<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Equity Forum 2025 | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/equity-forum-2025/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 03 Mar 2025 09:50:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Equity Forum 2025 | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หนุนรื้อระบบจัดสรรเงินอุดหนุนโรงเรียนแต่ละขนาด ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Feb 2025 09:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90937</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงราย และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120225/">หนุนรื้อระบบจัดสรรเงินอุดหนุนโรงเรียนแต่ละขนาด ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร</strong> ได้เปิดมุมมองเกี่ยวกับนโยบายทิศทางความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทยในปี 2568 ในงาน Equity Forum 2025 การสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 หัวข้อ <em>“ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา”</em> โดยเริ่มจากการพูดถึง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน ซึ่งใช้มานานกว่า 25 ปี ที่จำเป็นต้องปรับให้ทันสมัย พร้อมยอมรับถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในด้านพื้นที่ ความห่างไกล และสภาพการณ์ที่ไม่เคยลดช่องว่างลง ทำให้เกิด <em>“ช่องว่างทางการศึกษา”</em> เพิ่มขึ้นตามมา</p>



<p>ดร.เทอดชาติ กล่าวถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่ตนอายุ 28 ปี ขณะเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านนอกที่มีครูเพียง 2 คน และอาคารไม้หนึ่งหลัง ซึ่งภาพของโรงเรียนแบบนั้นยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p><strong>“ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือช่องว่างทางรายได้และทรัพย์สินที่มีผลต่อคุณภาพการศึกษาของประชาชน ซึ่งเรายังไม่สามารถลดช่องว่างนี้ได้ นี่คือภาพของสังคมไทยที่เราต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d0d8f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-มุมมองนโยบาย-ดร.เทอดชาติ-ชัยพงษ์ai.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในประเด็นงบประมาณที่ลงไปยังสถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษา ดร.เทอดชาติกล่าวว่า งบประมาณที่จัดสรรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากสามารถกระจายอำนาจไปยังหน่วยปฏิบัติงานได้ จะช่วยลดปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณได้ เขายังพูดถึงปัญหาทางโครงสร้าง ทั้งด้านสังคมและโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณที่แตกต่างกัน จึงต้องหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหานี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“เราเห็นปัญหานี้มานาน ซึ่งตอนนี้สำคัญว่าเราทุกฝ่ายจะช่วยกันอย่างไร”</strong></h3>



<p>ดร.เทอดชาติ เน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างของทรัพยากรในสถานศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกลที่ยังคงได้รับทรัพยากรไม่เท่ากับโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง นอกจากนี้ในภาวะปัจจุบันที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเด็กน้อยลง จึงมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณที่ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นในการประชุมคณะกรรมาธิการการศึกษา จึงมีการเสนอให้ตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยคำนึงถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนที่เหมาะสมสำหรับโรงเรียนต่างขนาด</p>



<p><strong>“คณะกรรมาธิการการศึกษา มีการขอเสนอให้ตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยตั้งต้นที่หาทางคำนวณการจัดสรรเงินอุดหนุนให้เหมาะสมกว่าเดิม ซึ่งต้องทำให้เป็นโมเดลที่ชัดเจนสำหรับวิธีการจัดสรรเงินสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยต้องคำนึงถึงความต้องการครู สื่อการเรียนรู้ และงบประมาณสำหรับกิจกรรมโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ภาครัฐมีแนวทางรองรับที่ตรงจุด”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1442fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-มุมมองนโยบาย-ดร.เทอดชาติ-ชัยพงษ์ai.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา ดร.เทอดชาติกล่าวว่า <strong>“จำเป็นต้องมีการรื้อระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด”</strong> โดยต้องใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้เรียน รวมถึงการบริหารงบประมาณเพื่อให้สามารถส่งมอบงบประมาณได้ถึงสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังต้องปรับการจัดการเรียนรู้ให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งให้ครูได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และหน่วยจัดการศึกษาต้องสามารถบริหารหลักสูตร บริหารจัดการงบประมาณ และเลือกแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ได้เองด้วย</p>



<p>“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ เราต้องมีระบบที่ช่วยประคองส่งต่อเด็ก ให้สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย และต้องมีวิธีการวัดผลที่เหมาะกับผู้เรียน เพื่อการจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ต้องได้รับความสำคัญ มีเส้นทางให้พัฒนาตัวเองโดยที่ไม่สร้างภาระต่อภารกิจหลัก&nbsp;</p>



<p>“เหล่านี้คือสิ่งที่ต้องแก้ไข ต้องเปลี่ยนวิธี ซึ่งการกระจายอำนาจให้ผู้ที่อยู่หน้างานที่เผชิญปัญหาจริงได้มีทรัพยากรที่เหมาะสม จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ในภาพรวมแล้วหมายถึงกระบวนการการเรียนการสอนจะต้องปรับครั้งใหญ่ เพื่อวางรากฐานยุทธศาสตร์ประเทศไทยไปสู่อนาคต”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120225/">หนุนรื้อระบบจัดสรรเงินอุดหนุนโรงเรียนแต่ละขนาด ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-0802225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 11:45:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เล่างานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90753</guid>

