<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไกรยส ภัทราวาท | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%AA-%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Mar 2026 14:40:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ไกรยส ภัทราวาท | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-060326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 12:25:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อพม.]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพงศ์ รังษีสว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[Care Plan]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการเด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบขอรับความช่วยเหลือ]]></category>
		<category><![CDATA[ค้นหาและติดตามเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการฐานข้อมูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100411</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060326/">พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดอบรมการใช้งานระบบ <strong>“พม. Smart”</strong> เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดยมี <strong>นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</strong> เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรด้านสังคมสงเคราะห์จากหน่วยงานในสังกัด พม. และผู้แทนจาก 77 จังหวัด รวมถึงผู้แทนจาก กสศ. เข้าร่วม</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01.jpg" alt="" class="wp-image-100412" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง พม. และ กสศ. ในการใช้ระบบ <strong>“พม. Smart”</strong> ซึ่งเป็นระบบขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม ถือเป็นการบูรณาการการทำงานโดยใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยให้การทำงานในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</p>



<p>“ตัวเลขเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 603,000 คน สะท้อนโจทย์สำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข พม. จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในมิติด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ การใช้ระบบ พม. Smart จะช่วยให้เราทราบว่าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามีตัวตนอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้สามารถวางแผนช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ให้เกิดขึ้นจริง”</p>


<div class="gb-grid-wrapper gb-grid-wrapper-7ce5556c">
<div class="gb-grid-column gb-grid-column-e3a8ad1f"><div class="gb-container gb-container-e3a8ad1f">

<figure class="gb-block-image gb-block-image-8dbb36c4"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-8dbb36c4" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง.jpg" alt="" title="นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>

</div></div>

<div class="gb-grid-column gb-grid-column-e341fa5e"><div class="gb-container gb-container-e341fa5e">

<figure class="gb-block-image gb-block-image-fad63e8e"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-fad63e8e" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02.jpg" alt="" title="0306_พม-กสศ.-02" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>

</div></div>
</div>


<p>นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบันทึกข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางในระบบ พม. Smart มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและความล่าช้าจากการจัดส่งเอกสาร ทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันเวลา อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และทำให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือในมิติต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน</p>



<p>พร้อมกันนี้ พม. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กปฐมวัย โดยตั้งเป้าไม่ให้เด็กอายุ 0–6 ปี หลุดจากระบบสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด รวมถึงการดูแลผู้พิการให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้รับ อาทิ การมีบัตรประจำตัวคนพิการและการเข้าถึงชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานโดยไม่ตกหล่น</p>



<figure class="wp-block-image size-full is-resized"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02.jpg" alt="ดร.ไกรยส ภัทราวาท" class="wp-image-100417" style="aspect-ratio:1.5026362038664323;width:780px;height:auto" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ด้าน <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า โครงการ <strong>Thailand Zero Dropout</strong> เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และหน่วยงานภาครัฐรวม 11 หน่วยงาน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2567 เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุ 3–18 ปี ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือเข้าสู่รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม</p>



<p>ที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ พม. อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างเสมอภาค ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบ <strong>พม. Smart</strong> ที่เปิดให้ประชากรกลุ่มเปราะบางสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่ปี 2565</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1.jpg" alt="" class="wp-image-100419" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ข้อมูลในปี 2567 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูล <strong>พม. Smart</strong> กับฐานข้อมูล <strong>Thailand Zero Dropout</strong> ทำให้พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน <strong>7,322 คน</strong> จากครอบครัวที่ได้รับเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน โดยเจ้าหน้าที่ พม. ได้ลงพื้นที่สำรวจและจัดทำแผนดูแลรายกรณี (Care Plan)&nbsp;</p>



<p>ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 มีการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนจำนวน <strong>4,676 คน</strong> ส่งผลให้เด็กและเยาวชน <strong>482 คน</strong> ได้รับการสนับสนุนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ</p>



<p>ขณะเดียวกัน ข้อมูลปี 2568 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง พม. Smart กับฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout ยังพบเด็กและเยาวชนอีก <strong>4,716 คน</strong> จากครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม และยังไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา โดย กสศ. ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนและพัฒนาทักษะอาชีพ <strong>4,000 บาทต่อคน</strong> รวมถึงค่าดำเนินการ <strong>1,000 บาทต่อราย</strong> ให้แก่บุคลากร พม. ที่ทำหน้าที่สำรวจและจัดการรายกรณี</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04.jpg" alt="" class="wp-image-100415" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>นอกจากนี้ ในปีนี้ <strong>อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)</strong> ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสำรวจ ค้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับพื้นที่ สนับสนุนนโยบาย <strong>“พม. ใกล้คุณ”</strong> ที่มุ่งให้การช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วดร.ไกรยส กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้นวัตกรรมระบบ <strong>พม. Smart</strong> ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้สามารถค้นหา ติดตาม และวางแผนดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานบนระบบข้อมูลเดียวที่เชื่อมโยงการช่วยเหลือได้ครบทุกมิติ รวมถึงมิติด้านการศึกษา</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060326/">พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงทุนใน ‘มนุษย์’ กุญแจสำคัญก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ พาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/human-capital-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jan 2024 08:36:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โคจิ มิยาโมโต]]></category>
		<category><![CDATA[เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76492</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับประเทศไทย หนึ่งในความมุ่งหวังที่เราได้ยินกันมาเนิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/human-capital-development/">ลงทุนใน ‘มนุษย์’ กุญแจสำคัญก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ พาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับประเทศไทย หนึ่งในความมุ่งหวังที่เราได้ยินกันมาเนิ่นนานคือการที่ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้สำเร็จ</p>



<p>นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ<a href="https://www.worldbank.org/en/country/thailand/overview" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ประเทศไทยได้ยกระดับมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle income) ตั้งแต่ปี 2551</a>&nbsp;ทว่าเวลาผ่านไปราวหนึ่งทศวรรษกว่า ประเทศไทยยังคงติดหล่มรายได้ปานกลางอยู่ และดูไม่มีท่าทีว่าจะออกจากกับดักนี้ได้ง่ายๆ</p>



<p>ประเด็นที่น่าขบคิดคือ ทำไมประเทศไทยไม่สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ และที่สำคัญไปกว่านั้น เราควรจะทำอย่างไรเพื่อหลุดออกจากกับดักนี้ และก้าวไปเป็นประเทศรายได้สูงตามที่ได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ในแผนพัฒนาระดับประเทศ</p>



<p>หนึ่งในข้อเสนอสำหรับการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน ‘มนุษย์’ หรือพัฒนามนุษย์ให้มากขึ้น ถ้าพูดให้เป็นรูปธรรมกว่านั้น ข้อค้นพบจาก&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>“ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ” รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำการศึกษา ปี 2566</em></a><em>&nbsp;</em>โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในมนุษย์หรือการพัฒนาทุนมนุษย์มีส่วนช่วยให้ครัวเรือนยากจนสามารถก้าวข้ามพ้นความยากจนข้ามรุ่น ซึ่งนี่เองที่สามารถเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่หายไป ทำให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายและกลายเป็นประเทศรายได้สูงได้</p>



<p>101 ชวนอ่านเก็บความบางส่วนจากงานสัมมนาวิชาการประจำปี&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/1422448401961781/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Equity Forum 2023 “ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ”&nbsp;</em></a>ไล่เรียงตั้งแต่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย ข้อค้นพบในแต่ละจุดเช็กพอยต์ (checkpoint) ที่สำคัญในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ไปจนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับแต่ละช่วงเช็กพอยต์สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง</p>



<p>ทั้งหมดนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและเดินบนเส้นทางการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างการลงทุนในมนุษย์ เพื่อจะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามผ่านพ้นกับดักความเหลื่อมล้ำและความยากจน</p>



<p>และหากมองให้ถี่ถ้วนแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงเท่านั้น แต่เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคนที่ดีขึ้น ตาข่ายการปกป้องทางสังคมที่โอบรับได้มากขึ้น นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การบรรลุค่าเป้าหมายหรือตัวชี้วัดตามแผน แต่เป็นการวาดฝันและสรรสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับและคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อ่านภาพรวมสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและข้อเสนอการพัฒนาทุนมนุษย์ – ไกรยส ภัทราวาท</strong></h2>



<p>“การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในแผนพัฒนาต่างๆ ของประเทศมาโดยตลอด”</p>



<p>ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp;</strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยไกรยสยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า แผนพัฒนาของประเทศอย่าง<a href="http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2023/06/NS_SumPlanOct2018.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี</a>&nbsp;ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ หรือเมื่อมองแผนพัฒนาประเทศที่หลายคนอาจคุ้นชื่อกันดีอย่าง<a href="http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2022/11/plan13-rkt-011165.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13</a>&nbsp;หนึ่งในหมุดหมายการพัฒนาของแผนก็ได้พูดถึงการมุ่งแก้ปัญหาความยากจนภายในระยะเวลา 5 ปีเช่นกัน</p>



<p>ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางก็ต่อเมื่อประเทศมีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจถึงร้อยละ 5 ต่อปี ทว่าตั้งแต่ปี 2559-2565 อัตราดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 2-3 เท่านั้น</p>



<p>“เรามีเป้าหมาย แต่รถของเราขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วแค่ครึ่งหนึ่งของอัตราเป้าหมายที่เราวางเอาไว้ คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ยังมีจิ๊กซอว์อะไรที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง”</p>



<p>หลายคนอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งไกรยสเปรียบเปรยว่า เราทุกคนเป็นเหมือนนักลงทุนในการพัฒนาประเทศผ่านการเสียภาษี ดังนั้น เราจึงควรอยากจะเห็นผลลงทุนของเรางอกเงยด้วยการเห็นผลตอบแทนต่อสังคมและต่อประเทศให้สูงที่สุด เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาทุนมนุษย์อยู่</p>



<p>ไกรยสฉายภาพว่า หากมองชีวิตของเด็กคนหนึ่งเป็นเส้นทางการเดินทาง จะพบว่าในช่วงชีวิตของเด็กแต่ละคนมีจุดเช็กพอยต์สำคัญอยู่ เริ่มตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6</p>



<p>“ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของครัวเรือนที่มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษาระบุว่า รายได้ของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุดของประเทศยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเทอม 1/2566 อยู่ที่ประมาณ 1,039 บาท ลดลงจาก 1,250 บาทในช่วงก่อนโควิด</p>



<p>“ลองนึกภาพดูว่า ผู้ใหญ่หนึ่งคนมีเงินในการใช้ชีวิตวันละ 30 บาท เงินจำนวนนี้จะเพียงพอไหมกับการเลี้ยงตนเอง ยิ่งถ้าครัวเรือนนั้นมีบุตรหลานอยู่ด้วย เขาจะมีทรัพยากรเพียงพอได้อย่างไรในการส่งเด็กไปให้สุดทางในระบบการศึกษา”</p>



<p>ไกรยสชี้ว่า นี่คือสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เมื่อรายได้ครัวเรือนลด เท่ากับว่าจำนวนนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงตามไปด้วย ซึ่งจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ไปถึงจุดสูงสุดในปีที่แล้วที่ 1.3 ล้านคน โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษกระจายตัวอยู่มากที่สุด</p>



<p>แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ ไกรยสยังหวังว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเพราะสถานการณ์โควิดทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจุบัน ตัวเลขเริ่มลดลงมาเล็กน้อย ซึ่งเกี่ยวกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาดูแลประชากรกลุ่มนี้เช่นกัน</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพการคัดกรอง<a href="https://www.the101.world/next-step-of-subsidizing-poor-children/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กลุ่มนักเรียนที่ถูกเรียกว่ายากจนและยากจนพิเศษ</a>ชัดขึ้น ไกรยสอธิบายว่า การคัดกรองดังกล่าวเป็นขั้นตอนการดำเนินการแบบมีส่วนร่วม โดยให้คุณครูพบและสอบถามผู้ปกครองในเรื่องการถือครองทรัพย์สิน การมีรายได้ สภาพความเป็นอยู่ และนำข้อมูลที่ได้ไปทำการประเมินร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจัดลำดับความยากจน โดยประเมินสถานะรายได้จากข้อมูลครัวเรือนและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง</p>



<p>“ข้อค้นพบหนึ่งของเราคือ ครัวเรือนของเด็กกลุ่มเสมอภาคหรือเด็กที่ได้รับปัจจัยพื้นฐาน คือเป็นนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษ มักจะเป็นครัวเรือนที่เด็กต้องอยู่กับผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน และผู้ที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการรัฐ เป็นครัวเรือนที่ค่อนข้างใหญ่ มีสมาชิกเฉลี่ย 5 คน</p>



<p>“สำหรับระดับการศึกษาของผู้ปกครองเด็กกลุ่มนี้ จะเห็นว่าการศึกษาสูงสุดคือระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า เราหวังว่าในอนาคต ถ้าการศึกษาของผู้ปกครองขยับไปสูงกว่านี้จะทำให้การศึกษาของลูกพัฒนาตามไปด้วย”</p>



<p>ข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เป็นโจทย์แค่ในมิติเศรษฐกิจ แต่มีมิติของครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย เพราะถ้าครอบครัวเข้มแข็งพอที่จะทำงานกับสถาบันการศึกษาได้ จะทำให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างตรงจุดและยั่งยืนมากขึ้น</p>



<p>สำหรับข้อมูลในปี 2566 กสศ. ได้ปรับเส้นความยากจนมาอยู่ที่ 2,803 บาท พบว่ามีเด็กยากจนพิเศษประมาณ 1.2 ล้านคน มีเด็กยากจนปานกลางประมาณ 6 แสนคน และอีก 1 ล้านคนที่แม้จะยากจนน้อยที่สุด แต่ก็ยังอยู่ใต้เส้นความยากจน</p>



<p>“ถ้าเรามาดูที่เช็กพอยต์การสำเร็จการศึกษาภาคบังคับหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า เด็กร้อยละ 20 หลุดออกจากระบบการศึกษา หลายคนอยากเรียนแต่จำเป็นต้องไปทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว แล้วเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร</p>



<p>“เราทำการสัมภาษณ์เชิงลึกว่า ทำไมเด็กอยู่ในระบบการศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับไม่ได้ เหตุผลหลักๆ คือเขาไม่ทราบแหล่งทุน เด็กมัธยมปลายไม่รู้นะครับว่าตัวเองกู้ กยศ. ได้ ยังไม่นับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่เจอปัญหาความอสมมาตรของข้อมูลเยอะมาก อีกทั้งแหล่งทุนก็มีความซับซ้อนด้วย”</p>



<p>เช็กพอยต์ต่อไปคือการเข้ามหาวิทยาลัย โดยข้อมูลพบว่า เด็กที่เดินทางข้ามผ่านเช็กพอยต์แรกมาได้ แต่ร่วงหล่นออกจากระบบและไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่ที่ร้อยละ 61.5 ซึ่งไกรยสเน้นย้ำว่า แม้การเรียนมหาวิทยาลัยจะไม่ได้เป็นความสำเร็จสำหรับเด็กทุกคน แต่ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีเด็กเรือนแสนคนกำลังออกจากระบบการศึกษา ขณะที่เด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีมีเพียงประมาณ 5 แสนคนเท่านั้น</p>



<p>“พอมาถึงวัยมหาวิทยาลัย เราทำการสัมภาษณ์เด็กก็ได้คำตอบเดิม คือหาแหล่งทุนไม่เจอ มีจำกัด ต้องเลือกเรียนในสาขาที่กำหนด ยังไม่นับว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับอุดมศึกษาค่อนข้างสูงถึง 13,000-30,000 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับรายได้เฉลี่ยพันกว่าบาทจะสูงกว่าถึง 12 เท่า”</p>



