<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>All For Education | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/all-for-education/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 08 Nov 2024 06:28:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>All For Education | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>KPMG จับมือ กสศ. มอบคอมพิวเตอร์ครูโรงเรียน ตชด. ต่อเนื่องปีที่ 4 ‘คอมพิวเตอร์’ ไม่ใช่แค่สื่อการสอน แต่คือประตูสู่โอกาสให้ครูและเด็ก ๆ โรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-081124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Nov 2024 06:10:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพครู]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท KPMG ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88147</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-081124/">KPMG จับมือ กสศ. มอบคอมพิวเตอร์ครูโรงเรียน ตชด. ต่อเนื่องปีที่ 4 ‘คอมพิวเตอร์’ ไม่ใช่แค่สื่อการสอน แต่คือประตูสู่โอกาสให้ครูและเด็ก ๆ โรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 <strong>ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน </strong>เขตพญาไท กรุงเทพ ฯ <strong>คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท KPMG ประเทศไทย </strong>นำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 124 เครื่อง ส่งมอบให้กับครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ใน ‘<strong>โครงการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพครู’ </strong>โดยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะส่งต่อไปถึง ‘ครู ตชด.’ ชุดแรกที่ได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา รุ่นที่ 3 ปี 2567 เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพครู ตชด. ให้มีองค์ความรู้และทักษะดิจิทัล ที่สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนในโลกปัจจุบัน ตามแนวทางความร่วมมือและระดมทรัพยากร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a96f0e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1108_ข่าว-‘คอมพิวเตอร์-124-เครื่อง_PHOTO-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. </strong>กล่าวถึงโครงการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพครู ซึ่งในปี 2567 ได้ดำเนินการเป็นรุ่นที่ 3 โดยมีครู ตชด. ในโครงการ ฯ 263 คน ว่าเป็นการทำงานที่มุ่งสร้างโอกาสให้ครู ตชด. ผู้มีคุณสมบัติและความพร้อมในการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครู ให้ได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรี เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน<strong> </strong>โดยการพัฒนาศักยภาพครู ตชด. จะเน้นพัฒนาผู้เรียนด้านวิชาการและทักษะจำเป็นต่าง ๆ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโรงเรียนสมัยใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาใน 4 ภูมิภาค เป็นภาคีเครือข่ายผลิตและพัฒนาศักยภาพครู ตชด. ในหลักสูตรสาขาวิชาการประถมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d8488"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1108_ข่าว-‘คอมพิวเตอร์-124-เครื่อง_PHOTO-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เป้าหมายของโครงการ ฯ ประการแรกคือ<strong>ครู ตชด. ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพื่อความพร้อมทุกด้านในการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และสองคือการยกระดับหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครูของประเทศ ที่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล </strong>ทั้งเปิดโอกาสให้ครูสามารถเรียนรู้ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</p>



<p>“ขณะที่ผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ 1.ครู ตชด. ต้องมีสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพิ่มพูนทักษะให้ตัวเองได้ เพื่อจัดการเรียนการสอนตามบริบทโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 2.สถาบันผลิตและพัฒนาครูทั้งสี่แห่ง จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาครูคุณภาพสูง ด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมตามความต้องการของบริบทและสภาพปัญหาในพื้น 4 ภูมิภาค 3.องค์ความรู้และบทเรียนจากการดำเนินโครงการ ฯ รวมถึงนวัตกรรมที่เกิดขึ้น จะเป็นต้นทางของการสนับสนุนการศึกษาแนวใหม่ ที่สอดรับกับบริบทและสภาพปัญหาของแต่ละภูมิภาคในอนาคต และ 4.ผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อปฏิรูปกระบวนการผลิตและพัฒนาครู โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล เพื่อปรับวิสัยทัศน์และการจัดการศึกษาของทั้งของกระทรวงศึกษาธิการ และระบบภายในของโรงเรียนในสังกัด ตชด.”&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>คุณเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว </strong>กล่าวว่า จากที่ บริษัท KPMG ได้ร่วมสนับสนุนการทำงานของ กสศ. ต่อเนื่องมาตลอดสี่ปี ในฐานะเครือข่ายภาคี All for Education อันมีเป้าหมายเพื่อทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษา ‘กระจายไปถึง’ และ ‘หยั่งรากลงได้’ ณ โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ดังนั้นการทำงานกับโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ที่ตั้งขึ้นด้วยเหตุผลเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ตะเข็บชายแดนที่ยากต่อการเข้าถึง จึงตอบโจทย์ในทุกมิติ โดยเฉพาะในแง่มุมเรื่องการสนับสนุนให้ครูได้เข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ในปัจจุบันและพร้อมรับมือกับอนาคต ทั้งนี้ด้วยการชี้เป้าโรงเรียนที่ขาดแคลนจากระบบข้อมูลของ กสศ. ทำให้นับแต่ปี 2567 เป็นต้นมา KPMG สามารถมอบคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียน ตชด. ในทุกภูมิภาคมาแล้วมากกว่าสองร้อยเครื่อง และผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาก็ถือว่าเป็นไปอย่างที่คาดหวัง เมื่อโรงเรียนหลายแห่งสามารถยกระดับการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-211aaf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1108_ข่าว-‘คอมพิวเตอร์-124-เครื่อง_PHOTO-8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“วันนี้ เพื่อสานต่อโครงการโครงการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพครู และเพื่อสนับสนุนการทำงานของ กสศ. อย่างต่อเนื่อง KPMG รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เราได้นำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 124 เครื่องมามอบให้กับโรงเรียน ตชด. เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ สำหรับเด็ก และเพื่อการเข้าถึงช่องทางพัฒนาตนเองไม่สิ้นสุดของครู ตชด. ทุกท่านต่อไป”&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า การจัดการศึกษาในโรงเรียนน ตชด. ที่มีจุดประสงค์คือลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นหัวใจหลัก ดังนั้นการส่งเสริมโอกาสและพัฒนาศักยภาพของครูและโรงเรียน จึงนับเป็นการทำงานที่ให้ผลตอบแทนต่อสังคมสูงที่สุดในรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ครู ตชด. ทุกท่านแม้จะหล่อเลี้ยงการทำงานด้วยหัวจิตหัวใจและความทุ่มเทอย่างถึงที่สุด อย่างไรเสียก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภายนอก จากคนไทยในพื้นที่อื่น ๆ ในเรื่องปัจจัยที่จำเป็นต่อการศึกษาและการดำรงชีวิต โดยหนึ่งความจำเป็นที่เราพูดถึงในวันนี้ คือ ‘คอมพิวเตอร์’ ที่ไม่เพียงเป็นหนึ่งในสื่อการสอน แต่ยังเป็นเครื่องมือซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของครูและเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8081b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1108_ข่าว-‘คอมพิวเตอร์-124-เครื่อง_PHOTO-9.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“คอมพิวเตอร์ 124 เครื่องนี้ จะส่งต่อไปยังครูกลุ่มแรกที่ได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา ปี 2567 ในโครงการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ผ่านการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพครู ซึ่งเป็นหนึ่งในการทำงานที่ กสศ. ยินดียิ่ง กับการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนาตนเอง ให้ครู ตชด. ได้เพิ่มพูนทักษะความสามารถ ได้มีวุฒิการศึกษาและใบประกอบวิชาชีพ&nbsp; ซึ่งหมายถึงความพร้อมยิ่งขึ้นในการกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่สังกัด และคอมพิวเตอร์ 124 เครื่องนี้ จะเป็นตัวช่วยครูในการจัดการเรียนรู้ และเป็นเครื่องมือช่วยทำผลงานวิชาการชิ้นแรก ๆ เพื่อต่อยอดเส้นทางอาชีพ ฉะนั้นผลลัพธ์ที่จะผลิตออกมาผ่านคอมพิวเตอร์เหล่านี้ จะมีมูลค่าคุณค่าอย่างยิ่งต่อสังคมและประเทศชาติมากมายกว่าที่เราจะจินตนาการได้ในวันนี้”</p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า “ในฐานะภาคเอกชนน การที่ KPMG ทำงานเรื่องการศึกษาต่อเนื่องมาตลอดสี่ปี ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ที่จะทำให้งานที่ทำร่วมกันออกดอกออกผลในระยะยาวจริง ๆ ซึ่งทาง กสศ. และ KPMG คาดหวังว่าในปีต่อ ๆ ไป เราจะมีโครงการดี ๆ มาแสดงให้สังคมได้รับรู้เพิ่มขึ้น เพื่อสะท้อนว่าความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศนั้น สามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างที่คาดไม่ถึง และเป็นการยืนยันว่า ในฐานะภาคเอกชน ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ และเป้าหมายด้านการยกระดับสังคมไปได้พร้อมกัน”&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>พลตำรวจตรีกัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน </strong>กล่าวว่า ในนามกองบัญชาการตำรวจตะเวนชายแดน ขอขอบคุณ บริษัท KPMG และ กสศ. ในการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพนำส่งไปถึงโรงเรียน ตชด. ในพื้นที่ห่างไกล โดยคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้ และใช้พัฒนาศักยภาพของตน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-363c75"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1108_ข่าว-‘คอมพิวเตอร์-124-เครื่อง_PHOTO-10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กล่าวถึงบริบทโรงเรียน ตชด. ต้องบอกว่าเกือบทุกแห่งอยู่ในพื้นที่ที่การคมนาคมไม่สะดวก การจะเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ จึงจำเป็นมากที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาของโลกในยุคหลังโควิด-19 ที่ระบบออนไลน์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมากขึ้น ดังนั้นทั้งครูและนักเรียนจึงต้องปรับตัวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและรู้เท่าทัน ซึ่งเครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้เอง ที่จะเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงแหล่งความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งกับการถ่ายทอดความรู้ของครู จนถึงการช่วยพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-081124/">KPMG จับมือ กสศ. มอบคอมพิวเตอร์ครูโรงเรียน ตชด. ต่อเนื่องปีที่ 4 ‘คอมพิวเตอร์’ ไม่ใช่แค่สื่อการสอน แต่คือประตูสู่โอกาสให้ครูและเด็ก ๆ โรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>All for Education รวมแรงส่งเป็นพลัง ปิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-110924-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 11:05:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปลุกพลังปวงชนเพื่อเด็กไทยทุกคน]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85973</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคนซาบุโร โอเอะ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวญี่ปุ่นเขียนความเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-110924-2/">All for Education รวมแรงส่งเป็นพลัง ปิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคนซาบุโร โอเอะ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวญี่ปุ่นเขียนความเรียงเล่าเรื่องเกี่ยวกับบุตรชายพิการด้านสมองในหนังสือชื่อว่า A Healing Family สร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงความต้องการ “ดูแลเป็นพิเศษ” เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อยในระดับพื้นฐาน ไปจนถึงการดึงศักยภาพที่สร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคม ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของครอบครัว แต่โยงใยไปทุกส่วนของสังคมที่ต้องช่วยกันโอบอุ้ม “ผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ” นั้นให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพคนหนึ่ง ไม่ใช่ “ภาระ” ของครอบครัวหรือสังคมใด</p>



<p>ฮิคาริลูกชายของเคนซาบุโร โอเอะ เกิดมาพร้อมความผิดปกติของสมอง แม้ได้รับการผ่าตัดแล้วก็ยังมีปัญหาเรียนรู้ช้า และอาการออทิสติก จัดอยู่ในกลุ่มผู้พิการซ้ำซ้อน แม้ว่าการเลี้ยงดูจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก ฮิคาริมีอาการลมชักได้ตลอดเวลา แต่ครอบครัวโอเอะก็ให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้เหมือนน้องสาวและน้องชายที่ปกติใช้ชีวิตร่วมกัน เฝ้าสังเกตจนพบว่าฮิคาริมีพรสวรรค์ด้านดนตรี ปัจจุบันมีผลงานเพลงหลายชิ้น ได้ออกแสดงหลายครั้ง และดนตรีเป็นหนทางที่ฮิคาริได้แสดงความรู้สึกของเขาให้คนอื่นได้เข้าใจ</p>



<p>พลังสร้างสรรค์ของฮิคาริไม่ได้มาจากการโอบอุ้มของครอบครัวโอเอะเท่านั้น ความพร้อมของโครงสร้างสังคมญี่ปุ่นเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวโอเอะไม่โดดเดี่ยวที่จะแบกภาระของลูกพิการ เคนซาบุโร โอเอะ กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า เขาเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า</p>



<p><strong><em>“สังคมใดละเลยคนพิการ สังคมนั้นย่อมเป็นสังคมที่อ่อนแอและเปราะบาง”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1773f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/05-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เวทีเสวนา <strong>“การจัดการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ”</strong> ในงาน<strong> All for Education : Education for All “ปลุกพลังปวงชนเพื่อเด็กไทยทุกคน”</strong> ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ( กสศ. ) เมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ทำให้ได้เห็นถึงสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความพร้อมเป็นแรงส่งให้ผู้ที่ต้องการการดูแลพิเศษหลุดพ้นจากมุมมอง “ภาระ” สร้างพลังที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพคนหนึ่งของสังคม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ</strong></h2>



<p>“อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ” (Convention on the Rights of Persons with Disabilities ,CRPD) ที่ประเทศไทยร่วมเป็นแกนนำในการยกร่าง เจรจา ลงนามรับรอง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ส่งผลให้มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิคนพิการหลายฉบับ ทำให้การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทิศทางชัดขึ้น และมีการขยายเครือข่ายไปมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ข้อมูลสถานการณ์การศึกษาของคนพิการในประเทศไทยในปี 2567 จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ บ่งชี้ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือมีความพิการทั้งทางกายภาพ การเรียนรู้และด้านจิตใจหรือพฤติกรรม หลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนสูงถึง 2,199,978 คน สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้  กสศ. สรุปสาเหตุของการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อให้เห็นถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด พบว่า 3 ลำดับสูงสุดของปัญหาคือความยากจน ปัญหาครอบครัว และออกกลางคันหรือถูกผลักออก การให้ทุนการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างโอกาส แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาในภาพกว้างและทั่วถึง คือการทำให้สังคมรับรู้และเข้าใจผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ร่วมกันสร้างเครือข่ายในการโอบอุ้มและช่วยเหลือในส่วนที่ทำได้ หากสังคมมีความเข้าใจในภาพเดียวกันก็จะสามารถเชื่อมร้อยการช่วยเหลือในแต่ละจุดให้ไปในทิศทางเดียวกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e87e85"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในเวทีเสวนา “การจัดการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ” ความคิดเห็นของผู้ร่วมเสวนาซึ่งคนทำงานด้านการศึกษากับกลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษมาอย่างยาวนาน ต่างให้ความคิดเห็นตรงกันว่า ปัจจัยความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้มีความต้องการพิเศษให้ไปสู่เป้าหมายคือการมีอาชีพ สามารถพึ่งตนเองได้ คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นกระบวนการ เริ่มจากการดูแลตั้งแต่แรกเกิด การเรียนระดับประถม มัธยมไปจนถึงอาชีวศึกษาหรือปริญญาตรี ต้องร่วมกันประคับประคองไม่ให้หลุดออกจากระบบก่อนที่จะถึงจุดหมาย</p>



