<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>APREMC2022 | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/apremc2022/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Aug 2023 06:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>APREMC2022 | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2022 10:45:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[SDG4]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Takala]]></category>
		<category><![CDATA[กุญแจสู่ความเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[John Brooker]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56992</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโลก ยังต้องใช้เวลานับทศวรรษในการปฏิรูปเปลี่ยนผ่าน เพื่อวางแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของเด็กเยาวชนในประเทศ รวมถึงความผันแปรจากกระแสการพัฒนาของโลกซึ่งเคลื่อนที่ไปไม่หยุดยั้ง</p>



<p>มาดูกันว่าประเทศอย่างฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ที่มีแนวทางการจัดการศึกษาคุณภาพสูง ผ่านเส้นทางการผลักดันกฎหมาย และจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษามาอย่างไร ระบบการศึกษาถึงมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง จนสามารถกระจายความเสมอภาคไปถึงเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ได้เช่นทุกวันนี้</p>



<p>ขณะที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อยู่ในบรรยากาศของการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการมาถึงของสถานการณ์โควิด-19 ที่เผยให้เห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำซึ่งนับวันยิ่งถ่างขยายออกไปมากขึ้น ส่งผลให้เด็กเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>



<p>จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้กระจายไปยังทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กเยาวชนที่ไม่ว่าจะเกิดหรืออาศัยอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทย สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ประคองตัวอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงปลายทาง และใช้การศึกษาหยุดวงจรความยากจนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้สำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f2e808"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/9LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</strong></h2>



<p><strong>Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ </strong>กล่าว ว่าประเทศฟินแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างระบบการกระจายอำนาจจากส่วนกลางถึงระดับท้องถิ่น โดยแต่ละท้องถิ่นจะพัฒนาหลักสูตรขึ้นเองเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ควบคุมกำกับโดยส่วนกลางให้มีมาตรฐานเป็นไปในทางเดียวกันทั้งประเทศ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“นิยามความเสมอภาคของการปฏิรูปการศึกษาฟินแลนด์ คือระบบการศึกษาของเราจะไม่มีทางตัน หมายถึงไม่ว่าเด็กเลือกจะเรียนอะไรในแต่ละช่วงชั้น เขาต้องมีช่องทางไปถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา และต้องเป็นการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีหมดตลอดการศึกษาภาคบังคับในช่วงวัย 7-18 ปี ค่าเล่าเรียนไม่เสีย มีอาหารกลางวัน มีรถโรงเรียนรับ-ส่ง อุปกรณ์การเรียนเพียงพอ</p>



<p>“นอกจากนั้นยังมีปัจจัยช่วยสนับสนุนในส่วนประกอบอื่น ๆ ของการศึกษา มีระบบช่วยเหลือสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักสูตรได้ 100% หมายถึงไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนต้องเรียนในระดับเดียวกัน แต่เขาต้องได้ไปถึงความสามารถสูงสุดที่ตัวเองทำได้ ขณะเดียวกันยังมีระบบดูแลกลุ่มเด็กต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่นเด็กจากครอบครัวผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาด้านภาษา หรือกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ พิการ โดยทุกกลุ่มจะมีครูผู้ชำนาญเฉพาะทาง (assistant support) มาช่วยดูแลใกล้ชิดเป็นรายบุคคล”</p>



<p>Sanna กล่าวว่า ฟินแลนด์เริ่มกระบวนการวางหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2008 หลังการหารือในระดับเทศบาลและสถานศึกษา เพื่อวางแนวทางปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียน โดยระบบจะเอื้อให้ครูสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กได้ทันทีที่พบเค้าลางปัญหา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e721c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/6LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากแนวทางที่นำมาใช้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2010 ฟินแลนด์มีเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ด้วยข้อมูลรายคนจากครู ส่งต่อถึงการดูแลร่วมจากทีมสหวิชาชีพ อาทิ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล ฯลฯ ขึ้นอยู่กับช่วงวัยและความต้องการของเด็ก โดยจะมีการวัดประเมินความสามารถเด็กในด้านวิชาการ ก่อนวางแผนช่วยเหลือตั้งแต่ในห้องเรียนเป็นลำดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในส่วนของงบประมาณทางการศึกษา แน่นอนว่าจำนวนของเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษที่เพิ่มขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกับงบประมาณที่ใช้ในการจัดการศึกษาซึ่งลดลงแล้ว ถือว่าการสนับสนุนการเรียนรู้เป็นรายคน สามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบกับการจัดสรรงบประมาณการศึกษารายปี และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า&nbsp;</p>



