<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Andreas Schleicher | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/andreas-schleicher/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 20 Dec 2023 06:33:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Andreas Schleicher | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-191223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 05:32:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75492</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในทั่วทุกมุมโลก ทั้งเสียงเรียกร้องจากผู้เรียนและผู้สอนไป จนถึงเสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษา เราทุกคนต่างรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบระเบียบปัจจุบันจะต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ที่ดีกว่า แต่แทบไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่า เราจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร</p>



<p>อย่างไรก็ดี เราได้เดินทางมาถึง ‘ก้าวสำคัญ’ ที่สามารถนำไปสู่คำตอบที่เราตามหาแล้ว ณ การประชุม ‘Creativity in Education Summit 2023’ (CES 2023) ที่ซึ่งบทสนทนาได้ขยับขยายจากการอภิปรายข้อมูลภาคทฤษฎีและไปสู่การหารือกลยุทธ์ภาคปฏิบัติที่สามารถทำได้จริง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กับไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่ได้เพียง ‘เรียกร้อง’ และ ‘ยืนยัน’ ว่าความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงวิธีการที่เราจะสามารถนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการศึกษาได้จริง</p>



<p>หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่ริเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญนี้ คือ<strong> อันเดรียส ชไลเชลอร์ </strong>ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ และที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายการศึกษาของเลขาธิการทั่วไปที่ขึ้นตรงกับสำนักงาน OECD ในปารีส เขาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่คอยวิเคราะห์และให้แนะนำด้านนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม ในระหว่างการประชุม เขานำเสนอกรณีศึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศสมาชิก OECD ใช้ในการปลูกฝังความสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ลงในระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc1072"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/5165.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Andreas Schleicher (ภาพ: <a href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2017/apr/02/the-guardian-view-on-the-uses-of-literacy-knowing-how-you-know" target="_blank" rel="noopener" title="Christian Sinibaldi/The Guardian">Christian Sinibaldi/The Guardian</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อันเดรียส ขึ้นต้นด้วยอ้างอิงถึงสำรวจที่ที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นว่า ทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียนที่อายุ 15 ปีโดยเฉลี่ยนั้นต่ำกว่าเด็กที่มีอายุ 10 ปีเสียอีก แม้ปัจจัยทางพัฒนาการอาจมีผลต่อตัวเลขสถิตินี้ แต่อีกนัยหนึ่ง ความคาดหวังของระบบการศึกษาที่บีบให้นักเรียนปฏิบัติตามกฎระเบียบ ก็อาจมีส่วนทำให้ความใคร่รู้และความคิดสร้างสรรค์ลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ในระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74f7e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/pexels-photo-8612992.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://www.pexels.com/photo/children-doing-arts-and-crafts-at-school-8612992/" target="_blank" rel="noopener" title=""> Yan Krukau/Pexels</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<em>ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผมรู้สึกใจสลายที่ได้เห็นว่าเรากำลังสอนวิชาวิทยาศาสตร์เหมือนการเผยแพร่ศาสนา เราโน้มน้าวเยาวชนให้เชื่อในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และให้พวกเขาทำแบบฝึกหัด ก่อนจะลงเอยด้วยการทดสอบความจำ นั่นไม่ใช่วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เลย หัวใจวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถามกับหลักคิดของยุคสมัยต่างหาก</em>” อันเดรียสกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะนี่คือโลกที่เต็มไปด้วย ‘เหตุแห่งการชะงักงัน’</strong></h2>



<p>อันเดรียส ได้กล่าวถึงความท้าทายของการที่โลกต้องเผชิญหน้ากับเหตุแห่งการชะงักงันอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ระดับโลกต่างๆ เหล่านี้ล้วนอาศัยการแก้ไขที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าทั้งสิ้น นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อความสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง</p>



<p><strong>1. การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI): </strong>ความจริงที่ประการหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือความก้าวหน้าของ AI ที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ และผลกระทบที่ตามมาต่อบางสายอาชีพ เช่น งานในระบบโรงงานอุตสาหกรรม งานกรอกข้อมูล งานสายการบริหารจัดการ และงานในระบบขนส่ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ AI จะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น แม้จะเก่งเรื่องการสืบค้นข้อมูลยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ก็ยังด้อยกว่ามนุษย์อยู่มาก หากพูดถึงทักษะการสนทนาแบบไม่จำกัดหัวข้อ (Open Domain Conversation)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a493a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1686191129343-3797314efc6b.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://unsplash.com/photos/the-open-ai-logo-is-shown-on-a-black-background-xS83vCmnWog" target="_blank" rel="noopener" title=""> Mojahid Mottakin/Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>2. คลังข้อมูลสารสนเทศที่กำลังทะลักล้น: </strong>ความท้าทายในการสืบค้นข้อมูลในโลกปัจจุบัน อันเนื่องมาจากปริมาณข้อมูลที่ล้นทะลัก ทำให้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการในการได้มาซึ่งความรู้ จากเดิมที่เพียงสังเคราะห์ข้อมูลจากตัวบท กลายเป็นตอนนี้เราต้องประกอบสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเองอย่างรอบคอบ ในการที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยทักษะการสืบค้นทางดิจิทัล</p>



<p><strong>3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): </strong>ถือเป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันว่า มนุษยชาติมีรอยเท้านิเวศน์ (Ecological Footprint) ขนาดมหึมา อันสืบเนื่องมาจากวิถีชีวิตที่ไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน คำถามสำคัญปรากฏขึ้นในโมงยามอันเร่งด่วนนี้ คือแล้วใครกันที่จะเป็นเสียสละยอมเป็นผู้นำด้านการปรับตัว การโน้มน้าวผู้คนและสถาบันต่างๆ ให้ตระหนักถึงความสามารถและความรับผิดชอบของตนเองในการเปลี่ยนแปลงโลกถือเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญ และการแก้ไขปัญหาระดับนี้ ก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ความพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรค และกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเพื่อบรรเทาและปรับตัวต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>



<p>นอกจากความกังวลที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นอีกหลายประการ เช่น อัตราการเติบโตของ ‘สังคมสูงอายุ’ ในหลายประเทศ โรคระบาดใหม่ๆ ดังเช่น COVID-19 ที่อุบัติขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรวมถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (Economic Shocks) ที่จะวนกลับมาเสมอในทั่วทุกมุมโลก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่จะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ?</strong></h2>



<p><strong>1. การปลูกฝังให้ผู้เรียนมี ‘ศักยภาพกระทำการ’:</strong> ตามคำนิยามในทางสังคมวิทยา คำว่า ศักยภาพกระทำการ (Agency) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการครอบครอง หรือการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจและทรัพยากร เพื่อที่จะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง บุคคลที่ถือว่ามีศักยภาพกระทำการ คือคนกระทำการต่างๆ โดยมีแรงจูงใจมากจากตนเอง อยู่ในการควบคุมของตนเอง ไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันจากข้อจำกัด</p>



<p>อันเดรียสเชื่อว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘ศักยภาพกระทำการ’ คือเหรียญอีกด้านหนึ่งของกันและกัน โดยที่วิธีจัดการเรียนการสอนในระบบการศึกษายุคปัจจุบัน คือสิ่งที่พรากความสามารถในการรับรู้ถึงศักยภาพกระทำการของตนเองไปจากนักเรียน ด้วยการบังคับให้เขาอยู่ในกรอบและจำกัดอิสรภาพทางความคิด</p>



<p>หลักฐานที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งปรากฏในผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักเรียนต่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอจะกระทำการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b781c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1552799446-159ba9523315.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  <a href="https://unsplash.com/photos/person-holding-there-is-no-planet-b-poster-ycW4YxhrWHM" target="_blank" rel="noopener" title="">Li-An Lim /Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงศักยภาพกระทำการของตนเอง เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน อีกทั้งยังอาศัยความอดทนและความต่อเนื่อง โดยวิธีการส่งเสริมอิสระภาพและความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะที่พวกเขากำลังเติบโต ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ด้วยการเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้จักมีความคิดริเริ่ม รู้จักตัดสินใจ และปลูกฝังให้พวกเขารับรู้ถึงอำนาจในการควบคุมการกระทำของตนเองตั้งแต่ยังเด็ก</p>



<p><strong>2. การบ่มเพาะทัศนคติแบบ ‘Growth Mindset’:</strong> ผลสำรวจเกี่ยวกับ Growth Mindset ของนักเรียนชี้ให้เห็นว่านักเรียนจำนวนมากจากหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย เชื่อว่าความฉลาดเป็นพรสวรรค์ที่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในทางกลับกัน ผลสำรวจในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีผลคะแนน PISA ในระดับดี พบว่านักเรียนจำนวนมากเชื่อมั่นว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ หากขยันเรียน นี่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Growth Mindset กับอัตราความสำเร็จทางการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เรียน</p>