<p>เนื่องจากผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษนี้มีความแตกต่างหลากหลายในความสามารถที่จะเข้าถึงการเรียนรู้ ความเข้าใจในความต้องการที่แตกต่างเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับครูผู้สอน นวัตกรรมในการเรียนการสอนจะทำให้ผู้เรียนกลุ่มนี้เรียนรู้ได้เท่าเทียมกับผู้เรียนอื่น ๆ และประสบความสำเร็จได้ <strong>ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม</strong> จากคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันหนึ่งที่ผลิตครูการศึกษาพิเศษ กล่าวว่าปัจจุบันสถานประกอบการหลายแห่งมีความพร้อมในการรับคนพิการเข้าทำงานด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไปแล้วคือไม่ได้รับโดยความจำเป็นตามกฎหมาย หรือรับด้วยความสงสาร แต่รับเข้าทำงานด้วยคุณค่า ด้วยความสามารถที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และเชื่อว่าคนพิการคือส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมดี ดังนั้นหน้าที่ของสถานบันการศึกษาทุกระดับและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษมีทักษะในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนเอง ด้วยการมีสมรรถนะในการทำงาน ทำให้สังคมรับรู้ว่าผู้ที่มีความต้องการพิเศษนี้มีคุณค่าไม่ต่างไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b232cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/06-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นวัตกรรมร่วมสร้างก้าวเริ่มต้น</strong></h2>



<p>หน่วยงานที่อาจนับได้ว่าเป็นจุดตั้งต้นด้านการศึกษาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก็คือศูนย์การศึกษาพิเศษที่มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค <strong>คุณสุวิทย์ สุทาลา</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดพะเยา เล่าถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ จนเกิดนวัตกรรมการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเสมอภาคกับผู้เรียนทั่วไป และยังคงร่วมกันพัฒนานวัตกรรมให้เกิดผลที่ดียิ่งขึ้นต่อไป ข้อมูลล่าสุดพบว่าจังหวัดพะเยา มีจำนวนคนพิการทั้งหมด 24,000 กว่าคน อยู่ในช่วงวัยเรียนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปีมีจำนวน 725 คน ที่ศูนย์รับไว้ 350 คน แม้จะพบว่าการจัดการเรียนการสอนร่วมจะตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนกลุ่มนี้มากที่สุด แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความพร้อมของเด็กและครอบครัว ที่พะเยามีผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเป็นเด็กพิการซ้ำซ้อนมากที่สุด รองลงมาเป็นเด็กมีความบกพร่องทางร่างกาย มีอาการออทิสติกและบกพร่องทางสติปัญญาตามลำดับ เมื่อเข้าไปศึกษาลงลึกถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องส่งผลกระทบถึงด้านการศึกษาพบว่าเด็กพิการคนหนึ่งส่งผลกระทบหลายเรื่องในครอบครัว ไม่ใช่แค่ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ พยาบาลก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เด็กที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ทางศูนย์ฯ จึงทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน รวมทั้งชุมชนในจังหวัด โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เข้ามาช่วยสร้างนวัตกรรมในการเรียนการสอนให้ ปัจจุบันได้มีการก่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษขึ้น ทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องพาเด็กไปเรียนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นความยากลำบากสำหรับครอบครัวมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e29ac4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นวัตกรรมของทีมงานมหาวิทยาลัยพะเยาที่ช่วยให้การเริ่มต้นก้าวเดินในระบบการศึกษาได้มั่นคงขึ้น คือ แอปพิเคชันให้เด็กได้เล่นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ผู้รู้ของท้องถิ่นและวิทยาลัยเทคนิคก็เข้ามาช่วยประดิษฐ์ของเล่นช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต เช่น การปักผ้า การทำผ้ามัดย้อม การวาดรูป เป็นต้น</p>



<p>การทำงานของศูนย์ ฯ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษดำเนินการไปด้วยการทำงานร่วมกับเครือข่ายเช่นนี้เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดผลดีกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่ของศูนย์และครูของโรงเรียนพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ทำให้การทำงานกับเครือข่ายมีพลังในการส่งแรงไปสู่เด็ก ๆ ที่เป็นผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีสมรรถนะที่จะประกอบอาชีพ สร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a9acb8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ร่วมเรียนรู้ พลังครูผู้สร้างสรรค์</strong></h2>



<p>การเรียนร่วมหรือเรียนรวมของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ความต้องการที่แตกต่างของผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของครูผู้สอน การเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษจึงเป็นบันใดขั้นแรกที่จะพาไปสู่เป้าหมาย ถ้าหากยังไม่สามารถก้าวขึ้นบันใดขั้นแรกได้อย่างมั่นคง ก้าวต่อไปก็นับว่าเกือบไม่มีทางเป็นไปได้</p>



<p><strong>คุณครูพัชรนุช ราชมนตรี</strong> จากโรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุเคราะห์) จังหวัดขอนแก่น เล่าถึงห้องเรียนพี่ ป.7 ของโรงเรียน ซึ่งเป็นห้องสอนเสริมสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อให้สามารถเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ได้ โดย ‘ไม่เรียกผู้เรียนกลุ่มนี้ว่าเด็กพิเศษ’ ให้เกิดความแตกต่าง การเตรียมความพร้อมนี้เปรียบเสมือนการตัดเสื้อเฉพาะตัว โดยให้เรียนเฉพาะในเนื้อหาวิชาที่นำไปใช้ได้ ตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้เรียนกลุ่มนี้ออกไป เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2acc3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/02-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ห้องเรียนพี่ ป.7 เกิดจากความร่วมมือของครูทุกคน ผู้ปกครองรับรู้ ยอมรับปัญหา จัดทำกระบวนการการเรียน การสอน เช่นปัญหาที่พบคือสมาธิ แก้ไขด้วยการใช้สื่อจากศูนย์การศึกษาพิเศษที่ขอนแก่น ร่วมกับที่ครูผู้สอนผลิตเอง ปกติที่โรงเรียนบ้านทุ่มเรียนแบบ Active Learning เน้นการทำงานกลุ่ม จึงเตรียมความพร้อมให้เด็กกลุ่มนี้สามาถเรียนร่วม ทำงานกลุ่มได้</p>



<p>ครูที่สอนไม่ได้จบการศึกษาพิเศษ หาความรู้ เรียนรู้ไปกับเด็ก มีกรณีตัวอย่างที่สร้างความภูมิใจคือ เด็กพิการซ้ำซ้อนคนหนึ่งที่โรงเรียน บอกครูว่าอยากวาดรูป อยากเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา ครูก็ให้ทำ ปรากฏว่าขยันซ้อมมาก จนไปแข่งกีฬาได้เหรียญทองระดับจังหวัด ทำให้ได้เห็นคุณค่าของตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f6266"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดไฟให้พลังยั่งยืน</strong></h2>



<p>เมื่อเป้าหมายสุดท้ายสำหรับการบ่มเพาะผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก็คือการมีอาชีพ สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ไม่เป็นภาระกับคนในครอบครัวหรือสังคม ดังนั้นแม้ว่าผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับจึงยังไม่เพียงพอ สถาบันการศึกษาระดับสูง เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาจึงเข้ามามีบทบาทในการรับช่วงเตรียมความพร้อมไปสู่การประอบอาชีพ เป็นคนทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรที่เข้าทำงาน หรือเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง</p>



<p><strong>อาจารย์อณุภา คงปราโมทย์</strong> หัวหน้างานการศึกษาพิเศษ วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโกและผู้ดูแลนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ กสศ. ได้เล่าถึงกระบวนการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพ และเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการด้วยการเรียนไปพร้อมการปฏิบัติจริง โดยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษในโครงการเป็นกลุ่มบกพร่องทางการได้ยิน แต่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย สร้างแบรนด์และบริหารจัดการด้วยทักษะของผู้ประกอบการเต็มรูปแบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4bb8ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การจัดการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส.ให้กับผู้เรียนกลุ่มนี้ วิทยาลัยฯ จัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นโรงงานในโรงเรียน เน้นภาคปฏิบัติ ทำงานจริงของลูกค้า ลดการเรียนภาคทฤษฎี เลือกเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ในการทำงานจริงเท่านั้น</p>



<p>โรงงานในโรงเรียนมีสาขาวิชาการพิมพ์ มีโรงพิมพ์ครบวงจร รับงานลูกค้าทุกรูปแบบ ให้เด็กไปฝึกงาน จากการเรียนภาคทฤษฎี แล้วนำมาปฏิบัติ นอกจากนั้นยังมีงานสกรีนเสื้อ งานปักที่เกิดจากการสังเกตว่าผู้เรียนมีความชอบด้านแฟชั่น เริ่มจากการออกแบบ จากการต้องไปจ้างร้านสกรีน ก็ซื้อเครื่องมาฝึกสกรีนเอง โดยศิษย์เก่าให้การสนับสนุน หลังจากนั้นก็ซื้อเครื่องปักมาเพิ่ม จนเกิดเป็นแบรนด์ DB Asok ที่ตั้งเป้าให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเป็นผู้ประกอบการได้ สอนทักษะการทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการ วางแผนธุรกิจ รวมทั้งการบริหารจัดการการเงินของตนเอง เพื่อให้การใช้ชีวิตมีคุณภาพอย่างยั่งยืน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75b511"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ความเสมอภาคทางการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษจึงต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทาง สร้างนวัตกรรมทางการศึกษาให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเข้าถึงความรู้ได้อย่างเสมอภาคในทุกระดับ กสศ. จึงทำงานร่วมกับเครือข่ายทุกระดับด้วยโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างเส้นทางให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก้าวเดินอย่างมั่นคงไปสู่จุดหมาย มีพลังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ตนเอง และสร้างคุณค่าให้กับสังคม ซึ่งมีหลายกรณีศึกษาที่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษสร้างผลงานที่โลกหันมามองด้วยความตื่นใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลายคนเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่วมกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-110924-2/">All for Education รวมแรงส่งเป็นพลัง ปิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทเพลงจาก “พลังของผีเสื้อ” เรื่องราวดนตรีเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อว่า “โลกใบนี้ยังมีพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กทุกคน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-280824/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Aug 2024 08:00:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TU Chorus]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ประสานงานวัฒนธรรมทางดนตรีศิลปินถิ่นสุพรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก]]></category>
		<category><![CDATA[พลังของผีเสื้อเปลี่ยนโลกด้วยเสียงเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85834</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งไฮไลท์จากงานมหกรรม ‘รวมพลังนักสร้างการเปลี่ยนแป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280824/">บทเพลงจาก “พลังของผีเสื้อ” เรื่องราวดนตรีเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อว่า “โลกใบนี้ยังมีพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กทุกคน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งไฮไลท์จากงานมหกรรม <strong>‘รวมพลังนักสร้างการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน All For Education: Education For All ปลุกพลังปวงชนเพื่อเด็กไทยทุกคน’</strong> ที่ผ่านมา คือการแสดงชุด <strong>‘พลังของผีเสื้อ’ เปลี่ยนโลกด้วยเสียงเพลง </strong>โดยกลุ่มเยาวชนจาก <strong>ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี</strong> <strong>โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ</strong> <strong>ศูนย์ประสานงานวัฒนธรรมทางดนตรีศิลปินถิ่นสุพรรณ</strong> และ <strong>TU Chorus</strong> ที่มาร่วมบรรเลงบทเพลงด้วยพลังใจอันบริสุทธิ์ เพื่อส่งเสียงจาก IMPACT Forum เมืองทองธานี ให้ดังไปถึงสังคมว่าพวกเขายังเชื่อว่าโลกใบนี้ยังมี ‘พื้นที่เรียนรู้ที่เสมอภาคสำหรับเด็กทุกคน’ พร้อมเป็นการส่งกำลังใจไปยังเหล่า ‘นักสร้างความเปลี่ยนแปลง’ ที่มุ่งทำงานสร้างพื้นที่โอกาสสำหรับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รองรับความหลากหลาย ตอบโจทย์ชีวิต ซึ่งจะเป็นหนทางของการเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ว่าจะเกิดและเติบโตขึ้น ณ ที่แห่งใดก็ตาม</p>



<p>รับชมการแสดงย้อนหลังของน้อง ๆ ได้ที่ <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Ffb.watch%2FuamdadunAN%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0qMTNMjqINpcFw1RCYJjb9cnG6bCVnSO40fhHvEDilWlNMundo19RWWZE_aem_wyfIA2rzheg36X3l9RAivQ&amp;h=AT0byyCUpCm6OAsSD-iLh-VIDdxEIuYwv28b-G8iD3qAOX6BG2VFmzUuvG22V1CXE-rvDF0QKk8O-TBpiO2zqiEaSGMVqTE4r3ITBpjBk1TnKXxkGgPdPBpiCXRkq3zxaawZE-JxBQsTSbAOsls&amp;__tn__=R%5d-R&amp;c%5b0%5d=AT2-MwD-judbipowUHB4Hk1iU75oVwIDl_F48-6kZpO73naj6s9y12kkwdo067aLYd2Uz2y-l35D8L9uXUiQNkEJGUzFxKjJ5iq2LfyMfRC4jYonuX5kg_9Ahe1SzPd6Zdlf45RFjmEqItYcYzGXA8XC3-3q2uLCioN9LqhUReuabGlE6-xd6w6e9kllOAi79Ug0NJeCb_GbN_1-pHpZuoYpey_vxys4IdYT" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก">คลิก</a></p>



<p>นอกจากความประทับใจจากการแสดงที่ฝากไว้ กสศ. ชวนทุกคนมาร่วมฟังเสียงสะท้อนของน้อง ๆ และครูผู้ดูแลเด็ก ๆ ว่า ‘ความหมายของโอกาสทางการศึกษา’ ในมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นอย่างไร และการได้อยู่บนเส้นทางการเรียนรู้ที่ตั้งต้นจากความสนใจ ความถนัด และความรัก ซึ่งน้อง ๆ ทุกคนได้รับผ่าน ‘การเล่นดนตรี’ นั้น ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนไปอย่างไร&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>-1-</strong><br><strong>“ถ้าเราใช้เวลากับอะไรสักอย่างมากพอ และรักมัน สิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงเราได้”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0bab1f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/บทเพลงจาก-พลังของผีเสื้อ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตราบใดที่ความฝันเจอทางตันไร้ทางออก ตราบนั้นเราจะร้องเพลงด้วยกัน&#8230;”</p>



<p>ท่อนหนึ่งจากเพลง ‘ตราบ’ ที่ <strong>‘ก๊อต’</strong> นักร้องนำของวงดนตรีโฟล์คซองสามชิ้น จาก ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก เลือกเป็นเพลงเปิดการแสดง บ่งบอกถึงความหมายของดนตรีที่มีต่อตัวเขาและผองเพื่อนเป็นอย่างดี ว่าเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกมืดหม่นมองไม่เห็นทาง เสียงเพลงจะช่วยนำพาให้ผ่านพ้น</p>