					<description><![CDATA[<p>▪️ในฐานะที่เป็นภาครัฐ มองว่า “งบประมาณ” สำคัญอย่างมากกั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0802225/">แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในฐานะที่เป็นภาครัฐ มองว่า “งบประมาณ” สำคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp; ที่ผ่านมางบประมาณส่วนใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ กระจุกตัวอยู่ที่ด้านบุคลากรถึง 85% ในขณะที่ในด้านการพัฒนาเด็กนั้นมีเพียง 15% ส่งผลให้นโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนไม่เพียงพอ เช่น เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในด้าน “คุณภาพการเรียนรู้” หลักสูตรแกนกลางมาตรฐานการศึกษาล้าสมัย&nbsp; สนใจเพียงว่า “ผู้เรียนจำอะไรได้” มากกว่า “ทำอะไรได้”&nbsp; ทำให้คุณภาพของผู้เรียนไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในเชิงระบบ ยังพบว่ามีเด็ก Dropout จำนวนมากยังขาดแรงจูงใจในการเข้าเรียนในระบบ เนื่องจากมองไม่เห็นว่าการศึกษาจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างไร</p>



<p style="font-size:14px">ทั้งหมดนี้ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อค้นพบและทิศทางนโยบายสำคัญ ในเวทีวิชาการ Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดังนี้</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[1] เพิ่มงบประมาณในส่วนพัฒนาผู้เรียน 15% ให้สูงขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษา และหาแนวทางในการบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime” ที่ก่อให้เกิดภาระทางงบประมาณน้อยที่สุด กล่าวคือ ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลมาก</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[2] ปรับหลักสูตรแบบยกเครื่อง (Major Change)&nbsp; เปลี่ยนจากหลักสูตรที่เน้นการท่องจำให้กลายเป็นหลักสูตรที่เน้นการทำได้ เช่น หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรม (Activity-based Learning) สำหรับเด็กประถมศึกษาที่หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาเข้าด้วยกัน</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[3] ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพของเด็ก Dropout เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผล บริบทแวดล้อม หรือสภาพปัญหา เพิ่มเติมจากการค้นหาข้อมูลเชิงปริมาณ เพื่อนำผลที่ได้ไปออกแบบแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับรายบุคคล</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ </strong>เปิดมุมมองนโยบาย <strong>‘ทิศทางความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทย ปี 2568’</strong> ในงาน <strong>Equity Forum 2025 การสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 </strong>ในหัวข้อ <strong>ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>ว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่ เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งต้องยอมรับว่าแม้กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูง แต่งบประมาณส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับเรื่องของบุคลากรการศึกษา </p>



<p>“เด็กไทยมีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ คือความเหลื่อมล้ำเรื่องคุณภาพของการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่ยังทำได้ไม่เท่ากัน ทั้งยังมีงบประมาณจำกัด โดยนโยบายเรียนดีมีความสุข เราผลักดันด้วยความเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมที่ดี บรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี จะอำนวยให้ผลการเรียนดีด้วย จึงพยายามทำผ่านมาตรการหลายทาง เช่น จากผลสำรวจพบว่าเด็ก 90% อยากให้ปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน ก็มีการจัดสรรงบประมาณไปปรับปรุง แต่เมื่อทำแล้วก็กระทบกับงบประมาณปรับปรุงอาคารเรียน ทั้งนี้ในแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราเหลืองบประมาณในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยู่แค่ประมาณ 15% เท่านั้น ส่วนอีก 85% เป็นเงินที่จัดสรรไปใช้จ่ายเรื่องบุคลากร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb67da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ด้วยงบประมาณที่จำกัด กระทรวงศึกษาธิการต้องบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยจะแบ่งการทำงานกับนักเรียน 2 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มที่เรียนเพื่อความเป็นเลิศ และสองคือกลุ่มที่เรียนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต</p>



<p>“ในกลุ่มที่เรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการพยายามสร้างแนวทางและช่องทางอัพสกิล ให้เด็กสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ รวมถึงหาทางที่จะช่วยให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่ตรงกับบริบทชีวิตมากขึ้น จึงมีนโยบายเช่นธนาคารหน่วยกิต หรือนำเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อให้เรียนรู้ได้จากทุกที่ ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งปรับการเรียนการสอนให้เป็น ‘Personalize’ หรือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการแต่ละบุคคลมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“ขณะเดียวกันยังมีคำถามเจาะจงไปที่ตัวหลักสูตรว่าดีพอหรือไม่ ซึ่งอาจอธิบายด้วยคำถามในทางกลับกัน ว่าทำไมถึงมีเด็กที่เรียนหลักสูตรเดียวกันนี้ และสามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความเป็นเลิศได้ ประเด็นนี้เราจำเป็นต้องมองไปที่รายละเอียด ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือเด็กหลังห้องเรียนไม่ทันเด็กหน้าห้อง ดังนั้นการพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปแบบ Personalize&nbsp; มากขึ้น และจะทำให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสเข้าถึงระดับความรู้ตามความเหมาะสม รวมถึงช่วยส่งเสริมความสามารถในการรับรู้-เข้าใจได้มากขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91bd7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาปรับหลักสูตรแกนกลาง หลังจากที่ผ่านมาได้เดินหน้าปรับไปแล้วเป็นบางส่วน โดยปี 2568 นี้ อาจได้เห็นการปรับหลักสูตรสำหรับเด็กชั้นประถมที่จะไม่มีกลุ่มสาระวิชา แต่เน้นเรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นตัวตั้ง เพื่อส่งเสริมการเรียนต่อตามความสนใจและความถนัดของเด็กแต่ละคน และเมื่อปรับหลักสูตรแล้ว ก็จำเป็นต้องปรับแนวทางการวัดประเมินผลที่สอดคล้องกับการวัดฐานสมรรถนะมากขึ้น คือเป็นการทดสอบที่มุ่งให้ความสำคัญกับการนำไปใช้มากกว่าท่องจำ&nbsp;</p>



