<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%8A/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Sep 2021 09:18:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“โจทย์ที่ต้องเร่งแก้” และ “การออกแบบการเรียนรู้”กับครูเกาหลีของเด็กชายขอบ ครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-problems-that-need-to-be-solved-teacher-channarong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 08:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนบ้านดอน]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนเทพารักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนทางรถไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม 14 เรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ชาญณรงค์ ภัทรมานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ขอนแก่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45701</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตโควิด-19 ช่วงนี้ ทำให้คุณครูต้องสอนออนไลน์ พอเริ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-problems-that-need-to-be-solved-teacher-channarong/">“โจทย์ที่ต้องเร่งแก้” และ “การออกแบบการเรียนรู้”กับครูเกาหลีของเด็กชายขอบ ครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิกฤตโควิด-19 ช่วงนี้ ทำให้คุณครูต้องสอนออนไลน์ พอเริ่มลงมือสอนทางไกลก็พบเจอกับปัญหาอุปสรรคไม่มากก็น้อย&nbsp;</p>



<p><strong>กสศ.ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์ </strong><strong>จากโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย</strong><strong> </strong><strong>อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น</strong><strong>&nbsp; หรือฉายาที่ลูกศิษย์เรียกคือ ครูเกาหลี&nbsp;</strong></p>



<p>อะไรคือโจทย์ที่ต้องเร่งแก้เมื่อต้องสอนออนไลน์?</p>



<p>ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เริ่มห่างเหินจะทำอย่างไร?</p>



<p>การออกแบบการเรียนรู้เพื่อป้องกันภาวะความรู้ถดถอยนั้นทำได้แค่ไหน?</p>



<p>ความน่าสนใจของครูเกาหลีคนนี้อยู่ที่ <strong>การทดลองออกแบบการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ระดับชั้น ม.3 กับ “กิจกรรม 14 เรื่องเล่า</strong>” ซึ่งเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>



<p>“การเรียนการสอนวิชา 14 เรื่องเล่า ผมมีเงื่อนไขว่าเด็กจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องจดบันทึกอยู่สามประเด็น คือ หนึ่ง คุณทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน สอง รู้สึกอย่างไรกับกิจกรรมนั้น สาม ทำไปแล้วเกิดการเรียนรู้อะไร”</p>



<p>ถ้าพร้อมแล้ว&#8230;เราไปฟังการออกแบบการเรียนรู้ในยุคโรคระบาดกับครูเกาหลีกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โจทย์ที่ต้องเร่งแก้ : บริบทโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย</h2>



<p>ผมเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษา ดนตรี และวิชาหลักสูตรต้านทุจริต ระดับชั้น ม.3 บริบทของเด็กโนนชัยคือเป็นเด็กชายขอบ ที่ตั้งโรงเรียนอยู่หมุดสุดท้ายของอำเภอเมืองขอนแก่น เด็กส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนทางรถไฟ ชุมชนเทพารักษ์ ชุมชนบ้านดอน ซึ่งจะมีความหลากหลายมาก&nbsp;</p>



<p>เด็กที่นี่ค่อนข้างยากจน ยิ่งเจอโควิด สถานะเศรษฐกิจครอบครัวของเด็กค่อนข้างมีผลกระทบ เราต้องฟังเสียงเด็กๆ บ้าง ตอนนี้ชีวิตเขาเป็นยังไง ทำไมถึงไม่เข้าเรียน บางทีต้องเข้าไปรับรู้ในมุมมองเขา เรื่องความรู้สึกของเด็กและผู้ปกครองด้วย พอสถานการณ์โควิดเกิดขึ้นตั้งแต่ระลอกแรก สอง และสามมาเรื่อย มีเด็กบางกลุ่มที่ไม่พร้อมเรียนออนไลน์เลย&nbsp; ต้องไปอาศัยอินเทอร์เน็ตบ้านคนอื่น อีกกลุ่มก็คือมีความพร้อมด้านเครื่องมือ แต่วินัยไม่พร้อม คือเขายังเด็กอยู่ ยังบังคับตัวเองไม่ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-739d4d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/18-สัมภาษณ์-ครูชาญณรงค์-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์ จากโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย<br>อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ระบบการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กเริ่มห่าง เด็กที่ไม่สามารถอยู่ในระบบที่ตั้งไว้ก็จะหลุดจากระบบ สถานการณ์ของเด็กโนนชัยเริ่มมีเด็กหลุดจากระบบเยอะ หมายความว่า <span style="text-decoration: underline;"><strong>การศึกษาของเด็กในระบบแบบนี้ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของเขา พอไม่ตอบโจทย์ ความสัมพันธ์กับครูก็เริ่มห่าง พอครูห่าง เด็กห่าง โรงเรียนห่าง ถ้าพูดอีกแบบก็คือ สาแหรกการศึกษามันแตก ความสัมพันธ์ฉีกขาดหมดแล้ว ตอนนี้จึงเป็นประเด็นคำถามว่าแล้วเราเป็นครู ต้องทำอย่างไรกับเด็ก </strong></span></p>



<p>โครงสร้างวิชาการของเรามีการบูรณาการอยู่แล้ว ครูแต่ละคนพยายามออกแบบกระบวนการแต่โจทย์ที่เรายังแก้ไม่ได้ตอนนี้คือการตามหาเด็ก เราตามหาเด็กค่อนข้างยาก เราต้องใช้วิธีการลงไปเยี่ยมบ้าน ไปดูความพร้อมของเด็กแต่ละพื้นที่ เช่น ชุมชนทางรถไฟ พอเราลงไป เจอบางครอบครัวเราแทบตกใจเลย เพราะเขาไม่สะดวกให้ลูกเรียน แต่อยากให้ลูกช่วยทำมาหากินก่อน พอลงพื้นที่ทำให้เข้าใจว่าเด็กกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมเพราะปัจจัยเรื่องปากท้อง โรงเรียนเลยมีโครงการเยี่ยมบ้านเด็ก นำถุงยังชีพไปแจก&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ปรับ ยืดหยุ่น ออกแบบการเรียนรู้ : เริ่มต้นปรับที่ครูและโรงเรียน</h2>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กเจนยุคนี้มีข้อมูลหลากหลายมาก การเรียนที่มีตำราตั้งไว้แบบคัมภีร์ไบเบิล ต้องบูรณาการใหม่ ต้องปรับใหม่ <strong><span style="text-decoration: underline;">ฉะนั้นบทบาทของครูยุคนี้ต้องเปลี่ยน คือต้องเป็นทั้งโค้ชและนักเชื่อมโยงความรู้ให้ได้ หมายความว่า หนึ่ง ครูต้องเข้าใจบทบาทใหม่ สอง ต้องเข้าใจความหลากหลายของเด็กเจนยุคนี้ท่ามกลางโรคระบาด รวมถึงต้องเป็นนักเยียวยาไปพร้อมๆ กัน</span></strong></p>