<p>จะเห็นได้ว่าทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการที่จะกระตุ้นทัศนคติดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราอาจต้องพิจารณามุมมองที่เรามีต่อวิชาต่างๆ และความเกี่ยวข้องของวิชาเหล่านี้กับความสร้างสรรค์เสียใหม่ คนจำนวนมากมักเหมาเอาว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะสำหรับวิชาศิลปะเท่านั้น ทำให้พวกเขาเผลอละเลยความจริงที่ว่าความคิดสร้างสรรค์ก็สำคัญต่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์</p>



<p><strong>3. การขยับขยาย ‘กะลาใบเล็ก’ ที่ครอบเราไว้ในนามของ ‘หลักสูตร’:</strong> หลักสูตรที่ใช้ในโลกทุกวันนี้คือผลผลิตของการค่อยๆ สั่งสมความรู้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่นั่นกลับนำไปสู่ภาวะ ‘แออัดยัดเยียด’ ของข้อมูล ตัวอย่างเช่นในวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนอายุ 15 ปีซึ่งอยู่ในวัยมัธยมต้น มักต้องใช้ชีวิตอยู่กับการจดจำสูตรและสมการต่างๆ โดยหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญมากในชั้นเรียนระดับนี้คือ ‘ตรีโกณมิติ’</p>



<p>หากพิจารณาจากสถานการณ์ข้างต้น หลายคนอาจเข้าใจว่าตรีโกณมิติจะต้องเป็นบทเรียนรากฐานสำคัญในการคณิตศาสตร์แน่ๆ หลักสูตรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญมากถึงเพียงนี้ แต่ในความเป็นจริง ตรีโกณมิติเป็นเพียงสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้มีความจำเป็นมากมายไปกว่าคณิตศาสตร์แขนงอื่นๆ เลย ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องคำนวณสูตรตรีโกณเองอีกต่อไปแล้ว ด้วยอานิสงส์ของเทคโนโลยีที่เรียกว่าเครื่องคิดเลข และนั่นได้นำไปสู่คำถามสำคัญคือ เหตุใดในปัจจุบัน บุคลากรในระบบการศึกษายังคงยืนกรานที่จะบังคับให้นักเรียนท่องจำสูตรคำนวณเหล่านี้อยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-176a6c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/anoushka-p-f1YfrZ1o2r8-unsplash-696x464-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  Anoushka Puri/Unsplash)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการปฏิรูปโครงข่ายการศึกษาทั้งหมดเป็นจะต้องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอาศัยองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ แม้ว่าข้อเสนอของอันเดรียสจะฟังดูมีศักยภาพ แต่แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีทางออกที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกระบบการศึกษาในโลกได้เหมือนยาวิเศษ และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่เราจำเป็นจำต้องมีงานเสวนาอย่าง CES 2023 เพราะการรวมตัวในลักษณะนี้คือแพลตฟอร์มสำคัญที่จะรวบรวมเอาบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้นำในสถานศึกษา และนักกำหนดนโยบายจากทั่วโลก มาร่วมหารือการทำงาน แบ่งปันมุมมองที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาร่วมกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 08:09:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[Catia Malaquias]]></category>
		<category><![CDATA[ชลิดา หนูหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Rhonda Gallbally]]></category>
		<category><![CDATA[Harry A. Patrinos]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43941</guid>

					<description><![CDATA[<p>หาก ‘กลุ่มเปราะบางทางสังคม’ คือประชากรกลุ่มที่ไม่อาจเข้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/">‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หาก ‘กลุ่มเปราะบางทางสังคม’ คือประชากรกลุ่มที่ไม่อาจเข้าถึงบริการสังคมด้วยเหตุผลหลากหลาย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ อาจเป็นคำบรรยายที่ครอบคลุมที่สุดของผู้เรียนกลุ่มที่ถูกกีดกันจากระบบการศึกษา หรือถูกละเลยโดยระบบการศึกษา และนำไปสู่การเป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<p>แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ปัญหาว่าด้วย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ กลับมีความสลับซับซ้อน เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่การประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (The International Conference on Equitable Education: All for Education) ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม หยิบยกมาอภิปรายเป็นหัวข้อหลัก โดยผู้เชี่ยวชาญจากระดับโลกจากสมาชิกองค์การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในออสเตรเลีย รวมถึงนักวิชาการจากกลุ่มธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) &nbsp;กล่าวถึงผู้เรียน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกกีดกันจากระบบการศึกษาสูงแม้ในภาวะปกติ และยิ่งสูงระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ได้แก่ ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<p>เนื้อหาการอภิปรายดังกล่าวเน้นวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา (Vision to action of equitable education) โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แนะแนวปฏิบัติที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนี้</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>‘ความต้องการพิเศษ’ ที่ถูกละเลยในภาวะปกติ และถูกลืมในภาวะวิกฤต</strong></h1>



<p>รอนดา กาลบาลลี (Rhonda Gallbally) นักสังคมสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและสิทธิคนพิการ รวมถึงคาเทีย มาลาเควียส (Catia Malaquias) ผู้สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน และการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) ต่างให้ความสนใจแก่การถูกกีดกันจากระบบการศึกษาของกลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยรอนดาเป็นหนึ่งในคณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างครบวงจร โดยนอกจากสนับสนุนคนพิการและครอบครัว ยังให้การสนับสนุนแก่นักวิชาการที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับคนพิการด้วย</p>



<p>รอนดากล่าวอย่างหนักแน่นว่า “หากการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษถูกลดทอนความสำคัญ พวกเขาย่อมขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม” โดยหากต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการนั้น รอนดายืนยันว่า “ต้องเริ่มต้นที่ห้องเรียน”</p>



<p>รอนดากล่าวว่า แม้ก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 คนพิการและผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก็มักถูกแยก (segregate) จากชุมชนเป็นปกติ และยิ่งย่ำแย่ในภาวะวิกฤต โดยสิ่งที่ให้กำเนิดความอยุติธรรมดังกล่าว ได้แก่นโยบายที่ไม่ครอบคลุม และไม่นำไปสู่การพิทักษ์สิทธิคนพิการ หรือจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฝึกฝน รวมถึงพัฒนาคนพิการอย่างจริงจัง “คนพิการมีแนวโน้มถูกเลือกปฏิบัติเพราะการขาดแรงจูงใจในการพัฒนาพวกเขา” เธอบอก “ขาดความพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพวกเขา และการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับพวกเขา”</p>



<p>คาเทียอธิบายเพิ่มเติมว่าปัญหาดังกล่าวเติบโตจากการขาดความรับรู้ว่า สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษานั้นครอบคลุม “ทุกคน” ดังนั้น ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาได้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Acceptance Human Rights Awards 2018 Catia Malaquias" width="750" height="563" src="https://www.youtube.com/embed/TPkqo59Piao?start=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption>สุนทรพจน์ของคาเทีย มาลาเควียส ในงานประกาศรางวัล Human Rights Awards<br>ซึ่งเธอย้ำว่าการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา</figcaption></figure>



<p>นอกจากนี้ คาเทียยังชี้ว่ามาตรา 24 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาตินั้นให้แนวทางเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษว่า พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ “เท่ากับ” ผู้อื่น โดยรัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรเครื่องอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พวกเขาต้องได้รับการศึกษาในห้องเรียนทั่วไป และโรงเรียนทั่วไป ไม่ถูกผลักไสสู่สภาพแวดล้อมที่ถูกแยกจากชุมชน สู่โรงเรียน หรือห้องเรียนพิเศษ โดยคณะกรรมการสิทธิคนพิการ (Committee on the Rights of Person with Disabilities) ยังให้คำอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “เครื่องอำนวยความสะดวก” ข้างต้น ไม่ใช่เพียงเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ทว่ารวมถึงการปรับปรุงระบบการศึกษา เนื้อหา การวัดและประเมินผลการศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่าแม้จะมีความพยายามในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมผู้เรียนเหล่านี้ ทว่าไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยคาเทียเชื่อว่าต้องมีข้อบังคับที่เข้มแข็งเพื่อพิทักษ์สิทธิคนพิการ และต่อต้านการเลือกปฏิบัติทั้งในระดับบุคคลและสังคม การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนต้องถูกห้ามเช่นกัน รวมถึงต้องมีการสังเกตการณ์ รวบรวมข้อมูล และศึกษาผลการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>คาเทียอธิบายว่า การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนมัก “เป็นไปเพื่อความสะดวก” อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร คือระบบการศึกษาที่ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยผู้เรียนไม่ควรต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมาะสมกับระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างกัน และครอบคลุมการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างเหล่านั้นด้วย</p>