<p>“ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการจะนำเทคโนโลยีหลายอย่างมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล และจะให้คำแนะนำรายโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ส่วนเรื่องเด็กออกกลางคัน การทำงานที่ผ่านมาทำให้เราตระหนักว่าแม้จะค้นหาตัวเด็กเจอ แต่ต้องยอมรับว่าเหตุผลของการหลุดออกจากระบบการศึกษาของแต่ละคนนั้นแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเราจะแก้ปัญหาโดยใช้สูตรสำเร็จไม่ได้ นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า เด็กออกกลางคันส่วนใหญ่ไม่ได้อยากกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนปกติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบท เช่นเราเจอเด็ก 3,000 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 3,000 คนจะอยากกลับมาเรียนทั้งหมด เพราะเราจะพบว่าอาจมีเด็ก 2,000 คนที่ปฏิเสธการกลับเข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าข้อแม้ของแต่ละคนคืออะไร และถ้าเด็กปฏิเสธการกลับเข้าเรียนในระบบ เราจะออกแบบการศึกษาเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0802225/">แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-070225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 10:45:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[PTBS]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90721</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้มีการนำเสนอข้อค้นพบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติคุณภาพ&nbsp; จากงานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong> นำเสนอข้อมูลจากผลลัพธ์งานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand) ที่แสดงให้เห็นมิติการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ว่าการจะยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระยะยาว จำเป็นต้องมองไปที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา โดยทำให้เด็กเข้าถึงโอกาสและได้รับการเติมเต็มทรัพยากรอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ RIPED ได้ทำร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเป็นการทดสอบ <strong>The PISA-Based Test for Schools (PTBS) </strong>ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเรียนอายุ 15 ปีใน 150 โรงเรียนจาก 15 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 ด้วยแบบทดสอบที่กำหนดโดย OECD อันเป็นมาตรฐานเดียวกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ‘PISA’ ซึ่งผลทดสอบที่ได้รับถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในเชิงลึก และทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจติดตามมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b889ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเก็บข้อมูลครั้งนี้ เราได้จากการทดสอบเด็กนักเรียนในช่วงชั้น ม.3-ม.4 จำนวน 5,683 คน มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังได้นำเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง (EF Guidline) มาใช้ร่วมด้วย โดยสำหรับแบบทดสอบ PBTS ที่แม้วัดผลเฉพาะเด็กในระเทศไทย แต่ผลทดสอบถือว่าเทียบเคียงมาตรฐานได้กับ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับสากล ผลการทดสอบครั้งนี้จึงสามารถเทียบเคียงคะแนนกับผลสอบของประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db9e65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ ได้ยกผลทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยมีผลการทดสอบ PBTS ที่ได้คะแนนต่ำกว่า PISA อยู่มาก ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือ ‘กลุ่มทดสอบ’ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนซึ่งได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ และในอีกด้านหนึ่ง หากเทียบกับผลทดสอบ PISA ครั้งล่าสุด (2022) พบว่าเด็กทั่วโลกเองก็ได้คะแนนต่ำลง จากปัญหาที่สะสมเรื้อรังมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ความน่าสนใจของแบบทดสอบ คือการแบ่งทักษะของเด็กออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Level1 คือทักษะพื้นฐานที่เด็กทำได้ทุกคน แล้วจึงไล่ไปสู่ทักษะที่ยากขึ้น โดยใน Level 4-6 จะเป็นทักษะการคิดแก้ปัญหาขั้นสูงที่มีความซับซ้อน เป็นนามธรรม ท้าทายต่อความไม่คุ้นชิน ซึ่งคือหัวใจของแบบทดสอบ PISA ที่ไม่ได้วัดแค่ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ยังมุ่งไปที่การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96a321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/03-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a57c5b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เมื่อมองที่การวัดสมรรถนะในภาพรวม จะเห็นว่า<strong>เด็กไทยที่มีคะแนนสอบในขั้นสูง (Level 4-6) มีเพียงไม่กี่คน กลับกันกลุ่มที่ทำคะแนนได้แค่ระดับพื้นฐาน (Level 1-2) นั้นมีจำนวนมาก</strong> ซึ่งหากมองในเชิงนโยบายแล้ว จะเห็นว่าแบบทดสอบกำลังชี้ไปที่<strong>การทำงานกับกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเราจะลดจำนวนของคนที่มีสมรรถนะระดับพื้นฐานลง แล้วเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีสมรรถนะขั้นสูงได้อย่างไร</strong> <strong>โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าโลกอนาคตอันใกล้จะยิ่งมีความซับซ้อน และเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาที่ไม่คุ้นชินยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการให้เวลา โอกาส และเติมเต็มด้านทรัพยากรกับเด็กกลุ่มแรก จึงเป็นการทำงานที่ตรงกับโจทย์ปัญหาที่สุด”   </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1bf650"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-739e81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการทดสอบ PBTS ที่หากดูผิวเผินเหมือนจะสะท้อนว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ดีกว่าจะทำคะแนนได้สูงกว่าเสมอ ซึ่งหมายถึงว่าเศรษฐฐานะหรือรายได้ครัวเรือนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงวัย 15 ปี อย่างไรก็ตาม <strong>งานวิจัยในขั้นต่อมากลับแสดงผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เมื่อมีการนำข้อมูลการสอบ O-NET ในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาร่วมพิจารณา</strong></p>