<p>ตอนนี้ทางผู้บริหารโรงเรียนก็ปรับ ทุกคนพยายามทำทุกวิถีทาง ปรับแม้แต่โครงสร้างตารางเรียน อย่างตารางเรียนชั้นมัธยม ช่วงเช้าให้เรียนวิชาหลักที่สำคัญ ช่วงบ่ายขึ้นอยู่กับไอเดียของครูแต่ละวิชาว่าจะบูรณาการกับสาระไหน จะทำรูปแบบไหน เป็นคลิป หรือลงพื้นที่ก็เอาตามความพร้อม</p>



<p>หลักสูตรแต่ละวิชานั้นเปรียบเป็นตำราที่แข็งทื่อ เช่น วิชาสังคมอาจเหมือนคัมภีร์ไบเบิลที่ตั้งไว้ เรามีหน้าที่ไปดูไปอ่าน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมมองว่าวิชาสังคมต้องผสมกันระหว่างสิ่งที่ต้องเรียนกับสิ่งที่ต้องรู้&nbsp; สิ่งที่ต้องเรียนก็คือตัวเนื้อหาสาระ ต้องหยิบยกมาเป็นบางเรื่อง กับสิ่งที่ต้องรู้คือบูรณาการกับสถานการณ์โลก สถานการณ์ของสังคมปัจจุบันกับพื้นที่ขอนแก่น หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่จะมาเป็นประเด็นในการพูดคุยแลกเปลี่ยน</p>



<p>ผมก็หยิบยกบางเรื่องราว มาชวนเด็กเรียน เอาเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์โรคระบาดมาเชื่อมโยงด้วย ถึงจะลดแรงความห่างระหว่างเรากับเด็กได้ เพราะ<strong><span style="text-decoration: underline;">ช่วงโควิดความสัมพันธ์ยิ่งห่าง เริ่มมีผลกระทบกับเด็กหลายๆ คน บางทีความเป็นทางการกับไม่เป็นทางการต้องมีในวิชาระบบออนไลน์ด้วย เหมือนเป็นการ Check list ฟังความรู้สึกของเด็กๆ บ้าง</span></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a15fb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/18-สัมภาษณ์-ครูชาญณรงค์-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่น ถ้าพูดถึงสิทธิ หน้าที่พลเมือง กฎหมายพื้นฐาน ผมหยิบยกเหตุการณ์ปัจจุบันมาชวนเด็กคุย เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เด็กๆ เคยรู้ไหมถึงที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ที่สำคัญ บัตรนี้มีความเชื่อมโยงกับคำว่าสิทธิในฐานะที่เราเป็นพลเมืองไหม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">14 เรื่องเล่า : เยียวยาเด็กไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา</h2>



<p>ทุกระลอกที่มีการปิดเรียนเพราะโควิด ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณสองสัปดาห์หรือ 14 วัน ผมจึงตั้งประเด็นคำถามว่าแล้วใน 14 วันของแต่ละรอบ ครูและเด็กนักเรียนทำอะไรกันอยู่ วิถีชีวิตเด็กเป็นยังไง จึงเป็นที่มาของ 14 เรื่องเล่าซึ่งเชื่อมโยงกับวิชาสังคม</p>



<p>ถ้าเราเปิดดูตัวเนื้อหาวิชาหน้าที่พลเมือง ผมรู้สึกว่าเป็นเนื้อหาที่จับต้องได้ลำบาก ผมจึงคิดออกแบบกิจกรรมว่า ถ้าพูดถึงหน้าที่พลเมืองมันเป็นเรื่องของ Mindset ดูซิว่าใน 14 เรื่องเล่า หรือกิจกรรม 14 ครั้งที่เด็กรู้สึกอยากทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และชุมชน เป็นความดีงามของเขา แค่เขาไปล้างจานให้พ่อกับแม่ ช่วยงานบ้าน ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่เขารับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัวได้ ผมมองว่าหน้าที่พลเมืองควรเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง</p>



<p>การเรียนการสอนวิชา 14 เรื่องเล่า ผมมีเงื่อนไขว่าเด็กจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องจดบันทึกอยู่สามประเด็น คือ หนึ่ง คุณทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน สอง รู้สึกอย่างไรกับกิจกรรมนั้น สาม ทำไปแล้วเกิดการเรียนรู้อะไร </p>



<p>สำหรับเด็กที่พร้อม เด็กจะใช้มือถือทำเป็นคลิปสั้น 1-2 นาทีส่งมาให้ครูดูว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง ผมมองว่ากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดี เพียงพอที่จะยื้อเด็กไว้ไม่ให้ออกจากระบบ ส่วนเด็กที่ไม่พร้อมเราก็ใช้ใบงาน  ไปเจอเด็กทุกวันศุกร์ อาจจะช่วงสั้นๆ ที่ได้เจอ พูดคุยกัน ก็อธิบายเนื้องานแล้วให้เขาบันทึกความดีที่ทำอยู่ที่บ้าน ส่วนใครที่ตามตัวไม่เจอเลย ก็ต้องลงพื้นที่ติดตามเด็ก โทร.ถามผู้ปกครองตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eb9d4b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/ครูชาญณรงค์infog-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ด้วยความเป็นครู ผมเชื่อว่าวิธีการแบบนี้คือยาต้านโควิดอย่างหนึ่ง อย่างน้อย 14 เรื่องเล่า หรือ 14 กิจกรรมเป็นยาที่เยียวยาเด็กไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ไม่งั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถานการณ์โควิดเริ่มรุนแรงมากขึ้น สถานศึกษาไม่ได้เปิด มันเหมือนเป็นวัคซีนเยียวยาหัวใจเด็ก เยียวยาหัวใจครู ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันหัวใจให้ตัวเอง</span> </strong></p>



