<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>co-learning space | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/co-learning-space/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 04 Jun 2023 07:29:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>co-learning space | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อภิศักดิ์ ทัศนี : หน้าที่พลเมืองบนหาดทราย และวิทยาศาสตร์ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-beach-for-life/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Jun 2023 07:29:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Beach for life]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่พลเมืองบนหาดทราย]]></category>
		<category><![CDATA[อภิศักดิ์ ทัศนี]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้นอกห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[co-learning space]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68278</guid>

					<description><![CDATA[<p>โต๊ะกลางห้องวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนในจังหวัดสงขลา เป็นที [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-beach-for-life/">อภิศักดิ์ ทัศนี : หน้าที่พลเมืองบนหาดทราย และวิทยาศาสตร์ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โต๊ะกลางห้องวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนในจังหวัดสงขลา เป็นที่สุมหัวระดมไอเดียของเด็ก ม.5 ที่สนใจการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทว่าวันหนึ่งเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ถึงสภาพแวดล้อมบางอย่างที่เปลี่ยนไปในพื้นที่บ้านเกิด โต๊ะเรียนของเด็กกลุ่มนี้จึงได้เปลี่ยนจากโครงไม้ 4 ขา เป็นชายหาดยาวสุดลูกหูลูกตาที่ชื่อว่า ‘หาดชลาทัศน์’</p>



<p>‘Beach for life’ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2555 จากความตั้งใจของเยาวชนที่เรียกร้องและขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในจังหวัดสงขลา เริ่มจากหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ อำเภอเมืองสงขลา ขยับขยายต่อยอดไปสู่หาดทรายในต่างอำเภอที่เผชิญกับโครงการกำแพงกันคลื่น โดยเป้าหมายสูงสุดของ Beach for life คือยุติการสร้างกำแพงกันคลื่นและฟื้นฟูชายหาดให้กลับมาเป็นดังเดิม</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5.jpg" alt="" data-id="68280" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68280" class="wp-image-68280" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.jpg" alt="" data-id="68281" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68281" class="wp-image-68281" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>หากให้นิยามความหมายของชื่อ Beach for life&nbsp;<strong>น้ำนิ่ง-อภิศักดิ์ ทัศนี&nbsp;</strong>ผู้ประสานงานกลุ่มและหนึ่งในทีมจัดตั้ง ตอบอย่างเรียบง่ายว่า หาดทรายคือชีวิตของผู้คน และหาดทรายคือผู้ขีดเขียนตัวตนของเขาในทุกวันนี้เช่นกัน</p>



<p>ในวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่น้ำนิ่งเลือกหนีไปพักใจที่ชายหาดใกล้โรงเรียนเพราะสอบตกวิชาฟิสิกส์ คือวันที่เขาได้เห็นโครงสร้างแข็งของกำแพงกันคลื่นวางเรียงรายริมทะเล นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจว่าควรทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้หาดทรายต้องกลายเป็นหาดปูน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-78ff7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/11-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น้ำนิ่ง-อภิศักดิ์ ทัศนี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อดีตนักเรียน ม.ปลาย สายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ หันหลังให้ความฝันที่จะเป็นนักจุลชีววิทยา มุ่งหน้าสู่การทำงานเพื่อสังคมมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ น้ำนิ่งยังกระโดดเข้าสู่ขบวนการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมอีกหลายประเด็น ภายใต้บทบาทแกนนำกลุ่ม Beach for life ที่เชื่อมั่นในการทำงานผ่านความจริงของสังคมและข้อเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร์</p>



<p>ถึงตัวจะไม่ได้ยืนอยู่ริมทะเล แต่เราอยากชวนคุณเปลือยเท้าก้าวเหยียบหาดทราย ปูเสื่อนั่งคุยกับชายหนุ่มผู้เติบโตผ่านการทำงานกับธรรมชาติและชุมชน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Beach for life คือใคร ทำงานเกี่ยวกับอะไร</strong></h2>



<p>Beach for life คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจประเด็นเรื่องชายหาด ทำงานแบบอาสาสมัคร เพื่อบอกความจริงกับสังคมว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งคืออะไร สาเหตุมาจากไหน มีวิธีจัดการยังไง</p>



<p>คอนเซปต์ของ Beach for life คือการสะท้อนความจริง ตั้งคำถามเชิงลึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น และแบ่งปันข้อมูลให้กับสังคม เริ่มต้นจากแก๊งเด็กมัธยมในพื้นที่ รวมตัวกันทำสิ่งต่างๆ เพื่ออนุรักษ์ชายหาด เมื่อก่อนก็เป็นประเด็นแค่การกัดเซาะที่หาดสมิหลาและหาดชลาทัศน์ จังหวัดสงขลา ตอนนี้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว Beach for life จึงได้ติดตามเรื่องนี้ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ<br></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนรุ่นใหม่หมายถึงใครบ้าง</strong></h2>



<p>คนรุ่นใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่เด็กหรือเยาวชน แต่คือคนที่สนใจสิ่งแวดล้อมและพร้อมเข้ามาทำงานร่วมกัน สมาชิก Beach for life มีตั้งแต่น้องมัธยมไปจนถึงลุงอายุ 60-70 ปี เรานับเขาเป็นคนรุ่นใหม่หมดเลย เพราะเรารู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกนิยามแค่ตัวเลขเชิงอายุ แต่คือความใส่ใจในเรื่องทางสังคมเพื่อการเข้าใจมิติสังคมที่หลากหลาย&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-260657"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้น Beach for life เป็นมายังไง</strong></h2>



<p>แรกเริ่มคือกลุ่มสงขลาฟอรั่มมีโปรเจกต์ community based learning เป็นโปรเจกต์เพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ซึ่งตอนนั้นเราเรียนอยู่ ม.5 และอยู่ชมรมวิจัยของโรงเรียน ก็สนใจจะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้เหมือนกัน เลยมาคิดว่าจะออกแบบการเรียนรู้เรื่องอะไรดี ประกอบกับการที่ได้รับรู้เรื่องการกัดเซาะชายหาดที่เกิดขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงพีคของการทำโครงการกำแพงกันคลื่น เพราะโครงการนี้เริ่มดำเนินงานมาก่อนหน้านั้นแล้ว มีการวางกระสอบทรายที่หาดชลาทัศน์มาตั้งแต่ปี 2550 จนมาถึงช่วงรอยต่อระหว่างปี 2554-2555 เป็นช่วงที่ต้องวางกระสอบทรายบริเวณตั้งแต่โซนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ไปจนถึงรูปปั้นนางเงือกทอง เราเลยคิดว่าจะทำเรื่องนี้แหละ แล้ว Beach for life ก็เลยถือกำเนิดขึ้นในปี 2555</p>



<p>ช่วงแรกของการทำงาน พวกเราเคลื่อนไหวด้วยการเดินขบวนรณรงค์บริเวณชายหาด ตอนนั้นเราเองไม่ได้เข้าใจปัญหาการกัดเซาะมากขนาดนั้น พอทำงานไป เราจึงได้เรียนรู้ว่า การกัดเซาะมันเกิดจากการสร้างโครงสร้างแข็งริมหาด ตอนนั้นก็มี<strong>อาจารย์สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์</strong>&nbsp;(ภาควิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และ<strong>อาจารย์สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง</strong>&nbsp;(ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ให้ข้อมูลเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งสถานการณ์ที่กำลังเกิดและผลกระทบที่จะตามมา</p>



<p>หลังจากนั้นเลยเกิดแคมเปญว่าให้หยุดวางโครงสร้างที่หาดสมิหลาและชลาทัศน์ โดยมีทีมผู้ใหญ่ในสงขลาอย่าง<strong>สงขลาฟอรั่ม</strong>และ<strong>คุณพีระ ตันติเศรณี</strong>&nbsp;(นายกเทศมนตรีนครสงขลาในขณะนั้น) ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก พอมีเราซึ่งเป็นประชาชนและเยาวชนเติมเข้าไป ภาคีรณรงค์มันก็เลยสมบูรณ์ แรงกดดันก็มากขึ้น จนสามารถหยุดการวางโครงสร้างกำแพงกันคลื่นได้</p>



<p>ช่วงแรกที่ทำเรื่องนี้มันเปิดโลกเรามาก เพราะขนาดว่าโรงเรียนมัธยมที่เราเรียน อยู่ห่างจากชายหาดแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่เรากลับไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย หนังสือเรียนสอนเราว่า วิธีการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งคือต้องวางโครงสร้างแข็ง ทั้งที่ตำราสอนอย่างหนึ่ง แต่ข้อมูลเชิงวิชาการกลับบอกอีกอย่าง ความจริงเชิงประจักษ์ที่เราเห็นก็อีกอย่างหนึ่ง มันตรงข้ามกันหมดเลย แล้วเราก็รู้สึกว่า ถ้าหลักสูตรการศึกษาสอนแบบนี้ แล้วเพื่อนเราไม่รู้ข้อมูลในหลายๆ มิติ ในอนาคตหาดทรายต้องพังแน่นอน&nbsp;</p>



<p>ข้อเท็จจริงคือโครงสร้างแข็งยิ่งทำให้หาดทรายพังมากขึ้น พังไวขึ้น กลายเป็นปัญหาก่อตัวเพิ่มกว่าเดิม เราเลยคิดว่าจะทำยังไงเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้กับเพื่อนในโรงเรียน กับคนในสังคม ตอนนั้นเราคิดแค่นั้น ก็เลยเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อจะให้ความรู้ในวงกว้าง ให้ความรู้เรื่องโครงสร้างแข็ง แล้วเราก็ไปทำกิจกรรมในโรงเรียน จัดเสียงตามสายให้ความรู้ พาเด็กๆ ไปเรียนรู้ผ่านการจัดค่าย ทำหนังสือเล่มเล็ก จัดนิทรรศการที่ถนนคนเดินสงขลา ให้เด็กได้ไปดูชายหาด ได้เห็นความจริงของชายหาด เพื่อให้เขารู้สึกรักในพื้นที่ชายหาด</p>



<p>โจทย์สำคัญของเราคือ ถ้าเขารู้สึกรักในพื้นที่และมีหัวใจที่อยากทำความเข้าใจกับปัญหา มันจะอินกับปัญหามากกว่าการเอาความรู้ไปป้อนให้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/13-1.jpg" alt="" data-id="68285" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68285" class="wp-image-68285" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/13-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/13-1-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/13-1-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-1.jpg" alt="" data-id="68286" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-1.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68286" class="wp-image-68286" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-1-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-1-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3020d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำงานร่วมกับสงขลาฟอรั่มยังไงบ้าง</strong></h2>



<p>สงขลาฟอรั่มเป็นโค้ชให้เรา โดยให้เรากำหนดเป้าหมายงานที่เราจะทำเอง เราออกแบบเอง เขามีหน้าที่ให้คำปรึกษาโดยที่ไม่ได้โฟกัส output แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ เพราะโปรเจกต์นี้ให้ความสำคัญกับ active citizen เช่น ถ้ามีเด็กอยากปลูกผัก สงขลาฟอรั่มไม่ได้สนใจว่าผักจะโตไหม แต่สนใจว่าเด็กเรียนรู้อะไรระหว่างทำให้ผักโต เปรียบเทียบกัน สงขลาฟอรั่มไม่ได้โฟกัสว่าปลายทางของ Beach for life จะดูแลชายหาดได้สำเร็จหรือเปล่า แต่สนใจว่าเด็กที่อยู่ในโครงการจะเติบโตไปด้วยความรู้สึกของการเป็นพลเมืองได้ยังไงจากการทำงานเรื่องนี้</p>



<p>ความเป็นพลเมืองมันเริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างความรับผิดชอบ การมีความตระหนักต่อประเด็นบางอย่างในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือทักษะความเป็นพลเมือง (citizen skills) ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำอะไรบางอย่าง&nbsp;</p>



<p>ตอนเราทำงานในช่วงแรก เราในฐานะคนทำก็จะมุ่งตรงไปที่ผลลัพธ์เลยว่าโครงการนี้จะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ แต่สงขลาฟอรั่มพาเราไปโฟกัสเรื่องการออกแบบกระบวนการ การรับผิดชอบต่อกระบวนการ เรียนรู้วิธีจัดการกับกลุ่มเพื่อน วิธีแก้ปัญหาเรื่องข้อขัดแย้งกับชุมชน ช่วงแรกที่ทำบีช เลยเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้มีแรงกดดันเยอะ ไม่ได้มีกรอบเวลาที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ แต่มันเป็นการวัดผลในลักษณะที่ว่า ถ้าวันนี้ไปลงพื้นที่แล้วทำงานสำเร็จ ได้เรียนรู้อะไร หรือถ้าทำไม่สำเร็จ เราเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Beach for life ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เองไหม</strong></h2>



<p>เราทำกันเองตั้งแต่ต้นเลย เริ่มจากตั้งชื่อ Beach for life โดยไอเดียของเพื่อนในห้อง แล้วเอาโปรเจกต์นี้เข้ามาสู่ชมรมวิจัย เราเป็นตัวกลางเชื่อมเพื่อนในห้องกับเด็กๆ ในชมรมวิจัย ช่วงแรกก็เป็นการทำงานระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และนักกิจกรรมในโรงเรียนที่รู้จักกับเรา หลังจากนั้นก็ประกาศรับสมัครคนมาร่วมโปรเจกต์ผ่านการติดแผ่นป้ายตามที่ต่างๆ แล้วก็เข้ามาร่วมกับเรา</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-1.jpg" alt="" data-id="68290" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68290" class="wp-image-68290" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-1-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-1-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-1.jpg" alt="" data-id="68291" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-1.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68291" class="wp-image-68291" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-1-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-1-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-602824"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปีแรกที่จัดตั้งกลุ่ม มีสมาชิกประมาณกี่คน แบ่งการทำงานกันยังไง</strong></h2>



<p>วงในจัดตั้งมีประมาณ 10 คน แต่คนที่ทำงานทั้งหมดน่าจะเกือบ 30 คน ประชุมระดมไอเดียทุกวันอังคารเพื่อแบ่งหน้าที่การทำงาน ซึ่งก็จะมีภารกิจที่ออกแบบไว้สำหรับดำเนินงานรายปีอยู่แล้ว เพราะเราได้งบจากสงขลาฟอรั่มปีละประมาณ 20,000 บาท งบตรงนี้เราก็เอาไปจัดค่ายเเกนนำ Beach for life ทำงานมาจนถึงปี 2558 ด้วยกระบวนการลักษณะนี้ ระหว่างนั้นก็มีการผลัดเปลี่ยนรุ่น ก็จะมีบางคนที่ออกไปบ้าง เราก็ยังมีคนที่ยังอยู่เพื่อผลักดันประเด็นกันต่อ</p>