<p>โดยสารที่สำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ในวิธีการจับคู่กลุ่มตัวอย่างที่เรียกว่า Regression Analysis ซึ่งจะ<strong>นำผลสอบ O-NET ที่เด็กทำได้ตั้งแต่ช่วง ป.6 มาเป็นตัวแปร จนพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงอายุ 15 อาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ปัจจุบัน</strong> <strong>แต่เป็นการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรในช่วงเวลาที่อายุน้อยกว่านั้น คือปฐมวัยหรือประถมศึกษา โดยหลักฐานทางอ้อมของข้อสังเกตนี้ คือการขาดทรัพยากรในช่วงอายุยังน้อย ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของสมรรถนะที่วัดผลได้ในช่วงอายุ 15 ปี</strong></p>



<p>“<strong>หลักฐานหนึ่งที่อาจนำเราไปสู่นโยบายการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา</strong> คือเมื่อเราใช้วิธีที่เรียกว่า Regression โดยตัดตัวแปรอื่น ๆ เช่นความรวยความจนหรือความต่างของเพศ แล้วเทียบวัดกันเฉพาะคู่เปรียบเทียบที่มีบริบทใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คือผลสอบ O-NET ในช่วง ป.6 จะพบว่า ความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนอายุ 15 เป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ในตอนท้าย กล่าวคือ<strong>แม้ในเด็กกลุ่มยากจนพิเศษที่มาจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่หากมีผลคะแนนสอบ O-NET ที่ดีตั้งแต่ตอน ป.6 เด็กคนนั้นจะมีผลทดสอบ PBTS ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าได้เมื่ออายุ 15 ปี (ม.3-ม.4)</strong> ซึ่งข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า<strong>การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ย่อมไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่คือจะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้มากที่สุด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ddc12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/07-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7518f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“<strong>การ Regression โดยใส่คะแนน O-NET เข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เราก้าวข้ามการเปรียบเทียบกลุ่มเป้าหมายโดยโฟกัสเฉพาะความจนความรวยในช่วงวัย 15 ปี แต่เป็นการเทียบระหว่างเด็กที่มีผลคะแนน O-NET เมื่อตอน ป.6 อยู่ในระดับเดียวกัน</strong> ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กคนหนึ่งอาจมาจากครอบครัวยากจน ส่วนเด็กอีกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แล้วเราจึงมาดูว่ามันมีผลมากน้อยแค่ไหนในสามปีถัดมาของชีวิต ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเปรียบด้วยเกณฑ์นี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นในคะแนน PBTS ล้วนเป็นผลที่ตามมาตั้งแต่ ป.6 ดังนั้นสรุปได้ว่า<strong>ทักษะที่เด็กแต่ละคนสะสมมาจนถึงชั้น ป.6 คือสิ่งที่นำมาซึ่งความแตกต่างในตอนสอบ PISA </strong>โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเจาะลึกลงไปที่ลักษณะของข้อสอบ PBTS หรือ PISA จะยิ่งเห็นว่าโจทย์คำถามนั้นไม่ได้มุ่งไปที่ความรู้ในระดับสูงหรือความรู้ในชั้นมัธยม แต่สิ่งที่ข้อสอบต้องการคือการทำความเข้าใจความซับซ้อนของชุดความรู้ในระดับประถมศึกษา และทั้งหมดนี้เท่ากับว่า<strong>คะแนนของเด็กที่ทำได้แค่ระดับพื้นฐานในช่วงอายุ 15 กำลังแสดงให้เห็นว่าฐานความรู้ของเขามีปัญหามาตั้งแต่ระดับชั้นประถม”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb958c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/09-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b83ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงความน่าสนใจของการทดสอบ PISA หรือ PBTS อีกว่า “ในการทดสอบทุกครั้งจะมีการสอดแทรกแบบสอบถามเกี่ยวกับบรรยากาศห้องเรียน หรือรูปแบบของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากต่อการแสดงภาพรวมของการจัดการเรียนรู้ จึงคิดว่าหากการสอบ O-NET ปรับให้มีแบบสอบถามเพิ่มเข้าไปด้วย ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อเท็จจริงที่จะช่วยในการปรับปรุงห้องเรียนโดยรวมสำหรับเด็ก ๆ ได้อีกมาก</p>



<p>“อยากชี้ให้เห็นว่างานวิจัยซึ่งได้จากผลทดสอบ PBTS ของเด็กไทยวัย 15 ปีราวห้าพันคน ได้ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจที่มาที่ไปของคะแนนสอบ PISA ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณี<strong>ความแตกต่างของเส้นทางการเรียนรู้ ที่ก่อรูปร่างมาตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถึงประถมศึกษา และเป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คิดว่าจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้นด้วย</strong>”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7ebcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6441a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-132a8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17dd4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0addd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/15.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d97f63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/16.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a617d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/17.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระชาติ ได้เสนอข้อสรุปจากการทำงานวิจัยไว้ 4 ข้อดังนี้&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนโดยเน้นความสำคัญที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ลงทุนพัฒนาเด็กกลุ่มที่ทำผลสอบ PBTS ได้ในระดับพื้นฐาน (Level 1-2) โดยสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่าง ๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ ก็หมายถึงความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาในภาพรวม การลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ</li>