<p>สำหรับเด็กที่พร้อม เขาก็โอเคมาก เขาได้ใช้มือถือในทางที่ถูก อย่างน้อยเด็กหยุดเล่นเกมสักครึ่งชั่วโมง ผมก็ดีใจมากแล้ว เด็กก็ทยอยส่ง 14 เรื่องเล่ามาว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง </p>



<p>นักเรียนคนหนึ่งชื่อน้องเชลล์ เขามีความสามารถทางด้านดนตรี คือร้องเพลงแร็พไทย พอช่วงโควิดเขาหายไปเลย ผมจึงชวนเขา ดึงศักยภาพทางด้านดนตรี ให้เขาได้มีบทบาทมากขึ้นในการเรียนออนไลน์ อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่าเด็กยังมีตัวตนอยู่ ครูยังติดตามและพยายามยื้อไม่ให้เขาหลุดจากระบบ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เปลี่ยนจากเน้นคะแนน มาเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบ</h2>



<p>ครูในยุคออนไลน์ยังติดอยู่ที่ตัวชี้วัด แต่โควิดแบบนี้การวัดผลต้องยืดหยุ่นแล้วละครับ ยืดหยุ่นเรื่องตัวเลขไว้ก่อน แต่เรายืดเยื้อเรื่องของชีวิตและลมหายใจเด็กดีกว่าไหม&nbsp; วิชา 14 เรื่องเล่าผมไม่ได้ให้น้ำหนักการให้คะแนนมาก แค่มีเงื่อนไขว่าถ้าเด็กส่งงานสามชิ้น&nbsp; ผมให้ 35 คะแนน&nbsp; เขาถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่อยากจัดนิทรรศการที่บ้านเขา นัยสำคัญคือเป็นการติดตามเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ ส่วนเด็กที่ไม่พร้อม ทุกวันศุกร์เขาส่งงาน ผมก็โอเคแล้ว&nbsp;</p>



<p>สาระบางเรื่องต้องปรับ สาระบางตัวควรจับแค่แก่นของมัน ส่วนวิธีการสอบ ในสถานการณ์แบบนี้เราจะสอบอย่างไร สำหรับเด็กที่พร้อม ผมใช้วิธีสอบสัมภาษณ์ เพราะว่าเรื่องความรู้ความจำในช่วงแบบนี้อาจวัดยาก ผมมองเรื่อง Mindset ของเขา อย่างวิชาสังคม ผมโชว์ภาพเกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้าแล้วถามเลยว่าภาพที่เห็นมีความเชื่อมโยงกับศาสนาอย่างไร ซึ่งจะประเมินการวิเคราะห์สังเคราะห์เขาได้ สอง ผมโชว์ภาพสัญลักษณ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถามเขาว่าสัญลักษณ์ที่เห็นคืออะไร เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของเขาอย่างไร เราก็ลองฟังความคิดเห็นเขา ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิดในยุคแบบนี้&nbsp;</p>



<p>เป็นแนวทางที่ผมกำลังทดลองทำการประเมินอยู่ จะได้ผลขนาดไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้พยายามรวบรวมเอาชุดประสบการณ์เหล่านี้ อาจให้ผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเข้าใจลองเคาะดูว่าจะไปได้ไกลขนาดไหน และผลตอบรับของนักเรียน ผู้ปกครองเป็นอย่างไร เสียงสะท้อนอย่างไร เพื่อที่จะนำมาพัฒนาต่อ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a1571"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/420566.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ต่อลมหายใจให้กับครูและเด็ก</h2>



<p>ตอนนี้ครูทุกคนน่าจะรู้สึกเหนื่อยแต่ด้วยหน้าที่เราต้องทำ สถานการณ์ครูตอนนี้เหนื่อยเรื่องการทำความเข้าใจนะ ทำความเข้าใจเด็ก ผู้ปกครอง และวิธีการประเมิน</p>



<p>ครูในยุคนี้บางทีตกเป็นจำเลยของสังคมโดยไม่รู้ตัว บางคนก็มองว่าครูน่ะสบาย ไม่ทำอะไรนอกจากทำคลิปแล้วส่งให้กับเด็ก แต่<strong><span style="text-decoration: underline;">ผมเชื่อว่าครูทั้งประเทศจะมีหินก้อนเล็กๆ ที่เรียงตัวอยู่ในใจ แต่ยังไม่ถูกหยิบยกหรือจัดวางเท่านั้น  ถ้า 14 เรื่องเล่าของผมจะเป็นประโยชน์กับครู ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นวัคซีนเยียวยาหัวใจครูทั้งประเทศ อย่างน้อยความงดงามเล็กๆ ที่เด็กพยายามส่งสัญญาณมาถึงเรา จะช่วยต่อลมหายใจให้กับครูและเด็กได้</span></strong></p>



<p>ไอเดียต่อไปผมต้องลงพื้นที่เพื่อไปติดตามและฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองและนักเรียน ผมจะได้ออกแบบอีกว่าจะบูรณาการสังคมกับวิชาอื่นอย่างไร และที่กำลังคิดไว้คือกิจกรรมเขียนจดหมายถึงโรงเรียน อยากให้เด็กบรรยายถึงโรงเรียน ผมอาจลองเอาสิ่งที่เด็กเขียนไปคุยกับผู้บริหาร เราจะได้มองเห็นภาพใหญ่ถูกว่าจะทำงานเชิงพื้นที่ในภาพกว้างอย่างไร จะดูแลเยียวยาต่ออย่างไรดีครับ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-problems-that-need-to-be-solved-teacher-channarong/">“โจทย์ที่ต้องเร่งแก้” และ “การออกแบบการเรียนรู้”กับครูเกาหลีของเด็กชายขอบ ครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยเรื่อง “ความรู้ถดถอย” กับครูสอญอ แห่งสีชมพูศึกษา ผู้เอ่ยปากว่า “ผมแทบจะลาออกเลยละ”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-sor-yor-learning-loss/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2021 06:42:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญา มัครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูสอญอ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสีชมพูศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ขอนแก่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44722</guid>

