<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Sep 2025 11:48:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. เปิดเวทีระดมข้อเสนอ เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2” ปี 2569 ยกระดับการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพคืนสู่บ้านเกิด ครอบคลุมโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-010925/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Sep 2025 11:48:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จากภาคปฏิบัติการสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย: มาตรการการผลิตและพัฒนาครู เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=95839</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสำนักพัฒนาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010925/">กสศ. เปิดเวทีระดมข้อเสนอ เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2” ปี 2569 ยกระดับการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพคืนสู่บ้านเกิด ครอบคลุมโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา จัดเวทีเสวนาวิชาการ <strong>“จากภาคปฏิบัติการสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย: มาตรการการผลิตและพัฒนาครู เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”</strong> เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนและระดมข้อเสนอในการขับเคลื่อนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2569 โดยความร่วมมือกับ 7 หน่วยงานเชิงระบบ และ 20 สถาบันผลิตครูทั่วประเทศ มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพกลับไปประจำการในโรงเรียนบ้านเกิด แก้ปัญหาการขาดแคลนครูและครูโยกย้ายในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน</p>



<p>เวทีครั้งนี้มีผู้แทนจาก 7 หน่วยงานความร่วมมือเชิงระบบ เข้าร่วม ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.), สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมด้วยอธิการบดี คณบดี และคณาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์จาก 20 สถาบันอุดมศึกษา ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบาย ณ โรงแรมรามาการเดนส์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม 2568</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image.png" alt="" class="wp-image-95842" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div>


<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong> คณะกรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิต พัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กล่าวว่า <strong>หัวใจสำคัญของการผลิตครูในระบบปิด ภายใต้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> <strong>คือการ ‘ค้นหาตัวจริง’ ที่มีความตั้งใจอยากเป็นครู ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นและรอบด้าน ทำให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับการบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งครูประจำการในโรงเรียนปลายทาง ครบ 100%</strong> ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของกระบวนการคัดเลือกและการทำงานของสถาบันผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการ</p>



<p>รศ.ดร.ดารณี กล่าวต่อว่า ในระหว่างกระบวนการคัดเลือก สถาบันต่าง ๆ ได้ลงพื้นที่ไปพบกับนักเรียน ครอบครัว และชุมชน ทำให้เห็น ‘บริบทจริง’ ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง นี่คือเป้าหมายสำคัญของโครงการในการผลิตครูให้ตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดหลายด้าน</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นพิสูจน์ให้เห็นว่า เด็ก ๆ ที่ได้รับโอกาส แม้อยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลน ก็สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม” รศ.ดร.ดารณี กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1.png" alt="" class="wp-image-95841" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-1-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div>


<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการตอบรับในระดับนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพการผลิตและพัฒนาครูระบบปิด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&nbsp;</p>



<p><strong>ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง 5 รุ่น ให้เกิดการขยายผลครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล บนภูเขา บนเกาะ พื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดน พื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ โรงเรียนที่มีการโยกย้ายบ่อย รวมกว่า 1,500 โรงเรียน และสร้างครูรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบเฉลี่ยปีละกว่า 300 คน ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมทางการศึกษา และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ได้จริง</strong></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มาจากการเชื่อมโยง เครือข่ายภาคีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้เกิด ‘จุดคานงัด’ ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นอีกหนึ่งโครงการของ กสศ. ที่สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ให้กับเด็กเยาวชนที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจจริงที่เป็นครู ให้สามารถพัฒนาตัวเองจนสำเร็จการศึกษาด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และกลับไปสอนในโรงเรียนบ้านเกิดที่ภูมิลำเนาของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ฝึกฝนการเป็นครูที่เข้าใจบริบทชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง”</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="95843" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2.png" alt="" class="wp-image-95843" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-2-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95845" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4.png" alt="" class="wp-image-95845" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-4-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95846" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5.png" alt="" class="wp-image-95846" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-5-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95844" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3.png" alt="" class="wp-image-95844" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-3-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ไกรยสยังกล่าวว่า จากบทเรียนและความสำเร็จที่เกิดขึ้น กสศ. จึงได้หารือกับสำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมขยายผลโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2 ให้ครอบคลุมมากกว่า 5 รุ่นที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว โดยวางแผนพัฒนา<strong> </strong>‘การผลิตครูในระบบปิด’ ให้มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการของโรงเรียน โดยเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สนับสนุนทั้งในมิติปริมาณ และ คุณภาพ ของครูระบบปิดที่ประเทศต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 9 ที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>



<p>“ประสบการณ์จากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสร้างครูคุณภาพให้เติบโตในระบบการศึกษาไทย ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ชุมชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่น ในการร่วมพัฒนา&nbsp;</p>



<p>“ทั้งนี้ การปฏิรูปการผลิตครูจำเป็นต้องสร้างกลไกความร่วมมือ และนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาโรงเรียนในชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการศึกษาไทยในระยะยาว” ดร.ไกรยส กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6.png" alt="" class="wp-image-95849" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-6-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์</figcaption></figure></div>


<p><strong>รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์</strong> เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า แนวโน้มของโลกในการพัฒนาวิชาชีพครูกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากการประชุมระดมความคิดเห็นของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พบว่า <strong>ในช่วงปี 2025–2027 ‘ปัญหาการขาดแคลนครู’ และ ‘ความท้าทายในการดึงดูดคนเก่งเข้าสู่วิชาชีพครู’ เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกใน 7 ประเด็นหลัก ที่ผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะถือเป็นคานงัดที่จะพลิกโฉมการศึกษาในอนาคต</strong></p>



<p>รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า การผลิตและพัฒนาครูเป็นโจทย์ท้าทายที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ เพราะต้องหาวิธีฝึกหัดครูที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาการศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคต องค์การ OECD กำหนดว่า ภายในปี ค.ศ. 2030–2040 ระบบการศึกษาควรมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) ที่ทำให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะได้รอบด้าน ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ คือ การสร้างครูที่มีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ ความเชี่ยวชาญ และสุขภาวะที่ดี เพื่อให้ครูมีอิสรภาพทางวิชาการ และสามารถเจริญเติบโตในวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>