<p>ไกรยสเล่าถึงการทำวิจัยครั้งหนึ่งว่า กสศ. ได้ทำวิจัยโดยเสนอว่าจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงรอยต่อในการเข้ามหาวิทยาลัยให้ประมาณ 6,000 บาทระหว่างเด็กรอสมัคร กยศ. แต่ถึงจะมีข้อเสนอ กลับมีเด็กเพียงร้อยละ 5 ที่สมัคร กยศ. โดยเหตุผลหลักมาจากการเห็นผู้ปกครองเป็นหนี้มากพอแล้วและไม่อยากกู้เพิ่ม</p>



<p>“เรากำลังพยายามดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเด็กเดินทางไปต่อในระบบการศึกษาได้จะทำให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ปัจจุบันค่าเฉลี่ยรายได้ตลอดช่วงชีวิตของเด็กไทยที่จบปริญญาตรีอยู่ที่ 27,000 บาท แต่เป้าหมายการออกจากกับดักรายได้ปานกลางอยู่ที่ประมาณ 38,000 บาทต่อเดือน คือยังห่างอยู่อีกประมาณร้อยละ 40</p>



<p>“เราพยายามบอกเสมอว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่การสงเคราะห์หรือรายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่จะพาทั้งครัวเรือนออกจากกับดักความยากจน และพาประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง”</p>



<p>ไกรยสยังอ้างอิงงานวิจัยของยูเนสโก (UNESCO) ว่า หากไทยสามารถบรรลุ zero drop out (ไม่มีใครออกจากการศึกษากลางคัน) จะทำให้มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เติบโตร้อยละ 3 ซึ่งสามารถเติมเต็มช่องว่างการเจริญเติบโตที่หายไปได้</p>



<p>ในตอนท้าย ไกรยสกล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งสรุปได้ 4 ข้อ ดังนี้</p>



<p><strong>ข้อแรก&nbsp;</strong>เด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำที่ไม่ควรจะปล่อยให้หลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนมนุษย์จะช่วยให้ประเทศหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งยังจะทำให้ฐานภาษีกว้างและลึกขึ้น มีรายได้จากการเก็บภาษีเยอะขึ้น และต้องลงทุนในระบบปิด คือไม่ปล่อยให้เด็กรั่วไหลออกจากระบบการศึกษาเลย</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;ไทยควรมีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีทางเลือกมากขึ้น อาทิ การมีแรงจูงใจทางภาษีให้สถานประกอบการเปลี่ยนตนเองเป็นระบบการศึกษาทางเลือก เด็กจะได้มีโอกาสเรียน ส่วนสถานประกอบการก็จะได้ทั้งการลดหย่อนภาษีและได้กำลังแรงงานเพิ่ม</p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;หน่วยงานรับจัดการศึกษาควรลดเงื่อนไขทางการเงิน และไม่นำเงื่อนไขการเก็บเงินเพื่อรักษาสิทธิมาเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของเด็ก รวมทั้งพิจารณาลดค่าใช้จ่ายการศึกษาต่อและการเข้ามหาวิทยาลัย</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;เราไม่ควรหวังการลงทุนเฉพาะจากงบประมาณแผ่นดิน แต่ควรมีรายได้จากภาคเอกชนผ่านการลดหย่อนภาษีหรือใช้มาตรการกึ่งการคลัง อาทิ การออกพันธบัตรและตราสารต่างๆ</p>



<p>“นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการลงทุนในมนุษย์จะให้ประโยชน์ถึงสามต่อ ทั้งการที่ไทยมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในการพัฒนา ประเทศพาคนออกจากกับดักความยากจน และไทยสามารถออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด” ไกรยสทิ้งท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ลงทุนก่อนในเด็ก ‘ปฐมวัย’ = ลงทุนในความยั่งยืนของประเทศ – วีระชาติ กิเลนทอง</strong></h2>



<p>จากภาพรวมของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไกรยสส่งไม้ต่อให้กับ&nbsp;<strong>รศ.ดร</strong><strong>.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ที่มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมาอย่างยาวนาน โดยวีระชาติเริ่มต้นด้วยการต่อยอดจากจุดเช็กพอยต์ของไกรยสด้วยคำถามว่า ทำไมเราต้องมีจุดเช็กพอยต์เหล่านี้</p>



<p>“ทุกคนคงเข้าใจดีว่า การที่เรามีข้อมูลหรือลงไปสำรวจพื้นที่เก็บข้อมูลไม่ได้ทำให้ชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น” วีระชาติกล่าว “แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนเราจะหาคำตอบอะไรได้ต้องรู้สาเหตุก่อน สมมติเรารู้สึกตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้ การใช้ปรอทวัดอาจไม่ได้ช่วยให้เราหายไข้ แต่มันบอกได้ว่าเรามีปัญหาจริงหรือไม่”</p>



<p>วีระชาติเปรียบว่า เรื่องดังกล่าวก็เหมือนกับมีการมีจุดเช็กพอยต์แต่ละจุดให้เก็บข้อมูล ที่แม้จะยังไม่มีคำตอบ แต่สามารถนำไปสู่การค้นพบปัญหาที่ชัดเจน เข้าใจว่ารากฐานของปัญหามาจากไหน เพื่อที่จะต่อยอดการทำงานต่อไปได้</p>



<p>เพื่อทำให้จุดเช็กพอยต์แรกเป็นรูปธรรมมากขึ้น วีระชาติได้ร่วมมือกับ กสศ. เก็บข้อมูลเรื่อง School Readiness Survey (SRS) หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย ซึ่งตอบโจทย์ความสนใจของตนเองด้วย โดยวีระชาติมองว่า ช่วงเวลาของเด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่ถ้าเลือกลงทุนได้ถูกต้องและลงทุนก่อน จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามาก ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้</p>



<p>“เราต้องการทำความเข้าใจง่ายๆ เลยว่า เด็กปฐมวัยในไทยพร้อมจะเรียนต่อในระดับประถมหรือไม่ เราจึงลงไปเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ ใช้เวลาประมาณ 4 ปี โดยเก็บข้อมูลพัฒนาการเด็ก ทักษะที่คิดว่าจำเป็น จากเด็กกว่า 43,000 คน หรือประมาณร้อยละ 10 ของเด็กปฐมวัยทั้งหมดในประเทศ”</p>



<p>วีระชาติยกตัวอย่างการทดสอบความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐาน อาทิ ความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง โดยให้เด็กฟังชุดข้อความสั้นๆ เป็นเวลา 3 นาทีจากเทปที่อัดไว้ และถามคำถามเด็ก 5 ข้อ</p>



<p>“ผมพยายามจะหาว่า เด็กไทยร้อยละเท่าไหร่ที่สามารถตอบคำถามได้มากที่สุด 1 ข้อจาก 5 ข้อ” วีระชาติอธิบาย “เราต้องการรู้ว่ามีเด็กกลุ่มนี้เยอะแค่ไหนในแต่ละจังหวัด และผมอยากจะลองเสนอว่า เป็นไปได้ไหมถ้าเราจะตามหาเด็กที่มีปัญหา และพยายามหาว่ามีเด็กสัดส่วนเท่าไหร่ที่ต้องการการแก้ปัญหา”</p>



<p>นอกจากความเข้าใจในการฟัง ยังมีการวัดในรูปแบบอื่นๆ อาทิ mental transformation ซึ่งคล้ายกับการวัด IQ ทว่าไม่ซับซ้อนเท่า หรือการทดสอบ digit span memory ด้วยการให้ดูตัวเลขบนจอ 10 วินาที และรออีก 10 วินาที ก่อนจะตอบคำถามว่าตัวเลขที่เห็นคือตัวเลขอะไร</p>



<p>“บททดสอบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการลงทุนจากครอบครัวอย่างเหมาะสม หรือโรงเรียนก็ไม่สามารถให้คุณภาพการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เขาอาจจะทำแบบทดสอบเหล่านี้ไม่ได้เลยนะครับ และที่สำคัญเราพบว่าเด็กที่ทำบททดสอบไม่ได้มีมากพอสมควร และการนำข้อมูลผลการทดสอบในปี 2562 ไปเชื่อมกับปี 2563 เราพบว่าถ้าเด็กคนเดียวกันนี้ทำแบบทดสอบได้ดี อนาคตก็มีโอกาสที่เขาจะทำได้ดีขึ้นด้วย”</p>



<p>สำหรับผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่า หากเราดูผลทดสอบในภาพรวมจะยังมองไม่เห็นปัญหาอะไรมากนัก เพราะแบบทดสอบทุกด้านเบลอรวมเข้าหากัน หากเด็กทำแบบทดสอบด้านหนึ่งได้ดีก็ถือว่าผ่าน ทว่าถ้าลงมาดูในแต่ละเรื่องย่อย เช่น การทดสอบความเข้าใจในการฟัง จะพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ไม่ผ่านการทดสอบ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นในทุกจังหวัด</p>



<p>“ผมอยากบอกแบบนี้ครับ ในภาพรวมเหมือนยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าลงไปดูเรื่องย่อยๆ จะเห็นว่าเราสามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ เพราะเรายังมีปัญหาอยู่ และมีทั่วประเทศด้วย”</p>



<p>อีกปัญหาหนึ่งที่พบและเกี่ยวข้องกับ กสศ. โดยตรงคือเรื่องของอาหาร เพราะจากการสอบถามผู้ปกครองพบว่า มีจำนวนมากพอสมควรที่ให้ข้อมูลว่าไม่มีอาหารกลางวัน และเมื่อลองนำสัดส่วนของเด็กที่ผู้ปกครองตอบว่า ‘มี’ และ ‘ไม่มี’ ปัญหาด้านอาหารกลางวันมาเทียบกัน ผลพบว่าเด็กกลุ่มหลังมีแนวโน้มจะทำแบบทดสอบไม่ได้มากกว่า</p>



<p>“ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความยากจนมีปัญหาต่อพัฒนาการเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เราไม่ควรคิดว่าเกิดมาเดี๋ยวก็โตไปได้ เพราะมันมีหลายปัจจัย ทั้งสารอาหาร ความยากจน สภาพแวดล้อม คุณภาพสถานศึกษา หรือแม้กระทั่งคุณภาพของการเลี้ยงดูของผู้ปกครองก็สำคัญมาก แต่เราไม่ค่อยพูดถึงเลย”</p>



<p>นี่นำมาสู่ข้อเสนอของวีระชาติ โดย&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการพัฒนาครู โดยเฉพาะครูในชนบท และต้องพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจง บอกว่าต้องการให้พัฒนาในด้านใดและมีเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนครูให้มากที่สุด</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;วีระชาติโยงไปถึงผลการศึกษาที่พบว่า มีผู้ปกครองเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่มีนิทานที่บ้าน นำมาสู่การที่ผู้ปกครองไม่ได้อ่านหนังสือให้เด็กฟัง สิ่งนี้กำลังสื่อว่าครัวเรือนขาดความพร้อม สิ่งสำคัญจึงต้องเป็นการพัฒนาทักษะของผู้ปกครองด้วย</p>



<p>“ตอนนี้เราทำกิจกรรมเยี่ยมบ้านพัฒนาผู้ปกครอง นำอุปกรณ์ไปทำกิจกรรมกับเด็กให้เขาเห็น ช่วยให้เขามั่นใจในการทำกิจกรรมกับลูกหลาน เป็นการสร้างความพร้อมอย่างหนึ่ง” วีระชาติทิ้งท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อัปสกิล ‘เยาวชนแรงงานช่วงต้น’ ในโลกที่หมุนเร็วขึ้น 20 เท่า – เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว</strong></h2>



<p>“สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ประมาณ 600 กว่าปีที่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ โลกเราไม่มีหนังสือ ไม่มีโรงพิมพ์ ต่อมาเรามีหนังสือเป็นเล่มๆ พัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงทุกยุคที่ทุกอย่างอยู่ในระบบดิจิทัล หนังสือก็อยู่ในระบบดิจิทัลได้</p>



<p>“เวลา 600 ปีเปลี่ยนชีวิตคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ความเปลี่ยนแปลงสเกลเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 20 ปี คือโลกหมุนเร็วขึ้น 20 เท่า”</p>



<p>ข้างต้นคือการฉายภาพรวมของโลกสำหรับวัยแรงงานจาก&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว&nbsp;</strong>อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ศึกษา Career Readiness Survey (CES) หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ในเยาวชนแรงงานช่วงต้น</p>



<p>ด้วยผลจากการที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิมนี้เอง เกียรติอนันต์ชี้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรารู้ในวันนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่จัดการศึกษาและเตรียมความพร้อมเยาวชนให้ดี ก็ยากที่จะวิ่งตามทันโลกได้</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เกียรติอนันต์ชี้ให้เห็นภาพของแรงงานที่ต้องเผชิญกับการเข้ามาของ ChatGPT ที่เมื่อพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะสามารถทำหน้าที่บางอย่างแทนมนุษย์ได้ เช่น การตอบข้อมูลลูกค้า นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีราคาถูกลงด้วย</p>



<p>“อีกไม่นาน รถบนถนนอาจจะกลายเป็นรถไฮบริดจ์หรือรถไฟฟ้ากันหมด ชิ้นส่วนที่ต้องใช้ประกอบรถยนต์หนึ่งคันก็จะลดลงจากเดิม ลองนึกภาพว่าจากรถน้ำมันที่ต้องใช้ชิ้นส่วนถึง 30,000 ชิ้น แต่รถไฟฟ้าใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000 ชิ้น ลองนึกภาพงานที่จะหายไป โลกที่จะเปลี่ยนไปและถูกทำให้ง่ายด้วยเทคโนโลยี แต่ความง่ายนี้ทำให้มนุษย์เป็นที่ต้องการน้อยลงเช่นกัน”</p>



<p>เกียรติอนันต์ชี้ว่า ทักษะสำคัญหลังโควิด-19 จะเป็นแบบพหุทักษะ เช่น ทักษะการแก้ปัญหา-เรียนรู้จากปัญหา-ต่อยอดให้ตนเองเก่งขึ้นและนำไปสร้างโอกาสได้ (ทั้งหมดนี้คือทักษะเดียวเท่านั้น) ดังนั้น เมื่อพูดถึงความพร้อมในด้านอาชีพ (career readiness) น้ำหนักสำคัญจึงอยู่ที่ soft skill</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องของความยากจน เพราะในครัวเรือนหนึ่งต้องใช้อย่างน้อย 3 รุ่นจึงจะหลุดพ้นจากความยากจนไปได้ โดยเกียรติอนันต์อธิบายวิธีการศึกษาทุนมนุษย์ว่า ถ้าคนที่เลือกมาจบชั้นเดียวกัน คนที่เงินเดือนมากกว่าจะถือว่าได้ทุนมนุษย์มากกว่า หรือถ้าเงินเดือนเท่ากัน คนที่อยู่ระดับสูงกว่าจะถือว่ามีทุนมนุษย์มากกว่า</p>



<p>“ผลการสำรวจของเราพบว่า คนที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเรียนไม่จบจะอยู่ปะปนกันในตลาดแรงงาน แปลว่าการศึกษาในระดับนี้ไม่พอที่จะเพิ่มทุนมนุษย์ จะขยับไปมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ไม่ได้ต่างกันเยอะ แต่ความแตกต่างจะเริ่มชัดขึ้นในระดับ ปวส. และปริญญาตรี</p>



