<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>CCE | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/cce/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Mar 2023 04:04:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>CCE | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษาทั่วโลก เสนอเครื่องมือวัดประเมินผลผู้เรียนใหม่ สร้าง ‘คน’ คุณภาพ ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220323/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Mar 2023 03:57:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Culture and Education]]></category>
		<category><![CDATA[สทศ.]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65585</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 14-16 มีนาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220323/">กสศ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษาทั่วโลก เสนอเครื่องมือวัดประเมินผลผู้เรียนใหม่ สร้าง ‘คน’ คุณภาพ ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 14-16 มีนาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับ<strong> Creative Culture and Education (CCE)</strong> องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระหว่างประเทศในสหราชอาณาจักร จัดเสวนาวิชาการนานาชาติ เรื่อง <strong>‘นวัตกรรมการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้’ (International Seminar on Pupil Outcomes Assessments)</strong> โดยมีนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลจากหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (The Organisation for Economic Co-operation and Development), IEA (International Association for the Evaluation of Educational Achievement), ACER (Australian Council for Educational Research), สำนักทดสอบทางการศึกษา (สพฐ.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)&nbsp;เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 1,700 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc1e18"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเสวนาครั้งนี้ เน้นย้ำถึงแนวทางการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ความสำคัญของการประเมินผล การพัฒนาเครื่องมือวัดประเมินผลสำหรับโรงเรียน การประเมินผลด้านความคิดสร้างสรรค์ และเปรียบเทียบรูปแบบการประเมินผลของไทยกับอาเซียน โดยให้ความสำคัญถึงการวัดความสำเร็จของผู้เรียนที่นอกเหนือไปจากการวัดความรู้ ด้วยการให้ความสำคัญกับคุณค่า ทัศนคติ การคิดวิเคราะห์ ทักษะการบริหารจัดการตน ทักษะทางอารมณ์และสังคม และการประเมินผลการเรียนควบคู่กันไป เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การเรียนการสอนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ปรับปรุงคุณภาพการสอน อันเป็นส่วนสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาทั้งระบบ สู่การบรรลุเป้าหมายในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>



<p>สำหรับวิทยากรในวันแรก ประกอบด้วย <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ., <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ., <strong>ดร.ชนาธิป ทุ้ยแป </strong>รักษาการผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), <strong>ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ</strong> ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.), <strong>คุณณัฐวุฒิ เพิ่มจิตร</strong> นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-01.jpg" alt="" data-id="65588" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=65588" class="wp-image-65588" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-01.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-01-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-02.jpg" alt="" data-id="65589" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-02.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=65589" class="wp-image-65589" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-02.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-02-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>ส่วนวิทยากรจากต่างประเทศ ได้แก่ <strong>Prof. Ricardo Rosas</strong> Director of Center for the Development of Inclusion Technologies (CEDETI), Pontificia Universidad Catolica de Chile, <strong>Alejandro S. Ibañez</strong> SEA-PLM Project Manager / Policy and Programme Specialist, <strong>Antoine Marivin</strong> SEA-PLM Senior Project Manager, SEA-PLM Secretariat / UNICEF East Asia and Pacific Regional Office (EAPRO) และ <strong>Prof. Todd Lubart</strong> Professor of Psychology at Université de Paris Cité and President of the International Society for the Study of Creativity and Innovation (ISSCI)</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03.jpg" alt="" data-id="65587" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=65587" class="wp-image-65587" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04.jpg" alt="" data-id="65586" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=65586" class="wp-image-65586" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>การวัดประเมินผลผู้เรียน นับเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพิสูจน์คุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพของการเรียนการสอนอีกด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ดี การวัดประเมินผลผู้เรียนในปัจจุบันค่อนข้างให้น้ำหนักไปที่ผลคะแนนทางวิชาการ แต่อาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายความต้องการที่จะยกระดับระบบการศึกษาให้มีครบทั้งคุณภาพและความเสมอภาคที่ทุกคนเข้าถึงได้</p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า การประเมินผลผู้เรียนจะวัดความสำเร็จใน 4 ด้านหลัก ๆ ด้วยกันคือ ค่านิยม (values) เจตคติ (attitude) ทักษะ (skills) และความรู้ (knowledge) ร่วมกับความสามารถในการบริหารจัดการ ทักษะการคิดเชิงบริหาร (executive functions) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการบรรลุผลสำเร็จ&nbsp;</p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> อธิบายว่า การวัดประเมินผลทางการศึกษา ไม่ได้วัดผลแค่เฉพาะผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังต้องวัดผลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หมายความว่านอกจากตัวผู้เรียนแล้ว ครูผู้สอน โรงเรียน และหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ต้องมีการวัดประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการศึกษาทั้งหมดมีคุณภาพอย่างแท้จริง ดังนั้น การที่นักเรียนมีผลการเรียนต่ำ ไม่ได้หมายความว่านักเรียนคนนั้นเรียนไม่ดีแต่เพียงอย่างเดียว หากยังหมายรวมถึงครูผู้สอน โรงเรียน และหลักสูตร ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1754d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ตามความเห็นของ <strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> ปัจจัยทั้ง 4 ด้านดังกล่าวต้องวัดให้ลึก กล่าวคือ การประเมิน ‘ค่านิยม’ ก็ต้องเข้าใจถึงคุณธรรม จริยธรรม ส่วน ‘เจตคติ’ คือการประเมินแนวคิดเชิงบวกในการปรับตัว การประเมิน ‘ทักษะ’ ต้องหมายรวมถึง soft skill และ hard skill และการวัด ‘ความรู้’ ต้องเป็นการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งปัจจุบันการวัดประเมินผลส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่ข้อสุดท้ายเป็นหลัก</p>



<p>นอกจากนี้ <strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> ยังได้ยกตัวอย่างวงจรการเรียนรู้ของ Kolb ที่แวดวงการศึกษารู้จักกันดีอย่าง Kolb’s Experiential Learning Cycle หรือ Experiential Learning Model (ELM) ซึ่งเป็นวงจรการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน เริ่มต้นตั้งเเต่การให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ ฝึกการสะท้อนคิด ฝึกการสรุปหลักการและเหตุผลจนเกิดเป็นความรู้ใหม่ของตน เเละขั้นตอนสุดท้ายคือ ฝึกการนำเอาความรู้ใหม่ไปลองปฏิบัติซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน และพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning) ได้ในที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f4184d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ภายใต้บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจำเป็นต้องเปิดกว้าง มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเรียนการสอน การประเมินผล รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการวัดจึงไม่อาจใช้รูปแบบเดิมได้อีกต่อไป ซึ่งสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันก็คือ ครูผู้สอนต้องมีความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องมือในการประเมินผู้เรียน เพื่อหาแนวทางการสอนที่เหมาะสม และทำให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะทางอารมณ์และสังคม รวมถึงคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข</p>



<p>นอกจากการวัดประเมินผลด้วยข้อสอบที่มีการพัฒนาโจทย์ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ประมวลความรู้และหาทางแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ในเวทีเสวนายังได้นำเสนอนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินความรู้ของผู้เรียนและผู้สอน ขณะเดียวกันก็ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของการใช้แบบประเมินในลักษณะของเกมมาเป็นตัววัดประเมินผลผู้เรียนอีกทางหนึ่งด้วย&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-01798a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในงานเสวนายังได้เสนอแนวปฏิบัติในการประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งเครื่องมือ แนวทาง และตัวอย่างของการนำไปใช้ โดยการวัดความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจัดอันดับว่าใครดีกว่ากัน แต่เป็นการมองหาแนวทางการสอนที่เหมาะสมให้กับผู้เรียน เพื่อดูว่าควรจะเสริมในส่วนไหน และเสริมอย่างไร โดยความคิดสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องอาศัยทักษะหลายด้านประกอบกัน&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทรวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ในฐานะกองทุนอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ กสศ. มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษา มีโอกาสและทางเลือกในการศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และใช้ข้อมูลด้านการศึกษาที่มีมาผลักดันเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาที่เสมอภาคเท่าเทียมทั่วหน้ากัน</p>



