<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Equity Forum | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/equity-forum/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 30 Oct 2023 13:26:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Equity Forum | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-291023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Oct 2023 13:54:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand School Readiness Survey]]></category>
		<category><![CDATA[TSRS]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=74009</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การพัฒนามนุษย์ช่วงปฐมวัย ถือเป็นการลงทุนทรัพยากรในจังห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-291023/">พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p><em>“การพัฒนามนุษย์ช่วงปฐมวัย ถือเป็นการลงทุนทรัพยากรในจังหวะและเวลาที่ถูกต้องที่สุด เพราะผลตอบแทนอันคุ้มค่าที่คืนกลับมา จะไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพของประเทศชาติที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนที่สุดที่เราจะทำได้”</em></p>
</blockquote>



<p>ผลทดสอบกลุ่มตัวอย่างราว 10 เปอร์เซ็นต์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศชี้ว่า ประเทศไทยมีเด็กเล็กช่วงวัยก่อนประถมศึกษาจำนวนมากมีทักษะการเรียนรู้อยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง การต่อรูปภาพในใจ และความจำใช้งาน อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อื่นๆ&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง </strong>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงแง่มุมหนึ่งจากผลลัพธ์ของงานวิจัยสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการประเมินปัญหา และเป็นข้อมูลตั้งต้นของการหาแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยไทยในภาพรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5db3f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในรายงาน TSRS ซึ่งคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจุดประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย โดยใช้เครื่องมือประเมินที่พัฒนามาจาก Measuring Early Learning and Outcome: MELQO (UNICEF, 2012) ในการเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยที่เรียนอยู่ในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในช่วงปีการศึกษา 2562-2565</p>



<p>แบบทดสอบที่เป็นตัวอย่างในการนำเสนอ ได้แก่ การทดสอบความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง (Listening Comprehension: LC) ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ (Mental Transformation: MT) และความพร้อมด้านความจำใช้งาน (Working Memory: WM) ซึ่ง รศ.ดร.วีระชาติ ได้ฉายภาพให้เห็นขั้นตอนทดสอบว่า “สิ่งนี้จะเป็นฐานข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจ และช่วยให้คนทำงานในแวดวงการศึกษาใช้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยในอนาคต”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความยากจนคืออุปสรรคต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย</strong></h2>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ผลลัพธ์การสำรวจโดยคณะวิจัย ไม่ได้มุ่งค้นหาเด็กที่ทำแบบทดสอบได้คะแนนดีที่สุด แต่เป้าหมายสำคัญคือ ค้นหากลุ่มเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานให้พบ เพื่อประเมินสถานการณ์ และเดินหน้านำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวางแนวทางการทำงานกับเด็กปฐมวัย ร่วมกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบในพื้นที่</p>



<p>“สิ่งที่แบบทดสอบกำลังบอก คือชุดทักษะที่เราต้องการให้เด็กแสดงให้เห็นนั้นไม่ใช่เรื่องยากและซับซ้อน แต่มันได้ยืนยันว่าถ้าเด็กปฐมวัยไม่ได้รับการลงทุนด้านคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม ทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน เด็กจะเจอกับปัญหาอุปสรรคแม้ในการทำสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ และจะมีผลสืบเนื่องระยะยาวในขั้นถัดไปของการเรียนรู้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad7e34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/9-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ffe376"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากตัวอย่างของชุดทดสอบที่ยกมา เราทดสอบความเข้าใจในการฟังเพื่อจับเนื้อหาใจความ ด้วยวิธีการให้เด็กฟังข้อความยาวประมาณ 3 นาที จากเทปที่บันทึกไว้ และให้ตอบคำถาม 5 ข้อ ส่วนความพร้อมในการต่อรูปในใจ เราให้เด็กลองประกอบชิ้นส่วนจากภาพ 4-5 ภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ตรงกันกับภาพตัวอย่าง และในการทดสอบความจำใช้งาน เราใช้วิธีที่เรียกว่า digit span memory คือจะมีตัวเลขตั้งแต่ 2-10 หลัก หรืออาจมากกว่านั้น ปรากฏให้เห็นบนจอ 10 วินาที แล้วเราจะปิดจอภาพ ก่อนป้อนคำถามให้เด็กระบุตัวเลขที่เพิ่งมองเห็น โดยต้องตอบแบบทวนตัวเลขจากหลังไปข้างหน้า (backward) จะเห็นว่าวิธีทดสอบทั้งหมดต้องการมุ่งไปยังการรับรู้ ทำความเข้าใจ จินตนาการ หรือความจำระยะสั้น อันเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนควรมีติดตัว ผ่านการเรียนรู้และทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ</p>