<p>“หลายปีมานี้ เราได้เห็นแล้วว่าเมื่อเทียบในระดับนานาชาติ นักเรียนของฟินแลนด์มีผลการเรียนที่โดดเด่น เมื่อมองลึกในระดับโรงเรียน โรงเรียนทุกแห่งของเรามีความแตกต่างกันน้อยมาก ซึ่งทำให้เด็กได้คุณภาพการศึกษาในระดับเดียวกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือการศึกษาของประเทศเรามุ่งไปที่การสร้างความพอใจในชีวิต ละลายความแตกต่างห่างกันทั้งในเรื่องของเพศ วิชาที่เลือกเรียน หรือพื้นฐานอาชีพซึ่งเด็กเลือกที่จะทำ อีกทั้งการพัฒนาด้านการศึกษาคือสิ่งที่จะไม่มีวันยุติ เพราะความเสมอภาคเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลา ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลง เด็ก ๆ ที่เปลี่ยนไป</p>



<p>“อย่างในสถานการณ์โควิด-19 ฟินแลนด์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปิดโรงเรียน และปล่อยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้นานที่สุด ด้วยความท้าทายที่เราทราบว่าเมื่อเด็กหยุดเรียน จะกระทบทั้งเรื่องวิชาการความรู้ รวมถึงระดับความสามารถในการเข้าสังคมของนักเรียนที่ถดถอยตามมา ซึ่งหลังจากนี้ เราต้องนำแง่มุมมิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาพิจารณา เพื่อถอดบทเรียนมาปรับปรุงให้การศึกษาคุณภาพดำเนินต่อไปได้ในทุกสถานการณ์”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ดัชนีความเสมอภาค’ ช่วยจัดสรรงบตามความต้องการจริง</strong></h2>



<p><strong>John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</strong> ผู้มีบทบาทดูแลเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์หลายด้านของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงการกำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในเรื่องนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์ ได้รณรงค์ผลักดันงบประมาณบนเส้นทางที่ยาวไกล โดยต้องใช้เวลา 5-6 ปี ในการพัฒนาแนวทาง และกว่าการจัดสรรงบประมาณจะทำได้จริง ก็ต้องรออีกเป็นเวลา 4-5 ปีถัดมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11a37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/7LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การพยายามเพิ่ม ‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’ คือสิ่งที่ต่างไปจาก ‘ความเท่าเทียม’ เพราะเราทราบดีว่าเด็กทุกคนในระบบโรงเรียน มีต้นทุนชีวิตแตกต่าง มีระดับความสามารถไม่เท่ากัน ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในระดับเดียวกัน เราต้องสนับสนุนเพิ่มเติมพิเศษสำหรับผู้เข้าไม่ถึงทรัพยากร เพื่อให้มีกำลังในการพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>แนวทางของนิวซีแลนด์คือเน้นทรัพยากรลงไปที่เงินเดือน สวัสดิการ และงบประมาณในการหนุนเสริมการปฏิบัติการของครู&nbsp; อีกส่วนหนึ่งคืองบที่นำไปลงทุนด้านความเสมอภาค โดยเฉพาะการดูแลสถาบันการศึกษาและชุมชน</p>