<p>ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว การประเมินผลการเรียนรู้จึงเป็นหนึ่งในแนวทางและเครื่องมือในการทำงานของ กสศ. เพื่อบรรลุเป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาเช่นกัน ซึ่งความเสมอภาคทางการศึกษาและระบบการศึกษาคุณภาพเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และพัฒนาได้อย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1d430"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/07กสศ.-ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ความเสมอภาคทางการศึกษา หมายรวมถึงความเท่าเทียมของผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ กสศ. ยังคงต้องอาศัยการรับฟังคำแนะนำและประสบการณ์จากนานาประเทศ และภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทำให้ระบบการศึกษาของไทยทั้งระบบได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งการประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามในการสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวอีกว่า การเสวนาครั้งนี้นอกจากจะทำให้ตระหนักได้ว่า ประเทศไทยยังมีอุปสรรคด้านการศึกษาอีกมากที่ต้องเรียนรู้และเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างทางเลือกทางการศึกษาหลังจบการศึกษาหลักสูตรภาคบังคับ ซึ่งผลการศึกษาจากหลายประเทศบ่งชี้ว่า หากมีเครื่องมือในการประเมินผลที่รอบด้านก็จะช่วยผลักดันให้ผู้เรียนมีโอกาสได้รับความรู้และการพัฒนาทักษะตามศักยภาพได้อย่างเต็มที่</p>



<p>ที่ผ่านมา กสศ. มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับภาคีเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหาเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและการประเมินผลการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทยต่อไป รวมถึงเป็นแบบอย่างในการเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับนานาประเทศต่อไปด้วย โดย กสศ. หวังว่าการเสวนาวิชาการนานาชาติในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายในการนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดด้านการศึกษาต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220323/">กสศ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษาทั่วโลก เสนอเครื่องมือวัดประเมินผลผู้เรียนใหม่ สร้าง ‘คน’ คุณภาพ ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ข้ามกำแพงภาษา’ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ‘คิดขั้นสูง’ ติดตาม นศ.ครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่งเติมทักษะทวิภาษาสำหรับงานสอน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachereef-090323/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Mar 2023 10:54:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พหุภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[Mother Tongue-Based Multilingual Education: MTBMLE Training]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65105</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยเป้าหมายของการผลิตนักศึกษาทุน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ คือก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-090323/">‘ข้ามกำแพงภาษา’ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ‘คิดขั้นสูง’ ติดตาม นศ.ครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่งเติมทักษะทวิภาษาสำหรับงานสอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยเป้าหมายของการผลิตนักศึกษาทุน ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ คือการสร้างครูรุ่นใหม่กลับไปพัฒนาท้องถิ่นภูมิลำเนาของตนเอง โจทย์แรกที่ต้องคลี่คลาย คือการทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเสมอภาคบนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลาย ทั้งภาษา วัฒนธรรม รวมถึงวิถีการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเรื่อง ‘ภาษา’ ที่ต้องไม่ลืมว่าจากเหนือจดใต้และตะวันออกสุดตะวันตกของประเทศ ผู้คนไม่ได้ใช้ภาษาไทยเพียงภาษาเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ae4c5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โจทย์ดังกล่าวได้นำมาสู่การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ภาษาแม่เป็นฐานในบริบทของทวิ-พหุภาษา” หรือ “Mother Tongue-Based Multilingual Education: MTBMLE Training” ที่สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. ร่วมกับ Creativity, Culture and Education (CCE) และ มูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ (Foundation For Applied Linguistics) จัดกิจกรรมสร้างเสริมทักษะให้กับนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น 327 คน จาก 11 มหาวิทยาลัย โดยเริ่มเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 ในกรุงเทพมหานคร ก่อนจัดกิจกรรมต่อเนื่อง 3 พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b0739"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ </strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. เล่าว่า กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ภาษาแม่เป็นฐานในบริบทของทวิ-พหุภาษา” หรือ “Mother Tongue-Based Multilingual Education: MTBMLE Training” ครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคืออาจารย์มหาวิทยาลัยและนักศึกษาแกนนำใน<a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</a> เข้ามาเสริมสร้างทักษะ เรียนรู้กระบวนการ และฝึกประสบการณ์ ก่อนนำไปขยายผลกับนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นในสถาบันผลิตและพัฒนาครูที่เหลือต่อไป กิจกรรมนี้ใช้หัวข้อ <strong>“การจัดการเรียนการสอนแบบพหุภาษาหรือทวิภาษาที่ใช้ภาษาแม่เป็นฐาน”</strong> เป็นขั้นตอนลำดับที่ 3 จาก 3 กระบวนการที่ กสศ. ดำเนินต่อเนื่องกันเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก ก่อนที่กลับไปทำหน้าที่ครูฝึกสอน ณ โรงเรียนต้นสังกัดตามภูมิลำเนาตนเองในปีการศึกษา 2566 นี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1a5bbf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กิจกรรมฝึกฝนทักษะทั้ง 3 กระบวนการ จากความร่วมมือของ กสศ. CCE และมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งจัดในกรุงเทพมหานคร มีคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาครูและการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เข้าร่วม โดยเริ่มจากกระบวนการแรกคือ ทักษะการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning กระบวนการที่สองคือ Dialogic Teaching หรือการจัดการเรียนรู้แบบสอนเสวนา ที่มุ่งให้ความสำคัญกับบทสนทนาระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการไปแล้วทั้งสองส่วน</p>



<p>ส่วนกระบวนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในขั้นตอนที่สาม คือ MTBMLE เป็นกิจกรรม Workshop ที่ กสศ. มีแนวคิดสร้างครูรุ่นใหม่คุณภาพสูง บนโจทย์การกลับไปทำงานในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่พวกเขาต้องเผชิญสถานการณ์ซับซ้อนด้วยความต่างทางภาษา เช่น การจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ หรือในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ประชากรจำนวนมากไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่หนึ่ง แต่เราจะเห็นว่าบทเรียน กิจกรรม ตำราต่าง ๆ ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แน่นอนว่าต้นทุนทางภาษาที่แตกต่าง ย่อมมีนักเรียนบางส่วนเผชิญปัญหาฟังพูดอ่านเขียน อันเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ และเป็นต้นตอของความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาและการพัฒนาตนเองของเด็กเยาวชนในประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-613fa3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม</strong> เล่าว่า สามกระบวนการที่ร้อยเรียงกัน เป็นการเตรียมพร้อมและค่อย ๆ ปลุกเร้านักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นให้ตื่นตัว และมีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ หลากหลาย สามารถใช้ต้นทุนทรัพยากรในท้องถิ่นมาออกแบบการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>“ในฐานะที่เป็นครูรุ่นใหม่ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องมีกระบวนการและเครื่องมือจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย แม้มีข้อจำกัดทางพื้นที่หรือความพร้อมด้านต่าง ๆ ซึ่งสิ่งที่ CCE นำมาเติมเต็มในการอบรมครั้งนี้ เป็นองค์ความรู้สำคัญที่จะทำให้นักศึกษาสามารถนำต้นทุนที่มีมาคิดต่อยอด เพื่อสร้างวิธีจัดการเรียนรู้ในวันที่พวกเขาต้องกลับไปสอนนักเรียนในบ้านเกิด เพื่อไปถึงปลายทางว่าจะพาเด็ก ๆ ไปถึงสาระวิชา และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไร โดยใช้สองภาษาร่วมกันคือภาษาถิ่นและภาษาไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3c5d5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความเปลี่ยนแปลงระยะยาว คือการพัฒนาหลักสูตรผลิตและพัฒนาครูในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ</strong></h2>



<p>นอกจากกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ <strong>ดร.อุดม</strong> บอกว่า กสศ. ได้มีการติดตามประเมินผลลัพธ์ในระยะถัดไป โดยหวังว่านักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกซึ่งกำลังจะเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 ในปีการศึกษา 2566 นี้ จะนำสิ่งที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในช่วงการฝึกสอนได้ทันที รวมทั้ง<strong>ข้อมูลที่ได้จากการฝึกสอนในโรงเรียน ผ่านการสังเกตติดตามโดยคณะทำงานโครงการฯและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต้นทาง จะมีผลสะท้อนกลับที่สำคัญ สำหรับการพัฒนาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในอนาคต</strong></p>