<p>“นี่เท่ากับว่าในโลกปัจจุบัน ทุนมนุษย์ที่จะทำให้อยู่รอดและมีรายได้พ้นจากความยากจนของพ่อแม่ได้จะต้องอยู่ในระดับ ปวส. เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ soft skill ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะหากเราต้องเจออุปสรรคใหญ่ในชีวิต”</p>



<p>นี่จึงนำมาสู่ข้อเสนอ 4 ข้อของเกียรติอนันต์ในตอนท้าย โดย&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการปรับใช้แบบสำรวจดังกล่าวทั่วประเทศ เชื่อมระบบการทำงานเข้าหากันเพื่อให้สามารถดูแลเด็กได้แบบมุ่งเป้า รู้รายละเอียด และความพร้อมของเด็ก</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ทุกคนจะช่วยกันโอบอุ้มเด็กได้</p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;สร้าง career coach ด้านอาชีพ หรือเป็นทีมระดับจังหวัดที่คอยดูแลเด็ก</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;พัฒนาการศึกษาแบบ case-based ตามทิศทางนโยบายสาธารณะของโลก ให้ความช่วยเหลือวิ่งเข้าหาปัญหาและแก้ปัญหาจากหลายทาง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สะสมพัฒนาทักษะ ‘วัยแรงงาน’ สู่เส้นทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ – โคจิ มิยาโมโต</strong></h2>



<p>ในจุดเช็กพอยต์สุดท้ายอย่างช่วงวัยแรงงาน&nbsp;<strong>โคจิ มิยาโมโต&nbsp;</strong>นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งธนาคารโลก (World Bank) ผู้ทำการศึกษา Adult Skills Assessment in Thailand หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ประชากรวัยแรงงาน เริ่มต้นด้วยการชูกระปุกยาพาราเซตามอลที่เราเห็นกันจนชินตาขึ้นมากระปุกหนึ่ง พร้อมบอกข้อมูลที่น่าตกใจว่า “เยาวชนและผู้ใหญ่ในไทยประมาณร้อยละ 62.3 ไม่สามารถทำความเข้าใจและย่อยข้อมูลบนฉลากยาได้ ทำให้รับประทานยาได้ไม่ถูกต้องตามฉลาก”</p>



<p>โคจิเริ่มต้นต่อด้วยการเน้นย้ำความสำคัญของการประเมินทักษะ กล่าวคือการประเมินจะทำให้เห็นภาพกลุ่มประชากรนักเรียนที่ยังมีปัญหาในการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่สำคัญ เมื่อมองข้อมูลให้ลึกกว่านั้น เราจะพบว่านักเรียนที่มีภูมิหลังยากลำบากจะมีผลการประเมินที่ค่อนข้างแย่เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะเด็กจากพื้นที่ห่างไกลที่จะเสียเปรียบมากที่สุด</p>



<p>“ดังนั้น การประเมินจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากๆ ที่จะช่วยผู้กำหนดนโยบายในการพิจารณาว่า ควรจะปรับปรุงนโยบายตรงจุดไหน และจะช่วยเรื่องการกำหนดวาระสำคัญในนโยบายนั้นด้วย”</p>



<p>“ถ้าผมเป็นผู้กำหนดนโยบายที่ต้องคิดเรื่องการปรับปรุงนโยบายฝึกอบรมครู การเห็นผลประเมินของเด็กจะช่วยให้ผมเกิดไอเดียเลยว่า ทักษะใดบ้างที่ครูต้องพัฒนา เช่น ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่ามีเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่มีทักษะด้านดิจิทัล ทำให้เรารู้ว่าควรฝึกอบรมครูในด้านนี้ให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักการศึกษา ก็สามารถนำผลไปใช้ได้ด้วย”</p>



<p>โคจิเปรียบเปรยว่า การพัฒนาทักษะเปรียบเหมือนการปั้นลูกบอลหิมะที่ทำได้ตลอดชีวิต คือเริ่มจากการปั้นก้อนเล็กและกลิ้งไปเรื่อยๆ ทำให้ก้อนหิมะเริ่มขยายขนาดและเก็บหิมะส่วนอื่นมาติดกับตนเองจนกลายเป็นก้อนหิมะที่ใหญ่ขึ้น</p>



<p>“ถ้าเราเริ่มจากวันนี้โดยพัฒนาทักษะชุดเล็ก สะสมไปเรื่อยๆ ก็ง่ายขึ้นที่จะเก็บเกี่ยวความเข้าใจและทักษะต่อไป”</p>



<p>ความเห็นของโคจิสอดคล้องกับวีระชาติ กล่าวคือการลงทุนตั้งแต่เด็กปฐมวัยหรือช่วงตั้งต้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานในชีวิตได้ ก็จะยากลำบากสำหรับการพัฒนาขั้นต่อไป</p>



<p>“เด็กต้องสอบ PISA ตอนเขาอายุ 15 ปี แต่จริงๆ แล้ว ผล PISA คือการรวบรวมผลลัพธ์การลงทุนตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 15 ปี ดังนั้น เราจำเป็นต้องวัดผลลัพธ์การลงทุนมนุษย์ของเราหลังอายุ 15 ปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ไกลๆ ด้วย”</p>



<p>นี่จึงเป็นที่มาของการทำงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาประเมิน Adult Skills Assessment in Thailand หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ประชากรวัยแรงงาน ซึ่งเป็นการประเมินขนาดใหญ่ของประชากรวัยแรงงานในไทยครั้งแรกที่เคยมีการทำการประเมินมา วัดทักษะด้านการรู้หนังสือ ด้านดิจิทัล รวมถึงด้านอารมณ์และสังคม ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ที่สำคัญ</p>



<p>โคจิอธิบายว่า ผลการประเมิน (ซึ่งกำลังจะเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2023) จะฉายภาพว่าประเทศไทยกำลังขาดแคลนทักษะใดอย่างรุนแรง ระดับของช่องว่างมากน้อยแค่ไหน ทั้งยังจะทำให้เห็นภาพของความเหลื่อมล้ำ เพราะเราจะมองเห็นว่าประชากรกลุ่มไหนที่มีปัญหา และควรจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร</p>



<p>ที่สำคัญ การศึกษานี้จะมองไปถึงเจตนารมณ์ของผู้กำหนดนโยบายว่า มีการแก้ปัญหาช่องว่างทักษะจุดใดบ้าง และเจตนารมณ์ดังกล่าวถูกแปลงออกไปเป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง ทั้งยังจะดูถึงหลักฐานรองรับและคุณภาพของโครงการที่เกิดขึ้นด้วย</p>



<p>“สิ่งที่ผมหวังอยากจะสื่อมากๆ คือ การสำรวจและการประเมินมีประโยชน์มากๆ นะครับ” โคจิกล่าวในตอนท้าย “เพราะการประเมินจะช่วยปรับปรุงนโยบายให้ดีขึ้น และมีศักยภาพในการปรับปรุงโครงการที่จะช่วยผู้เรียนรู้ ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียน และในระบบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ ให้สามารถอยู่ได้อย่างดีในศตวรรษที่ 21”</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/human-capital-development/">ลงทุนใน ‘มนุษย์’ กุญแจสำคัญก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ พาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Aug 2022 08:51:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิ์ พุ่มทอง]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62963</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เขาเป็นเจเนอเรชันที่อยู่ในภาวะโควิด-19 มา 3 ปี ถ้าเราไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/">ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เขาเป็นเจเนอเรชันที่อยู่ในภาวะโควิด-19 มา 3 ปี ถ้าเราไม่ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้นี้ เด็กก็จะสูญเสียการเรียนรู้นี้ไปเลย ประเทศชาติก็จะสูญเสียเช่นกัน”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp;</strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงความสำคัญของ<a href="https://research.eef.or.th/research/readiness-to-enter-the-student-education-system/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์และการขยายผลการสํารวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย</a>&nbsp;ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความพร้อมในการเข้าสู่การเรียนภาคบังคับของเด็กปฐมวัย หรือ ‘school readiness’ ซึ่งเป็นการวิจัยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 ซึ่ง กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยหวังจะสร้างเครื่องมือของประเทศที่มีการเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญคือ เด็กปฐมวัย&nbsp;ที่มีอายุช่วง 3-5 ปี ซึ่งมีเด็กจำนวนมากที่อยู่นอกระบบการศึกษาเพราะต้องติดตามพ่อแม่ไปทำมาหากิน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล กสศ. จึงติดตามวิจัยต่อว่าเด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับเพียงไร</p>



<p>ในช่วงที่เก็บข้อมูลนี้เองก็เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนปิดและมีการหยุดเรียนจนสร้างผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กจนนำมาสู่ ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’ หรือ ‘learning loss’ อันทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างมากขึ้น และหากไม่ทำอะไรเด็กรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’</p>



<p>ในวันนี้สิ่งสำคัญคือกระบวนการที่จะนำเด็กปฐมวัยเข้าสู่ภาวะปกติของการเรียนรู้ คือ ‘learning recovery’ หรือ ‘การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก เพราะหากเด็กปฐมวัยได้รับการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เด็กเหล่านี้ก็จะกลับสู่ภาวะปกติและเดินเข้าสู่เส้นทางของระบบการศึกษา จนเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงได้</p>



<p>ดังนั้น โจทย์สำคัญต่อไปของสังคมไทยคือ ในภาวะที่ประเทศก้าวออกจากช่วงที่แย่ที่สุดของโควิด-19 มาแล้ว แต่สำหรับเด็กปฐมวัย การก้าวออกจาก learning loss เข้าสู่ learning recovery นั้นจะทำได้อย่างไร?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิดข้อมูลเชิงประจักษ์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เด็กไทยกับวิกฤต ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’</strong></h2>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรียกข้อมูลชุดนี้ว่า school readiness หรือความพร้อมของการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นการวัดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญในการนำไปต่อยอดในระดับ ป.1 โดยมีการทำแบบทดสอบกับเด็กอนุบาล 3 ทั่วประเทศในหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่มาของหลักฐานเชิงประจักษ์เรื่อง learning loss ในช่วงโควิดที่เกิดในช่วงการเก็บข้อมูลพอดี</p>



<p>วีระชาติเล่าว่า หนึ่งในแบบทดสอบคือการนำเลข 0-9 ให้เด็กดูและผลปรากฏว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่รู้จักตัวเลขไม่ครบ บางจังหวัดมีมากถึงครึ่งหนึ่งและบางจังหวัดมีกว่า 30%</p>



<p>“พูดง่ายๆ ว่าหากเดินสุ่มเข้าไปในโรงเรียนธรรมดาแห่งหนึ่ง ในห้องอนุบาล 3 มีเด็กอยู่ 10 คน จะมีเด็กประมาณ 3 คนที่รู้จักตัวเลขตั้งแต่ 0-9 ไม่ครบ”</p>



<p>ขณะที่การทดสอบอีกอันที่น่าสนใจคือ มีการอ่านข้อความให้เด็กฟังหนึ่งย่อหน้าหรือประมาณสัก 4-5 นาที และให้เด็กตอบคำถามง่ายๆ 5 ข้อ ผลพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ตอบคำถามได้แค่ข้อเดียวหรือตอบไม่ได้เลย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม school readiness นั้นต้องทดสอบในหลายด้านทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ จึงมีการนำทุกด้านมารวมกันแล้วทำเป็นค่าเฉลี่ยโดยให้คะแนนเต็ม 100 ซึ่งพบข้อมูลอย่างชัดเจนว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเด็กก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีทั้งจังหวัดที่ได้คะแนนระดับแย่และมีจังหวัดที่ได้คะแนนระดับดี แต่เมื่อมาดูผลคะแนนในช่วงการแพร่ระบาดหนักๆ ทุกจังหวัดจะเป็นสีแดงหรืออยู่ในระดับที่แย่เกือบทั้งหมด</p>



<p>วีระชาติกล่าวว่า การทำแบบทดสอบวัดผลนั้นเป็นการทำข้อสอบอันเดียวกันทุกคนแค่ทำกันคนละปี ดังนั้นจึงเห็นผลชัดเจนในภาพรวมว่าเด็กมีความพร้อมลดลง จึงเป็นบททดสอบที่ท้าทายให้ผู้เกี่ยวข้องต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย</p>



<p>“ข้อมูลอีกชุดหนึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกแต่ขนาดกลุ่มที่ศึกษาจะเล็กกว่า ผมตามเด็กคนเดิม 1,000 กว่าคน เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ กว่า 6 ปี เวลาในการทำการบ้านของเด็กก่อนเกิดโควิด-19 เขาจะทำการบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ แต่พอเกิดโควิด-19 แม้ในช่วงอายุเดียวกันปรากฏว่าทำการบ้านน้อยลง”</p>



<p>ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะดูข้อมูลจากภาพใหญ่หรือในภาพที่เล็กลงมาในระดับปัจเจกก็เกิดปัญหาเดียวกันคือ เด็กไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามที่เราคาดหวังเพื่อชดเชยการไม่ได้ไปเรียนในโรงเรียน เด็กไม่ได้อ่านหนังสือหรือทำการบ้านเพิ่มขึ้นแต่เล่นเกมมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิด learning loss เมื่อการใช้เวลาของเด็กเปลี่ยนไปและขาดประสิทธิภาพ</p>



<p>การประเมิน school readiness นั้นมองจาก 3 มิติ คือ มิติด้านความพร้อมของโรงเรียน ด้านความพร้อมของตัวเด็กและด้านความพร้อมของที่บ้าน ดังนั้นคือสามประสาน แต่คำถามคือปัจจัยด้านใดที่มีผลมากที่สุด เพราะจะนำไปสู่การมีนโยบายที่แตกต่างกัน หากมองว่าเป็นเรื่องโรงเรียนก็ต้องไปยกระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นเรื่องทักษะของการเลี้ยงดูของผู้ปกครองก็ต้องหาวิธีไปแนะนำเขาว่ามีวิธีเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความพร้อมในวันนี้คือตัวกำหนด ‘อนาคต’ เด็กไทย</strong></h2>



<p>“เรื่องความพร้อมที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้หลายคนคงตั้งคำถามว่า แล้วจะนำไปสู่อะไร?”</p>



<p>วีระชาติเล่าว่าเขาใช้ข้อมูลแบบทดสอบทักษะด้านการอ่านของเด็ก ป.1 มาเชื่อมโยงกับข้อมูล school readiness ที่เก็บตอนเด็กเรียนอนุบาล 3 แล้วดูว่าเมื่อเด็กอยู่ชั้นอนุบาล 3 เขามีความพร้อมในระดับนี้ แล้วเมื่อโตมาขึ้น ป.1 เขาเรียนเป็นอย่างไร</p>



<p>คำถามจากข้อมูลชุดนี้ก็คือ เด็กที่มีความพร้อมมากกว่าตอนอนุบาล 3 จะมีคะแนนแบบทดสอบด้านการอ่านที่มากกว่าตอน ป.1 หรือไม่? ซึ่งผลปรากฏว่าเป็นจริงตามสมมติฐาน โดยพบว่าเด็กที่มี school readiness มากกว่าจะทำให้มีคะแนนทักษะด้านการอ่านสูงกว่า และไม่ใช่แค่ความพร้อมทางด้านการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ด้วย ซึ่งปรากฏว่าโดยผลทางด้านคณิตศาสตร์เยอะกว่าด้านการอ่านเพราะความพร้อมด้านคณิตศาสตร์คือทักษะการคิด ซึ่งหากเด็กสามารถคิดได้เยอะแค่ไหน เขาก็จะสามารถคิดวิเคราะห์ได้เยอะขึ้นในการเรียนชั้นที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การอ่านเองก็ต้องการการคิดวิเคราะห์ด้วย</p>