<p>ความตั้งใจตอนนั้นคือ หาดชลาทัศน์ต้องไม่มีการวางโครงสร้างแข็งอีก และต้องฟื้นฟูชายหาดให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม คำว่าเหมือนเดิมในที่นี้คือ หาดชลาทัศน์ต้องเป็นแบบที่เราเคยเห็นตอนมาสงขลาครั้งแรกเมื่อปี 2548 ตอนนั้นหาดกว้างมาก สวยมาก เราอยากเห็นภาพนั้นอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าวิธีการที่จะเกิดผลสำเร็จจริงมันเป็นยังไง จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่เราก็อยากจะทำให้ได้ แล้วเราก็ลงมือทำมาเรื่อยๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลังจากมีการเปลี่ยนรุ่น การทำงานของกลุ่มเป็นยังไงต่อ</strong></h2>



<p>เรามองว่าเราให้ความรู้เพื่อนในโรงเรียนแล้ว แต่เขาอาจไม่ใช่คนที่อยู่ในชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับชายหาด เราเลยคิดต่อว่า จะทำยังไงดีให้เรื่องนี้ไปถึงชุมชน เลยไปลงพื้นที่ชุมชนเก้าเส้งซึ่งอยู่บริเวณหาดชลาทัศน์</p>



<p>เราในตอนนั้นก็ไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์ในการลงพื้นที่ชุมชนเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือโดนชาวบ้านเขาไล่กลับมา เขาให้เหตุผลว่าต้องการให้มีกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันบ้านเขาจากการกัดเซาะของน้ำทะเล</p>



<p>ปัญหาคือเราไม่รู้วิธีคุยที่มันจะสร้างความรู้สึกที่ดีระหว่างกัน มุมมองและวิธีการคุยของเราในตอนนั้นมันยังขาดความเห็นอกเห็นใจเขา เพราะเรามีเป้าหมายของเราว่าโครงการกำแพงกันคลื่นจะต้องยุติ พอไปคุยมันเลยเกิดแรงปะทะและความขัดแย้ง การลงพื้นที่เลยเป็นเรื่องที่ยากมาก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แก้ปัญหานั้นยังไง</strong></h2>



<p>เราก็ถอยไปตั้งหลักกันสักพัก อาทิตย์ถัดมาก็ไปลงพื้นที่อีก เพราะเราเชื่อว่าไปคุยเรื่อยๆ เดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนใจ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในที่สุดก็ชวนชาวบ้านที่เก้าเส้งมาฟ้องคดีได้ในปี 2558</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะหรือแนวคิดอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับตัวเองระหว่างที่ทำ Beach for life</strong></h2>



<p>สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนเราไปเลยคือ เราเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์จุลชีวะ อยากอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ ก่อนเราจะมาทำกับสงขลาฟอรั่ม เราเคยทำวิจัยชิ้นหนึ่งสำเร็จตอนยังเรียนอยู่ ม.4 แล้วเราก็มาทำบีชตอนอยู่ ม.5 มันทำให้เราได้เห็นความจริงอีกมิติหนึ่ง เราทำงานสายวิทยาศาสตร์เยอะ ทำวิจัยก็เยอะ แต่มันไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้มากนัก แต่พอมาทำ Beach for life มันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะมาก อย่างน้อยมันทำให้เพื่อน 30 กว่าคนเข้าใจได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับชายหาดคืออะไร ให้เขาได้ลงพื้นที่ไปดูความจริง ให้ชุมชนได้เข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>จากเด็กที่เรียนสายวิทย์ เราค่อนข้างอ่อนวิชาเคมีกับฟิสิกส์ ถนัดแค่ชีววิทยากับพวกวิชาสายสังคม ตอน ม.4 เราเลยขึ้นมาเรียนเสริมที่กรุงเทพฯ เพราะอยากสอบเข้ามหา’ลัยให้ได้ แต่พอมาทำ Beach for life เราก็รู้สึกว่า การลงทุนเรียนเสริมมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับเรา คือเราไม่ได้เรียนดีขึ้นมากนัก เพราะเราแค่จำ เราไม่ได้มีทักษะการคิดแล้วไปต่อ หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับเรื่องจริง&nbsp;</p>



<p>การคิดเชิงวิพากษ์มันไม่เกิดขึ้นจากการไปนั่งเรียนในห้องเรียน นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกในตอนนั้น ก็เลยตัดสินใจว่าจะเรียนสายไหนก็ได้ที่ทำให้เราได้ลงชุมชน มีเวลาว่าง แล้วก็ยังได้เรียนอยู่ในสงขลาเพื่อจะได้ทำบีชต่อ เราก็เลือกเรียนพัฒนาชุมชน ที่ ม.ราชภัฏสงขลา เพราะใกล้สุด ไม่ต้องสอบเอนทรานซ์ ทำให้เรามีเวลาเยอะ ได้ลงชุมชน แล้วก็ได้ใช้สกิลจากการเรียนไปทำงาน Beach for life ด้วย</p>



<p>ส่วนเรื่องความเป็น citizen มันอยู่ในตัวอยู่แล้ว เรื่องชายหาดกับเรามันคือเรื่องเดียวกัน ความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองต่อสังคม เรารู้สึกว่ามันเกิดและโตขึ้นภายในระยะเวลาการทำงานแค่ปีกว่าๆ และมันทำให้วิธีคิดต่อการมองชีวิตในอนาคตมันเปลี่ยนไปเลย</p>



<p>การทำ Beach for life ทำให้เราเข้าใจชีวิต การเมือง และเรื่องส่วนรวม ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ ชีวิตฉันจะดีขึ้นไม่ได้ถ้าการเมืองยังแย่ เรื่องส่วนรวมยังแย่ และถ้าเรื่องชายหาดมันยังแย่ เรื่องอื่นมันก็จะแย่เหมือนกัน เพราะทุกอย่างคือเรื่องเดียวกันที่ซ้อนกันอยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1e2a24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Beach for life ขยายการทำงานไปสู่พื้นที่ไหนบ้าง</strong></h2>



<p>เราเริ่มจากพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มีปัญหาก่อนเลย เพราะอยากให้ความรู้ของเราไปเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่ มันน่าจะเป็นประโยชน์ในการคัดค้าน เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกที่หาดสวนกง อำเภอจะนะ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีสันทรายอายุ 6,000 ปี การหายไปของสันทรายมันคือการทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้น เราเอาความรู้เรื่องชายหาดที่เรามีไปจับกับเรื่องสันทรายในพื้นที่ เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจและอธิบายเรื่องนี้ได้ โดยที่ความรู้เรื่องสันทราย 6,000 ปีนี่ก็มาจากการค้นข้อมูลของ Beach for life ทำข้อมูลกับน้องๆ ในพื้นที่สวนกง</p>



<p>เราเชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของเยาวชน เลยสร้างกลุ่มเด็กรักหาดสวนกงขึ้นมาเพื่อทำงานผลักดันเรื่องนี้ ตอนนั้น<strong>ยะห์ (ไครียะห์ ระหมันยะ)</strong>&nbsp;ยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลยนะ เราก็ชวนน้องมาทำงาน จนตอนนี้กลายเป็น ‘ลูกสาวแห่งทะเลจะนะ’ ไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่าเด็กคนหนึ่งมีพัฒนาการ มีเรื่องราว พลังของคนรุ่นใหม่หรือของเยาวชนมันมีความสำคัญต่อขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องใหญ่ๆ การใช้ความรู้น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนที่ได้รับผลประโยชน์แฝงในเรื่องเหล่านั้นสยบยอมต่อข้อเท็จจริงตรงนี้ นี่เป็นแนวทางการเคลื่อนไหวการของเรามาตลอดเลยนะ&nbsp;</p>



<p>ความตั้งใจที่เราทำมาตลอดคือจะต้องต่อสู้กันบนความรู้และความจริง จะทำยังไงให้ชาวบ้านมีความจริงและความรู้อยู่ในมือเขา จะทำยังไงให้ชาวบ้านพูดข้อเท็จจริงได้อย่างเดียวกับที่นักวิชาการพูด แล้วมันจะนำมาซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับพื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หาข้อมูลของแต่ละพื้นที่ด้วยวิธีการไหน</strong></h2>



<p>ข้อมูลเดิมมันเป็นข้อมูลทางวิชาการที่มีเอกสารรับรองอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้&nbsp;<strong>อ.สมบูรณ์&nbsp;</strong>และ&nbsp;<strong>อ.สมปรารถนา</strong>&nbsp;จะคอยเข้ามาช่วย ส่วนข้อมูลเชิงพื้นที่เราก็อาศัยการสร้างมันขึ้นมา โดยให้อาจารย์ช่วยกันออกแบบวิธีเก็บข้อมูล อย่างการวัดระยะชายหาด มันก็คือเครื่องมือที่จะบอกว่าสภาพหาดบ้านเราเป็นยังไง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใช้เครื่องมือเหล่านั้นทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ยังไงบ้าง</strong></h2>



<p>ยกตัวอย่างการทำงานเมื่อปี 2557 เกิดเหตุการณ์เรืออรพิน 4 ซึ่งเป็นเรือเปล่าขนส่งก๊าซธรรมชาติ มาเกยที่หาดบริเวณแหลมสนอ่อนสงขลา มันเหมือนกับเคสเรือปานามา (เรือจีน่าร์-2) ที่มาเกยที่หาดชลาทัศน์เมื่อปี 2537 ซึ่งส่งผลให้ตะกอนทรายโดนกั้น ฝั่งหนึ่งถูกกัดเซาะ ส่วนอีกฝั่งโดนทับถม แต่ตอนนั้นเราไม่มีข้อมูลอะไรเลยที่บอกว่าชายหาดเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้างนอกจากภาพถ่ายทางอากาศ</p>



<p>พอเกิดเหตุการณ์เรืออรพิน 4 กลุ่ม The sand ที่แตกออกจาก Beach for life เพื่อทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เลยปรึกษากับ&nbsp;<strong>อ.สมบูรณ์</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>อ.สมปรารถนา</strong>&nbsp;ว่าจะเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของชายหาดที่เรือมาเกยได้ยังไง ก็เลยเกิดการพัฒนาข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ water level วัดระยะชายหาด ทำข้อมูลเก็บความลาดชัน เส้นแนวชายฝั่ง ใช้ GPS ที่เป็น handheld เอาวิธีการที่นักวิจัยเขาสำรวจกันนี่แหละมาสอนเด็ก โดยทำเครื่องมือให้มันง่ายขึ้น</p>



<p>หลังจากเคสอรพิน เราเลยเกิดไอเดียว่า ทำไมไม่ลองเก็บข้อมูลที่หาดชลาทัศน์แบบนี้บ้าง ก็เลยไปลองทำหลังจากนั้น ออกแบบ ทำ beach profile หรือรูปร่างของชายหาดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง ก็จะได้รูปร่างของชายหาดที่บอกความเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน ทำให้เราเห็นความจริงของพื้นที่มากขึ้น แล้วก็ใช้ข้อมูลแบบนี้ไปยืนยันกับรัฐว่าหาดไม่ได้โดนกัดเซาะ</p>



<p>พอทำแบบนี้แล้วเรารู้สึกว่าคนสงขลาเองก็เก็บข้อมูลตรงนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นลุงที่อายุ 60 หรือเด็กอนุบาลที่ไปช่วยพ่อแม่วัดหาด ทั้งนี้ เราทำงานกันบนระบบอาสาสมัครนะ คนในพื้นที่ชลาทัศน์ทำได้ คนในต่างอำเภอหรือต่างหวัดก็ทำได้เหมือนกัน</p>



<p>ตอนนั้นเราก็ได้รับอิทธิพลมาจากวิทยาศาสตร์พลเมือง (citizen science) ถ้าสิ่งนี้มันสามารถขยายไปถึงชุมชนได้ ชุมชนก็จะมีข้อมูลที่ชายหาดหน้าบ้านตัวเอง เพื่อยืนยันว่าหาดบ้านเขาไม่ได้กัดเซาะ ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำโรงไฟฟ้า ไม่จำเป็นจะต้องมีท่าเรือน้ำลึก</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="736" height="735" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1.png" alt="" data-id="68294" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68294" class="wp-image-68294" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1.png 736w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 736px) 100vw, 736px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="736" height="738" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2.png" alt="" data-id="68295" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68295" class="wp-image-68295" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2.png 736w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 736px) 100vw, 736px" /></figure></li></ul></figure>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-9 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="734" height="736" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.png" alt="" data-id="68297" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.png" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68297" class="wp-image-68297" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4.png 734w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 734px) 100vw, 734px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="735" height="736" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3.png" alt="" data-id="68296" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3.png" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68296" class="wp-image-68296" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3.png 735w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 735px) 100vw, 735px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption">photo: instagram.com/beachforlife_thailand</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากการทำงานมากว่า 10 ปี ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในแง่การรับรู้ของชุมชนและสังคม</strong></h2>



<p>เราพูดถึงเรื่องโครงสร้างแข็งมาตลอด 10 ปี แต่วันนี้มันไปไกลกว่านั้นแล้ว ไปสู่เรื่องงบประมาณ ไปสู่ประเด็นที่ใหญ่ขึ้น 10 ปีก่อน คนไลก์เพจแค่ 3,000 กว่าคน ตอนนี้มันถึง 30,000 แล้ว สะท้อนว่าความสนใจของสังคมมันกว้างขึ้นมาก สังคมมีความรู้มากขึ้น วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น แล้ว Beach for life กลายเป็นพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้ นี่คือความก้าวหน้าของสังคม</p>



<p>กลุ่ม Beach for life เดินทางมาไกลมาก แต่จะถามว่าสำเร็จหรือยัง เรามองว่ายังไม่สำเร็จ เพราะท้ายที่สุดเราก็ยังสู้อยู่กับเรื่องเดิมๆ ภายใต้โครงสร้างแบบเดิม แต่มีความเปลี่ยนแปลงคืออย่างน้อยความรับรู้ของสาธารณะมันก็กว้างขึ้น และทุกวันนี้ไม่ว่ากำแพงกันคลื่นจะไปลงที่ไหน มันจะมีแรงต้านขึ้นมาเสมอ ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่พวกนี้ก็มาจากคนในพื้นที่นั่นแหละ เราคือว่านี่คือสิ่งที่ทำสำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-55956d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แผนในอนาคตของ Beach for life เป็นยังไง</strong></h2>