<li style="font-size:16px">การสอบเชิงวิชาการ (O-NET, NT, RT ฯลฯ) ควรเพิ่มข้อคำถามที่ไม่ใช่ข้อสอบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้</li>



<li style="font-size:16px">งานวิจัยชิ้นนี้คือหนึ่งในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลเข้าหากันได้ แม้อาจยังไม่พบคำตอบว่าจะลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างไร แต่อย่างน้อยเราจะเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li>
</ol>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ สรุปว่า  <strong>“ณ วันนี้เรายังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าผลทดสอบ PISA หรือการสอบ O-NET สิ่งไหนจะพยากรณ์ความสำเร็จในชีวิตของเด็ก ๆ ได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายการศึกษานั้นอาจไม่ได้สำคัญที่การยกระดับคะแนน แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งมีต้นทุนมนุษย์ เพื่อประสบความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘คะแนน’ ก็สำคัญในแง่ของการ ‘วัดไข้’ เช่นเดียวกับถ้าหมอไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ก็วัดไข้ไม่ได้ แล้วก็ประเมินอาการไม่ถูก จึงหวังว่าการเชื่อมโยงข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ จะเป็นเสมือนกระบวนการหนึ่งของการวัดไข้ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยได้ในอนาคต”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7610b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/18.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาเสมอภาค เพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ พาไทยสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างไร : ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-070225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 08:10:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เล่างานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90674</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070225/">การศึกษาเสมอภาค เพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ พาไทยสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างไร : ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>เปิดสถานการณ์และข้อค้นพบที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยปี 2568 ในงาน ‘Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา’ โดยระบุว่าโจทย์การศึกษาของไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงระบบที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาด้านความเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ที่ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ จากอัตราประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงทุกปี โดยข้อมูลระบุว่าปี 2567 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยเพียง 461,421 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของประชากรวัยแรงงาน ทั้งมีแนวโน้มว่าอัตราการเกิดจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กำลังกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชากรวัยแรงงานมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9f5e13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกกับสังคมไทยว่า เราไม่สามารถปล่อยให้เด็กหลุดไปจากเส้นทางการศึกษาและการเรียนรู้ได้เลยแม้แต่คนเดียว เพราะอัตราการเกิดที่ลดลงทุกปีคือโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภาพโดยรวมหรือ Total Productivity ของกำลังแรงงานไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันหากเด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ ก็จะช่วยเพิ่มผลิตภาพของกำลังแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ</p>



<p>“คำถามสำคัญของการศึกษาไทยวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนไทยมีผลิตภาพหรือ Productivity เพิ่มสูงขึ้น เพื่อช่วยให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่ง ‘การศึกษาที่เสมอภาค’ จะเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหาแนวทางในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพ สามารถยกระดับรายได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b4e32"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับอนาคต โดยทำให้การเติบโตของเด็กไทยสามารถเชื่อมโยงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ&nbsp; ซึ่งความหวังในการจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง คือประเทศไทยต้องเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 5% ต่อปีหรือในระหว่างปี 2559-2579 ประชากรจะต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า 38,000 บาทต่อเดือนเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7.6% ต่อปี แต่ในระหว่างปี 2553-2562 เศรษฐกิจไทย เติบโตเฉลี่ยเพียง 3% เท่านั้น ยิ่งเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์โควิด-19 การเติบโตในช่วงปี 2563-2567 ก็ลดลงมาเหลือเพียง 1.6% ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ได้สำเร็จ คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้เกือบ 3% ในระยะยาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eab306"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-635974"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08ef62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08fe65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าเราสามารถสนับสนุนให้น้อง ๆ เยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาในตอนนี้กลับมาอยู่บนเส้นทางการเรียนรู้ และจบการศึกษาภาคบังคับหรือชั้น ม. 3 ได้ เขาจะเป็นคนแรกของครอบครัวที่มีวุฒิสูงกว่าระดับประถมศึกษา และอาจเขยิบไปไกลได้ถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นปัจจัยสำคัญของการหลุดพ้นจากวงจรความยากจน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5b4cea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e5705b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-747d73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ea735"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4abc9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการทำงานรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘การจัดการเชิงพื้นที่’ ซึ่งถ้าเราดูจากข้อมูลว่าจังหวัดใดที่มีเด็กยากจนพิเศษอยู่มาก ผู้นำท้องถิ่นจะสามารถนำไปบริหารจัดการ และมีมาตรการช่วยเหลือประชากรกลุ่มนี้ได้ตรงจุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e22976"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e07c9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทั้งนี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 ที่ได้จากการเชื่อมโยงและจัดทำข้อมูลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 21 สังกัดเป็นประจำทุกปี พบว่ามีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาทั้งสิ้น 982,304 คน ในจำนวนนี้ได้รับการพากลับสู่ระบบแล้วจำนวน 304,082 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กก่อนวัยเรียนที่เพิ่งเข้าสู่การศึกษาระดับปฐมวัย นอกจากนี้ข้อมูลที่เชื่อมโยงจากสังกัดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันเป็นครั้งแรก ยังทำให้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังทยอยเข้าสู่ระบบการศึกษาผ่านมาตรการ Thailand Zero Dropout ขณะที่เด็กเยาวชนบางส่วนยังไม่สามารถกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ เนื่องด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในชั่วข้ามคืน ซึ่งมีจำนวน 32,984 คน หรือคิดเป็น 20% ที่จัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษซึ่งไม่พบข้อมูลการศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ส่วนอีก 80% หรือ 132,601 คน เป็นนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า สำหรับปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษซึ่งศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 จำนวน 22,345 คน หรือคิดเป็น 13.49% ข้อมูลสำคัญคือการติดตามข้อมูลการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS ปี 67 ที่พบว่า เด็กนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่ศึกษาในชั้น ม.3 เมื่อปี 2563 มีเพียงร้อยละ 10 คนเท่านั้น ที่สามารถฟันฝ่าไปจนถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าถึงสองเท่าของค่าสถิตินักเรียนทั้งประเทศ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05307c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-16.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-301532"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-17.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6dac4e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-18.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การทำงานผ่านมาตรการ Thailand Zero Dropout เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ทั้งในมิติของการป้องกันและช่วยเหลือ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และช่วยเติมเต็มศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน</p>



