลุ่มเครือข่ายครูเคยมีพลังต่อผลการเลือกตั้งมากกว่านี้ แต่หลังปี 2544 เป็นต้นมา นโยบายระดับชาติมีผลต่อการเลือกตั้งมากขึ้น แบรนด์พรรคการเมืองมีผลมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น เมื่อรวมๆ กันแล้ว พื้นที่งบประมาณน้อย ปัญหาทุจริตคาราคาซัง รวมกับการมีอำนาจต่อเครือข่ายครูมันส่งผลทางการเมืองลดลง ทั้งหมดทั้งปวงรวมกัน ก็เลยทำให้นักการเมืองไม่ได้มองกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสำคัญอย่างในอุดมคติที่สังคมคาดหวังไว้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="5-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3"><strong>ความคาดหวังของสังคมจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายได้อย่างไร</strong></h2>



<p>ตลาดการเมืองควรส่งผ่านอุปสงค์ของสังคมไปสู่ความสนใจของนักการเมืองที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมวาระการปฏิรูปที่ชัดเจน เพราะถ้าทำแล้วก็จะได้รับเครดิตทางการเมือง นี่คืออุดมคติ แต่กลายเป็นว่า เมื่อความคาดหวังสูง ตลาดการเมืองกลับไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาขนาดนั้น คือแทนที่จะส่งผ่านความคาดหวังอันมโหฬารในสังคมไปสู่การผลักดันวาระทางการศึกษา แต่ตลาดการเมืองก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเท่าที่ควร&nbsp;</p>



<p>รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเพียงเวลาสั้นๆ หลายคนอยากไปกระทรวงอื่นแต่ไม่มีที่ลง บางคนมานั่งเพื่อรอขึ้นไปกระทรวงเกรดเออื่นๆ ในสมัยหน้า วาระปฏิรูปจึงไม่ชัดเจน ไม่ต่อเนื่อง</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00848-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-560"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99-supply-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ในแง่อุปทาน (supply) การปฏิรูปการศึกษาในตลาดการเมืองไทยเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>ในอุดมคติ เราคาดหวังให้ระบบราชการมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปฏิรูปการศึกษาที่ชัดเจน มีกลไกรัฐที่คอยผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อทำงานร่วมกับฝั่งตลาดการเมืองที่นำกระแสสังคมมาประสานกับราชการตามกลไกประชาธิปไตย</p>



<p>แต่เราพบว่าเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ช่องทางการปฏิรูปการศึกษาจากฝั่งรัฐเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับจังหวะการเมืองแต่ละช่วงเวลา ซึ่งพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง</p>



<p>ถ้ามองย้อนกลับไป หมุดหมายที่เรานับกันคือการออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งนับเป็นแผนแม่บทการศึกษาฉบับแรกในประวัติศาสตร์ไทย&nbsp;</p>



<p>ถ้านับจากตอนนั้นถึงตอนนี้ เราแบ่งคลื่นปฏิรูปการศึกษาได้เป็น 3 คลื่น คลื่นปฏิรูประลอกแรกเกิดจากกระแสช่วงกลางทศวรรษ 2530 ซึ่งเป็นยุคที่ไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ 5 เศรษฐกิจไทยเติบโตดี บางช่วงเติบโตสูงสุดในโลกด้วยซ้ำ ดังนั้น คนก็เลยเริ่มตื่นตัวว่า เราจะรักษาสถานภาพอย่างนี้ได้อีกนานไหม จึงเกิดความสนใจปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ และเป็นโจทย์ว่าจะขี่กระแสโลกาภิวัตน์ยังไง ซึ่งผมเรียกว่าเป็นช่วง “เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด” ที่กระตุ้นให้คนในสังคมร่วมกันระดมสมอง มีการจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนกว้างขวาง เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาระลอกที่ 1</p>



<p>ถ้านับปี 2542 เป็นหมุดหมาย 10 ปีต่อมาก็คือปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แวดวงการศึกษาเรียกกันว่า การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 แต่ระลอกนี้สั้นกว่าเดิม เพราะถูกบังคับให้จบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2557&nbsp;</p>



<p>คลื่นปฏิรูปการศึกษาระลอกที่ 3 จึงเกิดขึ้นในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขึ้นมาจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>เราพบว่า 3 องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาจากฝั่งรัฐประสบความสำเร็จ คือ 1) เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิดที่กระตุ้นให้คนเข้ามามีส่วนร่วม 2) การได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการ และ 3) การปฏิรูปต้องมียุทธศาสตร์เชิงกฎหมายภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน</p>



<p>แต่ใน 3 ระลอกที่ผ่านมา ไม่มีระลอกไหนทำได้ครบทั้ง 3 องค์ประกอบเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-53d587"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/712633.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>คลื่นปฏิรูปการศึกษาระลอกแรกเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>ระลอกแรกต้องย้อนกลับไปกลางทศวรรษ 2530 เกิดกระแสเรื่องการปฏิรูปครั้งใหญ่ องค์ประกอบที่สำคัญคือเศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด ซึ่งนำไปสู่การบรรจุเรื่องการเข้าถึงการศึกษาให้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก รัฐธรรมนูญ 2540 เลยเป็นหมุดหมายสำคัญ และนำไปสู่การออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ได้สำเร็จ แต่ปัญหาของระลอกแรกคือ การทำงานทั้งหมดแทบจะเป็นฉันทามติจากเทคโนแครตระดับนโยบายเป็นหลัก แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากระดับปฏิบัติการเท่าที่ควร</p>