<p>“ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ต่างเข้าเรียนในโรงเรียนที่ถูกออกแบบเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ” คาเทียกล่าว เธอเชื่อว่าที่มาของพฤติการณ์นั้นคือความเชื่อว่า “มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับผู้เรียน’ แม้คำถามที่ถูกต้องคือ มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโรงเรียน’ หรือไม่ต่างหาก”</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่ธุรกรรม แต่คือทุกปฏิสัมพันธ์ของการเรียนรู้</strong></h1>



<p>นอกจากผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ แฮร์รี่ เอ. พาทรินอส (Harry A. Patrinos) นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธนาคารโลก และแอนเดรียส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) นักสถิติและนักวิจัยจาก OECD ต่างเห็นพ้องกันว่า ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาที่ยิ่งถูกละเลยระหว่างการระบาด</p>



<p>แฮร์รี่ชี้ว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น เด็กๆ ทั่วโลกกว่าร้อยละ 94 หรือ 1.6 พันล้านคนต้องออกจากระบบการศึกษา โดยผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในปัจจุบันขาดการศึกษาแล้วอย่างน้อยครึ่งปี และผู้เรียนที่มีทุนทรัพย์ปานกลางก็จวนเจียนจะขาดการศึกษา</p>



<p>การปิดโรงเรียนถูกพิจารณาว่าจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำกว่าปกติ โดยสถิติชี้ว่าหลังการปิดโรงเรียนระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในจีน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลดลงกว่าร้อยละ 35 และแรงงานเหล่านี้ก็จะได้รับค่าแรงต่ำกว่าปกติในอนาคตด้วย แม้จะมีการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ก็ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพ ความครอบคลุม และการเข้าถึงอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p>แฮร์รี่อธิบายอีกด้วยว่า ผู้เรียนที่มีรายได้มากกว่าย่อมรับมือผลกระทบของการระบาดได้ดีกว่าผู้เรียนที่ยากไร้ เพราะผลกระทบของการปิดโรงเรียนระหว่างการระบาดต่อผู้เรียนนั้นแตกต่างกันด้วยทั้งคุณภาพของแต่ละโรงเรียนในแต่ละประเทศ มาตรการเยียวยา รวมถึงระดับการศึกษาของผู้เรียนขณะมีการปิดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย โดยผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียความรู้และถูกเลิกจ้างงานน้อยกว่าผู้สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับต่ำกว่า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วไปในภาวะวิกฤต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60edcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/neet.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แผนภาพขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) แสดงจำนวนนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกว่า 1.52 พันล้านคน<br>และประชากรกลุ่ม NEET หรือประชากรวัยแรงงานที่ไม่อยู่ระหว่างการศึกษา ประกอบอาชีพ หรือฝึกอบรมกว่า 267 ล้านคน</figcaption></figure></div></div></div>



<p>เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เขาระบุว่าความต่อเนื่องของการศึกษาที่ชะงักด้วยการปิดโรงเรียนต้องถูกส่งเสริมโดยรัฐบาลด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการเรียนรู้ทั้งในรายครั้งและระยะยาว พัฒนาระบบวัดและประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่อาจต้องออกจากระบบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานชั่วคราวด้วย</p>



<p>แอนเดรียสเห็นพ้องกันว่า การเข้าถึงการศึกษาระหว่างการระบาดนั้นไม่เท่าเทียมกันแน่นอนระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่างๆ และภารกิจด่วนที่สุดคือการผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของพวกเขา โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกัน เพราะ “โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดควรเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด” ซึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพเช่นฟินแลนด์นั้น มีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเพียงเล็กน้อย การเข้าเรียนในโรงเรียนที่แตกต่างกันจึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>



<p>นอกจากนี้ แอนเดรียสยังชี้ว่าในระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพนั้น ความก้าวหน้าในอาชีพของครูมักมาจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนที่ขาดแคลนโอกาสหรือต้องการการพัฒนาเร่งด่วน เพื่อประกันการกระจายคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง “เพราะหากคุณมีทุนทรัพย์ คุณอาจไม่ต้องประสบความสำเร็จในการเรียน” แอนเดรียสอธิบาย “ทว่าหากคุณขาดแคลนทุนทรัพย์ การศึกษาอาจเป็นทางเดียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต” การจัดสรรทรัพยากรการศึกษาอย่างทั่วถึงจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กๆ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นักสถิติจาก OECD ชี้แจงว่า “ปริมาณ” การลงทุนในการพัฒนาระบบการศึกษานั้นไม่สำคัญเท่ากับการจัดสรรทรัพยากรการศึกษา ซึ่งรวมถึงงบประมาณด้วยอย่างสมเหตุสมผล โดยเขาเปรียบเทียบขนาดห้องเรียนในสหรัฐอเมริกาและจีน ในสหรัฐอเมริกานั้น ห้องเรียนมีขนาดเล็กกว่า แต่ห้องเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบเดียวของการสร้างระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ “เพราะครูไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนาตนเอง ครูเพียงวิ่งวุ่นไปที่ห้องเรียนต่างๆ เพื่อจัดการเรียนการสอน ขณะที่ครูในจีนมีเวลาพัฒนาตนเองมากกว่า”</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ธุรกรรม” แอนเดรียสบอก “ไม่ใช่การที่ผู้เรียนชำระเงินและครูฉายการเรียนรู้ให้พวกเขา แต่การศึกษานั้นว่าด้วยความสัมพันธ์ของทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การเข้าใจหลักการความเสมอภาค และความสมดุลของการจัดสรรทรัพยากรจึงสำคัญมาก”</p>



<p>สำหรับอุปสรรคสำคัญของความเสมอภาคข้างต้นนั้น แอนเดรียสชี้ว่า เมื่อทรัพยากรที่มีคุณภาพที่สุดต้องถูกแจกจ่ายแก่นักเรียนที่ต้องการทรัพยากรนั้นที่สุด คำถามถือแต่ละประเทศจะจูงใจครูให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนั้นอย่างไร</p>



<p>ในที่สุด แอนเดรียสเชื่อว่าประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้คือการปลูกฝังให้เด็กๆ เชื่อว่าความยากไร้ รูปลักษณ์ และความถนัดของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เด็กๆ ต้องเชื่อมั่นว่าครูและโรงเรียนจะนำพวกเขาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์ได้หากพวกเขาต้องการและพยายาม ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ส่งเสริมความกล้าหาญในการเผชิญปัญหาและความล้มเหลว “หากคุณไม่ยอมรับความล้มเหลว จะรู้จักการสร้างสรรค์ได้อย่างไร” เขาส่งท้าย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมอุดมความหลากหลายกว่าในศตวรรษที่แล้ว และมีความท้าทายที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก</p>



<p>เห็นได้ชัดว่า แนวความคิดที่ผู้อภิปรายทั้งสี่มีร่วมกัน ได้แก่ความเชื่อว่าผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษานั้นเป็นประจักษ์พยานของการขาดความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทวีความรุนแรงในภาวะวิกฤต การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนกลุ่มนี้ รวมถึงการลดจำนวนผู้เรียนกลุ่มดังกล่าวในระยะยาว เพื่อการรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคตต้องพึ่งพาการลงทุนในระบบการศึกษาอย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนทุกกลุ่ม ไม่ว่าผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาอื่นๆ เช่น อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ฯลฯ</p>



<p>ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร จึงหมายถึงระบบการศึกษาที่ไม่กีดกันผู้เรียนจากระบบการศึกษาไม่ว่าด้วยเชื้อชาติ ความยากไร้ ความถนัด หรือความต้องการที่แตกต่างกัน และระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และผลักดันผู้เรียนทุกคนให้สามารถเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างภาคภูมิ</p>