<p>“สำหรับความสำคัญของการอบรมในครั้งนี้ คือการสร้างกระบวนกร (Facilitator) หรือผู้อำนวยการเรียนรู้ โดยคัดเลือกจากนักศึกษาทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และอาจารย์จาก 11 ผลิตครูในโครงการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทั้งหมด แล้วยกระดับเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาในภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e33fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. มองว่าองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำ Workshop เป็นเพียงต้นทางของการทำงานระยะยาว เพราะผลลัพธ์แท้จริงจะเก็บเกี่ยวได้จากการลงพื้นที่ฝึกสอนภาคปฏิบัติของนักศึกษาครู ซึ่งคุณภาพการเรียนรู้และอุปสรรคของบริบทพื้นที่เป็นสิ่งที่เราจะตามดูในระยะ 4-6 ปีข้างหน้า หมายถึงผลลัพธ์ของโครงการไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาทุนแค่ 1-2 รุ่น แต่ถือเป็นต้นทางของการออกแบบหลักสูตรให้กับนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นต่อ ๆ ไป รวมถึงยังเป็นองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบผลิตและพัฒนาครูที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยในวันข้างหน้าด้วย” <strong>ดร.อุดม </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c844fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จบจากสนทนากับ <strong>ดร.อุดม</strong> เราได้พูดคุยกับ <strong>ดร.การญ์พิชชา กชกานน </strong>อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งเล่าภาพรวมในฐานะผู้จัดการโครงการให้ฟังว่า จากกิจกรรมฝึกอบรมกระบวนการแรกภายใต้หัวข้อ Active Learning ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน โดยเน้น <strong>‘คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์’</strong> ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง CCE ซึ่งเป็นผู้จัดกระบวนการหลักมีข้อค้นพบว่า <strong>‘การสนทนาในห้องเรียน’</strong> เป็นหัวใจของการสื่อสารที่มีคุณภาพระหว่างครูและนักเรียน จึงเกิดกระบวนการอบรมครั้งต่อมาในหัวข้อ Dialogic Teaching หรือ ‘การสอนเสวนา’ ที่เน้นว่าทำอย่างไรให้ครูสามารถถามคำถามที่นำไปสู่บทสนทนาคุณภาพในชั้นเรียน เพื่อให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิด และต่อยอดการเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด</p>



<p>จนมาถึงกระบวนการที่สาม คือการเตรียมการเพื่อกลับไปสอนยังโรงเรียนปลายทาง ซึ่งส่วนใหญ่ของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นมาจากพื้นที่พหุวัฒนธรรม พหุภาษา หลายพื้นที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ทั้งมีความต่างทางภูมิภาคที่ทำให้นักเรียนจำนวนหนึ่งต้องประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากต้นทุนทางภาษาที่ไม่เท่ากัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-662f6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เรามองว่าภาษาคืออุปสรรคสำคัญของครู ในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณภาพการเรียนรู้ หลักสูตร MTBMLE Training ที่ออกแบบขึ้น จึงเน้นทำความเข้าใจว่า<strong>ด้วยหลักการของวิธีการสอนแบบทวิภาษา ครูสามารถสร้างกลไกที่สอดรับกับบริบท ด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาแม่เป็นหลัก แต่ต้องมองไปที่การใช้ภาษาไทยและภาษาถิ่นช่วยส่งเสริมให้เด็กพัฒนาการคิดขั้นสูงได้”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-84a0e9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทลายกำแพงภาษาด้วย ‘ฉากภาพวัฒนธรรม’</strong></h2>



<p>สำหรับเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการฝึกปฏิบัติครั้งนี้ คือเทคนิคการตั้งคำถามแบบ ‘Bloom’s Taxonomy’ (Benjamin Samuel Bloom 1913-1999) เพื่อพาผู้เรียนไปสู่การคิด 6 ขั้น ได้แก่ ความรู้ที่เกิดจากความจำ (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehend) การประยุกต์ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การประเมินค่า (Evaluation) และ การสร้างสรรค์ (Creating) โดยครูต้องเข้าใจว่าจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ของเด็กมีหลากหลายรูปแบบ และไม่มีวิธีการตายตัว และในการอบรมครั้งนี้เน้นที่การ <strong>‘ใช้ภาษาแม่’</strong> ซึ่งเด็กมีความคุ้นเคย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการพูด การสื่อสาร จากนั้นจึงเริ่มประกอบสร้างคำศัพท์ในภาษาที่ต่างออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc6cd6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราจะพาเด็กไปรู้จักคำศัพท์ในภาษาที่ไม่คุ้นเคยด้วยกลไกที่เรียกว่า ‘ฉากภาพวัฒนธรรม’ หมายถึงการสร้างถ้อยคำขึ้นจากสิ่งที่เขาคุ้นเคย เช่นเริ่มจากเดินสำรวจชุมชน แล้วเก็บข้อมูลกลับมาวาดเป็นภาพ ทำความเข้าใจกับคำศัพท์ใหม่ ๆ หรืออาจให้เด็กเรียนรู้ที่จะสร้างเรื่องราวของตัวเองจากสิ่งที่คุ้นเคย แล้วเปิดพื้นที่ให้เขาได้สื่อสารกับครูหรือกับเพื่อน เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร ทักษะภาษา ผสานไปกับการพัฒนาความคิดขั้นสูง ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้คือพื้นฐานการเรียนรู้แบบ Active Learning” <strong>ดร.การญ์พิชชา </strong>บอกเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a9e48"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.การญ์พิชชา</strong> บอกว่า ภาษาคือบริบทของการสื่อสาร ถ้าเราออกแบบวิธีการที่ช่วยสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก ๆ พวกเขาจะไปถึงการคิดขั้นสูงหรือการคิดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างดี พร้อมทั้งต่อยอดความรู้จากบทเรียนได้ด้วยตนเอง โดยที่ความต่างทางภาษาและวัฒนธรรมจะไม่เป็นอุปสรรค</p>



<p>“ในการอบรมจะไม่มีการบอกว่าครูต้องมีขั้นตอนการสอนอย่างไร แต่เราจะช่วยให้เขาสร้างวิธีคิดจากภายใน ด้วยแนวคิด สถานการณ์ วัตถุดิบ และกิจกรรม เพื่อท้ายที่สุดเขาจะออกแบบวิธีการของตนเองได้ อย่างวันแรกของกิจกรรม เราสร้างบรรยากาศโดยให้วิทยากรจาก CCE ใช้ภาษาอังกฤษในการอบรม เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจว่าถ้าครูกับเด็ก ๆ พูดภาษาเดียวกันไม่ได้ เด็กจะรู้สึกอย่างไร โดยกระบวนการนี้จะทำให้เขาพบข้อขัดแย้งทันที ว่าเวลาที่เด็กซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่หนึ่ง เขาจะเรียนไม่เข้าใจ ทำแบบทดสอบไม่ได้ เพราะมันเริ่มต้นจากที่เขาฟังไม่ได้ แล้วจะให้พูดหรือสื่อสารได้อย่างไร หรือกับเด็กอีกกลุ่มในห้องที่ฟังได้พูดได้ เขาจะรับรู้ถึงความรู้สึกอึดอัด ด้วยสถานการณ์บังคับให้เขาต้องเป็นคนสื่อสารแทนเพื่อน ๆ อยู่คนเดียว ซึ่งสร้างทั้งความกดดันและเป็นการแบ่งแยกเด็ก ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ครูต้องเข้าใจ ว่าเด็กแต่ละคนอยู่ในสภาวะแบบไหนเมื่ออยู่ในชั้นเรียน ทีนี้พอครูเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเด็กแล้ว เขาจะพร้อมไปสู่กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนที่เอื้อเฟื้อสำหรับเด็กทุกคนได้ในท้ายที่สุด” <strong>ดร.การญ์พิชชา </strong>ทิ้งท้ายการสนทนา</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-090323/">‘ข้ามกำแพงภาษา’ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ‘คิดขั้นสูง’ ติดตาม นศ.ครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่งเติมทักษะทวิภาษาสำหรับงานสอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบการเรียนการสอนไทย  มุ่งเน้น Active Learning</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-thai-active-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Oct 2021 05:27:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[Paul Collard]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Active Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Culture and Education]]></category>
		<category><![CDATA[Diane Fisher-Naylor]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46301</guid>

					<description><![CDATA[<p>สองผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากองค์กรต่างประเทศ แสดงความ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-thai-active-learning/">กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบการเรียนการสอนไทย  มุ่งเน้น Active Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สองผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากองค์กรต่างประเทศ แสดงความเห็นและสนับสนุนการเดินหน้าปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของครู ให้เป็นไปตามรูปแบบ Active Learning ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน</strong></p>



<p><strong>โดยย้ำว่าทักษะความคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญสำหรับโลกในยุคศตวรรษที่ 21 และครูต้องปรับสไตล์การสอน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></p>