<p>“อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า เมื่อเราเจาะจงไปที่คะแนนเด็กปฐมวัยที่อยู่ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ล่างสุด จากกลุ่มตัวอย่างราว 500 คนในแต่ละพื้นที่ จะพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ ‘ไม่พร้อม’ (Low-readiness children) หรือทำคะแนนใน 3 ชุดทดสอบ ได้ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณความน่ากังวลเกี่ยวกับความพร้อมของเด็กๆ ในการเรียนต่อระดับประถมศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf1728"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ถ้าดูเพียงภาพรวมของผลสำรวจทุกด้าน&nbsp; เราอาจเห็นว่าความพร้อมของเด็กโดยรวมดูเหมือนไม่มีปัญหา หากเมื่อพิจารณาย่อยลงไปในแต่ละการทดสอบ สิ่งที่ชวนให้วิตกกังวลจึงเผยให้เห็น โดยผลทดสอบความเข้าใจในการฟังที่ทุกพื้นที่สำรวจได้ผลลัพธ์เป็น ‘สีแดง’ ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงมีสัดส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 25 เปอร์เซ็นต์ จำนวนสูงมาก ขณะที่ผลทดสอบการต่อรูปในใจและความจำใช้งาน ที่แม้ไม่เป็นสีแดงทั่วทุกพื้นที่เท่าทักษะการฟัง แต่ ‘สีชมพู’ ที่ปรากฎกระจัดกระจายบนกราฟจำลองรูปแผนที่ประเทศไทย ก็แสดงแนวโน้มให้เห็นว่า ยังมีเด็กที่ทำคะแนนทดสอบได้น้อยหรือทำไม่ได้เลยในเปอร์เซ็นต์ที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน</p>



<p>“ความกังวลจากผลสำรวจดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่เราจะชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาคุยกัน ว่าพวกเราจะพัฒนาคุณภาพการศึกษา และช่วยส่งเสริมการดูแลบุตรหลานให้กับผู้ปกครองได้อย่างไร คือถ้าเรามองว่าเด็กไปโรงเรียนทุกวัน ได้ฟังครูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ แต่ผลลัพธ์จากการฟังยังอยู่ในระดับต่ำมาก หรือการทดสอบความจำใช้งานที่แสดงให้เห็นว่า เด็กไม่ได้รับการกระตุ้น (Stimulation) ให้ได้คิดหรือลงมือทำด้วยตัวเองอย่างเพียงพอ นั่นหมายความว่าวิธีการที่เคยทำๆ กันมาอาจถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d19538"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/11-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจผู้ปกครอง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ประสบภาวะขาดแคลนทางอาหาร กับกลุ่มที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว พบว่าสัดส่วนของเด็กปฐมวัยในครอบครัวที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่าและทำคะแนนได้ต่ำกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตอกย้ำว่าความยากจนคืออุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการตั้งแต่ในช่วงปฐมวัย</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ถึงแม้คณะวิจัยจะยังจำแนกสาเหตุที่ชี้ชัดไม่ได้ว่าการขาดความพร้อมนั้นเกิดจากอะไร เป็นการขาดสารอาหาร หรือขาดเวลาในการทำกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ ขาดความรู้ในการทำกิจกรรมกระตุ้นที่เหมาะสม หรือเป็นเพราะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขาดคุณภาพ อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์จากงานวิจัยก็ได้สะท้อนว่า ปัจจัยทุกอย่างล้วนมีส่วนซ้ำเติมให้เด็กขาดพัฒนาการที่เหมาะสม ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของ TRSR จึงเป็นการสำรวจและจัดการข้อมูล เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ยกระดับครูในการจัดกิจกรรมให้เด็กได้คิด ได้ลงมือทำ และอีกประเด็นหนึ่งที่ยังได้รับการพูดถึงน้อยมาก คือการเข้าไปพัฒนาคุณภาพการเลี้ยงดูร่วมกับผู้ปกครอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-48eb24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับคุณภาพห้องเรียนปฐมวัยด้วย On-Site Training</strong></h2>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ผลจากงานวิจัย TSRS มีส่วนอย่างมากต่องานยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กปฐมวัย โดยหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ควรกล่าวถึง คือการอบรมครูปฐมวัยแบบ On-Site Training ที่เน้นการฝึกปฏิบัติตามแนวทางที่เจาะจง (High Scope ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์) พร้อมมีแผนการสอนที่ละเอียดประกอบ ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กปฐมวัยมีความพร้อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความเข้าใจในการฟังและการต่อรูปในใจ</p>