<p>ก๊อตบอกว่า ดนตรีคือกำลังใจให้เขาเชื่อว่าชีวิตยังเริ่มใหม่ได้เสมอ ‘ชมรมดนตรี’ ที่ศูนย์ฝึกฯ จึงเป็นพื้นที่ที่เขาใช้เวลาอยู่ตรงนั้นมากที่สุด “ผมจับกีต้าร์ได้ทั้งวัน มีความสุขทุกครั้งที่เล่นดนตรี เหมือนแค่อยู่ตรงนั้นความคิดฟุ้งซ่านอะไรต่าง ๆ มันหายไป เราได้เป็นตัวเองในแบบที่เราพอใจ ยิ่งเวลาเจอเพื่อนใหม่ที่เขาเล่นไม่เป็นแล้วอยากเล่น เราได้สอนเขา ชวนให้ค่อย ๆ ฝึกกันไป พอเห็นเพื่อนเริ่มเล่นได้หรือเก่งขึ้น เราก็ภูมิใจ และดีใจไปด้วย”</p>



<p>ไม่เพียงเล่นดนตรี แต่การใช้เวลาอยู่กับการเล่นดนตรี ยังทำให้ก๊อตพบหนทางระบายเรื่องราวในใจผ่านการ ‘เขียนเพลง’ ของตัวเอง โดยเพลงหนึ่งที่ก๊อตแต่ง ได้นำไปใช้แสดงในงานประกวดทักษะดนตรีร่วมกับเพื่อน ๆ จนได้รางวัล ‘คำประพันธ์ยอดเยี่ยม’ มาแล้ว&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“พอเล่นดนตรีผมก็อยากลองแต่งเพลงบ้าง เรื่องราวที่เอามาเขียนส่วนใหญ่ก็มาจากที่นั่งคุยกับเพื่อน แลกประสบการณ์ชีวิตกัน แล้วเรื่องไหนเรารู้สึกก็เอามาเขียนเป็นเพลง อย่างเพลงแรกที่แต่งชื่อเพลง ‘คำสัญญา’ ผมเขียนถึงแม่ อยากสื่อสารถึงเขาว่าผมเสียใจที่ทำให้ผิดหวัง แล้วสัญญาว่าผมจะตั้งใจพยายามเปลี่ยนตัวเองให้ได้ แล้วเพลงนี้ผมกับเพื่อน ๆ เอาไปใช้แข่งขันบนเวทีหนึ่งแล้วได้รางวัลกลับมา รู้สึกทั้งภูมิใจทั้งตื่นเต้น ส่วนเพลงอื่นที่เขียนก็จะเน้นให้กำลังใจตัวเอง ให้กำลังใจเพื่อน ๆ เพราะผมอยากให้ทุกคนมีความหวัง”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ก๊อตพูดถึง ‘การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต’ ว่า “สำหรับผม เมื่อใครคนหนึ่งพบเส้นทางของตัวเอง แล้วสิ่งนั้นมันช่วยเปลี่ยนความคิดได้ ทำให้รู้สึกจดจ่อได้ ก็เท่ากับเขาได้เจอการเรียนรู้ที่เหมะสมกับตัวเองแล้ว คือไม่ว่าสุดท้ายจะเอาไปประกอบอาชีพได้หรือไม่ แต่<strong>ผมเชื่อว่าถ้าเราใช้เวลากับอะไรสักอย่างมากพอและรักมันพอ สิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงเราได้ครับ”</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>-2-</strong><br><strong>“เราต่างมีคุณค่าในตัวเอง &#8230;ขอแค่มีคนเข้าใจ ทุกคนก็ฉายแสงได้”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02f814"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/บทเพลงจาก-พลังของผีเสื้อ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากโฟล์คซองสามชิ้น คั่นกลางด้วยการแสดงเดี่ยวโดย <strong>‘เอิร์ท’ </strong>เครือข่ายเยาวชน กสศ. จากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เจ้าของตำแหน่งนักร้องนำวงพินิจชน ที่คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดดนตรีกรมพินิจฯ ซึ่งเอิร์ทบอกว่า ‘การร้องเพลงคือสิ่งเดียวที่ทำให้กลับมีความหวังอีกครั้ง’</p>



<p>“วันที่ก้าวไปอยู่ในสถานพินิจฯ จำได้ว่าตอนนั้นภาพในหัวมันว่างเปล่า มองไม่เห็นอะไรเลย แต่สักพักเราก็เริ่มคิด ว่ามีอะไรที่เราพอจะทำได้บ้าง อย่างแรกที่นึกถึงก็คือการร้องเพลงที่ผมฝึกฝนด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งพอดีกับที่ทางกรมพินิจฯ กับ กสศ. จัดงานประกวดดนตรีสำหรับเด็กเยาวชนในกรมพินิจฯ จากทั่วประเทศ ผมกับเพื่อนก็เลยรวมวงลงประกวดกัน จนได้รางวัลชนะเลิศ จากนั้นโอกาสก็ตามมาเรื่อย ๆ กลายเป็นเล่นกันจริงจังไปแล้วครับตอนนี้</p>



<p>“สิ่งที่ผมกับเพื่อน ๆ ได้รับ มันคือภาพสะท้อนเรื่อง ‘โอกาส’ โดยตรงเลย อย่างแรก นึกย้อนไปก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำได้มาก่อน จนวันที่มาอยู่ในพื้นที่จำกัด เราต้องการอะไรสักอย่างเป็นความหวังที่จะฉุดให้เดินต่อไป ผมจึงพยายามให้โอกาสตัวเองได้ทำในสิ่งที่รัก แล้วก็พบว่าสิ่งที่ผมมีมันมีคุณค่ามาก ๆ</p>



<p>“โอกาสต่อมาคือสิ่งที่กรมพินิจฯ กับ กสศ. ช่วยกันสนับสนุนให้เรามีพื้นที่แสดงความสามารถ ซึ่งมันได้พาผมไปเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เพื่อนใหม่ ๆ ได้รับประสบการณ์ที่ดีสำหรับชีวิต ผมจึงคิดว่า<strong>การให้โอกาสหรือการเปิดพื้นที่สำหรับคนทุกกลุ่มนั้นสำคัญมาก เพราะมันจะเป็นบทพิสูจน์ว่าเราต่างมีคุณค่าในตัวเอง &#8230;ขอแค่มีคนเข้าใจ ทุกคนก็ฉายแสงได้” </strong>&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>-3-</strong><br><strong>“เด็กเยาวชนไม่ว่ามาจากครอบครัวแบบใดก็ตาม ต้องสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ความชอบ ความถนัดของเขา และมีโอกาสได้เดินไปบนเส้นทางนั้นจนสุดกำลัง”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9b776"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/บทเพลงจาก-พลังของผีเสื้อ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปิดท้ายด้วย <strong>‘The Musical Show’ </strong>ในชื่อเรียบง่ายว่า ‘เด็กและเยาวชน’ โดยเยาวชนจากศูนย์ประสานงานวัฒนธรรมทางดนตรีศิลปินถิ่นสุพรรณ ที่ใช้ทำนองเพลง ‘Que Sera Sera’ กับเนื้อหาที่เขียนขึ้นใหม่ เพื่อเล่าเรื่องราวคู่ขนานบนความแตกต่างหลากหลายของเด็กเยาวชน ที่เผชิญอุปสรรคทางการศึกษาต่างกัน</p>



<p><strong>‘ซันนี่’</strong> ผู้ประพันธ์คำร้องและร้องนำเล่าว่า “เพลงที่เล่นบนเวทีวันนี้เขียนขึ้นจากโจทย์เรื่อง ‘การจัดการศึกษาที่เข้าถึงเด็กทุกคน’ โดยเรานึกถึงตัวเองและเพื่อน ๆ จึงใช้เพลง Que Sera Sera ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสหมายถึง ‘อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด’ ซึ่งสื่อถึงการที่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วเอามาปรับเนื้อหาสร้างเรื่องราวใหม่ เพื่อจะเล่าเรื่องของเด็กที่โตมาในครอบครัวที่แตกต่าง คนหนึ่งไม่มีทุนทรัพย์ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยที่บ้านทำงานหาเงิน ขณะที่อีกคนมีพร้อมทุกอย่างแต่ต้องอยู่กับความกดดันกับการศึกษาที่มีลู่เดียวและ ‘ตัดสิน’ เขาอยู่ร่ำไป ซึ่งสำหรับเราคิดว่า ‘การศึกษาที่เสมอภาค’ ควรหมายถึงการมีพื้นที่ที่เด็กเยาวชนไม่ว่ามาจากครอบครัวแบบใดก็ตาม ต้องสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ความชอบ ความถนัดของเขา และมีโอกาสได้เดินไปบนเส้นทางนั้นจนสุดกำลัง”</p>



<p>สำหรับซันนี่เองยอมรับว่า ตนเองคือเด็กคนหนึ่งที่เคยรู้สึกไม่แน่ใจว่าการศึกษาจะพาไปที่ไหน จนเมื่อได้เรียนวิชาดนตรีอันเป็นสิ่งที่รัก จึงได้รู้ว่าการอยู่ในพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสม สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใฝ่รู้ และเป็นขุมพลังที่สำคัญของการใช้ชีวิตแต่ละวัน “เพราะดนตรีคือพื้นที่ปลอดภัยของเรา เป็นเพื่อนของเรา เวลาเราเศร้า เราฟังเพลงเพื่อประโลมใจ เวลาเราคิดถึงใคร เราก็ฟังเพลงที่ช่วยทำให้เรารู้สึกเป็นสุขกับโมงยามนั้นมากขึ้น สำหรับเราจึงคิดว่าชีวิตคงไม่สามารถขาดเพลงหรือดนตรีได้”</p>



<p><strong>‘แทน’</strong> สมาชิกในวงเสริมว่า สำหรับเขา ‘ดนตรีคือส่วนหนึ่งของชีวิต’ คือเส้นทางที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปให้มองเห็นการประกอบอาชีพและการสร้างอนาคต</p>



<p>“ผมอยู่กับดนตรีมาตลอด จำไม่ได้แล้วว่าก่อนจะรู้จักกับดนตรีชีวิตเคยเป็นอย่างไร รู้แค่ว่าถ้าวันไหนไม่ได้เล่นไม่ได้ฟัง ก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไป แล้วสำหรับผมที่ไม่ได้เรียนหนังสือเก่ง ทำอย่างอื่นก็ไม่ค่อยเป็น ถ้าไม่มีดนตรี ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะไปทำอะไร หรืออยู่ตรงไหนในตอนนี้”</p>



<p>ส่วน <strong>‘เจม’</strong> ในฐานะคนคอยประสานเพื่อน ๆ ให้มาเล่นดนตรีด้วยกัน บอกว่า “ผมเรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก จน ม.ปลายก็ไปเรียนสายอื่นที่อยู่คนละขั้วเลย แล้วก็พบว่าเราไม่มีความสุข จนต้องถามตัวเองว่าเราชอบอะไรกันแน่ และได้คำตอบว่าสิ่งเดียวที่รู้จักคือดนตรี ตั้งแต่นั้นก็รู้ว่าเราจะไปทางไหน</p>



<p>“ผมว่าดนตรีมันทำให้ชีวิตเราสดใส ได้เจอเรื่องสนุกในทุกวันที่ตื่นขึ้นมา อย่างตอนเรียนสาขาที่ไม่ชอบผมเครียดมาก แต่พอเรียนดนตรีแม้จะมีส่วนที่ยากอย่างเรื่องทฤษฎีโน้ต แต่ผมกลับสนุก อยากรู้มากขึ้น อยากไปต่อให้ไกลขึ้น ซึ่งผมว่านี่แหละคือการเรียนรู้ที่เหมาะกับชีวิตของผม”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>-4-</strong><br><strong>“ดนตรีคือพื้นที่บำบัดเยียวยาหัวใจ”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4ea64e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ครูปูน-เกรียงศักดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูปูน’ เกรียงศักดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>‘ครูปูน’ เกรียงศักดิ์</strong> ครูที่ปรึกษาโรงเรียนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงพื้นที่เล่นดนตรีห้องเล็ก ๆ ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ว่านอกจากเป็นการเติมเต็มเรื่องการใช้เวลาไม่ให้ว่างเปล่าแล้ว ยังเป็นการ ‘สร้างพื้นที่เรียนรู้จากสิ่งที่สนใจ’ และเป็นหนทางของการบำบัดเยียวยาจิตใจของน้อง ๆ อย่างได้ผล</p>



<p>“เราไม่เคยรู้เลยว่าพื้นที่โอกาสที่เด็กได้รับแม้เพียงเวลาสั้น ๆ บนเวทีเล็ก ๆ นั้นสำคัญกับหัวใจของเขามากแค่ไหน จนได้มาเห็นจากการดูแลน้อง ๆ หลายต่อหลายรุ่น ว่าดนตรีมันได้เข้าไปเปลี่ยน mind set ให้เขามองเห็นตัวเองในมุมใหม่ ๆ แล้วหลายคนพอพ้นจากตรงนี้ไป เขาก็เอาทักษะไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ หรือบางคนถึงไปทำอย่างอื่น แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งการเล่นดนตรี เพราะมันเป็นส่วนสำคัญของชีวิตไปแล้ว ที่สำคัญคือการได้แสดงความสามารถให้คนได้ดู มันจะทำให้เขาได้พบว่าตัวเองมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเอง และยังมีความหวังว่าวันหนึ่งเขาจะได้ออกเดินไปบนเส้นทางที่คิดที่ฝันเช่นคนทั่วไป&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูปูนกล่าวว่า “คุณค่าอีกด้านหนึ่งของดนตรีคือทำให้เด็กได้ถ่ายทอดเรื่องราวในใจออกมา ทั้งผ่านเครื่องดนตรี หรือจากเพลงที่เขียน มันคือสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก จนสามารถตกผลึกกับเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งความสุข ความเศร้า ความดีใจเสียใจ ความเสียดาย หรือความรู้สึกผิดในใจที่ติดค้าง จนถึงความต้องการพื้นที่โอกาส แล้วนี่คือทุกเสียงที่เด็ก ๆ อยากเปล่งออกมาให้คนอื่นได้ยิน ซึ่งเราเชื่อว่าคือหนทางหนึ่งของการบำบัดเยียวยาตัวเองสำหรับเขา”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>-5-</strong><br><strong>“ดนตรีคือคุณค่าที่เติมเต็มความขาดพร่องของคน”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a9e50"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ครูต้นกล้า-กฤษกร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูต้นกล้า’ กฤษกร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>‘ครูต้นกล้า’ กฤษกร</strong> จากศูนย์ประสานงานวัฒนธรรมทางดนตรีศิลปินถิ่นสุพรรณ เผยมุมมองต่อ ‘โอกาส’ ว่าหมายถึงการหาสิ่งที่ขาดให้พบและต้องพยายามเติมเต็ม เพราะถ้าดูจากภายนอก การจะบอกว่าใครขาดโอกาสหรือไม่อาจจำแนกหมวดหมู่ได้ยาก ด้วยสิ่งที่เด็กเยาวชนแต่ละคนขาดพร่องนั้นซับซ้อนและแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นการเจอเด็กคนหนึ่งแล้วจะช่วยให้หาทางไปได้ จึงต้องเริ่มจากความจริงใจ เพื่อทำให้เกิดความเชื่อใจระหว่างกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เด็กทุกคนมีปัญหาในใจที่ต่างกัน ในฐานะผู้ดูแลเราต้องรู้ว่าจะไปช่วยเขายังไง ซึ่งสำหรับเด็กของเราจะได้รับการดูแลเรื่อง ‘ความเปราะบางในใจ’ เป็นสำคัญ คือแม้จะเห็นว่าเขาขาด แต่เราจะไม่ทำให้เขารู้สึกด้อย ไม่เอาสีไปแต้มเพื่อจำแนกเขาออกมาจากเด็กคนอื่น ๆ</p>



