<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 26 Dec 2023 07:21:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-261223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Dec 2023 07:20:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม]]></category>
		<category><![CDATA[เกริกฤทธิ์ สุขสมบูรณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75758</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-261223/">‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่น่ารักและค่อนข้างสนใจเรียน อยู่ๆ เขาก็จากเราไปด้วยปัญหาสุขภาพ ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้อำนวยการและคุณครูทุกคนเริ่มสนใจเรื่องสุขภาพของเด็กมากขึ้น”</p>



<p><strong>ครูเกริกฤทธิ์ สุขสมบูรณ์ </strong>ครูประจำวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 &#8211; 6<strong> </strong>กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ เมื่อย้อนรำลึกถึงลูกศิษย์ผู้ล่วงลับ และแม้โรงเรียนจะไม่ได้เป็นสาเหตุหรือต้นตอของโรคร้าย แต่คณะผู้บริหารและครูทุกคนก็ตระหนักว่า นอกจากความรู้และทักษะ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาปรับใช้ในบริบทด้านสุขภาพ ที่หมายรวมถึงสุขภาพกายและสุขภาพใจของเด็กไปพร้อมกัน</p>



<p>นี่คือเรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้นใน<strong>โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม</strong> โรงเรียนขนาดกลางในตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ที่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP) กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ภายใต้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-04a377"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นแรก เปลี่ยน Mindset ครูสู่การเป็นโค้ช</strong></h2>



<p>ครูเกริกฤทธิ์ ย้อนเล่าถึงแนวคิดในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนหลังเข้าร่วมโครงการ TSQP ว่า ก่อนจะพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ได้ สิ่งสำคัญคือครูจะต้องเปลี่ยน Mindset ของตัวเองก่อน พอคุณครูเปลี่ยนมันถึงจะส่งผลกระทบไปถึงเด็กๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย&nbsp;</p>



<p>“ในช่วงแรกๆ ครูหลายคนจะติดวิธีการสอนแบบ ‘บอก’ ว่าเธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ครูเลยต้องปรับตัวเองให้เป็น คือต้องคอยช้อนประเด็นช้อนคำถามขึ้นมาแทนการบอก เพื่อดูว่าเด็กมีความคิดเห็นอย่างไร เพราะเราเชื่อว่าเด็กมีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกระบวนการบางอย่างที่สามารถกระตุ้นให้ศักยภาพของเขาเบ่งบานออกมา เพราะเขาต้องเรียนแบบเดิมๆ รอให้ครูบอกทุกอย่าง จนตัวเองไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความเห็น</p>



<p>สิ่งที่โรงเรียนนำมาใช้คือ PBLกำลังสอง ซึ่งเราได้เครือข่ายจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตที่เข้ามาพัฒนาครูก่อน โดย PBLกำลังสอง เป็นเหมือนการขมวดรวมกันระหว่าง Problem Based Learning กับ Project Based Learning คือเราจะเริ่มด้วย Problem Based แล้วจะจบด้วย Project Based”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3bb713"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูเกริกฤทธิ์กล่าวต่อว่าในปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตได้ส่งอาจารย์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับคุณครู ทั้งการให้ความรู้และการตั้งวง PLC เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนนำมาสู่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning</p>



<p>“ช่วงสองปีแรก เราจัดการเรียนรู้โดยมองจากบริบทโรงเรียนว่านักเรียนส่วนมากมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีเท่าไหร่ เลยมองว่าจะส่งเสริมทักษะด้านอาชีพ ทำให้สองปีแรกเกิดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า <strong>ลัฏฐิ SME</strong> ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลักของโรงเรียน คือ 1<strong> ลัฏฐิฟาร์ม</strong> ที่ให้นักเรียนได้ลองออกแบบการทำสวนเกษตรภายใต้พื้นที่ที่จำกัด กิจกรรมที่ 2 คือ<strong> ลัฏฐิคาเฟ่ </strong>เพราะช่วงนั้นจนถึงตอนนี้มีร้านคาเฟ่ผุดขึ้นมาเยอะมาก นักเรียนจึงสนใจ เราเลยให้นำผลผลิตจากลัฏฐิฟาร์ม เช่น นำอัญชันที่ปลูกมาใช้ซึ่งเราเคยพาเด็กไปออกงานมาด้วย&nbsp;</p>