					<description><![CDATA[<p>โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อโลกมาเป็นระยะปีกว่า ตลอดหนึ่งปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-sor-yor-learning-loss/">คุยเรื่อง “ความรู้ถดถอย” กับครูสอญอ แห่งสีชมพูศึกษา ผู้เอ่ยปากว่า “ผมแทบจะลาออกเลยละ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อโลกมาเป็นระยะปีกว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แวดวงการศึกษาได้รับผลกระทบไม่น้อย เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนอย่างเคย ไม่ได้แวดล้อมด้วยเพื่อนวัยเดียวกัน การเรียนออนไลน์ที่ไม่คุ้นเคยทำให้ความเครียดก่อตัว ในกรณีที่แย่ขั้นสุดคือเด็กหลุดหายจากระบบการศึกษาไปเลย</p>



<p>ครูก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การสอนออนไลน์ดูดกลืนพลังชีวิตครูจนเหนื่อยล้า จากที่เคยได้ไปโรงเรียนและสบตากับเด็ก ๆ ในระยะใกล้ ครูต้องหันมาจ้องหน้าเด็กผ่านออนไลน์ แถมเด็กจำนวนมากยังไม่มี “เน็ต” เพียงพอ จนต้องเลือกปิดกล้องเรียน</p>



<p><strong>ครูสอญอ &#8211; สัญญา มัครินทร์ ปัจจุบันสังกัดโรงเรียนสีชมพูศึกษา จังหวัดขอนแก่น</strong> เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันกับเราว่าตนเองเจอภาวะ Learning Loss จน “ผมแทบจะลาออกเลยละ”</p>



<p>ในวันที่แรงกระแทกจากโควิด-19 ส่งผลต่อทุกมิติของการเรียนรู้ กสศ. โทร.คุยกับครูสอญอในประเด็นเรื่อง Learning Loss ในครูและเด็ก, การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเพื่อไม่ให้เด็กและครูอ่อนล้ามากไปกว่านี้, รวมถึงทิปน่ารักๆ ที่ว่าครูสอญอทำอย่างไรถึงทำให้เด็กยอมกลับมาเปิดหน้ากล้องได้อีกครั้ง</p>



<p>บทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้&#8230;มีคำตอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-79e449"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เครดิตภาพ-ณิชากร-ศรีเพชรดี-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูสอญอ &#8211; สัญญา มัครินทร์ โรงเรียนสีชมพูศึกษา จังหวัดขอนแก่น<br>(เครดิตภาพ : ณิชากร ศรีเพชรดี)</figcaption></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">เด็กที่หายไป การเรียนรู้ที่ขาดช่วงไป: เพราะไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมเรียนออนไลน์</h2>



<p>ปีก่อนผมสอนอยู่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ในอำเภอเมืองขอนแก่น ถือเป็นโรงเรียนขนาดกลาง นักเรียนเป็นลูกหลานคนในเมือง พอเจอโควิดจนต้องปรับมาออนไลน์เร่งด่วน เด็กหลุดเยอะมากครับ เกินครึ่งเลยที่เขาเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต เด็กที่สามารถเรียนออนไลน์กับเราได้มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือเข้า ๆ ออก ๆ เพราะเน็ตไม่ค่อยมีสัญญาณ กับอีกกลุ่มคือ ไม่เคยเข้าเรียนเลย นั่นทำให้เราตัดสินใจทำโปรเจ็กต์ “รถพุ่มพวงชวนเรียนรู้” เอาครูเข้าไปในชุมชน เพื่อให้การเรียนการสอนยังไปต่อได้</p>



<p>ส่วนปีการศึกษานี้ ผมย้ายกลับบ้านเกิด มาอยู่โรงเรียนสีชมพูศึกษา อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น “สีชมพูศึกษา” เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ประจำอำเภอ พอเจอโควิดระบาดรอบล่าสุด หนักมากครับ โรงเรียนปิด ต้องสอนออนไลน์ บางห้องมีเด็กทั้งหมด 35 คน แต่มีเด็กเหลือมาเรียนออนไลน์กับเราแค่ 7-8 คนเท่านั้น</p>



<p>เด็กที่หายไป เราเคยสำรวจพบว่าเขาเข้าไม่ถึง โดยแบ่งเป็น 1. ไม่มีมือถือ 2. ไม่มีเงินค่าเน็ต และมีอีกกลุ่มคือสภาพแวดล้อมไม่พร้อมเรียน เช่น อยู่กลางทุ่งนาที่ห่างไกล, ฝนตกหนักสัญญาณหาย เป็นต้น มันมีอุปสรรคพวกนี้อยู่&nbsp; ไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมเรียนออนไลน์กับเรา&nbsp;</p>



<p>กลับมาที่ห้องเรียนออนไลน์ ช่วงแรกของเทอมนี้โรงเรียนเรายังสอนเหมือนเดิมครับ คือเป็นห้องเรียนเสมือนจริง มีคาบเรียนตามเดิม ไม่มีการยืดหยุ่น ซึ่งเด็กจะเหนื่อยมาก เพราะวัน ๆ ต้องนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน ส่วนครูก็ล้าสุดๆ มันกระทบทั้งผู้เรียนและผู้สอน&nbsp;</p>



<p>ผมเลยหารือกับท่านรองผู้อำนวยการ ชวนทำ “บูรณาการออนไลน์” เพิ่งเริ่มได้ 2 สัปดาห์ แต่เห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว เด็ก ๆ ยอมเปิดหน้ากล้อง สายตาเป็นประกาย ส่วนครูก็เหมือนได้รับการเติมพลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3a659"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เครดิตภาพ-ณิชากร-ศรีเพชรดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(เครดิตภาพ : ณิชากร ศรีเพชรดี)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“บูรณาการออนไลน์” แบบสีชมพูศึกษา : ควบวิชา ลดเวลาเรียน แต่เพิ่มความสนุก</h2>



<p><span style="text-decoration: underline;">บูรณาการในแบบสีชมพูศึกษาคือ เรารวมทีมกันสอน ครู 3 วิชามาสอนร่วมกัน บูรณาการเนื้อหา แล้วรวมเด็กหลายห้องมาเรียนออนไลน์พร้อมกัน ซึ่งระยะเวลาเรียนจะยาว 2 ชั่วโมง แต่เด็กจะได้เรียนรู้ครบ 3 วิชา ช่วยลดเวลาเรียนเขาได้เยอะมาก</span> มีเวลาให้เขาพักผ่อน ได้วิ่งเล่นเพิ่ม ส่วนครูก็ลดคาบสอน เพราะเรารวมเด็กหลายห้องไว้ในคาบเดียวกัน</p>