<p>นโยบายที่ออกมาส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นพ้องต้องกันในหมู่ข้าราชการระดับบน เช่น ต้องการจัดพื้นที่การศึกษาใหม่ให้รวมมัธยมกับประถมเข้าด้วยกันในเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละเขต แต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากระดับปฏิบัติการ เพราะวิธีการและต้นทุนการจัดการศึกษาระดับมัธยมกับระดับประถมต่างกันเยอะมาก จนครูและโรงเรียนมัธยมออกมาเรียกร้องให้แยกตัวออกมา จนสุดท้าย ก็ต้องแยกเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมกับมัธยมออกจากกัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การปฏิรูประลอกนี้ก็ปล่อยให้กรอบเวลาในการทำกฎหมายยาวนานเกินไป กระแสสังคมเริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 มีการผลักดันจนเกิด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 แต่กว่าจะปรับโครงสร้างกระทรวง ออก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการได้ ก็ปาเข้าไปปี 2546 จะเห็นว่าใช้ระยะเวลานานมาก ผู้เกี่ยวข้องทั้งฝั่งการเมืองและฝั่งราชการก็เปลี่ยนไปเยอะ พอไปถามผู้นำการปฏิรูปยุคแรกอย่าง ดร.รุ่ง แก้วแดง ก็บอกว่าผลลัพธ์ที่ออกมาในปี 2546 ไม่ได้เหมือนกับความตั้งใจเริ่มต้นเมื่อตอนกลางทศวรรษ 2530 เลย&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาระลอกแรกคือ การศึกษาได้รับการยกระดับให้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มีการออกแผนแม่บทการศึกษาแห่งชาติ แต่จุดอ่อนก็คือ ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากข้าราชการระดับปฏิบัติการเท่าที่ควร และมีกรอบเวลานานเกินไป ไม่ได้คิดในเชิงยุทธศาสตร์การปฏิรูป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="8--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>คลื่นปฏิรูประลอกที่ 2 สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>อย่างที่เราทราบกัน การเมืองตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา เริ่มเข้าสู่การแบ่งขั้ว ดังนั้น การระดมสมองจากคนที่สนใจมาให้ความเห็น เสนอแนะ หรือจัดตั้งเครือข่ายทางสังคมก็น้อยลงไป จุดเด่นของการปฏิรูประลอกที่ 2 (2552-2557) เปลี่ยนไปอยู่ที่แรงสนับสนุนจากกลไกราชการ&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วราชการก็ทำมาต่อเนื่องในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนเพื่อบรรเทาภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ฝ่ายการเมืองอยากทำให้เป็นจุดขายทางนโยบาย ก็เลยยกระดับและเรียกว่า “นโยบายเรียนฟรี”&nbsp;</p>



<p>การทำนโยบายที่ต่อยอดจากระบบราชการมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวมันเอง จุดแข็งก็คือ เป็นการทำต่อเนื่องมาจากที่รัฐราชการทำอยู่แล้ว ดังนั้น จึงส่งผลต่อนักเรียนและโรงเรียนในวงกว้าง ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คุ้นเคย ไม่ต้องปรับตัวมาก&nbsp;</p>



<p>แต่จุดอ่อนก็คือ พอให้ราชการนำ ราชการก็จะทำตามตัวบทกฎหมายแบบเคร่งครัด กลัวถูกฟ้อง ดังนั้น พอรัฐธรรมนูญระบุว่าทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน เงินอุดหนุนก็เลยต้องจัดสรรต่อหัวเท่ากันหมด พูดง่ายๆ ก็คือการเอานักเรียน 10 คนที่จนที่สุดยันรวยที่สุดมาเรียงแถวกัน แล้วคุณแจกเงินทุกคนเท่ากัน ทุกคนจะแฮปปี้ไหม แฮปปี้ แต่ความเหลื่อมล้ำลดลงไหม ก็ไม่ลด ยังไม่นับว่า พอต้องให้ทุกคนเท่ากัน ภาระทางงบประมาณก็ยิ่งมหาศาล ขยับอะไรเพื่อกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มก็ยาก</p>



<p>ในตอนนั้น เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก พอคุณตีความตามตัวบทว่าต้องเสมอภาค จึงส่งผลลัพธ์ที่อาจไปซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำได้อีกทางเช่นกัน</p>



<p>ดังนั้น การปฏิรูประลอกสองมีจุดเด่นคือราชการนำ ทำอะไรที่ส่งผลวงกว้างได้ แต่เป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจการเมืองปลายปิด แล้วกลุ่มผู้ผลักดันก็ไม่ได้คิดเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ไม่ได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นวาระสำคัญ กังวลเรื่องการตีความตามตัวบทเหนือเรื่องอื่นๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00859-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-562"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="9--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B0-"><strong>คลื่นปฏิรูประลอกที่ 3 ล่ะ</strong></h2>



<p>ระลอก 3 จะขีดเส้นเริ่มต้นที่ปี 2557 ในแง่นี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับระลอก 2 ด้วยเพราะว่าเขาทำงานในระยะเวลาที่สั้นกว่า พอมีการรัฐประหาร รัฐบาลประยุทธ์ก็มาพร้อมวาระการปฏิรูปของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>แต่ในระลอก 3 ก็มีจุดเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน คือก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ 2560 จะมีเวทีปฏิรูปหลายเวที หลายกลุ่มก้อน แต่นโยบายไม่ชัดเจน คุยกันแต่เรื่องเด็กดี มีวินัย เน้นอุดมการณ์เชิงนามธรรม จุดเปลี่ยนเกิดตอนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. และมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ</p>



<p>ผลลัพธ์สำคัญคือ เกิด พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ซึ่งต่อมามีการจัดตั้ง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) มี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562&nbsp;</p>