<p>อยากให้ Beach for life เป็นคลังความรู้ให้กับสังคม อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับชายหาดเข้ามาที่เว็บ Beach for life จะต้องเรียนรู้ทั้งหมด แล้วก็จะเป็นผู้ที่ชี้นำสังคมว่าปัญหาของชายฝั่งควรจะมีวิธีการจัดการแบบไหนถึงจะถูกต้องเหมาะสม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม คิดว่าความรู้การพื้นฐานเกี่ยวกับการกัดเซาะชายฝั่งในหลักสูตรการศึกษาสอดคล้องกับความเป็นจริงไหม</strong></h2>



<p>เราว่ามันถูกบิดไป มันถูกให้ข้อมูลที่ไม่ครบ ถ้าพูดถึงการแก้ปัญหาการกัดเซาะหาดในตำราเรียนวิชาภูมิศาสตร์และการจัดการทรัพยากร วิธีแก้ก็ต้องสร้างกำแพงกันคลื่น ซึ่งมันก็ใช่ แต่หนังสือเรียนไม่ได้บอกถึงผลกระทบของมัน ไม่ได้บอกวิธีการอื่นๆ ที่อาจจะทำได้ ซึ่งทำให้ความเข้าใจของสังคมผิดเพี้ยนไป</p>



<p>ณ วันนี้ ความจริงในประเด็นต่างๆ ของสังคมมันมีหลายชุดมาก แต่ระบบการศึกษาจับแค่ความจริงแค่ชุดเดียวออกมาบอกกับเด็ก แล้วเด็กก็เชื่ออย่างนั้น ปัญหาคือพอให้ข้อมูลไปแบบชุดเดียว สิ่งเหล่านี้ก็จะฝังอยู่ในความเชื่อและความรู้ของคน</p>



<p>การไม่สอนให้เด็กเห็นพื้นที่ และไม่ได้สอนให้เชื่อมโยงความรู้นั้นสู่ความจริงของชีวิตเป็นปัญหาของการเรียนรู้มากๆ ถ้าเราไม่พาเด็กๆ Beach for life ไปลงพื้นที่ หรือถ้าสงขลาฟอรั่มไม่พาเราลงไปเจอพื้นที่ ไปเจออาจารย์ ไปเจอความจริง เราไม่มีทางเห็นสิ่งเหล่านี้ได้เลย เพราะเราก็ถูกสอนมาด้วยวิธีการเดียวเหมือนกัน แล้วเราก็คงจะกอดยึดความรู้ในตำรานั้นไปตลอด</p>



<p>เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Beach for life ทำได้ดีที่สุดคือทำให้คนเห็นความจริง แล้วบอกว่า นี่คือสิ่งที่การศึกษาไม่ได้บอกคุณ</p>



<p>พอแนวคิดแบบนี้มันไปสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือสังคมเราไม่เคยเปิดพื้นที่ให้คนถกเถียงกัน และคนก็ไม่ชอบที่จะถกเถียงกันด้วย เพราะเขารู้สึกว่ามันคือการใส่ร้าย ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ นี่คือพื้นที่แห่งปัญญาและมันคือพื้นฐานของประชาธิปไตย แต่เรากลับเกลียดกลัวมัน เพราะระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้เราเคยชินกับการถกเถียง</p>



<p>ในวงของ Beach for life เราพยายามให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนกันมากขึ้นว่าเราจะทำอะไรบ้าง ดีไซน์เรื่องบางอย่างออกมาผ่านองค์ความรู้ที่เอามาแชร์กัน นี่มันคือเรื่องปกติของสังคมโลกสมัยใหม่ แต่ระบบการศึกษาไม่ยอมรับวิธีแบบนี้ ไม่มีพื้นที่และไม่มีเวลามากพอที่จะทำแบบนี้&nbsp;</p>



<p>การไม่มีพื้นที่ ไม่มีเวลาเพียงพอ มันทำให้เด็กไม่มีโอกาสสะท้อนข้อเท็จจริงจากสิ่งที่เข้าใจในการเรียน เด็กควรได้แสวงหาคำตอบว่า สิ่งที่กำลังเรียนอยู่ สิ่งที่กำลังถูกสอน มันถูกต้องและเป็นความจริงหรือเปล่า</p>



<p>สิ่งที่น่าดีใจอย่างหนึ่งก็คือ เด็กสมัยใหม่เขาอาจไม่เป็นอย่างรุ่นเรา มันเห็นได้ชัดมากเมื่อเทียบกับตัวเราเองในสมัยก่อน เพราะว่าองค์ความรู้มันขยายกว้างขึ้นแล้ว เด็กๆ เขามีการถกเถียงกันเองในธรรมชาติของเขาซึ่งก็มักจะเป็นพื้นที่ข้างนอก อย่างในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือบนโต๊ะกาแฟ</p>



<p>ทำไมทุกวันนี้เด็กถึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องต่างๆ ในประเทศแม้จะเป็นเรื่องที่ยังไกลตัวล่ะ อย่างเรื่องภาษี เรื่องงบประมาณประเทศ ก็เพราะข้อมูลมันมากขึ้น และมีพื้นที่นอกห้องเรียนให้ตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เด็กสมัยนี้เขาไปไกลแล้ว แค่เปิดโทรศัพท์มือถือเขาก็รู้เรื่องราวได้มากมาย มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เราจะเห็นเด็กกรุงเทพฯ อินกับเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง หรือเรื่องโรงไฟฟ้าจะนะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-97b888"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/12-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากฝากอะไรถึงองค์กรการศึกษาในประเทศนี้ไหม</strong></h2>



<p>เรารู้สึกว่า เด็กสมัยนี้เขาเลือกที่จะไม่เรียนก็ได้ มันมีวิธีการอีกมากมายที่จะทำให้ได้มาซึ่งความรู้และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่เราไม่ได้อยากเห็นภาพแบบนี้ มหาวิทยาลัยและโรงเรียนควรจะทำให้การเรียน ปัญหาสังคม และชีวิตในโลกความจริงมันเดินไปด้วยกันได้ เราไม่อยากเห็นใครที่ต้องมาทิ้งความฝันเพื่อมาทำบางอย่างแบบเรา เพราะตัวเราเองก็ยังเคยคิดเลยว่า ถ้าได้เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วมาทำเรื่องแบบนี้มันก็คงจะดีนะ ถ้ามันบรรจบกันได้หมดล่ะ มันพอจะมีความเป็นไปได้ไหม</p>



<p>เด็กเขารู้ปัญหา แต่เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ไขมันได้ยังไงบ้าง นี่คือความท้าทายของคนที่จะต้องทำงานด้านเด็กและเยาวชน คุณต้องใจกว้างพอที่จะให้เด็กๆ เริ่มทำงานแล้วทะลุทะลวงไปถึงรากฐานของปัญหา คุณต้องมีพื้นที่ให้เขาได้ทดลองทำ และต้องซัพพอร์ตการลงมือทำของเด็กๆ ด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-beach-for-life/">อภิศักดิ์ ทัศนี : หน้าที่พลเมืองบนหาดทราย และวิทยาศาสตร์ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 05:44:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โมน สวัสดิ์ศรี]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้นอกห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[co-learning space]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68047</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุและแสงแดดที่ท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/">โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุและแสงแดดที่ทำงานอย่างขันแข็ง เราเดินทางมาพบกับชายผู้หนึ่ง ณ เรือนไม้ร่มรื่นที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองรังสิตนัก เมื่อย่างก้าวเข้าไปภายในตัวบ้าน บรรยากาศและกลิ่นโชยแห่งวรรณกรรมลอยเข้ามาตีจมูก ไม่รู้ว่าจะเป็นการอุปทานเกินเหตุไปหรือเปล่า แต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบนั้น ในเมื่อสถานที่เรามาเยือนแห่งนี้เป็นบ้านของครอบครัวนักเขียนที่ผลิตงานเขียนทั้งวรรณกรรม และงานเชิงปัญญาหล่อเลี้ยงสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ&nbsp;</p>



<p>ชายที่เรานัดพบวันนี้ มีนามว่า&nbsp;<strong>โมน สวัสดิ์ศรี&nbsp;</strong>ใช่ ถ้าคุ้นหูคุ้นตากับนามสกุลนี้ เขาคือลูกชายของ&nbsp;<strong>‘สิงห์สนามหลวง’ สุชาติ สวัสดิ์ศรี&nbsp;</strong>และ&nbsp;<strong>‘ศรีดาวเรือง’ วรรณา สวัสดิ์ศรี</strong>&nbsp;สองนักเขียนผู้คร่ำหวอดและเดินบนเส้นทางสายน้ำหมึกไทยมายาวนาน</p>



<p>ในฐานะลูกชายของนักเขียนยอดฝีมือทั้งสองคน คงไม่ต้องกล่าวให้มากความ โมน สวัสดิ์ศรี ก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีงานเขียนออกมาหลายเล่ม และทุ่มเทแรงกายให้กับงานสายอักษรมาตลอดหลายปี&nbsp;</p>



<p>ทว่า เหตุผลของการมาเยือนครั้งนี้ หาใช่เป็นการพูดคุยกับเขาในฐานะนักเขียนคนหนึ่งไม่ เพราะนอกเหนือจากการเป็นนักเขียนและบรรณาธิการ ในอีกมุมหนึ่ง โมน สวัสดิ์ศรี ยังเป็นชายผู้หลงรักรถไฟขนาดหนัก ถึงขนาดที่เขาสามารถเรียกตัวเองว่า ‘ติ่งรถไฟ’ ได้อย่างเต็มปาก ความเป็นติ่งรถไฟดังกล่าว ก่อร่างสร้างตัวตนของเขามาตั้งแต่ยังเด็ก อาจก่อนการเป็นนักเขียนด้วยซ้ำ ทำให้งานเขียนหลายเล่มของเขามักจะมีเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟปะปนอยู่เสมอ&nbsp;</p>



<p>นอกจากการเข้ารับการศึกษาในห้องเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และห้องเรียนนักเขียนที่มีอาจารย์คือบิดามารดาของเขา โมน สวัสดิ์ศรี ยังเติบโต เรียนรู้ ผ่านห้องเรียนทางเลือกที่ชื่อว่า ‘ห้องเรียนรถไฟ’ มันคือห้องเรียนที่เขาได้เลือกเองตั้งแต่เยาว์วัย หมั่นลงหน่วยกิต เพื่อศึกษาวิชาความรู้แขนงต่างๆ อยู่เสมอ เป็นที่ที่เขาเชื่อว่า นี่คือพื้นที่การเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามความสนใจและความถนัด โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนรูปแบบเดิมๆ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8416f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โมน สวัสดิ์ศรี นักเขียนคนหนึ่ง<br>ผู้เรียกตัวเองว่า ‘ติ่งรถไฟ’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุที่เราเดินทางมาสนทนากับเขาถึงประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนรถไฟ ว่ามีส่วนหล่อหลอมตัวตนของเขาอย่างไร เขาได้เรียนรู้อะไรจาก ห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่แออัดไปด้วยผู้คนบ้าง และที่สำคัญ ตลอดการเข้ารับการศึกษาในห้องเรียนรถไฟมานานหลายปี เขามองเห็นความเหลื่อมล้ำของผู้คนที่แทรกตัวอยู่ทั้งในตัวขบวนและระหว่างสองข้างทางรถไฟในลักษณะอย่างไร</p>



<p>เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเรากำลังจะพาทุกคนเดินทางไปสู่ห้องเรียน ที่ไม่ใช่ห้องเรียนตามขนบทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่เป็นห้องเรียนเคลื่อนที่ ที่จะพาผู้เรียนเคลื่อนไปรู้พบกับอีกหลายๆ มุมของชีวิต ที่ไม่ได้มีเพียงแต่ด้านที่สวยงามเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าตีตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้ผู้โดยสารจับจองที่นั่ง เตรียมตัวให้มั่น เพราะรถไฟขบวนนี้พร้อมจะเดินทางออกพาท่านไปหาคำตอบแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>-สถานีต้นทาง-</strong></h4>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-"><strong>เส้นทางการเรียนรู้ที่เลือกเอง</strong></h3>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E2%80%98%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E2%80%99-"><strong>อะไรคือจุดเริ่มต้นความผูกพันกับยานพาหนะที่ชื่อ ‘รถไฟ’</strong></h2>



<p>ตั้งแต่เล็กๆ ผมต้องนั่งรถไฟไปหาหมอที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แม่อุ้มบ้าง พ่ออุ้มบ้าง สลับไปสลับมา แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าครั้งแรกเมื่อไหร่ น่าจะ 2-3 ขวบ&nbsp;</p>



<p>อาจเป็นเพราะบ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟด้วย คุณแม่ที่เคยมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งก็ใกล้สถานีรถไฟ คุณพ่อก็เหมือนกัน ตอนนี้ทั้งพ่อ แม่ และผมก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันโดยสาร</p>



<p>เรียกว่ามีความผูกพันกับรถไฟมาตั้งแต่นั้น รถไฟเป็นยานพาหนะที่ใหญ่ที่สุดแล้วในชีวิตที่เราเคยเห็น เราเห็นรถยนต์ เห็นเครื่องบิน ซึ่งก็ไกลไป แต่รถไฟมันเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงหน้าเรา พาหนะอะไรกัน ใหญ่เท่าตึกแถว แต่เคลื่อนที่ได้ ยิ่งได้โดยสารก็เลยยิ่งผูกพันมากขึ้นอีก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1-"><strong>จำครั้งแรกที่เดินทางโดยรถไฟด้วยตัวเองได้ไหม</strong></h2>



<p>จำได้ๆ ตอนนั้นประมาณ ม.1-2 ก็เหมือนกับวัยรุ่นนั่นแหละ อยากลองนั่งไปใกล้ๆ หลักสี่ บางเขน รู้สึกว่าจะเป็นการทดลองนั่งด้วยตัวเอง ลองนั่งดูสิว่าเป็นยังไง ตอนนั้นก็ไม่ได้ดูวิวทิวทัศน์อะไรเท่าไร เพราะเป็นขบวนรถไฟในเมือง แต่ก็เป็นฟีลลิ่งแบบคนเดียวที่สนุกตามประสาเด็ก&nbsp;</p>



<p>บางทีก็พาเพื่อนไปด้วย นั่งรถไฟพาเพื่อนไปนั่งเล่นที่สถานีรถไฟเชียงราก จำได้เลยว่า ผมเอาหินรถไฟวางบนรางรถไฟ แล้วโดนนายสถานีด่าเช็ดเลย คือเขากลัวรถไฟตกราง หรือไปทำความเสียหายอะไรนั่นแหละ&nbsp;</p>