<p>“เมื่อเราพบว่าเด็กเกิด learning loss ยิ่งทำให้เราต้องกังวลมากขึ้น เพราะว่าความพร้อมตอนปฐมวัยมีผลต่อการเรียนชั้นประถมฯ ของเด็ก เราต้องฟื้นฟูเขา ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อไปเมื่อเด็กเรียน ป.1 ต่อไปก็มีผลกับ ป.2 ภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น dynamic complimentary มันเป็นพลวัตร เช่นที่ ศ.เจมส์ เจ เฮกแมน นักเศรษฐศาสตร์ มักใช้คำว่า ‘skills beget skills’ คือทักษะตอนเริ่มต่อทักษะอันใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องสนใจปฐมวัยเพราะมันเป็นที่มาของทักษะในระดับที่สูงขึ้น” วีระชาติกล่าว</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.สวัสดิ์ พุ่มทอง&nbsp;</strong>ที่ปรึกษาด้านการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เห็นว่า ข้อมูล school readiness ที่มีการสำรวจมานี้ หากมีความสมบูรณ์แล้วนำมากำหนดนโยบายได้จริงจะเกิดประโยชน์มหาศาลเพราะการกำหนดนโยบายโดยใช้ข้อมูลเป็นฐานเพื่อหาทางออกจะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Learning Loss สู่ Learning Recovery</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทางก้าวพ้น Lost Generation</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอที่&nbsp;</strong><strong>1 : High Scope – กระบวนการพัฒนาครูปฐมวัย</strong></h3>



<p>วีระชาติพูดถึงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยการอบรมแบบเข้มข้นโดยหลักสูตรที่ชื่อว่า High Scope ซึ่งมีการทดลองใช้แล้วที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยแบ่งเด็กเป็นกลุ่มที่เรียนกับครูที่ไปอบรมและกลุ่มที่เรียนกับครูที่ไม่ได้ไปอบรม การทดสอบรูปแบบนี้จะทำให้เห็นถึงความพร้อมที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันของเด็กรวมถึงประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในแต่ละกลุ่มด้วย</p>



<p>ผลพบว่ากลุ่มที่ได้เรียนกับครูที่ผ่านการอบรมด้วยหลักสูตร High Scope นั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 50% ซึ่งหากเด็กขาดความพร้อมไป 1 ปีเต็ม หมายความว่าต่อให้ใช้วิธีนี้ ก็ต้องหาทางชดเชยเด็กอย่างน้อย 2&nbsp;ปีเพื่อให้เขากลับมา 100%</p>



<p>อย่างไรก็ตาม วีระชาติยอมรับว่านี่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งแต่ไม่อาจแก้ไขได้ทั้งประเทศเนื่องจากทรัพยากรที่จะใช้ในการอบรมนั้นมีน้อย</p>



<p>“learning recovery ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร ที่แก้กันปีนี้แล้วเด็กกลับมาที่เดิม แต่ learning recovery คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ข้อเสนอที่ 2 : สร้างการพัฒนาจาก Pre-Service Teacher สู่ In-Service Teacher</strong></h3>



<p><strong>ผศ.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ&nbsp;</strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเล่าถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่มีระดับชั้นปฐมวัย ซึ่งคณะครุศาสตร์ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงจัดการเรียนการสอนให้ครูในโรงเรียนที่ยังขาดความพร้อมทั้งเรื่องอุปกรณ์ องค์ความรู้และประสบการณ์</p>



<p>การทำงานนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การเข้าไปช่วยครูในโรงเรียนแบบฉับพลันในช่วงของสถานการณ์โควิด-19 โดยใช้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP (Teacher and School Quality Program) ซึ่งโรงเรียนในเครือข่ายนี้เป็นกำลังสำคัญมากในการพัฒนานวัตกรรมและแพลตฟอร์ม ทั้งเป็นเหมือนแหล่งเรียนรู้แม่ข่ายซึ่งจะคอยช่วยเหลือโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่มีความพร้อมหรือไม่เข้าใจการแปลงหลักสูตรเป็นการจัดการการเรียนการสอนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องเรียนในโรงเรียน แต่ทำให้ห้องเรียนคือบ้านและชุมชน การจัดการเรียนการสอนแบบนี้จึงเป็นความท้าทายของครูด้วย</p>



<p>ส่วนที่สองคือ แนวทางการผลิตครู ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ภายใต้โครงการครูรักถิ่น ที่จะทำให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ เพราะโควิด-19 เป็นแค่สถานการณ์หนึ่งจากหลายสถานการณ์ในอนาคตที่จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กหยุดชะงัก&nbsp;ดังนั้นการเตรียมครูไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตหรือการพัฒนาก็ตามต้องสร้างครูที่ยืดหยุ่น สามารถมองเห็นวิกฤตให้เป็นโอกาสและดึงสิ่งที่เขามีรอบตัวไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้&nbsp; ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ ที่สำคัญต้องเป็นครูที่สื่อสารได้ ทำงานร่วมกับชุมชนและผู้ปกครองได้</p>



<p>“อีกด้านหนึ่งหากเรามองการผลิตและพัฒนาครูเป็นระบบใหญ่หนึ่งระบบ จะเห็นว่าการผลิตครูสามารถไปเกื้อหนุนและช่วยเหลือพัฒนาครูประจำการที่อยู่ในโรงเรียน โดยการจัดการเรียนการสอนที่อยู่ในการพัฒนานักศึกษาครู (pre-service teacher) สามารถสร้างนวัตกรรมและส่งต่อไปให้ครูประจำการ (in-service teacher) ที่อยู่ที่โรงเรียนเพื่อใช้นวัตกรรมเหล่านี้ไปเติมเต็มสิ่งที่นักเรียนขาดหายไป เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะช่วยเรื่องการฟื้นฟูการถดถอยทางการเรียนรู้ได้”</p>



<p>ศิริวรรณย้ำว่า นี่คือโจทย์ที่ทำให้ต้องหันกลับมามองว่า กระบวนการผลิตครูของครุศาสตร์หรือหลายๆ หน่วยงานในปัจจุบันมีการเพิ่มประเด็นในส่วนการผลิตครูเพื่อรองรับสถานการณ์เหล่านี้หรือไม่</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>หมายเหตุ</strong>&nbsp;– สรุปความจากงานแถลงข่าว&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/587414166090112" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning Recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้</em>&nbsp;</a>เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/">ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยน ‘เหลื่อมล้ำ’ เป็น ‘เสมอภาค’ : มองปัญหาการศึกษาไทยกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท</title>
		<link>https://www.eef.or.th/equitable-education-fund-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2021 07:34:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศึกษาไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41886</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราอาจเคยเห็นภาพเด็กตัวเล็กๆ เดินเท้าไปโรงเรียนหลายกิโล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/equitable-education-fund-interview/">เปลี่ยน ‘เหลื่อมล้ำ’ เป็น ‘เสมอภาค’ : มองปัญหาการศึกษาไทยกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราอาจเคยเห็นภาพเด็กตัวเล็กๆ เดินเท้าไปโรงเรียนหลายกิโลฯ ผ่านทางลูกรังและข้ามดอยหลายลูก กว่าจะได้เจอครูและเรียนหนังสือ</p>



<p>บางโรงเรียนสื่อการสอนไม่เพียงพอ เช่นกันกับคุณครูที่ต้องวิ่งสอนตั้งแต่ ป.1-ป.5 ทุกวิชาตั้งแต่ภาษาไทยถึงคณิตศาสตร์ ยังไม่นับว่ามีเด็กอีกจำนวนมากที่ต้องออกจากระบบการศึกษา จากทั้งปัจจัยเรื่องความยากจนและสุขภาพ</p>



<p>ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีสาเหตุหลักจากปัญหาความยากจน และหากจะแก้ ก็ต้องใช้เวลาและเข้าให้ตรงจุด ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่า 4.3 ล้านคน ซึ่งการให้เงินอุดหนุนเป็นหนึ่งในวิธีแก้เบื้องต้นของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ก่อนที่จะขยับขยายแผนการเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ความยากจนข้ามไปสู่รุ่นถัดไป จนถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศให้กว้างขึ้นอีก</p>



<p>แม้จะเห็นปัญหาชัด แต่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนนโยบายที่ทำงานบนฐานของความรู้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งทรัพยากร เจตจำนงทางการเมือง และองค์ความรู้ที่ทันสมัย เป็นเชื้อเพลิงสำคัญ</p>



<p>คุยกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าด้วย สถานการณ์ ปัญหา และทางออกของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b8734"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200123-Kraiyot-edit3.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">กสศ. คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร?</h3>



<p>ถ้าเปรียบ กสศ. เป็นเด็ก ตอนนี้อายุยังไม่ถึงสองขวบดี เป็นกองทุนที่เพิ่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีภารกิจอยู่ 3 ส่วน</p>



<p>ภารกิจที่หนึ่ง ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ต้องการโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาค</p>



<p>ภารกิจที่สอง สนับสนุนคุณครูทั้งในและนอกระบบการศึกษาที่จะช่วยให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เหล่านี้มีโอกาสเสมอภาค เรารวมคุณครูตั้งแต่ในระบบที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตอนนี้ และคุณครูที่กำลังอยู่ในระบบการผลิตปัจจุบัน</p>



<p>ภารกิจที่สาม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาพรวมของประเทศ คือการวางนโยบาย การทำวิจัยเพื่อให้มีความเข้าใจเชิงระบบที่ดีขึ้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">หนึ่งในหน้าที่หลักของ กสศ. คือการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียน ช่วยอธิบายหน่อยว่าการให้เงินอุดหนุนมีลักษณะอย่างไร มีลักษณะคล้ายที่ทำกันในต่างประเทศไหม?</h3>



<p>ประเด็นเรื่องเงินอุดหนุน โจทย์คือทำอย่างไรเราถึงจะดูแลเด็กเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษาในปัจจุบันให้ไม่หลุดออกไปจากระบบการศึกษา โจทย์ของ กสศ. ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้องเป็นคนให้เงิน แต่โจทย์คือเราจะทำยังไงจึงจะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ให้เด็กที่มาจากครัวเรือนรายได้น้อยที่อยู่ในระบบการศึกษา ที่พอไปถึงจุดนึงแล้วก็ไม่สามารถสู้กับความยากจน ความด้อยโอกาสของเขาได้ หรือปัญหาทางสังคมหลายๆ อย่าง แม้กระทั่งภัยธรรมชาติ ไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษาไป</p>



<p>เราต้องหาวิธีช่วยเขาไม่ให้พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคเหล่านั้น เรารีวิวดูจากการทำงานในระดับนโยบาย และงานวิจัยระดับนานาชาติก็เห็นตรงกันนะครับว่า การช่วยชดเชยภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนด้านการศึกษาของเด็กเยาวชนเหล่านี้ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เขายังคงอยู่ในระบบได้ แต่การให้เงินเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะถ้าเราให้เงินเขาไปแล้ว แต่ไม่ได้นำไปสู่การมีโอกาสทางการศึกษาที่สม่ำเสมอขึ้น และมีพฤติกรรมทางการศึกษาที่ดีขึ้น ก็เท่ากับว่าเงินนั้นไม่ส่งผลไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<p>เราเลยดึงโครงการที่ใช้อยู่หลายประเทศทั่วโลก คือ Conditional Cash Transfer หรือเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งในประเทศไทยเราใช้คำว่าทุนเสมอภาค ไม่อยากใช้คำว่าเงินอุดหนุนนักเรียนยากจน หรือนักเรียนยากจนพิเศษ เพราะแม้กระทั่งคำว่ายากจนเอง เราก็ไม่อยากให้เป็นคำที่ติดตัวน้องเขาไป เราใช้คำว่าทุนเสมอภาคเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเขามีโอกาสที่จะเสมอภาค</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุนเสมอภาคมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง?</h3>



<p>หนึ่ง เราคัดกรองให้นักเรียนที่มีรายได้น้อยประมาณ 15% แรกของประเทศ พูดง่ายๆ ว่าถ้าเอามาเรียงตามลำดับไหล่กัน ครัวเรือนที่รายได้น้อยสุด 15% แรก และมีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษา จะมีโอกาสได้ทุนนี้ ซึ่งเรามีเครื่องมือคัดกรองด้วยการดูสภาพบ้าน รายได้ การถือครองทรัพย์สิน เป็นหลักคัดกรองที่ได้มาตรฐานทางวิชาการระดับนานาชาติ คือ Proxy Mean Test</p>



<p>เราโชคดีมากที่ได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยพัฒนาเครื่องมือให้ เราดูรายได้ว่าต้องไม่เกิน 3 พันบาทต่อคนต่อเดือน ต้องดูว่าสมาชิกครอบครัวมีรายได้หรือเปล่า มีคนพิการไหม สภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรมไหม ครอบครองรถยนต์ที่มีอายุมากไหม หรือเรื่องที่ดินทำกิน ทั้งหมดจะถูกคัดกรองโดยโมเดลทางเศรษฐมิติที่เราพยายามปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ให้มีความสามารถในการคัดกรองที่ดี</p>



<p>เมื่อเด็กผ่านการคัดกรองอยู่ในขั้นยากจนพิเศษ จะได้เงินปีละประมาณ 3,000 บาท แม้ไม่ใช่เงินที่มาก แต่สำหรับเด็ก ๆ เหล่านี้ ถือเป็นเงินที่สำคัญมากเหมือนกันนะครับ 3,000 บาทนี้ไม่ได้ให้เปล่าๆ แต่ไม่ได้ขอคืน แค่ขอให้เขามาเรียนเป็นปกติ</p>



<p>เงื่อนไขข้อที่หนึ่ง อัตราการมาเรียนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ใน 1 ปีการศึกษา เงื่อนไขข้อที่สอง เราติดตามน้ำหนักส่วนสูง ให้มีพัฒนาการสมวัย เราขอแค่สองอย่างนี้ ถ้าเขาบรรลุเงื่อนไขก็จะยังได้เงินต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เราเห็นภาพแล้วว่า กสศ. พยายามเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แล้วในภาพใหญ่ของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในระดับไหน? มีอะไรที่เรากำลังเผชิญกันอยู่บ้าง?</h3>



<p>คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาวิเคราะห์ออกมาว่า กลุ่มเป้าหมายของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 4.3 ล้านคน คือตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยแรงงานช่วงต้น</p>



<p>กลุ่มแรก&nbsp; เด็กเล็กในครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ อายุ 0-2 ขวบ อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อยที่สุด 40% แรกของประเทศ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะในช่วงเด็กแรกเกิด ทุกคนที่เพิ่งมีลูกใช้เงินเยอะ คนที่รายได้น้อยก็จะลำบากในการช่วยให้โภชนาการของลูกสมบูรณ์ หรือพาลูกไปเรียนได้ทันเวลา</p>



