<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไกรยศ ภัทราวาท | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%a8-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Jun 2021 07:56:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.14</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ไกรยศ ภัทราวาท | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=economics-nobel-seminar-part-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 07:22:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[RCT]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลองแบบสุ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยศ ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41653</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษานับเป็นประเด็นสำคัญที่นักวิชาการทั่วโลกให้ความสนใจ เช่นเดียวกับสามนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด ที่พยายามใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลองมามาประยุกต์เข้ากับแนวทางของเศรษฐศาสตร์พัฒนา เพื่อแก้ปํญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ</p>



<p>ข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก ชี้ว่าปัจจุบันยังมีเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คน ยังไม่นับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคน ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>



<p>จุดที่น่าสนใจคือ การประกาศรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีล่าสุด นอกจากจะช่วยจุดกระแสให้สังคมให้หันมาสนใจการปัญหาความยากจนกันอย่างจริงจังแล้ว หลายภาคส่วนยังพยายามนำองค์ความรู้มาต่อยอด เพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในขอบเขตที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่</p>



<p>เช่นเดียวกับ&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</a>&nbsp;ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ตามพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู</p>



<p>ในวาระของการประกาศรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2019 กสศ. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกันจัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง&nbsp;<a href="https://web.facebook.com/EEFthailand/videos/450016678959806/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย’</a>&nbsp;ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มาออกแบบนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และการศึกษา</p>



<p>ในส่วนของภาพรวมการใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความเหลื่อมล้ำ รวมถึงกลไกในการออกแบบนโยบาย 101 ได้สรุปประเด็นสำคัญๆ เอาไว้ใน<a href="https://www.the101.world/economics-nobel-seminar-part-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">รายงานตอนที่แล้ว</a>&nbsp;สำหรับรายงานชิ้นนี้ เราจะนำเสนอมุมมองจากฝั่งนักวิชาการที่ทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษา ว่าด้วยการใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลองที่เรียกว่า Randomized Controlled Trials (RCTs) หรือการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากกรณีตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70019a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/veerachat-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-46b8d518 gb-headline-text">เริ่มจากการหา insight&nbsp;ในห้องเรียน – วีระชาติ กิเลนทอง</h3>



<p>“สิ่งที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในการพัฒนาการศึกษา คือครูสอนอะไรเด็ก และสอนอย่างไร มันไม่ใช่เพียงตำราเล่มหนึ่ง แต่อยู่ที่ว่าเราส่งผ่านความรู้จากตำรานั้นไปถึงตัวเด็กอย่างไร” คือมุมมองต่อการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยจาก&nbsp;<strong>ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>



<p>เขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวมาทำงานวิจัยและขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีมานี้ ผ่านโครงการที่เขาเป็นผู้ริเริ่มอย่าง RIECE Thailand รวมถึงการร่วมมือกับ กสศ. ใน<a href="https://www.pier.or.th/wp-content/uploads/2019/10/workshop1Nov2019_Weerachart.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;โครงการวิจัยพัฒนาเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน</a></p>



<p>ดร.วีระชาติเล่าว่า จากประสบการณ์ 4-5 ปีที่ผ่านมาที่ได้เข้ามาทำเรื่องการศึกษา ทำให้มุมมองที่มีต่อปัญหาการศึกษาเปลี่ยนไปพอสมควร “จากเดิมที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับระเบียบโครงสร้างต่างๆ ผมพบว่าความจริงแล้วปัญหามันอยู่ที่ระดับรากหญ้า ก็คือในห้องเรียน ซึ่งเป็นสเกลที่เล็กที่สุด เราแทบไม่รู้เลยว่าในห้องเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง นั่นคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น เราตาบอดมาตลอด”</p>



<p>ดร.วีระชาติ กล่าวอย่างติดตลกว่า แม้กระทั่งเอสเธอร์ ดูโฟล นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด ก็ยังไม่ค่อยได้ทำเรื่องนี้ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กสศ. เริ่มทำแล้ว</p>



<p>“สิ่งที่ กสศ. ทำ ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยนิดหน่อย คือการพยายามเปลี่ยนวิธีการสอนของครู ซึ่งยากมาก ไม่เหมือนการเปลี่ยนขนาดห้องเรียน สร้างอาคาร หรือจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนต่างๆ สิ่งที่เราสนใจคือกระบวนการ คือเครื่องมือต่างๆ ที่เราใส่ไปให้ครู โดยใช้การทดลองสุ่มหรือ RCTs สุ่มตัวอย่างแล้วเปรียบเทียบว่า กลุ่มที่ได้รับเครื่องมือที่เราออกแบบให้นั้นเป็นอย่างไร กลุ่มที่ไม่ได้รับเป็นอย่างไร ผลต่างกันแค่ไหน”</p>