<p>อันนั้นก็เป็นชีวิตวัยรุ่น และในช่วงเวลานั้นก็จะนั่งรถไฟไปต่างจังหวัดกับคุณแม่เป็นประจำ บ้านแม่อยู่ที่อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก แล้วเราก็จะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นั่งรถไฟไปที่นั่นทุกครั้ง อย่างที่เล่าให้ฟังว่าคุณแม่บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ คุณตาของผมเขาทำงานการรถไฟ เป็นผู้ช่วยนายสถานี มันก็เกิดความผูกพันต่อมาเป็นทอดๆ </p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-11 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4.jpg" alt="" data-id="68056" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68056" class="wp-image-68056" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg" alt="" data-id="68057" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68057" class="wp-image-68057" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชอบนั่งรถไฟคนเดียว หรือไปกันหลายๆ คน</strong></h2>



<p>ก็มีทั้ง 2 แบบ ถ้านั่งคนเดียวก็อาจต้องระวังตัวหน่อย แต่ถ้าไปกันเยอะๆ ก็จะอุ่นใจขึ้น ผมเคยนั่งรถไฟไปกับกลุ่มนักเขียนของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ของ<strong>พี่นิวัต พุทธประสาท </strong>นั่งไปเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางคือบ้านของอาปุ๊ <strong>’รงค์ วงษ์สวรรค์ </strong>สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ไปกันหลายคน มันก็เฮฮา สนุกสนานมาก </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เวลานั่งรถไฟคนเดียว มีโอกาสได้คุยกับผู้โดยสารคนอื่นบ้างไหม</strong></h2>



<p>ไม่ค่อยได้คุยเลย (หัวเราะ) จะคุยเท่าที่จำเป็น เช่น ถึงสถานีไหนแล้ว แต่มันก็ต่อยอดได้เหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั่งรถไฟท่องเที่ยวไปอยุธยา คนนั่งตรงข้ามเขาก็ชวนคุย ไปๆ มาๆ ก็ได้รู้ว่าเขาเป็นนักอ่าน รู้จักนักเขียนเยอะมาก รู้จักคุณพ่อผมด้วย มันก็มีบทสนทนาทำนองนี้บ้างเหมือนกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการโดยสารรถไฟฟ้าในเมือง เช่น BTS หรือ MRT ให้ความรู้สึกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร</strong></h2>



<p>รถไฟฟ้าก็คือรถไฟนั่นแหละ แต่คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึกอย่างนั้น เพียงแต่ว่ารถไฟของ รฟท. มันไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ส่วนพวกรถไฟฟ้ามันใหม่เอี่ยม หน้าตาก็ไม่เหมือนกัน ประเภทของรถก็ต่างกัน แต่มันเป็นรถไฟฟ้ารางหนัก (heavy rail) เหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>จุดที่รถไฟฟ้าแตกต่างกันก็คือผู้โดยสาร ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่พอจะมีเงินจ่ายค่าโดยสารไปทำงาน ซึ่งเขาจะไม่ได้นั่งรถไฟฟ้าเล่น มันก็แตกต่างกันนะ มันทำหน้าที่แค่พาคนไปสู่จุดหมายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>แต่รถไฟฟ้าพวกนี้ก็ยังกระจุกตัวอยู่แค่ในเมือง ไม่กระจายไปยังแถบชานเมืองเท่าไรนัก เราก็จะเห็นแค่ชนชั้นกลางระดับกลางหรือค่อนไปทางด้านบนใช้บริการกัน และรถไฟฟ้าพวกนี้ก็จะผูกกับอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก เช่น พวกคอนโดใกล้รถไฟฟ้าแล้วก็ทำให้เกิดแนวคิดการมีที่พักอาศัยอยู่ใกล้รถไฟฟ้าขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>รถไฟทั้งสองอย่างนี้ก็แบ่งแยกกันพอสมควร เลยกลายเป็นภาพว่า BTS ต้องคู่กับชนชั้นกลาง ส่วนรถไฟชั้น 3 ก็ต้องคู่กับคนจน แล้วก็สุดที่ชนชั้นกลาง ไม่ใช่พาหนะของชนชั้นสูงหรือคนรวย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถไฟให้ภาพสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้วยไหม</strong></h2>



<p>ถ้าเป็นรถไฟชั้นเดียวกันทั้งขบวน เช่น ชั้น 3 หรือชั้น 2 ทั้งขบวน ก็อาจจะไม่ค่อยเห็นความเหลื่อมล้ำเท่าไร แต่ถ้าเป็นรถไฟที่มีตู้คละชั้น เช่น ตู้หนึ่งเป็นรถชั้น 3 อีกตู้เป็นรถชั้น 2 และอีกตู้เป็นชั้น 1 ซึ่งเป็นรถนอนปรับอากาศ ก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำอยู่ ทั้งกระเป๋าเงินของผู้โดยสารแต่ละคน กระเป๋าสะพายของแต่ละคน การแต่งตัวของแต่ละคน ทั้งๆ ที่เป็นรถไฟขบวนเดียวกัน มันก็จะเห็นความแตกต่างกัน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ca4f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยค่าโดยสารราคาถูกของรถไฟชั้น 3 อาจมองได้ว่าเป็นการสงเคราะห์คนจนจากรัฐด้วยหรือเปล่า</strong></h2>



<p>มองในแง่หนึ่ง การที่รถไฟไทยราคาถูก คนเข้าถึงได้ง่าย แต่แน่นอนว่าก็แลกมาด้วยบริการที่เราก็รู้ๆ กันอยู่&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นผู้สูงอายุลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ ทหารผ่านศึกก็ได้ส่วนลด หรือในช่วงที่คุณ<strong>สมัคร สุนทรเวช</strong>&nbsp;เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้คนไทยได้นั่งรถไฟชั้น 3 ฟรี ถึง 9 ปีเต็ม อันนี้ก็เป็นสวัสดิการจากรัฐ แต่ว่าสวัสดิการจากรัฐ หรือมุมมองของรัฐที่มีต่อคนจน หรือที่มีต่อรถไฟก็ตาม มันก็ยังคล้ายๆ กันคือ อนาถา เหมือนๆ กับบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จริงมันควรจะยกระดับสถานะให้ดีกว่านี้ได้ หรือควรจะไปให้พ้นจากเรื่องความจนได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>พูดถึงความยากจนของคนที่โดยสารรถไฟ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความโรแมนติกเกี่ยวกับรถไฟของกลุ่มชนชั้นกลางที่ชอบนั่งรถไฟเล่นด้วย เคยเห็นคู่บ่าวสาวมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันที่สถานีหัวลำโพง พอถามว่าขึ้นรถไฟประจำไหม ก็ไม่ แต่เขาสนุกกับความโรแมนติกของรถไฟ ทั้งๆ ที่เขาอาจไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมหรือมีความสนใจในตัวรถไฟนัก</p>



<p>ที่จริงตัวรถไฟเองมันก็พัฒนานะ แต่พัฒนาช้าไป มันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้ การบริหารจัดการจากรัฐที่คอยอุ้มชูช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถามว่ารัฐทำหรือไม่ ก็ทำนะ แต่ทำโดยมองว่าเป็นความอนาถา ซึ่งรัฐควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้</p>



<p>หรือแม้แต่ตัวรูปลักษณ์รถไฟ ในขณะที่ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว แต่รถไฟบ้านเรายังอยู่ในยุคที่ 2 อยู่เลย อุปกรณ์อะไรต่างๆ ก็เก่า ล้าสมัยไปแล้ว แต่คนก็มองว่ามันวินเทจ ที่จริงไม่ใช่ มันควรเปลี่ยนตั้งนานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ปัญหาอีกอย่างคือ เรื่องการไล่ที่คนที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟ อันนี้ผมก็อยากจะถามว่าเห็นใจพวกเขาหน่อยไม่ได้หรือ ถ้าการรถไฟปล่อยให้เขามาอาศัยอยู่บริเวณนั้นตั้งแต่แรกก็ควรต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่ไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่ใช่ว่าพอโครงสร้างพื้นฐานมา รถไฟความเร็วสูงมา ก็ไปไล่ที่เขา ในขณะที่ติ่งรถไฟก็มาด่าเอาๆ ว่าพื้นที่ของการรถไฟ มันก็ควรเป็นของการรถไฟ แต่คุณไม่เข้าใจบริบทแวดล้อม ไม่เข้าใจสังคมรอบข้างเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างบ้านผมก็เคยมีปัญหากับการรถไฟ คือการรถไฟเขาจะขึงรั้วไม่ให้เราเข้าไปได้เลย ทั้งๆ ที่มันเป็นทางที่เราใช้สัญจรมาเป็นเวลานาน เราใช้เวลาหลายปีในการเจรจากว่าจะได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-794869"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คนจากการนั่งรถไฟอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ถึงผมจะเป็นคนเงียบๆ แต่ด้วยความที่ผมเป็นนักเขียน การมองผู้โดยสารก็เหมือนการมองตัวละคร มองคาแรคเตอร์ของคนคนนี้ว่าเป็นอย่างไร คุณแม่ของผมจะเป็นคนที่ชี้ชวนให้มีวิสัยในการมองผู้คนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปแอบดูชาวบ้านนะ แต่คือการสังเกตว่าคนแบบนี้ ผู้โดยสารแบบนี้ มายังไง เป็นยังไง และทำไมสถานีรถไฟถึงเป็นจุดที่คนชอบพูดกันหนักหนาว่า เป็นที่พบปะและเป็นที่จากลาในสถานที่เดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ถ้าจะนำตัวละครที่เราพบเจอเหล่านี้ไปเขียนเป็นเรื่องสั้น นิยาย หรือจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับรถไฟ ก็ทำให้เข้าใจว่าต้องเขียนออกมายังไง อย่างผมก็เคยเขียนนิยายที่เกี่ยวกับรถไฟมาเหมือนกัน ชื่อว่า <em>ก่อนเวลาเปลี่ยนผ่าน </em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถไฟมีอิทธิพลต่องานเขียนของเราในแง่มุมไหนบ้าง</strong></h2>



<p>มันเป็นภาพจำของคนอื่นที่มีต่อเราว่า โมนจะเขียนอะไรก็มักเขียนเกี่ยวกับเรื่องรถไฟอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นบันทึกจากประสบการณ์ชีวิตของผม เรื่องสั้นหรือนิยายของคนอื่นๆ เขาก็เขียนจากชีวิตของตัวเขาเอง เขียนจากเรื่องที่เขารู้ดี ผมเองก็เหมือนกัน เพราะงั้นภาพจำที่คนมองผมคือ โมนกับรถไฟมีความชิดเชื้อสนิทกันพอสมควร </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มีคำกล่าวที่ว่า ‘นักเขียนต้องออกเดินทาง’ จริงหรือไม่</strong></h2>



<p>คนที่เป็นนักเขียนต้องหมั่นเปิดโลก คนที่เป็นนักเขียนมีวิธีการในการเปิดโลกได้หลายทาง การอ่านก็เป็นการเปิดโลก การเรียนรู้ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็เป็นการเปิดโลก และการเดินทางก็เป็นการเปิดโลกวิธีหนึ่ง</p>



<p>ผมเคยคุยกับพี่จุ้ย<strong>&nbsp;ศุ บุญเลี้ยง</strong>&nbsp;ถามเขาว่าระหว่าง ‘การเดินทาง’ กับ ‘การท่องเที่ยว’ อันไหนมีคุณค่ามากกว่ากัน เขาตอบว่าการเดินทาง</p>



<p>การเดินทางด้วยรถไฟมันก็เป็นการเปิดโลกอีกทางหนึ่ง พอเดินทางด้วยรถไฟมันมักจะเจออะไรที่ไม่คาดคิดเสมอ บางครั้งเราก็จะเจอคนที่ดีกับเรา คุยกับเรา บางทีก็มีคนสติไม่สมประกอบมาหาเรื่องคุยด้วยนะ ในช่วงที่รถไฟเปิดให้ขึ้นฟรี ก็มีคนสติไม่สมประกอบเต็มรถไฟเลย แต่พอกลับมาขายตั๋วคนเหล่านี้้ก็หายไป มันก็สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมเราก็มีคนเหล่านี้อยู่&nbsp;</p>



<p>ในเรื่องที่ว่านักเขียนควรออกเดินทางเพื่อตามหาแรงบันดาลใจ ผมเองก็มักจะนั่งรถไฟเมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการเขียนประมาณหนึ่ง ก็จะไปนั่งรถไฟเที่ยวสักหน่อย แต่ถ้าเป็นในลักษณะที่ตั้งใจนั่งรถไฟเพื่อไปหาแรงบันดาลใจ ผมไม่ค่อยมีลักษณะนั้นสักเท่าไร</p>



<p>มีครั้งหนึ่งตอนที่นั่งรถไฟไปเรียน แล้วเจอหญิงสาวคนเดิมซ้ำๆ เราก็เห็นว่าเขานั่งตู้เดิม ที่นั่งเดิม ลงสถานีเดิมทุกรอบ แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกรอบ แสดงว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ใช้บริการรถไฟ แล้วทำอะไรซ้ำๆ แบบนี้ แล้วเคยนำเรื่องของหญิงสาวคนนี้เอาไปต่อยอดเป็นเรื่องสั้นด้วยนะ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่าผู้คนที่เราพบเจอจากการนั่งรถไฟ ก็ถูกเราหยิบมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนงานด้วย</strong></h2>



<p>ใช่ๆ อย่างหญิงสาวคนที่กล่าวถึง คือการเป็นนักเขียนก็ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวและผู้คน ว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร มีลักษณะอย่างไร และการเดินทางด้วยรถไฟมันเอื้อให้เราสามารถสังเกตสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าพาหนะอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>นักเขียนท่านอื่นๆ เขาก็อาจใช้พาหนะที่แตกต่างกันไป อย่างคุณ<strong>วาณิช จรุงกิจอนันต์&nbsp;</strong>เขาก็จะนั่งแท๊กซี่ คุยกับคนขับแท๊กซี่ และนำสิ่งที่คุยกัน นำประสบการณ์ที่เจอมาเขียนเป็นเรื่องสั้นหรือนิยายได้&nbsp;</p>



<p>ส่วนเราใช้รถไฟ และอาจไม่ได้คุยเก่งเหมือนนักเขียนท่านอื่นๆ แต่เราก็ใช้วิธีการสังเกตผู้คนประเภทต่างๆ แล้วก็จับประเด็นมาเขียน ส่วนในแง่เรื่องราว รถไฟน่าจะมีเรื่องราวอัดแน่นไว้มากกว่าพาหนะประเภทอื่น ด้วยความที่มันใหญ่ และด้วยความที่คนมันเยอะด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของ ด.ช.โมน สวัสดิ์ศรี ที่เป็นติ่งรถไฟ เป็นยังไง</strong></h2>