<p>กิจกรรมที่ 3 คือ <strong>ลัฏฐิโปรดักชั่น</strong> คือจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ที่สนใจในเทคโนโลยีมาเรียนรู้การถ่ายภาพ บันทึกวีดีโอ รวมถึงการใช้โปรแกรมออกแบบ อย่างเช่น โลโก้ของลัฏฐิคาเฟ่ และกิจกรรมสุดท้ายคือ <strong>ลัฏฐินิวส์ </strong>ที่ช่วยให้เด็กๆ มีช่องทางในการแสดงออกมากขึ้น มีทั้งการทำข่าว การเต้น หรือการทำติ๊กต็อก ก็คือโปรดักชั่นอยู่หลังกล้อง และนิวส์อยู่หน้ากล้อง หลักๆ คือเขาจะทำข่าวว่าโรงเรียนช่วงนี้เป็นยังไง ลัฏฐิฟาร์มและคาเฟ่มีอะไรแปลกใหม่บ้าง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สอง ตั้งวง PLC เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเติมเต็ม</strong></h2>



<p>หลังจาก ‘ลัฏฐิSME’ ประสบความสำเร็จในสองปีแรก พร้อมๆ กับการที่คุณครูทุกคนมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ครูเกริกฤทธิ์บอกว่าปัจจัยสำคัญคือการจัดตั้งวง PLC (Professional Learning Community) รวมถึงวง Mini PLC เฉพาะในโรงเรียนที่แม้จะมีขนาดเล็กลง แต่ก็ทำให้ครูทุกคนมีโอกาสแสดงความเห็นและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น</p>



<p>“เราพยายามทำให้วง PLC เป็นวงที่ปลอดภัย เพราะแรกๆ เหมือนกับครูก็ยังไม่ค่อยกล้าแชร์ แต่พอเราทำกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ มันกลายเป็นว่าครูได้รับการปรับเปลี่ยนไปด้วยว่าวงนี้เราแค่มาแชร์กันว่าทำอย่างไรให้นักเรียนและลูกๆ ของเรามีศักยภาพหรือดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันว่าแผนของครูจะดีขึ้นอีกถ้าครูทำแบบนี้”</p>



<p>หนึ่งในประเด็นจากวง Mini PLC ที่น่าสนใจคือการเลิกใช้คำว่า ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ มาเป็นตัวตัดสินนักเรียนแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bcc7b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การตัดสินถูกผิดเหมือนการส่งเสริมให้เด็กเกิดการเปรียบเทียบแข่งขันอยู่ลึกๆ คือถ้าเรามองในมุมปกติของนวัตกรรมการศึกษาทั่วไป ก็จะมองเหมือนการเสริมพลังบวกซึ่งมันก็ถูกต้องในมุมหนึ่ง แต่โรงเรียนทำมาจนถึงมุมที่เรารู้สึกว่ามันใช้ได้ในขั้นของการเรียนการสอนที่เน้น Content (เนื้อหา) ว่า Content นี้มันผิดหรือถูก ตรงนั้นถือว่าโอเค ถูกต้อง จำเป็นต้องบอกเด็ก </p>



<p>แต่ถ้าเราปรับมาเป็น Project Based ที่เน้นเรื่องทักษะ สมรรถนะ และกระบวนการ เราจะไม่ได้ตัดสินตรงเนื้อหาหรือว่าสิ่งที่เขาทำ แต่เราจะใช้คำถามว่าถ้าทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร หรือว่าจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า ซึ่ง<strong>ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็นจริงๆ ตอนเข้าโครงการ TSQP คือการมุ่งไปที่สมรรถนะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ </strong>เราโฟกัสที่จะดึงสมรรถนะตรงนั้นของนักเรียนออกมาได้อย่างไร ซึ่งการจะใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดเด็ก ครูเองต้องเป็นคนที่มีกระบวนการด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e962cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ครูเกริกฤทธิ์-สุขสมบูรณ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สาม ออกแบบการเรียนรู้เพื่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน</strong></h2>