<p>อย่างไรก็ดี ดร.วีระชาติชี้ว่า ข้อจำกัดอย่างหนึ่งจากการทำโครงการนี้ คือข้อจำกัดเรื่องข้อมูล เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก ซึ่งสัมพันธ์กับงบประมาณ โดยในระยะแรกนั้นมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 33 โรงเรียน ทำให้ยังไม่เห็นผลเปรียบเทียบที่ชัดเจนนัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการขยายโครงการให้ใหญ่ขึ้นเป็น 111 โรงเรียน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานด้านการศึกษา แต่ก็พบข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งว่า แต่ละหน่วยงานมักพุ่งเป้าไปที่ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายตั้งต้นของการวิจัย</p>



<p>“ทัศนคติที่เราต้องเปลี่ยนให้ได้คือ การทำเพื่อหวังผล ทุกคนต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรม แต่เราทำเพื่ออยากรู้ insight เมื่อรู้แล้วจะได้ขยับไปข้างหน้า เพื่อออกแบบสิ่งที่ดีขึ้นในอนาคต ทุกคนต้องยอมรับว่าเราอยากเรียนรู้มากขึ้น อยากเข้าใจปัญหามากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้องการความสำเร็จ แน่นอนว่าความสำเร็จก็สำคัญ แต่ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากการทดลองครั้งนี้ แต่เกิดจาก insight ที่ได้จากการทดลองครั้งนี้ต่างหาก”</p>



<p>จากการมีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 ที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ ดร.วีระชาติได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ 3 ประการด้วยกัน</p>



<p>ประการแรก คือการที่แต่ละหน่วยงานตระหนักว่า การสุ่มเป็นส่วนที่สำคัญมากสำหรับการทดลองสุ่ม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจและให้อิสระกับนักวิจัยในการสุ่ม ต้องพร้อมที่จะยอมรับถึงโอกาสที่อาจจะไม่เห็นผลกระทบ (impact) ด้วย</p>



<p>ประการที่สอง ในส่วนของนักวิจัย ดร.วีระชาติชี้ว่า เพื่อให้สามารถได้องค์ความรู้ที่เพียงพอต่อการออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ นักวิจัยควรจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระดับคุณภาพของการนำไปใช้ (adoption quality) เพราะบางครั้งหลักสูตรหรือวิธีการอาจจะมีคุณภาพจริง แต่ครูไม่ได้นำไปใช้อย่างจริงจัง ก็อาจทำให้ผลการวิเคราะห์ไม่มีนัยสำคัญได้</p>



<p>ประการสุดท้าย คือการทดลองแบบสุ่ม จำเป็นต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก และมักจะสามารถตอบโจทย์ได้เพียงบางอย่างเท่านั้น งานวิจัยที่ใช้แบบจำลองที่มีโครงสร้าง (structual model) ยังมีความจำเป็นและมีประโยชน์ในการออกแบบนโยบาย</p>



<p>“ถ้าเรา randomised ได้ แล้วเรามีการเก็บข้อมูลที่ดี เราจะเข้าใจได้มากกว่าแค่ผลของ impact ที่เราทำ เราจะได้เข้าใจอะไรที่เป็นเชิงลึกมากขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ทัศนคติของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าทุกคนเข้าใจว่าไม่มีใครที่อยากเห็นความล้มเหลว แต่ต้องการเรียนรู้ มากกว่าที่จะยึดติดหรือเข้มงวดกับอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย” ดร.วีระชาติกล่าว พร้อมทิ้งท้ายเกี่ยวกับการใช้ RCTs และการมอบรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า</p>



<p>“สำหรับผม การทำ RCTs แล้วเอาค่าเฉลี่ยมาเทียบกัน เป็นแค่การวัดผลระยะสั้น เมื่อต้องการเข้าใจอะไรบางอย่างแบบเร็วๆ แต่สุดท้ายถ้าเราอยากเข้าใจอะไรมากขึ้น และหวังผลระยะยาว เราต้องเข้าใจโครงสร้างมากขึ้น เข้าใจ conceptual framework ที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีที่จะเข้าใจได้ เราคงต้องมี conceptual เป็นตัวกำหนด แล้วใช้ข้อมูลและการทดลองเข้ามาประกอบ การทดลองจะทำให้กระประมาณค่าหรือการออกแบบแบบจำลองต่างๆ ดีขึ้น ชัดขึ้น และแม่นยำขึ้น</p>