<p>ในสมัยเด็ก ความรู้สึกที่มีต่อรถไฟ คือทั้งรักและกลัว รักก็คือชอบมัน อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้ว ของเล่นรถไฟนี่มีเต็มเลย โมเดลรถไฟก็มี ทุกวันนี้ก็ยังเก็บเอาไว้อยู่เลย</p>



<p>แต่ก็กลัวมากด้วย ผมกลัวเสียงรถไฟ กลัวเสียงรถจักร กลัวมันบีบแตร ผมจะปิดหู เพราะกลัวมากๆ เวลาหัวรถจักรวิ่งมาใกล้ๆ นี่หน้าสลดเลยนะ หรือเวลานั่งรถไฟแล้วมองไปนอกหน้าต่าง เห็นสะพานรถไฟอยู่ข้างหน้า นี่ก็หน้าสลดเลย กลัวเสียงดัง ตกใจ คงเป็นเพราะผมเป็นโรคหัวใจด้วย ก็กลัวว่าหัวใจจะเต้นเร็วเกินไป มันก็จะไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่นั่งบ่อยๆ ความกลัวมันก็น้อยลงๆ แล้วก็ถูกแทนที่ด้วยความรักและความสนุกตื่นเต้นกับรถไฟแทน</p>



<p>หลังจากนั้น พอโตขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนไป เช่น ในสมัยเด็กเราอาจตกใจเสียงหวูด แล้วเราก็พบว่าเสียงที่ทำให้เราตกใจกลัวในสมัยเด็ก มันกลับทำให้เราจำได้ว่ารถไฟที่กำลังมา ยี่ห้ออะไร เสียงเครื่องยนต์แบบนี้คือยี่ห้ออะไร เสียงรางแบบนี้ มันเป็นการต่อรางแบบไหน เสียงแตรของสปรินเตอร์ (Sprinter) และแดวู (Daewoo) ต่างกันอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องของรายละเอียดที่เราเริ่มเรียนรู้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d513b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน การที่เราคลั่งไคล้รถไฟ ทำให้เราแตกต่างจากเพื่อนไหม</strong></h2>



<p>ส่วนใหญ่เด็กในวัยเดียวกันก็ไม่ได้ต่างกันมาก เด็กชอบรถไฟก็เหมือนเด็กชอบหุ่นยนต์นั่นแหละ มันต่างกันตรงที่ว่าผมยังคงโตมาและรักรถไฟอย่างเหนียวแน่น และตอนเด็กๆ ผมได้รถไฟจำลองขบวนแรก เอามาไถเล่นอย่างสนุกสนาน เล่นจนล้อพัง มันก็ยิ่งผูกพันเข้าไปใหญ่&nbsp;</p>



<p>เด็กคนอื่นๆ พอโตมา เขาก็อาจไปสัมผัสกับโลกใบอื่นๆ แต่ด้วยความที่ครอบครัวเราอยู่ใกล้สถานีรถไฟ มันหนีไม่พ้นรถไฟ ดังนั้นเราก็เลยยังคงผูกพันกับรถไฟอยู่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตในห้องเรียนของโมน สวัสดิ์ศรี เป็นอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>เราดูเหมือนจะเป็นเด็กเนิร์ด แต่เราเรียนไม่เก่งเลย เรียนปานกลาง ไม่ค่อยจะเด่นมาก แล้วก็ไม่ค่อยได้แสดงออกเกี่ยวกับรถไฟมากนัก เพราะความสนใจเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมันก็เป็นเรื่องอื่นไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องสาวๆ หรือทำยังไงให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นความสนใจเรื่องรถไฟในช่วงวัยรุ่นมันจะน้อยลงหน่อย แต่เราก็ยังรักรถไฟอยู่ กลับมาเราก็ยังคงชื่นชมรถไฟจำลองของเราอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับชักชวนเพื่อนมาชอบรถไฟด้วยกัน</p>



<p>เรื่องการเรียนในห้องเรียน ผมมองว่ามันไม่ค่อยตอบโจทย์ชีวิตเท่าไร ซึ่งผมว่าแม้แต่ยุคนี้มันก็ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้เรียนเท่าไรอยู่ดี ในสมัยนั้นเขาจะพยายามส่งเสริมคนที่เป็นหัวกะทิให้ไปจนสุด ในขณะที่เราเป็นนักเรียนกลางๆ พอเอาตัวรอดได้ เขาก็ดูจะปล่อยๆ เราก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับการเรียน&nbsp;</p>



<p>ผมว่ามันยากที่การเรียนในห้องเรียนจะตอบโจทย์ได้ทั้งหมดที่เราต้องการ เช่น ความชอบ ความสนใจส่วนตัว อย่างเราชอบรถไฟ แต่บทเรียนที่โรงเรียนมีให้ก็เป็นไปตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมา เราก็แค่ท่องจำไป&nbsp;</p>



<p>มีบ้างเหมือนกันที่ครูเปิดโลกใหม่ๆ นอกตำราให้กับเรา เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ครูที่เคยมีประสบการณ์ร่วมก็จะเล่าให้เราฟัง แต่ก็น้อยมากๆ ครูส่วนใหญ่เขาก็มีกรอบของเขา บางครั้งครูเองก็ถูกครอบจากกรอบอีกแบบหนึ่ง ผมก็ไม่รู้หรอกว่าครูต้องไปทำงานวิจัยอะไรบ้าง แต่เข้าใจว่าครูมีภารกิจนอกที่ นอกเหนือจากการสอนเยอะ แต่ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ต้องอยู่ในกรอบของครู ดังนั้นบทเรียนชีวิตในโรงเรียน ยอมรับว่ามีค่อนข้างน้อย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-13 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4.jpg" alt="" data-id="68065" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68065" class="wp-image-68065" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3.jpg" alt="" data-id="68066" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68066" class="wp-image-68066" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e54256"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/9-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณครูในโรงเรียนรู้ไหมว่าเราชอบรถไฟ</strong></h2>



<p>ครูเขาคงจะรู้จากการอ่านบ้าง เพราะในช่วงมัธยมปลายผมเริ่มที่จะเขียนหนังสือบ้างแล้ว และมักจะเขียนเกี่ยวกับความชอบรถไฟและการนั่งรถไฟไปเที่ยวเสมอ</p>



<p>ครูเขาก็ไม่เคยมาถามผมนะว่านั่งรถไฟเป็นไงบ้าง แต่เขาก็ดูภูมิใจนะที่มีลูกศิษย์เขียนหนังสือ ตอนผมจบมัธยมปลาย ผมก็ได้รับการบันทึกว่าเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน สาขานักเขียน ซึ่งผมก็งงมากเลย เพราะผมเองก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไร แต่โรงเรียนก็ยังดั้นด้นหาสาขานี้มาให้ (หัวเราะ)</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชอบรถไฟขนาดนี้ ไม่มีความคิดจะไปเรียนด้านวิศวกรรมรถไฟบ้างเหรอ</strong></h2>



<p>ใช่ เราชอบรถไฟ แต่ถ้าให้เราไปทำงานการรถไฟ ไปเจออะไรที่อาจแย่ๆ หรือแดนสนธยาของการรถไฟ เราก็ไม่เอา เราขอประทับใจกับมันแค่นี้ดีกว่า เราชอบรถไฟก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราชอบในตัวองค์กรการรถไฟ</p>



<p>แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่คุณพ่อเขาทำงานการรถไฟ เพื่อนคนนี้ก็เข้าออกโรงงานมักกะสันของการรถไฟอยู่บ่อยๆ เขาก็ได้เห็นเครื่องยนต์กลไกต่างๆ นานา แล้วมาเล่าให้ผมฟัง ผมก็ตื่นเต้นมาก ได้วิชาความรู้จากเขาเยอะ เพราะถึงแม้คุณพ่อและคุณแม่ผม ชีวิตจะผูกพันกับรถไฟ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานของรถไฟ เขาก็ไม่ได้รู้อะไรลึกนัก ก็เลยสนิทกับเพื่อนคนนี้มาก สุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ก็ได้ไปทำงานการรถไฟเมื่อเรียนจบ</p>



<p>ส่วนผมเมื่อเรียนจบ ก็เลือกไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทีแรกอยากเรียนนิติศาสตร์ อยากเรียนกฎหมาย คุณลุงแท้ๆ ของผมเขาจบนิติ ผมก็เลยอยากเรียนบ้าง และตอนใกล้จบ ม.6 ได้ไปอ่าน <em>ปีศาจ </em>ของ <strong>เสนีย์ เสาวพงศ์ </strong>ที่ตัวเอก สาย สีมา จบนิติศาสตร์ ก็เลยยิ่งอยากเรียน แต่ไปๆ มาๆ เราคิดว่าเราไม่น่าไหว และเราอยากรู้เรื่องการเมืองการปกครอง ก็เลยเลือกเรียนรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง ผมเรียนจบภายในเวลา 2 ปีครึ่ง ก็ค่อนข้างจะสนุกกับมันนะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64c677"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความชอบในรถไฟ มีผลอย่างไรเมื่อไปเรียนวิชาว่าด้วยการเมืองและการปกครองอย่างรัฐศาสตร์</strong></h2>



<p>ความชอบในรถไฟมาตั้งแต่เด็กก็ทำให้เรามองรัฐศาสตร์ในมุมที่ต่างจากเพื่อน กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเพื่อน แต่ก็เป็นผลจากมิติทางประวัติศาสตร์ที่เรามีด้วย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่แหวกขนบออกไป ถ้าเทียบกับเพื่อนที่เป็นติ่งรถไฟด้วยกัน ที่มักจะเป็นจารีตนิยม ผูกพันกับประวัติศาสตร์รถไฟโดยยึดโยงกับสถาบันในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ยกย่อง&nbsp;<strong>กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน&nbsp;</strong>มาก และไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์รถไฟในยุคปัจจุบันเท่าไร</p>



<p>ยกตัวอย่างอีกนิด เช่น ติ่งรถไฟสายจารีต ก็จะไม่ค่อยพูดถึง&nbsp;<strong>หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์&nbsp;</strong>เท่าไรนัก ซึ่งเป็นคนที่กรมพระกำแพงเพชรไว้ใจมาก และสร้างคุณไว้อย่างสูงแก่รถไฟไทย เป็นคนที่วางรากฐานระบบให้แก่รถไฟไทยต่างๆ นานา เป็นคนออกแบบและสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว และเป็นไปได้ว่าเขามีส่วนในการวางรากฐานให้กรมรถไฟ จนกลายเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย ในสมัย&nbsp;<strong>จอมพล ป. พิบูลสงคราม</strong>&nbsp;เป็นนายกรัฐมนตรี&nbsp;</p>



<p>เขามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนารถไฟไทย แต่เพราะเขาเป็นหนึ่งในคณะราษฎร เป็นลูกศิษย์ของ&nbsp;<strong>ปรีดี พนมยงค์</strong>&nbsp;เป็นหนึ่งในขบวนการเสรีไทย ติ่งรถไฟสายจารีตก็เลยไม่อยากจะพูดถึง&nbsp;</p>



<p>จริงๆ ประวัติศาสตร์จารีตผมก็ชอบนะ หลายๆ อย่างก็คิดว่าควรจะอนุรักษ์ไว้ด้วย อย่างเช่นสถานีหัวลำโพง ผมก็อยากให้มันยังอยู่ และยังอยู่ในฐานะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่ให้รถไฟวิ่งเข้าไปได้จริง ยังใช้งานอยู่ เท่าที่รู้ตอนนี้กลุ่มรถด่วน รถเร็ว ย้ายมาอยู่บางซื่อกันหมดแล้ว หัวลำโพงก็เหลือแค่รถไฟธรรมดา เป็นรถชานเมืองที่ชาวบ้านเขานั่งกัน ในอนาคตมันก็มีแนวโน้มที่เขาจะถอนออกมาไว้ที่สถานีบางซื่อหมด แล้วปล่อยให้หัวลำโพงเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง แต่ผมคิดว่ามันควรใช้โมเดลของสถานีธนบุรี คือกลุ่มรถไฟชานเมืองทุกวันนี้ก็ยังเข้าสถานีธนบุรี ส่วนรถไฟด่วน รถไฟเร็วก็ไปเข้าสถานีบางซื่อ อันนี้เป็นแนวคิดเดียวกับของ&nbsp;<strong>สุจิตต์ วงษ์เทศ&nbsp;</strong>คือ ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ ไม่เห็นยากเลย แค่ปล่อยรถไฟเข้าไป แล้ววิถีชีวิตผู้คนก็ยังอยู่&nbsp;</p>



<p>ความเป็นติ่งรถไฟที่ไม่ได้เน้นเฉพาะประวัติศาสตร์สายจารีต ก็ทำให้การเรียนรัฐศาสตร์ของผมมีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b80d7a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเปรียบรถไฟเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ห้องเรียนนี้สอนวิชาอะไรให้เราบ้าง</strong></h2>



<p>ได้หลายวิชาเลย แล้วแต่ว่าอยากได้มุมไหน เช่น วิชาสารคดี ซึ่งอาจเป็นสารคดีอิงประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ในและนอกจารีตก็ได้ อีกมุมหนึ่งก็ทำให้เราเห็นอดีตของรถไฟที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านหรือราษฎรที่นอกเหนือไปจากประวัติศาสตร์ของเจ้าขุนมูลนายด้วย&nbsp;</p>



<p>วิชาต่อมาก็คือ สถาปัตยกรรม เราอาจได้เรียนรู้ผ่านสถานีหัวลำโพง สถานีสวนจิตรลดา สถานีเชียงใหม่ สถานีธนบุรี สถานที่เหล่านี้เป็นสถานีสำคัญที่น่าศึกษา มีการออกแบบอย่างไร คนออกแบบคนเดียวกันหรือไหม หรือจะศึกษาเครื่องยนต์กลไกจากตัวรถไฟก็ได้&nbsp;</p>



<p>วิชาความรู้ที่ได้จากรถไฟก็แบ่งได้หลายวิชา แต่ผมไม่อยากให้คนรักรถไฟชูสิ่งเหล่านี้มาเป็นอันดับแรก ผมอยากให้คนมาขึ้นรถไฟ มาโดยสารรถไฟ มาสนุกกับรถไฟให้ได้ก่อน ยังไม่ต้องไปยัดเยียดประวัติศาสตร์อะไรให้กับเขาหรอก ไม่ต้องไปคอยบอกว่า สถานีหัวลำโพงมันไม่ได้ชื่อหัวลำโพงนะ มันชื่อสถานีกรุงเทพ หรือไม่ต้องไปแก้หรอกว่า โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟนะ ให้คนเข้าได้รู้จักและโอเคกับรถไฟก่อน และเดี๋ยวเขาก็จะมาศึกษาอะไรพวกนี้เองแหละ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เสน่ห์ของการนั่งรถไฟคืออะไร</strong></h2>