<p>ภาวะวิกฤตที่เปิดเผยปัญหาซึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาต้องเผชิญนี้ แม้จะรุนแรงเพียงใด จะไม่ใช่หายนะที่ผลักไสพวกเขาจากระบบการศึกษา และส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างถาวรได้ ก็ด้วยความพยายามของสังคมในการเรียนรู้ปัญหาเหล่านั้น และร่วมมือแก้ไขเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าของ “ทุกคน” ในสังคม ซึ่งครอบคลุม “ทุกคน” อย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/">‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/2005-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2020 07:01:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Eric Hanushek]]></category>
		<category><![CDATA[Harry Patrinos]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18524</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10-11 ก.ค. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/2005-2/">ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่</span><span style="font-weight: 400;"> 10-11 ก.ค. </span><span style="font-weight: 400;">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์การการศึกษา ยูเนสโก, องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก ได้จัดเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ </span><b>“เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา”</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีการนำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพทรัพยากรมนุษย์กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินผลคุณภาพการศึกษาในระดับนานาชาติ รวมเป็นถึงบทเรียนและ</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการศึกษาในยุคหลังวิกฤต </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมี</span><span style="font-weight: 400;">นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลกมาเป็นวิทยากรร่วมพูดคุย นำโดย</span> <b>Harry Patrinos</b><span style="font-weight: 400;"> หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลนโยบายการศึกษาของธนาคารโลก </span><b>ศาสตราจารย์ Eric Hanushek </b><span style="font-weight: 400;">นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด และ</span><b> Andreas Schleicher</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยสำนักการศึกษาและทักษะแห่งองค์การ OECD ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทดสอบ PISA นับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ซึ่งทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">สามท่านนี้</span><span style="font-weight: 400;">มีการนำเสนอในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน คือ การนำเอาข้อมูลทางการศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้จากการเก็บจากทั่วโลกมาใช้ทำการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในแง่มุมต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย </span><b>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค </b>ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ได้สรุปและเรียบเรียงบทวิเคราะห์ ผ่านแนวคิดของวิทยากรทั้งสามท่านในแง่มุมที่ว่า <b>“เราจะพลิกปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เสมอภาคได้อย่างไร?”</b></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-18527" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><b>โดยคุณ Harry Patrinos จากธนาคารโลก</b><span style="font-weight: 400;"> ได้นำเสนองานวิจัยของธนาคารโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาดที่ทำให้มีการปิดโรงเรียนว่า จะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่หายไป (Learning Loss) ในระยะยาว โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ เช่น การปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีนในช่วงทศวรรษ 1970 </span><span style="font-weight: 400;">ที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้อัตราการจบมัธยมศึกษาในช่วงนั้นลดลงถึง 35% รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดกับ</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">ทางเศรษฐกิจในอดีต เช่น </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจของเอเชีย </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจในลาตินอเมริกา ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 รวมถึง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">แฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาในปี 2008 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง พบว่า</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ด้วย</span><span style="font-weight: 400;"> เช่น ทำให้คนออกนอกโรงเรียนมากขึ้น อัตราการจบการศึกษาลดลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผลจากวิกฤต COVID-19</span><span style="font-weight: 400;"> ในครั้งนี้ ธนาคารโลกคาดว่า การปิดโรงเรียนจะส่งผลทำให้ GDP ของประเทศ</span><span style="font-weight: 400;">ต่างๆ ลดลงอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">อังกฤษ ลด</span><span style="font-weight: 400;">ไป</span><span style="font-weight: 400;"> 0.1-0.4% GDP สหรัฐอเมริกาลดลง 0.3% หรือ</span><b>จากงานวิจัยของประเทศนอร์เวย์ การปิดโรงเรียนแต่ละวันจะทำให้เกิดความสูญเสียถึงวันละ 165 ล้านเหรียญสหรัฐ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การที่โรงเรียนต้องปิด 4 เดือน ทำให้รายได้ในอนาคตของนักเรียนลดลง 1,337 เหรียญต่อปีต่อคน ซึ่งคิดเป็นรายได้ประมาณ 33,464 เหรียญตลอดช่วงชีวิต ซึ่งหากพิจารณาจำนวนของนักเรียนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาที่มีทั้งหมด 76 ล้านคนแล้ว พบว่ารายได้ตลอดช่วงชีวิตของเด็กและเยาวชนอเมริกันในรุ่นอายุนี้จะหายไปถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก</span><span style="font-weight: 400;">นี้ </span><span style="font-weight: 400;">ธนาคารโลกได้มีการประเมินว่าหากนัก</span><span style="font-weight: 400;">เรียนต้องหยุดเรียนในช่วงวิกฤตนี้ จะส่งผลกระทบ</span><span style="font-weight: 400;">ต่อทักษะความสามารถ</span><span style="font-weight: 400;">ทางการเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ที่ลดลง จากแบบจำลองคะแนน PISA ในด้านการอ่าน ในกรณี</span><span style="font-weight: 400;">ที่เลวร้ายสุด</span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้คะแนนเฉลี่ยลดลงจากค่าเฉลี่ยของโลกที่ 440 เหลือเพียง 413 คะแนน หรือคิดเป็นช่องว่าง 1 ปีการศึกษา และทั่วโลกจะมีเด็กนักเรียนที่ขาดทักษะความรู้ในระดับที่สามารถเอาไปใช้งานได้ (</span><span style="font-weight: 400;">F</span><span style="font-weight: 400;">unctionally </span><span style="font-weight: 400;">I</span><span style="font-weight: 400;">lliterate) เพิ่มจาก 40% เป็น 53%</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แผนภาพที่ 1 : ผลกระทบของ COVID-19 ต่อระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน และต่อจำนวนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในด้านการอ่าน</b></p>
<p><figure id="attachment_18528" aria-describedby="caption-attachment-18528" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-18528 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18528" class="wp-caption-text">ที่มา : ธนาคารโลก</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">ประชากรจะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ที่ต่างออกกันตามระดับการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;"> โดยแรงงานที่มีการศึกษาต่ำ (มัธยมศึกษา) จะได้รับผลกระทบ</span><span style="font-weight: 400;">ที่รุนแรงกว่า</span><span style="font-weight: 400;">แรงงานที่มีการศึกษาสูง (ตั้งแต่ระดับปริญญาขึ้นไป) </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤตนี้ </span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้แรงงานระดับล่างตกงานกันอีกมาก</span><span style="font-weight: 400;"> ส่งผลต่อค่าแรงที่ถูกกดให้ต่ำลง </span><span style="font-weight: 400;">ขณะที่</span><span style="font-weight: 400;">ผลตอบแทนจากการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราที่สูงขึ้น ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะหันกลับไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราได้เคยเห็น</span><span style="font-weight: 400;">รูปแบบนี้</span><span style="font-weight: 400;">เกิดขึ้นมาก่อนแล้วใ</span><span style="font-weight: 400;">นประเทศเวเนซุเอลา อาร์เจนตินา และไทยในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 </span><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">คุณ</span><span style="font-weight: 400;"> Harry เชื่อว่ารูปแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกในช่วง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต COVID-19</span><span style="font-weight: 400;"> รัฐบาลจึง</span><span style="font-weight: 400;">ควร</span><span style="font-weight: 400;">มีนโยบายช่วยเหลือสนับสนุน </span><span style="font-weight: 400;">การรักษางบ</span><span style="font-weight: 400;">ประมาณทางการศึกษาเอาไว้ โดยเฉพาะในการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการศึกษาตลอดชีวิตที่จะได้รับความต้องการมากขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้</span><span style="font-weight: 400;">การลงทุนพัฒนาแนวทางการประเมินผลนักเรียนและเร่งสอนเสริมเพื่อให้</span><span style="font-weight: 400;">ตามเพื่อน</span><span style="font-weight: 400;">ได้ทัน รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้เรียน</span><span style="font-weight: 400;">ก็</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสิ่งที่ควรพัฒนา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แผนภาพที่ 2 : ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนจากการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาของประเทศไทย (1985-2015)</b><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><figure id="attachment_18530" aria-describedby="caption-attachment-18530" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18530 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02.png" alt="" width="4500" height="2471" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-1400x769.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-2048x1125.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18530" class="wp-caption-text">ที่มา : ธนาคารโลก</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน</span><b>ศาสตราจารย์ Eric Hanushek จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยในด้านการนำเอาคะแนนสอบมาตรฐานระดับชาติไปใช้วิเคราะห์ผลทางเศรษฐกิจ </span><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span><span style="font-weight: 400;"> จากสถิติข้อมูลในปี 1960-2000 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคะแนนมาตรฐานนานาชาติของนักเรียนและค่า GDP ของประเทศ พบว่า คะแนนมาตรฐานซึ่งเป็นตัวแทนของคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18531" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">ในอดีตนักเศรษฐศาสตร์มักจะใช้จำนวนปีการศึกษาในการบ่งบอกระดับการศึกษาของชาติ เพราะเป็นสิ่งที่วัดได้ง่าย แต่ความจริงคือ</span><span style="font-weight: 400;">คุณภาพการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ของแต่ละประเทศมีไม่เท่ากันแม้จะมีจำนวนปีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน </span><span style="font-weight: 400;">แต่</span><span style="font-weight: 400;">การมีคะแนนสอบมาตรฐาน</span><span style="font-weight: 400;">อย่าง</span><span style="font-weight: 400;"> PISA ทำให้สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาของแต่ละชาติได้ดีกว่าจำนวนปีการศึกษา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะยาว</b></p>