<p>ความเห็นครั้งนี้มีขึ้นระหว่างการปฐมนิเทศการอบรมทักษะกระบวนการจัดการการเรียนรู้แบบ Active Learning ของโครงการครูรัก(ษ์)​ถิ่นรุ่นที่ 1​ โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&nbsp;</p>



<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่าการอบรมครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า การจัดการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ มีการระดมความร่วมมือระหว่างครูกับนักเรียน มีแนวโน้มที่จะเป็นการสร้างการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เนื่องจากการที่ครูมีสถานะเป็นคนให้และเด็กมีหน้าที่เป็นผู้รับอย่างชัดเจน ไม่ตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่อีกต่อไป&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c965c2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/อุดม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราเชื่อว่าการเรียนการสอนที่ดี เกิดจากการลงมือทำร่วมกันของครูกับนักเรียน และแนวทางการสอนของครูจะมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะเป็นการติดอาวุธให้ครู เพื่อให้กับลูกศิษย์ในโครงการครูรัก(ษ์)​ถิ่น ที่จะกลับไปพัฒนาเด็กในบ้านเกิด ช่วยยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของไทย ให้เป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>ด้านพอล คอลลาร์ด (Paul Collard) ผู้ก่อตั้งองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนทั่วโลก กล่าวว่า การเรียนการสอนเพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ขณะที่ไทยเรียกการสอนแบบนี้ว่า Active Learning บางประเทศก็เรียกว่า Creative Critical​ Thinking หรือ Creative Activity&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-191a29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/Mr.Paul-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Paul Collard ผู้ก่อตั้งองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แต่ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันอย่างไร หลักการเรียนแบบ Active Learning ก็คือการออกแบบการเรียนรู้เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน เป็นการเรียนรู้ทักษะที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเอง และบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงเป็นทักษะที่ทำให้รู้ว่า จะสามารถหาหนทางพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างไร&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่า​ภายใต้ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพมากแค่ไหน ก็ยังไม่ดีเพียงพอ เนื่องจากไม่สามารถสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ในแบบที่เราต้องการ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในโลกศตวรรษที่ 21”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c05e9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/ภาพประกอบ-กูรู-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้คำว่าโลกในศตวรรษที่ 21 หมายความว่าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยอิทธิพลของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย มีพลวัตรที่ลื่นไหล มีการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก และพรมแดนแบ่งกั้นระหว่างประเทศเลือนราง ทำให้การเรียนรู้เปิดกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน และผู้คนต้องการความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้รู้จักยืดหยุ่น พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>



<p>แม้จะตระหนักถึงความสำคัญ แต่สถานการณ์การศึกษาของหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ก็ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ โดยเฉพาะไทยที่สถานการณ์การศึกษาค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19&nbsp; จำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนตามระบบหลักสูตรการศึกษาของไทยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยรุนแรงขึ้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3c9952"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/ภาพประกอบ-กูรู-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่มีโอกาสเรียนหนังสือในเมืองสามารถประสบความสำเร็จได้ดีกว่าเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ในชนบท ทั้งๆ ที่การศึกษาควรมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หลักสูตรการศึกษาพื้นฐานของไทยในขณะนี้ ไม่อาจตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพ และถึงเวลาที่ต้องปรับการสอนให้เหมาะกับตัวตน​ ขีดความสามารถของผู้เรียน มากกว่าให้เป็นไปตามที่ระบบการศึกษาคาดหวัง ดังนั้นจึงต้องนำวิธี Active Learning เข้ามาปรับใช้&nbsp;</p>



<p>ขณะที่ได หรือไดแอน ฟิชเชอร์-เนย์เลอร์ (Di หรือ Diane Fisher-Naylor) ผู้อำนวยการองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE) ผู้รับหน้าที่ออกแบบกระบวนการการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม​ สนับสนุน​ และบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาทั่วโลก สำหรับบุคลากรในแวดวงการศึกษา ตั้งแต่ระดับครูผู้ปฏิบัติการไปจนถึงระดับศาสตราจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา กล่าวเสริมว่าการเรียนที่เน้นบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์กำลังเป็นประเด็นหลัก ที่หลายหน่วยงานด้านการศึกษาทั่วโลกให้ความสำคัญอยู่ในเวลานี้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef65c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/06-Diane-Fisher-กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Diane Fisher-Naylor ผู้อำนวยการองค์กร Creativity, Culture and Education (CCE)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยไดย้ำชัดว่า การคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ไม่เพียงแต่เป็นทักษะที่จำเป็นในโรงเรียน แต่ยังเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>ในฐานะผู้ออกแบบการเรียนแบบ Active Learning มาอย่างช่ำชอง ไดแนะนำว่าครูควรมีบทบาทสำคัญในฐานะนักออกแบบ (designer) มากกว่าครูผู้สอน (lecturer) ซึ่งหมายความว่า นักออกแบบต้องใช้เวลาเพื่อสังเกตและทำความเข้าใจคนที่ตนเองต้องออกแบบให้อย่างลึกซึ้ง โดยในที่นี้ก็คือ​ท​ำความรู้จักและเข้าใจธรรมชาติของนักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-079c35"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/ภาพประกอบ-กูรู-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเรียนแบบ Active Learning ไม่มีแนวทางที่ตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบท รวมถึงธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสำคัญ กระนั้นหลักการสำคัญก็คือ​การที่ครูไม่ใช่ผู้สอน นักเรียนไม่ใช่เครื่องจำ และบรรยากาศห้องเรียนจะส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กพูด ถาม และแสดงความเห็นได้ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน การถามคำถามไม่มุ่งเน้นความถูก-ผิด แต่มุ่งให้เด็กได้คิดว่าทำไม ให้เด็กได้สนทนากับเพื่อนร่วมห้อง โดยไดย้ำชัดว่า ความผิดพลาด ความไม่ถูกต้องของนักเรียนในห้องเป็นเรื่องที่ดี ไม่ควรตำหนิ ตรงกันข้ามควรให้กำลังใจและสนับสนุน เพื่อให้เด็กได้ค้นพบแนวทางที่จะก่อร่างสร้างวิถีการเรียนรู้ของตนเอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b5bed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/ภาพประกอบ-กูรู-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งสำคัญของการเรียนแบบ Active Learning คือต้องจัดสรรเวลาเพื่อให้เด็กคิด และครูมีเวลามากพอในการสังเกตตัวตนของเด็ก ซึ่งเคล็ดลับของครูที่ดีคือครูที่มี “ดวงตา ใบหู และหัวใจที่ใหญ่” (Big Eyes, Big Ears and Big Hearts) เพื่อมองเห็น ได้ยิน และยอมรับ ธรรมชาติและตัวตนของลูกศิษย์ ทำให้สามารถชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ ที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถพัฒนาตามศักยภาพได้</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <br>การอบรมทักษะกระบวนการการจัดการการเรียนรู้แบบ Active Learning ของโครงการครูรัก(ษ์)​ถิ่นรุ่นที่ 1<br>สำนักพัฒนาครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&nbsp;<br>วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 14.30 – 16.00 น.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-thai-active-learning/">กูรูต่างชาติแนะแนวปรับระบบการเรียนการสอนไทย  มุ่งเน้น Active Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19: ครูไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-paul-collard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2021 09:22:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Culture and Education’]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[พอล คอลลาร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Partnerships]]></category>
		<category><![CDATA[Paul Collard]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=28476</guid>