<p>จุดเด่นของการปฏิรูประลอกล่าสุดนี้คือ มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าต้องการก้าวข้าม (bypass) ระบบราชการ แต่เป็นความตั้งใจของกลุ่มผู้ผลักดันที่ไม่อยากแตะโครงสร้างใหญ่ เพราะเห็นว่าซับซ้อนและกินเวลานาน ก็เลยออกกฎหมายที่ก้าวข้ามรัฐราชการเดิมไปเลย เช่น ในเมื่อจะลดความเหลื่อมล้ำก็ตั้งกองทุน ถ้าจะพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ถูกละเลยก็ออก พ.ร.บ.เด็กปฐมวัย หรืออยากให้โรงเรียนได้เริ่มทดลองและเป็นอิสระมากขึ้น ก็ออก พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นของการปฏิรูประลอก 3 คือมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน กรอบเวลาค่อนข้างสั้น แต่ก็ขาดเรื่องเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่ได้เป็นปลายเปิด ทำให้การมีส่วนร่วมของสังคมน้อยกว่าระลอกแรก แล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประดับโครงสร้างราชการมากนัก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="10--%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ปัญหาของการจัดการงบประมาณการศึกษาในปัจจุบันคืออะไร</strong></h2>



<p>นอกจากตลาดการเมืองกับกลไกรัฐแล้ว ตัวงบประมาณเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งมีปัญหา 2 ระดับ คือ ปัญหางบประมาณทั้งระบบที่ส่งผลกับทุกส่วนราชการ กับปัญหาเฉพาะตัวของกระทรวงศึกษาธิการเอง</p>



<p>งบประมาณประเทศไทยไม่ได้น้อย เรามีงบเฉลี่ยปีละ 3 ล้านล้านบาท สำหรับจัดสรรเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ดอกผลไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง พอเราแยกดูตัวละครที่เกี่ยวข้องก็พบว่า ทุกฝ่ายไม่มีใครพอใจกับการทำงบประมาณแบบที่เป็นอยู่เลย ถ้าคุณไปถามหน่วยราชการ หน่วยราชการก็มองว่า เป็นภาระเพิ่มเติม เป็นความสับสนว่าจะเขียนงบประมาณยังไง</p>



<p>โจทย์การเขียนงบประมาณมันทั้งซับซ้อนและซ้ำซ้อน อย่างในปี 2565 ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง คุณจะต้องเขียนของบประมาณโดยยึดตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560–2579) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล จุดเน้นของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ แผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ ทั้งหมดนี้ต้องเอามาอ้างอิงเป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และยังต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัดด้วย&nbsp;</p>



<p>คำถามคือ ถ้าคุณต้องทำตามยุทธศาสตร์ ตามแผน ตามนโยบายต่างๆ นานาเหล่านี้ คุณจะทำยังไง… คำตอบก็คือ ก็ทำเหมือนปีที่แล้วไป เพราะปีที่แล้วมันผ่านสำนักงบได้ ผ่านสภาได้ ปีนี้ก็อย่าไปเสี่ยงของบทำอะไรใหม่ๆ เลย และนั่นคือคำตอบว่า ถึงแม้งบประมาณจะเยอะ แต่เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก เพราะถูกวางกรอบไว้แบบนี้</p>



<p>ในทางกฎหมาย คนที่ทำหน้าที่ของงบประมาณในแต่ละหน่วยราชการ จริงๆ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายของหน่วยงานนั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ธุรการคือผู้ทำหน้าที่ของบประมาณในแต่ละปี เพราะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับเอกสารการของบประมาณมากที่สุด และในเมื่อคุณตั้งโจทย์ยาก ก็ไม่มีใครกล้าของบประมาณเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจึงเป็นการทำงบประมาณแบบเดิม คาดหวังการเปลี่ยนแปลงยาก&nbsp;</p>



<p>ในมุมของสภาผู้แทนราษฎรก็เผชิญข้อจำกัดด้านเวลาที่เร่งรัด รัฐธรรมนูญระบุว่า พอรัฐบาลจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐสภาจะมีเวลา 105 วัน ในการพิจารณางบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถ้าเราหารเฉลี่ยจะพบว่า ใน 1 วัน กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณต้องตัดสินใจเรื่องงบประมาณมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่ 105 วันซะทีเดียวถ้าตัดวันเสาร์-อาทิตย์ออก แปลว่าตัวแทนประชาชนต้องตัดสินใจการใช้เงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในเวลา 1 วัน และเงื่อนเวลาการทำ พ.ร.บ.งบประมาณ มักจะเกิดช่วงหน้าฝน คนในพื้นที่น้ำท่วมก็คาดหวังให้ ส.ส. ลงพื้นที่ ใช่ไหม แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส. ก็ถูกคาดหวังว่าต้องมานั่งพิจารณางบประมาณวันละ 4 หมื่นล้านบาทด้วย ลุกไปเข้าห้องน้ำ 5 นาที ก็อาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท</p>



<p>นี่ยังไม่นับการคอร์รัปชันนะ คือต่อให้คุณตั้งใจทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือ ส.ส. แต่คุณอยู่ภายใต้โครงสร้างที่มันเป็นอยู่ คุณก็ต้องเผชิญความท้าทายอย่างนี้ ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้ลงพื้นที่ สภาก็มีวาระประชุมอื่นอยู่ แล้วก็ต้องมาพิจารณางบประมาณที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในมูลค่าระดับนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านเองก็ไม่พอใจ เพราะสัดส่วนใน กมธ. ไม่เป็นไปตามสัดส่วนในสภา เพราะว่า กมธ.งบประมาณ 72 คน จะมี 1 ใน 4 (18 คน) มาจากคณะรัฐมนตรี ส่วนที่เหลือค่อยหารตามสัดส่วนที่นั่งในสภา แปลว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน ไม่ได้มีบทบาทเท่ากับสัดส่วนที่ตัวเองได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ได้สัดส่วนที่น้อยเกินไป&nbsp;</p>