<p>“เราเสริมงบให้โรงเรียนผ่านระบบ Design System ที่ครอบคลุมทั้งชุมชน โดยคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจสังคมที่ลงลึกไปถึงขนาดของบ้าน จำนวนห้องในบ้าน หรือระดับการศึกษาผู้ปกครอง เป็นต้น ปัจจัยปลีกย่อยทั้งหมดนี้ คณะทำงานจะจัดทำเป็นค่าสถิติแห่งชาติในช่วง 5 ปี แล้วนำมากำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“การเก็บข้อมูลดังกล่าว จะทำให้สามารถจัดกลุ่มเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงมองเห็นการเคลื่อนไหวหรือเส้นทางการกระจายของทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีผังร่วมกันว่าเด็กจัดอยู่ในกลุ่มไหน พื้นที่แบบใด เราก็จะรู้ว่าต้องใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายความว่าโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ประชากรส่วนใหญ่ยังได้รับการศึกษาไม่สูงนัก เราก็จะมีดัชนีชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดจากอุปสรรคอะไร มีปัจจัยทางสังคมหรือเศรษฐกิจใดที่ทำให้การศึกษาไม่ไปถึงเป้า แล้วถ้าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น จำเป็นต้องเติมทรัพยากรลงไปตรงไหนหรือใช้นวัตกรรมใด”</p>



<p>John กล่าวว่า มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างน้อย 37 หัวข้อ ที่เป็นตัวชี้วัดดัชนีความเสมอภาคของประชากรได้ในสถานการณ์ต่างๆ โดยตัวแปรเหล่านี้ถือว่ามีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ความสำเร็จด้านการศึกษาด้วย ทั้งนี้ตัวเลขข้อมูลต่างๆ จะมีการเก็บเพิ่มเติมและอัพเดทให้ทันสภาพความเป็นจริงที่เลื่อนไหลตลอดเวลา และข้อมูลชุดนี้เองจะเป็นตัวแปรที่ใช้ชี้วัดว่าประชากรกลุ่มไหนหรือโรงเรียนใดควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ</p>



<p>“การให้ความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าหรือ target founding ทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการวางงบประมาณ และแน่ใจว่าเงินอุดหนุนหรือโปรแกรมต่างๆ ที่ลงไปสู่เด็ก สามารถแจกแจงได้ถูกต้องและแม่นยำเพิ่มขึ้น</p>



<p>“ดัชนีเกี่ยวกับความเสมอภาคเป็นแนวคิดตั้งต้น ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จากการประเมินพบว่าหลังผ่านระยะเริ่มดำเนินการมาแล้ว 3-5 ปี มีโรงเรียนถึง 90% ที่ได้ประโยชน์จากการนำดัชนีเสมอภาคมาใช้ เพราะอย่างไรก็ตาม การวางแนวทางที่เริ่มจากบ้าน ชุมชน เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ เป็นงานที่ต้องใช้เวลา จำเป็นต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจมีบ้างที่บางโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของงบประมาณ แต่ในระยะยาวแล้วจะช่วยในเรื่องการปรับสมดุลงบประมาณ และการกระจายความเสมอภาคที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1cb8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/8LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>องค์กรอิสระที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการกระจายความเสมอภาคทางการศึกษา ‘ตัวเร่ง’ ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่าประเทศไทยต้องใช้เวลากว่า 8 ปี ในการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา ถือเป็นงานสำคัญที่ใช้เวลายาวนาน ด้วยเกี่ยวพันกับการจัดสรรงบประมาณทุกด้าน อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดการย้อนทบทวนข้อบัญญัติและแนวทางต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้สอดรับกับความต้องการของประชากรทุกกลุ่มที่รับผลกระทบ&nbsp;</p>



<p>“ประเทศไทยมีประชากรด้อยโอกาสที่เป็นเด็กวัยเรียนราว 3 ล้านคน ขณะที่ในปัจจัยด้านการศึกษา เราประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กจากครอบครัวรายได้น้อยมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ รัฐบาลไทยจึงออก พ.ร.บ. สนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสนับสนุนงบประมาณ และสร้างกระบวนการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงโอกาสมากขึ้น”</p>



<p>“ขณะที่ กสศ. เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในการจัดสรรทุนการศึกษา&nbsp; และระดมการทำงานร่วมกับภาคีทุกระดับทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างระบบช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง”</p>



<p>ลักษณะพิเศษของ กสศ. คือการระดมทุนสาธารณะเพื่อกระจายความเสมอภาค โดยลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเงินเข้ากองทุน มีการทำงานอย่างเป็นอิสระภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบอร์ดบริหารของ กสศ. ได้ประกอบไปด้วยสมาชิกหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>