					<description><![CDATA[<p>พอล คอลลาร์ด (Paul Collard) คือนักการศึกษาที่มีประสบการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-paul-collard/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19: ครูไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><strong>พอล คอลลาร์ด (Paul Collard)</strong> คือนักการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน เขาเป็นหัวเรือสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเมื่อเริ่ม<strong>โครงการ Creative Partnerships</strong> ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับนานาชาติ คือการตั้ง<strong>มูลนิธิ Creativity, Culture and Education (CCE)</strong> หลังอำลาตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาล ซึ่งมุ่งทำงานด้านการศึกษาในหลายมิติตั้งแต่ การทำวิจัย การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรรัฐหลายประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง โดยอาศัยแนวคิด <strong>‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ (Creative Education)</strong> ซึ่งเขาและทีม CCE พัฒนาขึ้นเป็นจุดขายสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะที่พอลสนใจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการเฉพาะ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโดวิด-19 ซึ่งถ่างความเหลื่อมล้ำดังกล่าวออกไปอีก กสศ. จึงชวนเขามานั่งคุยถึงผลกระทบที่เขามองเห็นในไทย และคำแนะนำที่เราคิดว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาควรรับฟัง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>Q: สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการทำงานของครูอย่างไร? โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เด็กนักเรียนเริ่มทยอยกลับมาเรียนในห้องเรียนอีกครั้ง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่า สถานการณ์ทางการศึกษาในยุโรปได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่รุนแรงกว่ามากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ทางการศึกษาในไทย เพราะว่าในยุโรปมีเด็กที่ห่างหายไปจากโรงเรียนนานนับปีอยู่จำนวนหนึ่ง และต้องโดนล็อคดาวน์จำกัดพื้นที่อยู่แต่ภายในบ้าน ไม่สามารถออกไปไหนได้ โดยสถานการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ผลกระทบของมันได้จริงๆ ไม่มีงานวิจัยที่จัดทำอย่างเป็นระบบเพื่อจะได้รู้ว่ามีผลกระทบอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับบรรดานักเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น สิ่งที่เราพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้คือการพูดในเชิงทฤษฎีเท่านั้น เรารู้ว่าเด็กนักเรียนส่วนหนึ่งไม่สามารถเรียนหรือทำการบ้านได้ทันตามที่ได้รับมอบหมายได้ ยกเว้นแต่เพียงเด็กนักเรียนเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ส่วนแนวคิดที่ให้ครูคิดการบ้านออนไลน์มากๆ แล้วส่งไปให้เด็กๆ ที่นั่งอยู่ที่บ้านทำการบ้านอย่างมีความสุขก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นไปไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนคงรู้แล้วว่าพ่อแม่ไม่ใช่ครูผู้สอน และพวกเขาก็คงรู้ตัวแล้ว และผมคิดว่าพ่อแม่คงคาดหวังกับครูอาจารย์ไว้อย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จบลง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงกลับตกอยู่กับเด็กนักเรียนมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ และเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างกังวลมากที่สุด</span></p>
<p><figure id="attachment_28479" aria-describedby="caption-attachment-28479" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-28479 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/36-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19-2.jpg" alt="" width="855" height="569" /><figcaption id="caption-attachment-28479" class="wp-caption-text">พอล คอลลาร์ด (Paul Collard)</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ ผมคิดว่าเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีความยืดหยุ่น (resilience) พอสมควรที่จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว  แต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้สูญเสียการเรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้สิ่งที่เสียไปฟื้นกลับมา ถ้าเด็กๆ เข้าถึงความรู้ที่เราคิดว่าต้องรู้เพียงแค่ 2 ใน 3 จะถือว่าด้อยการศึกษาหรือมีการศึกษาน้อยหรือไม่ หรือถ้าเด็กเหล่านี้สอบไม่ผ่านเอาใบประกาศรับรองวุฒิมาไม่ได้ จะหมายความว่าเด็กเหล่านี้ไม่สามารถใช้ชีวิตในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งในสังคมได้อย่างราบรื่นหรือเปล่า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกสงสัยอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ความวิตกตื่นตระหนักต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทั้งหมด จึงยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลอย่างแท้จริง คนทั่วไปน่าจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ท่ามกลางความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ที่ลดลงได้ เพราะตราบใดที่พวกเขาตระหนักรู้และหากระบวนการเพื่อเรียนรู้ให้ได้ความรู้เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้ว ย่อมรู้ว่าจำเป็นต้องหาทางเรียน ซึ่งเงื่นไขดังกล่าวเกิดขึ้นในสังคม พวกเขารู้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องมีครูก็หาทางเรียนรู้ต่อไปด้วยตัวเองได้ สำหรับผม ประเด็นที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เพราะต้องยอมรับว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์สังคมอย่างแท้จริง แล้วแง่มุมในการพัฒนาทางสังคมถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28482" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/36-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19-4.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า มีเด็กหลายกลุ่มที่มีปัญหาต่อการเรียนรู้ในการเข้าสังคม เช่น เด็กออทิสติก ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุณรู้แน่ๆ ว่า การเข้าสังคมไม่มีผลช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเหล่านี้ แต่โดยพื้นฐานแล้ว คุณไม่สามารถแยกสังคมออกจากการเรียนรู้ของเด็กได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะเด็กถูกบังคับให้อยู่แต่ภายในบ้าน ไม่ได้เจอเพื่อนๆ และไม่ได้เจอสังคมใดๆ และผมก็ไม่เชื่อว่าเงื่อนไขที่เกิดขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อชีวิตและการพัฒนาของเยาวชนคนหนึ่งในสังคมในภายหลังได้ เราจำเป็นที่จะต้องหาทางทดแทนชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับบทเรียนทั้งหมดที่ได้เรียนรู้จากโควิด-19 หนึ่งในนั้นก็คือการเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่โดยไม่มีคนอื่นในช่วงระยะเวลาหนึ่้ง อาจหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขณะเดียวกันสิ่ งที่เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ส่วนใหญ่ก็คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้ปกครองซึ่งในความเป็นจริงทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นสักเท่าไรนัก เพราะเรารู้ว่าวันหนึ่ง เด็กๆ ต้องเดินจากอ้อมอกของพ่อแม่ไปอยู่แล้ว พ่อแม่ไม่ใช่คนที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย เด็กๆ เหล่านี้ต้องรู้ว่าคนในสังคมภายนอกต่างหากที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย ซึ่งการเรียนรู้ที่ว่านี้ ได้หายไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ สุขภาพ สวัสดิภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (wellbeing) ของเด็กเหล่านี้ต่างหากที่น่าเป็นห่วงว่าจะได้รับผลกระทบในทางที่แย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบของสวัสดิภาพที่เด็กต้องตระหนักว่า เขาจะมีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดี ความรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมดูแลชีวิตของตนเองได้ เป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมของพวกเขาเอง</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28480" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/36-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19-1.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่โควิด-19 ทำให้ความรู้สึกตรงนี้หายไป พวกเขาไม่รู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบหรือรู้สึกใดๆ กับพฤติกรรมและผลใดๆ ที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ทั้งนี้ ในความเห็นของผม ผลลัพธ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายรุนแรงในชีวิตและพัฒนาการของเด็กเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมได้เห็นระบบของโรงเรียนหลายแห่งเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาเรียนที่โรงเรียนของเด็กเหล่านี้ ด้วยการวางแผนว่าจะให้เด็กลงมือทำโน่น นั่น นี่ ซึ่งสำหรับผม แนวทางดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิด 100%  โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่โรงเรียนจะต้องทำมากกว่าก็คือการนั่งหันหน้าเข้าหาเด็กเหล่านี้แล้วถามว่า &#8220;เธออยากจะทำอะไรในตอนนี้&#8221; &#8220;เธอคิดว่าเธอสูญเสียอะไรหรือทำอะไรหายไป&#8221; &#8220;แล้วเธอจะอยากจะพัฒนาต่อจากจุดนี้ไปอย่างไร&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดเป็นไปเพื่อฟื้นฟูความรู้สึกของเด็กๆ ที่จะตระหนักรู้ได้ว่าตนเองต้องสามารถควบคุมดูแลรับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีไว้ให้ได้ เด็กๆ จะเป็นคนออกแบบวางแผนชีวิตการเรียนรู้ที่โรงเรียนของตนเองว่าจะทำอย่างไร รวมถึงออกแบบว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกสำหรับพวกเขา เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้การมีสวัสดิภาพที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเด็กฟื้นคืนกลับมาได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>Q : คำแนะนำถึงโรงเรียนที่รับนักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน โดยหลายคนต้องเผชิญกับการสูญเสียการเรียนรู้ ในช่วงที่หยุดเรียน เพราะขาดอุปกรณ์การเรียนหรือเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต โรงเรียนสมควรรับมือหรือเตรียมพร้อมอย่างไร?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือจริงๆ แล้ว เราไม่รู้ว่ามีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เท่าที่ผมรู้จักยังไม่มีใครลงมือทำการสำรวจในหัวข้อดังกล่าวอย่างจริงจังเกี่ยวกับผลกระทบหลังการล็อคดาวน์โรงเรียนเพราะโควิด-19 มันอาจจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นแต่เราไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะบอกต่อจากนี้ก็คือความวิตกกังวลดังกล่าวทำให้พวกเขาหลงลืมไปว่าอะไรเป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะต้องลงมือทำต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในแวดวงการศึกษานั้น ล้วนมีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้เกิดขึ้นได้เสมอ อย่างผมเอง ตอนเรียนอยู่โรงเรียน หลังจากผมสอบผ่านแล้ว ผมก็ลืมเกือบทุกอย่างที่ผมเรียนไปหมดแล้ว แล้วมันเป็นปัญหาหรือเปล่า ก็ไม่ เพราะความรู้เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญจำเป็นสำหรับชีวิต ซึ่งเท่าที่ผมเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ว่า การเรียนการสอนในการศึกษา ก็คือเราเรียน เราสอบ แล้วเราก็ลืม มันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญมากๆ เมื่อถามว่า นั่นเป็นปัญหาหรือไม่ เราตอบได้ว่าเราไม่รู้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28481" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/36-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19-5.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ในความเป็นจริง โควิด-19 ก็ทำให้เรามองเห็นโอกาสอีกมากที่จะได้มองและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า วิชาการหรือสิ่งที่เรียนรู้ในหลักสูตรเหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นต้องเรียนจริงๆ หรือไม่ และผมก็ได้สังเกตเห็นว่า ในบางประเทศ การถกเถียงในหัวข้อดังกล่าวได้มีการเริ่มต้นขึ้นแล้ว และเดินหน้าต่อไปอย่างดี ออกดอกออกผลพอสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นในประเทศหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมหารือ ประเด็นที่พวกเขาสนใจคุยกันขณะนี้ก็คือ การหารยาว (long division) ว่าวิธีการคำนวณแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กๆ จะต้องเรียนจริงเหรอก็ในเมื่อพวกเขามีเครื่องคิดเลขให้กดอยู่แล้วนี่ สิ่งที่เด็กต้องรู้และเข้าใจก็คือแนวคิดของวิธีการหาร ซึ่งก็ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ พวกเขาให้เด็กฝึกหารหลายต่อหลายชั่วโมงจนคล่องแคล่ว สิ่งที่ผมอยากถามก็คือ แล้วมันจำเป็นจริงๆ เหรอที่เด็กเหล่านี้ต้องมาเรียนการหารเลขแบบนี้ โดยอย่างน้อยโรงเรียนในระบบการศึกษาดังกล่าวก็มีการพูดคุยหารือในประเด็นเหล่านี้อย่างมีเหตุมีผล หารือเกี่ยวกับการปรับทอนหลักสูตรให้กระชับขึ้น นี่คือโอกาสที่โควิด-19 ทำให้เห็นว่าหลักสูตรการเรียนการสอนของหลายๆ ประเทศ ค่อนข้างกำกวมไม่ชัดเจน จนกลายเป็นว่าทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เราไม่มีเวลาที่จะแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ อีกต่อไปแล้วเช่นกัน ตอนนี้ จำเป็นต้องมีการพูดคุยหารือที่มีวุฒิภาวะอย่างจริงจัง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าควรค่าแก่การใส่ใจมากน้อยแค่ไหน มันมีบ้างแหละ ในบางวิชาบางทักษะที่เราจำเป็นต้องฟื้นฟูทบทวนให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้น ระบบการศึกษาในแบบองค์รวมไม่รอดแน่ๆ</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-paul-collard/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลังโควิด-19: ครูไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประจำภาคเรียนที่ 2/2563</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-16-03-2012/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2021 12:07:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[Culture and Education’]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[พอล คอลลาร์ด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=28025</guid>

