<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a-chieve | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/a-chieve/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 11 Jan 2022 05:36:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>a-chieve | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-a-chieve-040122</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jan 2022 06:54:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[a-chieve]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิสิทธิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50175</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาชีฟ (a-chieve) ทำงานด้านการศึกษาในประเด็น “แนะแนว” มา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/">“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาชีฟ (a-chieve) ทำงานด้านการศึกษาในประเด็น “แนะแนว” มาได้ 10 ​ปีแล้ว โดยเราทำงานทั้งกับเด็กและครูแนะแนว ในมุมที่ทำกับเด็กๆ ทีมจะเน้นเรื่องการค้นหาตัวเองของเด็ก การสำรวจอาชีพ&nbsp; และช่วยให้เด็กได้ทบทวนตัวเอง ผ่านกระบวนการและเครื่องมือหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เชื่อมต่อและเรียนรู้อาชีพกับคนทำงานในสายอาชีพต่างๆ เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงในการตัดสินใจ ส่วนในมุมที่ทำงานกับครูแนะแนว เราจะมีหลักสูตรซัพพอร์ตครูแนะแนว โดยปัจจุบันเปิดหลักสูตรไปแล้ว 4 รุ่น รุ่นละ 25 คน ก็มีครูแนะแนวที่เข้าร่วมจากทุกภูมิภาคของประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a82e6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Education for All<br>ควรขับเคลื่อนเพื่อทุกคน และเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการ</h2>



<p>ถ้ามองในมุมการศึกษา คำว่า “Education For All” ควรเป็นการศึกษาที่ลดการผูกขาดลง แล้วก็กระจายให้เป็นการศึกษาของทุกคนจริงๆ ซึ่งปัจจุบันก็เห็นความพยายามจากหลายภาคส่วนที่ผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ทั้งนี้ในมุมมองผม มองประเด็น “Education for All” หรือ “การศึกษาของทุกคน” ใน 2 ความหมาย ได้แก่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1ed13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/01-achieve-b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การศึกษาของทุกคน” ในความหมายแรก หมายถึง การศึกษาสำหรับทุกคนจริงๆ ซึ่งการจะทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตร ระบบโรงเรียน ระบบการศึกษาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กที่อยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นเด็กที่ไม่ได้มีเป้าหมายอยากเรียนต่อ เป็นเด็กพิการ หรือเป็นเด็กแบบอื่นก็ตาม การศึกษาควรถูกออกแบบมาให้เอื้อและส่งเสริมการเรียนรู้ของทุกคน ซึ่งในแง่นี้การศึกษาแต่ละท้องถิ่นอาจถูกออกแบบให้มีหลักสูตรที่แตกต่างกันไปก็ได้ ผมมองว่าอันนี้เป็นสิ่งที่นโยบายการศึกษาควรจะก้าวไปให้ถึง</p>



<p>“การศึกษาของทุกคน” ในความหมายที่สอง คำว่า “ของทุกคน” ควรหมายถึง การเปิดโอกาสให้เด็ก ครอบครัว ชุมชน หรือทุกคนที่มีส่วนในกระบวนการศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วม ร่วมออกแบบและจัดการระบบในโรงเรียน ออกแบบหลักสูตร หรือออกแบบเนื้อหาการศึกษาของตัวเขาเอง หรืออย่างน้อยๆ พวกเขาต้องได้มีส่วนร่วม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09cd34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้น Education for All &nbsp;ควรต้องลดการผูกขาดลง แล้วก็กระจายให้เป็นการศึกษาของทุกคนจริงๆ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมออกแบบการเรียนการสอน ออกแบบชั้นเรียน เพื่อให้เหมาะกับเงื่อนไขปัจจัยของเขา และเหมาะกับท้องถิ่นหรือพื้นที่ของเขาด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">รัฐควรเปิดรับวิธีคิดหรือปรัชญาการศึกษาหลากหลายแบบ</h2>