<p>“ในการสร้างความความเสมอภาคทางการศึกษา มีกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษาอยู่แล้วซึ่งมีอยู่ประมาณ 2-3 ล้านคน ที่เราจะต้องป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาออกมาเพิ่ม ขณะเดียวกันเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาอีกประมาณ 9 แสนกว่าคน ก็จำเป็นต้องพยายามดึงกลับเข้ามาในระบบการศึกษาให้ได้ โดย กสศ. ได้ MOU ร่วมกับ 11 หน่วยงานในการทำงานตามมาตรการ Thailand Zero Dropout ซึ่งข้อเสนอแรกคือในเมื่อเรามีข้อมูลตัวเลข 13 หลักของเด็กอยู่แล้ว หากใช้ API: Application Programing Interface ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมต่อโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์จำนวนมาก มาช่วยลำดับข้อมูลเด็กใน Thailand Zero Dropout ไปยังทุกกระทรวงที่ที่มีความเชี่ยวชาญและมีทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาสุขภาพ หรือ พม. ที่มีกองทุนคุ้มครองเด็กต่าง ๆ โดยเชื่อว่าถ้าสามารถเชื่อมโยงเลข 13 หลักผ่าน API ไปยังทุกหน่วยงานได้ โอกาสที่เด็กจะเข้าถึงสวัสดิการซึ่งรัฐจัดสรรให้อยู่แล้วก็จะมีมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e41da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1740995177896.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d092ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-20.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95af59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-21.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-661b83"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-22.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราต้องทำให้สวัสดิการที่หน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่แล้วสามารถเข้าไปถึงมือผู้รับบริการที่เป็นเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล และมีบันทึกรายงานว่าเด็กแต่ละคนได้รับสวัสดิการใดแล้ว หรือยังไม่รับอะไร เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันทุกฝ่าจะได้ทราบข้อมูลตรงกัน ว่าเด็กคนหนึ่งมีความพร้อมแค่ไหนกับการเข้าสู่การเรียนรู้ โดยแนวทางนี้คือการ ‘สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา’ ที่ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ทุกหน่วยงานที่มีอยู่เดิมสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านการแชร์ข้อมูลรายบุคคล ซึ่งการเชื่อมข้อมูลของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาและการมีงานทำได้ในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-25733c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-23.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2eb456"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-24.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1dd44d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-25.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-22cf44"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-26.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า อีกหนึ่งข้อเสนอสำหรับมาตรการเชิงระบบในปี 2568 นี้ คือโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ที่ทำได้ผ่านการจัดเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมการศึกษาที่หลากหลาย เช่น โมบายสคูล ศูนย์การเรียน หรือการจัดการศึกษาด้วยวิธี 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการศึกษาสำหรับวันนี้และในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“หากเด็กคนหนึ่งสามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘Learning passport’ ซึ่งจะพาเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งตัวเด็กยังสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) มีสภาการศึกษา มีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่คอยรองรับ และเชื่อมโยงให้เด็ก ๆ นำหน่วยกิตจากการเรียนรู้ในทุกรูปแบบ ทุกช่วงชั้น มาอยู่บนทรานสคริปต์ใบเดียวกัน ก็จะเป็นหลักประกันว่าเด็กทุกคนจะสามารถศึกษาต่อหรือในไปใช้สมัครงานได้ในอนาคต และเมื่อนั้นกำแพงที่เคยขวางกั้นเด็ก ๆ ไว้จากการศึกษาก็จะหมดไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e9413"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-27.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60ea5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-28.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06135f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/0207_การศึกษาเสมอภาค-29.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ขณะเดียวกัน รัฐบาลอาจมีแนวทางสนับสนุนทรัพยากรด้านการศึกษาที่ส่งตรงไปยังเด็กผ่านเลข 13 หลักได้ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือท้องถิ่น สามารถจัดหน่วยการเรียนรู้ โดยเป็นการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถือเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ตามรายงานของ UNESCO ที่ว่า ‘การศึกษาที่เสมอภาค คือการลงทุนที่ไม่ใช่การสงเคราะห์’ และเมื่อการลงทุนที่ว่าด้วยข้อมูลรายบุคคลมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ เราก็จะลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา ทำให้ประชากรไทยวางแผนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งผลลัพธ์ในท้ายที่สุดเด็ก ๆ ในรุ่นต่อไปจะได้หลุดพ้นจากวงจรความยากจน แลประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070225/">การศึกษาเสมอภาค เพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ พาไทยสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างไร : ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เสนอสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเรียนได้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ปฐมวัยถึงมีงานทำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-060225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 09:03:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเด็กหลุดนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90646</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำการศึกษา 67 &#8211; 68 พบเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060225/">กสศ. เสนอสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเรียนได้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ปฐมวัยถึงมีงานทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำการศึกษา 67 &#8211; 68 พบเด็กนอกระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลง แต่เด็กยากจนเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 2 เท่า เสนอสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเรียนได้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ปฐมวัยถึงมีงานทำ ด้านยูเนสโก ระบุว่า หากลงทุนลดเด็กหลุดนอกระบบและเด็กทักษะต่ำกว่าพื้นฐานเพียง 10% เพิ่ม GDP แต่ละปีได้ถึง 1 &#8211; 2% </strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้อง Mitrtown Hall 1 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน Equity Forum 2025 “ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” โดย กสศ. เปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 โดยมีฝ่ายนโยบาย นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผู้นำท้องถิ่น นักการศึกษา นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษาเข้าร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4cee86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า ปีการศึกษา 2567 ประเทศไทยมีประชากรนักเรียนในช่วงวัยเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 3 &#8211; 14 ปี) จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 8.5 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าว<strong>มีนักเรียนกว่า 3 ล้านคนที่อยู่ในครัวเรือนภายใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) </strong>ซึ่งเมื่อประมวลผลจากการคัดกรองโดยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test) พบว่า <strong>ประเทศไทยมีนักเรียนยากจนพิเศษระดับอนุบาล &#8211; มัธยมศึกษาตอนต้นในครัวเรือนยากจนที่สุด 15% แรกของประเทศ จำนวน 1,348,735 คน </strong>โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับหนึ่งคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน อันดับสองคือจังหวัดนราธิวาส และที่เหลือพบว่าส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;</p>