<p>คนที่ชอบรถไฟ กับคนที่ใช้บริการรถไฟ ต่างกันตรงที่ คนที่ใช้บริการรถไฟทั่วไปเขาจะมองว่าปลายทางคือเป้าหมาย ในขณะที่คนรักรถไฟแบบผม เขาจะมองว่าระหว่างทางคือเป้าหมาย ไม่ใช่ปลายทาง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเสน่ห์ของรถไฟคืออยู่ตรงระหว่างทาง ที่เราได้เห็นชีวิต ได้เห็นผู้คน ได้เห็นความแตกต่างระหว่างรถไฟแต่ละชั้น ซึ่งมันจะไม่เหมือนกันเลย มีอยู่ทริปหนึ่ง ผมคิดยังไงก็ไม่รู้ ตอนเช้าผมนั่งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และในวันเดียวกันตอนบ่ายผมก็ไปนั่งรถไฟสายแม่กลอง มันต่างกันนะ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กับ ตลาดร่มหุบ เจ้าของเดียวกัน แต่บรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>



<p>สำหรับผมซึ่งเป็นคนบุคลิกค่อนข้างเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงอะไรเท่าไรนัก การเดินทางด้วยรถไฟ ผมก็สนุกที่ได้เจอเพื่อนร่วมทาง สนุกที่ได้พบปะผู้คน สนุกตรงที่ได้เห็นหัวรถจักร ได้ชะโงกดูอะไรต่อมิอะไร ผ่านพื้นที่ที่เราไม่ได้เห็นทุกวัน แล้วก็สนุกตรงที่รถไฟมันเป็นรถไฟ</p>



<p>การนั่งรถไฟต่างจากการนั่งรถยนต์ ซึ่งทัศนวิสัยก็จะแตกต่างกัน ในขณะที่รถยนต์จะขนานไปกับตึกรามบ้านช่อง แต่รถไฟมันจะไปทางท้องทุ่งท้องนา มีคำกล่าวด้วยซ้ำว่า ถ้าใครอยากรู้จักประเทศไทย ให้ไปนั่งรถไฟ ได้รู้จักทั้งตัวแทนภาพลักษณ์ของประเทศไทยซึ่งก็คือตัวรถไฟเอง ได้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพอย่างไรผ่านทิวทัศน์สองข้างทาง เพราะฉะนั้นประเทศไทยเป็นยังไงก็ดูที่รถไฟไทย ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นยังไง ก็ดูได้จากรถไฟของเขาเช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้จากรถไฟจะช่วยเติมทักษะให้เราใช้ชีวิตรอดในยุคสมัยนี้ได้อย่างไร&nbsp;</strong></h2>



<p>รถไฟเป็นพาหนะที่เสริมสร้างทักษะและส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่าพาหนะอื่นๆ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องไปนั่งรถไฟท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยากจะให้ลองนั่งรถไฟดูหลายๆ ประเภท แล้วคุณจะมีมุมมองที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือ หรือจากยูทูบ&nbsp;</p>



<p>การมองเห็น สังเกต และสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง จะทำให้เราเข้าใจมันได้มากกว่า สุดท้ายการนั่งรถไฟก็คือการเรียนรู้ที่พาเราไปรู้จักอะไรที่เรายังไม่เคยรู้ ไม่เคยลองเกี่ยวกับรถไฟ ทั้งเรื่องวิชาความรู้ ประวัติศาสตร์ และอะไรต่างๆ อีกมากมาย</p>



<p></p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>-สถานีต้นทาง-</strong></h4>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-"><strong>เส้นทางการเรียนรู้ที่เลือกเอง</strong></h3>



<p></p>



<p>หลังการนั่งล่องไปในขบวนรถไฟแห่งการเรียนรู้เสร็จสิ้น เราร่ำลาเขา และนั่งรถออกจากบ้านกลางสวนอันสงบร่มรื่น ระหว่างทางเรานั่งคิดถึงเรื่องราวการเรียนรู้ของเขา พลางนึกอิจฉาว่าเขาโชคดีไม่น้อย แน่ล่ะ เขาไม่ได้ร่ำรวยหรือมีอำนาจล้นฟ้า แต่อิจฉาว่าเขาช่างโชคดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันการเรียนรู้ที่ไร้ทางเลือกทำให้เด็กที่มีฐานะยากจนต้องเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คงจะดีหากทุกคนเห็นว่าการศึกษานั้น คือทางเลือกอันไม่มีข้อจำกัดที่ทุกคนสามารถเลือกและสับรางได้ด้วยตัวเอง มิใช่เป็นเพียงเส้นทางตรงทอดยาวที่ไม่อาจเปลี่ยนจุดหมายหรือเลือกสถานีเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2983b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โชคดีอย่างที่สอง คือห้องเรียนรถไฟที่เขาเลือกเรียน ได้พาตัวเขาไปพบเจอกับศาสตร์และองค์ความรู้มากมาย เปิดโลกและมุมมองความคิดของเขาให้กว้างขวาง และห้องเรียนห้องนี้ยังทำให้เขาเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของคนในสังคมที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ จนกลายเป็นข้อจำกัดของห้องเรียนโดยทั่วไป&nbsp;</p>



<p>เส้นทางการเรียนรู้ของโมน ชวนให้นึกถึง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ระบบที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนนอกระบบได้อย่างยืดหยุ่นและตามอัธยาศัย แต่ปลายทางของประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านั้น จะไม่ใช่สิ่งที่ดูจับต้องไม่ได้ในอากาศแต่อย่างใด แต่สามารถโอนประสบการณ์และบทเรียนที่มีคุณค่าเหล่านี้มาเป็นหน่วยกิตสะสม ที่สุดท้ายแล้วสามารถได้รับประกาศนียบัตรรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษาได้</p>



<p>ปัจจุบัน โมน สวัสดิ์ศรี ยังไม่จบการศึกษา แต่ยังหาเวลาลงหน่วยกิตเพิ่มเติม เพื่อไปเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับนักเขียนที่ต้องออกเดินทาง นักเรียนก็ต้องเข้าเรียน และหากนักเขียนต้องออกเดินทางตลอดชีวิต เหล่านักเรียนก็ต้องออกเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ต่างกัน</p>



<p>และเช่นเดียวกับนักเขียนและนักเดินทาง นั่นคือ ปลายทางย่อมไม่ใช่สิ่งสำคัญ เท่ากับระหว่างทางที่พาเราไปพบเจอสิ่งต่างๆ และเรียนรู้กับมันได้อย่างไม่สิ้นสุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c330eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/">โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โพควา โปรดักชั่น: โรงเรียนผืนดิน คุณครูสายน้ำ วิถีแห่งป่า และวิชาชาติพันธุ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-pokhwa-production/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 May 2023 05:24:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[co-learning space]]></category>
		<category><![CDATA[ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปกาเกอะญอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67305</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โอ๊ะหมึโชเป่อ สวัสดีครับ” ข้อความจากพื้นที่ชายแดนไทย-พ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-pokhwa-production/">โพควา โปรดักชั่น: โรงเรียนผืนดิน คุณครูสายน้ำ วิถีแห่งป่า และวิชาชาติพันธุ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“โอ๊ะหมึโชเป่อ สวัสดีครับ”</p>



<p>ข้อความจากพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า จังหวัดตาก ส่งตรงถึงคนใจกลางประเทศด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีไร้สาย ทำให้ถ้อยคำไม่คุ้นเคยถูกอธิบายความหมายในวรรคถัดมาอย่างรวดเร็ว</p>



<p>‘โอ๊ะหมึโชเป่อ’ เป็นคำทักทายในภาษาปกาเกอะญอที่&nbsp;<strong>โอ-ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี&nbsp;</strong>สื่อสารออกมาได้อย่างคล่องปาก เพราะเป็นภาษาแรกที่รู้จักและได้ใช้ในชีวิต ก่อนจะเรียนรู้การสื่อสารภาษาไทยเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน</p>



<p>เด็กชายชาวปกาเกอะญอเติบโตขึ้นผ่านการถีบตัวเองเข้าสู่พื้นที่ความเจริญ ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรีในกรุงเทพฯ แล้วประกอบอาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน เส้นทางชีวิตของโอจึงดูไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ที่มีเป้าหมายคือเรียนให้จบแล้วหางานทำในเมือง</p>



<p>จนกระทั่งงานที่ทำอยู่พาให้โอกลับไปพบกับจุดตั้งต้นในตัวตนของเขา นั่นคือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่ไหลเวียนอยู่สายเลือดและความทรงจำ ‘โพควา โปรดักชั่น’ จึงถือกำเนิดขึ้นในนามของสื่อมิติใหม่ของสังคมชาติพันธุ์ เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ทางวัฒนธรรม และสะท้อนภาพความจริงของวิถีชาติพันธุ์จากมุมมองของคนชาติพันธุ์</p>



<p>ความหวังใหม่ของโอ คือการสร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ โดยมีโจทย์สำคัญคือการทำให้คนชาติพันธุ์รุ่นใหม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ เส้นทางดังกล่าวจึงต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่างการศึกษาที่สอดรับกับบริบทของความเป็นชาติพันธุ์</p>



<p>และนั่นคือหัวใจหลักของการสนทนาในครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6523ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/123432044_3411377015754371_4618959965211692338_o-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โอ-ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี<br>(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3-%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88-"><strong>ช่วยแนะนำตัวหน่อยว่าเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่</strong></h2>



<p>ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี เป็นคนปกาเกอะญอ ตอนนี้เรียนปริญญาโท สาขาการสื่อสารศึกษา คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>



<p>งานหลักที่ทำอยู่ตอนนี้คือผลิตสื่อสารคดีโทรทัศน์ และทำสารคดีให้กับหน่วยงานต่างๆ บางครั้งก็ไปเป็นวิทยากร เป็นกระบวนกร ส่วนงานอีกประเภทที่เป็นงาน motivate ทำเพื่อหล่อเลี้ยงความรู้สึกและจิตวิญญาณก็คือทำเพจโพควา โปรดักชั่น ให้ความรู้และข้อมูลเรื่องวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2-%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2-"><strong>ทำเพจโพควา โปรดักชั่น คนเดียวเลยหรือเปล่า</strong></h2>



<p>ใช่ ยังไม่มีทีมงานนะ เพราะเป็นเพจที่ไม่สร้างรายได้ (หัวเราะ) โพควาเป็นงานที่ผมทำแล้วเห็นการเติบโตของมันอย่างชัดเจน เพราะผมออกแบบเองทั้งหมด ตั้งแต่ โมเดลการสื่อสาร (SMCR Model) ไปจนถึงประเมินผลลัพธ์จากการสื่อสาร&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2-%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E2%80%98%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E2%80%99-"><strong>เล่าจุดเริ่มต้นของโพควา โปรดักชั่น และทำไมถึงชื่อ ‘โพควา’</strong></h2>



<p>ตอนเรียนปี 4 ที่วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผมได้รับโอกาสทำสารคดีกับไทยพีบีเอส ตอนนั้นก็คิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดีที่เป็นตัวแทนของทีมได้ ซึ่งทีมนี่ก็มีผมคนเดียวนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรามีข้อมูลและจินตนาการที่จะพูดถึงตัวเองไม่มากพอ</p>



<p>คอนเซปต์ที่นึกได้ตอนนั้น คือผมอยู่ในหมู่บ้านแถบชายแดนจังหวัดตาก เป็นภูเขาใหญ่ๆ ติดแม่น้ำ ทุกเช้าจะได้ยินเสียงเรือ ฝั่งนู้นก็พม่า ฝั่งนี้ก็เป็นไทย ผมก็เลยตั้งชื่อทีมในตอนนั้นว่า แสงเล็กๆ ในหุบเขา แต่ไม่ได้ส่งนะ เพราะคิดไปคิดมาชื่อมันยาวจัง มันดูไม่คลาสสิก ผมเลยกลับมาบ้าน ผมเป็นลูกคนโตในครอบครัวปกาเกอะญอ แม่ก็จะเรียกว่า ‘โพควา’ เรียกอยู่นั่นแหละ เรียกไปล้างจาน ทำกับข้าว คือทุกอย่างก็จะเป็นพี่คนโตก่อน เราก็เลยคิดว่า มันก็เป็นคำที่ดูคลาสสิกดี เท่ดี เท่ในเชิงที่เรียกง่ายด้วย มันแสดงถึงพี่คนโตด้วย ลูกชายด้วย ก็นำมาสู่ชื่อโพควา แล้วก็ตามด้วยโปรดักชั่น เพราะตอนนั้นใช้สำหรับพรีเซนต์ตัวเองตอนทำสารคดี</p>



<p>ส่วนจุดเริ่มต้นการทำงานในเพจโพควา โปรดักชั่น เริ่มต้นมาตั้งแต่ 15-16 ปีที่แล้ว เริ่มแรกเป็นการเล่าเรื่องเบื้องหลังสารคดีที่เราทำให้กับสื่ออื่น ว่าไปทำอะไรที่ไหนบ้าง แต่พอทำไป 1-2 ปี ก็คิดว่าควรจะเปิดพื้นที่ สร้างโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น เลยสื่อสารผ่านเพจว่าเรารับงานสารคดี งานถ่ายภาพถ่ายวิดีโอนะ หลังจากนั้นก็ทำงานหาเงินไปควบคู่กับทำเพจ แต่โพควาในตอนนั้นก็ยังไม่ไปแตะประเด็นชาติพันธุ์นะ ยังดูห่างไกลกันอยู่มาก</p>



<p>จนกระทั่งผมมีโอกาสไปทำสารคดีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ ได้เห็นการบวชป่า การแต่งงาน ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า เรามองเห็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถมองถึงแก่นสารที่อยู่ภายใต้สิ่งนั้นๆ ได้ ซึ่งมันต้องอาศัยกรอบแนวคิด หรือกรอบความรู้เพื่อจะเข้าใจสิ่งนั้นๆ ผมเลยไปสมัครเรียนปริญญาโทที่คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2561 เพื่อเรียนรู้กรอบแนวคิดทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเอามาใช้กับการสื่อสาร</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-15 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="960" height="960" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n.jpeg" alt="" data-id="67308" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67308" class="wp-image-67308" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n.jpeg 960w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n-300x300.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n-150x150.jpeg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n-768x768.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/41412345_2661081280783952_1430871953844994048_n-750x750.jpeg 750w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="1024" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-1024x1024.jpeg" alt="" data-id="67309" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1.jpeg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67309" class="wp-image-67309" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-1024x1024.jpeg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-300x300.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-150x150.jpeg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-768x768.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-1536x1536.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1-750x750.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/130463855_3993186340745714_5840981068031581752_o-1.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df59c2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/125270480_3922738691123813_3092858318660735301_o.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>หลังจากนั้นคอนเทนต์ของโพควา โปรดักชั่น เลยเปลี่ยนไปเป็นการสื่อสารเรื่องชีวิตวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ โดยที่เราก็เริ่มผลิตชิ้นงานขึ้นเอง เพราะวัตถุดิบบางอย่างที่ได้มาจากการทำสารคดีมันไม่สามารถเอามาใช้งานต่อแบบส่วนตัวได้ บวกกับเราเองก็เป็นคนในวัฒนธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังไม่สามารถอธิบายความหมายของมันได้ เราก็ใช้สิ่งที่เราเรียนมามิกซ์กับสิ่งที่เราพบเจอ ตกผลึกบางอย่างทางความคิดแล้วก็เริ่มเขียนลงเพจ</p>