<p>“สิ่งแรกจึงต้องทำให้เขาเชื่อใจเราและเชื่อมั่นในตัวเองก่อน ให้เขารู้สึกมีเกียรติ รู้จักคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง ว่าทุกคนต่างมีดี และทำได้ แล้วเราค่อยไปต่อจากตรงนั้น ซึ่ง ‘ดนตรี’ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างคุณค่าเข้าไปเติมเต็มในความขาดพร่องของเขาได้ อย่างเด็กหลายคนที่เคยมองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง พอได้เล่นดนตรี เขาจะมีมุมมองตัวเองที่เปลี่ยนไป หรือภายนอกเขาก็เอาทักษะไปใช้หาเลี้ยงตัวเองได้ หลายคนใช้ดนตรีส่งตัวเองเรียนตั้งแต่มัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัยและจนเรียนจบ นี่คือคุณค่าหรือแก่นแกนกลางที่ลึกซึ้งของดนตรี ที่ผลลัพธ์ของมันยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนคนหนึ่งได้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เป็นทั้งส่วนขยาย และบทสรุปของ ‘บทเพลงจากพลังของผีเสื้อ’ ที่โหมโรงด้วยการร่วมร้องเพลงในวันที่ความฝันไร้ทางออก ต่อด้วยคำสัญญาที่สื่อสารถึงคนสำคัญในชีวิต จนถึงการให้โอกาสตัวเองและพร้อมตอบรับโอกาสที่หยิบยื่นจากภายนอก ก่อนจะปิดม่านลงด้วยบทเพลงที่พูดถึงความไม่รู้อนาคต ว่าจะสดใสสวยงามเหมือนสายรุ้งบนท้องฟ้าหรือไม่ &#8230;ซึ่งยังคงไม่มีใครตอบได้</strong></p>



<p><strong>หากความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เสมอภาคในวันนี้ อาจเป็นคำตอบ และเป็นความหวังของเด็ก ๆ ว่า “&#8230;.เมื่อวันนั้นมาถึง เด็กทุกคนต้องมีที่ยืน มีพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีขอบเขต ตอบโจทย์ชีวิต และจะไม่มีใครถูกทิ้งเอาไว้อีก” เหมือนดังคำร้องท่อนสุดท้ายของเพลง ที่ The Musical Show เรื่อง ‘เด็กและเยาวชน’ ประทับฝากไว้</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280824/">บทเพลงจาก “พลังของผีเสื้อ” เรื่องราวดนตรีเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อว่า “โลกใบนี้ยังมีพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กทุกคน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.อารี อิ่มสมบัติ : ปักหมุดจุดเหลื่อมล้ำโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จากดอยสูง จ.เชียงราย ถึงแดนใต้ จ.สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210824/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Aug 2024 11:21:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารี อิ่มสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85490</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้ามองเพียงภาพรวม โรงเรียนจำนวนมากจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210824/">ดร.อารี อิ่มสมบัติ : ปักหมุดจุดเหลื่อมล้ำโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จากดอยสูง จ.เชียงราย ถึงแดนใต้ จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ถ้ามองเพียงภาพรวม โรงเรียนจำนวนมากจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”</p>



<p>จากการสำรวจและติดตามการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลของ <strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ </strong>นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. บนเวทีขับเคลื่อนความร่วมมือ All for Education – Education for All การกระจายทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อความเสมอภาคในงานธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน ครั้งที่ 1 ณ บ้านเทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และครั้งที่ 2 ณ โรงเรียนวัดศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จัดโดยกองทุนเพื่อความภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ALTV ไทยพีบีเอส และภาคีในพื้นที่ นำมาสู่ข้อค้นพบและข้อเสนอการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f82655"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความยากจน มิติแรกความเหลื่อมล้ำ</strong></h2>



<p>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปีการศึกษา 2566 ในมิติด้านความยากจนภาพรวมประเทศไทย ตีความจากครัวเรือนมีรายได้รวมเฉลี่ย ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน พบว่าไทยมีเด็กยากจนในระดับการศึกษาภาคบังคับ (อ.1-ม.3) 1,222,998 คน คิดเป็น 14.51% จากนักเรียน อ.1-ม.3 ทั้งสิ้น 8,430733 คน</p>



<p>เจาะลึกไปที่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ดอยสูง ทุรกันดารห่างไกล ติดอันดับ 20 โดยมีนักเรียนยากจน 25,314 คน จากจำนวนนักเรียนภาคบังคับทั้งหมด 106,204 คน อยู่อันดับ 3 ของภาคเหนือรองจากจังหวัดเชียงใหม่และตาก ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีนักเรียนยากจน 9,654 คน จากจำนวนนักเรียน 162,360 คน คิดเป็น 5.95% หากมองระดับความยากจนภาพรวมในประเทศ สุราษฎร์ธานีอยู่ในระดับปานกลาง ติดอันดับ 8 จาก 14 จังหวัดภาคใต้</p>



<p><strong>อ่าน : </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-170624/" target="_blank" rel="noopener" title="">เปิดข้อมูลความเหลื่อมล้ำ จ.เชียงราย พบติดอันดับ 3 มีเด็กยากจนมากที่สุดของภาคเหนือ รวมเด็กหลุดนอกระบบเกือบครึ่งแสน</a></p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7203be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8fc5fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ลงลึกระดับอำเภอ ภาพรวมความหนาแน่นของนักเรียนยากจนคิดเป็น 13.01% สูงกว่าค่าความหนาแน่นระดับประเทศ โดย 5 อำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีจำนวนนักเรียนยากจนสูงที่สุดคือ อ.พระแสง 1,294 คน อ.กาญจนดิษฐ์ 847 คน อ.พุนพิน 733 คน อ.เวียงสระ 749 คน และ อ.เคียนซา 724 คน</p>



<p><strong>ดร.อารี</strong> ชวนดูความน่าสนใจของข้อมูลนี้ หากมองข้อมูลเพียงภาพรวมอาจเห็นว่าสุราษฎร์ธานี ไม่ได้มีเด็กยากจนในจำนวนที่น่าตกใจ แต่ที่เราเห็นเป็นเพียงค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัด หากแต่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นได้ เพราะเมื่อลงลึกไปในระดับโรงเรียน ยกตัวอย่างโรงเรียนทีปราษฎร์วิทยา ที่ อ.เกาะสมุย ซึ่งมีจำนวนนักเรียนยากจนสูงที่สุดในจังหวัด คือ 276 คน นั่นเท่ากับว่า โรงเรียนทีปราษฎร์แห่งเดียวนั้นได้รวบรวมนักเรียนยากจนไว้ครึ่งหนึ่งของเกาะสมุย ดังนั้นความเป็นไปได้ของการนำข้อมูลมาออกแบบแผนงานการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงควรตั้งต้นที่เป้าหมายเชิงพื้นที่ เพื่อปักหมุดจุดความเหลื่อมล้ำได้ตรงตามบริบทอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bdce8d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dafbf0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มองลึกถึงพื้นที่ กระจายงบประมาณแบบเสมอภาค</strong></h2>



<p>เราไม่อาจใช้ ‘เปอร์เซ็นต์’ หรือ ‘จำนวน’ บ่งชี้ความรุนแรงของสถานการณ์ได้ทั้งหมด ถ้าดูที่โรงเรียนวัดชลธารในเขต อ.เมือง ที่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจน 47 คน จากนักเรียนทั้งโรงเรียน 53 คน คิดเป็น 88.68% ซึ่งเท่ากับว่าในจำนวนเด็กที่เราพบ 10 คน ยากจนไปแล้ว 8-9 คน หรือโรงเรียนวัดแหลมทอง ที่อยู่ใน อ.เมืองเช่นกัน มีนักเรียนยากจน 21 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียน 42 คน คิดเป็น 50% เท่ากับครึ่งหนึ่งของเด็กในโรงเรียน ยังขาดความพร้อมและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนทั้งในด้านคุณภาพชีวิต และการคงอยู่ในระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a9e8ad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“จะเห็นว่าโจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของสุราษฎร์ธานี การประเมินสถานการณ์จากค่าเฉลี่ยของจังหวัดหรืออำเภอโดยคนภายนอกหรือผู้บริหารระดับประเทศนั้นไม่อาจทำได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของคนในพื้นที่ผ่านข้อมูลเชิงลึก เพื่อทราบว่าโจทย์คืออะไร หรือต้องแก้ปัญหาตรงจุดไหน ยิ่งคำนึงว่าสุราษฎร์ ฯ ยังมีโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำด้านพื้นที่ตั้ง หรือลักษณะโรงเรียนพื้นที่พิเศษ โดยนับเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 มีทั้งหมด 3 แห่ง คือโรงเรียนบ้านเกาะนกเภา โรงเรียนบ้านเกาะเต่า และโรงเรียนบ้านเกาะพลวย ซึ่งข้อมูลระบุว่านอกจากบนเกาะเต่าแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะอีกสองแห่งจัดการเรียนการสอนสูงสุดที่ชั้น ป.6 จึงแน่นอนว่าด้วยปัญหาเรื่องอุปสรรคการเดินทาง จะมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถก้าวข้ามช่วงชั้นไปถึงมัธยมศึกษาตอนต้นได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51e911"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.อารี</strong> ยังระบุถึง ‘ข้อค้นพบการกระจายทรัพยากรทางการศึกษา’ การจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางตามจำนวนนักเรียนรายหัว ทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยตามไปด้วย ยกตัวอย่างการจัดสรรงบประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สำหรับ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 ที่มีโรงเรียนทั้งหมด 178 แห่ง รวมงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ 79,525,107 บาท ซึ่งข้อมูลแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนบ้านคลองสงค์ซึ่งมีนักเรียน 736 คน และได้รับงบประมาณมากที่สุด กับโรงเรียนบ้านอ่างทองที่ได้รับงงบประมาณน้อยที่สุด จากจำนวนนักเรียน 27 คน มีช่องห่างของงบประมาณที่ลงมาถึงโรงเรียนนับพันเท่า คือ 2,354,004 บาท กับ 70,217 บาท โจทย์ของผู้บริหารโรงเรียนแต่ละแห่งจึงจำเป็นต้องมีความเฉพาะตัว และอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่มาช่วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0ab257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แม้โอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน เนื่องจากไม่มีอำเภอใดที่ไม่มีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่จัดการเรียนการสอนสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด 42 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นอาชีวศึกษา 9 แห่ง รวมถึงมีการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา 5 สถาบันกับ 1 วิทยาเขต ส่วนเมื่อวิเคราะห์ที่ความเหลื่อมล้ำเรื่องคุณภาพการศึกษาเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ จากค่าเฉลี่ยของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั้งหมด 29,394 แห่ง ที่จะมีครูและบุคลากรทางการศึกษา 480,929 คน กับห้องเรียน 342,877 ห้อง คิดเป็นสัดส่วนครูต่อ 1 ห้องเรียนที่ 1.40 คน กับสุราษฎร์ธานีซึ่งมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 496 แห่ง มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 8,295 คน กับห้องเรียน 5,875 ห้อง เท่ากับมีสัดส่วนครูต่อ 1 ห้องเรียนอยู่ที่ 1.41 คน อย่างไรก็ตามการพิจารณาข้อมูลเป็นรายตำบล กลับพบว่าหลายพื้นที่ต้องเผชิญสถานการณ์ครูไม่ครบชั้น เช่นที่ ต.บางไทร และ ต.คลองมาก อ.เมือง มีอัตราครูต่อห้องเรียนอยู่ที่ 0.83 และ 0.94 หรือที่ ต.เกาะเต่า และ ต.บ้านใต้ อ.เกาะพงัน มีอัตราครูต่อห้องเรียนที่ 0.87 และ 0.93 โดยตัวเลขของครูที่น้อยกว่า 1 คนต่อ 1 ห้องเรียน แสดงถึงการที่ครู 1 คนจะต้องรับผิดชอบชั้นเรียนมากกว่า 1 คนต่อ 1 ห้องเรียนอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d60cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab5170"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“นอกจากนี้เมื่อมองไปที่ข้อมูลความเหลื่อมล้ำในมิติของเด็กเยาวชนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษา แม้สุราษฎร์ธานีจะไม่อยู่ใน Top 10 ของประเทศ ทว่าจำนวนเด็ก 17,003 คน หรือคิดเป็น 1.66% ที่ไม่มีรายชื่อในระบบ ก็ถือว่ามีจำนวนไม่น้อย ซึ่งข้อมูลได้ชี้ให้เห็นว่าที่ อ.เมือง สุราษฎร์ธานี และ อ.กาญจนดิษฐ์ เป็นพื้นที่ที่มีนักเรียนยากจนและเด็กเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษามากที่สุด และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาด้านการกระจายทรัพยากรในจังหวัดอย่างมีนัยยะสำคัญ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed6afe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-498a6a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ออกแบบความร่วมมือเชิงพื้นที่ คือความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องทรัพยากรการศึกษาทั้งในและนอกระบบ</strong></h2>



<p><strong>ดร.อารี</strong> กล่าวสรุปว่า ข้อมูลที่แสดงถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทุกฝ่ายเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีปัจจัยจากความห่างไกลทุรกันดารของพื้นที่ ทั้งฐานรายได้ประชากรก็ถือเป็นชนวนสำคัญของการเข้าไม่ถึงโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รวมถึงโอกาสในการศึกษาต่อในระดับสูง ที่จะช่วยพัฒนาเด็กเยาวชนให้มีรายได้พ้นจากเส้นความยากจน&nbsp;</p>