<p>“การทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เราสามารถจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และการพัฒนาด้านวิชาชีพที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับความเสมอภาคที่ยั่งยืน ด้วยการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ รวมถึงประสบการณ์ ที่จะนำมาช่วยส่งเสริมวาระต่างๆ ให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศของเรา”</p>



<p>“เรามีการลงทุนเชิงนวัตกรรมที่หลากหลาย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ มีคณะทำงานที่ตระเวนไปในทุกพื้นที่ตลอดทั้งปี เพื่อให้เห็นปัญหาหน้างาน พร้อมเก็บข้อมูลของเด็กและครอบครัว แล้วนำกลับมาพิจารณาออกแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นรายคน การลงพื้นที่หน้างานทำให้เข้าใจว่าอะไรคือรากของปัญหา และค้นพบวิธีการการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้แม้บริบทของพื้นที่มีความแตกต่างกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f60b37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/5LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า กว่าที่กฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคจะออกมาได้ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี แต่เมื่อ กสศ. ทำงานมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรหรือหน่วยงานอิสระ ที่เป็นตัวเร่งสู่ความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>แม้ช่วงเวลาสิบปีก่อนใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเคยมีการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาขึ้นสองเท่า แต่ผลที่ได้กลับบ่งชี้ว่ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มีน้ำหนักมากพอ ดังนั้นรัฐจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเสมอภาค ผ่านการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อรับมือกับปัญหาที่หวังผลได้มากขึ้น</p>



<p>“วันนี้การทำงานของ กสศ. ได้แสดงให้เห็นว่าทั้งชุมชนระดับท้องถิ่น หรือประชาคมโลก ต่างมีความสำคัญในการยกระดับความสามารถในการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาไปด้วยกัน</p>



<p>“ด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และงานวิจัยต่างๆ ที่ กสศ. รวบรวมไว้ จะไม่ได้มีประโยชน์เพียงในระดับประเทศ หากยังขยายเครือข่ายของรูปแบบการทำงาน ทั้งในฐานะโมเดลเต้นแบบ และการแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาไปยังพื้นที่อื่นๆ ผ่านงานประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดต่อเนื่องเกือบทุกปี”</p>



<p>และไม่เพียงแค่งานด้านการศึกษา แต่ กสศ. ยังมีความห่วงใยทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาค โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การทำงานเก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนในทุกสังกัดในช่วงล็อคดาวน์ จะช่วยระบุชี้กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ในรูปแบบของการเชื่อมโยงทรัพยากร ซึ่งจะเน้นวางเป้าหมายในช่วงเวลา 1-5 ปีข้างหน้า ที่ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการข้ามผ่านการศึกษาช่วงชั้นรอยต่อของนักเรียนที่ขาดแคลนโอกาส อันมีข้อมูลสถิติยืนยันว่าเป็นช่วงชั้นที่มีเด็กเยาวชนหลุดออกไปจากระบบการศึกษามากที่สุด เพื่อให้เกิดการทำงานระหว่างหน่วยงาน ระหว่างสถาบันการศึกษา จนถึงภาคธุรกิจเอกชน ที่จะช่วยรองรับเด็กเยาวชนทุกกลุ่มให้มีเส้นทางอนาคตต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใช้วิกฤตโควิด-19 ผลักดันการศึกษาที่มีคุณภาพ : สเตฟาเนีย จีอันนินี &#8211; ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษายูเนสโก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-apremc2020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2022 02:38:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สเตฟาเนีย จีอานนินี]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[SDG4]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56522</guid>

					<description><![CDATA[<p>สเตฟาเนีย จีอันนินี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-2/">ใช้วิกฤตโควิด-19 ผลักดันการศึกษาที่มีคุณภาพ : สเตฟาเนีย จีอันนินี – ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษายูเนสโก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สเตฟาเนีย จีอันนินี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา แห่งองค์กรการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้สัมภาษณ์พิเศษนอกรอบ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 กับคณะผู้สื่อข่าวไทย โดยกล่าวถึงเทรนด์การศึกษาของโลกหลังวิกฤตยุคโควิด-19 ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่ทั่วโลกเผชิญหน้าพร้อมกัน แต่ก็มีแนวทางการรับมือที่ต่างกันออกไป รวมถึงนโยบายทิศทางด้านการศึกษา</p>