<p>“ถ้าลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอน และให้ครูมีเวลาในการพัฒนาศักยภาพของตนเองมากขึ้น ครูจะสามารถส่งผลโดยตรงถึงผู้เรียน และกลายเป็นจุดคานงัดสำคัญของระบบการศึกษา ครูที่มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองจะสามารถสร้างเครือข่ายวิจัยที่เข้มแข็ง และผลักดันการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ในหลายมิติ ปัจจุบันการผลิตและพัฒนาครู จึงยังเป็นความท้าทายอย่างยิ่งกับการพัฒนาประชากรสู่โลกยุคใหม่”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10.png" alt="" class="wp-image-95853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-10-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9.png" alt="" class="wp-image-95852" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-9-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.ประวิต ชี้ว่า <strong>การผลิตครูใน ‘ระบบปิด’</strong> ถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่เปราะบางและโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ยังไม่สามารถทำได้เต็มรูปแบบ 100% เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าต้องการครูในแต่ละสาขาและแต่ละสังกัดจำนวนเท่าใด แม้กระทรวงศึกษาธิการสามารถระบุได้ว่ามีความต้องการครูในระบบอยู่ประมาณหมื่นกว่าคนต่อปี แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ครอบคลุมครูเอกชน ครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครูของกรุงเทพมหานคร รวมถึงครูในสังกัดอื่น ๆ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ประวิตเสนอว่า ประเทศไทยควร <strong>เพิ่มสัดส่วนการผลิตครูระบบปิดเป็น 50%</strong> จากปัจจุบันที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดไว้ที่ 25% เพื่อให้สามารถวางแผนกำลังคนด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลการบรรจุและแต่งตั้งครูในแต่ละปีเป็นตัวกำหนดจำนวนการผลิตครูระบบปิดที่ชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความต้องการจริงในพื้นที่</p>



<p>“หากเราสามารถผลิตครูระบบปิดให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของโรงเรียน และกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมได้ จะช่วยให้หน่วยงานต้นสังกัด เช่น สพฐ., อปท., สอศ., สกร. หรือ กทม. สามารถวางแผนสร้างครูเฉพาะด้านเพื่อตอบโจทย์พื้นที่ได้จริง โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถควบรวมหรือยุบได้ รวมถึงศูนย์การศึกษาพิเศษและศูนย์การเรียนรู้เฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญสู่การยกระดับระบบการผลิตครูทั้งเชิงคุณภาพและความเสมอภาคอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.ประวิต กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7.png" alt="" class="wp-image-95850" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-7-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div>


<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนบทเรียน ข้อค้นพบ และข้อเสนอในเวทีนี้ กสศ. จะประมวลเพื่อออกแบบแนวทางพัฒนาการผลิตครูระบบปิดภายใต้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2 ซึ่งจะเริ่มสนับสนุนทุนในปีการศึกษา 2569 โดยมุ่งสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และเครือข่ายชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพครูและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ดร.อุดมกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2563-2567) ได้สร้างกลไกการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การค้นหา คัดเลือก และคัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพเข้าสู่โครงการให้ตรงกับความต้องการของโรงเรียนปลายทาง พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จำนวน 327 คน ได้รับการบรรจุเป็นครูประจำการใน 285 โรงเรียน จากการติดตามพบว่า โรงเรียนปลายทางมีพัฒนาการด้านคุณภาพการสอนและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8.png" alt="" class="wp-image-95851" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-8-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>“จุดแข็งสำคัญของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้โรงเรียนปลายทางมีส่วนร่วม ในการคัดเลือกนักศึกษาครูตั้งแต่ต้น ทำให้ได้บุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการจริง และสามารถกลับมาประจำการในโรงเรียนบ้านเกิดของตนเอง สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดปัญหาการโยกย้ายครู แต่ยังสร้างครูที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ โรงเรียน และชุมชน ทำให้สามารถออกแบบการสอนและแผนพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง” ดร.อุดม กล่าว</p>



<p><strong>การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการระดมความคิดเห็นจาก 20 สถาบันผลิตครูต้นแบบในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และโครงการพัฒนาครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้แทนจากโครงการผลิตครูที่สำคัญของประเทศ อาทิ โครงการคุรุทายาท, โครงการเพชรในตม, โครงการครูผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และ โครงการครูพันธุ์ใหม่/ครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์การทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับการพัฒนาโครงการผลิตครูระบบปิดขอประเทศในภาพ</strong></p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95854" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10.jpg" alt="" class="wp-image-95854" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-10-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11.jpg" alt="" class="wp-image-95855" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-11-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95857" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09.jpg" alt="" class="wp-image-95857" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-09-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="95856" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01.jpg" alt="" class="wp-image-95856" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/0901_ครูรักษ์ถิ่น-ระยะที่-2-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010925/">กสศ. เปิดเวทีระดมข้อเสนอ เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2” ปี 2569 ยกระดับการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพคืนสู่บ้านเกิด ครอบคลุมโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ได้เวลาเดบิวต์’ ก้าวใหม่ของนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่กำลังจะได้บรรจุแต่งตั้งเป็น ‘ครู’ ในชุมชนถิ่นเกิด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-220923/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Sep 2023 06:58:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72220</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-220923/">‘ได้เวลาเดบิวต์’ ก้าวใหม่ของนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่กำลังจะได้บรรจุแต่งตั้งเป็น ‘ครู’ ในชุมชนถิ่นเกิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีเป้าหมายผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ปีละ 300 คน เพื่อส่งไปประจำการยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 1,500 แห่งทั่วประเทศยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง&nbsp; ในปี 2567 จะเป็นปีที่นักศึกษาทุนรุ่นแรกจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นครูและพร้อมเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริงหรือโรงเรียนปลายทาง&nbsp; ด้วยความหวังว่า โครงการนี้จะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล และช่วยยกระดับคุณภาพของโรงเรียนปลายทางได้</p>



<p><strong>ด้านล่างนี้คือเรื่องราวจาก 2 พื้นที่ตัวแทน ซึ่งช่วยสะท้อนความฝันและความปรารถนาของว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่น รวมถึงความหวังของชุมชนท้องถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาได้อย่างแจ่มชัด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0acdf7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/Photo01-ครูรักษ์ถิ่น-2-เรื่องราวความหวังจาก-2-พื้นที่-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>1)</strong> <strong>ก้าวต่อไปของว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่น ผู้มาจากพื้นที่ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะตัว</strong></h2>



<p><strong>ชญาดา เจริญวิวัฒน์กุล</strong> คือ นักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผู้กำลังจะได้กลับไปฝึกสอนที่โรงเรียนปลายทางอย่าง <strong>โรงเรียนบ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่</strong>&nbsp;</p>



<p>ตลอดช่วงที่ได้รับทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น เธอได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ จากการพยายามฝึกทักษะสำคัญด้านการสอน ทั้งจากที่เรียนในหลักสูตร และจากกิจกรรม ต่างๆ ที่กสศ.จัดขึ้น เพื่อเสริมทักษะให้กับนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงมีแนวคิด ที่จะใช้ความรู้ ที่ได้รับแต่ละด้าน กลับไป ใช้งานจริง ในการสอนนักเรียนในพื้นที่ โรงเรียนปลายทาง และพร้อมที่จะนำสิ่งที่ เรียนรู้กลับไปพัฒนาท้องถิ่น</p>



<p>จนตอนนี้ชญาดา คิดว่าเธอพร้อมแล้วกับก้าวต่อไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ออกแบบการเรียนด้วยภาษาถิ่น</strong></h2>