<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงนำมาสู่จุดเริ่มต้นของการทำงานของ กสศ. มูลนิธิกระจกเงา เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร และ ALTV ไทยพีบีเอส เพื่อระดมและกระจายทรัพยากรการศึกษาไปยังโรงเรียนที่มีความต้องการผ่าน<a href="https://www.eef.or.th/news-010824-2/?fbclid=IwY2xjawEybHVleHRuA2FlbQIxMAABHeDtleTs78UpPeGraiFg5TMkTVNJ0L9r0SyKgKTzgyWKIdHPauDb6_1UNQ_aem_UynrUYGiNBsNkU3cnwn4JA" target="_blank" rel="noopener" title="">ธนาคารโอกาส</a> โดยจากการ ‘ปักหมุดจุดเหลื่อมล้ำโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล’ ที่เริ่มต้นจากโรงเรียนพื้นที่สูง จ.เชียงราย จนถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้สะท้อนว่าโจทย์และการทำงานของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน การตั้งเป้าทำงานที่ตั้งต้นจากฐานข้อมูลระดับพื้นที่ จึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ตัวเลขของเด็กยากจนและหลุดจากระบบการศึกษาลดลงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-430bc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“พ้นจากการจัดทำข้อมูลและงานวิจัย กสศ. ได้ร่วมกับภาคีทุกระดับในการจัดกิจกรรม ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’ ใน 4 ภูมิภาค โดยจัดแล้วสองครั้งที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย และ ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนเตรียมเดินหน้าจัดต่อเนื่องในครั้งที่ 3 ภาคตะวันออก จังหวัดตราด และครั้งที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย ตามลำดับ เพื่อมุ่งระดมความร่วมมือทั้งภายในและจากภายนอกพื้นที่ เพื่อทำงานเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ที่สนับสนุนให้นักเรียนในพื้นที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และมีความประสงค์จะเป็นครูในพื้นที่บ้านเกิด ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และกลับมาบรรจุเป็นครูนักพัฒนาในท้องถิ่นของตนเอง โดยในเดือนตุลาคมนี้</p>



<p>บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ทั้งหมด 327 คนที่ได้รับการเตรียมพร้อมด้วยหลักสูตรการทำงานในพื้นที่เฉพาะ จะกระจายไปในพื้นที่ 285 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เติมเต็มความขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กได้ราว 10% ถือเป็นการแก้ไขปัญหาตามบริบทพื้นที่ ทั้งในปีการศึกษาถัดไปจะมีบัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 และรุ่นต่อ ๆ ไป ทยอยจบการศึกษาออกมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กำหนดระยะเวลาการทำงานโครงการ 15 ปี”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210824/">ดร.อารี อิ่มสมบัติ : ปักหมุดจุดเหลื่อมล้ำโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จากดอยสูง จ.เชียงราย ถึงแดนใต้ จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดข้อมูลความเหลื่อมล้ำ จ.เชียงราย พบติดอันดับ 3 มีเด็กยากจนมากที่สุดของภาคเหนือ รวมเด็กหลุดนอกระบบเกือบครึ่งแสน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-170624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jun 2024 06:31:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารี อิ่มสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82827</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีผลวิจัยพบว่า “นักเรียนไทยในโรงเรียนชนบทมีผลการเรียนรู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170624/">เปิดข้อมูลความเหลื่อมล้ำ จ.เชียงราย พบติดอันดับ 3 มีเด็กยากจนมากที่สุดของภาคเหนือ รวมเด็กหลุดนอกระบบเกือบครึ่งแสน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีผลวิจัยพบว่า <strong>“นักเรียนไทยในโรงเรียนชนบทมีผลการเรียนรู้ช้ากว่านักเรียนในเขตเมืองถึง 2 ปีการศึกษา”</strong> สาเหตุสำคัญเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ขณะที่ความรู้ในโลกปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยี กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ที่สำคัญ และจากผลสำรวจนักเรียน 2,444,512 คนใน 29 จังหวัด พบว่ามีนักเรียน 271,792 คน หรือ 11.12% เข้าไม่ถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในแต่ละปี ทำให้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้</p>



<p>เราจะแก้ปัญหานี้ให้จบลงได้อย่างไร กองทุนเพื่อความภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร และ ALTV ไทยพีบีเอส จัดกิจกรรม <strong>“ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน”</strong> ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ณ โรงเรียนบ้านเทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยมีคุณครูจากโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและเครือข่ายกว่า 200 คนเข้าร่วม</p>



<p>ในงานมีการเปิดพื้นที่เสวนาเพื่อเคลื่อนขบวนความร่วมมือ <strong>“All For Education &#8211; Education For All : การกระจายทรัพยากรการศึกษาเพื่อโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล”</strong>&nbsp; ระดมข้อเสนอจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยเชื่อว่า การบริจาคสิ่งของในธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าที่รอไม่ได้ การปฏิรูปงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาคือทางออกที่ยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bdc864"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0614_บทความ-121_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กองทุนเพื่อความภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดย <strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ</strong> <strong>นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาครูและสถานศึกษา</strong> เปิดข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำปีการศึกษา 2566 ในมิติด้านความยากจนภาพรวมประเทศไทย (ครัวเรือนมีรายได้รวมเฉลี่ย ไม่ถึง 3,000 บาท/เดือน) พบว่ามีเด็กยากจนในระดับการศึกษาภาคบังคับ (อ.1-ม.3) 1,222,998 คน (14.51%) จากนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 8,430733 คน หรือเทียบได้ว่า เด็ก 10 คน จะเป็นเด็กยากจนคนครึ่ง</p>



<p>จังหวัดที่มีเด็กยากจนมากที่สุดในประเทศ คือ อุบลราชธานี 76,947 คน น้อยที่สุดคือ สมุทรสงคราม 133 คน ส่วนเชียงราย โรงเรียนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ดอยสูง ทุรกันดารห่างไกล ติดอันดับ 20 มีนักเรียนยากจน 25,314 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 106,204 คน อยู่อันดับ 3 ของภาคเหนือรองจากจังหวัดเชียงใหม่และตาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3b868"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_01-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40ed8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_02-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-86f74d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_03-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เจาะลึกข้อมูลจังหวัดเชียงรายในระดับอำเภอ พบว่า 5 อันดับที่มีจำนวนนักเรียนยากจนสูงที่สุด คือ อ.แม่สรวย อ.แม่ฟ้าหลวง อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงแก่น และ อ.แม่จัน โดยถ้ามองสัดส่วนความหนาแน่นของนักเรียนยากจน อ.เวียงแก่น จะมีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 41.65% อ.แม่สรวย 40.00% และ อ.แม่ฟ้าหลวง 32.31% นึกภาพตามจะทำให้เห็นสถานการณ์ชัดเจนที่สุด คือโรงเรียนบ้านสันก้างปลา ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย มีจำนวนนักเรียนยากจน 21 คนจากเด็กทั้งโรงเรียน 22 คน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงถึงเกือบ 100% ขณะที่เมื่อลึกลงในระดับตำบลใน อ.แม่ฟ้าหลวง พบว่า ต.เทอดไทย มีนักเรียนยากจนมากที่สุด โดยจากจำนวนนักเรียนทั้งตำบล 5,491 คนในโรงเรียน 11 แห่ง มีนักเรียนยากจนอยู่ถึง 1,665 คน คิดเป็น 32.57% โดยโรงเรียนสามัคคีพัฒนาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สุดเขตชายแดนของประเทศ มีนักเรียนยากจนมากที่สุด 440 คน จาก 859 คน คิดเป็นสัดส่วนถึง 70%&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f95724"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_04-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“ข้อมูลที่นำเสนอนี้บอกเราได้โดยไม่ต้องคาดเดา ว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ด้อยโอกาสขาดแคลนในด้านใดบ้าง ซึ่งข้อเท็จจริงคือเด็กกลุ่มนี้เกือบทุกคนไม่ได้กินอาหารเช้าก่อนมาโรงเรียน ขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้และเสื้อผ้าชุดนักเรียน จนถึงมีโอกาสน้อยมากในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน”</p>
</blockquote>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“ถ้าเราเชื่อตรงกันว่า การศึกษาจะช่วยนำพาคนคนหนึ่งให้ไปสู่การพัฒนาเคลื่อนย้ายไปยังจุดที่ดีขึ้น โอกาสไปสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น จะยิ่งทำให้เห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a4aa6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0614_บทความ-121_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>
</blockquote>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียน ม.ปลาย อาชีวะ และมหาวิทยาลัยกระจุกในเมือง ยิ่งส่งผลให้เด็กยากจนเข้าถึงการศึกษาได้ยากขึ้น</strong></h2>



<p><strong>ดร.อารี </strong>ระบุว่า ที่ อ.แม่สรวย ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด มีโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเพียง 2 แห่ง ส่วนที่ อ.แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีจำนวนนักเรียนยากจนรองลงมา มีโรงเรียนที่สอนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 แห่ง หรือหากมองไปยังสถาบันการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งรองรับความเชื่อที่ว่าหากต้องการให้ผู้เรียนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วและจะช่วยพาครอบครัวให้พ้นความยากจนได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา ก็พบว่าทั้งจังหวัดเชียงรายมีสถาบันอาชีวศึกษาเพียง 8 แห่ง ซึ่งกระจุกตัวอยู่ใน อ.เมือง ถึง 5 แห่ง อยู่ที่ อ.เวียงป่าเป้า อ.เวียงเชียงรุ้ง และ อ.เทิง อำเภอละ 1 แห่ง ขณะที่ถ้ามองถึงการศึกษาในระดับสูงกว่าขั้นพื้นฐาน (ม.6/ปวช.) บนความคาดหวังว่า การศึกษาจะช่วยสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพเพื่อมาช่วยพัฒนาท้องถิ่น เมื่อหันไปมองดูจำนวนสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงราย ก็พบว่ามีอยู่เพียง 8 แห่ง ซึ่ง 6 ใน 8 แห่งตั้งอยู่ที่ อ.เมือง ส่วนอีก 2 แห่งอยู่ที่ อ.พาน และ อ.แม่จัน ข้อมูลนี้กำลังบอกว่า สถาบันการศึกษาหลังการศึกษาภาคบังคับในจังหวัดเชียงราย มีจำนวนที่สวนทางกับความต้องการของผู้เรียน รวมถึงไม่สอดรับกับข้อจำกัดด้านอุปสรรคความห่างไกลและการเดินทางในพื้นที่ จึงแน่ใจได้ว่าทุกปีจะมีนักเรียนที่หลุดจากระบบไปตรงรอยต่อการศึกษาเป็นจำนวนมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-46c48d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_06-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.อารี</strong> กล่าวว่า ด้านคุณภาพสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในโรงเรียนที่จังหวัดเชียงราย ยังมีโรงเรียนถึง 8 แห่งที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนจำนวนครูต่อห้องเรียน จากภาพรวมของโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่ทั้งประเทศที่มีจำนวนครูคิดเป็น 1.40 คน ต่อ 1 ห้องเรียน แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลเฉพาะ ต.เทอดไทย จ.เชียงราย จะเห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำกับค่าเฉลี่ยมีระยะที่กว้างมาก โดยมีครูคิดเป็น 0.98 คน ต่อ 1 ห้องเรียน หรือมีครูน้อยกว่า 1 คนต่อห้องเรียน 1 ห้อง ยิ่งเมื่อดูข้อมูลรายโรงเรียน ที่โรงเรียนบ้านปางมะหันมีครูและบุคลากรรวมกันเพียง 4 คน ต่อการดูแลห้องเรียน 8 ห้อง หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยที่ 0.50 เท่านั้น หรือเมื่อดูจาก 7 อันดับแรกของโรงเรียนที่ขาดแคลนครูมากที่สุดใน ต.เทอดไทย จะเห็นว่าไม่มีโรงเรียนใดเลยที่มีอัตราครูต่อ 1 ห้องเรียนเกินกว่า 0.75 จึงเท่ากับว่าครูจำนวนมากในพื้นที่ ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลมากกว่า 1 ห้องเรียนในทุกปีการศึกษาตลอดมา &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51704d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_08-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bfc6ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0614_บทความ-121_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อีกประเด็นหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากการสำรวจเด็กเยาวชนในช่วงวัย 3-18 ปี พบว่าจังหวัดเชียงรายมีเด็กเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบฐานข้อมูลการศึกษาใดเลยจำนวน 24,081 คน มากเป็นอันดับ 9 จากทั้งประเทศ โดยเมื่อเจาะลึกข้อมูลระดับอำเภอ พบว่าที่ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง มีจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษามากที่สุดที่ 1,055 คน จากจำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 6,099 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cbc46f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_09-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa270d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ความเหลื่อมล้ำมิติความยากจน_เชียงราย-31พ.ค.67_A-ดร.อารี-ซ่อมแซมแล้ว_Page_10-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.อารี</strong> ระบุว่า ตัวเลขนี้ได้สะท้อนถึงภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งความเหลื่อมล้ำเริ่มต้นจากความห่างไกล ทุรกันดาร และความยากจน ถือเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การเข้าไม่ถึงโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รวมถึงโอกาสการศึกษาต่อในระดับสูงที่จะช่วยพัฒนาตนเองให้มีรายได้พ้นจากเส้นความยากจน และด้วยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จึงนำมาสู่จุดเริ่มต้นการทำงานของ กสศ. มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ในการกระจายทรัพยากรการศึกษาเพื่อโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยปักหมุดจัดกิจกรรม <strong>‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’</strong> ครั้งที่ 1 ภาคเหนือ ที่ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อมุ่งระดมความร่วมมือทั้งภายในพื้นที่และจากภายนอก มุ่งสู่การปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้มีความยั่งยืนต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5dc78b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0614_บทความ-121_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170624/">เปิดข้อมูลความเหลื่อมล้ำ จ.เชียงราย พบติดอันดับ 3 มีเด็กยากจนมากที่สุดของภาคเหนือ รวมเด็กหลุดนอกระบบเกือบครึ่งแสน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หอการค้าฯ กสศ. และทีดีอาร์ไอ เปิดตัว “เครือข่าย ALL FOR EDUCATION หอการค้า 77 จังหวัด”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 May 2024 08:53:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สราวุฒิ อยู่วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[สนั่น อังอุบลกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Sandbox Fund]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[หอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81490</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาเป็นสิ่งบ่งชี้ความก้าวหน้าของแต่ละประเทศ ประเทศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110524/">หอการค้าฯ กสศ. และทีดีอาร์ไอ เปิดตัว “เครือข่าย ALL FOR EDUCATION หอการค้า 77 จังหวัด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาเป็นสิ่งบ่งชี้ความก้าวหน้าของแต่ละประเทศ ประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพและมีทักษะความรู้ ก็ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันไปสู่ระดับสากล และยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลขยายตัวมากเท่าไหร่ <strong>(Digital Disruption)</strong> การศึกษายิ่งต้องปรับตัวให้เท่าทันตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป หลักสูตรปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนและธุรกิจที่มีความต้องการทักษะเฉพาะที่หลากหลาย นักเรียนมีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์ ยังมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง เด็กไทยกว่า 1 ล้านคนต้องหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70eea5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/นายสนั่น-อังอุบลกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย หอการค้าไทย ได้ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมของแต่ละพื้นที่ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในเดือนเมษายน 2566 ที่ผ่านมา และได้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา <strong>(SandBox Fund)</strong> เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์ต่อการพัฒนาประเทศ สอดรับกับแนวนโยบายรัฐบาล <strong>“Thailand Zero Dropout”</strong> เด็กและเยาวชนต้องไม่หลุดจากระบบการศึกษา ตามที่นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศไว้ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและยกระดับขีดความสามารถของประเทศ</p>