<p>“ถ้าจะทำ RCTs ให้ประสบความสำเร็จในประเทศ เราต้องเปลี่ยนทัศนคติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน อีกข้อที่อยากเสนอคือ RCTs ไม่ใช่วิธีเดียวในการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์โนเบลปีล่าสุดทั้งสามคน ก็ไม่ใช่คนแรกที่ได้รางวัลโนเบลการแก้ปัญหาความยากจน โนเบลเศรษฐศาสตร์สนใจความยากจนมาโดยตลอด สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำมาตลอด เพียงแต่ว่าวิธีการมันต่างกัน ยุคสมัยต่างกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c24af3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/pumsaran.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-da08b89f gb-headline-text">ข้อจำกัดของ RCTs กับกรณีตัวอย่างในต่างประเทศ – ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</h3>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong>&nbsp;นักการศึกษาจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงปัญหาการศึกษาไทยว่า เป็นปัญหาที่ที่ซับซ้อนและพัวพันกันหลายชั้น</p>



<p>“บางคนบอกว่าต้องแก้ที่หลักสูตร บางคนก็บอกต้องแก้ที่คุณภาพครู บางคนก็บอกต้องแก้เรื่องทรัพยากรที่จัดสรรให้โรงเรียน มีแนวคิดเยอะมากที่บอกว่าต้องทำแบบไหนให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกปัจจัยล้วนมีผลหมด”</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.ภูมิศรัณย์ได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในหลายๆ ประเทศ หนึ่งในนั้นคือผลงานขององค์กรที่ชื่อว่า ‘Pratham’ กลุ่มเอ็นจีโอในประเทศอินเดีย ซึ่งทำการอบรมครูผู้สอนและอาสาสมัครในชุมชน เพื่อให้ไปสอนนักเรียนในกลุ่มที่ยากจนและล้าหลังในการเรียนโดยเฉพาะ ปรากฏว่าได้ผลกระทบเชิงบวกที่สูงมาก มีการนำไปขยายผลต่อในหลายประเทศ อาทิ กาน่า และแซมเบีย</p>



<p>“วิธีการที่เขาทำคือใช้ระบบอาสาสมัครในชุมชน โดยมุ่งไปที่คนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบศึกษา เอามาอบรมในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้ไปช่วยติวเด็กกลุ่มนี้ช่วงเลิกเรียน หรือช่วงเสาร์-อาทิตย์ โดยงานวิจัยของ J-PAL พบว่าโปรแกรมนี้สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้กับเด็กอินเดียราวห้าแสนคน และต่อมาก็กลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำโมเดลนี้ไปปรับใช้ เช่นในกาน่าและแซมเบีย”</p>



<p>อีกกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้การทดลองเพื่อช่วยเหลือด้านข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ให้แก่เด็กนักเรียนที่ยากจนแต่เรียนดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสี ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพดี พบว่าเป็นวิธีการที่ทดลองแล้วได้ผล ทำให้เด็กยากจนสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้มากขึ้น</p>



<p>การทดลองดังกล่าวเริ่มจากสองนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาชาวอเมริกา แคลโรไลน์ ฮอกซ์บี้และ ซาราห์ เทินเนอร์ ซึ่งทำเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอเมริกา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเยาวชนในกลุ่มคนผิวสีและชนชั้นแรงงาน จึงไม่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเท่าใดนัก</p>



<p>“วิธีการที่เขาใช้คือการทดลองส่งใบสมัคร พร้อมแพคเกจในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เข้าใจง่าย ให้กับเด็กกลุ่มที่ยากจนแต่เรียนดี เป้าหมายคือทำให้คนกลุ่มนี้เห็นโอกาสหรือช่องทางในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ ผลปรากฏว่าเด็กราวๆ 46% จากกลุ่มทดลอง มีแนวโน้มที่จะส่งสมัครเข้าไปในมหาวิทยาลัยดังๆ ในสหรัฐฯ”</p>



<p>ดร.ภูมิศรัณย์เสริมว่า การทดลองดังกล่าวเป็นการนำเอา RCTs มาปรับใช้กับปัญหาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขยายผลออกไปในระดับทั่วประเทศ กลับไม่พบผลกระทบเชิงบวกที่เด่นชัด จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักว่า บางครั้งการทดลองที่ได้ผล อาจนำไปปฏิบัติไม่ได้ผลอย่างที่คิดก็ได้ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ RCTs กับปัญหาด้านการศึกษา ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร</p>



<p>“หลายๆ ประเทศได้นำเอาวิธีการ RCTs มาใช้ แต่ก็อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากปัญหาการศึกษามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัจจัยจากตัวนักเรียน โรงเรียน ครูผู้สอน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในครอบครัว ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าการทำการทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ภูมิศรัณย์ยังชี้ให้เห็นตัวอย่างของแนวทางการพัฒนา Growth Mindset ให้กับนักเรียนด้อยโอกาสที่ในสหรัฐอเมริกา โดยใช้การอบรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ พบว่าเป็นแนวทางที่ได้ผล นักเรียนมีทักษะดีขึ้น ทำคะแนนได้ดีขึ้น สามารถปรับตัวได้ในช่วงสั้นๆ โดยใช้ต้นทุนไม่สูงนัก โดยโครงการนี้เริ่มต้นการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยเท็กซัส ก่อนจะขยายสเกลไปยังสถานศึกษาอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา</p>