<p>ถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่ ต่อให้คุณหาเสียง คุณชนะเลือกตั้งถล่มทลาย (landslide) ก็ตาม คุณก็แพ้งบประจำแน่นอน เพราะปีแรกที่คุณเข้ามา งบประมาณมันเสร็จไปแล้ว คือก่อนการเลือกตั้งใหม่ ทุกรัฐบาลมักทิ้งทวนโดยควบคุมงบประมาณปีถัดไปไว้แล้ว ดังนั้น ต่อให้มีรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งหรือได้เสียงข้างมากก็ตาม อย่างน้อยในปีแรกก็ต้องถูกตีกรอบด้วยงบประจำจนเหลือทรัพยากรในการทำนโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ส่วนราชการก็มีปัญหากับระบบงบประมาณ ผู้แทนราษฎรก็มีปัญหา ฝ่ายค้านก็มีปัญหา รัฐบาลใหม่ก็มีปัญหา กลายเป็นระบบที่ทุกคนเคยชิน ทุกคนทำงานกับมันได้หมดเลยนะ แต่ไม่มีใครพอใจเลย มันทำให้เปลี่ยนแปลงยาก เพราะระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00857-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-563"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="11--%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1-"><strong>ไม่ว่ากระทรวงใดก็เจอโจทย์ของงบประมาณเหมือนกันใช่ไหม</strong></h2>



<p>เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการมีปัญหาเพิ่มเติมกว่ากระทรวงอื่นๆ ไปอีกขั้น เพราะว่างบประมาณก้อนที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับ คิดเป็นงบประจำบุคลากร 62% งบเงินอุดหนุน 25% รวมเป็น 87% แล้วยังมีงบที่ต้องจ่ายบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำแทรกอยู่ในส่วนอื่นๆ อีก จนพื้นที่ทำนโยบายเชิงรุกมันแทบไม่เหลือ</p>



<p>แล้วในส่วน “งบลงทุน” ที่เหลือแค่ราวๆ 5% ก็ไม่ได้หมายถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาโดยตรงเสมอไป สมมุติว่า กระทรวงศึกษาธิการไทยมีงบลงทุนด้านการศึกษาหลายหมื่นล้านบาทต่อปี คนทั่วไปอาจคิดว่าต้องเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาเด็กและครูแน่ๆ เพราะงบลงทุนมันให้ความรู้สึกถึงการทำอะไรเพื่อก้าวไปข้างหน้าใช่ไหม แต่ในทางปฏิบัติเราพบว่า แทบจะทั้งหมดเป็นการสร้างอาคาร คือมันไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว เพราะมีโรงเรียนที่เก่าและต้องการสร้างอาคารจริง แต่ถ้าคุณคิดถึงการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนด้านการศึกษา ผมเชื่อว่า คนก็คาดหวังโดยสามัญสำนึกว่ามันจะเป็นอะไรที่ช่วยเด็ก ลดความเหลื่อมล้ำ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยตรง อะไรที่ผลักการศึกษาไทยให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่ภายใต้ระบบงบประมาณที่รัฐราชการไทยนิยาม งบลงทุนก็อาจกลายเป็นการสร้างอาคารสถานที่แทน ดังนั้น ภายใต้งบที่จำกัดจำเขี่ยแล้ว วิธีการใช้งบก็ยังถูกกำหนดด้วยความเคยชินและกฎระเบียบด้วย</p>



<p>จริงๆ แล้ว งบประมาณไทยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2546 เพราะว่าตอนวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งฝ่ายราชการและภาคเอกชนต่างก็ตระหนักดีว่างบประมาณไทยที่เคยทำ เป็นงบประมาณแบบแสดงรายการ (Line-Item Budgeting) ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ งบแบบ Line-Item คือ หน่วยงานไหนอยากของบอะไรก็เขียนไป เช่น ปีหน้าอยากซื้อโต๊ะกี่ตัว เทียบกับราคากลางเท่าไร คูณจำนวนไป อยากซื้อดินสอกี่แท่ง อยากซื้อไฟเท่าไร ก็เขียนไป ข้อดีคือ มันพยายามลดการคอร์รัปชัน ชัดเจนว่าอยากซื้ออะไร ซื้อเท่าไร สำนักงานงบประมาณก็ตรวจสอบง่าย&nbsp;</p>



<p>แต่ในปี 2546 เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgetting: SPBB) หมายความว่า ให้ยึดตามยุทธศาสตร์รัฐบาลเป็นเป้าหมายหลัก แทนที่คุณจะคิดว่า คุณต้องการซื้อของอะไรบ้าง คุณต้องตั้งเป้ามาก่อนว่า พื้นที่นี้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษากันกี่คนในปีที่ผ่านมา แล้วอยากเอาเขากลับเข้ามาระบบการศึกษาไหม อยากเอาเขากลับมาเท่าไร หรือคนที่หลุดออกไปแล้วจะไปส่งเสริมวิชาชีพให้เขายังไง ตั้งเป้าหมายไว้เลย แล้วจึงของบ แล้วปลายปีมาดูกันว่า สุดท้ายทำสำเร็จลุล่วงแค่ไหน ซึ่งเป็นกระบวนการของระบบงบ SPBB ในอุดมคติ&nbsp;</p>



<p>แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยเกิด ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันยากกว่าแบบเดิม ถึงแม้กฎหมายจะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ แต่ทุกฝ่ายก็ยังกังวล สมมุติคุณเขียนของบประมาณไป สำนักงบประมาณก็กังวลว่าจะพิสูจน์ยังไง ทำได้จริงรึเปล่า ส่วนคนของบประมาณก็ติดกับดักแผนราชการที่มีเงื่อนไขมากมาย สรุปแล้วก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงบประมาณเท่าไรนัก ไม่ได้มีอะไรเชิงยุทธศาสตร์ตามที่เคยเขียนไว้</p>