<p>กลุ่มสอง กลุ่มวัยเรียน เช่น เด็กอนุบาล เด็กไทยจำนวนมากยังไม่ได้เรียนอนุบาลประมาณ 2 แสนกว่าคน คิดเป็น 10% มีเด็กไทยประมาณ 1 ใน 10 ที่ควรจะได้เรียนอนุบาลแล้วยังไม่เข้าเรียน เหตุผลส่วนใหญ่คือพ่อแม่ที่มีรายได้น้อยต้องไปทำงานตามที่มีโอกาสในการทำงาน บางทีกะเตงลูกไปด้วย เขาเลยไม่มีโอกาสที่จะเอาลูกเข้าโรงเรียนได้ทันเวลานัด ส่วนใหญ่พวกนี้ตั้งใจ อยากให้ลูกเข้าเรียน แต่ว่ารอ ป.1 แล้วกัน ส่วนเด็กที่เข้าอนุบาลไปแล้วประมาณ 6 แสนคนก็อยู่ในครอบครัวที่ยากจน</p>



<p>กลุ่มสาม สำคัญมาก และเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ ช่วงอายุ 6-14 ปี&nbsp; หรือ ป.1-ม.3 จริงๆ ประเทศไทยก็ค่อนข้างก้าวหน้า เพราะเหลืออยู่ 3% เท่านั้นที่ยังไม่ได้เรียน หรือเข้าไปแล้วหลุดออกมาจากการศึกษาภาคบังคับ กลุ่มนี้ใกล้ถึงฝั่งแล้ว มีประมาณ 2 แสนคนจาก 7 ล้านคน</p>



<p>ในนั้นมีกลุ่มที่ กสศ. พยายามช่วยอย่างเต็มที่คือกลุ่มที่เป็นเด็กยากจน ด้อยโอกาส เด็กพิการที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 1.8 ล้านคน กันไม่ให้เขาหลุดออกมาเพิ่มเติมอีก คือ 3% ก็ต้องแก้ไขรีบเอากลับเข้าระบบด้วย ซึ่งการป้องกันใช้งบประมาณน้อยกว่า ใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า</p>



<p>เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำตรงนี้ได้ดี ตัวเลข 3% จะไม่เพิ่มอีก และก็จะกลายเป็น 0 % ได้ในเวลาอีกไม่นานนัก ทีนี้พอเลยวัยที่เป็นการศึกษาภาคบังคับ เราไปบังคับเขาไม่ได้ ไม่ได้มีกฎหมายกำกับว่าต้องเรียนต่อ แต่ถ้าเรียนก็จะมีนโยบายของรัฐบาลเช่น เรียนฟรี 15 ปี ส่วนที่เข้าไปเรียนต่อในระดับ ม.ปลาย หรือ ปวช. ประมาณ 15% ก็เป็นเยาวชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเขาอาจจะเรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสุดท้ายก็จะไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย อีกกลุ่มที่เหลือก็จะเป็นวัยแรงงานที่ต้องการการพัฒนาทักษะ</p>



<p>ส่วนกลุ่มเป้าหมายอื่นของ กสศ. คือคุณครูและโรงเรียนที่ห่างไกลทุรกันดาร นี่แหละคือปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศไทยมีในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6faf17"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200123-Kraiyot-edit2.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สุดท้ายก็มักจะเชื่อมโยงไปกับความเหลื่อมล้ำในภาพใหญ่ด้วย อยากให้เล่าให้ฟังว่า เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากฐานครอบครัวประมาณไหน?</h3>



<p>เด็กส่วนใหญ่ที่เราลงไปเจอ ส่วนมากอยู่ในครอบครัวแตกแยก ในวงที่เราทำงานกันจะเรียกว่า ‘กำพร้าแท้’ กับ ‘กำพร้าเทียม’</p>



<p>กำพร้าแท้ คือพ่อแม่แยกทางกัน แนวโน้มการแยกทางกันของพ่อแม่ปัจจุบันเยอะมาก แล้วน้องเหล่านี้ พ่อแม่ก็มักจะเอาไปฝากไว้กับปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาในต่างจังหวัด ส่วนพ่อแม่ก็ไปมีครอบครัวใหม่ มีลูกใหม่ ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดโอกาสจริงๆ ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย ก็มักจะไปอยู่วัด อยู่โรงเรียนพระปริยัติธรรม ถ้าไม่มีใครแล้วจริงๆ ก็ต้องไปพึ่งข้าวก้นบาตร</p>



<p>กำพร้าเทียม คือพ่อแม่ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ได้เลิกกัน แต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด ส่งเงินมาให้ปู่ย่าตายาย ในพื้นที่ชนบทไม่มีงานให้เขา แท็กซี่ที่ขับอยู่ในกรุงเทพฯ ก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีงานทำ ต้องเข้ามาขับแท็กซี่ ด้วยความที่เป็นกำพร้าเทียมแบบนี้ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กมากๆ</p>



<p>ในบางครอบครัวที่มีโอกาสรับส่งลูกไปโรงเรียนทุกวัน กลับมาก็คุยกับลูกบนโต๊ะอาหาร ถามไถ่ว่าวันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่พ่อแม่จะช่วยได้บ้างไหม คือดูแลลูกขนาดนี้ มีเวลาคุยเรื่องการศึกษากับลูก แต่ครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท เด็กแทบจะไม่มีเวลาเหล่านี้เลย ทำให้เรามีปัญหาในเชิงครัวเรือนสำหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวรายได้น้อย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">สภาพแบบนี้ดูเหมือนว่าจะไปผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำต่อไปอีก แล้วเด็กที่หลุดออกมาจากระบบการศึกษา ปลายทางเขาไปที่ไหนต่อ?</h3>



<p>ส่วนใหญ่มี 2 ประเภท สำหรับเด็กที่หลุดออกมาจากโรงเรียน ถ้าช่วงอายุอยู่ในระดับประถมศึกษาจะยังทำงานไม่ได้อยู่แล้ว เล็กเกินไปที่จะทำงาน เขาก็จะไปอยู่กับพ่อแม่ ตามไปไซต์ก่อสร้าง ตามโอกาสที่มีงาน หรือว่าไปช่วยทำงานที่บ้านญาติ</p>



<p>แต่ถ้าเป็นเด็กวัย ม.ต้น หรือ หรือ ม.ปลาย ก็จะอยู่ตามที่ที่มีงานทำ เช่น ร้านอาหาร ไร่นา สวน หรือไซต์ก่อสร้าง เขามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะครอบครัวเหล่านี้พ่อแม่ใช้แรงงานมาตลอดชีวิต และใช้แรงงานแบบอันตราย เช่น เก็บขยะ ทำงานเกินกำลัง พอลูกเติบโตถึงวัย ม.ต้น ร่างกายพ่อแม่ก็ไม่ไหวแล้ว บางคนโรคภัยรุมเร้ามาก เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตก็มี เพราะทำงานหนักเหลือเกิน โดนสารพิษจากการเก็บขยะบ้าง เป็นต้น</p>



<p>เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้อายุยังไม่ถึง 15 ปี แต่ภาระตกอยู่บนบ่าเขาแล้ว เขาต้องลุกขึ้นมาทำงาน ลุกขึ้นมาเป็นผู้หารายได้ แต่การที่เขาต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้หารายได้หลักตั้งแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษาแม้กระทั่งภาคบังคับ ทำให้ความยากจนยังอยู่กับครัวเรือนนี้</p>



<p>ความยากจนในรุ่นพ่อแม่ของเขา เท้าไปจนถึงรุ่นปู่ย่าตายายของเขา ข้ามไปยังรุ่นลูก เพราะลูกของเขาก็ยังรายได้วันละ 300-400 บาท รายจ่ายก็ไม่น้อยนะครับ เช่นพวกค่าเดินทางต่างๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับมาเรียนอีกเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่ก็คงนึกถึง กศน. นึกถึงการไปครูพักลักจำในร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ หรือร้านอาหาร</p>



<p>จริงๆ แล้วระบบการศึกษา เป็นระบบทางสังคมที่ดูแลเด็กตั้งแต่วัยที่เล็กมาก เช่น ปฐมวัย หรือประถมศึกษา ซึ่งถ้าทำได้ดี ระบบการศึกษาควรจะเป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคม ให้ความยากจนไม่ข้ามจากรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การศึกษาสูงสุดของพ่อแม่อาจจะอยู่ ป.6 ลูกก็น่าจะอย่างน้อย ม.6 ปวช. หรือสูงไปกว่านั้นถ้าเขามีศักยภาพ ฐานรายได้ของลูกก็จะสูงพอที่จะพาครอบครัวของเขาออกไปจากกับดักความยากจน หรืออย่างน้อยรุ่นลูกของเขาก็ไม่อยู่ในความยากจนอีกต่อไป</p>



<p>อันนี้เป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยเลย คือทำอย่างไรจึงจะขจัดปัญหาความยากจนออกไปจากสังคมไทย  แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้ความยากจนข้ามไปสู่รุ่นต่อไปได้อีก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">สำหรับเด็กยากจนที่ต้องออกไปทำงาน ถ้าเทียบการยังอยู่ในโรงเรียน กับการทำงานตั้งแต่เรียน มีความคุ้มค่าต่างกันขนาดไหน?</h3>



<p>แบ่งโจทย์เป็น 2 เรื่อง คือโจทย์ในเชิงปริมาณ จำนวนปีของการศึกษาในโรงเรียนก็สำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ในตัวเขา หรือ human capital ก็คือทำยังไงให้เขาอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น หรือมีเครือข่ายทางสังคม ในช่วง 9 ปีของระบบการศึกษา สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะขั้นพื้นฐานของการทำงานและทักษะชีวิต เป็นขั้นต่ำที่จะต้องทำให้ได้</p>



<p>ส่วนโจทย์เชิงคุณภาพ การศึกษาภาคบังคับ 9 ปีที่เขาต้องอยู่ในระบบ ถ้าระบบการศึกษาช่วยเขาค้นเจอว่าโจทย์การศึกษาของเขาคืออะไร เด็กคนนี้จะเติบโตไปอย่างมีเส้นทาง จะรู้ว่าเป็นสายช่างหรือเปล่า จบ ม.3 แล้ว ควรไปเรียน ปวช. ไหม ควรจะไปสายอาชีพในสายอื่นๆ หรือเปล่า หรือควรไปเรียนสายวิชาการ</p>



<p>ถ้านับจาก ม.3 ไป บ้านเมืองเราตอนนี้มีกลไกทางเลือกให้เขาอยู่ 2-3 กลไก คือหนึ่ง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถ้าเขามีความมั่นใจว่าจะเรียนต่อไปจนถึง ม.ปลาย และอุดมศึกษา เช่น ถ้าเขารู้ว่าจะเป็นนักบัญชี พยาบาล หรือช่างไฟฟ้าแน่นอน เขาก็สามารถกู้ กยศ. ได้ตั้งแต่ ม.4 ยาวไปจนถึงระดับอุดมศึกษา แล้วมั่นใจว่าตัวเองทำได้ดี ก็จะมีเงินใช้คืนเงินกู้</p>



<p>แต่ถ้าเขาคิดว่ารายได้น้อยจริงๆ แล้วไม่อยากกู้ยืม เราก็มีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงให้สำหรับนักเรียนเรียนดีที่อยู่ในครอบครัวรายได้น้อย ที่ผ่านมาเรามีเกณฑ์ต้องได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3.0 ให้ประมาณ 2,000 ทุนต่อปี เป็นทุนให้เปล่าจนจบ ปวส. เลย</p>



<p>ส่วนใหญ่น้องๆ ที่มีรายได้น้อย โจทย์สำคัญอย่างหนึ่งคืออยากเรียนไปด้วย มีรายได้ไปด้วย บางทีอาจจะต้องเรียน กศน. หรืออาจต้องทำงานที่มีรายได้จากการฝึกงาน ซึ่งอันนี้ต้องการทักษะชีวิตในการบริหารจัดการตัวเอง เราเองก็จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้โรงเรียนมีโครงการพัฒนาทักษะอาชีพ ฝึกให้นักเรียนมีความเป็นผู้ประกอบการ ขายของออนไลน์ได้ เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจว่าถ้าเขาอยากจะมีรายได้ไปด้วยและเรียนไปด้วย เขาทำได้ ไม่ต้องเลือกขาดว่าชีวิตนี้ถ้าจะมีรายได้ก็จะเรียนด้วยไม่ได้ ไม่ขนาดนั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณบอกว่ามีเด็กกว่า 4 ล้านคนตกหล่นตามเส้นทางการศึกษา หลังจากที่ กสศ. ตั้งขึ้นมาได้ 2 ปี ตอนนี้ทำอะไรได้บ้างในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้?</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dba14a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2563-01-16-at-10.53.46.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทุนเสมอภาคเราช่วยเฉพาะแท่งสีแดง ก็คือรายได้ของครอบครัวเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 400 – 1,254 บาทต่อคนต่อเดือน</p>



<p>แท่งสีเขียวอ่อน คือคัดกรองให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และตำรวจตระเวนชายแดน ที่ช่วยสนับสนุนตรงนี้อยู่</p>



<p>ส่วนที่เหลือตั้งแต่สีน้ำเงินลงไปอีกประมาณ 4-5 แสนคน เรายังไม่ได้เข้าไปช่วย คือถึงแม้กลุ่มเป้าหมายจะมี 4 ล้านกว่าคน แต่ด้วยทรัพยากรงบประมาณที่มีรวมกันทั้ง กสศ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และตำรวจตระเวนชายแดน ก็อาจจะยังไม่พอ แต่เราใช้การคัดกรองเดียวกัน เป็นมาตรฐานเหมือนกัน</p>



<p>กสศ. ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่จะช่วยไหว แต่เราทำข้อมูลออกมาให้ประเทศไทยได้เห็น ใช้คำว่าประเทศไทยนะครับ เพราะลำพังภาษีประชาชนอย่างเดียวก็ไม่พอ เราต้องมีการดูแลรักษาพยาบาล มีการป้องกันประเทศ มีการช่วยเหลือเกษตรกร ภัยธรรมชาติด้วย ประเทศมีหลายโจทย์</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากให้เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนยากจนตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน มีสภาพของโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?</h3>



<p>ผมไปมาแทบทุกจังหวัด โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ถ้าไปดูหอพักคุณครู เราจะสงสารครูจับใจเลยว่านอนอยู่ได้ยังไง หรือเรื่องความปลอดภัย ครูบางคนก็เพิ่งบรรจุเลย แต่พอได้เริ่มคุยกับคุณครู เราจะได้เห็นว่าความเสียสละและจิตวิญญาณของความเป็นครูเป็นยังไง</p>



<p>ถ้าเราไปดูโรงเรียนที่ยากจน เราจะเห็นเลยว่าเขาอยู่ในสภาพอาคารที่ทรุดโทรม อุปกรณ์การเรียนไม่ครบ จำนวนนักเรียนที่ยากจนด้อยโอกาสก็มาก ครูก็อาจจะไม่ครบชั้น ไม่ครบกลุ่มสาระ ครูทำงานตั้งแต่เป็นภารโรง ซ่อมประปา เวรยาม แก้เหาให้เด็ก ทำทุกอย่าง ด้วยความขาดแคลนตรงนี้ โรงเรียนต้องการการช่วยเหลือจริงๆ</p>



<p>เราก็เคยไปถามคุณครูว่าทำทอดผ้าป่า ทำเรื่องการระดมทุนบ้างมั้ย ผอ. ในโรงเรียนเหล่านี้ก็จะบอกว่ามันมีความเหลื่อมล้ำในวงการตรงนี้เหมือนกัน ก็คือเวลาพวกเราจะไปทำทอดกฐินโรงเรียน เราก็จะนึกถึงแต่โรงเรียนเดิมๆ โรงเรียนที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว เพราะว่าไปถึงแล้วก็บริจาคสิ่งของ เสร็จแล้วก็ไปเที่ยวต่อ โรงเรียนเดิมๆ ก็จะได้ ก็ต้องมีการขยายความช่วยเหลือไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce9e92"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200123-Kraiyot-edit1-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณภาพของโรงเรียนในประเทศไทยมีความแตกต่างกันมากพอสมควร เราจะแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากคุณภาพที่แตกต่างกันนี้อย่างไร?</h3>