<p>“ความก้าวหน้าในปี 2567 นี้ คือ การเชื่อมโยงความร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเครือข่าย ALL FOR EDUCATION เพื่อระดมทุนและทรัพยากรในหลากหลายมิติสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาต่าง ๆ รวมถึงบุคลากร เครือข่ายการทำงาน โดยเครือข่ายหอการค้าทั้ง 77 จังหวัด ยังสามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ของตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ นี่คือก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา เป็นหนึ่งใน Game Changer ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนจากฐานรากให้แก่ประเทศไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef5c6a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/นายสราวุฒิ-อยู่วิทยา-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่อง 20 จังหวัด เป็นพื้นที่ปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ รวมถึงมีการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นคล่องตัว ไม่ต้องอิงกับกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเป็นต้นแบบนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ จึงจัดกิจกรรม “ร่วมคิด ร่วมสร้าง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2567 และวันนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่มีการขยายขอบเขตการจัดงานโดยมีผู้แทนหอการค้าจังหวัดและ YEC ทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมกันแสดงพลังเครือข่ายอย่างพร้อมเพียงโดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “All for Education &#8211; การลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” และช่วงท้ายเป็นเวทีนำเสนอความร่วมมือพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตัวแทนจากภาคีความร่วมมือ 3 องค์กรและตัวแทนสถานศึกษาและผู้ประกอบการร่วมนำเสนอ</p>



<p>“ปัญหาที่ภาคเอกชนพบเจอมาโดยตลอด คือมีแรงงานไม่เพียงพอกับภาคธุรกิจและเป็นแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ จึงเป็นจุดเริ่มต้น ให้เกิดแนวคิดว่า ภาคเอกชนซึ่งเป็นภาคส่วนที่มักจะทราบปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต น่าจะต้องมีบทบาทในการช่วยสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างทรัพยากรบุคคลให้ตรงกับตลาดแรงงานในอนาคต สุดท้ายไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร คนก็ยังคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มนุษย์ที่มีองค์ความรู้ จะสามารถขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ คือจุดมุ่งหมายของเรา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c423c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/1305_หอการค้าฯ-กสศ.-และทีดีอาร์ไอ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cdc292"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ดร.สมเกียรติ-ตั้งกิจวานิชย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์&nbsp; ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong>กล่าวว่า<strong> </strong>พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นสนามปฏิบัติการในการปฏิบัติรูปการศึกษา โดยมีกลไกการปลดล็อกกฎระเบียบให้โรงเรียนพัฒนาการสอนรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้น Active Learning เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็น รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นอกจากนี้ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีหลักประกันความต่อเนื่องเพราะมีกฎหมายรองรับ ทำให้การดำเนินงานมีเสถียรภาพ มีกระบวนการวิจัยติดตามอย่างเป็นระบบเพื่อถอดบทเรียนจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ สำหรับนำมาขยายผลเพื่อมาใช้ปฏิรูปการศึกษาทั้งประเทศ การวิจัยที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางบวกในบางด้าน เช่น โรงเรียนส่วนใหญ่ปรับวิธีการบริหารและการสอน เด็กมีความสุขมากขึ้น และเด็กกลุ่มอ่อนเข้าใจการเรียนเพิ่มขึ้น&nbsp;</p>



<p>สัญญาณเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นที่พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมามีข้อจำกัดทางงบประมาณเพราะพึ่งพิงงบประมาณของรัฐเป็นหลัก ซึ่งไม่คล่องตัว และไม่เพียงพอต่อการปฏิรูปอย่างก้าวกระโดด แม้บางจังหวัดสามารถระดมทรัพยากรภายในพื้นที่ได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการกิจกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรมการสอนได้ เช่น พัฒนาหลักสูตรจังหวัด ข้อสอบ หรือ Platform แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น จึงเป็นที่มาของความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาระหว่างหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการระดมทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และร่วมกำหนดทิศทางการจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านทุนมนุษย์ในจังหวัด</p>



<p>“หลักสูตรการศึกษาของไทยที่ใช้กันทุกวันนี้ ใช้มาแล้วถึง 17 ปี ซึ่งเน้นเป็นรายวิชา แต่ไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงจะเป็นหัวหอกในการปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ ปลดล็อกให้ใช้หลักสูตรอะไรก็ได้ที่นำไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งไม่ได้เรียนรู้เป็นรายวิชาแบบเดิม แต่เรียนรู้เพื่อให้นำไปใช้ได้จริงและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ หลักสูตรที่ว่านี้อาจจะไปได้ไกลถึงหลักสูตรนานาชาติก็ได้ ซึ่งโมเดลนี้เกิดขึ้นแล้วในจังหวัดซึ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมเช่น จ.ระยอง กรุงเทพมหานคร ในอนาคตทั้งหลักสูตรและรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะถูกนำไปพัฒนาเพื่อให้ได้แนวทางในการปรับปรุงและขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษารูปแบบใหม่ เพื่อพัฒนาการศึกษาของทั้งประเทศในอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d99062"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/1305_หอการค้าฯ-กสศ.-และทีดีอาร์ไอ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp; ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า วันนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเด็กเยาวชนไทยหลายล้านคน โดยทาง กสศ. และองค์การ UNESCO เคยประเมินไว้ว่าหากประเทศไทยสามารถแก้ไขโจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การขจัดปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ได้สำเร็จแล้ว จะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมากกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.7% ของ GDP ซึ่งจะช่วยพาประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นกว่าเป้าหมายเดิมถึงเกือบ 2 เท่า การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งทุกคนในประเทศไทยล้วนได้ประโยชน์สาธารณะร่วมกันเช่นนี้ จึงมิใช่โจทย์ของภาครัฐแต่เพียงลำพัง แต่ถือเป็นกิจของทุกคนที่สามารถร่วมกันเข้ามาเป็นเจ้าของและลงมือทำร่วมกัน</p>



<p>โดยสามารถขยายฐานการระดมทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยที่เสียภาษีเพียง 6.5 แสนคน หรือ 17% ของผู้เสียภาษีเงินได้ทั้งหมดที่บริจาคเพื่อการศึกษา ขณะที่มีผู้มีรายได้สูงไม่ถึง 1 ใน 3 บริจาคเพื่อการศึกษาและบริจาคเฉลี่ยไม่ถึง 1% ของรายได้ ทั้งผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลต่าง ๆ ยังสามารถบริจาคเพิ่มเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกมากกว่า 10 เท่า</p>



<p>“การจะบรรลุเป้าหมาย EDUCATION FOR ALL ได้สำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่าง ALL FOR EDUCATION ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศ ซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดของประเทศไทยและที่มีศักยภาพที่ระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อมาร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของจังหวัดและของประเทศในระยะยาวจากรากฐานที่มั่นคง”</p>



<p><strong>ทั้งนี้</strong> สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดย ร่วมบริจาคในกองทุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox Fund) ผ่านเว็บไซต์ <a href="https://www.eef.or.th/edusandbox/" target="_blank" rel="noopener" title="">https://www.eef.or.th/edusandbox/</a> หรือ เลขที่บัญชี 172-0-44299-1 ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: <em>กสศ. เงินบริจาคเพื่อกองทุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา</em> ซึ่งทุกการบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110524/">หอการค้าฯ กสศ. และทีดีอาร์ไอ เปิดตัว “เครือข่าย ALL FOR EDUCATION หอการค้า 77 จังหวัด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. สานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุน x แหล่งทุนการศึกษา ระดมความร่วมมือภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เคลื่อนระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาด้วยพลังการมีส่วนร่วม All For Education</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-140623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Jun 2023 11:41:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[อมรรัตน์ แซ่โค้ว]]></category>
		<category><![CDATA[กนกวรรณ โชว์ศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ราม ป้อมทอง]]></category>
		<category><![CDATA[รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุน กสศ. x แหล่งทุนการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[จีรศักดิ์ กาสรศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68557</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-140623/">กสศ. สานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุน x แหล่งทุนการศึกษา ระดมความร่วมมือภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เคลื่อนระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาด้วยพลังการมีส่วนร่วม All For Education</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดประชุม <strong>‘สานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุน กสศ. x แหล่งทุนการศึกษา’</strong> เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนการทำงาน แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่มีทุนในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย</p>



<p>สำหรับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้เปิดรับโอกาสระดมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด All For Education ตามกรอบพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กองทุนสามารถระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพครู ซึ่งทำให้ในปี 2565 เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาสังคม 153 องค์กร รวมถึงประชาชนทั่วประเทศกว่า 87,698 คน รวมยอดเงินบริจาคกว่า 222 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้นรวม 108,055 คน จาก 17,432 โรงเรียน</p>



<p>ทั้งนี้ เพื่อให้ภารกิจสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนในระยะยาว กสศ. จึงจัดประชุมสานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุนร่วมกับแหล่งทุนการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานและสร้างความร่วมมือกันในระยะต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e7b53"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า งานสำคัญของ กสศ. นอกเหนือจากการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาแล้ว ก็คือการสร้างความเสมอภาคทางการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายการทำงานร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาระบบนิเวศทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มี​ทักษะชีวิต และ Multi-skill  อย่างที่ทราบดีว่าการพัฒนาคนไม่ได้หยุดอยู่เพียงในระบบการศึกษาหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่เด็กและเยาวชนต้องได้รับการพัฒนาไปตลอดชีวิตเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>สิ่งที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นในอนาคต คือการสร้างโอกาสให้เด็กที่อยากเรียนมีโอกาสที่จะไปได้สุดทางที่พวกเขาต้องการ ทั้งสามารถเรียนในระบบเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน มีความสามารถในการแข่งขัน สามารถพาตัวเองเข้าไปสู่เส้นทางการมีงานทำ สามารถเป็นผู้ประกอบการที่เลี้ยงดูตัวเองได้ และสามารถเรียนเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต</p>



<p>“นี่เป็นสิ่งที่ กสศ. กำลังมองหาเครือข่ายการทำงานร่วมกันในการช่วยน้อง ๆ เยาวชน ให้มีอาชีพและมีรายได้ผ่านแนวทางต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ยืดหยุ่นทางการศึกษา สามารถมีอาชีพควบคู่ไปกับการเรียนนอกโรงเรียน ทุนที่เรากำลังมองหาให้พวกเขาไม่ใช่แค่เงินที่จ่ายค่าเทอมหรือค่าครองชีพอย่างเดียว แต่หมายถึงทุนที่เป็นทุนชีวิตที่ช่วยให้เขาสามารถริเริ่มการประกอบอาชีพ จนสามารถออกจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นได้ นี่เป็นเป้าหมายที่เราอยากไปให้ถึงให้ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-53ce8a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เผชิญอุปสรรคมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งพบความเสี่ยงที่เด็กยากจนกว่า 1.9 ล้านคน เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา และยังส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ขณะเดียวกันยังพบว่าจำนวนเด็กยากจนสะสมเพิ่มขึ้นราว 3 แสนคนในช่วง 3 ปีหลัง เพราะรายได้ต่อครัวเรือนลดลง</p>



<p>“เราพบว่ามีเด็ก ๆ ยากจน หลุดจากระบบการการศึกษาช่วงมัธยมต้นและมัธยมปลายมากขึ้น การป้องกันไม่ให้พวกเขาหลุดออกจากระบบการศึกษา ทุนสนับสนุนต้องสามารถดูแลพวกเขาในหลายมิติ เช่น สนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ครอบคลุม การพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่นักเรียน สนับสนุนค่าอาหารเช้าและทำงานร่วมกับโรงเรียน สื่อสารให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ดีให้กับครอบครัว และการช่วยเหลือ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e2e6bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กว่าอีกว่า สิ่งที่อยากเชิญชวนภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันสร้างและทำให้เกิดขึ้นร่วมกัน ก็คือการสร้างทางช้างเผือกทางการศึกษาด้วยแนวคิด All For Education วางเป้าหมายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างอนาคตให้เด็กและเยาวชน โดย กสศ. กำลังชวนทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมกันกระจายทรัพยากรทางการศึกษาให้ตรงจุด ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลช่วยแก้ปัญหารายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดเเคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคนของ กสศ. ที่สามารถช่วยชี้เป้าการช่วยเหลือที่แม่นยำ ตอบโจทย์ตามความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายให้แก่บริษัทเอกชน และประชาชนที่ร่วมบริจาคกับ กสศ.อย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>“เรามีระบบติดตามเลข 13 หลักที่ตามไปดูน้อง ๆ ในการศึกษาภาคบังคับแต่ละช่วง แล้วช่วยส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เราก็ยังเป็นห่วงผู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งยังไปไม่ถึงฝั่งฝันของการศึกษาเท่าที่เขาต้องการ เราจึงกำลังมองหาทุนการศึกษาที่ไม่ทำให้เขาเป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน และสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าการผลักดันให้พวกเขามีการศึกษาในระดับที่เขาตั้งใจจะสามารถช่วยประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e90d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong> ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า</strong> หัวหน้าทีมวิจัยผู้พัฒนาระบบ iSEE จากมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ระบบ iSEE คือเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินว่าสถานการณ์ปัญหาของระบบการศึกษาทั้งประเทศและรายพื้นที่ ที่มาจากการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลจาก 6 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงงาน และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ทำให้มีข้อมูลเชิงลึกที่มาจากการสำรวจตั้งแต่ระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน จนถึงรายบุคคล เพื่อช่วยติดตามสถานการณ์การศึกษา อัตราการมาเรียน และทราบข้อมูลสำคัญ เช่น สถิตินักเรียน การจัดกลุ่มอาทิ นักเรียนด้อยโอกาส พิการ ข้อมูลครูและบุคลากร แผนที่โรงเรียนในประเทศไทย รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน จำนวนนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มยากจนพิเศษ สถานการณ์ของโรงเรียนขนาดเล็กว่ามีทรัพยากรสำหรับดูแลด้านการศึกษาอะไรบ้าง ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในอนาคต และเพื่อให้ภาคี หรือภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำไปออกแบบความช่วยเหลือตามความจำเป็นตรงกับรูปแบบของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย&nbsp;</p>



<p>“ระบบที่จัดทำขึ้นสามารถช่วยให้ภาคเอกชน กองทุน และองค์กรต่าง ๆ นำไปพิจารณาเป้าหมายความช่วยเหลือของทุนได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติ รวมถึงสนับสนุนงานวิจัย สตาร์ตอัป ผู้ประกอบการทางสังคม ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางลดลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ พร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลกลับไปรายงานจำนวนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กที่จบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการดูแลด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมแล้วว่ามีจำนวนเท่าใด” <strong>ดร.วรลักษณ์ </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b65012"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล</strong> รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานกฎหมาย และหัวหน้ากลุ่มงานเลขานุการองค์กรและกำกับองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางที่ กสศ. กำลังดำเนินการนั้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ต้องการบริจาคแค่เงินแล้วจบ แต่ต้องการแนวทางอื่น ๆ ในการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะระบบติดตามดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้</p>