<p>ข้อดีของการบูรณาการออนไลน์คือ ครูก็ไม่เหงา รู้สึกมีทีมในการเตรียมสอน ส่วนเด็กก็ได้เจอเพื่อน ๆ จากห้องอื่น ทำให้เขาสนุก ไม่เบื่อ</p>



<p>ตอนนี้วิชาที่บูรณาการร่วมกันมี 4 วิชา คือ สังคม อังกฤษ สุขศึกษา และการงาน แต่เพื่อไม่ให้หนักเกินไป แต่ละคาบจะบูรณาการแค่ 3 วิชา อย่างคาบแรกสอนร่วมระหว่างสังคม+อังกฤษ+สุขศึกษา โดยเรานำแต่ละวิชามาออกแบบการสอนร่วมกัน ก่อนจะได้หัวข้อการเรียนรู้ว่า “ไปท่องเที่ยวทิพย์กัน”&nbsp;</p>



<p>ในหัวข้อการเรียนรู้นี้ ครูภาษาอังกฤษจะได้สอนศัพท์เกี่ยวกับสีประจำธงชาติประเทศต่าง ๆ, ผมสอนสังคมก็ได้สอนเกี่ยวกับประเทศในเอเชีย 7 ประเทศ, ส่วนครูสุขศึกษาก็สอดแทรกความรู้เรื่องสุขบัญญัติ โดยเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้ากับเกมกีฬาโอลิมปิก แล้วมาดูกันว่าการแข่งโอลิมปิกในห้วงยามที่มีโรคระบาดแบบนี้ เขามีการคัดกรองกันอย่างไร เป็นต้น</p>



<p>เราเปิดคาบเรียนด้วยการให้ครูภาษาอังกฤษเปิดจอมาทักทายนักเรียน “Good morning. How are you? How do you feel?” แล้วให้เด็กแต่ละคนตอบโต้เป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นผมจะชวนเล่นเกม เพื่อให้เด็กเปิดจอมากขึ้น โดยให้เขาโชว์สีต่าง ๆ ที่หาได้ในบ้าน เช่น สีเขียว เขาก็จะไปหาสิ่งของที่มีสีเขียวมา แล้วเปิดกล้องโชว์กัน จากนั้นให้ครูภาษาอังกฤษมาเล่นด้วย พอห้องคุ้นเคยกัน เปิดกล้องมากขึ้น เราจึงเริ่มชวนแนะนำประเทศต่าง ๆ แทรก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-93754c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เครดิตภาพ-สืบสาย-สำเริง-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(เครดิตภาพ : สืบสาย สำเริง)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>เช่น ภาษาอังกฤษให้คุณครูถามเรื่องธงชาติ เรื่องสี จำนวนคน ขนาดพื้นที่ อยู่ตรงไหน&nbsp; และมีครูสุขศึกษาสอดแทรกเรื่องสุขบัญญัติจากโอลิมปิก จากนั้นก็ให้เด็กออกจากหน้าจอได้เลยเป็นเวลา 30 นาที เพื่อไปทำงานตัวเอง โดยเราชวนเขาค้นหาประเทศที่ตนเองสนใจ เล่าถึงเป็นภาษาอังกฤษ วาดธงชาติ อธิบายว่าธงชาตินั้นเป็นอย่างไร สีสันแบบไหน ธงชาติสื่อความหมายถึงอะไร เป็นต้น</p>



<p>จากนั้นพอเด็กกลับมา เราก็สรุปร่วมกันว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง แล้วให้เขาช่วยแนะนำว่า ครั้งต่อไปน่าจะเพิ่มอะไรดี ให้เขาเสนอไอเดีย ส่วนครูก็รับฟังและเก็บไอเดียมาพัฒนา</p>



<p>พอเราจัดการเรียนการสอนแบบนี้ เด็กไม่ล้าเลยนะครับ เพราะมีช่วงให้เขาออกจากหน้าจอไปทำงานส่วนตัวได้เลย แล้วตลอดกระบวนการจะมีการคุยกัน เล่นเกม เราถาม ให้เขาช่วยตอบเป็นระยะ เช่น ผมจะบอกว่า “วันนี้ครูจะพาไปเที่ยวอินเดียนะ ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า พอพูดถึงอินเดียแล้ว พวกเรานึกถึงอะไรบ้าง” เขาก็จะช่วยกันตอบ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อโรงเรียนไม่ยึดติดตัวชี้วัด ความเปลี่ยนแปลงย่อมตามมา</h2>



<p>ผมอยากให้เครดิตผู้เกี่ยวข้องกับการบูรณาการออนไลน์ครั้งนี้ นั่นคือผู้หลักผู้ใหญ่และท่านรองผู้อำนวยการ โดยท่านเป็นคนแนะนำว่าให้ทิ้งตัวชี้วัดไปเลย เพราะ<span style="text-decoration: underline;">ถ้าโรงเรียนหรือครูมัวแต่ยึดตัวชี้วัด เราจะปรับเปลี่ยนยาก เพราะมันดูติดขัดไปหมด แต่พอโยนกรอบทิ้งไป เราก็ได้คาบเรียนแบบ “ไปท่องเที่ยวทิพย์กัน” เกิดขึ้น ซึ่งเด็กสนุก ครูฮึกเหิม ลดคาบเรียนของเด็กและครู ลดความเหนื่อยล้า</span></p>