<p>เราทำวิจัยเรื่องนี้กับทางธนาคารโลกเรื่องของ Fundamental School Quality Level (FSQL) ก็คือโรงเรียนที่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาให้เด็ก ไม่ใช่ดูที่จำนวนของนักเรียนอย่างเดียว คือสูตรการจัดสรรทรัพยากรในปัจจุบัน เราคูณทุกอย่างกับหัวเด็ก ฉะนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์เราทราบว่า จะมีความประหยัดของขนาดถ้าจำนวนถึงจุดหนึ่ง แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ถ้าไม่มีความประหยัดของขนาด เขาจะเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะสูตรการจัดสรรงบประมาณที่ไปผูกกับจำนวนนักเรียน</p>



<p>อย่างโรงเรียนบนดอย โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เป็นความหวังเดียวของหมู่บ้าน เพราะไม่มีโรงเรียนอื่นที่อยู่ใกล้กว่ารัศมี 10-20 กิโลฯ แล้ว เขาจำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่สมบูรณ์ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ เราจะไปใช้สูตรทุกอย่างคูณหัวเด็กไม่ได้ เพราะเขาต้องมีห้องพักครู มีหอพักครู มีห้องน้ำ มีห้องวิทยาศาสตร์ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเรามีสูตรจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้ดูแค่หัวเด็กอย่างเดียว คุณภาพระหว่างโรงเรียนก็จะเสมอภาคมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณลงพื้นที่และได้เจอเด็กยากจนมาหลากหลายกรณี พอจะประมวลได้ไหมว่าอะไรคือดีมานด์แท้จริงที่เด็กๆ ต้องการ? โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าถึงการศึกษา</h3>



<p>ค่าเดินทางครับ ใช้เงินเยอะจริงๆ เอาง่ายๆ ออกจากบ้านต้องมีอย่างน้อย 20-40 บาท สำหรับคนในเมืองอาจจะดูไม่เยอะ แต่ทุกวันนี้เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ 20 บาทก็ไม่รู้จะซื้ออะไรได้ ค่าเดินทางเป็นสิ่งสำคัญ วันไหนไม่มีค่าเดินทางเด็กก็ไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องอยู่บ้าน และหลายพื้นที่ไม่มียานพาหนะ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว</p>



<p>ถ้าดูเรื่องอื่นๆ จะมีเรื่องสุขภาพ เด็กเหล่านี้ป่วยบ่อย เลยทำให้เขาขาดจากการเรียนไปพอสมควร พอขาดความต่อเนื่องกับการเรียนก็ทำให้เขามีแนวโน้มที่จะไม่ได้เห็นตัวเองไปไกลนัก อีกปัจจัยหนึ่งคือ เด็กที่อยู่ในครอบครัวรายได้น้อย เขาไม่เห็นภาพตัวเองเรียนในระดับสูงๆ เขามองไม่ออกว่าจะเรียนให้สูงได้ยังไง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">นอกจากภาพจริงในพื้นที่แล้ว กสศ. มีความก้าวหน้ามากในการสร้างระบบฐานข้อมูลและการเก็บข้อมูล อยากให้เล่าให้ฟังว่าวิธีการเก็บข้อมูลและนำไปพัฒนาเป็นอย่างไร?</h3>



<p>ทุกวันนี้ข้อมูลความยากจนมีหลายมิติมาก เช่น มิติในเชิงกายภาพ อย่างเราให้ครูลงไปเยี่ยมบ้าน เราให้ครูเอาสมาร์ตโฟนไปเช็คอินที่บ้านของเด็กเลย เพื่อเอาพิกัดโรงเรียนกับบ้านเด็กไปทำ mapping ได้ว่าทุกๆ วันเด็กเดินทางจากโรงเรียนมาระยะทางเท่าไหร่ เด็กบางคนเดินทางไปกลับวันละ 60 กิโลฯ ไปเองกลับเองด้วยบางที บางคนขึ้นหลายดอยมาก</p>



<p>แล้วรูปที่ถ่ายมา จะเห็นได้ชัดเรื่องของความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน น้องบางคนบอกเราว่าเป็นมาลาเรียทุกปี เป็นไข้เลือดออกบ่อย เราก็ส่งข้อมูลนี้ให้นายอำเภอ บางจังหวัดพอผู้ว่าราชการเห็นรูปปุ๊บ วันรุ่งขึ้นวิ่งยกเสาเองเลย สร้างให้ใหม่ คือเราเห็นเลยว่าข้อมูลพวกนี้ไปถึงมือคนที่มีภารกิจโดยตรง แล้วเราเชื่อว่าจิตใจมนุษย์ทุกคนถ้าเห็นเด็กเยาวชนที่ยากจน จะหยุดนิ่งไม่ได้ จะพยายามหาทางช่วย</p>



<p>เพราะฉะนั้นข้อมูลที่เราพูดถึงใน กสศ. ไม่ใช่ข้อมูลตารางสถิติแบบที่เราเห็นทั่วไป แต่เราพูดถึงรูปถ่าย พิกัดทางภูมิศาสตร์ ข้อมูลเชิงพฤติกรรม ข้อมูลที่เมื่อก่อนอาจจะดูเหมือนยาก แต่เดี๋ยวนี้วิทยาการงานวิจัยทำให้เราเข้าใจลุ่มลึกมากขึ้น บางทีคุณครูก็บ่นเรานิดนึงว่าเก็บข้อมูลเยอะจัง (หัวเราะ) แต่เราก็เรียนคุณครูว่าข้อมูลเหล่านี้แหละครับที่จะช่วยให้งานของคุณครูยั่งยืน แล้วเราจะดูแลน้องๆ เหล่านี้ไปได้ไกลขึ้น</p>



<p>ถ้าเรารู้แล้วว่ามีเด็กที่น้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นภาวะไม่สมบูรณ์ เราก็จะไปติดต่อกับกระทรวงสาธารณสุขว่าให้ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ทั่วประเทศช่วยดูแลน้องๆ กลุ่มนี้หน่อย กสศ. ช่วยไม่ได้หมดทุกอย่าง แต่ข้อมูลที่ กสศ. มี ส่งไปให้สาธารณสุข เขาก็ช่วยได้ ส่งไปให้มหาดไทยก็ช่วยได้ ข้อมูลทำให้งานเราไม่สิ้นสุด และไม่ใช่ กสศ. ลำพังที่จะทำได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">พอดำเนินการมาแล้วมีความท้าทายอะไรบ้าง? ที่เราพูดถึงกันบ่อยคือการช่วยเหลือลักษณะนี้เป็นการช่วยเหลือแบบเลือกกลุ่มเป้าหมาย (targeting) ทุกวันนี้ ในมิติของ targeting กสศ. ทำได้ดีแค่ไหน?</h3>



<p>ประเทศเรายังเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่ส่วนใหญ่มีงานวิจัยออกมามาก เปรียบเทียบระหว่างการช่วยเหลือแบบถ้วนหน้า (universal) กับ เลือกกลุ่มเป้าหมาย (targeting) งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย MIT ก็ประเมินไว้ค่อนข้างชัด เขาบอกว่าถ้าเราจะช่วยเหลือคนจนให้หลุดออกมาจากความยากจนได้จริงๆ ต้องมีขนาดของการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น ของเราให้คนละ 3,000 บาท เราช่วยได้ 8 แสนคนในปัจจุบัน แต่ถ้าเราจะช่วยสัก 5,000 บาท เราก็ต้องลดจำนวนคนลง หรือถ้าเราจะช่วยทุกคนในประเทศไทยแบบถ้วนหน้าเลย อาจจะเหลือแค่คนละ 300 บาท แต่ถามว่า 300 บาทช่วยเขาได้จริงไหม ถ้าช่วยไม่ได้ก็จะกลายเป็นความสูญเสียของเงินตรงนั้น และของกระบวนการทั้งหมดด้วย</p>



<p>ดังนั้นด้วยโจทย์และงบประมาณที่เราได้จากรัฐบาลมา ทางกรรมการบริหารกองทุนก็ประเมินแล้วว่า targeting น่าจะได้ผลที่ต้องการที่สุด แต่ถ้าโจทย์เปลี่ยน เช่น เราได้เงินเพิ่มมากกว่านี้อีก 10 เท่า 100 เท่า ก็อาจจะเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ปัจจุบันเราก็ยังมีจำกัดอยู่ เราไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการเหมือนประเทศในแถบยุโรปที่เขามีกำลังพอทำได้ ดังนั้นตอนนี้เราเลยทำ targeting</p>



<p>แต่อย่างที่เรียนว่า targeting ก็มีข้อเสียคืออาจจะไม่ครอบคลุม เราก็ออกแบบให้กรรมการสถานศึกษาช่วยกำกับดูแล มีบุคคลที่สามลงไปตรวจสอบดู แล้วก็ปรับปรุงพัฒนารับฟังความเห็นอยู่ตลอดเวลา นี่คือความพยามของเราที่จะสมดุลโจทย์ทรัพยากร และกลไกการทำงาน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ถ้ามองไปในอนาคต กสศ. มองก้าวต่อไปของตัวเองอย่างไรบ้าง? อยากจะทำอะไรบ้างเพื่อเข้าใจปัญหามากขึ้น?</h3>



<p>สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะทำเพิ่มขึ้นในอนาคตคือการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ด้วย Area-Based Education คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างกลไกในพื้นที่เพื่อทำงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย หรือประชาชนในพื้นที่ ตอนนี้เราทำได้อยู่ประมาณ 20 จังหวัด ซึ่งเราก็พยายามทำให้มีความลุ่มลึก ชัดเจนและยั่งยืน เพื่อเป็นแกนให้จังหวัดที่เหลือในประเทศไทยทำงานตรงนี้ได้ เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนอยู่ในพื้นที่ และคนในพื้นที่อยู่ใกล้หน้างานที่สุด</p>



<p>ความรับผิดชอบก็ดีต่อปัญหานะครับ นายกเทศมนตรี นายก อบต. อบจ. ก็ต้องรับผิดชอบกับคนของเขา แล้วคนในพื้นที่ก็รู้โจทย์ทางการศึกษาของตัวเองดีกว่าคนส่วนกลาง เชียงใหม่เขาอาจจะมองภาพอนาคตเมืองเชียงใหม่แบบหนึ่ง นราธิวาสมองอีกแบบ อุบลราชธานีมองอีกแบบ แม้กระทั่งกรุงเทพมหานครเองก็ดี ถ้าคนในพื้นที่เป็นผู้ตั้งโจทย์ความเสมอภาคทางการศึกษา แล้วเรามีกลไกกองทุนกับกลไกในพื้นที่ทำงานกันได้ประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้ความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคตยั่งยืนมากขึ้น และตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นด้วย</p>



<p>อีกโจทย์หนึ่งคือ เราพยายามทำงานวิจัยที่ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่า ตกลงแล้วการแก้ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาที่ยั่งยืน เราไม่หยุดอยู่แค่เรื่องการให้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขแน่นอน เพราะการให้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข แม้เขาจะมาเรียนสม่ำเสมอมากขึ้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความยากจนจะไม่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกต่อไป ทุกวันนี้มีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น หลายๆ ประเทศเอา nudge หรือนโยบายแบบสะกิดมาใช้ คือใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก แต่กว่าจะทำอย่างนั้นได้ต้องเข้าใจคนในพื้นที่จริงๆ ก่อน</p>



<p>เช่น เราจะมี SMS ไปสะกิดพ่อแม่ว่า ลูกมีผลการเรียนที่ดีมากนะ มีอนาคตไกลมากที่จะช่วยแบ่งเบาพ่อแม่ในอนาคต ภาระทางครอบครัวจะดีขึ้น เขาน่าจะส่งเสริมลูก หรือมีวิธีอื่นที่ไม่ใช่การสะกิดคุณพ่อคุณแม่โดยตรง แต่สะกิดไปที่ผู้ใหญ่บ้าน หรือคนรอบตัว พูดง่ายๆ ว่าถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์เหล่านี้มากขึ้น แล้วเปลี่ยน mindset ของเด็กกับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จะเชื่อมั่นได้ว่า แม่พวกเขาจะได้เรียนไม่เกิน ป.6 แต่ถ้าให้ลูกเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย หรือ ปวช. ปวส. ความเหลื่อมล้ำ ความยากจนของเขามีแนวโน้มที่จะหายไป อันนี้เป็นการตบมือ 2 ข้าง พูดง่ายๆ คือ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านอุปสงค์ (demand-side)</p>



<p>เราทราบว่าในประเทศไทยมีงบประมาณการศึกษาถึง 5 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ 5 แสนล้านบาทนั้นเป็นนโยบายฝั่งอุปทาน (supply-side) เช่น เงินเดือนคุณครู การทำให้โรงเรียนทำงานได้ แต่ทรัพยากรที่ไปวางไว้ฝั่ง demand-side ซึ่งช่วยให้เด็กมาโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอยังมีน้อย บางประเทศมีนโยบายที่ดีแต่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ เป็นนโยบายที่อยู่บนฐานความรู้ เราก็อยากทำเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น</p>



<p>รวมถึงการใช้ big data อ่านโจทย์เด็กที่เราทำงานด้านข้อมูล จำนวนปีละประมาณ 2 ล้านคน เราจะสร้างอัลกอริธึมที่จับรูปแบบได้ว่าเส้นทางแบบไหนสั้นที่สุดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรามีข้อมูลที่ดี เราน่าจะทำได้ ก็กำลังคุยเรื่องนี้กับองค์กรระหว่างประเทศและในประเทศอยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-215880"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200123-Kraiyot-edit6.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณคลุกคลีอยู่กับการศึกษาและเห็นภาพปัญหามาตลอด คิดว่าอะไรคือจุดที่การศึกษาไทยก้าวไม่พ้นสักที? เราจะเห็นว่าหลายอย่างในไทยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่การศึกษาของเราเหมือนไม่ดีขึ้นเท่าไหร่?</h3>



<p>อย่างที่ผมเรียนตอนแรกเรื่องกลไกการกระจายอำนาจไปสู่พื้นที่ สถานศึกษาควรได้รับการคิด การทำงานอย่างมีอิสระมากขึ้น คุณครูควรจะมีทรัพยากรที่ดีขึ้นในการคิด ในการแก้ปัญหาของเด็ก รวมไปถึงชุมชนท้องถิ่นด้วย เพราะการศึกษาไม่ใช่โจทย์ที่ภาคการศึกษาเป็นคนแก้ฝ่ายเดียว แต่ภาคเอกชน ท้องถิ่น ภาคประชาชน ก็ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและทำงานร่วมกันมากขึ้น การศึกษาไทยก็จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น</p>



<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีสองปีข้างหน้านี้ จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากเลย ตลาดแรงงานจะมีความท้าทายมาก การเปลี่ยนแปลงของโรงงาน การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ถ้าเรายังจับจุดตรงนี้ไม่ได้ เด็กที่จะลำบากที่สุดก็คือเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน เพราะเขาก็ไม่มีทางเลือกมากเท่าไหร่ มีภูมิคุ้มกันน้อย เพราะฉะนั้นเราควรจะช่วยเขาให้มาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">มีกรณีเด็กที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง หลังจากได้รับทุนบ้างไหม?</h3>