<p>ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องใช้พลังงานมากนักในการทำเพจ เพราะการเรียน ป.โท มันบังคับให้เราต้องทบทวนวรรณกรรม (review literature) อยู่แล้ว ผมเลยต้องหาข้อมูลเพื่อทำธีสิสแล้วก็เอามาทำคอนเทนต์บนเพจไปด้วย โดยลองมองหาแง่มุมที่น่าสนใจของเรื่องราวเหล่านั้น</p>



<p>ครั้งหนึ่งผมรีวิวเรื่องบทธา ซึ่งเป็นกวีที่เล่าวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ผมก็เอามาวิเคราะห์แล้วเขียนลงเพจ ปรากฏว่ามีคนให้ความสนใจเรื่องนี้เยอะมาก มีน้องๆ นักศึกษาที่เป็นปกาเกอะญอ ทักมาขอข้อมูล ขอสัมภาษณ์ เลยทำให้เรารู้ว่าแม้แต่กะเหรี่ยงด้วยกันก็มีคนที่ไม่รู้เรื่องนี้เยอะมาก ซึ่งก็ทำให้เราฉุกคิดว่า วัฒนธรรมอีกหลายๆ อย่างที่ทำสืบต่อกันมาก็อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเหตุผลของมันก็ได้ ยิ่งการตีความแบบร่วมสมัยก็ยิ่งหายากเข้าไปอีก ซึ่งเราก็อยากจะเป็นคนหนึ่งที่แผ่มันออกมา อย่างน้อยที่สุดเพื่อให้คนเข้าใจว่า ทำไมสิ่งนี้ วัฒนธรรมเหล่านี้จึงมีอยู่ มันมีคุณค่าทางสังคมยังไง และจะทำให้มันร่วมสมัยได้ยังไงบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ช่วงแรกที่ทำเพจ คนที่มาติดตามเป็นใครบ้าง</strong></h2>



<p>กลุ่มแรกก็เป็นคนทั่วไปที่มีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ข้อความง่าย ๆ อย่างข้อความสวัสดี รูปธรรมชาติที่เราถ่าย มันอาจเป็นเพราะความสุนทรีย์ หรืออาจเชื่อมโยงกับชีวิตเขาโดยตรงก็ได้ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีเยอะที่สุด เพราะมีทั้งคนที่อยู่ในไทยและในรัฐกะเหรี่ยงของพม่า แม้แต่อเมริกาก็มีนะ แต่ก็เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ไปอยู่ในต่างประเทศ</p>



<p>กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา กลุ่มนี้ก็มีเยอะเหมือนกัน เขาจะอ่านและต้องการข้อมูลระดับหนึ่งเพื่อไปพรีเซนต์ในห้องเรียน บางครั้งถ้าต้องการข้อมูลเชิงลึกก็ติดต่อมาที่เพจเพื่อขอไปลงพื้นที่ด้วย นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มที่รู้จักผ่านโซเชีลมีเดียที่เราเคยไปร่วมทำงานด้วย บางทีก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์ อย่าง&nbsp;<strong>ปั๋น-ดริสา การพจน์&nbsp;</strong>(เจ้าของช่องยูทูบ Riety) หรือ&nbsp;<strong>เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง&nbsp;</strong>(รองอันดับสอง Miss Universe Thailand 2019) ที่มาเรียนรู้วัฒนธรรมในพื้นที่ กลุ่มคนเหล่านี้เขาก็จะเชื่อมโยงกับคนในเมืองได้มากกว่าผม ดังนั้น ก็เป็นช่องทางในการเติบโตของโพควาอีกทางหนึ่งด้วย</p>



<p>กลุ่มที่ 3 จะเป็นอาจารย์ นักวิชาการ หรือคนที่ทำประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์ มักจะมาขอสัมภาษณ์เพื่อทำวิจัย หรือบางครั้งก็เชิญผมไปร่วมแลกเปลี่ยนเป็นวิทยากร</p>



<p>กลุ่มที่ 4 คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่เชิญไปมอบโล่รางวัล กลุ่มนี้เป็นคนให้รางวัล ตัดสิน และมองว่าเราเด่นด้านไหน มีศักยภาพอะไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bf7a3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/118452446_3339020369656703_2515005032656090382_o.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำงานในพื้นที่ไหนบ้าง มีที่ไหนที่สนใจเป็นพิเศษไหม</strong></h2>



<p>มีหลายพื้นที่ที่พ่วงกับที่ผมทำงาน เช่น ผมได้รับทุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในการทำสารคดี ได้รับโปรเจกต์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเรื่องไร่หมุนเวียน 5 ตอน ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง 3 ตอน ดังนั้นผมจะหาโอกาสการทำงานแบบนี้ไปพบกับชุมชนชาติพันธุ์ แต่คำถามที่ว่าไปที่ไหนเป็นพิเศษมั้ย คำตอบคือไม่มี อย่างที่บอก มันเป็นจังหวะแบบนี้</p>



<p>แต่ว่าทุกพื้นที่ที่ไป เนื่องจากว่าเป็นพื้นที่ปกาเกอะญอด้วย แล้วเขาก็รับรู้ว่าเราเป็นใครด้วย เขาก็ชวนไปหลายที่ ที่ไปบ่อยมากๆ คือดอยช้างป่าแป๋ ลำพูน ที่นั่นผมสนใจเพราะเขามีประเด็นเรื่องวัฒนธรรมที่น่าเรียนรู้ มีผู้คนที่น่ารัก เขามีศักยภาพที่จะแสดงความสามารถของตัวเองได้ในพื้นที่ตัวเอง เช่น การทอผ้า การทำพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนั้นชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการดูแลป่า มีอำนาจดูแลจัดการข้อมูล โดยใช้ศาสตร์จากภูมิปัญญาของเขากับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาเชื่อมกันเพื่อสื่อสารและต่อรองกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมันน่าสนใจมากที่สามารถนำความรู้เหล่านี้มาทำงานร่วมกันได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โพควา โปรดักชั่น นิยามตัวเองว่าเป็น ‘มิติใหม่ของสังคมชาติพันธุ์’ อธิบายหน่อยว่าเป็นยังไง</strong></h2>



<p>ถ้าเราดูโครงสร้างภาพลักษณ์ของชาติพันธุ์ในไทย จะแบ่งได้เป็น 3 ยุค ซึ่งข้อมูลนี้ผมรีวิวมาจากงานวิจัยของ<strong>อาจารย์ขวัญชีวัน บัวแดง</strong>&nbsp;(อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ยุคแรกคือยุคจารีต ยุคที่ไม่มีรัฐ แต่ละหัวเมืองจะปกครองกันเอง แต่จะมีหัวหน้าเผ่า มีพิธีกรรม ยุคที่ 2 จะเป็นยุครัฐชาติ เริ่มตั้งแต่ปี 2500 ที่มีการเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 โดยพูดถึงชาติพันธุ์ ซึ่งยุคนี้สร้างวาทกรรมเรื่องชาวเขาว่าเป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมล้าหลัง ทำลายป่า วาทกรรมเหล่านี้สร้างตัวตนของคนชาติพันธุ์ในความเข้าใจของสังคมไปในเชิงลบ</p>



<p>จนกระทั่งปี 2530 เป็นยุคแรกที่คนชาติพันธุ์เริ่มเขียนเรื่องราวของตัวเอง โดยมี&nbsp;<strong>วีระศักดิ์ ยอดระบำ&nbsp;</strong>นักเขียนผู้เป็นสหายของชาวกะเหรี่ยง แปลภาษาปกาเกอะญอ ของ<strong>พะตี่ตือโพ (ศิลปินชาวกะเหรี่ยง)&nbsp;</strong>ออกมาเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ตีพิมพ์เป็นหนังสือ<em>พ้อเลป่า</em></p>



<p>ยุคนี้เริ่มมีคนชาติพันธุ์ที่เป็นนักเขียน นักร้อง ศิลปิน มีการสื่อสารภาษาไทยมากขึ้น เพราะการถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านภาษาปกาเกอะญอยังคงเป็นเรื่องยากที่คนในเมืองจะเข้าใจ ทำให้ในยุคนี้เกิดมิติภาพลักษณ์ว่าชาวเขาพูดไทยไม่ชัด ป่าเถื่อน สกปรก มันยังมีความรู้สึกนั้นอยู่ หรือแม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีความรู้สึกว่ามันเหยียดๆ กันอยู่</p>



<p>เพราะฉะนั้น มิติใหม่ของสังคมชาติพันธุ์สำหรับผมคือ เมื่อก่อนเรามองจากบนลงล่าง เรามองคนบนดอย คนชายขอบ แล้วอธิบายเขาผ่านมุมมองของเราและเข้าใจไปเอง แต่วันนี้ผมจะเป็นฝ่ายบอกเองว่า ฉันคือใคร ฉันมีศักยภาพอะไรบ้าง เป็นการแสดงศักยภาพโดยใช้มุมมองของมานุษยวิทยาในหลากมิติ ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงคนในเผ่าพันธุ์ เพื่อสร้างพื้นที่และโอกาสทางวัฒนธรรมให้กับคนชาติพันธุ์</p>



<p>ที่ผ่านมา คนข้างนอกมักเข้าใจกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองไปในทิศทางที่ผิด แท้จริงแล้วเขาคือผู้รักษา ไม่ใช่ผู้ทำลาย ถ้าเรามองจากสถานการณ์ที่คนปัจจุบันกำลังหาองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อปกป้องโลกนี้จากมหันตภัยทางธรรมชาติ มันก็มีหลักฐานหลายอย่างที่ยืนยันว่าองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองตอบโจทย์กับโลกปัจจุบัน ซึ่งในแง่ของคนในวัฒนธรรม การที่สิ่งเหล่านั้นจะอยู่มาได้นั่นก็เพราะมันมีประโยชน์ต่อชีวิตของคน เพียงแต่ว่ายุคที่ผมโตคือยุคปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ประเพณีหลายๆ อย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-869469"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/327431972_1371550660242400_4889231384766149876_n.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีจุดไหนบ้างที่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้เข้าไปเรียนรู้และมีส่วนร่วม</strong></h2>



<p>พื้นที่ในความหมายผม ใช้คำว่า space ที่ไม่ใช่แค่ area คือนอกจากจะต้องมีพื้นที่ในเชิงกายภาพ ต้องเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างคนรุ่นก่อนและคนรุ่นใหม่ สมมุติยกตัวอย่างว่า จะอนุรักษ์ผ้าทอได้อย่างไร สำหรับคนยุคก่อนโจทย์ของการอนุรักษ์คือการรักษาความเป็นตำรับให้มากที่สุด แต่สำหรับคนรุ่นใหม่มันต้องตอบโจทย์มิติทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้ด้วย มันก็ต้องมาคุยกันเพื่อหาจุดร่วม</p>



<p>มันอาจจะเป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นข้อถกเถียงเหล่านี้งอกงามเกิดผล โดยที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตรงนี้ก็สัมพันธ์กับการศึกษาด้วยว่า กรอบคิดที่เราเซ็ตขึ้นมา เรารับมาจากไหน ทำให้เกิดกระบวนทัศน์หนึ่งๆ ในการมองวัฒนธรรมตัวเองอย่างไร เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่มองว่าการประกอบสร้างในตัวเองเป็นอย่างไร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภูมิทัศน์ของพื้นที่เหล่านี้จะรองรับวิถีชีวิตของคนรุ่นต่อๆ ไปได้หรือเปล่า</strong></h2>



<p>มันก็เป็นความหวังที่พอจะเป็นจริงได้นะ ถ้าเราพูดถึงปัจจุบันและอนาคต อาจจะต้องดูว่าสิ่งที่เราคิดจะทำมันสอดคล้องกับสถานการณ์โลกแค่ไหน สังคมวันนี้กำลังพูดเรื่องอะไร แล้วจะมามิกซ์กันได้อย่างไร มันก็ต้องประสานความรู้ข้ามศาสตร์ ไม่ใช่แค่ภูมิปัญญาหรือวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีเรื่องสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และอื่นๆ เพื่ออยู่กับปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีรากฐาน</p>



<p>ถ้าเห็นความเคลื่อนไหวของสังคม ความเคลื่อนไหวของโลก ก็จะทำให้โมเดลเศรษฐกิจหรือผู้ประกอบการชุมชนอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าคุณจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม เพราะมันเป็นความหวังในระดับชุมชนและสังคม ที่สำคัญคือสังคมต้องคำนึงว่าปลายทางของสิ่งที่ชาติพันธุ์รุ่นใหม่กำลังผลักดันอยู่ มันนำไปสู่ GDP โดยรวมของประเทศเหมือนกัน เพียงแต่ในขณะนี้พื้นที่ที่เราอยู่มันไม่ได้ถูกนับรวมในเกณฑ์การคำนวณทางเศรษฐศาสตร์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าการบริหารจัดการวัฒนธรรมจำเป็นต้องใช้ความรู้หลายแขนง การศึกษาแบบไหนจึงจะตอบโจทย์ความต้องการนี้</strong></h2>



<p>โจทย์ใหญ่มีข้อเดียวคือ การศึกษาต้องทำให้คนมองเห็นพื้นที่ตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์หรือคนชายขอบที่เติบโตมากับป่า ถ้าต้องพูดถึงการแพทย์ วิศวกรรม หรืออะไรที่ไกลจากชีวิตจริงที่เป็นอยู่ บางทีก็เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น&nbsp;</p>