<p>นอกจากปัญหาใหญ่ การใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการยังเจอปัญหาย่อยอีก เช่น การใช้ตัวชี้วัดที่ไม่รู้จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นสากลยังไง เช่น เมื่อประกาศผลคะแนน PISA (Programmed for International Student Assessment) ก็จะเป็นข่าวใหญ่รอบหนึ่งว่า การศึกษาไทยตกต่ำ รั้งท้ายอาเซียน ต่างๆ นานา กังวลว่าจะแข่งกับชาวโลกไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเป็นไทยไม่พอ แล้วมันอิหลักอิเหลื่ออย่างนี้มาหลายสิบปี เพราะมัวแต่ไปคิดจะ “หาจุดสมดุล” ระหว่างไทยกับสากล&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>แต่ผมคิดว่าโจทย์มันผิดทางนะ ความกังวลที่มัวแต่ไปแสวงหาจุดสมดุลเนี่ย ท้ายที่สุดมันทำให้เราเสียทั้งสองด้านไปเลย ด้านหนึ่งคุณก็ไม่เคยเป็นไทยเลย ด้านหนึ่งคุณก็เป็นสากลไม่พอ ถ้าจะแก้โจทย์นี้ มันต้องทำทั้งสองด้าน ถ้าคุณมัวแต่รักษาสมดุลในสิ่งที่คุณยังไม่ได้เป็นเลย สุดท้ายคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรอยู่ดี</p></blockquote>



<p>การเป็นสากลเพิ่มขึ้น หมายถึงว่า คุณควรเข้าใจพื้นฐานของเด็ก แก่นของการศึกษา ซึ่งมีมิติหลายด้านที่เป็นคุณค่าสากล เป็นมาตรฐานสากล เวลาวัดผลคะแนน PISA เขาไม่ได้คำนวณแค่คะแนน แต่เขามีงานวิจัยรองรับเทียบกับเด็กนักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ข้อค้นพบอย่างหนึ่งคือ เด็กไทยมีผลคะแนนความสามารถทางการอ่านน้อยมาก ซึ่งฐานข้อมูลของ PISA ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของเด็กทั่วโลก คือ Growth Mindset ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เชื่อว่า สติปัญญาเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงได้ โดยประเทศที่เด็กตระหนักในคุณค่านี้ การอ่านจะดี เพราะคุณอาจจะอ่านแบบวิพากษ์ (critical thinking) ได้ แต่เด็กไทยไม่ถึงครึ่งที่เชื่อใน Growth Mindset ข้อเท็จจริงนี้เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงมากับเรื่องของ PISA และบรรทัดฐานสากล ซึ่งของไทยไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงหรือปรับใช้เป็นนโยบายอย่างเพียงพอ</p>



<p>ผมเลยมองว่า ด้านความเป็นสากล เรายังไม่เข้าใจลักษณะความเป็นสากลของการศึกษา แต่ด้านความเป็นไทย เราก็สนใจตัวเราเองไม่พอ เช่น เราคุยแต่เรื่องระเบียบวินัย ทรงผม หรือกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ถ้าลงไปในรายพื้นที่ ถามว่าจังหวัดนั้นๆ มีปัญหาเฉพาะตัวอะไรบ้าง หรือบางพื้นที่ที่การลงทุนด้านการศึกษาออกดอกผลดีกว่าบางพื้นที่ แปลว่าบางพื้นที่นั้นคุณอาจจะลดแรงสนับสนุนลงมาได้บ้าง แล้วไปอุดหนุนพื้นที่พิเศษแทน เราสนใจความแตกต่างระดับพื้นที่ไม่พอ&nbsp;</p>



<p>หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เราพูดกันถึงความยากจน ว่าประเทศไทยอาจมีเด็กยากจนถึงยากจนมากๆ ประมาณ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ แต่เรากลับไม่เคยมีรายละเอียดเพียงพอ ที่มาที่ไปของความยากจนเรื้อรังคืออะไร ปัญหาของคนรวยอาจจะคล้ายๆ กัน แต่ปัญหาของคนยากจนไม่เคยคล้ายกันเลย บางบ้านเป็นเรื่องพ่อแม่ตกงาน บางบ้านความยากจนเชื่อมโยงกับเรื่องความรุนแรงในครอบครัวด้วย ความหลากหลายตรงนี้ คุณจะแก้ไขยังไง ค่านิยมของสังคมบางอย่าง เช่น ชายเป็นใหญ่อาจส่งผลกับการเรียนรู้ของเด็กบางกลุ่ม นี่คือปัญหาเฉพาะตัวของเรา นี่คือ “ความเป็นไทย” ที่เราควรสนใจจริงจัง ฉะนั้น ยิ่งพยายามรักษาสมดุลระหว่างไทยกับสากล คุณยิ่งเสียไปทั้ง 2 ฝั่ง สนใจแต่ละด้านอย่างผิวเผิน ด้านความเป็นไทยก็สนใจแต่เรื่องวินัย เรื่องทรงผม ไม่สนใจปัญหาเฉพาะถิ่นเฉพาะตัว ด้านสากลก็สนใจแต่ตัวเลขหยาบๆ ไม่สนใจรากเหง้าของปัญหาที่เป็นเรื่องสากล</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="12--%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>ช่วยขยายความเรื่องงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติม ว่ามีปัญหาปลีกย่อยอะไรอีกบ้าง</strong></h2>



<p>ปัญหาใหญ่ของกระทรวงศึกษาคือ งบบุคลากรมันเยอะมาก แค่ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็มีจำนวนเกือบ 400,000 คนแล้ว นี่ยังไม่รวมบุคลากรอื่นๆ อย่างผู้บริหารการศึกษา พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ศึกษานิเทศก์ แล้วทีนี้ ค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในกลุ่ม งบบุคลากรทั้งหมด แต่ยังไปแทรกอยู่ในงบประมาณประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น งบดำเนินงาน (ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง) งบเงินอุดหนุน (เช่น บุคลากรองค์การมหาชน) หรือแม้แต่งบกลาง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น เวลาที่งบประมาณโดยรวมลดลง เช่น เมื่อประเทศไทยเจอปัญหาเศรษฐกิจ จนทำให้รายรับของรัฐบาลลดลงในช่วงนี้ กระทรวงศึกษาเองก็ต้องไปปรับลดงบลงทุนใช่ไหม เพราะงบบุคลากรและงบเงินอุดหนุนมันค่อนข้างตายตัวจนขยับไม่ได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>งบเงินอุดหนุนก็มีสัดส่วนประมาณ 25% ของงบกระทรวงศึกษาทั้งก้อน นี่คือส่วนที่ใช้ไปกับโครงการเรียนฟรี คำว่า ‘เรียนฟรี 15 ปี’ มันเป็นภาษาการเมือง แต่ภาษาราชการคือเงินอุดหนุนรายหัว โดยคำนวณจากจำนวนเด็กนักเรียนและก็อุดหนุนไปตามหมวดต่างๆ เช่น ค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าแบบเรียน ซึ่งเป็นก้อนที่ใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่เคยพอ&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="13--%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-"><strong>ทำไมงบรายหัวของโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดใหญ่จึงต่างกันลิบลับ</strong></h2>