<p>จากประสบการณ์ทำงานของทีมอาชีฟที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กร กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารหลากหลายท่าน วิธีคิดหนึ่งที่ผู้บริหารและส่วนกลางมักจะมองคือ เขามองการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะป้อนเด็กออกไปสู่ตลาดแรงงาน แต่จริงๆ แล้วปรัชญาทางการศึกษาสามารถมีเป้าหมายแบบอื่นนอกเหนือจากผลักดันคนสู่ตลาดแรงงานก็ได้ จากการที่เราได้พูดคุยในหมู่คนทำงานด้านการศึกษาทางเลือก เราพบข้อเสนอหนึ่งว่า เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์ มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน หรือมองคนเป็นแรงงานทางเศรษฐกิจอย่างเดียว หากรัฐเปิดรับปรัชญาการศึกษาแบบอื่นหรือเปลี่ยนวิธีคิด เราอาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนของไทยก็ได้ เพราะหลักสูตรก็ถูกออกแบบมาจากวิธีคิดของคนนี่แหละครับ หากวิธีคิดเปลี่ยน หลักสูตรเปลี่ยน เด็กอนุบาล ประถม และมัธยมของไทย อาจจะได้เรียนรู้เรื่องของพื้นฐานชีวิตที่เปิดกว้างกว่านี้ ทั้งในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพื้นฐานที่ส่งเสริมให้เขาเปิดกว้างมากขึ้นในแง่ความเป็นมนุษย์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4ccaa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“รัฐสวัสดิการ” เป็นคำตอบที่น่าสนใจ</h2>



<p>ในแง่ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย ผมคิดว่า “รัฐสวัสดิการ”​ ยังเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ น่าจะเป็นคำตอบในระยะยาวได้ หากประเทศไทยมีสวัสดิการทางด้านการศึกษาที่ทุกคน ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า คงน่ายินดีไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน นอกจากความเท่าเทียมและถ้วนหน้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กันคือ “คุณภาพทางการศึกษา” หากว่าสามารถยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุด เมื่อเด็กสำเร็จการศึกษาภาคบังคับออกไป เราก็ยังพอมั่นใจได้ว่า เด็กคนนั้นจะมีพื้นฐานและทักษะจำเป็นที่ทำให้เขาเอาตัวรอดได้แล้ว ไม่ว่าเขาจะเลือกทางอื่นที่ไม่ใช่การเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ตามที</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d4ed8b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เด็กหลุดจากระบบมีมาอย่างต่อเนื่อง อาจต้องกลับไปมองที่ต้นทาง ได้แก่ “นโยบายการศึกษา”</h2>



<p>จากสถานการณ์เด็กหลุดจากระบบ เท่าที่เราได้ทำงานร่วมกับคุณครูมา พบว่า เด็กหลุดจากระบบมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ด้วยซ้ำ ทีนี้ประเด็นสำคัญคือ เราอาจต้องกลับมามองว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เด็กบางกลุ่มตัดสินใจไม่มาโรงเรียน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ตัวนโยบายการศึกษาเองนั้น เป็นต้นทางส่วนหนึ่งที่ผลักเด็กออกไปหรือเปล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a60ea0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่เราพบคือ โรงเรียนไทยจะมีค่านิยมในการเชิดชูเด็กเก่งบางแบบ เช่น โรงเรียนมักจะขึ้นป้ายชื่นชมเด็กที่สอบติดหมอ ติดวิศวะ ขณะที่ไม่ได้ใส่ใจชื่นชมเด็กอีกส่วน ในมุมการเรียนรู้ของเด็ก เด็กบางคนอาจจะไม่เหมาะกับการท่องจำ แต่อาจจะเหมาะกับการเรียนรู้แบบอื่น เช่น การใช้ฐานกาย แต่เพราะค่านิยมและนโยบายการศึกษาที่เป็นอยู่ จะทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับระบบการศึกษา นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักเขาออกไป การกลับมามองต้นทาง ปรับแก้ที่ต้นทางอย่างนโยบายการศึกษา อาจเป็นข้อเสนอหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/">“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม &#8211; ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-educational-opportunity-guarantee-02-11</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Nov 2021 05:21:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[on the job learning]]></category>
		<category><![CDATA[a-chieve]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47364</guid>

					<description><![CDATA[<p>สร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา -เห็นด้วยกับการมี “หลักป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม – ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">สร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา</h2>