<p>สมัยก่อนตอนเห็นเครื่องบินบินผ่านท้องฟ้าที่บ้าน ผมก็เกิดความคิดว่าอยากเป็นทหารอากาศ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงจึงจะได้เป็น กลับกัน ในช่วงหนึ่งผมอยากจะเป็นเด็กปั๊ม ด้วยเหตุผลว่ามันจับต้องได้ และมันหาเงินได้จริง ซึ่งผมก็เคยเห็นมากับตา สิ่งนี้เลยทำให้ผมรู้ว่า ถ้าหลายๆ อาชีพสามารถจับต้องได้ในบริบทสภาพแวดล้อมของเด็กทุกคน มันจะกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตได้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่กับตัวเอง แต่รวมไปถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย</p>



<p>ปัจจัย 3 อย่างที่การศึกษาต้องเชื่อมโยงให้ได้คือ หนึ่ง ทำให้เด็กเชื่อมโยงตนเองกับพื้นที่ มีความเป็นตัวเอง เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะมนุษย์จะรู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีเมื่อมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพ</p>



<p>สองคือ เรื่องเศรษฐกิจ ต้องคำนึงว่าเราจะสามารถพัฒนาทักษะที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจและบริบทชุมชนของเราได้อย่างไร และสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ของเรา&nbsp;</p>



<p>สามคือ ต้องไม่ลืมขับเคลื่อนวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย เพราะถ้ามันเกิดเศรษฐกิจได้ วัฒนธรรมก็จะถูกขับเคลื่อนไปด้วย แต่สองสิ่งนี้ต้องคุยกันว่าจะใช้เศรษฐกิจนำ หรือใช้วัฒนธรรมนำ หรือถ้าจะทำไปควบคู่กัน จะทำอย่างไรได้บ้าง</p>



<p>แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเอื้อกับทุกอย่าง แต่ไม่เอื้อให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต สิ่งที่เราพูดถึงก็จะเกิดขึ้นได้ยาก สิ่งแวดล้อมในชุมชนจึงเป็นตัวแปรสำคัญของการจัดการ ไม่ใช่แค่ป่าไม้ แต่รวมไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าว่าคุณมีโอกาสออกแบบการศึกษาในชุมชนบ้านเกิด อยากจะสอนอะไรบ้าง</strong></h2>



<p>สิ่งแรกเลยคือ ทำให้เขาภูมิใจและรู้ว่าเขามีศักยภาพ ค้นหาตัวเองว่าคุณเจ๋งเรื่องอะไร อย่างที่บ้านผมมีคนขับรถโดยสาร คนหาปลา คนขับเรือ คนแลกเงิน คนค้าขาย เราต้องทำให้เด็กเข้าใจได้ว่า เรื่องพวกนี้คือศักยภาพของคนคนหนึ่งเหมือนกัน</p>



<p>ถ้าเด็กคนหนึ่งบ้านอยู่ติดแม่น้ำ แล้วเด็กคนนั้นหาหอยเก่ง หรือยิงปลาเก่ง ทั้งที่ทักษะแบบนี้ไม่มีสอนในโรงเรียน มันก็ควรเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจในศักยภาพตัวเอง</p>



<p>สองคือการทลายกำแพงภาษา เด็กชาติพันธุ์มีภาษาแม่เป็นภาษาแรก มีภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง แต่การด้วยภาษาไทยมันทำให้หลายอย่างเข้าไม่ถึง ผมเห็นน้องๆ ที่อยู่ที่นี่ พอต้องพูดภาษาไทยแบบปุบปับมันก็ยากกับเขา การขอไปห้องน้ำ ขอไปปัสสาวะ อุจจาระ ต้องพูดเป็นภาษาไทย ไม่เช่นนั้นจะโดนครูด่า ทั้งที่มันเป็นแค่ความต้องการขั้นพื้นฐานทั่วไป</p>



<p>เราต้องตั้งเป้าให้เด็กทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ ไม่ว่าภาษาอะไรก็ไม่ควรจะเป็นกำแพงของการเรียน ถ้าภาษาไทยคือเครื่องมือที่ใช้เพื่อเข้าสู่ความรู้จากส่วนกลาง ภาษาแม่ก็ใช้เพื่อเข้าถึงความรู้แบบภูมิปัญญา มันควรจะสามารถเรียนรู้และใช้งานไปพร้อมกันได้ทั้ง 2 ภาษา อย่างเวลาที่คนไทยพูดไทยคำอังกฤษคำ มันดูเท่ แต่พอพูดไทยคำกะเหรี่ยงคำมันกลับดูแปลก ทั้งที่สถานการณ์เป็นแบบเดียวกัน</p>



<p>สามคือการสร้างอาชีพในพื้นที่ ดูว่าวิถีชีวิตในบริบทของชาติพันธุ์จะทำให้เกิดอาชีพอะไรได้บ้าง ทั้งนี้ก็ต้องมีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนให้เกิดอาชีพด้วย</p>



<p>ที่ผมพูดมามันติดกรอบใหญ่คือการกระจายอำนาจ ในเมื่อการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์กับพื้นที่จริงๆ ไอเดียเหล่านี้มันก็ทำไม่ได้ หรือถ้าต้องทำ ผมคิดว่าควรจะออกแบบการศึกษาทางเลือกที่มีหลายหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อน ต้องได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐ เพื่อจะสร้างโอกาส สร้างอาชีพในพื้นที่ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในระบบ หรือประเมินว่าตัวเองไม่มีศักยภาพที่จะเรียนแบบนั้นได้</p>



<p>การศึกษาที่ตอบโจทย์ ไม่ได้จำกัดแค่การเรียนในห้องเรียน พื้นที่แห่งชีวิตในเขตรั้วบ้านหรือชุมชนก็เป็นสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ มันเป็นการเรียนที่ได้ใช้ประโยชน์จริงๆ</p>



<p>นอกเหนือจากนั้น การศึกษาควรจะออกแบบเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วย สิ่งสำคัญคือการทำให้คนเหล่านี้มีประสิทธิภาพทางสังคม เป็นผลผลิตที่งอกงามในชุมชนของตัวเอง เพื่อเติบโตไปเป็นพลเมืองของสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d02830"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/119892042_4614312855276090_4163709831192194549_o-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในการจัดการศึกษาสำหรับพื้นที่ห่างไกล</strong></h2>



<p>จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ผมเรียนหนังสือผ่านหลักสูตรแกนกลางในโรงเรียนรัฐ ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าโรงเรียนจะสอนอะไรบ้างจนกระทั่งได้มาเรียน ผมมองว่าเราได้เรียนการวิพากษ์วิจารณ์ในชั้นมัธยมน้อยมาก เพราะเราต้องเคารพครู ครูคือความถูกต้องของทุกสิ่ง การโต้แย้งจึงเป็นเรื่องที่ยาก สิ่งที่เราสงสัยไม่เคยถูกถาม แล้วเราก็จะลืมไปเลย กลายเป็นว่าเรายอมรับข้อมูลนั้น ทั้งที่จริงๆ เราปฏิเสธมัน</p>



<p>ตัวอย่างเช่น วิชาประวัติศาสตร์ ในห้องเรียนไม่เคยพูดถึงเรื่องชาติพันธุ์เลย ผมมาเรียนรู้เรื่องความเป็นปกาเกอะญอเชิงลึกตอนใกล้จะจบ ป.ตรี พอมาเรียน ป.โท ก็ทำให้เราได้เรียนการวิพากษ์มากขึ้น เพราะแนวคิดของสื่อมวลชนมันต้องมีการวิพากษ์ มีการตั้งคำถาม ทำให้เกิดมุมมองปรากฏการณ์หนึ่งขึ้นมา แล้วมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าบางอย่างมันไม่ใช่ บางอย่างมันไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะพื้นที่ของความรู้&nbsp;</p>



<p>สมมุติสิ่งที่เราเรียนมา เคยพูดถึงเรื่องของชาติพันธุ์ว่าเป็นคนไม่ดี ใช้ keyword การตลาด อย่างคำว่า ชาวเขาทำลายป่า ปลูกฝิ่น ภัยความมั่นคง พอคุณไปเจอพื้นที่จริง แล้วมองคนชาติพันธุ์ผ่านมุมมองของนักมานุษยวิทยา มันจึงจะเข้าใจได้ว่า การที่เขาอยู่กันแบบนั้นมันมีปัจจัยสาเหตุ และการทำแบบนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงอะไรเลย</p>



<p>เราก็เข้าใจมุมมองของรัฐด้วยนะ รัฐต้องการจัดการทรัพยากรที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรมและผู้คน แต่ในขณะที่ชุมชนบอกว่า ฉันอยู่มาก่อน ให้ฉันจัดการได้ไหม รัฐก็จะมองว่าเขาพยายามตั้งตนเป็นประเทศ จะกุมอำนาจในพื้นที่ของตัวเอง เราเลยได้เห็นกระบวนการใช้อำนาจของรัฐ และกระบวนการที่คนถูกใช้อำนาจไปต่อรอง ซึ่งเราเป็นคนที่มองเห็นปรากฏการณ์ระหว่างสองกลุ่มนี้ และพยายามหาพื้นที่ตรงกลาง แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างหลากหลายเฉพาะตัว</p>



<p>พอประเทศนี้มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ผมคิดว่าการศึกษาก็ต้องตอบโจทย์กับพื้นที่ห่างไกล กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ต่างๆ เพราะการศึกษาทุกวันนี้เหมือนเป็นโรงงาน จบปุ๊บก็เข้าสู่ระบบสายพาน ดูดคนเข้าสู่เมืองหมด ทำให้ในชุมชนเหลือแต่เด็กกับคนแก่เพราะไม่มีงานรองรับ ทำให้แนวทางการพัฒนาชุมชนที่ต้องอาศัยพลังคนรุ่นใหม่ก็ไม่สำเร็จสักที</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d4979"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/335413080_604065627830451_7420597797881347980_n.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมไปดับไฟป่าที่บ้านแม่กลางหลวง เชียงใหม่ ที่นั่นมีแต่คนแก่กับเด็ก พอถามว่าคนรุ่นใหม่ไปไหน ชาวบ้านตอบว่า โอ๊ย มันไม่ว่างหรอก มันไปทำงาน ลางานไม่ได้ หรือไม่ก็ไปเรียนแล้วกลับมาไม่ได้ สุดท้ายคนที่อยู่ทำแนวกันไฟเลยมีแต่เด็กกับคนแก่ เพราะไม่รู้จะไปตามลูกหลานกลับมาอยู่บ้านได้ยังไง</p>



<p>การขาดพลังคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนและภาพรวมการพัฒนาประเทศด้วย ดังนั้น รัฐต้องออกแบบการศึกษาที่รองรับชุมชนหรือภูมิภาคได้ด้วย จะทำอย่างไรให้พื้นที่ต่างภูมิภาคศิวิไลซ์ได้ ซึ่งสุดท้ายมันก็หลีกหนีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจไม่ได้อยู่ดี</p>



<p>ถ้ามีกระจายอำนาจไปสู่พื้นที่ ชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ ชุมชนก็ออกแบบดีไซน์ได้ มีอำนาจ มีงบประมาณในการจัดการพื้นที่ มันอาจจะเป็นการศึกษามิติใหม่ เป็นกระบวนทัพใหญ่ที่รับใช้ชุมชน สังคม และประเทศได้ แล้วนำไปสู่การพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-252b74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/307758019_624604489035379_4084236789663922567_n.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ: <a href="https://web.facebook.com/POKHWA.PRODUCTION" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โพควา โปรดักชั่น</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พอได้ศึกษาวิถีชีวิต ความเป็นชุมชน ความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเอง คุณเรียนรู้หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง</strong></h2>



<p>ผมตกผลึกกับตัวเองได้อยู่ 3 คำ คือ ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา&nbsp;</p>



<p>ตอนเพิ่งเรียนจบ ป.ตรี ผมมีไฟ ผมอยากจะไปเรียนรู้ แต่พอเราได้ไปอยู่กับธรรมชาติ ไปอยู่กับนักปราชญ์เก่งๆ กับพะตี (ญาติผู้ใหญ่ที่มีศักดิ์เป็นลุง) หลายๆ คนที่เมื่อก่อนเคยออกไปต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์ เขามักจะเล่าให้เราฟังด้วยแนวคิดปรัชญาว่าทุกอย่างเชื่อมโยงอยู่กับธรรมชาติ</p>



<p>ครั้งหนึ่งผมได้คุยกับ<strong>พะตีจอนิ โอ่โดเชา</strong>&nbsp;(ปราชญ์ชาวบ้าน และที่ปรึกษาเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย) ตอนกำลังเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ระหว่างทางไม่มีสัญญาณมือถือเลย ทำให้เรานั่งคุยกันบนรถ ผมถามพะตีว่า ‘โม่ลื่อป่าล่า’ แปลว่าอะไร ซึ่งคำนี้ถ้าเทียบเป็นภาษาไทย มันจะแปลว่ารากเหง้าบรรพชน</p>



<p>ผมก็ถามต่อว่ามันสามารถตีความยังไงได้อีกบ้าง พะตีบอกว่า ถ้าแปลตรงตัวคือ ‘แม่เป็นใย ใบเป็นพ่อ’ ซึ่งคำเหล่านี้มาจากโครงสร้างของต้นไม้ ถามว่าจากต้นไม้นำมาสู่รากเหง้าวัฒนธรรมได้ยังไง มันก็มาจากการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งที่เราเรียนรู้คือความธรรมชาติ ธรรมดา แม้กระทั่งชื่อนก ปลา การตั้งชื่อลูก ก็มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น เหล่านี้คือภูมิปัญญาที่เราพูดถึงกัน&nbsp;</p>



<p>อีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘เฮาะโข่’ แปลว่าแผ่นดิน แต่ความหมายทางวัฒนธรรมสำหรับพะตีจอนิ แปลว่า ที่แห่งการร้องไห้ เพราะธรรมชาติของคนที่อยู่บนผืนดินนี้ล้วนต้องร้องไห้ เกิดมาครั้งแรกก็ร้องไห้แล้ว ดีใจก็ร้องไห้ เสียใจก็ร้องไห้ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิต</p>



<p>ในทางภาษาศาสตร์ การเรียกแทนสิ่งใดด้วยคำใดคำหนึ่ง มันหล่อหลอมอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ ถ้ามนุษย์เรียนรู้ต่อสิ่งใดก็จะมีเซนส์ต่อบางสิ่ง และจะนิยามบางสิ่งเสมอๆ ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้วว่า จะเรียนรู้ชีวิตเพื่อให้เข้าใจธรรมะ ธรรมชาติ และธรรมดา ที่เป็นพื้นฐานแห่งชีวิตได้ยังไง สำหรับผมเอง การตระหนักถึง 3 สิ่งนี้ได้ มันทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-pokhwa-production/">โพควา โปรดักชั่น: โรงเรียนผืนดิน คุณครูสายน้ำ วิถีแห่งป่า และวิชาชาติพันธุ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