<p>เราเพิ่งทำงานมา 2 ปี อาจจะยังไม่มีกรณีที่โดดเด่นขนาดนั้น แต่อย่างน้อยๆ จำนวนเด็กที่ได้รับเงินสนับสนุนมาเข้าเรียนตามเงื่อนไข สูงประมาณ 98% แต่จริงๆ เข้าเรียน&nbsp; 80% เราก็ยังไม่ค่อยพอใจนะ เขาควรจะมาเรียนให้ใกล้เคียง 100% ได้มากที่สุด เพราะเด็กที่เข้าเรียน 80% ก็ถือว่าขาดเรียนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ยังถือว่าสูงอยู่ แต่อย่างน้อยๆ ก้าวแรกของปีแรกมาได้ประมาณ 80% เราก็ค่อนข้างใจชื้นขึ้น</p>



<p>สิ่งที่เราพยายามดูอยู่ก็คือ ยังไม่มีเด็กหลุดออกไปจากระบบการศึกษา ซึ่งเราก็พยายามทำเกราะป้องกันไม่ให้เด็กนอกระบบการศึกษาของเราเพิ่มขึ้นไปอีก แนวโน้มในประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาจะหมดไปได้ไหม เป็นปัญหาที่เราจะขจัดไปจากประเทศไทยได้แล้วหรือยัง อันนี้ก็เป็นคำถามและความตั้งใจของเรา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อีกปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือรัฐใหญ่โตเกินไป เราจะมั่นใจอย่างไรว่า กสศ. จะไม่เป็นเพียงการทำให้รัฐใหญ่ขึ้นไปอีก? ไม่ทำงานเป็นระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ</h3>



<p>ทุกวันนี้ก็ทำงานกับครูประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ เด็ก 2 ล้านคน โรงเรียน 3 หมื่นโรง เรามีคนไม่ถึง 50 คน แล้วเราใช้เทคโนโลยี ไม่ใช้กระดาษสักใบในการคัดกรองความยากจน เราคุมกำเนิดตัวเองด้วยซ้ำไปครับว่า ไม่อยากมีคนเยอะ แต่ทำงานให้มีข้อมูลเยอะ แล้วเมื่อหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจในการช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้เห็นข้อมูลแล้ว เราก็พยายามเชียร์ให้เขาเอาไปใช้ เอาไปทำ ด้วยทรัพยากรที่เรามีอยู่จำกัด เราเน้นการทำงานชี้เป้า เป็นหน่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่เลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คำถามสุดท้าย เวลาพูดถึงระบบการศึกษาในอุดมคติ คุณมีระบบการศึกษาของประเทศไหนอยู่ในใจ?</h3>



<p>ระบบการศึกษาในแต่ละประเทศล้วนมีข้อดีข้อเสียเหมือนกันหมด หลายๆ คนชอบพูดถึงสิงคโปร์ว่าเป็นระบบการศึกษาในอุดมคติ แต่เขาก็มีขนาดประชากรเท่ากับหนึ่งเมืองของเราเท่านั้น ฟินแลนด์ก็เหมือนกัน คนนิดเดียว แล้วคนแทบจะเหมือนกันหมด ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสังคมเหมือนกันมาก เพราะฉะนั้นเขาก็ไปถึงอุดมคติตรงนั้น</p>



<p>แต่ในขณะเดียวกันเขามีโจทย์ที่แตกต่างกัน ระบบการศึกษาบางระบบ perform ดีมากในการจัดอันดับ แต่อัตราการฆ่าตัวตายของเด็กก็สูง อัตราความเครียดของเด็กก็สูง ใช่ไหมครับ คือถึงเขาจะมีอันดับที่ดีในโลกแต่ก็มีปัญหาที่แลกมาหลายๆ อย่างเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าถามถึงการศึกษาในอุดมคติ อาจจะไม่มีประเทศไหนที่ดีทุกๆ ด้าน แต่เราเรียนรู้จากเขาได้ว่าเอาบางส่วนของเขามา แล้วเอามาปรับให้ตรงกับประเทศไทย</p>



<p>แต่ต้องย้ำอีกทีว่า เวลาเราพูดถึงการศึกษาในอุดมคติ เราอย่าไปดูตอนนี้ ต้องย้อนไปดูเมื่อ 30-40 ปีก่อนตอนที่เขาปฏิรูปตัวเองว่าเขาทำยังไง ประเทศไทยไม่สามารถเรียนรู้แค่ในปัจจุบันของเขา แต่ต้องเรียนรู้ว่าสิงคโปร์ เกาหลีใต้ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ก่อนหน้านี้เขาทำยังไง เราจะต้องเรียนรู้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/equitable-education-fund-interview/">เปลี่ยน ‘เหลื่อมล้ำ’ เป็น ‘เสมอภาค’ : มองปัญหาการศึกษาไทยกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สศช.ระดมนักปฏิรูปประเทศยกร่างแผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 13</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-office-of-the-national-economics-and-social-development-council-13/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2021 11:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สศช.]]></category>
		<category><![CDATA[วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ปัทมาวดี โพชนุกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[นิพนธ์ พัวพงศกร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรเมธี วิมลศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[วรเวศม์ สุวรรณระดา]]></category>
		<category><![CDATA[วันฉัตร สุวรรณกิตติ]]></category>
		<category><![CDATA[จินนา ตันศราวิพุธ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สนิท อักษรแก้ว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41868</guid>

					<description><![CDATA[<p>สศช.ระดมนักปฏิรูปประเทศยกร่างแผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 13 แต่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-office-of-the-national-economics-and-social-development-council-13/">สศช.ระดมนักปฏิรูปประเทศยกร่างแผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 13</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สศช.ระดมนักปฏิรูปประเทศยกร่างแผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 13 แต่งตั้ง รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล&nbsp; บอร์ดกสศ. และ“ดร.ไกรยส ภัทราวาท” รองผู้จัดการกสศ. ร่วมวางหมุดหมายไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา&nbsp; นายสนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ลงนามคำสั่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ 1/2564 &nbsp;เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570 )</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7007a2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล</figcaption></figure></div></div></div>



<p>องค์ประกอบของคณะกรรมการยกร่างแผนฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการยกร่างหมุดหมาย 10 คณะด้วยกัน โดยให้ความสำคัญต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ<strong>ในคณะกรรมการยกร่างหมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทางสังคมเพียงพอ เหมาะสม</strong></p>