<p>ความตั้งใจหนึ่งของชญาดา คือ อยากออกแบบการเรียนการสอนด้วยภาษาถิ่น</p>



<p>“เมื่อได้กลับไปที่โรงเรียนปลายทาง ตั้งใจที่จะนำความรู้และนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนที่ได้เรียนรู้มา ไปใช้กับเด็กๆ ในโรงเรียน โดยเฉพาะนวัตกรรมการสอนโดยใช้ภาษาแม่ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งในท้องถิ่นที่กำลังจะกลับไปสอน นั้นใช้ภาษาและวัฒนธรรม ปกาเกอะญอ ในการดำเนินชีวิต และด้วยพื้นฐานที่เป็นชนเผ่านี้มาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เชื่อมั่นว่า จะใช้นวัตกรรมนี้มาสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>เทคนิคการสอนที่ได้เรียนรู้มามีหลายด้าน เช่น สอนแบบชักชวนให้นักเรียนตอบสนองด้วยท่าทาง หรือที่เรียกว่า TPR&nbsp; (Total Physical Response Technique ) หรือการสอนโดยการใช้การปฏิบัติ ซึ่งเทคนิคนี้&nbsp; ซึ่งได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนต้นแบบ ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถสอนนักเรียน โดยใช้แผนภูมิภาพ ที่นักเรียนช่วยกันสร้างขึ้น โดยเติมความรู้ ที่ได้จากที่มีอยู่จริงในท้องถิ่น จากประสบการณ์ และการสำรวจ ด้วยตัวเอง เช่นเรื่องพิธีแต่งงาน ซึ่งแต่ละท้องที่มีรายละเอียดหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน นักเรียนก็จะช่วยกัน ค้นคว้ารายละเอียด ว่างานแต่งงานในท้องถิ่น ที่แต่ละคนเคยพบเห็นหรือได้เคยไปร่วมงานมา ประกอบด้วยอะไรบ้าง ก่อนนำสิ่งที่สำรวจได้มาบอกเล่าด้วยตัวนักเรียนเอง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยหัวใจที่พร้อมรับสภาพความยากลำบาก</strong></h2>



<p>ชญาดา เล่าว่า ทราบดีว่าโรงเรียนปลายทางที่กำลังจะไปฝึกสอนในภาคเรียนหน้า ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างยากลำบาก แต่ด้วยความเป็นคนท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับสภาพของพื้นที่เป็นอย่างดี ประกอบกับความเชื่อมั่นว่า ประสบการณ์ของตัวเอง ทั้งที่ได้จากการเป็นนักเรียนที่เคยขาดโอกาสทางการศึกษาและการได้ก้าวมาเป็นนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น จะสามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยดูแลด้านการศึกษาของเด็กๆ ในพื้นที่ ให้ได้รับการเรียนรู้อย่างเหมาะสม และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้เด็กๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทใหม่และความท้าทายจากสถานที่จริง</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fcd03"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/Photo03-ครูรักษ์ถิ่น-2-เรื่องราวความหวังจาก-2-พื้นที่-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>กัญญาภัค เฮงพลอย</strong> ครูโรงเรียนบ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนปลายทางที่ ชญาดา กำลังจะมาฝึกสอนและเป็นครูประจำหลังเรียนจบหลักสูตรครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1กล่าวว่า เชื่อมั่นว่า นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถูกคัดเลือกมาจากเด็กในท้องถิ่น จะสามารถนำความรู้ ที่เรียนมาประยุกต์เข้ากับบริบทของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่เป็นครูที่นี่มาหลายปี พบว่า ปัญหาสำคัญสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนบ้านขุนแปะ คือเรื่องของการใช้ภาษา เพราะเด็ก ๆ ทั้งหมดของที่นี่ สื่อสารกันด้วยภาษาปกาเกอะญอ หากสอนพวกเขาด้วยภาษากลาง ก็จะส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเข้าในคำศัพท์บางคำ หรือบางสิ่งที่สอนตามไปด้วย</p>



<p>หากมีนักศึกษาซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น ที่กำลังจะเรียนจบและมาประจำที่นี่ มาเติมเต็มในส่วนนี้ก็จะหมดปัญหาที่จะเกิดจากการสื่อสารได้ และเชื่อว่า นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จะสามารถสื่อสาร ทั้งเนื้อหาที่จะเรียน และวิธีการประยุกต์การสอน โดยนำวัฒนธรรมท้องถิ่น มาเป็น แบบเรียน เป็นทรัพยากรในการเรียนรู้ได้อย่างครบถ้วน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความคาดหวังและอุปสรรคสำคัญที่ต้องประสบ</strong></h2>



<p>ครูโรงเรียนบ้านขุนแปะ บอกว่า สิ่งที่อยากให้ ครูรัก(ษ์)ถิ่น มาช่วยกันดูแล ก็คือเรื่องของพัฒนาการของเด็ก และช่วยให้เด็กมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น&nbsp; โดยเฉพาะเด็กกลุ่มพิเศษ ซึ่งมีความบกพร่องด้านการได้ยิน จนส่งผลให้เรียนรู้ช้ากว่าเด็กคนอื่น จึงต้องการการดูแลที่เข้าใจข้อจำกัดในการเรียน และการปรับตัวของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งแม้จะมีไม่มาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาของพวกเขาอย่างเท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ</p>



<p>“นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่จะมาประจำที่นี่ แม้จะเป็นคนในท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมใจไว้สำหรับอุปสรรคสำคัญ คือ เรื่องของความขาดแคลนด้านความพร้อมของสื่อการเรียน และปัญหาที่ตั้งของโรงเรียน โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยังประสบปัญหาเรื่องสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต บางครั้งหากพบกับสภาพอากาศแปรปรวน หรือมีฝนตกหนัก ก็อาจจะส่งผลให้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ดับ รวมถึงสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต ขาดหายไปจากพื้นที่ ติดต่อกัน 2-3 วัน จนอาจจะส่งผลให้ การเรียน การสอน ที่ต้องใช้สื่อออนไลน์ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>2) เรื่องราวจากยะลา: คำมั่นของว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นผู้เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน</strong></h2>



<p>เดิมที ที่โรงเรียนบ้านเยาะ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา จะมีครูย้ายออกทุกปี จนทำให้ครูในโรงเรียนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า</p>