<p>แม้สถานการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียนวัดลัฏฐิวนารามจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แล้วกลับมีข่าวร้ายเมื่อนักเรียนคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยปัญหาสุขภาพ ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างโศกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น</p>



<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่น่ารักและค่อนข้างสนใจเรียน อยู่ๆ เขาก็จากเราไปด้วยปัญหาสุขภาพ ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้อำนวยการและคุณครูทุกคน เริ่มสนใจเรื่องสุขภาพของเด็กมากขึ้น ประกอบกับเทศบาลรายงานว่าโรงเรียนเราถูกจัดอยู่ในลำดับสุดท้ายในเรื่องสุขภาพฟัน มันเลยเป็นที่มาว่าทำไมโรงเรียนต้องทำ Project Based ในเรื่องสุขภาพ</p>



<p>ทีนี้พอคุณครูมีประสบการณ์จากลัฏฐิSME เราก็ปรับตรงนั้นมาเป็นแนวสุขภาพแทน โดยจัดกิจกรรมเฉพาะที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กอนุบาล เราจะใช้ Project Approach คือเลือกตามความสนใจของนักเรียน แต่พอขึ้นชั้นประถม เรามามองกันว่ามีอะไรที่เหมาะกับวัยนี้โดยการกำหนดกรอบกว้างๆ ว่า ป.1 ยังเป็นเด็กเล็กก็อยากให้เขาดูแลกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ เรื่องอาหารการกิน พอป.2 เรามองว่าเด็กมีภาวะที่ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุดออกไป เราเลยเน้นเรื่องการดูแลรักษาฟัน จากนั้นป.3 จะเน้นเรื่องน้ำหนักเพราะเด็กบางคนน้ำหนักเยอะไปน้อยไป จึงอยากปรับเปลี่ยนนิสัยให้รู้จักการออกกำลังกายมากขึ้น จะเห็นได้ว่าป.1-3 เน้นดูแลตัวเองก่อน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49b99b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนป.4 จะมีชมรม อย.น้อย ให้นักเรียนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน อย่างปีนี้มีคนเป็นไข้เลือดออกมากกว่าปกติ ก็เลยเน้นเรื่องการทำสมุนไพรไล่ยุง ทีนี้พอขึ้นป.5 จะเน้นเรื่องการคัดแยกขยะ ส่วนป.6 จะเป็นเรื่องการเกษตรคือโยงเข้ากับลัฏฐิฟาร์ม เพื่อให้เขาดูแลอาหารการกินของตนเองตั้งแต่ต้นทาง”</p>



<p>ครูเกริกฤทธิ์บอกว่าทักษะสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ<strong>นักเรียนสามารถดูแลตัวเองและจัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องรอให้ครูบอก</strong> ซึ่งผู้ปกครองเองก็มีสัญญาณตอบรับที่ดีว่าลูกสามารถจัดการกิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาพ่อแม่น้อยลง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สี่ สร้างพื้นที่ปลอดภัยเชื่อมใจครูกับนักเรียน</strong></h2>



<p>ไม่เพียงสุขภาพกายที่โรงเรียนวัดลัฏฐิวนารามนำนวัตกรรมการศึกษาเข้ามาแก้ปัญหา พัฒนาทักษะและเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ในด้านสุขภาพใจก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คุณครูที่นี่ให้ความสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“พอเด็กกำกับตัวเองได้ เราก็ขยับมามุ่งเน้นเรื่องสุขภาพใจของเขา โดยเอาจิตศึกษาเข้ามาในวง PLC ผ่านการเล่านิทานที่สะท้อนปัญหาของโรงเรียนในช่วงนั้นๆ แล้วเราจะถามเด็กๆ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้กับเรา เราจะทำอย่างไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งจะไม่มีการไปตัดสินเลยว่าสิ่งที่นักเรียนแชร์ออกมามันผิดหรือถูก แต่จะให้เขามีคำตอบอยู่ในใจตัวเอง ให้เขาได้ตัดสินทางจริยธรรมด้วยตัวเอง พอเป็นแบบนี้มันเลยทำให้เด็กๆ กล้าพูดถึงความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น แล้วครูกับเด็กก็เหมือนเชื่อมต่อกันมากขึ้น”</p>