<p><figure id="attachment_18532" aria-describedby="caption-attachment-18532" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18532 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-2048x1124.png 2048w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18532" class="wp-caption-text">ที่มา : ภาพจากการนำเสนอของ Eric Hanushek</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูล PISA พบว่า มีเด็กประมาณ 20% ในประเทศไทยที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกว่า </span><span style="font-weight: 400;">43%</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้รับการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐาน</span><span style="font-weight: 400;">ที่สามารถ</span><span style="font-weight: 400;">นำไปใช้งานใน</span><span style="font-weight: 400;">โลกปัจจุบัน</span><span style="font-weight: 400;">ได้ </span><span style="font-weight: 400;">โดยงานวิจัยของศาสตราจารย์ Hanushek </span><span style="font-weight: 400;">พบว่าในกรณีของประเทศไทย หาก</span><span style="font-weight: 400;">นักเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ จะทำให้ GDP ขยายตัวไปจนตลอดทศวรรษนี้ 3% ต่อปีและถ้านักเรียนไทยที่อยู่ในระบบปัจจุบันมีทักษะพื้นฐานอยู่ในระดับเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ </span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้</span><span style="font-weight: 400;">ไทยมี GDP ที่ขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 5.5% หรือถ้า</span><span style="font-weight: 400;">สามารถ</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้เด็กไทย</span><span style="font-weight: 400;">สามารถเข้าถึงการศึกษาในมาตรฐานขั้นต่ำได้ทุกคน</span><span style="font-weight: 400;"> จะทำให้ GDP ขยายตัวได้ถึง 8.9% ไปจนตลอดศตวรรษนี้เลยทีเดียว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ค่า GDP จะเพิ่มสูงขึ้น หากเด็กไทยได้รับการศึกษาที่ทั่วถึงหรือมีคุณภาพในระดับพื้นฐานอย่างทั่วถึง</h4>
<p><figure id="attachment_18534" aria-describedby="caption-attachment-18534" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18534 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18534" class="wp-caption-text">ที่มา : Universal Basic Skills: What Countries Stand to Gain โดย Hanushek และ Woessmann (OECD Report 2015)</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม </span><span style="font-weight: 400;">นี่</span><span style="font-weight: 400;">เป็น</span><span style="font-weight: 400;">เพียง</span><span style="font-weight: 400;">การประมาณตัวเลขในช่วงก่อนเกิด</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span> <span style="font-weight: 400;">COVID-19 ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจและ</span><span style="font-weight: 400;">การศึกษาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มด้อยโอกาสและขาดแคลนการเข้าถึงเทคโนโลยี</span><span style="font-weight: 400;">และครู</span><span style="font-weight: 400;">ที่ดีมีคุณภาพด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยศาสตราจารย์ Eric Hanushek</span> <span style="font-weight: 400;">คาดการณ์ว่าความรู้ที่หายไปจะทำให้รายได้ตลอดชีวิตของเด็กในรุ่นนี้ลดลง 3-6% พร้อมแนะให้</span><b>พัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้ ซึ่งภาคนโยบายต้องมีกระบวนการจัดสรรครูอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงครูที่เก่ง เพราะถ้าทำไม่ได้ นอกจากเราจะไม่สามารถกลับไปสู่ระดับของการเรียนรู้ก่อนหน้าวิกฤตได้แล้ว ยังจะไม่สามารถลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ได้ด้วย</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18535" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ</span> <b>Andreas Schleicher</b><span style="font-weight: 400;"> แห่ง OECD ผู้ริเริ่ม</span><span style="font-weight: 400;">เเล</span><span style="font-weight: 400;">ะอยู่เบื้องหลัง</span><span style="font-weight: 400;">การประเมินทักษะนักเรียนนานาชาติหรือ PISA ได้ประมาณการว่า </span><span style="font-weight: 400;">หากเด็กไทยทุกคนสามารถพัฒนาทักษะความรู้ให้อยู่ในระดับมาตรฐานของ PISA ใน Level 2 ได้ จะทำให้เศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศขยายตัวอย่างมหาศาล คิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเลยทีเดียว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นอย่างไร หากเด็กทุกคนสามารถบรรลุทักษะความรู้ใน PISA Level 2 ได้</h4>
<p><figure id="attachment_18537" aria-describedby="caption-attachment-18537" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18537 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18537" class="wp-caption-text">ที่มา : การนำเสนอของ OECD</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยคุณ Andreas Schleicher ยัง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงให้เห็นว่า</span><b>ความยากจนหรือความด้อยโอกาสของเด็ก ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำเร็จในการศึกษาหากประเทศมีการจัดระบบการกระจายตัวของทรัพยากรทางการศึกษา</b><b>ที่ดีพอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยยกตัวอย่างบางประเทศที่มีความพยายามในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้อยู่ใกล้บ้านนักเรียนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และการจัดสรรครูที่เก่งที่สุดไปช่วยเหลือในโรงเรียนที่เด็กมีความต้องการมากที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">เช่น </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">4</span><span style="font-weight: 400;"> จังหวัดของ</span><span style="font-weight: 400;">ประเทศ</span><span style="font-weight: 400;">จีน </span><span style="font-weight: 400;">ฟินแลนด์ และเอสโตเนีย </span><span style="font-weight: 400;">ที่ร่วมสอบ PISA </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งได้มีการ</span><span style="font-weight: 400;">พัฒนาทักษะความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ของนักเรียน แม้จะเป็นประเทศส่วนน้อยที่สามารถทำได้ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นไปได้ ถ้าภาคนโยบายมีการนำไปทำอย่างจริงจัง</span></p>
<p><figure id="attachment_18536" aria-describedby="caption-attachment-18536" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18536 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18536" class="wp-caption-text">ที่มา : แผนภาพจาก OECD ที่พูดถึงความแตกต่างของคุณภาพโรงเรียนในแต่ละประเทศ ที่แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และกลุ่มแสกนดิเนเวียมีโรงเรียนใกล้บ้านที่มีคุณภาพสูง</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสรุปแล้ว ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค มองว่า </span><span style="font-weight: 400;">การได้ฟังมุมมองของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ระดับชั้นนำของโลกจากงานระดับนานาชาติในครั้งนี้ ทำให้ทาง กสศ. ตระหนักถึงประโยชน์และความสำคัญของการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานในระดับนานาชาติเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์แแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศไทย</span></p>
<p><figure id="attachment_18538" aria-describedby="caption-attachment-18538" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18538 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18538" class="wp-caption-text">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><b>โดยปัจจุบัน กสศ. กำลังริเริ่มโครงการ PISA for Schools ร่วมกับองค์การ OECD ในการนำเอาแนวทางการประเมินผลแบบ PISA เพื่อมาใช้ประเมินและพัฒนาโรงเรียนไทยที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ แ</b><b>ละโครงการวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่กำลังจะทำงานร่วมกับธนาคารโลก </b><b>ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากความรู้ในด้านเทคนิค</b><b>ที่องค์กร</b><b>ระหว่างประเทศเหล่านี้นำมาถ่ายทอดให้กับบุคลากรใน</b><b>ไทยและยัง</b><b>สามารถ</b><b>นำ</b><b>ผลการวิเคราะห์มาใช้ในการ</b><b>พัฒนาระบบการศึกษาไปพร้อมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศได้</b></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/2005-2/">ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/9988-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 11:34:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเนสโก้]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Marjo Vesalainen]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Vahtivuori-Hanninen]]></category>
		<category><![CDATA[Sadat B. Minandang]]></category>
		<category><![CDATA[Chua-Lim Yen Ching]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18087</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_18089" aria-describedby="caption-attachment-18089" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18089 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18089" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-National Cancer Institute</figcaption></figure></p>