<p>“ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 มีการนำหลักสูตร On-Site Training ไปทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นงานวิจัยแบบ randomized control trial หรือการทดลองแบบสุ่ม โดยมี ‘กลุ่มทดลอง’ และ ‘กลุ่มควบคุม’ โดยใช้วิธีจับสลากเชิญครูจากโรงเรียนกลุ่มหนึ่งเข้ามาฝังตัวเป็นกลุ่มทดลองในศูนย์อบรมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจัดให้ครูเหล่านี้ทำกิจกรรมเติมทักษะที่หลากหลายโดยเจาะจงวิธีการและผลลัพธ์ จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มาทาบวัดกับครูจากกลุ่มโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าอบรม หรือกลุ่มควบคุม ว่ามีความแตกต่างอย่างไร&nbsp;</p>



<p>“ผลปรากฏว่า ครูจากโรงเรียนในกลุ่มทดลองมีค่าของการสอนที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในทุกการทดสอบ ซึ่งถือว่าตรงตามสมมติฐานที่คณะวิจัยพยากรณ์ไว้ เนื่องจากในการทำกิจกรรมแบบ plan do view หรือเป็นการจัดชั้นเรียนตามคำแนะนำ ครูได้ส่งเสริมให้เด็กวางแผน มีการเล่นและทำงานกิจกรรมร่วมกัน และในขั้นสุดท้ายเด็กจะต้องสะท้อนผลด้วยตัวเอง ทำให้เด็กในความดูแลของครูในกลุ่มทดลอง ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการทักษะด้านการฟังและใช้ภาษาตลอดเวลา ผลทดสอบจึงออกมาว่า เด็กกลุ่มนี้มีทักษะทั้งสองด้านที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p>“อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำควบคู่กันคือ ให้ครูอ่านหนังสือให้เด็กฟัง และส่งเสริมให้เด็กยืมนิทานกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านให้ฟังที่บ้าน แล้วกลับมาแลกเปลี่ยนในห้องเรียน ซึ่งเมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งแล้วทำการวัดผล พบว่า เด็กมีทักษะด้านความเข้าใจในการฟังและต่อรูปในใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>“บทเรียนที่ได้จากงานวิจัยนี้ถือว่าสอดคล้องกับในหลายประเทศทั่วโลก ว่าการพัฒนาครูในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ไม่มีทักษะสูงมาก ถ้าเราชี้ชัดเจาะจงในเป้าหมาย กระบวนการ มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ พร้อมมีแผนการสอนรายวันและรายสัปดาห์กำกับ จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการสอนได้ดีขึ้น และเกิดผลลัพธ์กับเด็กเร็วขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b36aea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนการยกระดับการดูแลในครอบครัว รศ.ดร.วีระชาติ เผยว่า จากผลสำรวจที่ชี้ว่ามีครัวเรือนราว 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีหนังสือนิทานอยู่ที่บ้าน อันเป็นผลสืบเนื่องต่อมาว่ามีผู้ปกครองกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เคยอ่านหนังสือให้เด็กฟังเลย ซึ่งบ่งบอกว่าหลายครอบครัวขาดความพร้อมและยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของกิจกรรมการอ่าน สิ่งที่ตามมาคือการทดลองทำงานใน 8 จังหวัด ของคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กสศ. ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและทำกิจกรรมกับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อสร้างความมั่นใจและพัฒนาทักษะการทำกิจกรรมในครอบครัว ซึ่งผลลัพธ์จากกิจกรรมจะประเมินในช่วงปี 2567</p>