<p>สำหรับเด็ก เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดตั้งแต่ครั้งแรกเลย เด็กสนุกกับการเรียนมาก ๆ ยิ่งพอได้เจอเพื่อนต่างห้องก็ยิ่งมีพลัง เหมือนมีการแข่งขันกันหน่อย ๆ บรรยากาศมันกระตุ้นให้เขาอยากเปิดหน้ากล้องมากขึ้น ขยันถามมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ในแง่ครู ครูก็รู้สึกสนุก แถมยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เราต่างเรียนรู้เทคนิคการสอนจากครูท่านอื่น สิ่งนี้มีพลังมาก เรียกได้ว่าได้เรียนรู้กันทุกฝ่าย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Learning Loss คือภาวะที่เจอได้ทั้งครูและเด็ก</h2>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็ก หรือ Learning Loss ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา เราเจอเด็กหลุดจากชั้นเรียนเยอะมาก อย่างที่บอกว่า ก่อนหน้านี้ผมสอนที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เด็กบางส่วนในโรงเรียนเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยง การมาโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ ได้เจอสิ่งใหม่ แต่พอโควิดระบาด โรงเรียนปิด ก็เหมือนปิดโอกาสในการเรียนรู้ของเขาไปเลย ซึ่งแน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้จะเกิดภาวะเรียนรู้ถดถอย ไม่รวมเด็กจำนวนมากที่เกิดความเครียด เหนื่อยล้าจากการเรียนออนไลน์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ภาวะ Learning Loss นี่ครูก็เจอนะครับ ส่วนตัวผมนี่แทบจะลาออกเลยละ มันส่งผลขนาดนั้นเลย คือช่วงที่ระบาดหนัก ๆ นี่ ยังไงก็ต้องสอนออนไลน์ใช่ไหมครับ แล้วผมเป็นคนไฮเปอร์ ชอบสบตากับเด็ก อยากคุยกับเขา พอต้องสอนผ่านหน้าจอ แล้วเจอเด็กปิดกล้อง ผมรู้สึกไม่โอเคเลย เพราะเราให้คุณค่ากับการสบตา การคุยกันแบบเห็นหน้าอีกฝั่ง การได้ถามตอบ ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ช่วงแรกยอมรับว่าทำงานกับตัวเองหนักมาก&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างที่รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกิดภาวะเรียนรู้ถดถอยคือ ด้วยระบบการศึกษาไทยที่ไม่ไว้ใจครู พอปรับมาออนไลน์ เขาก็ไม่ไว้ใจว่าครูสอนจริงไหม เลยเพิ่มภาระงานให้ครูทำรายงานแบบละเอียดยิบ ซึ่งอันนี้ผมว่าครูหลายคนก็รู้สึกเหมือนกัน ว่าแค่สอนหน้าจอเราก็เหนื่อยมากแล้ว พอเจออย่างนี้ ด้วยความเหนื่อย ผมยังเคยบ่นกับครอบครัวว่า “ผมจะเป็นครูไหวไหมนะ” แต่พอเริ่มจัดการเวลาได้ ปรับวิธีคิด หาพื้นที่และคุณค่าที่เราเชื่อให้เจอ ก็รู้สึกเสถียรขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">บทบาทของกระทรวงศึกษาฯ และโรงเรียน ในการช่วยบรรเทา Learning Loss ทั้งในครูและเด็ก ๆ</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43a8d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เครดิตภาพ-สืบสาย-สำเริง-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(เครดิตภาพ : สืบสาย สำเริง)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ลำดับแรก ผมว่าหลักสูตรต้องเปลี่ยน อาจต้องมีนโยบายชัดเจนเลยว่า ออนไลน์ควรมีเวลาพัก และไม่ควรอิงกับคาบเรียนเดิม ตอนนี้เรายังอิงกับคาบเรียนเดิมอยู่ ซึ่งการเรียนการสอนผ่านออนไลน์จะเอาเวลาเป็นตัวตั้งแบบนั้นไม่ได้ ควรต้องปรับ</p>



<p>อย่างช่วงแรกที่โควิดระบาดแล้วปรับมาออนไลน์กัน หลายพื้นที่ต้องจัดเรียนจัดสอนวันเสาร์ด้วยนะครับ ซึ่งเด็กต้องเรียน 7 วัน วันละ 7 คาบ เด็กต้องนั่งแช่จ้องจอทั้งวัน เขาไม่ไหวกันหรอก เด็กเครียด ครูก็เครียด&nbsp;</p>



<p>ผมมองว่า <span style="text-decoration: underline;">เราต้องปรับลดเวลาลง และหันไปโฟกัสคุณค่าแท้จริง อาจต้องตัดบางเนื้อหา ถ้าบูรณาการระหว่างวิชาได้ยิ่งดี ซึ่งผมยอมรับว่าวัฒนธรรมการบูรณาการมันก็ไม่ง่ายสำหรับครู เพราะเราชินกับการสอนเป็นวิชา เดิมทีเราคุมเนื้อหาของวิชาทั้งหมด แต่พอบูรณาการ มันต้องยืดหยุ่นพอสมควร แน่นอนว่านี่เป็นความท้าทายใหม่ของพวกเรา</span></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อเสนอระยะสั้นและยาว&nbsp;<br>เมื่อการเรียนรู้แบบใหม่ ไม่อิงสังกัดโรงเรียน อาจเป็นทางออกของชุมชน</h2>



<p>ในช่วงโควิดระบาดจนโรงเรียนต้องปิดแบบนี้ มีเด็กที่หลุดไปจากชั้นเรียนเยอะมาก ซึ่งสำหรับเด็กกลุ่มที่หายไปจากชั้นเรียนออนไลน์ในระยะสั้นนี้ ผมคิดว่าการจัดชั้นเรียนขนาดเล็กตามชุมชนน่าจะช่วยเกาะเกี่ยวเด็กไม่ให้หลุดจากการเรียนรู้ได้</p>



<p>คือในหมู่บ้านที่ผมอยู่มีเด็กระดับมัธยมต้น 26 คน ผมเลยเสนอกับผู้ใหญ่ในโรงเรียนไปว่า ผมจะจัดการเรียนที่บ้านผม ทุกบ่ายวันพุธให้เด็กมาเรียนที่บ้าน แล้วเขาก็ได้ชั่วโมงเรียนไปด้วย แต่เนื้อหาจะเป็นคล้าย ๆ ห้องเรียนชุมชน เลือกประเด็นในชุมชนที่เด็กสนใจ เช่น ผมมีรุ่นน้องที่ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชน เราก็ชวนเด็กมาสำรวจพื้นที่ สำรวจทรัพยากรในชุมชนตนเอง ผมเรียกห้องเรียนนี้ว่า “ห้องเรียนภาคสนาม” ซึ่งคาบเรียนแบบนี้ เด็กที่เรียนออนไลน์ แต่อยากลงเรียนภาคสนามด้วย ก็สามารถมาร่วมเรียนได้นะ&nbsp;</p>



<p>ข้อดีของชุมชนต่างจังหวัดคือ ผู้คนรู้จักคุ้นเคยกัน ถึงช่วงนี้จะมีโควิดระบาด แต่ชุมชนต่างจังหวัดจะมีชุดข้อมูลว่า บ้านหลังไหนที่วางใจได้ ทำให้การจัดห้องเรียนชุมชนแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ผมพูดถึงสเกลขนาดเล็กก่อนนะครับ</p>