<p>“เราจะพัฒนาเด็กต่อเนื่องได้อย่างไร ถ้าครูยังทยอยย้ายออกทุกปี”</p>



<p>“เดือนมกราคมเรามีครูย้ายออกสองอัตรา ผ่านไปไม่นานมีครูขอย้ายอีกสามอัตรา เดือนนี้กันยายน นอกจากไม่มีอัตราครูทดแทนกลับมา ยังมีครูทำเรื่องขอย้ายพร้อมกันอีกห้าตำแหน่ง โรงเรียนจึงอยู่ในภาวะขาดแคลนครูอย่างหนัก”<strong> อรทัย แซ่จง</strong> ครูจากโรงเรียนบ้านเยาะ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ในฐานะครูพี่เลี้ยงนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เล่าสถานการณ์ที่โรงเรียนเผชิญ ก่อนอธิบายต่อว่า นับแต่บรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านเยาะมาสิบปีเต็ม วงจรการโยกย้ายของครูเมื่อครบเกณฑ์บรรจุ 2 ปี ยังวนเวียนเกิดขึ้นตลอด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6768f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/Photo02-ครูรักษ์ถิ่น-2-เรื่องราวความหวังจาก-2-พื้นที่-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัญหาครูไม่ตรงเอกเรายังช่วยกันจัดการได้ระดับหนึ่ง แต่แนวโน้มจำนวนครูที่ลดลงทุกปี ทำให้จัดการเรียนการสอนยากขึ้น แล้วผลที่ตามมาคือพัฒนาการเด็กไม่ต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ชัดคือเด็ก ป.3 รุ่นปีการศึกษานี้ที่มีสองห้อง ห้องแรกตอนอยู่อนุบาลมีครูปฐมวัยย้ายออก โรงเรียนเลยใช้วิธีจัดครูเวียนสอนแบบไม่ประจำ จนขึ้น ป.1 เจอโควิด แน่นอนว่าบริบทของโรงเรียนเราไม่เอื้อกับการเรียนออนไลน์ พัฒนาการก็ยิ่งขาดช่วง จนเด็กห้องนี้ขึ้น ป.2 ก็มาเจอครูประจำชั้นย้ายออกไปอีก กลายเป็นว่าพอปีนี้เด็กขึ้น ป.3 ผลที่สะท้อนกลับมามันเปรียบกันได้เลย ว่าเด็กห้องที่เจอวิกฤตครูย้ายมีปัญหามากเรื่องการอ่าน ต้องปูพื้นทักษะตั้งแต่อนุบาลกันยกห้อง”</p>



<p>ครูอรทัยระบุว่า ด้วยบริบทของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จะหวังให้ผู้ปกครองมีส่วนช่วยดูแลพัฒนาการเด็กให้เหมาะสมเป็นเรื่องยาก เพราะลำพังแค่ต่อสู้ดิ้นรนเรื่องปากท้องก็เป็นเรื่องค่อนข้างสาหัสแล้ว</p>



<p>ส่วนเรื่องการโยกย้ายของครูก็เข้าใจได้ เพราะเกือบ 100% ของครูทั้งโรงเรียนมาจากต่างถิ่น ซึ่งต่างคนก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบด้านอื่น ๆ ของชีวิตเอาไว้</p>



<p>“เราเองถึงเป็นคนอำเภอธารโต แต่บ้านที่อยู่ก็ห่างจากโรงเรียนไปร้อยกิโล เคยคิดหลายครั้งเหมือนกันว่าจะทำเรื่องขอย้าย แต่พอนึกถึงเด็กก็ได้แต่ชะลอไว้ก่อน ส่วนคนที่ย้ายไปก็เข้าใจเหตุผล เพราะเพื่อนครูบางคนมาจากต่างจังหวัด เขาต้องออกแบบการทำงานที่สอดคล้องกับชีวิต มีทั้งภาระครอบครัวต้องเติมเต็ม ไหนจะเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพอีก</p>



<p>“แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอมีครูย้ายออกคราวละ 4-5 คน หรือมากที่สุดคือในเวลาไล่เลี่ยกันมีครูทำเรื่องย้ายออก 8 คน พอเป็นอย่างนี้เด็กก็รู้สึกเคว้ง แล้วมันส่งผลต่อกำลังใจของครูที่ยังอยู่ด้วย ก็อดห่วงไม่ได้ว่าถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป เราจะดูแลเด็ก ๆ ได้อย่างไร”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วาบความหวัง กับเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเติบโต</strong></h2>



<p>กับบทบาทครูพี่เลี้ยงนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ครูอรทัยเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะ ‘ครูรุ่นใหม่’ ซึ่งเป็นเด็ก ๆ ของชุมชน เติบโตขึ้นในชุมชน และกำลังจะกลับมาเป็นครูของชุมชนในปีการศึกษาหน้าที่จะมาถึง คุณครูบอกว่า การผลิตนักศึกษาครูจากเยาวชนในพื้นที่แล้วบรรจุกลับมาเป็นครู สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างนี้ เชื่อว่าจะตอบโจทย์ปัญหาการขาดแคลนครู และจะช่วยลดโอกาสการโยกย้ายได้</p>



<p>“ในโรงเรียนห่างไกล ถ้าไม่ได้ครูที่เป็นคนในรัศมีโรงเรียนจริง ๆ การจะวางแผนจัดการเรียนรู้ระยะยาวเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นการที่เราได้รับโอกาสเป็นครูพี่เลี้ยงของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ที่ปีนี้กลับมาฝึกสอนแล้ว และเตรียมจะบรรจุในปีหน้า จึงรู้สึกมีความหวัง เหมือนว่าเมล็ดพันธุ์ที่โครงการ ฯ หว่านเพาะไว้ กำลังค่อย ๆ เติบโต รอวันผลิบานอย่างเต็มที่ ถือเป็นกำลังใจให้กับเด็ก ๆ และครูทุกคนในโรงเรียนด้วย”</p>



<p>ครูอรทัยสะท้อนมุมมองส่วนตัวว่า ถ้าจะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ก็จำเป็นต้องมีการผลิตครูในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น โดยอาจเพิ่มโครงการที่ลดข้อจำกัดเรื่องการวัดสถานะครัวเรือนลง เนื่องจากยังมีเยาวชนในพื้นที่ที่มีความสามารถและมีความตั้งใจที่จะเป็นครู แต่ติดข้อแม้ในเรื่องการขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ไม่ตรงกับเกณฑ์กำหนด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เราเสียดายเด็กเก่ง ๆ ที่อยากเป็นครูจริง ๆ แต่เขาจบมาแล้วต้องไปบรรจุที่อื่นเพราะไม่มีอัตรารองรับ คือถ้าพูดจากใจครูโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลคนหนึ่ง ทุกปีที่เราส่งลูกศิษย์จบไป เราแอบหวังเสมอว่าต้นกล้าที่เพาะไว้ จะกลับมาเบ่งบานออกดอกผลที่โรงเรียนของเรา</p>



<p>“จึงอยากให้การผลิตครูมุ่งไปที่คุณสมบัติสำคัญสองอย่างในเบื้องต้น หนึ่งคือมีใจรักจะเป็นครู และสองคือเป็นคนในพื้นที่ เพราะคิดว่าจำเป็นเหมือนกัน ที่เด็ก ๆ เหล่านี้ควรได้ต่อยอดทักษะแล้วได้กลับมาทำงานในท้องถิ่นของเขา เชื่อว่าเราจะมีครูที่มีศักยภาพพร้อมเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคนต่อปีเลยทีเดียว”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ไม่ใช่แค่ใกล้ชิด แต่คือหนึ่งเดียวกับชุมชน’</strong></h2>