<p><strong>ขณะที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษ ปีการศึกษา 2567 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1,133 บาท/คน/เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 37 บาท</strong> เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2566 ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 1<strong>,</strong>039 บาท/คน<strong>/</strong>เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 34 บาท และจากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านโดยครูมากกว่า 400,000 คนทั่วประเทศพบสถานการณ์ความเปราะบางของครัวเรือนยากจนพิเศษในหลายมิติ เช่น<strong> มีนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38.77% ที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่อพยพย้ายถิ่นไปทำงานในเมือง หรือครอบครัวแหว่งกลาง </strong>และยังพบว่าสมาชิกใน<strong>ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นผู้มีภาวะพึ่งพิง </strong>อาทิ มีผู้สูงอายุในครัวเรือน 44.43% มีคนว่างงานในครัวเรือน 27.3% มีคนพิการเจ็บป่วยเรื้อรังในครัวเรือน 12.41%</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8906e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-722901"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงจากครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมากกว่า 1.3 ล้านคนนี้ <strong>กสศ. จึงได้จัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) หรือทุนเสมอภาค ให้แก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1.3 ล้านคนอย่างต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา โดย กสศ. และ สถานศึกษาทั้ง 6 สังกัดได้ติดตามอัตราการมาเรียน และพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด </strong>ผลลัพธ์จากการดำเนินงานของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สะท้อนการป้องกันไม่ให้นักเรียนยากจนพิเศษหลุดออกจากระบบก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยพบว่า<strong>อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ที่ 97.88%</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7e954"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/04-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แต่ยังมีช่องว่างสำคัญในเส้นทางการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้ เช่น <strong>1.ในปีการศึกษา 2567มีนักเรียนยากจนและนักเรียนยากจนพิเศษ จำนวนเพียง 22,345 คน จากนักเรียนทั้งหมด 165,585 คน หรือคิดเป็น 13.49% เท่านั้น ที่สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษาจนสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้</strong> <strong>ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอัตราการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของประชากรไทยกว่า 2 เท่า</strong>&nbsp; <strong>2.มีนักเรียนที่ครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน อีกประมาณ 1.1 ล้านคน </strong>ยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือ&nbsp; จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่หน่วยงานระดับนโยบาย หน่วยจัดสรรงบประมาณ และหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา ควรร่วมกันพัฒนามาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงวัยสำคัญ <strong>3.นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือในมิติทางเศรษฐกิจแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตที่มีความท้าทายและสนับสนุนการดูแลช่วยเหลือในมิติอื่น ๆ </strong>เพื่อไม่ให้ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นอุปสรรคต่อการคงอยู่ในระบบการศึกษา เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าสถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวและสังคมที่เด็กต้องเผชิญมีแนวโน้มที่ซับซ้อน และท้าทายต่ออนาคตทางการศึกษาของเด็กเยาวชนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7fbf4f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/05-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb0c89"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/06-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เด็กเยาวชนนอกระบบ ในปี 2567 จากการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและเยาวชนที่อายุ 3-18 ปี ระหว่างระบบสารสนเทศของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย พบว่า มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2550 &#8211; 31 ธันวาคม 2564 ) ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน ซึ่งลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน โดยเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาต่าง ๆ สามารถพาเด็กเยาวชนมากกว่า 304,082 กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังมีเด็กเยาวชนที่ยังคงไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 จำนวน 590,557 คน และมีเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษากลุ่มใหม่ จำนวน 391,747 คน ในจำนวนนี้อยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 387,591 คน คิดเป็น 39.46% ของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567)&nbsp;</p>