<p>ที่จริงมันก็เท่ากันต่อหน่วย (รายหัว) นะ เช่น โรงเรียนที่มีนักเรียน 500 คน กับโรงเรียนที่มีนักเรียน 50 คน เงินต่อหัวเท่ากัน แต่พอไปคูณกับจำนวนเด็กเพื่อจัดการอาหารกลางวัน โรงเรียนใหญ่ก็เลยได้ก้อนใหญ่ ซึ่งทำให้การบริหารจัดการซื้ออาหารกลางวันง่ายกว่าใช่ไหม กลายเป็นว่าโรงเรียนใหญ่ที่มีเงินเยอะ มีเด็กเยอะ ก็ทำงานง่ายขึ้นอีก งบรายหัวจึงไม่ค่อยช่วยเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ แย่กว่านั้นคืออาจไปซ้ำเติมด้วย เพราะทำให้ช่องว่าง (gap) ถ่างออกไปอีก ดังนั้น บนฐานของความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ นักเรียนทุกคนควรได้รับเงินรายหัวเท่ากัน เสมือนเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ตั้งแต่วิธีคิดจนถึงตัวกฎหมายด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be7555"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00775-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="14--%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>มีข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษาระลอกใหม่อย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ต้องบอกว่าถ้ามองเห็นปัญหาตรงกันแล้ว ส่วนของข้อเสนอเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ ในส่วนของผมจะเอาหลักเศรษฐศาสตร์สถาบันมาประเมิน และพอจะแยกข้อเสนอได้เป็น 2 ส่วน คือ ภาพย่อย (micro) กับภาพใหญ่ (macro)</p>



<p>ส่วนที่เป็นภาพย่อย กสศ. สามารถมีบทบาทนำได้ เพราะ กสศ. มีจุดเด่นในด้านการเก็บข้อมูลนักเรียนยากจนระดับครัวเรือนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย แต่การเก็บข้อมูลก็ขึ้นอยู่กับว่าเราออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีคิดแบบไหน ในปัจจุบันอาจใช้วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์กับวิธีคิดแบบนักการศึกษาเป็นหลัก ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ดีน่าจะเป็นการขยายมุมมองในการเก็บข้อมูลมิติอื่นลงไปด้วย เช่น เติมวิธีแบบมานุษยวิทยา สังคมวิทยา หรือวิธีแบบสายสุขภาพ หากมีจุดตั้งต้นที่ดีจะทำให้เราเข้าใจปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ดีขึ้น ผมพยายามเน้นว่า เวลาคุณพูดถึง 1.9 หรือ 2 ล้านครัวเรือนที่ยากจน เขาอาจจะมีปัญหาที่แตกต่างกันมากๆ ดังนั้น วิธีคิดที่ดูเพียงตัวเลขโดยรวม อาจไม่ได้สะท้อนปัญหาที่หลากหลายตรงนั้น แต่วิธีแบบอื่นจะช่วยเติมตรงนั้นได้ จะทำให้การทำนโยบายสอดคล้องกับปัญหาและแม่นยำมากขึ้น</p>



<p>ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘นิยาม’ ก็ควรมีการแก้ไข เช่น งบลงทุน ไม่ควรผูกติดกับกรอบงบลงทุนทั่วประเทศของทุกกระทรวง พูดง่ายๆ คือ นิยามงบลงทุนด้านคมนาคม คุณอาจเน้นเรื่องการก่อสร้างก็โอเค แต่งบลงทุนด้านการศึกษาควรจะมีวิธีคิดหรือมีกฎระเบียบคนละแบบใช่ไหม ส่วนในด้านการปรับความสัมพันธ์กับสากล เช่น คะแนน PISA ก็อยากให้นำมาใช้อย่างเป็นระบบ เข้าใจปัจจัยระดับสากล แล้วก็สนใจปัญหาระดับพื้นที่ ปัญหาเฉพาะตัวของไทยไปพร้อมกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องสมดุลของความเป็นสากลกับความเป็นไทยแบบที่เป็นมา&nbsp;</p>



<p>ส่วนในภาพใหญ่ อยากให้ผู้ผลักดันการปฏิรูปและสังคมไทยมองเห็นว่า ปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ใหญ่กว่าการศึกษาไปพร้อมกันด้วย เราพยายามชี้ให้เห็นว่ามันเชื่อมกับเรื่องอื่นๆ ยังไง ข้อแรก พอเราดูการปฏิรูป 3 ระลอกที่ผ่านมา พบว่าถ้ามี 3 องค์ประกอบพร้อมกัน คือ เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด แรงสนับสนุนจากระบบราชการ และการปฏิรูปที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน จะช่วยเกื้อหนุนให้เกิดดอกผลการปฏิรูปที่ดีขึ้น ดังนั้น ถ้าเราอยากเห็นการปฏิรูปใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็อาจต้องตระหนักว่าจะผลักดันให้มีทั้ง 3 องค์ประกอบไปพร้อมกันได้ยังไง หรือถ้าทำไม่ได้ก็ต้องประเมินต้นทุนที่จะตามมาว่าคุ้มจริงหรือ คนที่สนับสนุนการปฏิรูปอาจจะต้องคำนึงถึงต้นทุนและข้อจำกัดของการปฏิรูป ด้วยบทเรียนจากประวัติศาสตร์สามสิบปีที่ผ่านมาของเราเอง&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="15--%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%C2%A0-"><strong>วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันจะช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างไร&nbsp;</strong></h2>