<p>ด้านบนเป็นทางแก้ระยะสั้น แต่หากพูดถึงระยะยาว เมื่อสถานการณ์โควิดบรรเทาลงแล้ว ผมมองว่า กระทรวงศึกษาฯ และคนที่มีอำนาจจะต้องเปลี่ยนโครงสร้าง หรือเปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษาใหม่หมดเลย อาจจะคล้ายกับข้อเสนอระยะสั้น คือ เราอาจต้องกลับไปเชื่อมโยงชุมชนมากขึ้น ลองสำรวจทรัพยากรครูในแต่ละชุมชนดูไหมว่ามีกี่คน จากนั้นอาจจะออกแบบห้องเรียนที่ไม่อิงสังกัดโรงเรียนเดิม แต่อิงสังกัดชุมชนแทน ชวนครูเหล่านี้มาทำหลักสูตรชุมชนด้วยกันไหม โดยเน้นดูแลเด็กในชุมชนของเรานี่แหละ ซึ่งเรื่องนี้มันจะข้ามพ้นความเป็นครูแบบเดิมที่ต้องอิงสังกัดโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>แล้วการเรียนแบบใหม่อาจไม่ต้องอิงระดับชั้นก็ได้ อาจจะบูรณาการเด็ก ม.1. สามารถเรียนกับพี่ ม.5 ได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมารื้อกระบวนการกันใหม่ เชิญผู้ใหญ่บ้าน เชิญกำนัน เชิญทีม อบต. มาช่วยดู ร่วมออกแบบด้วยกัน เพื่ออนาคตลูกหลานเรา นี่คือภาพฝันระยะยาวที่ผมฝันถึงและอยากเห็นมันเกิดขึ้นจริงครับ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-sor-yor-learning-loss/">คุยเรื่อง “ความรู้ถดถอย” กับครูสอญอ แห่งสีชมพูศึกษา ผู้เอ่ยปากว่า “ผมแทบจะลาออกเลยละ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตรียมความพร้อม​เด็กสู่โลกในศตวรรษที่ 21</title>
		<link>https://www.eef.or.th/creative-classroom-summit-school/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 May 2021 10:47:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Klongtoey Crew]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญา มัครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิดวงประทีป]]></category>
		<category><![CDATA[ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ]]></category>
		<category><![CDATA[Diane Tavenner]]></category>
		<category><![CDATA[Prepared What Kid Need for a Fulfilled Life]]></category>
		<category><![CDATA[ธนายุทธ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ bookscape]]></category>
		<category><![CDATA[นิสา แก้วแกมทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=40190</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถามสำคัญที่คนในแวดวงการศึกษากำลังช่วยกันขบคิดเวลานี้ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/creative-classroom-summit-school/">เตรียมความพร้อม​เด็กสู่โลกในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คำถามสำคัญที่คนในแวดวงการศึกษากำลังช่วยกันขบคิดเวลานี้คือ เราจะเตรียมความพร้อมให้เด็กของเราอย่างไรสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยความผันผวน เมื่อความรู้ และ ทักษะในอดีตหลายเรื่องกำลังกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไม่ตอบโจทย์อนาคต การจะวางรากฐานสำคัญให้กับเด็กๆ ให้เข้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถไปประกอบอาชีพและอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขจะต้องมีกระบวนการอย่างไร&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับ <strong>สำนักพิมพ์ Bookscape</strong> ชวนบุคลากรทางการศึกษามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง ถอดบทเรียน<strong>ผ่านหนังสือ Prepared What Kid Need for a Fulfilled Life โดย Diane Tavenner</strong> ผู้ก่อตั้งโรงเรียนในเครือซัมมิท&nbsp; ซึ่งมีแนวทางการเตรียมความพร้อมเด็กทั้งการเข้าสู่มหาวิทยาลัยและทักษะ พร้อมรับมือในโลกการทำงานในอนาคต</p>



<p><strong>นิสา แก้วแกมทอง รักษาการ ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ.</strong> กล่าวว่า ส่วนที่ประทับใจในหนังสือเล่มนี้มีหลายเรื่องโดยเฉพาะการทำโครงงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ซึ่งอยากให้น้องๆ ในปัจจุบันได้รับความรู้ในลักษณะนี้บ้าง ซึ่งอาจจะมาออกแบบรายละเอียด การทำงานโครงงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเด็กๆ ที่เขามีศูนย์เรียนรู้ชุมชน มีดิจิตอลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะต้องมีโค้ชมาช่วยออกแบบให้เขา มีระบบพี่เลี้ยง ที่เข้าใจเด็กอย่างลึกซึ้ง และมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f6fbf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/summitschool_b.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“สิ่งที่สำคัญคือการทำให้เด็กได้ลองคิด ลองทำ แต่ที่ผ่านมาสำหรับเด็กบางคนเขายังไม่กล้าที่จะฝันในสิ่งที่เขาอยากเป็น หลายคนคิดไม่ออกว่าจะเป็นอะไร ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ดังนั้น การให้โอกาสเขาได้ฝัน ได้คิดลองทำ มีทางเลือกที่หลากหลาย มีหนทางทำให้เขามีความพร้อม เห็นทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้ชัดเจนโรงเรียนต้องมีสิ่งเหล่านี้&nbsp; ไม่ต้องขวนขวายออกไปหาข้านอก เราน่าจะมีระบบนิเวศน์เอื้อกับสิ่งเหล่านี้มีแซนด์บอกซ์ให้เขาได้ลองผิดลองถูกว่าเป้าหมายชีวิตคืออะไร”</p>