<p>สอดคล้องกับ<strong> ราม ป้อมทอง</strong> เลขานุการมูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ประเทศทั่วโลกใช้วัดศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการวัดในเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องรวมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเชื่อมั่นว่าการช่วยเหลือเด็กที่ยังขาดโอกาส นอกจากสนับสนุนด้านทุนแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันทำให้เด็กกลุ่มนี้เดินเข้าสู่โอกาสในการทำงาน มีอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว รวมถึงได้รับการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินให้สามารถวางแผนจัดการชีวิตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca7874"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/14-กสศ.-สานพลังเครือข่ายโครงการ-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>กนกวรรณ โชว์ศรี</strong> ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังสร้างสังคมดี มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า แนวทางที่ กสศ. ใช้ทำงานทำให้เชื่อมั่นว่า การพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์ปัญหาที่ครอบคลุมความเหลื่อมล้ำ จะต้องวางแผนอย่างรอบด้านให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง และหาทางออกให้กับชีวิตของเด็กกลุ่มที่มองไม่เห็นอนาคตของตัวเองได้ ซึ่งขอบเขตการทำงานเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือและสรรพกำลังและทุนจากหลายฝ่าย มาร่วมกันทำงานอย่างสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันและส่งผลต่อตัวเด็กให้มากที่สุด</p>



<p><strong>อมรรัตน์ แซ่โค้ว</strong> Head of Education Service Center บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเข้าถึงเด็กกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำให้ทราบแนวทางในการช่วยเหลือที่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งยืนขึ้นได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคงที่สุด และทำให้ทราบว่าต้องปรับวิธีการดูแลพวกเขาให้เท่าทันกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมถึงหาแนวทางช่วยประคับประคองให้พวกเขาอยู่ในระบบการศึกษาและจบออกไปประกอบอาชีพตามที่วาดหวังไว้ได้ นอกจากนี้แนวทางที่ กสศ. ได้ศึกษาไว้ ทำให้ทราบว่า ชุมชนคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่สามารถช่วยให้เด็ก ๆ ในกลุ่มเปราะบาง มีงานทำและมีอาชีพที่มั่นคงสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>



<p>ทั้งนี้<strong> จีรศักดิ์ กาสรศิริ </strong>&nbsp;หัวหน้าฝ่ายพัฒนาภาคีเครือข่าย สำนักพัฒนาหลักประกันโอกาสทางการศึกษา กสศ. กล่าวว่า กสศ. กำลังดำเนินโครงการส่องทางทุนเพื่อรวบรวมแหล่งทุนต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากทุนของ กสศ. ปัจจุบันสามารถรวบรวมได้แล้ว 163 แหล่งทุน&nbsp; ครอบคุลมประเภททุนการศึกษาจํานวน 521 ทุนการศึกษา โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและครูที่กำลังมองหาแหล่งทุนเพื่อช่วยเหลือดูแลเด็ก อย่างไรก็ตามหาก กสศ. สามารถระดมทุนได้เพิ่มเติมก็จะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-140623/">กสศ. สานพลังเครือข่ายโครงการส่องทางทุน x แหล่งทุนการศึกษา ระดมความร่วมมือภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เคลื่อนระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาด้วยพลังการมีส่วนร่วม All For Education</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KPMG ประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 100 เครื่องให้นักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดน จับมือ กสศ. สานต่อการสร้างโอกาสทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-kpmg-310523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 09:28:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท KPMG ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ตำรวจตระเวนชายแดน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68075</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมฤทธิ์ฤาชัย ชั้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-kpmg-310523/">KPMG ประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 100 เครื่องให้นักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดน จับมือ กสศ. สานต่อการสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมฤทธิ์ฤาชัย ชั้น 1 อาคารจุลละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) <strong>บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย</strong> ร่วมกับ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดกิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 100 เครื่อง ให้แก่นักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และสร้างเสริมโอกาสด้านต่าง ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-139aff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/คุณเจริญ-ผู้สัมฤทธิ์เลิศ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร<br>บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว กล่าวว่า ได้ร่วมทำงานและสนับสนุนการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของ กสศ. มาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี และได้เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “All for Education” ร่วมสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤตและป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สนับสนุนเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับโลกยุคดิจิทัล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b29bf8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/11-KPMG-ประเทศไทย-จับมือ-กสศ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่ผ่านมาเราได้สนับสนุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์การเรียนรู้ รวมไปถึงอุปกรณ์กีฬา โดยมี กสศ. ช่วยชี้เป้าโรงเรียน ตชด. ที่ขาดแคลนเพื่อให้เราสนับสนุนได้อย่างตรงจุด ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง ในปี 2563 เราได้ลงพื้นที่โรงเรียน ตชด.อินทรีอาสา (บ้านปาเกอะญอ) จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมอบทุนการศึกษา 100 ทุน อุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 20 เครื่องให้กับโรงเรียน และในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา เราได้กลับไปโรงเรียนอีกครั้งเพื่อไปตรวจเช็ค ซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ได้ให้ไป และแนะนำให้ความรู้แก่คุณครูเรื่องการดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวัน มอบอุปกรณ์เครื่องเขียน เครื่องอุปโภคบริโภค จัดกิจกรรมสันทนาการ และเล่นกีฬาร่วมกับน้อง ๆ นักเรียน และคุณครูอีกด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0d9a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/11-KPMG-ประเทศไทย-จับมือ-กสศ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว </strong>กล่าวต่อไปว่า ความน่ารักของเด็ก ๆ ที่โรงเรียน ตชด. ได้สร้างความประทับใจให้กับคณะเคพีเอ็มจีเป็นอย่างมาก  โดยในโอกาสเดียวกันนั้น ได้มอบเงินสนับสนุนการปรับปรุงอาคารของโรงเรียนให้เป็นห้องคอมพิวเตอร์เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การมอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้กับโรงเรียน ตชด. เป็นความตั้งใจที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 โดยได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 100 เครื่อง เพื่อสนับสนุนโครงการ Q-Info : ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และแผนกไอทีของเคพีเอ็มจี ยังได้จัดอบรมให้ความรู้ในการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ การแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้คุณครูแอดมินที่ได้รับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมีความรู้และทักษะ สามารถแก้ไขปัญหาการใช้งานเบื้องต้นได้เอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64623d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่องค์ประกอบหลายด้าน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างโอกาสให้ครูในหน่วยจัดการศึกษาทุกสังกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการเรียนรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำมาเป็นกลไกสำหรับเพิ่มโอกาส เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์&nbsp; เกิดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และนำไปจัดการการเรียนรู้ระดับพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้</p>



<p>“แรงสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีวิสัยทัศน์และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงและลดความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นแนวร่วมสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่ตัวเด็กในพื้นที่ห่างไกล และเป็นหลักประกันว่าความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d01fd1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/พลตำรวจตรี-ยงเกียรติ-มนปราณีต.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พลตำรวจตรี ยงเกียรติ มนปราณีต<br>รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พลตำรวจตรี ยงเกียรติ มนปราณีต</strong> รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวขอบคุณเคพีเอ็มจี และ กสศ. ที่มองเห็นและเอาใจใส่นักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดนให้มีโอกาสเข้าถึงความรู้และนวัตกรรมด้านการศึกษา อันเป็นปัจจัยในการพัฒนาความก้าวหน้าในการพัฒนาบุคลากรเพื่อนำเทคโนโลยีกลับไปใช้ในการดูแลลูกศิษย์ เพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเหล่านั้นมีโอกาสอยู่ในการศึกษาเพิ่มขึ้น แล้วเมื่อเด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่ดี วันหนึ่งพวกเขาก็จะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง และกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต</p>



<p>ทั้งนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ได้รับการสนับสนุนครั้งนี้ จะถูกส่งมอบให้กับนักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) จำนวน 30 คน รวม 20 โรงเรียน และพื้นที่ภาคใต้ (มหาวิทยาลัยทักษิณ) จำนวน 29 คน รวม 14 โรงเรียน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-kpmg-310523/">KPMG ประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 100 เครื่องให้นักศึกษาทุนครูตำรวจตระเวนชายแดน จับมือ กสศ. สานต่อการสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-140223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 04:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64444</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 – กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140223/">12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 – <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ </strong>ชวนภาคีเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมรับฟังประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมองกระบวนการทำงาน และตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนากลไกทำงานรวมถึงยกระดับการสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>เวทีนี้เป็นการแลกเปลี่ยนการทำงาน <strong>‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ </strong>หรือ <strong>‘Area-Based Education (ABE)’</strong> ของ 12 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น สุรินทร์ สมุทรสงคราม ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา และปัตตานี ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานและกลไกการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด หรือระดับพื้นที่ นอกจากนี้มีการแลกเปลี่ยนที่นำไปสู่แนวทางขยายขอบเขตการสนับสนุนของ กสศ. เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ พร้อมสำรวจความต้องการในการหนุนเสริมเพื่อการพัฒนากลไก ให้สามารถยกระดับการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ก่อนก้าวไปสู่การขยายผลความสำเร็จจากตัวแบบไปยังพื้นที่อื่น ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d896a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวว่า การทำงาน Area-Based Education หรือ ABE คือการร้อยเครือข่ายเพื่อขยายการทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานต้องเห็นภาพใหญ่ของระบบ และสามารถประเมินความต้องการกำลังคนในอนาคต กลไกที่นำไปถึงความสำเร็จได้คือการหาวิธีให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งการศึกษากระแสหลัก และการศึกษาทางเลือก มองความสำเร็จว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการต้องยืนหยัดด้วยตนเองได้ในระยะยาว</p>



<p>“การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จะเอื้อให้เกิดการทำงานที่หลากหลาย เป็นระบบจากล่างขึ้นบน มีเส้นทางใหม่ ๆ ของการเรียนรู้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ มีการสื่อสารทำงานกับผู้ปกครอง ซึ่งท้องถิ่นคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ครู กศน. จะมีความใกล้ชิดและเป็นสะพานเชื่อมไปถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ให้เห็นความสำคัญและลงมือช่วยกัน <strong>ABE เป็นโมเดลการทำงานที่จะทำให้หลุดพ้นจากการทำงานแบบเดิม ซึ่งท้องถิ่นต้องพึ่งพิงนโยบายจากส่วนกลาง หรือบนลงล่าง มาสู่การส่งต่องานกันในระนาบล่างสู่ล่าง เป็นต้นทางของนวัตกรรมด้านการศึกษาใหม่ ๆ ที่เน้นการดูแลการศึกษาและพัฒนาตนเองตามช่วงชีวิต</strong> เพราะหากเราคลี่ออกมาได้ว่า มีทุนและมีเส้นทางอยู่ตรงไหนบ้าง เมื่อเด็กติดขัดมีปัญหา หรือเรียนจบในแต่ละช่วงชั้นแล้ว เขาจะมีพื้นที่รองรับ เข้าถึงความช่วยเหลือ และมีเส้นทางเชื่อมต่อไปจนเต็มความสามารถที่มีอยู่ และกลายเป็นประชากรที่พึ่งพิงตนเองได้ในอนาคต” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54d547"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการโครงการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวว่า การใช้พื้นที่เป็นฐานจุดระเบิดการทำงานจากภายใน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพใหญ่คือ ต้นแบบจากภูมิสังคมซึ่งมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มเป้าหมาย สภาพปัญหา คนทำงาน ทุนทรัพยากร ข้อดีคืองานสามารถเริ่มได้จากทุกที่และทุกวิธีการ ไม่จำเป็นต้องรอหนังสือสั่งการ ไม่มีแนวทางปฏิบัติเป็นกรอบกำหนด ซึ่งจะเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในเชิงลึกที่ซับซ้อนและกว้างออกไปยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>“เป้าหมายของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ทำให้ทุกที่ทุกคนได้เท่ากัน แต่คือต้องลดช่องว่างให้แคบลงโดยยกระดับการเข้าถึงโอกาสพัฒนาความสามารถของคนแต่ละคน</strong> สำคัญคือการค้นหากลุ่มเป้าหมายในเชิงลึก เชื่อมโยงให้ได้ว่าเมื่อพบแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างไร อย่าลืมว่าในการทำงานบนฐานความคิดว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งให้ตกขบวนรถไฟแห่งโอกาส ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เขาไม่รู้เลยว่าสถานีขึ้นรถไฟขบวนนี้อยู่ตรงไหน ฉะนั้นการค้นหาแบบมุ่งเป้า (targeting) ด้วยฐานข้อมูลจึงสำคัญ เพราะรายละเอียดปัญหาที่ระบุไว้เป็นรายคนจะทำให้คณะทำงานสามารถพบตัวกลุ่มเป้าหมายที่เผชิญวิกฤตรุนแรงได้รวดเร็ว และช่วยเหลือได้ทันท่วงที ส่วนต่อจากนั้นคือการผสานข้อมูลจากคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการเชื่อมโยงส่งต่อที่ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ชั่วคราว” ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7054a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> กล่าวว่า ประสบการณ์ทำงานในแต่ละจังหวัดต้นแบบ แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ประสบความสำเร็จอาจมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน การได้มาแลกเปลี่ยนรับฟัง จึงเหมือนกับได้ดูการประกอบจิ๊กซอว์ของการทำงานลดความเหลื่อมล้ำ ว่าแต่ละแห่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเชื่อมการทำงานในระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัดอย่างไร แล้วเมื่อย่อขนาดพื้นที่ให้เล็กลง เราจะมีเลนส์ที่ขยายโจทย์งานให้เห็นชัดขึ้น และสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมในพื้นที่ยอมรับวิกฤตของสภาพปัญหาจริง อันเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วนที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ Area-Based Education หรือ ABE เป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความตั้งใจในการทำงานจากพื้นที่เล็ก ๆ ด้วยความพร้อมและต้นทุนที่มี เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนไม่เพียงเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้จนจบการศึกษาภาคบังคับ แต่คือการผลักดันให้ทุนทรัพยากรมนุษย์ทุกกลุ่ม ได้มีลู่ทางพัฒนาตนเองไปถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4e4e1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-08.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการดำเนินโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ ระบุว่า ประเทศไทยมีเด็กเยาวชนไทยกว่า 2 แสนคนที่หลุดจากระบบการศึกษา ในจำนวนนี้มี 8,618 คน ที่ยังไม่สามารถติดตามกลับมาได้ ทั้งยังมีเด็กยากจนด้อยโอกาสที่เผชิญภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 1.9 ล้านคน และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ยังทำให้มีเด็กนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นอีกราว 3 แสนคน เป็นที่มาของการที่ กสศ. และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา มองถึงการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเร่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจนกลุ่ม 15% ล่างสุดของประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอายุ 25 ปี จำนวน 2.8 ล้านคน ผ่านโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยแนวทางการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่บนฐานความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่คือ ‘หัวใจ’ ของการทำงาน เพราะ “ไม่มีใครจะเข้าใจบริบทปัญหาได้ดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง” จนเกิดโมเดลการย่อส่วนการทำงานระดับจังหวัดลงไปสู่ระดับพื้นที่ ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว</p>