					<description><![CDATA[<p>16 มีนาคม 64 &#8211; กสศ.รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-16-03-2012/">กสศ.รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประจำภาคเรียนที่ 2/2563</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28028" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์.png" alt="" width="1110" height="583" /></p>
<p><strong>16 มีนาคม 64 &#8211; กสศ.รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาล่าสุด ประจำภาคเรียนที่ 2/2563 ชี้โควิด-19 ยังส่งผลกระทบครัวเรือนยากจนที่สุดอย่างต่อเนื่อง  พบรายได้เฉลี่ยครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษลดลงเหลือเพียง 1,021 บาทต่อเดือน 60% รายได้ลดลง ถูกออกจากงาน ชี้แม้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือของภาครัฐ แต่สถานการณ์ภาพรวมยังคงถดถอย เปิดตัวเลขนักเรียนยากจนพิเศษภาคเรียนล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 18% ชี้ทางออกระยะสั้นเร่งแก้ปัญหาวิกฤตการเรียนรู้ Pandemic Wall ก่อนปิดภาคเรียน พร้อมชู 5 มาตรการระยะยาวแก้ปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน</strong></p>
<p><strong>ดร</strong><strong>.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า  จากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อจำนวนกลุ่มเป้าหมาย ของ กสศ. ในปีการศึกษา  2/2563 เพิ่มขึ้นกว่า 18% จากปีการศึกษา 1/2563 ซึ่งในปีการศึกษา 2/2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษที่คัดกรองใหม่เข้ามา จำนวน 195,558 คน  โดยยอดรวมตั้งแต่เริ่มเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาค เมื่อปีการศึกษา 2/2561 ครบ 3 ปีการศึกษา กสศ.ให้การช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษแล้ว 1,173,752 คน</p>
<p><figure id="attachment_28026" aria-describedby="caption-attachment-28026" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-28026 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_1.png" alt="" width="855" height="569" /><figcaption id="caption-attachment-28026" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกสศ.</figcaption></figure></p>
<p>ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดพบว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษมีอัตราลดลง 5% โดยในภาคการศึกษา 2/2563 อยู่ที่ 1,021 บาท/เดือน หรือประมาณ 34 บาท/วัน ลดลงจากภาคการศึกษา 1/2563 ซึ่งอยู่ที่  1,077 บาท/เดือน โดยแหล่งที่มาของรายได้ยังมาจากเงินเดือนและค่าจ้าง สวัสดิการจากรัฐ/เอกชน และการเกษตร ขณะที่สมาชิกครัวเรือนอายุ 15-65 ปี ว่างงานที่ไม่ใช่นักเรียนนักศึกษาอยู่ที่ 31.8%  และเป็นผู้ปกครองที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ 32%</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>3 ปีกสศ.สร้าง BIG DATA จับชีพจรความเหลื่อมล้ำรายพื้นที่</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28031" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_4.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับคุณครูทั่วประเทศกว่า 4 แสนคน ในสถานศึกษา 3 สังกัดคือ สพฐ. อปท.และตชด. เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลทำให้ กสศ. มีข้อมูลเชิงลึกของครัวเรือนที่ยากจน 15% ล่างสุดของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้กับหน่วยงานรัฐทั้ง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ​กระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินมาตรการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการนำข้อมูลไปให้หน่วยงานต้นสังกัดที่ดูแลนักเรียน ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. อปท.และตชด. ใช้ในการพิจารณาจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวมากกว่า 1.7 ล้านคน</p>
<p>“ด้วยข้อมูลเชิงลึกรายภาคเรียนการศึกษาที่กสศ.จัดเก็บทำให้สามารถจับชีพจรวัดความเหลื่อมล้ำรายพื้นที่ พร้อมทั้งมีข้อมูลเชิงลึกถึงระดับตำบลหมู่บ้านที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟูประเทศหลังผลกระทบ COVID-19 ตลอดจนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศในเชิงโครงสร้าง ด้วยการรู้ถึงรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายที่ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ  และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่ตัวเด็กนักเรียน แต่เริ่มนำร่องให้การช่วยเหลือถึงครอบครัวผู้ปกครอง เพื่อขจัดความยากจนข้ามชั่วคนซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของกสศ. เนื่องจาก กสศ.มีงบประมาณจำกัด แต่เรามีข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ซึ่งหน่วยงานต่างๆจะได้มีโอกาสใช้ข้อมูลเพื่อลดผลกระทบต่างๆ ได้” ดร.ไกรยส กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ชี้ “ครัวเรือนยากจนพิเศษ” และ “นักเรียนยากจนพิเศษ” เผชิญภาวะเสี่ยง</h3>
<p><figure id="attachment_28030" aria-describedby="caption-attachment-28030" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-28030 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_2.png" alt="" width="855" height="569" /><figcaption id="caption-attachment-28030" class="wp-caption-text">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์​ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา</figcaption></figure></p>
<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong><strong>​</strong><strong> ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา</strong>  กล่าวว่า สถานการณ์โควิดดิสรัปชัน (COVID Disruption) ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ  ทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง  โดยผลกระทบของเด็กนอกจากเรื่องการเรียนแล้วยังกระทบเรื่องสภาพจิตใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายไปเรียน ไม่มีหน้ากากอนามัย โรงเรียนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง  ขณะที่ผลกระทบฝั่งของผู้ปกครอง จากการสำรวจพบว่า 60% ของผู้ปกครองมีรายได้ลดลง รวมทั้งมีสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแลมากขึ้น และจำนวนมากต้องออกจากงาน   นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ปกครองที่สามารถปรับตัวได้ยังมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้ต้องกลับภูมิลำเนา ​ที่ผ่านมากสศ.ได้เข้าไปช่วยเหลือภายใต้โครงการ “ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน” ส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการ เกิดการรวมกลุ่ม ทำให้เขามีรายได้ที่สูงขึ้น โดยไม่ใช่ตั้งต้นจากหลักสูตร แต่เริ่มจากให้กลับไปสำรวจ ในหมู่บ้านว่ามีฐานทรัพยากรอะไร มีศักยภาพอะไร และค่อยพัฒนาส่งเสริมในสิ่งเหล่านั้นโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน</p>
<p>“ยกตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ ต.หนองสนิท จ.สุรินทร์ ที่ทางอบต.ลงไปเก็บข้อมูล ดูต้นทุนในพื้นที่และยกระดับอาชีพ พบว่าการเกษตรที่ใช้สารเคมีเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เราชวนเขามาทำเกษตรอินทรีย์  ผ่านไป 6 เดือนเขาสามารถขายในท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต  แม้ในช่วง COVID-19 ได้รับผลกระทบก็ขยับไปทำดีลิเวอรี่ (delivery) เสริม ด้านหนึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของตัวเอง1,800 บาทอีกด้านก็ช่วยเพิ่มรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน ”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28033" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_5.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>การดำเนินโครงการยังพบว่าการที่พ่อแม่มีรายได้สูงขึ้นช่วยทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย จากกลุ่มตัวอย่างที่หนองสนิท 100 คน เป็นเพ่อแม่ของเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ 30 คน จากเดิมที่ครอบครัวยากลำบากทำให้เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น  การช่วยเหลือจึงต้องช่วยทั้งสองด้านทั้งช่วยพ่อแม่ และช่วยเด็กๆ โดยขณะนี้ทางกสศ.กำลังจะพัฒนาโมเดลช่วยเหลือเด็กออกจากความยากจนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นนโยบายต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เร่งออกจากวิกฤต เมื่อเด็กไทยเผชิญภาวะ Pandemic Wall</h3>