<p>-เห็นด้วยกับการมี “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา”&nbsp; เด็กๆ ถ้าอยากเรียนก็ควรจะได้เรียน โดยหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ต้องเข้าไปแก้ปัญหาของเด็กนอกระบบด้วย กล่าวคือเด็กนอกระบบส่วนมากจะยากจน ต้องรับผิดชอบครอบครัว&nbsp; พอถึงจุดหนึ่งเด็กต้องตัดสินใจว่าจะเรียนต่อไหม เด็กหลายคนตัดสินใจไม่เรียนต่อ ออกมาทำงานดีกว่า อันนี้เป็นปัญหาข้อแรกซึ่งไม่รู้จะแก้อย่างไร</p>



<p>-งานที่พวกเราทำก็คือ on the job learning หมายถึง เราทำเรื่องสร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา เรามีหลักสูตรเรื่องการทำงานพร้อมกับวิชาที่จำเป็นต่อเด็ก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-861d0c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ต้องมีการให้คำปรึกษาแนะแนว หรือ case manager แต่ละพื้นที่ ต้องละเอียดมากขึ้น เมื่อก่อนมีการให้ทุนการศึกษา แต่เด็กก็ไม่ได้มีที่ปรึกษาที่ดูแลเขาไปตลอด เพราะเด็กมีสิ่งที่ต้องเผชิญหลายเรื่อง เรื่องหนุ่มสาว เรื่องความรัก เรื่องเพื่อน เรื่องเหล่านี้ต้องเข้าอกเข้าใจและประคับประคองให้เด็กสามารถผ่านวิกฤตช่วงวัยรุ่นได้</p>



<p>-ภูมิหลังเด็กที่ออกนอกระบบ นอกจากปัญหาความยากจน ยังมีเรื่องความแข็งแกร่งภายในจิตใจของเด็ก อย่างพวกเราตอนนี้ก็ทำ case management คือ ดูแลเด็กรายเคส พร้อมดูแลครอบครัวด้วย แต่ต้องทำงานเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะถ้าทำปริมาณเยอะๆ จะทำคุณภาพได้ไม่ลึก รวมถึงการมีที่ปรึกษา กลุ่มคนสนับสนุนซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรการศึกษายุคใหม่จำนวนมาก เช่น กลุ่ม a-chieve เป็นกลุ่มที่เขาทำคอนซัลต์และเป็นวัยใกล้เคียงกับเด็กมัธยม ฉะนั้นจะมีความเข้าใจเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือบริบทของเด็กมากกว่าองค์กร NGO แบบเดิม กลุ่มพวกเราก็เป็นกลุ่มครูรุ่นใหม่หมด ก็มีบางอย่างที่ให้คำปรึกษาเด็กได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8cebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ดำเนินการคู่กันระหว่างการให้ทุนกับการเป็นที่ปรึกษาแนะแนว มีการคัดกรองอย่างเป็นระบบกับชุมชน เพราะถ้าเรานึกถึงเด็กครอบครัวชนชั้นกลาง เรียนโรงเรียนเอกชน มีค่าใช้จ่ายการศึกษาหนึ่งปีคนละสองแสนบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากกับการลงทุนสำหรับเด็กคนหนึ่ง การใช้ทรัพยากรพวกนี้จำเป็นและไม่สามารถทำแบบโครงการได้ แต่ต้องทำงานระยะยาว อย่างที่เราทำคือ 9 ปีสำหรับเด็กหนึ่งคน เพราะกว่าเราจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่ออกนอกระบบ เกเร เข้าสู่วงการยาเสพติดจนกระทั่งเขาเปลี่ยน มันใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>-สร้างแรงจูงใจทางการศึกษาใหม่ เพราะว่าแรงจูงใจของเด็กต่อการศึกษาไม่ได้มีเยอะ เขามองแค่ว่าคนที่จบปริญญาตรีมาเงินเดือนก็ไม่ได้ต่างจากค่าแรงขั้นต่ำ อันนี้เป็นปัญหาเรื่องมุมมอง เขามองไม่เห็นว่า ตนเองจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้ถ้าได้เรียนหนังสือ&nbsp; คือเห็นคนจบปริญญาตรีก็ได้เงินเดือนพอๆ กับเขาที่ทำงานร้านกาแฟ ทำไมต้องเสียเวลาและเสียเงินไปเรียนด้วย โลกการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้อาจไม่ใหญ่เท่าไหร่ เราอาจต้องสร้างประสบการณ์ สร้างแรงจูใจ สร้างงานที่เขาชอบและถนัด-มีการดำเนินการที่ยาวมากพ<strong>อ</strong> คือต้องทำตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย มีการทำงานที่ยาวพอให้เด็กเห็นปลายทางว่าเขามีโอกาสตรงนี้นะ ถ้าเขาอยากเรียนต่อ ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความหวังและมีที่พึ่ง ให้เขารู้ว่ามีช่องทางอะไรบ้าง มีโอกาสอยู่ตรงไหน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cab04f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">นโยบายแบบคูปอง</h2>