<p><strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า การทำงาน ABE ใน 12 จังหวัดนำร่อง คือตัวแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และบุคลากรอาสาสมัคร โดย กสศ. มีหน้าที่สนับสนุนเครื่องมือและเชื่อมต่อทรัพยากรทั้งภายในจังหวัด ร่วมกับทรัพยากรการทำงานของ กสศ. ตั้งแต่ระบบคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อชี้เป้านักเรียนยากจนที่เสี่ยงหลุดจากการศึกษาภาคบังคับ พร้อมกับสนับสนุน ‘ทุนเสมอภาค’ และติดตามพัฒนาการทางร่างกายและการศึกษา ทั้งนี้ข้อมูลระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน จะใช้ในการส่งต่อเด็กระหว่างช่วงชั้นเพื่อสร้างระบบ ‘หลักประกันโอกาสทางการศึกษา’ ในระยะยาวสำหรับเด็กเยาวชนทุกช่วงอายุ ผ่านโครงการต่าง ๆ ของ กสศ. ได้แก่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-288663"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบ(</strong><strong>TSQP)</strong> ร่วมกับโรงเรียนขนาดกลางหว่า 700 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโมเดลการพัฒนาครูและโรงเรียนที่อยู่ในเมืองกับในพื้นที่ชนบทห่างไกล ให้มีคุณภาพทัดเทียมกัน&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> ทำงานกับพื้นที่ที่ขาดแคลนครู ผลิตครูนักพัฒนาชุมชนรุ่นใหม่ปีละ 300 คน ติดต่อกัน 5 ปี รวม 1,500 คน เข้ารับทุนเข้าเรียนครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อกลับไปบรรจุที่โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งขาดแคลนครูในชุมชนของตนเอง</p>



<p><strong>โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง </strong>ที่มุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีแนวโน้มหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังเรียนจบภาคบังคับ ให้มีโอกาสได้เรียนต่อสายอาชีวศึกษา ในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานและการพัฒนาประเทศ ส่วนเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสแต่มีศักยภาพ กสศ. มี<strong>ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ</strong> ส่งต่อนักศึกษาสายอาชีพ ให้เรียนถึงระดับสูงสุดตามความสามารถในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก</p>



<p>ส่วนเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว กสศ. มี<strong>โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ</strong> โดยสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ออกแบบการจัดการศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ดึงทุนทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา ทุนสังคมและเศรษฐกิจ มาออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน และการเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9f9c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปี 2565 ที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ของ กสศ. ได้ทำงานประสานส่งต่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน และช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้กว่า 1,307,152 คน ซึ่งก้าวต่อไปคือ กสศ. จะผนึกกำลังทั้งภายในและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เชื่อมโยงการส่งต่อดูแลสุดทาง ให้สามารถช่วยเหลือเด็กเยาวชนทั้งที่อยู่ในและนอกระบบ ป้องกันเด็กหลุดการศึกษาและประคองเด็กที่จบการศึกษาแต่ละช่วงชั้นให้ไปต่อได้ในการศึกษาระดับสูงขึ้น รวมถึงการส่งต่อให้หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจของ กสศ. โดยตรง ซึ่งตรงนี้ทุนการทำงานที่กระจายในพื้นที่ต่าง ๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ”  นายพัฒนะพงษ์ กล่าว</p>



<p><strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวต่อไปว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ </strong>จะจัดขึ้นทุกสองเดือน โดยเวียนนำเสนอกระบวนการต้นแบบของแต่ละจังหวัด ซึ่งในครั้งนี้มีแนวทางการทำงานที่น่าสนใจจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดพะเยา มาเล่าประสบการณ์การจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน</p>



<p>โดยขอนแก่น เป็นจังหวัดที่เดินหน้านโยบาย ‘เมืองไม่ทิ้งเด็ก’ บูรณาการ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะท้อนเบื้องหลังความสำเร็จในการแก้ปัญหาจากต้นทุนภายในและการทำงานที่ชัดเจน มีการติดตามปัญหาของเด็กเป็นรายคน และมีชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีกลุ่มจิตอาสาทำงานประสานส่งต่อกลุ่มเป้าหมายข้ามหน่วยงานตั้งแต่พื้นที่จนถึงจังหวัด เน้นความยืดหยุ่น รวดเร็ว และไม่เป็นทางการ มีเป้าหมายคือแก้ปัญหาให้เด็กเร็วที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff0e36"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่พะเยา ทำงานในโจทย์ที่ซับซ้อนกับเด็กเยาวชนกลุ่มผู้พิการทั้งในและนอกระบบ โดยมุ่งสานต่อภารกิจ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)’ โดยองค์การยูเนสโก พัฒนาการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม โดยมุ่งลดการเข้าไม่ถึงการเรียนรู้ สวัสดิการ และการบริการสุขภาพ ผ่านการแลกเปลี่ยนทุนทรัพยากรและการทำงานระหว่างหน่วยงาน อาทิ อบจ. กศน. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ร่วมสร้างแหล่งเรียนรู้ 26 แห่งในอำเภอต่าง ๆ ซึ่งผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิต รับประกาศนียบัตร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพะเยาได้ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมเพื่อสังคม นำภาคเอกชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มาร่วมคัดกรองเด็กจากศูนย์การศึกษาพิเศษ นำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพ และรับเข้าทำงานเป็นลำดับ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140223/">12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2023 06:26:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นิสดารก์ เวชยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิสภา]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลา พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64159</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/">วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิจารณารับทราบรายงานประจำปี 2564 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นผู้ชี้แจงพร้อมคณะผู้บริหาร กสศ.</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb9b19"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า การทำงานของ กสศ. ที่ทดลองเหนี่ยวนำความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบถือว่าทำได้ดี ค้นหาวิธีการส่งเสริมการศึกษาในโครงการที่มีขนาดใหญ่ หากยึดเป็นหลักทำงานในปีถัดไปจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างฐานดำเนินงานร่วมกับภาคีปฏิรูปการศึกษาทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพราะความสำเร็จของ กสศ. ไม่ได้เป็นเพราะว่าได้เงินทุนจำนวนมากจากรัฐบาล แต่หมายถึงการดึงความร่วมมือจากผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม ปีที่ผ่านมาเป็น ‘ปีแห่งความร่วมมือ’ ที่มี 16 องค์กรและมูลนิธิรวมกันเป็นเครือข่ายการทำงานที่ก้าวหน้าจากปีก่อน ๆ อย่างไรก็ตาม ภาคีต้องขยายขนาดขึ้น เพราะโลกใบใหม่ของเด็กเยาวชนไม่เหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนเข้ามาสนับสนุนช่วยสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ</p>



<p><em>“ข้อเสนอแนะคือ เราจำเป็นต้องพูดถึงงบประมาณการทำวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต โดยปี 2564 มีตัวเลข 287 ล้านบาท คำถามคือเป็นงบประมาณในการวิจัยพัฒนาระบบเพื่อยกระดับข้อมูลสำหรับการศึกษา ที่พอสำหรับเด็กเยาวชนยากจนและคนยากไร้ในการพัฒนาตนเองได้หรือไม่ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนต้องผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายทำมาหากินได้ กสศ. จะต้องเป็นแกนหลักในการชักชวนภาคีเข้ามาช่วยให้เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไปได้พึ่งพาตนเอง อีกประการคือในโลกใบใหม่ เด็กเยาวชนไม่ได้มุ่งเป้าที่ใบปริญญาอีกต่อไป การศึกษาทางเลือกจึงควรเป็นแก่นใหญ่ของการศึกษาเพื่ออนาคต ประการสำคัญคือ กสศ. ต้องนำคนเหล่านี้ออกมาพัฒนาศักยภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” นายตวง กล่าว  </em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-666ca9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><em>  </em></p>



<p><strong>นายฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า การดำเนินงานย่างเข้าปีที่ 5 ของ กสศ. ได้มุ่งสู่เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ขยายวงกว้างออกไป ขอแสดงความชื่นชมว่าทุกโครงการที่ กสศ. สนับสนุนมีความสำคัญและแก้ไขปัญหาได้ดี อาทิ การสร้างสถาบันต้นแบบผลิตและพัฒนาครูผ่านโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ซึ่งขยายวงกว้างไปยังสถาบัน 553 แห่ง กระจายทั่วประเทศใน 53 จังหวัด รายงานชี้ให้เห็นชัดเจนว่าด้วยงบประมาณจำกัดในปี 2564 ผลงานของ กสศ. ถือว่าเกินคุ้มจากทุนตั้งต้น ด้วยการออกแบบเครื่องมือที่สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โดยแสดงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน และสามารถนำไปต่อยอดทำงานบูรณาการร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้นำไปทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาในปี 2565 มาแล้ว ขอเป็นกำลังใจและอยากให้ กสศ. ทำผลงานให้ดีต่อเนื่องไป </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da9cac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นิสดารก์ เวชยานนท์ สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า บทบาทของ กสศ. คือการเป็น ‘ตัวเร่ง’ (Catalyst) ในการกระตุ้นการทำงานของภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อลดการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม มีคำถามถึง กสศ. เกี่ยวกับการทำงานฟื้นฟูการศึกษาจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เมื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว จะดำเนินการต่ออย่างไรให้ได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งจะถือว่าเป็นการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่า ดังนั้น กสศ. ต้องผลักดันด้านนโยบายให้สำเร็จ เพื่อให้งบลงทุนของประเทศถูกนำไปใช้ในบริบทที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับบทบาทของ กสศ. ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ว่าจะทำงานกับเด็กและเยาวชนอย่างไร และประเด็น All for Education กสศ. จะผลักดันอย่างไรให้หน่วยงานทุกภาคส่วนตระหนักว่าเป็นหน้าที่ในการทำงานด้านการศึกษา หรือเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมกับการศึกษามากขึ้น เพราะการศึกษาไม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้   </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6cb9c2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า จากเนื้อหารายงานประจำปีของ กสศ. ถือว่าน่าพอใจ ด้วยการทำงานภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด แต่ถ้ามองที่โจทย์ของการปฏิรูปวงการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ ถือว่ายังมี ‘GAP’ หรือช่องว่างอยู่พอควร ดังนั้นแม้ กสศ. จะทำงานได้ดี ก็ยังต้องบอกว่าขอให้อดทนทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อประเทศจะได้มีเด็กเยาวชนอย่างน้อยที่สุดในกลุ่มยากจนพิเศษ ได้มีโอกาส มีความหวังในชีวิต และได้พัฒนาตนเองเพื่อไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่ต้องพึ่งพารัฐ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ดังนั้นถ้า กสศ. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ผลระยะยาวที่คาดการณ์ตามงานวิชาการ คือเงินหนึ่งบาทที่ลงทุนจะได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 7-8 บาท ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของกลุ่มเป้าหมาย ผลดังกล่าวนี้จะทำให้รัฐบาลลดงบประมาณการประชาสงเคราะห์ลงได้ เพราะคนยากจนจะลดจำนวนลงด้วยโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาตนเอง</p>



<p><em>“สมาชิกวุฒิสภาได้มีข้อเรียกร้องสองส่วนถึงรัฐบาลและสำนักงบประมาณ และเรียกร้องต่อ กสศ. จากการที่มีตัวเลขผู้บริจาคในปี 64 เพิ่มขึ้น 100% คือ 40 ล้านบาทเป็นเรื่องสมควรชื่นชม กสศ. และให้กำลังใจต่อไป อย่างไรก็ตามเงินจำนวนนี้ยังน้อยเกินไปเมื่อมองในขอบเขตการทำงานกับเด็ก 4 ล้านคน ในส่วนแรกจึงขอเรียกร้องให้จัดสรรงบกองทุนรายปีจำนวน 5% ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด หรืองบ 100 บาทที่ใช้อยู่ทุกปี คือจาก 5 แสนล้านบาท เราต้องการเพียง 5 บาท หรือ 25,000 ล้านบาท เพื่อทำให้เด็ก 4 ล้านคนมีโอกาสในชีวิต เป็นคนไทยที่มีคุณภาพ ส่วนข้อเรียกร้องที่สอง กสศ. จำเป็นต้องหานวัตกรรมเพิ่มเติมไม่หยุดยั้ง ในการทำให้ทรัพยากรเพียงพอช่วยเด็กยากจนพิเศษและเด็กยากจนธรรมดามากขึ้น” ผศ.นพ.เฉลิมชัยกล่าว  </em>  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f27d50"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา</strong> เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน กสศ. ด้วยการจัดสรรงบประมาณสอดรับยุทธศาสตร์ชาติเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยกล่าวว่า กสศ. เป็นหน่วยงานที่ทำงานด้วยบุคลากรจำนวนน้อยแต่มีประสิทธิภาพ มีการลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนทั่วประเทศ <a href="https://www.m-society.go.th/home.php">นอกจากนี้ กสศ. ยังจัดกิจกรรมช่วยเหลือด้านการศึกษาและช่วยให้นักเรียนนักศึกษามีรายได้ ถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยม </a>แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในการแก้ปัญหาในส่วนนี้ และกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายกว่า 4 ล้านคนให้ได้ เพราะการศึกษาลงทุนกับการศึกษาไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า แต่จะทำให้นักเรียนมีงานทำ มีรายได้ สุดท้ายขอขอบคุณคณะทำงาน กสศ. ที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจังเพื่อช่วยเหลือชาติบ้านเมืองในด้านการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> ได้ตอบข้อซักถามต่อวุฒิสภาว่า สำหรับปีงบประมาณ 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. เสนอที่กรอบงบประมาณ 7.9 พันล้านบาท แต่ขั้นตอนต่อไปจะมีการปรับลดหรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ อย่างไรก็ตาม กสศ. ยังคงเหนี่ยวนำความร่วมมือทุกภาคส่วน เช่น ระดมทุนบริจาค ประสานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มาตรา 6 ว่า สามารถรับงบประมาณสนับสนุนตรงนี้ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ddff42"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยประเด็นที่มีคำแนะนำจากสมาชิกวุฒิสภา กสศ. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาทางเลือก และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เช่น &nbsp;การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันเป็นการจัดสรรเฉลี่ยรายหัว แต่ กสศ. พบว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่มีโรงเรียนอื่นในรัศมี 6-10 กิโลเมตร โรงเรียนขนาดเล็ก จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ด้วยสูตรการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมตามบริบท โดยขณะนี้ กสศ. มีงานวิจัยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารโลก และองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน โดยจะรายงานความคืบหน้าต่อไป</p>



<p>ส่วนประเด็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจากผลกระทบโควิด-19 กสศ.ทำงานเชิงรุกเพื่อป้องการการกลุดออกจากระบบ มีเครื่องมือการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ทุกมิติตามแนวคิด All for Education อันเป็นภารกิจสำคัญของ กสศ. ในการทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ เช่น การฟื้นฟูกล้ามเนื้อมือในเด็กประถมศึกษา เป็นต้น และในส่วน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถสนับสนุนการทำงานของ กสศ. ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/">วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