<p>จากการประมวลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาล่าสุด ยังพบว่า ประเด็นเร่งด่วนที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขจากผลกระทบของการปิดเรียนจากภาวะวิกฤต COVID-19 โดยรองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เด็กไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ “ม่านกั้นการเรียนรู้ (Pandemic Wall) หรือ ภาวะที่ต้องเจอโรคระบาด” เด็กจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย เบื่อ จากการที่ชีวิตถูก Disrupt โดยโควิด-19  พร้อมกับเกิด “ภาวะสมองเต็ม” หรือ Cognitive Overload ซี่งเกิดจากสมองส่วน Working Memory เต็มเพราะความเครียดเกิดการเบื่อ ขาดสารอาหาร พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้สมาธิหาย เรียนไม่รู้เรื่อง หลายคนจึงมีปัญหาเรื่องการจัดการตัวเองโดยไม่รู้จะสื่อสารความรู้สึกกดดันวิตกกังวลออกมาอย่างไร ปัญหานี้ผู้ใหญ่จำเป็นต้องช่วยพูดคุยกับเด็ก ๆ ถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 และควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เล่าถึงความรู้สึก ความกังวล ของตัวเด็กที่เกิดขึ้นได้</p>
<p>ในขณะที่ตอนนี้คือช่วงโค้งสุดท้ายของปีการศึกษา 2563 เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์จะถึงการสอบและปิดเทอมใหญ่ ช่วงเวลานี้เด็กจะต้องรับเนื้อหาการเรียนที่หนักและเยอะกว่าปกติ มีทั้งการสอบปลายภาคและการสอบในระดับที่สูงกว่านั้น ในภาวะที่เด็กต้องเผชิญปัญหาม่านการเรียนรู้อย่างนี้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ท้ายที่สุดเด็กจะมีภาวะความเครียดเกินกว่าจะรับได้ เกินกว่าที่ผู้ปกครองจะรับได้ แล้วจะมีผลต่อการจัดการอารมณ์และความวิตกกังวลต่อไปในระยะยาว ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองและครูต้องสร้างพื้นที่ให้เขาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของภาวะตรงนี้ แล้วช่วยให้เด็กเยาวชนของเรามีโค้งสุดท้ายของปีการศึกษา 2563 ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถทำให้เด็กบริหารจัดการความเครียดและเนื้อหาวิชาที่ต้องรับเข้าไปในช่วงนี้ให้ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกันได้ในที่สุด</p>
<p>ในเทอม 2/2563 ที่ผ่านมา แนวโน้มของนักเรียนยากจนพิเศษและยากจนยังเพิ่มขึ้นอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าเป็นอัตราเพิ่มที่ลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ รายได้ครัวเรือน อัตราการว่างงานยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอยู่ ปัญหา COVID-19 ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะเชิงคุณภาพที่การเปิดผลวิจัยทำให้เราเห็นว่าปรากฏการณ์ COVID Slide หรือภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มีอยู่จริงในประเทศไทย โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัย เราจึงต้องนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาร่วมกันคิด และหาทางออกว่าเราจะช่วยให้เด็กเยาวชนของไทยเกือบ 10 ล้านคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในปีการศึกษานี้ไปได้อย่างไร ที่จะไม่มีผลกระทบในระยะยาวต่อตัวเด็กและต่อครอบครัว</p>
<p><figure id="attachment_28029" aria-describedby="caption-attachment-28029" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-28029 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_3.png" alt="" width="855" height="569" /><figcaption id="caption-attachment-28029" class="wp-caption-text">(กลาง) พอล คอลลาร์ด นักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต และนักปฏิรูปการเรียนรู้ระดับโลก ผู้ก่อตั้ง Creativity, Culture and Education (CCE)</figcaption></figure></p>
<p><strong>พอล คอลลาร์ด นักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต และนักปฏิรูปการเรียนรู้ระดับโลก ผู้ก่อตั้ง Creativity, Culture and Education (CCE)</strong> กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์หลังเปิดเรียนเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งต้องปิดเรียนไปเกือบ 3 เดือนเต็ม ดังนั้น การศึกษาจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้โรงเรียนและผู้เรียนได้ร่วมกันมองหาวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม โดยอาจมีทั้งการสอบหรือการวัดผลด้วยวิธีอื่นร่วมกัน เช่นการประเมินจากผลงานของนักเรียน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางเลือกไหนที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องช่วยหาทางออกสำหรับเด็กทุกกลุ่มร่วมกัน</p>
<p>จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เรารู้ว่ามีเด็กมากมายที่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ดังนั้นการจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย อย่างไรก็ตามเด็กอาจยังไม่เข้าใจวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง เนื่องจากเขาไม่เคยได้รับการเตรียมตัวให้พร้อมมาก่อน</p>
<p>ทำให้เรามองเห็นโอกาสอีกมากที่จะได้มองและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า วิชาการหรือสิ่งที่เรียนรู้ในหลักสูตรเหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นต้องเรียนจริงๆ หรือไม่ และบทเรียนที่สำคัญเราได้เรียนรู้จากโควิด-19 ก็คือการปฏิรูปบ่มเพาะผู้เรียนให้เป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองในการเรียนรู้ให้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>5 ข้อเสนอปลดล็อคปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ”</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28032" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/รายงานสถานการณ์_6.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>อย่างไรก็ตามสำหรับแนวทางการแก้ปัญหานะยะยาว รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ.มีความตั้งใจจะนำบทเรียนนี้มาสู่การบูรณาการการทำงานทั้งครัวเรือน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ข้อเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำฯ ได้แก่ <strong>1.บูรณาการข้อมูลสถานการณ์ความยากจนรายครัวเรือนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ</strong> เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความยากจนในระยะยาว <strong>2.บูรณาการงบประมาณและทรัพยากรระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความยากจน</strong> ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศไทยมากกว่า 40 มาตรการที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ยั่งยืน <strong>3.แก้ไขปัญหาความยากจนโดยใช้ครัวเรือนเป็นฐาน(Household-based Anti-poverty Intervention)</strong> ในการดำเนินการมาตรการต่อเนื่อง 5-10 <strong>ปี 4.แก้ไขปัญหาภาวะ COVID Slide และ Pandemic Wall ในประเทศไทย</strong> เพื่อป้องกันผลกระทบของ COVID-19 ต่อพัฒนาการของเด็กเยาวชนในระยะยาว และ <strong>5.Build Back Better</strong> ข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยกลับมาสู่เส้นทางของการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนได้ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งวสหประชาชาติหรือ SDGs ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-16-03-2012/">กสศ.รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประจำภาคเรียนที่ 2/2563</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กเก่งขึ้นได้ แม้ทำแคร็กเกอร์ไหม้! สอนสไตล์ OECD ในห้องเรียนไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Oct 2019 14:13:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เก่งดีมีฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิครินทร์ วงค์ษากัน]]></category>
		<category><![CDATA[พรนับพัน วงศ์ตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการมูลนิธิไทยคม]]></category>
		<category><![CDATA[Paul Collard]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แห่งสหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[International Foundation ‘Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Culture and Education’]]></category>
		<category><![CDATA[CCE]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=8762</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่าจะมาเป็นเมนู แคร็กเกอร์-ข้าว -ฟัก- ผัก ที่ถูกอกถูกใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เด็กเก่งขึ้นได้ แม้ทำแคร็กเกอร์ไหม้! สอนสไตล์ OECD ในห้องเรียนไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8772" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419290.jpg" alt="" width="1108" height="1478" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419290.jpg 1108w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419290-225x300.jpg 225w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419290-768x1024.jpg 768w" sizes="(max-width: 1108px) 100vw, 1108px" /></p>
<blockquote><p>กว่าจะมาเป็นเมนู แคร็กเกอร์-ข้าว -ฟัก- ผัก ที่ถูกอกถูกใจของใครหลายๆ คน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการลองผิด ลองถูก และคิดค้นสูตรกันหลายขนานกว่าจะมาถึงวันนี้ซึ่งมีรางวัลการันตีจากการแข่งขันประกวดทำอาหารระดับภูมิภาคและอยู่ระหว่างเตรียมตัวไปแข่งในระดับชาติต่อไป ​​</p></blockquote>
<p>​น้องฟรม-ศิครินทร์ วงค์ษากัน นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านสามขา ต.หัวเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง อธิบายถึงที่มาที่ไประหว่างโชว์รีดแป้งเตรียมทำขนมแคร็กเกอร์​ ว่าลองมาหลายสูตรทั้งวัตถุดิบและกระบวนการทำ บางครั้งก็ไหม้กินไม่ได้ต้องเททิ้ง ต้องมาทบทวนแก้ไขกันหลายรอบกว่าจะเข้าที่เข้าทาง</p>
<p>การทำอาหารนี้ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการเรียนการสอนที่สืบเนื่องมาจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)</p>
<p>ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ผ่านรูปแบบ High Functioning Classroom สร้างการเรียนรู้แบบ Active Learning ในการพัฒนาทักษะผู้เรียนผ่านการฝึกปฎิบัติและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8769" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419293.jpg" alt="" width="1108" height="1478" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419293.jpg 1108w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419293-225x300.jpg 225w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419293-768x1024.jpg 768w" sizes="(max-width: 1108px) 100vw, 1108px" /></p>
<p>น้องเฟรม เล่าให้ฟังว่า คุณครูไม่ได้ต่อว่าที่ทำขนมไหม้ แต่สอนให้เราเรียนรู้ว่า ที่ไหม้เป็นเพราะอะไรและก็หาทางแก้ไข ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเพราะทำแป้งหนาเกินไป อบนานไป เราก็ค่อยๆ ปรับ จนทำแป้งให้บางลงเพื่อให้กรอบอร่อย อบในเวลาที่พอเหมาะ ควบคู่ไปกับการปรับสูตร ส่วนผสมจนค่อยๆ ลงตัวเป็น แคร็กเกอร์ ข้าว -ฟัก-<br />
ผัก</p>
<p>ส่วนกระบวนการเราเริ่มต้นจากการทำ Mind Mapping ที่นักเรียนแต่ละคนก็จะต้องมาคิดในหัวข้อ “แคร็กเกอร์”<br />
ที่ต้องคิดแตกแขนงออกไปทั้งในแง่ วัตถุดิบ วิธีการทำ ประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งมาลงตัวกันที่ แคร็กเกอร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่าง ข้าวกล้องงอก ฟักทองล้านนา2 และผักคะน้าแม็กซิโก ที่มีประโยชน์สูงมาก</p>
<p>ครูนก -พรนับพัน วงศ์ตระกูล ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิไทยคม หมู่บ้านสามขา และผู้ทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ อธิบายว่า รูปแบบการจัด​ห้องเรียนประสิทธิภาพ (High Functioning Classroom) ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น เมื่อเราได้ฟังเสียงเด็ก เราก็จะมีข้อมูลมากเพียงพอทำให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของเด็กที่จะเรียนรู้ร่วมกัน</p>
<blockquote><p>“เราต้องสร้างพื้นที่ให้ได้ทดลองทำผิดบ้าง เขาจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาทดลองจากความผิดพลาดจากเขา หน้าที่ของครูคือต้องนำเสนอเครื่องมือต่างๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์กับเด็กสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก”ครูพรนับพัน ปรารภ</p></blockquote>
<p>ครูพรนับพัน กล่าวเสริมว่า การนำ 5 Habits of Mind หรือ 5 ลักษณะจิตนิสัย สำหรับการเรียนรู้ที่สำคัญ 5 ประการ<br />
มาใช้สามารถทำให้ชั้นเรียนเกิดประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องการทำงานร่วมกัน จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องหยิบมาใช้ให้ถูกต้องตรงเวลาและทันสถานการณ์เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8771" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419295.jpg" alt="" width="1478" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419295.jpg 1478w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419295-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419295-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419295-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1478px) 100vw, 1478px" /></p>
<p>“สิ่งที่เด็กเปลี่ยนไปคือทัศนคติจากเด็กที่ไม่อยากมาโรงเรียน​ กลายเป็นรอว่าเมื่อไหร่จะได้มาโรงเรียน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ หรือจากปกติเด็กเรียนจบก็จะมาถามว่าหนูควรทำเรื่องอะไรต่อ เขาสนใจอยากเรียนเรื่องนี้ เขามีแรงบันดาลใจอยากเรียนรู้ แม้จะเสี่ยงเกิดความผิดพลาดไม่ประสบความสำเร็จก็พร้อมรับความเสี่ยงนั้น โดยเขาได้เรียนรู้พัฒนาตัวเองมากขึ้น กลายเป็นบทเรียนนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ไม่ใช่แค่อ่านนหนังสือสอบจบก็จบ แต่นี่ยังสามารถสร้างนิสัยแห่งการเรียนรู้ได้อีก” ครูพรนับพันให้ความเห็นทิ้งท้าย</p>
<p>ขณะที่ Mr.Paul Collard ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แห่งสหราชอาณาจักร International Foundation ‘Creativity, Culture and Education’ (CCE) ที่ปรึกษา OECD กล่าวว่า ทางสถาบันได้เข้ามาช่วยพัฒนาอบรมคุณครูในประเทศไทย ซึ่งพบว่าสถานการณ์การศึกษาในประเทศไทยขณะนี้มีความน่าสนใจและมีค<br />
วามท้าทาย ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการ</p>
<p>อย่างไรก็​ตาม สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่ในโรงเรียนบ้านสามขาเห็นว่าการเรียนรู้ของเด็กไทยดีขึ้นจากคอนเซ็ปต์การพัฒนา High Functioning Classroom สร้างสิ่งแวดล้อมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก รวมทั้งการสร้าง 5 habit of mind ทั้งความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น การเรียนรู้จากความผิดพลาด การมีความคิดสร้างสรรค์ และมีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญและเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี สิ่งสำคัญคือต้องเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สามารถเรียนรู้ ให้พวกเขามีความรับผิดชอบ มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะเรียนรู้ไปสู่การพัฒนาเกิดจิตนาการ เกิดความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8773" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419291-1.jpg" alt="" width="1478" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419291-1.jpg 1478w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419291-1-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419291-1-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/S__12419291-1-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1478px) 100vw, 1478px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เด็กเก่งขึ้นได้ แม้ทำแคร็กเกอร์ไหม้! สอนสไตล์ OECD ในห้องเรียนไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