<p>-สวัสดิการพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ ไม่ใช่ค่าเทอม&nbsp; เพราะสุดท้ายแล้วเด็กๆ จะต้องจ่ายค่าเรียน ค่าชุดนักเรียน และอื่นๆ แต่ควรเป็นโยบายแบบคูปองเพื่อพาเด็กไปเรียนรู้นอกพื้นที่ ไปเจอประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ในห้องเรียน&nbsp; คือไปยังพื้นที่เรียนรู้และเครือข่ายภาคประชาชน เด็กจะชอบมากเวลาทำกิจกรรมพวกนี้ แค่ได้ออกเดินทางก็เป็นการเรียนรู้แล้ว เช่น พาเด็กไปศึกษาธรรมชาติที่เขาใหญ่ เด็กจะได้ฝึกทักษะเยอะมาก แต่ระบบในโรงเรียนทำเหมือนพาเด็กไปทัศนศึกษา เพราะไม่มีกระบวนการ&nbsp;</p>



<p>-การทำเป็นนโยบายแบบคูปอง โดยดึงเครือข่ายภาคประชาชนมาร่วม เช่น โรงเรียนนี้มีคูปองสำหรับกิจกรรม พาไปร่วมกับกลุ่มมะขามป้อม ไปคลองเตยดีจัง ให้เด็กได้ทำงานอาสา ทำนั่นทำนี่ แล้วการใช้คูปอง องค์กรต่างๆ ได้เงินและเด็กได้เรียนรู้ รัฐก็ได้เห็นกระบวนการของภาคประชาชนหรือ NGO&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a71b9e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-01-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-NGO หลายองค์กรมีเครื่องมือที่ดี&nbsp; ในโรงเรียนไม่มีเครื่องมือแต่มีรัฐสนับสนุน ทีนี้จะเชื่อมโยงอย่างไร ถ้าร่วมมือได้ เวลาเราไปทำงานกับเด็ก จะไม่รู้สึกว่าดึงเด็กออกมาแล้วเป็นภาระกับครู ซึ่งครูก็เห็นด้วย เราเข้าไปโรงเรียนหลายรอบ แต่ครูจะไม่ทำงานนอกเวลา ทำให้เสียโอกาส ซึ่งถ้าเชื่อมโยงกันได้น่าจะได้ประโยชน์ทั้งคู่ คือเด็กมาใช้บริการกิจกรรมเสริมพัฒนาการ รัฐก็ได้เครื่องมืออื่นๆ ที่เสริมเด็ก อาจเลือก mapping องค์กรกิจกรรมในกรุงเทพฯ ซึ่งมีเยอะมาก</p>



<p>-ตอนนี้เริ่มมีองค์กรต่างๆ หันมาสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น แต่ในระบบข้างในที่เป็นโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการยังแข็งเกินไป ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนอย่างไร อย่างเรื่องนโยบายโครงการคุณธรรมเพื่อให้เด็กมีจิตอาสา แต่วิธีการคือให้เด็กไปเรียนธรรมะแบบท่องจำทุกวันเสาร์ วิชาการที่วัดว่าใครมีคุณธรรมมากที่สุดคือวัดผลคะแนนสอบวิชาพระพุทธศาสนา คือนโยบายให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ระดับปฏิบัติกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกันได้ก็น่าจะดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d56a89"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ศูนย์การเรียน : ทางเลือกของเด็กนอกระบบ</h2>



<p>-เรากำลังจัดศูนย์การเรียน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่มีโฮมสกูลและศูนย์การเรียนโดยชุมชนเป็นคนจัดการ แต่ล่าสุดยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งที่มติ ครม. ออกนโยบายเรียบร้อยแล้ว&nbsp; ทุกอย่างพร้อมออกวุฒิการศึกษาได้และถูกรับรอง แต่ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ</p>