<p>ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED กล่าวถึงก้าวย่างต่อไปของงานวิจัย Thailand School Readiness Survey ว่า หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการทำความสะอาดข้อมูล (data cleaning) จัดทำรายงานผล ส่งต่อข้อมูล และประชุมแนะแนวทางการใช้ประโยชน์จาก TSRS ในระดับจังหวัด เพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในแต่ละพื้นที่ โดยทีมวิจัยและ กสศ. ยินดีที่จะทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับจังหวัดต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-291023/">พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-251023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Oct 2023 11:53:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73897</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากโควิด-19 และเงินเฟ้อเป็นตัวเร่งสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้รุนแรงขึ้น รายได้ครัวเรือนแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เหลือ 34 บาทต่อวัน น้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนในระดับนานาชาติถึงวันละ 80 บาท</strong></p>



<p><strong>ชี้ไทยกำลังเผชิญหน้าความท้าทายในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยจากการสำรวจล่าสุด พบว่าทุนมนุษย์ในเด็ก เยาวชนวัยแรงงานตอนต้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ระดับปฐมวัยมีความพร้อมด้านคณิตและทักษะการฟังลดลง ขณะที่ผลศึกษาเยาวชนวัยแรงงานช่วงต้น (ม.3) สูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ มีการประเมินว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทักษะ Soft Skill 7 ด้านของเด็กจากครัวเรือนยากจนมีความถดถอยกว่าเดิม 30-50 % แนะประเทศไทยวางนโยบายและทรัพยากรใหม่ในการจัดการศึกษายุติวงจรยากจนข้ามรุ่น&nbsp; โดย กสศ.เสนอออกแบบ “ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” ใหม่ ยุติวงจรยากจนข้ามรุ่น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4caa26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566&nbsp; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี “Equity Forum 2023 ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 และผลงานวิจัย รวมถึงข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp;นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566&nbsp; โดยชี้ว่า </strong>ปี 2566&nbsp; หลังจากสถานการณ์โควิด-19&nbsp;เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่&nbsp; สถานการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิม&nbsp; ถ้าหากเราไม่ช่วยเหลือ ดูแลเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางเหล่านี้&nbsp; ประเทศไทยอาจมีการฟื้นตัวเป็น<strong>ลักษณะ K-Shaped</strong> (K-Shape Recovery) หมายถึง<strong>ช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่าจะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b1bd41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยจากการเรียนรู้ได้มากกว่า และเด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ (Lost Generation) หลักฐานเรื่องนี้ ยืนยันจากข้อค้นพบ ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ<strong> </strong>&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มยากจนด้อยโอกาส ”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนไป ในบริบท และเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือปล่อยให้เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า  นอกจากนี้อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เราจะเหลือเด็กเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุกๆ ปี ทุกๆ วัน</p>



<p>“เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13  จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df5784"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d8f80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการกสศ.ชี้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40% เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายในปี 2579 ของไทย ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ จากการประเมินขององค์การ UNESCO พบว่าหากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถึง 3%”&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 <strong>ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน</strong> โดย <strong>กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน</strong>   </p>



<p>เด็กกลุ่มนี้ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ ความเป็นอยู่ของเด็กแร้นแค้น สภาพบ้านเข้าข่ายทรุดโทรม ไม่มีค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และ<strong>ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 1,250 บาทต่อเดือน ในปี 2562 พอถึงปี 2566&nbsp; กลับลดลงเหลือ 1,039 บาทต่อเดือน หรือวันละ 34 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 5 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติ 2.15 ดอลลาร์ต่อวันหรือวันละประมาณ 80 บาท</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-170c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. ชี้ว่าจากการติดตามข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562&nbsp; จนถึงปี 2566 มีข้อค้นพบ ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>1.ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็น้อยลงเรื่อยๆ&nbsp; ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ</strong>&nbsp; <strong>(21,921 คน หรือ 12.46%)&nbsp; ต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศมากกว่า 2&nbsp; เท่า</strong>&nbsp;</p>