<p>สิ่งสำคัญที่อยากให้มองคือ วิกฤตที่เกิดขึ้นกลายเป็นโอกาสที่จะได้ปฏิรูปเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาของรัฐบาลแต่ละประเทศ โควิด-19 ทำให้ตระหนักว่าการศึกษาสำคัญอย่างไร และมองเห็นว่าการศึกษาของแต่ละชาติมีปัญหาอยู่ตรงไหน ดังนั้น อย่าปล่อยให้ความตื่นตัวนี้หายไป และใช้ความพยายามให้มากขึ้นในการผลักดันการศึกษาที่มีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1cdd1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/01-Stefania-Giannini.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหาที่น่ากลัวหลังยุคโควิดคือคนยากจนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการปฎิรูประบบการศึกษาจึงต้องคำนึงปัจจัยดังกล่าว โดยแนวทางปฎิบัติไม่เพียงแต่ต้องมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงทักษะทางอารมณ์สังคม ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบระยะยาวที่ต้องเฝ้าระวังและติดตาม</p>



<p>ทั้งนี้ กุญแจหลักของการวางแนวทางแก้ปัญหาตามความเห็นของสเตฟาเนีย ประกอบด้วยคำ 3 คำด้วยกัน คือ 1) Recovery การฟื้นฟูผลกระทบจากความเสียหายของไวรัสโควิด-19 2) Resilience คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ 3) Changes การปรับเปลี่ยนมุมมองแนวคิด และวิธีการในการแก้ไขปัญหา</p>



<p>นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่สเตฟาเนียกล่าวถึงคือ โอกาสในการจัดการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เสมอภาคกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคทางด้านการศึกษา จึงอยากให้มองว่าห้วงเวลานี้คือการเปลี่ยนผ่าน (Transform) และจังหวะของการลงมือทำเพื่อยกระดับพัฒนา</p>



<p>ในส่วนภูมิภาคอาเซียน นับได้ว่าค่อนข้างรับมือกับปัญหาด้านการศึกษาได้ดีระดับหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่ต้องจัดการก็คือ โอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบสารสนเทศที่ไม่เท่ากัน ซึ่งรัฐบาลยังจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงให้มากขึ้น</p>



<p>กระนั้น อาเซียนก็มีจุดแข็งที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในแง่ของการยกระดับการเข้าถึงการศึกษาถ้วนหน้าเพื่อความเสมอภาค และการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ (inclusive, equity and quality)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f71590"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/02-Stefania-Giannini.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนประเด็นด้านการศึกษาในอาเซียนที่อยากให้เน้นย้ำ คือการปรับหลักสูตรที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกมากขึ้น ขณะที่ในการฟื้นฟูการศึกษาจากโควิด-19 อยากเน้นว่าอย่าปิดโรงเรียน เพราะสิ่งสำคัญของการศึกษาคือการที่ครูและนักเรียนได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน&nbsp; ขณะเดียวกัน การเปิดโรงเรียนก็ต้องคำนึงถึงการสวมหน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>และการศึกษานับต่อจากนี้ จะเป็นไปภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ต้องมีการเตรียมตัววางแผนให้ดี</strong></h2>



<p>จุดแข็งของประเทศไทย คือการที่มีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง มีองค์กรอย่าง กสศ. คอยทำหน้าที่อำนวยการศึกษาให้เข้าถึงเด็กทุกคน ซึ่งสเตฟาเนียเชื่อว่า กสศ. และประเทศไทย จะเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในเรื่องการดำเนินงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางด้านการศึกษา ให้นานาประเทศได้เรียนรู้ต่อไป</p>



<p>สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือการยกระดับการศึกษาภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้คนทุกคนเข้าถึงการศึกษาคุณภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน</p>