<p>“ข้อได้เปรียบหนึ่งของผม คือใช้เวลาปรับตัวไม่นาน การเป็นคนที่เติบโตมาในชุมชนนี้ ทำให้ผู้ปกครองรู้จัก เชื่อใจ และเปิดใจ อย่างพอเห็นว่าเด็กคนไหนกำลังจะมีปัญหา ผมก็เข้าไปคุยกับผู้ปกครองได้ทันที ซึ่งเขาก็พร้อมรับฟังและเต็มใจหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b88e47"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อานัส นิหลง นักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา คณะครุศาสตร์ สาขาประถมศึกษา ชั้นปี 4 เปิดประสบการณ์ในหนึ่งเทอมแรก กับฐานะ ‘ครูฝึกสอน’ ที่โรงเรียนบ้านเยาะ อันเป็นภูมิลำเนาของเขา</p>



<p>“สิ่งที่คิดไว้กับหน้างานจริงมีต่างกันบ้างครับ อย่างผมเรียนเอกประถมศึกษา ได้สอนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 ก็เห็นว่าเด็กเดี๋ยวนี้มีความต่างเรื่องช่วงวัยอยู่มาก เหมือนชั้นประถมปลายจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วขึ้น แต่ในการเรียนตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 3 เราได้รับการเตรียมพร้อมพอสมควร ด้วยหลักสูตรที่เน้นเรื่องความยืดหยุ่น แล้วยังมีอบรมด้านจิตวิทยาเด็กด้วย พอเจอของจริงก็ปรับใช้ได้ครับ” อานัสเล่า</p>



<p>ก่อนเป็นนักศึกษาทุน อานัสเคยมีตำแหน่งเป็น ‘หัวหน้าเยาวชน’ ของชุมชน จึงมีโอกาสนำประสบการณ์ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนมาใช้ เช่นจัดแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน รวมถึงยังมีการเตรียมแผนที่จะประยุกต์การจัดการเรียนการสอน โดยดึงเอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม</p>



<p>“การเป็นคนในพื้นที่ ผมคิดว่านอกจากการสอน ยังมีแผนงานอีกมากมายที่ต้องทำควบคู่กันไป เช่นการแก้ปัญหาเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ เสริมทักษะการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งผมมีโอกาสสอนวิชาภาษาไทย ก็จะหาแนวทางใหม่มาช่วยพัฒนาน้อง ๆ หรือเรื่องการสื่อสารแนะแนวทางให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้น เพราะหลายบ้านเด็กจบ ป.6 ก็ออกไปทำงานแล้ว ไม่มีใครส่งให้เรียนต่อ ดังนั้นต้องชี้ให้เห็นว่าปลายทางของการศึกษาอยู่ตรงไหน หรือโลกข้างนอกหมู่บ้านเป็นอย่างไร</p>



<p>“ส่วนการจัดการเรียนการสอน ผมมองว่าชุมชนเรามีวัตถุดิบอยู่มาก แค่ต้องดึงออกมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ ทั้งแหล่งเรียนรู้ ปราชญ์ชาวบ้าน และบางอาชีพของผู้ปกครองที่น่าสนใจ เหล่านี้เราสามารถพาเด็กไปศึกษาเรียนรู้ หรือดึงเอาผู้ปกครองมาช่วยสอนได้ อย่างที่ผ่านมาลองเชิญชาวบ้านมาสอนเด็กทำขนม หรือทำแคร่ไม้ไผ่ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน พอเด็กได้เข้ามามีส่วนร่วม เขาก็เห็นว่าบ้านเรามีทรัพยากรอะไรที่แปรรูปได้ เป็นแหล่งหารายได้ได้ ซึ่งผมจะพยายามเอาสิ่งที่มีอยู่นี้มาใช้ เพื่อการเรียนรู้ที่สนุก ต่อยอดได้ และยังช่วยทำให้ชุมชนของเราใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย”</p>



<p>เมื่อถามว่าปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่มองเห็นคือเรื่องใด อานัสบอกว่าคือเรื่องยาเสพติด ที่ทุกวันนี้เด็กเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการสร้างความใกล้ชิดในชุมชน ครอบครัว และโรงเรียน จึงต้องเป็นแนวทางหลักที่จะช่วยดูแล ให้ความรู้ และชี้ให้เด็ก ๆ เห็นโทษ โดยไม่เผลอถลำเข้าไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ผมเชื่อว่าทุกปัญหาจะคลี่คลายและดีขึ้นได้ครับ ถ้าบ้าน โรงเรียน และชุมชนช่วยดูแลกัน ซึ่งผมหวังว่าพอได้เป็นครูเต็มตัวแล้ว จะพยายามเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชุมชนของเราดีขึ้น” ว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นให้คำมั่น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-220923/">‘ได้เวลาเดบิวต์’ ก้าวใหม่ของนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่กำลังจะได้บรรจุแต่งตั้งเป็น ‘ครู’ ในชุมชนถิ่นเกิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/new-210923/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 05:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72252</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ ฯ &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 และกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันของสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปี 2566 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้แทนจากสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจาก 14 สถาบันเข้าร่วม</p>



<p>ในความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ได้มี 8 สถาบันร่วมลงนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be8e5f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>    </p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า กสศ. วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การศึกษาประเทศไทยพบว่า ในจำนวนโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีโรงเรียนกลุ่มที่เรียกว่า Protected School ซึ่งไม่สามารถควบรวมได้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเช่นบนเขาหรือในเกาะแก่ง โดยโรงเรียนเหล่านั้นถือว่าเป็นความหวังเดียวของคนนับร้อยนับพันชีวิตในพื้นที่ ขณะที่ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ห่างไกลเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาครูโยกย้ายบ่อย เนื่องจากครูที่ได้รับการบรรจุไม่ใช่คนในพื้นที่ ดังนั้นเมื่ออยู่ครบเกณฑ์ 2 ปี จึงมักทำเรื่องขอย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาของตน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เอง ที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดการศึกษา คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนปลายทางของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะปัญหาขาดแคลนครูเป็นเรื่องเร่งด่วน และจะปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกไม่ได้</p>



<p>นอกจากการแก้ปัญหาขาดแคลนครู กลุ่มเป้าหมายของนักศึกษาโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ยังคัดสรร คัดกรอง และคัดเลือกจากเยาวชนที่มีความตั้งใจที่จะเป็นครูเป็นตัวตั้ง รวมถึงเป็นเยาวชนจากกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขาดโอกาส ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของโครงการคือการทำให้น้อง ๆ เหล่านี้เป็นคนแรกของครอบครัวที่จบการศึกษาสูงกว่าภาคบังคับ และสามารถพาตนเองและครอบครัวพ้นจากกับดักความยากจนได้สำเร็จในรุ่นของตน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-79c22a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อวันที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นกลับไปบรรจุที่โรงเรียนปลายทาง พวกเขาจะพร้อมด้วยพลังคนรุ่นใหม่ ทักษะความเป็นครู และความเข้าใจบริบทพื้นที่ในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชน และนับจากปีการศึกษาหน้า หรือปี 2567 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น จะกลับคืนสู่โรงเรียนปลายทางราวปีละ 300 คน รวม 5 ปี 1,500 คน ซึ่งครูเหล่านี้จะไปทำประโยชน์ให้กับเด็กเยาวชนทั่วประเทศได้มากกว่า 300,000 ชีวิต ใน 50 จังหวัด 800 ตำบล หรือกินพื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ</p>