<p>ในช่วงท้าย ดร.ภูมิศรัณย์ ตั้งข้อสังเกตว่า บางโครงการแม้จะได้ผลจากการทดลองในกลุ่มเล็กๆ ก็จริง แต่เมื่อทำไปขยายผล ก็ใช่ว่าจะได้ผลเชิงบวกหรือประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้ ขณะเดียวกัน บางโครงการแม้จะใช้ต้นทุนต่ำ และไม่ได้ให้ผลเชิงบวกอย่างชัดเจนในตอนแรก แต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ว่าผู้กำหนดนโยบาย จะเลือกแนวทางไหนไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da73df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kraiyos-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-6f14cbe8 gb-headline-text">เส้นทางสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา – ดร.ไกรยส ภัทราวาท</h3>



<p>ในส่วนของการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเกิดขึ้นจริงนั้น หนึ่งในองค์กรก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในช่วงสองปีมานี้ ก็คือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมประชุมหาแนวทางความร่วมมือทางวิชาการกับศูนย์วิจัย (Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab) J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT สาขาภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนากรอบแนวทางความร่วมมือเพื่อวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ กสศ. ด้วยนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิจัยรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ โดยศูนย์วิจัย J-PAL จะคัดเลือกทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย MIT และ สถาบันวิชาการภาคี เพื่อมาสนับสนุนการทำงานวิจัยประเมินผลโครงการของ กสศ. ในประเทศไทย โดยอาจเริ่มทดลองในบางพื้นที่ก่อนในปีการศึกษา 1/2563</p>



<p>ดร.ไกรยศชี้แจงว่า ปัจจุบัน กสศ. พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์ทางการศึกษา (demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึกษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่มาก แต่ได้ผลสูง (High-impact)&nbsp; เช่น โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Tranfer: CCT) นั้น เด็กๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนไป จะต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์ คือมาเรียนไม่น้อยกว่า 80 % ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่านักเรียนยากจนพิเศษที่รับทุน กสศ.ไป มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98 % ส่วนอีก 2% กสศ.จะต้องไปติดตามว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร</p>



<p>“สิ่งที่ กสศ. โฟกัสตอนนี้ คือการแก้ปัญหาที่ demand-side เพื่อแก้ปัญหาเรื่องโอกาสของเด็กในการเข้าเรียนได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น จากข้อมูลที่สำรวจมา เราพบว่าเด็กบางคน จะขาดเฉพาะวันจันทร์ เราก็งงว่าทำไมถึงขาด พอครูไปเยี่ยมที่บ้าน ปรากฏว่าวันจันทร์มีตลาดนัด เด็กต้องไปช่วยพ่อแม่ขายของทุกวันจันทร์ เลยต้องขาดเรียน ผลที่ตามมาเด็กคนนี้ก็จะได้คะแนนต่ำในวิชาที่ต้องขาดเรียนวันจันทร์ ส่วนภาพที่เราอยากเห็นใน 10 ปีถัดจากนี้ คือสามารถแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ไกรยสยังได้ยกตัวอย่างการเก็บข้อมูลแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การเก็บข้อมูลดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI จากกลุ่มตัวอย่าง โดยพบว่ามีเยาวชนราวสองแสนคน หรือประมาณร้อยละ 30 ที่ยังมีน้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน</p>



<p>“ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นทางให้ตรงจุด จากการนำงานวิจัยทางเศรษฐศาตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศและในประเทศเพื่อช่วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น ว่า กสศ. เราจะใช้เงินเหล่านั้นไปถึงตัวเด็กเยาวชน และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของเงินที่ได้รับมาทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาทั้งจากรัฐบาล และจากการบริจาคของภาคเอกชนและประชาชน” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<p>ในช่วงท้าย ดร.ไกรยสย้ำว่า กสศ. เป็นองค์กรที่ยังใหม่มาก และยังต้องการความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน เพื่อผลักดันภารกิจในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้สำเร็จ โดยหวังว่างานในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลาย มาใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อไป</p>



<p>“เรามองว่าเราเป็นช่างเชื่อมมากกว่า ไม่ใช่ช่างซ่อม เพราะการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คงต้องให้ทุกๆ ฝ่ายในสังคมไทยมาร่วมมือกัน ถ้าเกิดใครมีไอเดียอะไรดีๆ หรืออยากจะร่วมงานกัน มาหาเราได้เสมอครับ เราอยากเจอ”</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-2/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (2) : RCTs กับความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