<p>ต่อข้อซักถามที่ว่าอะไรคือกุญแจสำคัญในเวลานี้ สเตฟาเนียตอบว่า กุญของการจัดการปัญหาด้านการศึกษาในขณะนี้ คือการนำหลักการที่วางไว้ทั้งหลายมาลงมือทำ และเดินหน้าทุ่มเทความพยายามให้ต่อเนื่อง ไม่ลดละหรือผ่อนแรงเด็ดขาด ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้มาก เพราะว่าคนเหล่านี้เอง ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9b5fb6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/03-Stefania-Giannini.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งทำให้รัฐบาลนานาประเทศต้องจัดการอย่างเร่งด่วน สเตฟาเนียกล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรละเลยเรื่องการศึกษา โดยต้องให้น้ำหนักด้านการศึกษาเท่าเทียมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน</p>



<p>แน่นอนว่าการทำให้คนอยู่ดีกินดี พัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ในฐานะตัวแทนของยูเนสโก จุดยืนที่ยูเนสโกพูดมาตลอดคือการวางสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาการศึกษา เพราะเศรษฐกิจทำให้สังคมขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่การศึกษาคือการวางรากฐานที่จะสร้างความมั่นคงยั่งยืนต่อไปในอนาคต ดังนั้นหากว่ารัฐบาลไม่เร่งลงทุนในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง จะมี ‘คน’ คุณภาพรุ่นต่อไปมาพัฒนาอนาคตของประเทศได้อย่างไร และสิ่งที่จะสูญเสียไปก็คือ ‘คนเจนเนอร์เรชั่นหนึ่งที่จะหายไปทั้งรุ่น’</p>



<p>ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ แต่อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา เหมือนกับที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ เพราะแม้ผลลัพธ์ของการศึกษาคุณภาพและเสมอภาคอาจไม่เห็นผลในทันที แต่อย่างไรก็ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวที่ยั่งยืนและคุ้มค่า</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-2/">ใช้วิกฤตโควิด-19 ผลักดันการศึกษาที่มีคุณภาพ : สเตฟาเนีย จีอันนินี – ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษายูเนสโก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2022 02:24:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[ชิเงรุ อาโอยากิ]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[sgd4]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56515</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการองค์กรวิทยาศาสตร์ วัฒนธรร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/">“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการองค์กรวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก</strong> กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 หรือ APREMC II</p>



<p>ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ องค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-403608"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/01-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษามาร่วมหารือแนวทางปฎิบัติเพื่อฟื้นฟูระบบและกระบวนการศึกษาของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหลังได้รับผลกระทบความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด -19</p>



<p>นายชิเงรุ ชี้ว่า การระบาดของไวรัสโควิด -19 เป็นทั้งแรงกระตุ้นและแรงผลักดันที่บีบเค้นให้ระบบการศึกษาของทุกประเทศทั่วโลกต้องก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเร่งด่วน ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในด้านการศึกษา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นกำลังหลักที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาระบบการศึกษาตามแนวทางและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-93516b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/02-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อีกทั้งในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ไทยก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมของยูเนสโกในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ไทยได้แสดงให้เห็นความพยายามและความตั้งใจที่จะฝ่าฟันวิกฤตการศึกษาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งแพลตฟอร์ม เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ครูเองก็ได้รับการฝึกฝนทักษะทางดิจิทัลเพื่อนำมาใช้ในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กๆ</p>



<p>ขณะนี้ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้คลี่คลายไปแล้ว แต่ความเสียหายทางการศึกษายังคงทิ้งร่องรอยไว้อยู่ ดังนั้นสิ่งที่สมควรทำในเวลานี้ก็คือการเร่งลงมือฟื้นฟูการศึกษาที่สูญไป ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาระบบการศึกษา ที่ต้องการการบูรณาการผสมผสานศาสตร์และทักษะต่างๆ ในการสอนให้แก่เด็กๆ มากขึ้นกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d5479"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/03-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งเชื่อว่าไทย จะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพที่จะแสดงให้เห็นตัวอย่างของระบบการศึกษาคุณภาพและยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแห่งนี้ โดยยูเนสโกเตรียมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยและนานาประเทศในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตและยั่งยืนตามแนวทาง SDG4</p>



<p>สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นอกจากจะได้แนวทางการฟื้นฟูการศึกษาแล้ว ก็หวังให้ทุกฝ่ายได้ทางออกที่ไปสู่การสร้างพื้นที่การศึกษาเพื่อการเรียนรู้สำหรับทุกคน โดยเชิงรุก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์ในทางบวกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/">“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