<p>“ไม่เพียงส่งครูรัก(ษ์)ถิ่นไปยังโรงเรียนปลายทาง กสศ. ยังมีการติดตามการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนต่อเนื่อง โดยนำเครื่องมือ นวัตกรรม และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเข้าไปหนุนเสริม เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้รับการระดมทรัพยากรอย่างเต็มที่ และเป็น 1,500 โรงเรียนที่จะเป็นฐานการขยายต่อการทำงานไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc9dd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า แนวคิดกระบวนการผลิตและพัฒนา ‘ครูของชุมชน’ เพื่อสร้างโอกาสให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล คือการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้กลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยโครงการ ฯ 4 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นของสถาบันผลิตและพัฒนาครู ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 1,500 คนเป็นหลักฐานยืนยันผลงานวิจัย ว่า ‘ระบบการผลิตและพัฒนาครูในระบบปิด’ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้ ด้วยขั้นตอนการค้นหาคัดกรองคัดเลือกเยาวชนที่มีความต้องการเป็นครู และขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา จากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนผลิตพัฒนาในหลักสูตรเฉพาะ จนได้ครูที่มีอัตลักษณ์เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงเป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการขนาดใหญ่ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 ปี ดังนั้นผลการศึกษาวิจัยที่จะได้จากสถาบันผลิตและพัฒนาครูนี้ จะเป็นคานงัดสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบผลิตและพัฒนาครู เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ แม้ว่าการลงทุนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะใช้ต้นทุนสูง แต่ถ้ามองถึงปลายทางว่าเราผลิตครูหนึ่งคนที่มีคุณภาพ และมีคุณสมบัติเฉพาะที่จะกลับไปพัฒนาชุมชนห่างไกล 1,500 แห่งทั่วประเทศ ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะจะมีนักเรียนและคนในชุมชนอีกเรือนแสนที่จะได้รับประโยชน์จากครูรุ่นใหม่ในโครงการนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e69a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ประวิต-เอราวรรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา </strong>(ก.ค.ศ.) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยระบบผลิตครูคุณภาพกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ใน 12 ประเทศที่มีผลลัพธ์ทางการศึกษาระดับสูง พบว่าในประเทศเหล่านี้ มีโครงการผลิตและพัฒนาครูที่คล้ายคลึงกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดสำคัญคือการพัฒนาครูตามช่วงวัยของวิชาชีพ ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อไปสู่ ‘สมรรถนะของวิชาชีพ’ ขั้นสูง โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย (Candidate Teacher Students) ที่เริ่มต้นด้วยคำถามสำคัญ ณ จุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตและพัฒนาครู ว่า ‘ใครควรจะมาเป็นนักศึกษาครู’</p>



<p>ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศเกาหลีใต้และฟินแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้เฉพาะเยาวชนที่จบชั้นมัธยมศึกษาด้วยคะแนนสูงสุด 15% แรกเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สอบเข้าเรียนคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ทำให้ครูเป็นอาชีพที่เตรียมไว้เฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ส่วนอีกระบบสำคัญคือการคัดเลือกคนเข้าเรียน ที่จะต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ความสามารถทางวิชาการ ความสามารถทางภาษา และคุณลักษณะความพร้อมในการเป็นครู ซึ่งจะวัดประเมินตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-afba56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>และเมื่อผ่านคัดเลือกแล้ว นักศึกษาครู (Teacher Students) จะต้องเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ควบคู่กันระหว่างในห้องเรียนกับหน้างานจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิธีการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ที่แตกต่างหลากหลาย สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมี Enrichment Program หรือหลักสูตรที่ช่วยเติมเต็มการทำงานในบริบทเฉพาะทาง จนถึงช่วงเริ่มต้นการเป็นครู (Beginning Teacher) ที่จะมีการดูแลอย่างต่อเนื่องระหว่างสถาบันผลิตและพัฒนาครู ร่วมกับโรงเรียนปลายทาง ภายใต้กรอบการพัฒนาครูใหม่ 3 ด้าน คือ 1.คุณลักษณะส่วนบุคคล 2.ทักษะทางวิชาชีพ และ 3.ทักษะทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชน</p>



<p>“อีกตัวอย่างที่น่าสนใจของการผลิตครูในระบบปิดเพื่อตอบโจทย์เชิงพื้นที่ คือในประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีหลายส่วนของประเทศที่กันดารและยากลำบาก ครูส่วนใหญ่จึงเลี่ยงจะเข้าไปทำงานตรงนั้น สองประเทศนี้จึงมีวิธีการผลิตครูสำหรับพื้นที่เฉพาะที่คล้ายคลึงกับหลักการของครู(ษ์)ถิ่น คือนำคนในพื้นที่มาเรียนรู้ในทักษะวิชาชีพครู ด้วยการเรียนรู้บทเรียนจากส่วนกลาง และนำองค์ความรู้ร่วมกับประสบการณ์เฉพาะตัว ไปต่อยอดทำงานในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาชุมชนที่เหมาะสม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f84ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า เมื่อโลกเคลื่อนผ่านสู่ยุค ‘Post Covid-19’ ระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem &amp; Education) ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสามเรื่องสำคัญ ได้แก่</p>



<p>1.การออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum design &amp; instruction) ที่ครูต้องเปลี่ยนจากการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กทั้งห้อง (One set to all students) เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กรายคน (Tailored made to each student) ครูรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม (Flexible Curriculum) สำหรับผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลาย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>2.ระบบโรงเรียน (Schooling) เปลี่ยนจากเดิมที่เอาเด็กมานั่งเรียนร่วมกันเป็นห้อง (Lectural Classroom) มาเป็น ‘ห้องเรียนเสมือนจริง’ (Virtual Classroom) และ ‘การเรียนรู้ด้วยตัวเอง’ (Self-learning Modules) มากขึ้น ครูต้องมีความสามารถในการ ‘หยิบฉวย’ และ ‘ออกแบบ’ การจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มาช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะได้เป็นรายคน</p>



<p>3.กระบวนการจัดการศึกษา (Education Setting) ที่ขยายฐานจากโรงเรียน (School Based) สู่บ้าน (Home Based) ซึ่งผู้ปกครองจะมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ฉะนั้นครูต้องสามารถยกระดับการสื่อสารและสร้างความความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง เพื่อดูแลช่วยเหลือเด็กไปด้วยกันได้</p>