<p>และ <strong>2.ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด</strong> เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน ค่าเดินทางมาสมัครเรียน หรือการเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ</p>



<p><strong>เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านด่านที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากจนต้องยอมแพ้ไม่เรียนต่อในที่สุด เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยคิดเป็น 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200 บาท-29,000 บาท</strong>  กสศ. ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียนยากจนพิเศษที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS พบว่า <strong>“ทุนการศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจเรียนต่อ”</strong> ขณะที่<strong>ค่าใช้จ่าย TCAS ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเรียนยากจนพิเศษ</strong> การสมัคร TCAS แต่ละรอบ/สาขา หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-007d64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) รายงานความพร้อมของเด็กปฐมวัยในการเข้าสู่ประถมศึกษา หรือ School Readiness Survey  (SRS) ชี้ว่า </strong>ความพร้อมด้านการอ่านและคณิตบางมิติของเด็กปฐมวัย ยังน่าเป็นห่วง ควรเร่งช่วยเด็กที่มีปัญหาก่อนสายเกินแก้ เพราะความพร้อมนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะเรียนในระดับประถมได้ดีแค่ไหน โดยการสำรวจสถานะความพร้อมเด็กปฐมวัยที่เรียนอยูในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างปีการศึกษา 2562-2565 ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในระดับหมวดย่อยของทักษะด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่น่ากังวลมาก เช่น ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ มีจังหวัดจำนวนมากที่มีระดับความพร้อมด้านการต่อรูปในใจต่ำมากร้อยละ 15 ส่วนด้านภาษาพบว่า ความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังอยู่ในระดับที่น่ากังวล มีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศถึงร้อยละ 25 ที่มีความเข้าใจในการฟังต่ำมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-983680"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO6.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราควรโฟกัสเด็กที่ไม่พร้อม (Low-Readiness Children) โดยเฉพาะ เด็กที่ขัดสน มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่า ควรให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น High Marginal Returns)”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอ รายงานความพร้อมทุนมนุษย์ในเยาวชนแรงงานช่วงต้น  (Career Readiness Survey)  ระบุว่า </strong>เครื่องมือนี้สำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนกว่า 5,200 คน ใน 26 จังหวัด ทั้งหมด 246 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 156 โรงเรียน และโรงเรียนประเภทอื่นๆ จำนวน 91 โรงเรียน <strong>พบว่าทั้งหมดเกิดการสูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ (Career Readiness Loss) จากการประเมิน Soft Skill ทั้ง 7 ด้าน</strong>ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์  ทักษะทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก  ทักษะการแก้ปัญหาทักษะความร่วมมือกัน ทักษะความฉลาดทางอารมณ์  ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล  <strong>ผลที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ลดลงถึง 30-50% โดยกลุ่มที่มีคะแนนทดสอบต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนยากจน </strong> <strong>ถ้าเป็นเด็กในโรงเรียนมัธยมทั่วไปจะลดลง 5-15%</strong>  <strong>ดังนั้นถ้าเด็กยากจนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะมีชีวิตที่ลำบากมาก  “นี่เป็นสภาพของเด็กที่จะเจอปัญหาหนักที่สุด แต่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาต่ำที่สุด”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17bf20"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef24cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา<br>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.เกียรติอนันต์ ยังระบุว่า&nbsp; ถ้านำข้อมูลเรื่องความสำเร็จในตลาดแรงงานมาวิเคราะห์จะพบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีแรงผลักดันเพียงพอทำให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยขยับได้จริงๆ เราต้องส่งทุกคนให้จบ ปวส. หรือมีทักษะเทียบเท่าคนจบ ปวส. ถ้าต่ำกว่านี้ เด็กจะไม่หลุดจากกลุ่มก้อนทักษะทุนมนุษย์ระดับล่าง&nbsp; ซึ่งอาจจะเป็นการยกระดับทักษะให้เทียบเท่า</p>



<p>สำหรับรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพร้อมข้อเสนอนโยบายฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ที่ <a href="https://www.eef.or.th/publication-28816/" target="_blank" rel="noopener" title="ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ">ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