<p><strong>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์การการศึกษา ยูเนสโก, องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ และ ธนาคารโลก จัดเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของเด็กด้อยโอกาสในระดับนานาชาติ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมวันนี้ <strong>Andreas Schleicher </strong></span><span style="font-weight: 400;">ผู้ริเริ่มเเละผู้อยู่เบื้องหลังการประเมินทักษะนักเรียนนานาชาติหรือ PISA กล่าวในหัวข้อ </span><b>“การทำให้การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้”</b><span style="font-weight: 400;"> ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม ต้องนึกถึงคำว่าความเสมอภาค (equality) และความชอบธรรม (equity) จากนั้นมาประเมินทรัพยากรมนุษย์และเงิน ดังนั้นจะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ จะต้องช่วยให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาโดยปราศจากเรื่องของฐานะ พื้นฐานทางสังคม ข้อจำกัดของโรงเรียนหรือแม้แต่เรื่องครู นักเรียนทุกคนต้องเข้าถึงครูที่เก่งได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาข้อมูลพบว่า คุณภาพการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ หากทุกโรงเรียนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนไกลๆ เพราะทุกโรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การพัฒนาให้โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดก็จะช่วยลดหลายปัญหาในระบบการศึกษาได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เด็กที่มีฐานะยากจนที่สุดหรือขาดโอกาสมากที่สุด กลับมีผลการเรียนที่ดีมาก ดังนั้นฐานะที่ยากจนไม่ได้เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต เพราะเด็กเรียนดีได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาและวิเคราะห์เจาะระบบการศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่า ครูเป็นปัจจัยสำคัญ บางประเทศกำหนดความก้าวหน้าของวิชาชีพครูจากวิธีการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ยกตัวอย่าง ในประเทศจีน ถ้าครูคนหนึ่งอยากเป็นผอ.โรงเรียน ระบบการศึกษาของจีนจะบอกว่าครูคนนี้ดีมีความทะเยอทะยาน แต่จะเป็นผอ.ได้ก็ต่อเมื่อ ครูคนนี้ไปแก้ปัญหาโรงเรียนที่มีผลการเรียนต่ำก่อน ซึ่งระบบการศึกษาแบบนี้ ใช้ความพยายามที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้ครูที่เก่งไปแก้ปัญหาที่ท้าทาย เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบการศึกษา สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี แม้คุณไม่ได้เรียนดี แต่ก็ยังมีโอกาสที่ดีอีกหลายครั้งในชีวิต ขณะที่เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจน มีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น คือการได้เจอครูเก่งๆและโรงเรียนที่มีคุณภาพ แต่ความเป็นจริงเด็กกลุ่มนี้จะถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมและคุณภาพมากนัก</span></p>
<p><figure id="attachment_18090" aria-describedby="caption-attachment-18090" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18090 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18090" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Jerry Wang</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การจัดสรรทรัพยากรได้ดีจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างทางสังคมได้อีกด้วย ทุกประเทศจะทำได้ โดยต้องตั้งใจลงทุนในด้านทรัพยากรและจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นว่าประเทศนั้นจะร่ำรวยหรือยากจนแต่ลงทุนอย่างคุณภาพหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่องว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคน มีความสามารถในระดับ 2 ของการประเมิน </span><span style="font-weight: 400;">PISA </span><span style="font-weight: 400;">ก็จะยิ่งจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างมหาศาล ซึ่งในกรณีของประเทศไทย จะคิดเป็นประมาณกว่า 4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ มีข้อเท็จจริงที่หลายคนพูดว่า ห้องเรียนหรือโรงเรียนเล็กๆ จะดีสำหรับครูและนักเรียน แต่ความจริงแล้ว การจัดโรงเรียนขนาดเล็กที่มูลค่าสูงในเชิงที่ว่า ครูจะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดผลัดกันเข้าไปสอนในห้องเรียน จนไม่มีเวลาไปใช้ในการพัฒนาเด็กนอกห้องเรียนหรือไปช่วยแหลือเด็กที่ขาดโอกาสได้เลย หากให้ตนเลือกระหว่างครูที่มีคุณภาพกับห้องเรียนขนาดเล็ก ผมเลือกครูที่มีคุณภาพ ซึ่งการทำงานของครูที่ดีนั้น คือต้องมีเวลาพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนควบคู่กับการรู้ว่าเด็กแต่ละคนถนัดและเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่ถือเป็น 1ในมิติสำคัญของความเท่าเทียม สำหรับประเทศไทยถือว่าจัดการความสมดุลของขนาดห้องเรียนและเวลาของครูได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะการศึกษาไม่ใช่การซื้อขายที่นักเรียนเป็นผู้บริโภคแล้วครูเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ การศึกษาเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์และสิ่งนี้ก็จะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่ใช่แค่ว่าชั่วโมงของการเรียนหนังสือเท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าได้ใช้เวลาที่มีอยู่เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร มีการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของเด็กทุกคนโดยเฉพาะที่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เงิน ฐานะหรือระยะเวลาของการเรียนหนังสือไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกคุณภาพหรือสมรรถนะของระบบการศึกษา สิ่งที่บ่งบอกคือทัศนคติที่นักเรียนมองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นโอกาสที่ได้ลองสิ่งใหม่ (</span><span style="font-weight: 400;">growth mindset) </span><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง เช่นนักเรียนในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆในการสอบ</span><span style="font-weight: 400;">PISA</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถามนักเรียนว่าทำไมเราถึงประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 9 ใน 10 คน จะตอบว่าเพราะเราทุ่มเท พยายามแล้วก็ครูก็ช่วยทำให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันกับนักเรียนในประเทศอินโดนีเซีย เด็กส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า อ๋อผมไม่เก่งเลข ผมน่าจะไปเรียนอย่างอื่นดีกว่า เป็นต้น ดังนั้นหากเราต้องการปรับปรุงเรื่อง</span><span style="font-weight: 400;">ความเท่าเทียมทางการศึกษาแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนวิธีคิดว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นความท้าทายอย่างมากในการจัดระบบการศึกษาที่มีคุณภาพควบคู่กับการจัดสรรโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม แต่จากเท่าที่ผมดูในข้อมูลวันนี้ หลายประเทศสามารถทำได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟินแลนด์เผยสังคมเชื่อมั่นครู</h4>
<p><figure id="attachment_18091" aria-describedby="caption-attachment-18091" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18091 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18091" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-CDC</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเดียวกัน นักการศึกษาจากทั่วโลก ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านหัวข้อ</span><b>“ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนการศึกษาเพื่อความเสมอภาคให้เด็กทุกคนได้อย่างไร ”</b> <span style="font-weight: 400;">เริ่มจากสองนักการศึกษาจากฟินแลนด์ เมืองต้นแบบแห่งการเรียนรู้  </span><b>Marjo Vesalainen</b><span style="font-weight: 400;">  และ  </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen</b></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า อาชีพครูในประเทศฟินแลนด์เป็นอาชีพในสาขางานวิชาการ และปริญญาครูจึงเป็นเป็นปริญญาที่ดึงดูดนักเรียนที่มีความสามารถเก่งให้มาเรียนในสาขานี้ เราจึงสามารถเลือกนักเรียนที่ดีที่สุดมาเป็นครูได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้มหาวิทยาลัยที่ทำการสอนคุณครูในประเทศฟินแลนด์มีประสิทธิภาพในการสอนอย่างมากจึงทำให้เราได้บุคลากรด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการสอนเด็กมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่มีการสอบในการศึกษาภาคบังคับ เราไม่มีการเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม นี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อครูและความสามารถของครูในการตัดสินใจพัฒนางานของตนเองและวัดผลนักเรียนของตน”</span></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวต่อไปว่า  ครูในประเทศฟินแลนด์ จึงมีอิสรภาพมากและเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพและเชื่อถือในสังคม  การเปลี่ยนอาชีพจากครูไปทำอาชีพอื่นเราจึงค่อนข้างเห็นได้น้อย พูดได้ว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่ popular ในประเทศของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอ เล่าว่า ครูในประเทศเราใช้เวลาทั้งหมดไปที่การเรียนการสอน คุณครูของเราจะได้ทำงานเอกสารที่น้อยและต่ำที่สุดในประเทศ oecd ดังนั้นคุณครูจึงมีเวลาที่จะออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยในประเทศฟินแลนด์ก็มีอิสรภาพในการออกแบบหลักสูตรของตน อย่างมาก ดังนั้นแม้ว่าหลักสูตรครูในแต่ละมหาวิทยาลัยจะต่างกันแต่ก็มีแนวคิดที่อยู่ในกรอบเดียวกันที่มุ่งหวังเรื่องความสำเร็จและความสุขในการเรียนของเด็กเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณครูของประเทศเรามีความเป็นมือโปรและพัฒนาความสามารถตลอดชีวิตการทำงาน การพัฒนา อาชีพของครูจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม และเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาเป็นการเป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ท้องถิ่นและโรงเรียนจึงมีอิสรภาพอย่างมากในการจัดการศึกษารวมทั้งตัดสินใจในเรื่องการจัดการคุณภาพของการเรียนการสอนในท้องถิ่นของตนเองได้”  นักการศึกษาจากฟินแลนด์ กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_18092" aria-describedby="caption-attachment-18092" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18092 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18092" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Science in HD</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงเริ่มต้นสนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพของครู ผู้ซึ่งต้องมาถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะให้กับนักเรียน อาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่การเป็นครูในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยอมรับว่ามีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครูจึงไม่สามารถหยุดเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันฟินแลนด์ได้ปฏิรูปการศึกษาโดยได้รับความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาของครูและการเป็นครูที่มีคุณภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดความตระหนักว่า นอกจากจะพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพแล้ว ครูจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีพื้นฐานและความสามารถแตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันรัฐบาลฟินแลนด์ได้เดินหน้าจัดทำโครงการ The Right to Learn เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนหลังได้รับผลกระทบจากโควิด19 โดยมุ่งเน้นพัฒนาเด็กให้สามารถเรียนรู้ได้ตรงกับความถนัดที่แต่ละคนมี จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นนำไปสนับสนุนโรงเรียนในช่วงที่ยังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด19 รวมถึงจัดการศึกษาพิเศษให้กับเด็กที่มีความต้องการเฉพาะอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟิลิปปินส์นำความรู้เข้าสู่ชุมชน</h4>