<p>จากปฏิบัติการค้นหา ช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่หลุดจากระบบซ้ำ พบว่า <strong>การสร้างพื้นที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เป็นทางออกสำคัญของเรื่องนี้ ทั้งในมิติการป้องกันและช่วยเหลือ </strong>&nbsp;&nbsp;<strong>การส่งเสริม</strong> <strong>สนับสนุนให้ท้องถิ่นทุกระดับเห็นความสำคัญ เป็นแกนนำ</strong>และทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนโดยมีเด็ก เยาวชนเป็นศูนย์กลาง&nbsp; มีข้อบัญญัติของท้องถิ่นที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน และจัดสรรงบประมาณและกำลังคนรับผิดชอบต่อเนื่อง ไร้รอยต่อทางการเมือง จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การป้องกันและแก้ปัญหาเด็กเยาวชนอกระบบเกิดขึ้นจริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-711df0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/07-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ กสศ. ยังได้เสนอนโยบาย 2 ประเด็นสำคัญได้แก่ <strong>1.การสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ให้เด็กเยาวชนตลอด 20 ปี จากปฐมวัยถึงมีงานทำ ผ่านการบูรณาการข้อมูลรายบุคคลระหว่าง 11 หน่วยงาน </strong>ครอบคลุมเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวน 3 ล้านคน และเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 9 แสนคน (3 &#8211; 22 ปี) เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทุกกระทรวง บูรณาการชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาวะ สังคม ครอบครัว แรงงาน การศึกษา ฯลฯ ที่มีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนได้รับสวัสดิการ การดูแล พัฒนา และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา นอกจากนี้ ควรเพิ่มศักยภาพของสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeting) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ </p>



<p><strong>2.ยกระดับบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กเยาวชนทุกคนให้เป็น Learning Passport สำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตรงไปยังเลข 13 หลักของเด็กเยาวชนโดยตรง โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่กับครัวเรือนยากจนและเปราะบาง </strong>เพื่อให้เด็กเยาวชนสามารถเลือกศึกษาต่อและเรียนรู้ผ่านการศึกษาทั้ง 3 ระบบ ผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนได้อย่างยืดหยุ่น และหลากหลายตามความถนัดและศักยภาพของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล รวมทั้งสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษาทั้ง 3 ระบบเพื่อใช้ในการศึกษาต่อ และการสมัครงานได้ในอนาคตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e25e60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/09-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> <strong>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong> กล่าวถึงงานวิจัยที่ร่วมมือกับ กสศ. และ OECD ที่ประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากลเพื่อการพัฒนาสถานศึกษา หรือ PISA for Schools โดยสำรวจและประเมินสมรรถนะแบบ PISA ในสถานศึกษา 150 แห่ง จาก 16 จังหวัด มีข้อค้นพบที่สำคัญคือ นักเรียนที่มีระดับคะแนนผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในระดับชั้น ป.6 ที่ดี จะมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนสมรรถนะของ PISA สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พบจากผลการทดสอบ PISA ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แต่แท้จริงแล้ว เป็นเสมือนการขาดทุนที่สะสมมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาหรือระดับปฐมวัย ดังนั้นการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีคะแนน PISA ที่ดีขึ้นในอนาคต จึงควรเริ่มต้นจากมาตรการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เสมอภาคตั้งแต่การศึกษาระดับประถมศึกษา และอาศัยเครื่องมือประเมินผลอย่าง O-NET ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างสถานศึกษาในระยะยาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-042e12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/10-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จูสตีน ซาส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณจูสตีน ซาส</strong> <strong>หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเพื่อความครอบคลุมและความเท่าเทียมทางเพศ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ณ กรุงปารีส</strong> เปิดเผยข้อมูล จากรายงานระดับโลก The Price of Inaction: The global private, fiscal and social costs of children not learning. หรือ ต้นทุนของการเพิกเฉย (The Price of Inaction) : ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และภาครัฐจากการที่เด็กไม่ได้รับการศึกษา โดยระบุว่า หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ภายในปี ค.ศ. 2030 ต้นทุนทางสังคมของเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานจะอยู่ที่ 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ตัวเลข 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มีมูลค่ามากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายปีของฝรั่งเศสและญี่ปุ่นรวมกัน&nbsp;</p>



<p>“การลงทุนในการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงแค่ลดสัดส่วนของเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดรวมถึงลดสัดส่วนของเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานลงเพียง 10% เราจะสามารถเพิ่ม GDP แต่ละปีได้ถึง 1-2%”&nbsp;</p>



<p><strong>สามารถอ่านรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568&nbsp; ได้ที่</strong> <a href="https://www.eef.or.th/publication-050225/" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก">คลิก</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060225/">กสศ. เสนอสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเรียนได้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ปฐมวัยถึงมีงานทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