<p><strong>ประกอบด้วย นายวรากรณ์ สามโกเศศ&nbsp; เป็นประธาน&nbsp; นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ&nbsp; รองประธานกรรมการ&nbsp; ส่วนกรรมการ ได้แก่ นายไกรยส ภัทราวาท, นายนิพนธ์ พัวพงศกร, นายปรเมธี วิมลศิริ, นางปัทมาวดี โพชนุกูล, นายวรเวศม์ สุวรรณระดา, นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ น.ส.จินนา ตันศราวิพุธ ผอ.กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒน์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f64f10"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>สภาพัฒน์ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่คณะกรรมการยกร่างหมุดหมายทั้ง 10 คณะ ดังนี้&nbsp; 1.จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ตามรูปแบบที่สภาพัฒน์ กำหนด&nbsp; 2.แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการในเรื่องที่คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570 )&nbsp; 3.มอบหมาย รายงานผลการดำเนินให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทราบเป็นระยะ และ 4.ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่สภาพัฒน์มอบหมาย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-office-of-the-national-economics-and-social-development-council-13/">สศช.ระดมนักปฏิรูปประเทศยกร่างแผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 13</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ใช้ค้นหาเด็กนักเรียนยากจน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/02092020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2020 09:57:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ชวน หลีกภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบiSEE]]></category>
		<category><![CDATA[สภา]]></category>
		<category><![CDATA[ส.ส. สว.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20986</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายชวน  หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยภายหลังเป็นประธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/02092020-2/">ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ใช้ค้นหาเด็กนักเรียนยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21000" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE-Banner-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายชวน  หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยภายหลังเป็นประธานเปิดนิทรรศการ “ระบบ isee 2.0 : Edtech เพื่อพัฒนานโยบายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา” ที่อาคารรัฐสภา (ตึกส.ส.) เกียกกาย  เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เรื่องโอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เด็กไทยควรได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของทุกฝ่ายขณะนี้ คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสกว่า 1,800,000 คน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ. รายงานว่าในจำนวนนี้มีนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2562 ถึง300,000 คน เนื่องจากผล กระทบจากโควิด-19 ทำให้รายได้ครัวเรือนลดลงอย่างมาก เด็กๆ เหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กสศ. ได้พัฒนาระบบ iSEE เป็นแหล่งข้อมูลของเด็กและเยาวชนกว่า 4,000,000 คน ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายมองเห็นสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ ระบบ iSEE 2.0 ของ กสศ. จะช่วยทำให้เรามีเครื่องมือล้วงลึกไปถึงเด็กในแต่ละครัวเรือนว่าสภาพเป็นอย่างไร เพื่อการช่วยเหลือจะได้เข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด และยังช่วยให้สภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20993" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ทางกสศ.จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. – 3 ก.ย. เพื่อเชิญชวนท่าน ส.ส. ส.ว. ได้เข้ามาเห็นวิธีการทำงานของกสศ.ซึ่งเราใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ในชื่อว่า “ระบบ iSEE 2.0” หรือ ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ใช้ค้นหาเด็กนักเรียนยากจนว่าอยู่ที่ใดบ้าง มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์จำแนกข้อมูลภาพรวม ทั้งระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล นอกจากนี้ ระบบ iSEE 2.0 ยังเป็นเครื่องมือที่จะตามดูงบประมาณที่กสศ. จัดส่งเข้าไปช่วยเหลือว่าถึงปลายทางจริงหรือไม่ และติดตามการมาเรียนของเด็กอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลการเรียน สุขภาพอนามัย ได้รับการพัฒนาหรือไม่</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20994" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE3.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ชวนเปิดระบบ-iSEE3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปัจจุบันมีฐานข้อมูลของเด็กทั้งประเทศ ประมาณ 2 ล้านคนที่เป็นกลุ่มนักเรียนยากจน และ50% มีความยากจนพิเศษ คือ ยากจนมากกว่าปกติ โดยตัวเลขเด็กยากจนปี2563 สูงถึง1ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี2562 จำนวน 3 แสนคน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าเกิดจากสถานการณ์โควิด-19  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างๆยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มีเด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุสำคัญคือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 90% เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการไม่มีสัญชาติ ปัญหาด้านกฎหมาย ทั้งนี้มีนักเรียน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียน 95% และกลุ่มนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 5% ซึ่งถ้าไม่มีการดูแลป้องกัน กลุ่มนักเรียน 95% จะทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ ” นายสุภกร กล่าว</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/02092020-2/">ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ใช้ค้นหาเด็กนักเรียนยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.จับมือ เทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ “นครแห่งการเรียนรู้”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/09082020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Aug 2020 07:07:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนเรศวร]]></category>
		<category><![CDATA[ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=19918</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ ร่วมกับเทศบาล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/09082020-2/">กสศ.จับมือ เทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ “นครแห่งการเรียนรู้”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19921" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail_1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail_1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail_1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail_1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail_1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> (กสศ.)​ ร่วมกับเทศบาลนครภูเก็ต  จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ </span><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เทศบาลนครภูเก็ตสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Phuket Learning City)  เพื่อจัดทำแผนการศึกษาและทบทวนการจัดทำ Blueprint ด้านการศึกษา เทศบาลนครภูเก็ต ณ โรงแรมบูกิตตา โฮเทล แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต โดยมีภาคส่วนต่างๆ ในสังคมร่วมกันกำหนด </span><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">พิมพ์เขียว</span><span style="font-weight: 400;">”</span><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา</strong> นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต  กล่าวว่า   ​ กลไกการวางแผนพัฒนาการศึกษา หรือ บลูพรินท์ มีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1 โอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดจากระบบการศึกษาเพราะเชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นบันไดขั้นพื้นฐานทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี ​ สอดรับวิสัยทัศน์นครภูเก็ตต้องเป็นเมืองน่าอยู่ สร้างสรรค์ ยั่งยืน  2. คุณภาพด้านการศึกษา  ถ้าผู้บริหารรู้จักนำข้อมูลมาวิเคราะห์ก็จะช่วยให้สามารถลงไปดูแลเด็กแต่ละกลุ่มได้อย่างดี และ 3 ประสิทธิภาพทางการศึกษา  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้  ความสำเร็จการศึกษาของเทศบาลนครภูเก็ต อยู่ที่ความร่วมมือของเครือข่ายที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทำงานขับเคลื่อนไปด้วยกัน ที่ผ่านเทศบาลนครภูเก็ตได้ร่วมกับ กสศ. และคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร นำระบบสารสนเทศ Q-info มาเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตมาตั้งแต่ปี 2559   เพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างโอกาสและเข้าถึงการศึกษาได้ทุกช่วงวัยรวมทั้งแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงทั้งในระบบและนอกระบบ</span></p>
<p><strong>“ก้าวต่อไป เราจะต้องเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ Learning City  ซึ่ง​เมืองภูเก็ตเป็นของท่านทุกคน ไม่ใช่ตัวดิฉัน​ไม่ใช่ของเทศบาล แต่เป็นเมืองที่เรารักต้องเป็นเมืองเขาเราทุกคน และจะต้องอยู่คู่กับลูกหลานต่อไป ​พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ให้ลูกหลานของเราได้รู้สึก​ภูมิใจ โชคดีที่เกิดมาเป็นคนภูเก็ต ​และร่วมกันปกป้องและเป็นหนึ่งพลังสร้างเมืองขับเคลื่อนเมืองให้เป็นเมืองแห่งโอกาส เมืองแห่งความเท่าเทียม ​”</strong><span style="font-weight: 400;"> นายกเทศมนตรีภูเก็ต กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_19923" aria-describedby="caption-attachment-19923" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-19923 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b_0.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b_0.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b_0-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b_0-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b_0-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-19923" class="wp-caption-text">สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>  รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​  กล่าวว่า ต้องขอยินดีกับภูเก็ตที่ได้เข้ารอบสุดท้ายของการจัดทำเมืองแห่งการเรียนรู้  โดยการใช้พิมพ์เขียวในการกำหนดเป้าหมายเป็นในหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้​  ซึ่งทางเทศบาลนครภูก็ต มีความพร้อมในการเป็นนครแห่งการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ที่จะร่วมกันตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ปี 2020 จะเดินไปทางไหน โดยมี Q-info เป็นเครื่องทุ่นแรงทั้งการเก็บข้อมูล การทำ Data visualization  ให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ง่าย รวมทั้งต้องดึงการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคมทั้ง ภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ ประชาสังคม​เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ การจะเดินหน้าไปสู่การเป็นแห่งการเรียนรู้มีคุณลักษณะ 6 ประการ คือ  1. การเรียนรู้ ทุกช่วงวัย 2. การเรียนรู้ ในครอบครัวและชุมชม 3. การเรียนรู้ระหว่างการทำงาน 4. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้  5.พัฒนาคุณภาพในการเรียนรู้ และ 6. ส่งเสริมค่านิยมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ​หากพิจารณาไปยังเมือง ESPOO ที่ UNESCO ยกให้เมืองเมืองแห่งการเรียนรู้ มาจาก 3 ปัจจัย คือ 1. เขาคิดว่าปัญหาใหม่ ๆ ในโลกต้องการวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหา คนในเมืองต้องพร้อมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แก้ปัญหาเมือง  2 . มีการทำงานร่วมกันหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ บูรณาการจนบรรลุผลสำเร็จ  และ  3. การเรียนรู้คือความสุข เยาวชนที่ค้นพบความสุขคือชีวิตการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19924" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a_1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a_1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a_1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a_1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a_1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า</strong>  อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  กล่าวว่า  ข้อมูลจาก ระบบ Q-info จะมีข้อมูลละเอียดต่างๆเกี่ยวกับเด็กซึ่งนำไปใช้การวางแผนการพัฒนาเพื่อเดินหน้าไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งมิติของโอกาสทางการศึกษา เช่น  ข้อมูลพื้นฐานของเด็ก อัตราการเรียนต่อ การโยกย้ายถิ่น สุขภาพ  ในมิติของคุณภาพการศึกษา เช่น คะแนน O-NET ป.6 ม. 3 ซึ่งพบว่าค่าเฉลี่ยเทศบาลสูงขึ้นทุกวิชา ​และในมิติของประสิทธิภาพ เช่น ข้อมูลครูต่อนักเรียนซึ่งพบว่าในภูเก็ตมีอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/09082020-2/">กสศ.จับมือ เทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ “นครแห่งการเรียนรู้”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/30072020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2020 17:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เรืองโรจน์ พูนผล]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทดี]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18964</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30072020-2/">เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18966" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดแถลงข่าวเปิดตัวระบบ<strong> “iSEE 2.0 นวัตกรรมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา”</strong> พร้อมจัดเวทีเสวนา<strong> “EdTech และการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล (Data Activism) กรณีศึกษาระบบ iSEE กับการระดมความร่วมมือเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา”</strong></p>
<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : iSEE) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG Data) รายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคน</p>
<p>โดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงงาน และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ทำนโยบาย <strong>“มองเห็น”</strong> สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงาน ภาคีต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ระบบ <strong>iSEE</strong> นับเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษา ที่จะช่วยยกระดับการค้นหา คัดกรองเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด โดยจะสำรวจตั้งแต่ระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน จนถึงรายบุคคล ทำให้ติดตามสถานการณ์การศึกษา อัตราการมาเรียน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในอนาคต ฯลฯ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือได้เข้าถึงตัวเด็กอย่างทันท่วงที</p>
<p><figure id="attachment_18968" aria-describedby="caption-attachment-18968" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18968 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18968" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><strong>“จุดเด่นของระบบ iSEE คือ การแสดงข้อมูลสุขภาวะและทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชน ข้อมูลสถานะครัวเรือนและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ข้อมูลการเดินทางระหว่างไปโรงเรียน ข้อมูลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของโรงเรียน และจากการประมวลผลข้อมูลพบปี 2562 มีนักเรียนในระบบการศึกษาหายไปครึ่งหนึ่งหลังจบ ม.3 ยังพบว่า 3 จังหวัด ได้แก่ ตาก กรุงเทพ แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากที่สุด</strong>” รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว</p>
<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า กสศ.ต้องการจัดทำระบบ iSEE ให้เป็น user- centered data Visualization Tools หรือนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่ง่ายและสอดคล้องกับการใช้จริงของภาคีเครือข่าย ในการทำให้สังคมไทยมองเห็นเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่าน 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) มีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลในหลายกระทรวง 2) Virtual Live ข้อมูล ให้เป็น user center design มีการทำกราฟ/ตารางที่ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อนำไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างง่าย 3) ปฏิรูปกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น การระดมทุน หรือ การจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่สามารถมองเห็นเด็กหรือโรงเรียนได้ชัดมากที่สุด</p>
<p>4) ขับเคลื่อนทรัพยากรและเครือข่ายในสังคมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 5) สนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นนักวิจัย start up ผู้ประกอบการทางสังคม และสื่อมวลชน ให้มีพลังในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมมากขึ้น ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ระบบ <strong>iSEE</strong> ยังมีระบบการตอบกลับที่เป็นวงจร สามารถนำข้อมูลกลับมารายงานได้ว่ามีจำนวนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กที่จบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วกี่คน</p>
<p>&#8220;กสศ. หวังว่าระบบ<strong> iSEE</strong> จะมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้ฐานข้อมูลของเราอย่างต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน เพื่อให้กรอบการทำงานระยะยาวของ กสศ. ที่มองว่า Data เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต&#8221; <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</p>
<p><figure id="attachment_18970" aria-describedby="caption-attachment-18970" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18970 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18970" class="wp-caption-text">iSEE 2.0 สามารถค้นหาพื้นที่ยากจนพิเศษได้อย่างเจาะลึก</figcaption></figure></p>
<p><strong>นายเรืองโรจน์ พูนผล</strong> หรือ <strong>“กระทิง&#8221;</strong> ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ในฐานะมือปั้น Startup มือหนึ่งของไทย กล่าวถึง ed tech และการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล ว่า จากการที่ตัวเองทำงานด้านสตาร์ทอัพ มาหลายปี และตอนนี้มีสตาร์ทอัพที่ลงทุนอยู่ด้วย 78 ราย และในฐานะผู้ปั้นสตาร์ทอัพในประเทศไทย ทำให้รู้ว่า ฐานข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแจ้งเกิดสตาร์ทอัพอย่างมาก และระบบisee 2.0 ของกสศ.ทำให้เราทราบว่า จะต้องพัฒนาระบบ ที่สตาร์ทอัพ สามารถนำไปใช้ได้ และแก้ปัญหาได้ตรงจุด</p>
<p>ทั้งนี้ อยากชวน สตาร์ทอัพ มาใช้ข้อมูล <strong>iSEE2.o</strong> เพื่อจะได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้ช่วยเหลือสังคม และช่วยเหลือสตาร์ทอัพให้วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ที่ผ่านมาสตาร์ทอัพมองเห็นปัญหา แต่ไม่สามารถใส่ข้อมูลลงไปได้ พอได้ทำงานกับ กสศ. มาระยะหนึ่งทำให้ทราบว่า จะใส่ข้อมูลอะไรลงไป</p>
<p><strong>นายเรืองโรจน์</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด –19 <span style="font-weight: 400;">ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน และการไม่ได้รับการศึกษาย่อมส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยจากแมคเคนซียังชี้ให้เห็นว่าการกระทบต่อจีดีพีสหรัฐไปแล้ว   ขณะที่มีเด็กถึง 4 ล้านคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ Old normal ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Distrup) ยิ่งทำให้เราไม่มีข้อมูลในการเข้าไปช่วยเหลือ</span></p>
<p><figure id="attachment_18978" aria-describedby="caption-attachment-18978" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18978 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18978" class="wp-caption-text">เรืองโรจน์ พูนผล หรือ “กระทิง&#8221; ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)</figcaption></figure></p>
<p>“สตาร์ทอัพหลายภาคส่วนถามหาข้อมูลอยู่ไหน ซึ่งการที่ กสศ.สร้างระบบ <strong>iSEE</strong> ขึ้นมาเหมือนมอบพลังอำนาจแห่งเทคโนโลยีมาให้ ในเมื่อเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยพลังอำนาจของข้อมูล  จึงอยากเชิญชวนทุกคน เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้  โดยร่วมกันเปลี่ยนแปลงเด็ก 4 ล้านกว่าคน เพื่อให้ประเทศไทยไปอยู่ข้างหน้าได้โดยเข้าไปใช้ระบบ <strong>iSEE</strong>” นายเรืองโรจน์ กล่าว</p>
<p>นายเรืองโรจน์ กล่าวว่า ระบบ <strong>iSEE</strong> ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีชีวิต หากผู้สนใจอยากได้ฟีเจอร์อะไรเพิ่มเติม ก็สามารถเข้ามาร่วมพัฒนากับกสศ.ได้</p>
<p>&#8220;ผมขอการันตีได้เลย ผมลงทุนสตาร์ทอัพ 79 บริษัท แต่กสศ. สร้างระบบนี้ได้เร็วกว่าบางบริษัทด้วยซ้ำ ดังนั้น มาช่วยกันได้ แค่คุณคลิก แชร์ ดาต้านี้นำไปบอกเล่า สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในแบบของคุณได้แล้ว&#8221; นายเรืองโรจน์ กล่าว</p>
<p><strong>นายพริษฐ์ วัชรสินธุ</strong> หรือ <strong>&#8220;ไอติม”</strong> ผู้ก่อตั้ง startdee เน็ตฟลิกซ์แห่งวงการการศึกษาไทย กล่าวว่า สตาร์ทดีต้องขอบคุณ กสศ. เพราะ หลายเรื่องต้องตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลของ กสศ. ทั้งสตาร์ทดีและกสศ. มีเป้าหมายต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัจจุบันเด็กไทยเจอความเหลื่อมล้ำสองตลบ ตลบที่หนึ่งเป็นคุณภาพการเรียนการสอนในแต่ละโรงเรียน ไม่เท่ากันระหว่างหัวเมืองกับชนบท และตลบที่สองคือ ช่องทางการเรียนนอกห้องเรียน ก็ถูกปิดกั้นด้วยวัฒนธรรมการเรียนพิเศษที่ราคาค่อนข้างสูง สิ่งที่เล็งเห็นคือสัดส่วนเด็กไทยที่เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่สูงมาก</p>
<p><figure id="attachment_18977" aria-describedby="caption-attachment-18977" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18977 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18977" class="wp-caption-text">พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้ง startdee</figcaption></figure></p>
<p><strong>นายพริษฐ์</strong> กล่าวว่า การใช้งานในส่วนของระบบ <strong>iSEE</strong> ส่วนแรกมาจากความสงสัยส่วนตัวต้องการตรวจสอบตัวเอง อยากรู้ว่าเด็กที่เข้าถึงแอปพลิเคชั่นของสตาร์ดี เป็นเด็กยากจนมากน้อยแค่ไหน เราจึงเอาข้อมูลโรงเรียนของนักเรียนที่มาใช้แอปพลิเคชั่นไปจับคู่กับข้อมูลใน<strong> iSEE</strong> ดูว่าโรงเรียนนี้มีสัดส่วนเด็กยากจนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งพบว่ามีโรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กยากจน 80-100% ซึ่งเมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายของเราแล้วก็ทำให้เราสามารถออกแบบการเรียนรู้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายเพราะเรารู้ว่าเรากำลังช่วยเหลือใครอยู่ ทำให้สามารถต่อยอดได้เพราะมีเอกชนหลายแห่งพร้อมสนับสนุน เรื่องการศึกษา เรานำข้อมูล กสศ.มาเทียบว่าเด็กคนไหนมีกำลังจ่าย มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีฐานะดีอยู่แล้ว ทุนการศึกษาจะให้คนอื่น ซึ่งเรานำทุกโรงเรียนที่อยู่ในระบบมากางและเทียบสัดส่วนเด็กยากจนจากมากไปน้อย</p>
<p>“โดยเราเห็นว่าจังหวะก้าวการทำงานของ กสศ. เร็วกว่าการทำงานของภาครัฐที่เราคุ้นเคย การช่วยลดความเสมอภาคไม่จำเป็นต้องให้สิ่งเดียวกับทุกคน แต่สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดกับทุกคน ซึ่งเครื่องมืออย่างiSEE ช่วยสตาร์ทอัพอย่างสตาร์ทดีให้ไปสู่เป้าหมายจุดนั้นได้” นายพริษฐ์ กล่าว</p>
<p>ด้าน <strong>น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว 3 มิติ กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานข่าวที่ผ่านมาได้เจอปัญหาของเด็ก และโรงเรียนที่ยากจน จึงนำเสนอเรื่องราวต่างๆให้คนทั่วไปได้รับรู้ แต่พอมีคนมาถามว่า จะไปบริจาคให้เด็กยากจนที่ไหนได้บ้าง เราก็บอกได้ไม่หมด บอกได้แค่ที่ไปเจอ แต่พอมีฐานข้อมูล <strong>iSEE 2.0</strong> ทำให้เราทราบว่า จริงๆแล้ว มีเด็กยากจน และต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก และคนเหล่านั้น ต้องการให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ เข้าไปให้การช่วยเหลือ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30072020-2/">เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/03072020-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 06:59:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มติครม.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์ เรืองเลิศปัญญากุล]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์  ศัลยกำธร]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริเดช สุชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศักรินทร์ ภูมิรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรน่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17862</guid>

					<description><![CDATA[<p>การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดยการประชุมคณะรัฐมนตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17874" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดย</span><span style="font-weight: 400;">การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. ) เมื่อวันที่ </span><span style="font-weight: 400;">30 </span><span style="font-weight: 400;">มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 13 คณะ  ประกอบด้วย การแต่งตั้งแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ และแต่งตั้งขึ้นใหม่ 2 คณะ  </span></p>
<p>กล่าวสำหรับ <strong>“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</strong>ชุดใหม่ มาทำความรู้จักกัน เริ่มต้นจาก <b>นายวรากรณ์   สามโกเศศ </b>เป็นประธานกรรมการ  ปัจจุบันนายวรากรณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะที่ปรึกษาด้าน<span style="font-weight: 400;">ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรน่า </span>อีกด้วย</p>
<p>สำหรับ คณะกรรมการล้วนเป็นบุคลากรแวดวงการศึกษาชั้นนำ เพื่อผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นผลสำเร็จ<span style="font-weight: 400;">  ได้แก่  <strong>นายศักรินทร์ ภูมิรัตน์</strong> </span><span style="font-weight: 400;"> ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยา</span><span style="font-weight: 400;">ศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์</span><span style="font-weight: 400;">  <strong>นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ </strong> </span><span style="font-weight: 400;">นายกสภาวิศวกร กรรมการในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ </strong><span style="font-weight: 400;">ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)</span><span style="font-weight: 400;"> และ</span> <span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย</span><span style="font-weight: 400;">ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนิสิตเรียนดีแต่ยากจนในโครงการเพชรในตม  <strong>นาย</strong></span><strong>ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์</strong> <span style="font-weight: 400;">ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)</span><span style="font-weight: 400;">  </span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นายศิริเดช สุชีวะ </strong><span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   <strong>นาย</strong></span><strong>สมภพ  มานะรังสรรค์ </strong><span style="font-weight: 400;">อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์</span> <span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์</span><span style="font-weight: 400;">มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </span><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  เรืองเลิศปัญญากุล</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร </strong>หรือที่รู้จักกันในนาม <strong>&#8220;อาจารย์ยักษ์&#8221; </strong> </span><span style="font-weight: 400;">อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง</span><span style="font-weight: 400;">เกษตรและสหกรณ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ</span><span style="font-weight: 400;">  อดีตประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายไกรยส  ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกสศ.  นักการศึกษารุ่นใหม่เคยเป็นกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาร่วมผลักดันกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  <strong>นางสาวกานดา  ชูเชิด </strong> ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17882" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg" alt="" width="855" height="719" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-300x252.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-768x646.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-750x631.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้  แต่งตั้ง</span><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ชุดใหม่ รวม 14 คน โดยมี นายนิธิ มหานนท์ เป็นประธานกรรมการ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ ได้แก่  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง รวม 13 คน โดยมี นายปกรณ์ ปรียากร เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รวม 15 คน โดยมี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รวม 14 คน โดยมี นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม รวม 15 คน โดยมี นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ รวม 15 คน โดยมี นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวม 15 คน โดยมี นายรอยล จิตรดอน เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุข รวม 15 คน โดยมี นายอุดม คชินทร เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 15 คน โดยมี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม รวม 14 คน โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ   ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน รวม 15 คน โดยมี นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวม 14 คน โดยมี นายภักดี โพธิศิริ เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