<p>-ศูนย์การเรียนเป็นอีกทางเลือกของเด็กที่หลุดจากระบบ เพราะมีการ apply กระบวนการเรียนได้ง่ายกว่าในระบบ&nbsp; ในระบบมีโครงสร้างที่แข็ง เราเข้าไปเปลี่ยนระบบมันยาก คิดว่าทางเลือกทางการศึกษาอื่นๆ ที่รับรองวุฒิการศึกษาควรมีมากขึ้น เช่น โรงเรียนเอกชนเขามีเงิน แต่ศูนย์การเรียนไม่มีเงิน เพราะทำงานกับเด็กด้อยโอกาส ฉะนั้นรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์การเรียนด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-80a168"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ศูนย์การเรียนต่างจากศูนย์การเรียนรู้ เพราะศูนย์การเรียนรู้เป็นพื้นที่ให้เด็กมาทำกิจกรรม แต่ศูนย์การเรียนเป็น พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่พัฒนาจากโฮมสกูล เมื่อก่อนมีบ้านเรียนที่พ่อแม่เป็นผู้จัดการศึกษาเองที่บ้าน แล้วเครือข่ายบ้านเรียน เครือข่ายการศึกษาทางเลือกก็ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ชุดนี้ออกมา คือชุมชนจัดการศึกษาเองได้ ซึ่งต้องอิงหลักสูตรจากกระทรวงศึกษา วัดประเมินผลเหมือนกันเลย แต่รูปแบบการเรียนการสอนและการสอบอาจต่างกัน&nbsp;</p>



<p>-แต่ปัญหาคือรัฐยังไม่ได้สนับสนุนงบประมาณ เนื่องจากศูนย์การเรียนอาจมีผลกระทบต่อการศึกษาในระบบ เพราะเด็กก็มาเรียนที่ศูนย์การเรียนเยอะขึ้น อย่างที่เราทำศูนย์การเรียนไร่ส้ม ก็เป็นเด็กชายขอบ มีนักเรียนอยู่ประมาณ 130 คน ซึ่งหาเงินเองหมด เรียนเหมือนกัน แต่วิธีคิด วิธี apply ต่างกัน ต้องวัดคุณภาพเด็กแล้วว่า สอนในระบบกับสอนแบบเรา เด็กมีความรู้เป็นอย่างไร&nbsp;</p>



<p>-เรามั่นใจว่าวิธีการที่เราสอนคือ บูรณาการ 8 วิชาสาระในโรงเรียนผสมกับกิจกรรมให้เด็กสนุก สามารถสร้างการเรียนรู้ให้เด็กได้เหมือนในระบบ อย่างทีมคลองเตยกำลังจดทะเบียนเป็นโรงเรียน คือเป็นโรงเรียน ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้ ต้องสอบวัดผลทุกอย่างและได้วุฒิ เราต้องทำเพราะมีเด็กออกจากระบบเยอะ แล้วไม่มีที่ไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1071b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-เด็กหลายคนปฏิเสธการศึกษาในระบบ อย่างคลองเตยเพิ่งจะเริ่มทำปีนี้ เราทดลองหลักสูตรอยู่ว่า 8 วิชาสาระมีอะไรที่จำเป็นต้องใช้&nbsp; แล้วที่เหลือทำเป็น project based learning เหมือนในระบบการศึกษาแล้วก็ทำคอร์สที่สร้างการเรียนรู้ พัฒนาจากเกม การลงพื้นที่ การทำโครงการ การทำวิชาชีพผ่าน project การสร้างรายได้ คือ เหมือนทำงาน แต่เด็กเรียนวิชาการผ่านการทำงานแล้วได้เงินค่าตอบแทน</p>



<p>-เพราะปัญหาของเด็ก คือเขาต้องส่งเงินให้พ่อแม่และต้องดูแลตัวเอง Pain point คือ เด็กอยากเรียน แต่เด็กต้องหาเงิน ก็เลยต้องเอาการเรียน งาน และเรื่องหาเงินมาเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กก็จะได้เรียน ได้หาเงิน และได้พัฒนาทักษะ ที่ไม่ใช่แค่งานรับจ้างแบกหาม หรือแค่ยกของ ชงกาแฟ แต่เขาจะได้มีทักษะอื่นๆ ไปด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม – ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