<p>ประเด็นสำคัญคือเราจะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของการศึกษายังไง ภายใต้ปัญหาต่างๆ นานาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ การยกเรื่องการศึกษาว่าสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดก็มีปัญหาในตัวเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>คือถ้าย้อนกลับไปดูตอนทำร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คนที่เป็นตัวหลักในการผลักดันรัฐธรรมนูญยุคนั้น ตอนแรกเค้าไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องการศึกษา เน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก เครือข่ายการศึกษาก็เลยต้องรวมตัวกันล็อบบี้ เพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษา วิ่งเต้นให้บรรจุเรื่องการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานจนสำเร็จ แต่ก็เกิดวิธีคิดที่เป็นมรดกจนถึงปัจจุบันคือ ต้องยกให้การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ให้คนเชื่อว่าการศึกษาเป็นต้นตอของทุกปัญหาในประเทศไทย และความเชื่อนี้ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ผมคิดว่านักสังคมศาสตร์ทุกคนก็ทราบกันดี แต่ละเรื่องมีตำแหน่งแห่งที่ในการเป็นเหตุปัจจัยไม่เท่ากัน เช่น ครอบครัวที่ยากจนแล้วพ่อแม่ตกงาน ต่อให้คุณเอาเงินมาให้เด็กเท่าไร เด็กก็อาจจะไม่อยากเรียน เขาอยากจะช่วยพ่อแม่ทำงานมากกว่า แปลว่ามันเป็นเรื่องเศรษฐกิจกำหนดมาก่อน</p>



<p>ประเด็นของผมคือ ถ้าคุณจะแก้การศึกษาให้ลงรายละเอียดมากขึ้น คุณต้องรู้ว่าปัญหาของการศึกษาอยู่ตรงไหนในสังคมไทย การศึกษาไม่ใช่ต้นตอของทุกสิ่งเสมอไป บางเรื่องการศึกษาก็เป็นต้นตอจริง แต่บางเรื่องก็ถูกตัวแปรอื่นกำหนด ถ้าอยากแก้ ก็ต้องไปแก้ตัวอื่นที่มากำหนดอีกชั้นหนึ่งด้วย&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>เช่นถ้าเศรษฐกิจไทยยังผูกขาด การแข่งขันน้อย การจ้างงาน การจัดสรรรายได้ยังไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำระหว่างงานต่างๆ สูง หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศสูง ถึงอย่างไรก็ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วย ถ้าคุณมองการศึกษาเป็นต้นตอ แล้วโยนทรัพยากรให้การศึกษาอย่างเดียว โดยไม่แก้ที่ต้นตอหรือปัจจัยอื่นๆ คุณก็จะแก้อะไรไม่ได้อยู่ดี</p></blockquote>



<p>ในขณะเดียวกัน บางเรื่องคุณต้องทวนกระแสสังคมด้วย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสวัสดิการ ตอนนี้ผมคิดว่าสังคมไทยตื่นตัวเรื่องรัฐสวัสดิการกันมาก ข้อถกเถียงคือทำแค่ไหนยังไงในแนวทางแบบถ้วนหน้า แต่คำว่าถ้วนหน้าก็เป็นวิธีคิดเดียวกับเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เพราะยังอยู่บนฐานคิดว่า ความเสมอภาคทำให้ทุกคนเท่ากัน แต่นั่นก็อาจไม่แก้เรื่องความเหลื่อมล้ำนะ อย่างที่บอก ถ้าคุณเอานักเรียนรวยกับจน 10 คน มายืนเรียงกัน คุณให้เงินทุกคนเท่ากัน ทุกคนแฮปปี้ แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ลด แปลว่าบางเรื่องก็อาจจะต้องทวนกระแสสังคม ถ้าจะช่วยเรื่องการศึกษาอาจจะต้องใช้วิธีคิดที่เน้นการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (target) หรือคิดเชิงเฉพาะประเด็นมากขึ้น ไม่เช่นนั้นโจทย์ความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ถูกแก้&nbsp;</p>



<p>เราจะจัดวางปัญหาการศึกษาอย่างไรท่ามกลางปัญหาสังคมไทยร้อยแปด ไม่ใช่ว่าการศึกษาเป็นต้นตอรากเหง้าของปัญหาทุกเรื่องเสมอไป บางเรื่องคุณต้องไปแก้เรื่องที่ใหญ่กว่านั้น บางเรื่องคุณอาจจะร่วมกับกระแสสังคม บางเรื่องคุณอาจจะต้องคานกับกระแสสังคม&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="16--%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>แสดงว่าเราต้องแก้ปัญหาการศึกษาด้วยวิธีการบูรณาการหรือไม่</strong></h2>



<p>ไม่ใช่คิดแบบบูรณาการ ผมว่าเราต้องคิดแยกส่วนมากขึ้น การบูรณาการทำให้เราไม่เห็นเหตุปัจจัยของแต่ละเรื่อง แต่การแก้ปัญหาให้ตรงจุดจำเป็นต้องคิดแยกส่วน </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>การแก้ปัญหาการศึกษาต้องลงรายละเอียดว่าจะแก้เรื่องอะไร เช่น คะแนนวิชาภาษาอังกฤษในพื้นที่นี้มีปัญหา ก็ต้องลงไปดูว่าเป็นเพราะอะไร เด็กไม่เข้าเรียน หรือมีความรุนแรงในครอบครัว หรือเด็กไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษ หรือที่โรงเรียนมีวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่จนนักเรียนหญิงไม่อยากเรียนกับครู เมื่อแยกย่อยปัญหาตรงนี้ออกมา แล้วจึงหาทางแก้ให้ถูกจุด</p></blockquote>