<p>“การผลิตและพัฒนาครูในวันนี้ จึงมีความท้าทายอย่างยิ่งกับการพัฒนาประชากรสู่ศตวรรษใหม่ ในโลกที่มุ่งสู่การเรียนรู้เพื่อการ ‘คิดได้-ทำเป็น’ โดยไม่ยึดติดกับเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและตลอดเวลา ครูต้องตามการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาให้ทัน และนำมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning ให้ได้ ดังนั้นโจทย์ความต้องการใช้ครูในอนาคต จึงต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องอัตรากำลัง รวมถึงการจัดสรรครูที่ตรงสาขา ตรงตามความต้องการของลักษณะของแต่ละโรงเรียน เราต้องมี ‘ครูที่ถูกต้อง’ เพื่อไปสอนใน ‘โรงเรียนที่ถูกต้อง’ และนี่เป็นภารกิจที่สถาบันผลิตและพัฒนาครูจะต้องทำ ด้วยการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติสอดรับกับทิศทางการการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน และตอบสนองความต้องการใช้ครูในอนาคต ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นคือแนวทางหนึ่ง ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานระบบการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยในวันข้างหน้า”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9661c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น </strong>กล่าวว่า บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา คือ ‘ครู’ โดยเริ่มทำได้จากภายในห้องเรียน เพราะเราเห็นแล้วว่าวิธีการกำหนดกรอบเกณฑ์เดิมที่ทำจากบนลงล่าง หรือ Top-Down นั้น แม้จะมีแนวคิดหลักการหรือเจตนาที่ดีอย่างไร แต่ผลที่พิสูจน์แล้วได้แสดงให้เห็นว่า ‘ไม่เวิร์ก’ ฉะนั้นถ้าจะให้ ‘เวิร์ก’ การเปลี่ยนแปลงต้องมาจาก ‘กลุ่มครู’ และโรงเรียน ด้วยการทำงานที่มีเป้าหมายตั้งต้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ ภายใต้คำถามว่าอยากจะให้ลูกศิษย์ได้อะไรติดตัวไปเมื่อจบการศึกษา หมายถึง ‘กลุ่มครู’ ต้องรวมกลุ่มกันเรียนรู้จากการปฏิบัติ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันผ่านกระบวนการ PLC: Professional Learning Community หรือ ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ เพื่อการออกแบบชั้นเรียนแล้วนำไปใช้ จากนั้นเก็บข้อมูลและตีความเพื่อปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของศิษย์ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ)ถิ่นที่ดำเนินมาถึงรุ่นที่ 5 สถาบันผลิตและพัฒนาครูได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจะหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ‘ครู’ ในขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก่อนที่ครูรุ่นใหม่เหล่านี้จะเข้าไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชนในระดับพื้นที่ โดยมีส่วนกลางเป็นผู้คิดกรอบวางแนวทางและกำหนดเป้าหมาย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและให้การสนับสนุน เพื่อให้ครูและโรงเรียนได้มีบทบาทในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20a654"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ดร.อุดม-วงษ์สิงห์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า การร่วมงานกับสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 คือบทสรุปหนึ่งของโครงการในระยะแรก คือเป็นช่วงผลิตและพัฒนาครู 5 รุ่น รุ่นละ 4 ปี (2563-2571) โดยเป็นการวิจัยค้นหาสถาบันผลิตครูต้นแบบ หาเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาทุน และออกแบบหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ และนับจากปีนี้ไปจะเป็นการร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบการทำงานในระยะสนับสนุนติดตามอีก 6 ปี (2571-2577) ที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นจะทยอยเข้าไปเติมในโรงเรียนปลายทางจนครบ 1,500 แห่ง และเป็นจุดเริ่มของการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้กรอบแนวคิด 3 ด้าน ได้แก่ 1.สร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้กับเยาวชนที่มีศักยภาพและขาดแคลนโอกาส 2.สร้างสถาบันต้นแบบและนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ 3.พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลด้วยหลักสูตรที่ตรงกับบริบทพื้นที่</p>



<p>สำหรับหลักสูตรการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 5 จะครอบคลุมสาขาวิชาปฐมวัย ประถมศึกษา และวิชาเอกคู่ (ปฐมวัย-ประถมศึกษา)  329 อัตรา ตอบโจทย์พื้นที่เป้าหมายโรงเรียนปลายทางใน 40 จังหวัด โดยแบ่งการทำงานเป็นสามระยะคือ ‘ต้นน้ำ’ หรือ 6 เดือนแรกกับการลงพื้นที่ค้นหา คัดกรอง คัดเลือก นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรัศมีโรงเรียนปลายทางที่ระบุไว้ ‘กลางน้ำ’ คือนำนักศึกษาทุนเข้ารับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรและมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรในระยะเวลา 4 ปี ส่วน ‘ปลายน้ำ’ คือช่วงการสนับสนุนติดตาม และประเมินการปฏิบัติงานของครูรัก(ษ์)ถิ่นในโรงเรียนปลายทางอีก 6 ปี โดยหัวใจของการทำงานคือการดูแลนักศึกษาทุนที่แตกต่างหลากหลายด้วยต้นทุนและภูมิหลังของชีวิต สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมีการออกแบบการทำงานใหม่ร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์ในสถาบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a10249"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อุดม กล่าวว่า ในปี 2567 หรือปีการศึกษาหน้า จะเป็นปีแรกที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จบการศึกษา และได้รับการบรรจุเข้าปฏิบัติการในโรงเรียนปลายทาง ถือเป็นการเริ่มต้นของการทำงานในระยะสนับสนุนติดตาม และจากนั้นจะเป็นการถอดบทเรียนและขยายผล ขณะเดียวกัน กสศ. จะดำเนินการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเป็นต้นแบบของการผลิตและพัฒนาครูในโครงการอื่น ๆ และครอบคลุมไปถึงการผลิตและพัฒนาครูในสังกัดการศึกษาอื่น ๆ นอกเหนือจากโรงเรียนปลายทางในสังกัด สพฐ. ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ สร้างต้นโรงเรียนขนาดเล็ก ตอบโจทย์การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-281122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2022 04:48:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นโรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62212</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใช้กลไกแลกเปลี่ยนเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281122/">กสศ. เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ สร้างต้นโรงเรียนขนาดเล็ก ตอบโจทย์การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ใช้กลไกแลกเปลี่ยนเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านทีมหนุนเสริมจากผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ฯลฯ ยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีความเข้มแข็ง หลังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาในชนบทกับในเมือง มีคุณภาพห่างกันมากกว่า 2 ปีการศึกษา สาเหตุมาจากการจัดการเรียนการสอน จำนวนครูไม่เพียงพอ</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ ​26 พฤศจิกายน 2565 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีที่ 3 “โรงเรียนพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการพัฒนาครู” โดยมีคณะทำงานหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเข้าร่วมเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนปลายทางในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ece48"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/รองศาสตราจารย์-ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรม<br>การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า โครงการหนุนเสริมกลไกการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค ถือเป็นกลไกที่สำคัญต่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในการประสาน ส่งเสริม สนับสนุน ติดตาม บูรณาการเชื่อมโยงงานพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนในเขตพื้นที่และ สพฐ.&nbsp;</p>