<p>นิสา กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนเด็กที่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นจะลดน้อยลง และมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่มีรายได้สูง กับรายได้น้อย ซึ่งการที่เด็กไม่เรียนต่อส่วนหนึ่งก็เป็นเด็กไม่โอเคในระบบและออกจากระบบการศึกษาไป เราจะทำอย่างไรที่จะนำการศึกษาไปสู่เด็กกลุ่มนี้ เพราะบางคนออกไปอยู่ในชุมชน ไปทำงาน บางคนหวุดหวิดจะไปอยู่ในวงจรไม่ดี ดังนั้นเราน่าจะสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียน​แต่อาจจะรวมไปถึงการเรียนรู้ทักษะที่นำไปสู่การประกอบอาชีพ โดยยึดโยงกับชุมชน ให้เขาเห็นประโยชน์และกลับมาพัฒนาชุมชน อีกทั้งเรื่องการศึกษาไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของครู โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นเรื่องของภาคี ภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งครอบครัวชุมชน ภาคเอกชนที่จะต้องร่วมกันพัฒนาให้เขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a8cfb0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/summitschool_a-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป</strong> กล่าวว่า โลกในอนาคตเป็นโลกของความร่วมมือไม่ใช่โลกของการแข่งขันหรือทำลายกันเพื่อให้เป็นที่หนึ่ง โดยในหนังสือจะมีการอธิบายถึงการทำงาน 16 ขั้นตอน และนักวิชาการ นักการศึกษาจะสามารถนำมาปฏิบัติเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่จุดหมาย ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือครูไดแอนได้ไปเยี่ยมบ้านนักเรียน รู้ความเป็นอยู่&nbsp; รู้ว่าทางครอบครัวมีเศรษฐานะอย่างไร เมื่อเด็กกำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา ครูจะต้องลงไปขับเคลื่อนอย่างไร หน้าที่ครูไม่ใช่แค่สอนแต่ต้องสร้างพลังเชื่อมกับครอบครัว รวมทั้งการสร้างทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญสมรรถนะที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนครูต้องรู้ว่าเด็กเก่งอะไร จะแค่สอนไม่ได้อีกต่อไป ต้องเป็นโค้ชให้เด็ก ให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ผ่านมามีเด็กนอกระบบ 4.3 แสนคน หลังจากเหตุการณ์โควิดมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบอีก ­3 แสนคนปัจจัยที่ผลักเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือความไม่เท่าเทียม บางส่วนมาจากสุขภาพกายใจ ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ ปากท้อง ที่ทำให้เด็กเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ใจวงจรชีวิตที่ไม่เหมาะสม กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาอยู่ที่การกระจายอำนาจ ผ่องถ่ายอำนาจไปยังพื้นที่ที่ทำได้ดีกว่าส่วนกลาง&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6165c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/summitschool_d.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์ ครูโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น</strong>&nbsp; กล่าวว่า เด็กในจ.ขอนแก่นเข้าถึงโอกาสแตกต่างจากเด็กในกทม. แม้แต่ในตัวเมืองขอนแก่นเอง ก็มีทั้งโรงเรียนขยายโอกาส และ โรงเรียนใหญ่ในเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำ บางโรงเรียนแค่นักเรียนมาเรียนครบก็เป็นเรื่องอัศจรรย์เพราะหลายคนมีปัญหาเรื่องรายได้&nbsp; หลายรายเป็นคนจนเมือง เข้าถึงโทรศัพท์มือถือแต่ไม่มีเงินเติมอินเตอร์เน็ต ขณะที่เน็ตประชารัฐก็ไม่พร้อม นอกจากความเหลื่อมล้ำก็ยังมีเรื่องความสัมพันธ์กับครู เบื่อการเรียนการสอน ทำให้เด็กไม่อยากมาเรียน</p>



<p>บทบาทของครูในระบบการศึกษาควรรู้ว่านักเรียน “พร้อม” ตรงไหน “พร่อง” ตรงไหน ครูก็จะได้เติมเสริมในสิ่งที่พร้อมและพร่องอย่างถูกต้องเหมาะสม ในหนังสือจะมีการใช้ระบบ SMART ที่มีการประเมิผลได้จริง มีกรอบเวลาชัดเจน ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย วิธีการเรียนรู้&nbsp; และสิ่งที่เรายังขาดมากคือระบบพี่เลี้ยง และ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก &nbsp; โดยครูจะต้องเริ่มจากการสร้างสัมพันธ์ที่ดี เป็นฐานนำไปสู่การรับฟัง ไว้ใจ และเห็นว่าครูเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะเข้ามาหาได้ สิ่งสำคัญคือการให้อำนาจครูได้ออกแบบเนื้อหาการเรียนการสอนด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4582a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/summitschool_c.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>บุ๊ค-ธนายุทธ ณ อยุธยา แรปเปอร์จาก Klongtoey Crew</strong>  กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาของการศึกษาไทยคือไม่เอื้อให้เด็กได้ทำตามความฝัน เขาไม่สามารถมีตัวเลือกได้ว่าโตขึ้นไปจะเป็นอะไรได้บ้าง การศึกษาล็อกเด็กให้อยู่ในเส้นทางเดียว เลือกไม่ได้ว่าจะเป็นอะไร  อีกทั้งการที่ทำให้ตัวเองมีค่าไม่ต้องอยู่ที่โรงเรียนก็ได้ สามารถศึกษาได้จากสิ่งรอบตัว ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน นอกจากนี้การออกแบบการศึกษายังมาจากกระทรวงไม่ได้ให้นักเรียนช่วยออกแบบเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถคิดเองได้ว่าควรจะเรียนไปในทิศทางไหน  จนหลายคนเรียนแบบไม่มีจุดหมาย ไม่เห็นอนาคตตัวเอง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม จากรูปแบบของโรงเรียนในเครือซัมมิท ที่อยากให้นำมาปรับใช้ในประเทศไทยคือการให้นักเรียนออกแบบการเรียนการสอน เช่น สามารถเลือกได้ว่าวันหนึ่ง 7 ชม. เขาอยากเรียนอะไรก็เลือกได้เช่นอยากเรียนคณิตศาสตร์ 7 ชม. ก็เลือกได้เลย เพื่อพัฒนาสิ่งที่เขาต้องการรู้ และควรมีพื้นที่ให้เด็ก เพราะตอนนี้เวทีส่วนใหญ่เป็นเวทีวิชาการ ไม่ใช่เวทีกิจกรรม ซึ่งคงไม่มีใครคิดเลขเก่งอย่างเดียว ต้องมีนักร้อง นักฟุตบอล ทำให้เขามีค่าในตัวเอง ไม่เช่นนั้นเขาก็อาจจะอยากออกมาเรียนที่บ้านดีกว่า&nbsp; ซึ่งมีอะไรอีกมากให้ศึกษาจากออนไลน์</p>



<p></p>



<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br><a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br><strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br><strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br><strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/creative-classroom-summit-school/">เตรียมความพร้อม​เด็กสู่โลกในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