<p>แต่ถ้าคุณคิดแบบบูรณาการ คุณอาจจะไม่รู้เลยว่า เด็กบางพื้นที่ เด็กบางกลุ่ม เผชิญปัญหาที่ไม่เหมือนกับกลุ่มอื่น คือบูรณาการก็จะคล้ายกับความเสมอภาค โดยหลักการมันฟังดูไม่ผิด แต่อาจจะไปซ้ำเติมปัญหาบางประการที่มีอยู่ คำว่าเสมอภาคเป็นคำที่เพราะมากนะ พูดเมื่อไหร่ก็เพราะ พูดเมื่อไหร่ก็ดี แต่ในหลายกรณีมันซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="17--%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2566-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ในวาระการเลือกตั้งปี 2566 เราควรออกแบบนโยบายทางการศึกษาอย่างไร</strong></h2>



<p>การเลือกตั้งเป็นโอกาสดีสำหรับการกระตุ้นตลาดการเมือง อย่างที่คุยกันว่า หน้าที่ของตลาดการเมืองในอุดมคติคือ การส่งผ่านความคาดหวังต่อการศึกษาอันมโหฬารไปสู่การเห็นความสำคัญของฝ่ายนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เพียงพอ เมื่อเริ่มมีการเลือกตั้งใหม่ เรามีแคนดิเดตนายกฯ มีแคนดิเดตทีมเศรษฐกิจ ถามว่าทำไมยังไม่มีเรื่องการศึกษาเข้าไปในนั้น </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ผมคิดว่า ผู้ที่สนใจเรื่องการศึกษาควรจะกระตุ้นให้เกิดการดีเบต เอาวาระการศึกษาเข้าไปอยู่ในการถกเถียงเรื่องการเลือกตั้ง และมองเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยและการแข่งขันทางนโยบาย อาจจะเพิ่มเติมเรื่องรายละเอียดการดีเบตไปด้วยว่า จะพัฒนาการศึกษาอย่างไรภายใต้ระบบงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ </p></blockquote>



<p>ถือเป็นโอกาสกระตุ้นให้เกิดการผลักวาระต่อเนื่องมากกว่าที่เคยเป็น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="18--%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ข้อสรุปเรื่องตลาดการเมืองไทยและงบประมาณ สุดท้ายแล้วควรมีรูปธรรมอย่างไร</strong></h2>



<p>เราพยายามมองด้วยวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์สถาบัน ตัวอย่างเปรียบเทียบก็คือ เมื่อเด็กนักเรียนข้ามถนน เด็กนักเรียนไทยต้องเผชิญอะไรบ้าง ถ้าเป็นเด็กนักเรียนชาติอื่นจะมองแค่สัญญาณไฟแล้วข้ามถนนได้เลย แต่ตอนนี้เราพบว่าการส่งเด็กนักเรียนไทยข้ามถนนต้องเผชิญปัญหาเยอะมาก&nbsp;</p>



<p>ถ้าเปรียบฝั่งการเมืองเป็นถนน ถนนของเราก็ค่อนข้างขรุขระ บางช่วงเป็นหลุม เด็กๆ เดินไปแล้วอาจจะสะดุดหกล้ม รถยนต์อาจจะเปรียบเหมือนฝั่งราชการที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ แต่เป็นรถที่ใหญ่เกินไปจนคนขับมองไม่เห็นเด็กที่กำลังข้ามถนนเลย ส่วนสัญญาณไฟจราจร ผมก็มองเป็นเหมือนระบบงบประมาณที่ควรจะทำหน้าที่ส่งเสริมทรัพยากรให้ดี แต่บางช่วงไฟเปิดแค่ 10 วินาที บางช่วงพอมีคนใหญ่คนโตใช้ถนนคุณกลับเปิดไฟเขียวให้ข้ามได้ยาวเลย มันไม่คงเส้นคงวา&nbsp;</p>



<p>เราพบว่า การส่งเด็กข้ามถนนในเมืองไทย ต้องเผชิญปัญหาทั้งจากฝั่งการเมือง ทั้งจากฝั่งราชการ ทั้งตัวระบบงบประมาณเอง ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่แค่มีนโยบายการศึกษาที่ดีสัก 1-2 ข้อ แต่เป็นเรื่องของมองเห็นปัญหาจากทั้ง 3 ส่วนนี้ เห็นปัญหาจากฝั่งการเมือง ปัญหาของฝั่งราชการ ปัญหาของระบบงบประมาณ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00815-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-564"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="19--30-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-"><strong>30 ปีที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าให้ตัดเกรดของการปฏิรูประลอกปัจจุบัน ถือว่าผ่านหรือไม่ผ่าน</strong></h2>



<p>ขอไม่ตอบได้ไหมครับ มันเป็นการซ้ำเติมวาทกรรมให้คะแนนแบบเหมารวมนะ (หัวเราะ) ถ้าเทียบกับงบประมาณและทรัพยากร มันมีปัญหาแน่นอน ไม่มีใครพอใจเลย เราคุยกับคนที่ผลักดันตั้งแต่ปี 2530 เขาก็ไม่พอใจ คุยกับคนที่ปฏิรูปในปัจจุบัน ก็ไม่พอใจ เดินไปถามพ่อแม่ เด็ก ครู ก็ไม่มีใครพอใจ อันนี้ก็เป็นตัวบอกคะแนนได้อยู่แล้ว ทุ่มงบประมาณลงไปมากขนาดนี้ แต่ไม่มีใครพอใจเลย แสดงว่ามีปัญหาแน่&nbsp;</p>



<p><br></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เชิงอรรถ</strong></h4>



<p>“โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน” เป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทีมวิจัยประกอบด้วย ธร ปีติดล, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, นภนต์ ภุมมา, ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์, ผู้ช่วยวิจัย: เบญจมาศ เป็งเรือน, เกษรา ศรีนาคา, อิทธินพวลี แก้วแสนสุข, ปริตตา หวังเกียรติ, รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล, ลัทธพล ยิ้มละมัย, กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์ และสรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์</p>



<p></p>



<p><strong>อ่าน : <a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A8-proof-4.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A8-proof-4.pdf">รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน”</a></strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