<p>ในการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole school approach) นำไปสู่การเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคนโยบายระดับต่าง ๆ โดยข้อมูลสำคัญจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจะถูกนำมาวิเคราะห์ให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบาย</p>



<p>สำหรับทีมหนุนเสริมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั้ง 4 ภูมิภาค ที่มาร่วมกันในวันนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโรงเรียนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ให้สามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนด้วยมาตรการคุณภาพจากต้นแบบของ โรงเรียนพัฒนาตนเอง ซึ่งโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลถือเป็นพื้นที่เป้าหมายการปฏิบัติงานของครูรุ่นใหม่จากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมีจำนวน 699 แห่ง และพร้อมเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาทุน (รุ่นที่ 1) จำนวน 281 แห่ง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd561c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/21-กสศ.-เตรียมความพร้อมโรงเรียน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี กล่าวว่า ทีมหนุนเสริมเป็นทีมที่เกิดจากการรวมตัวของผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายของโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และมีจิตอาสาที่ทำงานในแนวระนาบเพื่อส่งเสริมสนับสนุน กระตุ้น เสริมแรง ติดตามช่วยเหลือให้คำปรึกษา รวมทั้งประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อให้ดำเนินงานโครงการฯ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยใช้กลไกสำคัญที่ประกอบด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Q-PLC) ซึ่งเป็นกระบวนการเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มครูทั้งในระดับโรงเรียนและเครือข่ายอย่างได้ผลและเกิดชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Q-Learning) โดยอาศัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (Q–Leadership) มาขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียน ที่มีเป้าหมายชัดเจน</p>



<p>“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของคณะทำงานทีมหนุนเสริมทั้ง 4 ภูมิภาค จะยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเป็นหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และรองรับการบรรจุแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทั้งนี้การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ครูเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำได้  ต้องใช้พลังของครูทั้งโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหาร ครู และอาจารย์ หรือโค้ชจึงเป็นคนสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่  จึงมีหน้าที่ในการเชื่อม รวมพลัง และหากมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของประเทศก็จะเกิดขึ้นได้” <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี กล่าว </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f51a3e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.อนันต์-พันนึก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน </strong>กล่าวว่า โจทย์หนึ่งที่ท้าทายการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเสมอมา คือ การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่ามีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เยาวชนแม้เพียงหลักร้อยหรือหลักสิบคนก็คือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวแปรชี้ว่าภาพของประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขณะที่กลไกการทำงานพัฒนาของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าตามแนวตะเข็บชายแดน พื้นที่เกาะ ป่าเขา บนดอยสูง รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยต่าง ๆ ยังพบปัญหา อาทิ เรื่องอัตรากำลังครูที่ไม่มีครูเลือกบรรจุบางพื้นที่ หรือการขอย้ายออก ผู้บริหารไม่สามารถวางแผนระยะยาวเพื่อความยั่งยืนได้ จนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การทำงานไม่มีความต่อเนื่อง</p>



<p>“สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะทำงานโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกหนุนเสริมเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาครูรุ่นใหม่ ในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเป็นหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพและรองรับการบรรจุแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รวมถึงส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง และเต็มตามศักยภาพในโรงเรียนถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง” ดร.อนันต์ กล่าว</p>



<p><strong>ดร.อนันต์ </strong>กล่าวต่อไปว่า ในโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น สพฐ. มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ข้อมูลหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยพิจารณาข้อมูลขนาดโรงเรียน สถานะการยุบหรือควบรวม หรือสถานะอื่น ๆ อาทิ สถานศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ ฯ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สอบทานข้อมูลโรงเรียนปลายทาง รวมถึงร่วมสร้างเครือข่ายและเชื่อมประสานกับโรงเรียน และหน่วยงานในพื้นที่ แลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับหน่วยงาน MOU และระดับพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b63233"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำของพัฒนาการด้านการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษาในชนบทกับในเมือง มีคุณภาพห่างกันมากกว่า 2 ปีการศึกษา โดยมีสาเหตุมาจากการจัดการเรียนการสอนของครูยังไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจึงแปรผันไปตามคุณภาพการสอนของครู ดังนั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนรู้และสนับสนุนนักเรียนในการพัฒนาทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพอย่างเต็มตามศักยภาพ จึงเป็นที่มาของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น โดย กสศ. มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษซึ่งมีศักยภาพและมีใจรักอยากเป็นครู ให้เข้ารับการศึกษาและได้รับการบรรจุเป็นครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและเป็นชุมชนบ้านเกิด เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้สอดคล้องกับโจทย์การศึกษาในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p>“การขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่เกิดจากจากความไม่สมดุลของระบบการผลิตและพัฒนาครูในระยะ 15-20 ปีที่ผ่านมา เป็นความท้าทายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย ปัญหาเรื่องอัตรากำลังครูที่ไม่มีครูเลือกไปบรรจุทำงานหรือขอย้ายออกปีละจำนวนมาก การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่ยังไม่สามารถส่งเสริมให้เด็กในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อีกทั้งโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังพัฒนาคุณภาพได้ยาก ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ” ดร.ไกรยส กล่าว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8fc38"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.อุดม-วงษ์สิงห์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส </strong>ระบุว่า ในแผนพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กสศ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พัฒนาแนวคิดการผลิตและพัฒนาครูด้วยวิธีและนวัตกรรมที่เหมาะกับโจทย์ระดับพื้นที่ ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายตั้งแต่ต้นทางของระบบการศึกษา ด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1) สร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนโอกาสในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 2) พัฒนาและปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูของสถาบันผลิตและพัฒนาครู และ 3) พัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของบัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นไปปฏิบัติงานหลังจบการศึกษา</p>



<p>“โรงเรียนตามแนวชายแดน โรงเรียนบนพื้นที่เกาะ หุบเขา หรือพื้นที่เสี่ยงภัยราว 1,000-1,500 แห่ง เป็นโรงเรียนพื้นที่เป้าหมายปฏิบัติงานของครูรุ่นใหม่จากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่จะรับการบรรจุหลังสำเร็จการศึกษา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลดังกล่าวจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก โดยต้องพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบตามบริบทอย่างต่อเนื่อง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281122/">กสศ. เตรียมความพร้อมโรงเรียนปลายทาง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ สร้างต้นโรงเรียนขนาดเล็ก ตอบโจทย์การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