<p><figure id="attachment_18094" aria-describedby="caption-attachment-18094" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18094 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18094" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : facebook-TulaKaalaman</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ </span><b>Sadat B. Minandang</b><span style="font-weight: 400;"> ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีปี 2019 จากประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า TulaKaalaman เป็นโครงการที่ผมเริ่มขึ้นเองในปี 2017 เพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เท่าเทียม โดยนำความรู้จากโรงเรียน เข้าสู่ชุมชน เพื่อช่วยให้เด็กที่ไร้โอกาสโดยเฉพาะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาและเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะต้องออกจากโรงเรียนเข้าถึงการศึกษา ในช่วงแรกของโครงการเราทำแบบเล็กๆ เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้น  ผมต้องจ่ายเงินเองทุกอย่าง แต่หลังจากที่โครงการเริ่มต้นไปได้ระยะหนึ่งแล้วก็ได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนดีมากทำให้เราขยายโครงการได้ใหญ่ขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากทางโรงเรียนหน่วยงานราชการ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความท้าทายอย่างหนึ่ง ในการดำเนินโครงการเช่นนี้คือเรามีเวลาและทรัพยากรที่จำกัด แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโอกาสที่ทำให้เด็กและครอบครัวได้เห็นความงดงามและความสำคัญของการศึกษา เพราะ การศึกษาเป็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน หนึ่งในความสำเร็จของโครงการนี้คือ เมื่อตอนที่ผมเริ่มโครงการเด็กที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดอยู่นอกระบบโรงเรียน แต่ปัจจุบันเด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนเป็นประจำและเป็นนักเรียน ในระบบซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความสนับสนุนจากทุกภาคส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน </span><b>Chua-Lim Yen Ching</b><span style="font-weight: 400;">  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เชี่ยวชาญและอำนวยการบริหารของสถาบันครูแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวด้วยการยกตัวอย่างโรงเรียน NorthLight School ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กที่มีปัญหาการเรียนในระบบปกติ การเรียนการสอนจึงมีความแตกต่างและยากกว่าโรงเรียนทั่วไป ช่วงที่จัดตั้งโรงเรียน เราแจ้งกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่ต้องส่งครูมาประจำที่โรงเรียน แต่จะให้ครูเป็นคนเดินเข้ามาสมัครเอง การเลือกครูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่ครูที่มีความรักต่ออาชีพและมีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นครูที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย เรามองว่าหากมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาจะทำให้นักเรียนสนุก มีความสุขและมาสนใจกับการเรียน นั่นคือเป้าหมายของการมีโรงเรียนแห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานของเราจึงตั้งอยู่บนหลักคิดที่ว่า เวลาที่ต้องการจะพัฒนาสิ่งใด จะหันกลับมาดูทรัพยากรที่มีอยู่และจะจัดสรรทรัพยากรตรงกับความต้องการจริง เด็กแต่ละคนจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค โดยเด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนสูงสุด ขณะเดียวกันเป้าหมายของโรงเรียน ไม่ได้มีไว้เพื่อเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้และมีความสุขกับการเข้ามาทำงาน นำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อไวรัสโควิด-19 กำลังพลิกโฉมระบบการศึกษาโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/30577-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Apr 2020 08:24:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[EdTech]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[Iain Sachdev]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนนานาชาติมอนซา]]></category>
		<category><![CDATA[Jenny Anderson]]></category>
		<category><![CDATA[Quartz]]></category>
		<category><![CDATA[Educational Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=12450</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่มา  Jenny Anderson ผู้สื่อข่าวอาวุโส และบรรณาธิการ H [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30577-2/">เมื่อไวรัสโควิด-19 กำลังพลิกโฉมระบบการศึกษาโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12451" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09.png" alt="" width="3564" height="2371" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09.png 3564w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-1024x681.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-1536x1022.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-2048x1362.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_เมื่อโควิดพลิกโฉม_banner-09-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3564px) 100vw, 3564px" /></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา  Jenny Anderson<br />
ผู้สื่อข่าวอาวุโส และบรรณาธิการ How to be Human เว็บไซต์ Quartz<br />
</span><a href="https://bit.ly/2wdRmbi">https://bit.ly/2wdRmbi</a><br />
<span style="font-weight: 400;">แปลและเรียบเรียงโดย นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ ไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้คนทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลอย่างใหญ่</span><span style="font-weight: 400;">หลวงต่อระบบการศึกษาทั่วโลก เมื่อสถานที่ที่เป็นแหล่งอบรมให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน อย่าง &#8220;โรงเรียน&#8221; ต้องปิดทำการลง อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อช่วยสกัดกั้นยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปิดโรงเรียนอย่างกระทันหันด้วยเหตุจำเป็นดังกล่าว ภายในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ทั่วโลก ตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศ ที่ทั้งครูและนักเรียนต่างตระหนักและเข้าใจดีว่า การเรียนหนังสือไม่อาจสะดุดหยุดชะงักได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร และใช้อะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า อย่างน้อยในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน และสมบูรณ์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่หลากหลาย ทำให้โรงเรียนหลายแห่ง สามารถดำเนินการเรียนการสอนของตนต่อไปได้ ซึ่งรวมถึง โรงเรียนนานาชาติมอนซา ในแคว้น Lombardy ของอิตาลี ที่ต้องเผชิญกับมาตรการล็อคดาวน์ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังมีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวจากรัฐบาลท้องถิ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Iain Sachdev ครูใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติมอนซา สั่งเรียกระดมพลคุณครูแทบจะในทันที เพื่อจัดทำคลิปวีดีโอสั้นๆ สำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง โดยทีมคุณครูมีระยะเวลาเพียง 1 วัน ในการจัดทำเพื่อให้สามารถเปิดชั้นเรียนออนไลน์ให้ได้ภายในวันถัดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย กระนั้น ตลอดระยะเวลากว่า 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การเรียนการสอนทั้งหมดของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียกได้ว่า เด็กๆ ได้เรียนหนังสือเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ คุณครูสอนผ่านระบบประชุมวีดีโอทางไกลในทุกวัน เด็กเข้าร่วมชั้นเรียนผ่าน Padlet ระบบโพสอิทโน้ตที่ให้นักเรียนร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โปรแกรม Flipgrid ที่ช่วยให้ครูและนักเรียนร่วมสร้างวีดีโอสั้นๆ มาแบ่งกัน และอีกสารพัดวิธีการออนไลน์ ที่เปิดทางให้เด็กแต่ละคนได้ทำการบ้าน ทำงานกลุ่ม และปรึกษาสอบถามคุณครูได้ทุกเมื่อที่ต้องการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Jenny Anderson ผู้สื่อข่าวอาวุโสของเว็บไซต์ Quartz ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนนานาชาติมอนซาแห่งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองภาคสนามครั้งใหญ่ที่สุดของโลกในด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) หรือ Edtech ที่ตามปกติไม่อาจเกิดขึ้น แต่เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งเร้าให้บรรดาคุณครู ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา นักเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครอง ได้นั่งคิดทบทวน วิเคราะห์ปัญหา และร่วมมือหาหนทางที่ดีและสร้างสรรค์ที่จะทำให้การเรียนการสอนดำเนินงานต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และคำตอบที่ได้ก็คือการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Andreas Schleicher หัวหน้าฝ่ายการศึกษาขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับการศึกษา ที่ทุกฝ่ายพร้อมใจเพิกเฉยต่อระบบกฎเกณฑ์ที่แสนคร่ำครึเทอะทะ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาที่ในอดีตพวกเขาพยายามเลี่ยงมาโดยตลอดอย่างการเรียนการสอนออนไลน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของ OECD เสริมว่า แนวทางการเรียนการสอนแบบใหม่ผ่านโลกออนไลน์ เปิดทางให้เด็กนักเรียนมีบทบาทกำหนดการเรียนการสอนด้วยตนเอง เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ตนต้องเรียน รู้ในสิ่งที่ตนชอบ และรู้ว่าอะไรจะช่วยสนับสนุนการเรียนหนังสือของตนเองได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติรุนแรง คุณไม่สามารถหยุดยั้งความเคลื่อนไหวที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นได้&#8221; Schleicher กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้การพลิกโฉมระบบการเรียนการสอนจะเป็นมุมมองด้านบวกที่หลายฝ่ายมองเห็นจากวิกฤติแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดและอุปสรรคท้าทายที่สำคัญในแวดวงการศึกษาเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความท้าทายที่ว่านี้ หมายรวมถึง ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ความพร้อมของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะอยู่ร่วมด้วยช่วยลูกเล่าเรียนหนังสือที่บ้าน และความพร้อมของครูบาอาจารย์ที่จะทำการอบรมสั่งสอน รวมถึงให้คำแนะนำแก่เด็กนักเรียนของตนผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เมื่อพายุที่ชื่อว่า ไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้นไป โรงเรียนหลายแห่งอาจมีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงจากประสบการณ์ในช่วงเวลาวิกฤติที่ว่านี้ หรือบางโรงเรียนอาจจะเลือกกลับสู่การเรียนการสอนตามธรรมเนียมปกติที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยจำนวนว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย &#8220;การศึกษา&#8221; ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงปฏิรูปอยู่ดี เพื่อให้สอดคล้องและตอบโจทย์กับสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนับต่อจากนี้ไปจนถึงอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Anderson ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ Quartz ผู้ตั้งประเด็นและเขียนบทรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ได้ร่วมแสดงความเห็น โดยระบุถึง ประเด็นสำคัญ 4 ประการที่ต้องคำนึงถึง หากจะต้องเดินหน้าปฎิรูปพลิกโฉมระบบการศึกษาทั่วโลกบนโลกออนไลน์ไร้พรมแดน ภายใต้เทคโนโลยีด้านการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะนำมาใช้ในอนาคตข้างหน้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b><i>โดย ประเด็นทั้ง 4 ประการประกอบด้วย </i></b></p>
<p><b><i>1) ความเสมอภาคเท่าเทียม<br />
2) ห้องเรียนและโรงเรียน </i></b><b><i><br />
</i></b><b><i>3) เทคโนโลยี<br />
4) ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม</i></b><b><i><br />
</i></b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>1.ความเสมอภาคเท่าเทียม</b></h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12457" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-15-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับประเด็นแรก อย่าง </span><b>ความเสมอภาคเท่าเทียม</b><span style="font-weight: 400;"> (Equity) Anderson กล่าวว่า ระบบการศึกษาออนไลน์ ทำให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากของระบบการศึกษาทั่วโลก ที่เด็กนักเรียนส่วนหนึ่งจะเข้าไม่ถึงการศึกษา เพราะไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก OECD พบว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว อย่าง เดนมาร์ก สโลวีเนีย นอร์เวย์ โปแลนด์ ลิธัวเนีย ไอซ์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ นักเรียนกว่า 95% มีคอมพิวเตอร์ใช้งานเพื่อเล่าเรียน เมื่อเทียบกับเด็กนักเรียนในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย ที่มีเพียง 34% เท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ ขณะที่ในสหรัฐฯ เด็กนักเรียนวัย 15 ปีจากบ้านที่มีฐานะทุกคนล้วนมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่เกือบ 1 ใน 4 ของเด็กที่มีฐานะยากจนกลับไม่มีใช้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Schleicher หัวหน้าฝ่ายการศึกษา OECD ยอมรับว่า แม้จะเห็นข้อดีมากมายของการเรียนออนไลน์ แต่ตนก็มองเห็นข้อเสียด้วยเช่นกัน เพราะ การเรียนออนไลน์ทำให้เส้นแบ่งความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมชัดเจนยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเด็กที่บ้านมีฐานะดีย่อมสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ต้องการภายใต้ความช่วยเหลือของพ่อแม่ หรือแม้แต่ทางโรงเรียนเอง ขณะที่เด็กที่มีฐานะยากจนกลับจะต้องเผชิญปัญหามากมาย เริ่มต้นจากปัญหาพื้นฐานอย่าง ปากท้อง ที่ระบบการศึกษาแบบมีโรงเรียน สามารถช่วยสนับสนุนแก้ไขตรงนี้ได้แต่ระบบออนไลน์ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการอาหารกลางวัน หรือ การมอบทุนการศึกษา  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาความไม่เท่าเทียมนี้ ยังครอบคลุมถึง การที่เด็กบางคนอาจไม่รู้ว่าต้องเรียนด้วยตนเองอย่างไร จะจัดสรรบริหารเวลาอย่างไร หรือขาดแรงจูงใจผลักดันในการเรียน ส่งผลให้การเรียนออนไลน์ไม่สามารถประสบความสำเร็จตามที่เด็กนักเรียนตั้งใจไว้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมนี้ ยังหมายรวมถึง บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่สมควรได้รับการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะของคนเอง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ครูสามารถมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่ลูกศิษย์ตัวน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลต่อเรื่องปากท้องของตนเอง ซึ่งหมายความว่า คุณครูสมควรได้รับเงินเดือนที่เหมาะสม หรืออย่างน้อยก็ควรมากกว่าหรือเทียบเท่าบรรดานายธนาคารทั้งหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะงานของคุณครูคือการสร้างคน ทรัพยากรที่มีคุณค่าและมูลค่ามากที่สุดของประเทศ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>2.ห้องเรียน และ โรงเรียน</b></h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12459" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1344" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-300x157.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-1536x806.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-2048x1075.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-13-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของประเด็นประการที่สองคือ </span><b>ห้องเรียน และ โรงเรียน</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ยังไม่พร้อมที่จะเรียนผ่านระบบออนไลน์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ สำหรับโรงเรียนเอกชนที่เพียบพร้อมอย่างโรงเรียนนานาชาติมอนซา การจัดเตรียมอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อทำการสอนทางไกลเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก เพราะด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน ทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายที่คุณครูในการสอนหนังสือเด็กๆ ภายในห้องของตน อีกทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ยังช่วยให้ติดตามและเข้าหาเด็กที่ยังมีปัญหา ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่จะเพียบพร้อมเหมือนมอนซา และไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่คุณครูจะทำหน้าที่เพียงแต่การสอน เนื่องจากคุณครูยังมีหน้าที่ ต้องคอยหาทางแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของลูกศิษย์ รวมถึงงานจิปาถะอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เมื่อไม่มีความหวังที่จะให้เด็กนักเรียนหลายล้านคนทั่วโลกได้สัมผัสการเรียนผ่านระบบออนไลน์ สิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกควรทำก็คือการหาแนวทางที่สร้างสรรค์ที่จะเปิดทางให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>3.เทคโนโลยี</b></h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12460" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1344" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-300x157.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-1536x806.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-2048x1075.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-12-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับประเด็นที่สามก็คือ เรื่องของ</span><b>เทคโนโลยี</b><span style="font-weight: 400;"> โดยสิ่งสำคัญแรกสุดก็คือคุณภาพและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ว่า ดีหรือไม่ เป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน และสอดคล้องกับบริบททางสังคมนั้นๆ มากมายเพียงใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ผลการสำรวจของ HolonIQ บริษัทด้านการตลาดในแวดวงการศึกษา ที่สำรวจความเห็นของบรรดานักลงทุนและผู้บริหารเกี่ยวกับการศึกษา 2 ครั้งต่อปี จะพบว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เทคโนโลยีทางการศึกษาทั้งหลายได้รับความสนใจอย่างมาก กระนั้น ส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงวันว่า หลังจากที่การระบาดยุติลง เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับความสนใจจากโรงเรียนส่วนใหญ่เท่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะ เทคโนโลยีการศึกษาเหล่านี้ ไม่สามารถทดแทนสิ่งที่โรงเรียนและห้องเรียนให้ได้ นั่นคือ สายสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน โดยเทคโนโลยีเป็นได้เพียงแค่สื่อกลางระหว่างครูกับนักเรียนได้ติดต่อหากัน แต่สุดท้ายก็ไม่เหมือนกับการที่ทั้งสองฝ่ายได้พบหน้าพูดคุยกันโดยตรงในห้องเรียนอยู่ดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>4.ปฎิสัมพันธ์ทางสังคม</b></h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12461" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/EEF_เมื่อโควิตพลิกโฉม_thumbnail-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านประเด็นสุดท้ายอย่าง</span><b>ปฎิสัมพันธ์ทางสังคม</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นสิ่งที่พิสูจน์ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงปฎิรูประบบการศึกษาอย่างไร โรงเรียน คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีและควรมีอย่างที่สุด เพราะการมีอยู่ของโรงเรียน ไม่ได้หมายถึงการเป็นแค่สถานศึกษาให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการสอนที่นอกเหนือไปจากวิชาการเรียนตามหล้กสูตรภาคบังคับ ไม่ว่าจะเป็น การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การมีมารยาท รู้กาลเทศะ รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพของเด็กและครอบครัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย Anderson ได้ยกตัวอย่างกรณีการเรียนการสอนออนไลน์ของโรงเรียนนานาชาติมอนซาในอิตาลี ที่ช่วงแรกๆ บรรดานักเรียนต่างกระตือรือร้นและเข้าร่วมการเรียนการสอนอย่างแข็งขัน ทว่า เมื่อเด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวเพราะไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ครูต้องทำมากกว่าการสอนออนไลน์ก็คือการปลอบประโลมจิตใจของเด็กๆ ที่ระบบออนไลน์อาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ดีมากนัก</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30577-2/">เมื่อไวรัสโควิด-19 กำลังพลิกโฉมระบบการศึกษาโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