<p>พอครูกับนักเรียนเชื่อมต่อกันมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือครูเริ่มกลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเด็ก ซึ่งครูเกริกฤทธิ์มองว่าสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กกล้าเปิดใจและอยากเรียนรู้กับครูมากขึ้นกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51018e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9067ba"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมมองว่าการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กสำคัญมาก เหมือนตอนเราเด็กๆ เราจะมีครูที่ชอบกับครูที่ไม่ชอบ น่าสนใจว่าครูที่เราชอบนั้นจะสอนดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่เราจะตั้งใจเรียนเพราะเรารู้สึกว่าเราเคารพครูคนนี้ เราชอบครูคนนี้ ครูคนนี้เข้าใจเรา ทำให้การเรียนดีขึ้น เราเลยกล้าพูดกล้าแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงกับครูคนนี้</p>



<p>มีวันหนึ่งในวงจิตศึกษา ครูก็นำนิทานเรื่องครอบครัวมาแชร์กับนักเรียนตามปกติ ปรากฏว่ามีเด็กป.6 ที่ปกติภายนอกดูร่าเริง ออกมาแชร์ว่าเขาถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศที่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กมีการเปรยๆ กับเพื่อนสนิท แต่วันนั้นเขาอาจรู้สึกว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยของเขา เพราะเราทำวงจิตศึกษามาหลายเดือน สุดท้ายเขาก็แชร์กับครูประจำชั้นเพิ่มเติม ทำให้ทางโรงเรียนรีบดำเนินการด้วยการสืบจากนักเรียน เพื่อน และเรียกผู้ปกครองมาคุย จากนั้นจึงแจ้งตำรวจซึ่งตอนนี้เรื่องก็เป็นคดีความเรียบร้อยแล้ว”</p>



<p>ขณะเดียวกันครูเกริกฤทธิ์ยังเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์จากการร่วมโครงการ TSQP ทำให้ครูทุกคนมีทัศนคติในการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งพอครูมีพัฒนาการมากขึ้น ตัวนักเรียนเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย</p>



<p>“แรกๆ เราอาจสอนแค่ความรู้ แต่พอมันเกิดกระบวนการพัฒนาตรงนี้ ทำให้ครูมีกระบวนการสอนที่หลากหลายขึ้น ส่วนนักเรียนเองก็กล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าคิดมากขึ้น จนเมื่อเราทำลึกไปกว่านั้นคือเข้าไปถึงด้านจิตใจ สำหรับผมรู้สึกว่ามันลึกมากเลย เพราะปัญหาหลายๆ อย่างมันออกมาจากวงจิตศึกษาตรงนั้นที่มีครูกับนักเรียน ซึ่งพอครูแก้ปัญหานักเรียนตรงนั้นแล้วก็จะนำมาแชร์กันในวง PLC ของครูด้วยกันอีกที เพื่อให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ จากวงนั้น มันจึง<strong>ไม่ใช่แค่ครูที่พัฒนาเด็ก แต่เป็นเด็กด้วยที่ช่วยพัฒนาครู</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-62f26c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมมองว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดไม่ได้ทำให้วิชาการของเด็กตกลง กลับจะดียิ่งขึ้นมากกว่า เพราะว่าพอเด็กๆ กล้าคิด ครูก็กล้าสอน ต่างจากตอนแรกที่เด็กเหมือนรอจะให้เราบอกแล้วจึงค่อยทำตามขั้นตอน แต่ว่าเราตัดการบอกขั้นตอนนี้ออก ให้เด็กๆ คิดเองว่า 1 2 3 คืออะไร ไม่มีผิดไม่มีถูก ลองทำดูได้เลย เขาก็จะหาปัญหามาเองและเป็นคนคิดเองว่าจะทำอย่างไรดี ส่วนครูก็จะช่วยสนับสนุนกระบวนการของเขา เพราะความรู้มันหาที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ มัน Worldwide ง่ายมาก แต่จะทำอย่างไรให้เราหาความรู้นั้นได้ มีกระบวนการอย่างไร ซึ่งเด็กๆ จะได้ทักษะตรงนี้ เหมือนคำว่า Learn How to Learn สร้างให้เขาเป็นนักเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่เรียนรู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร แต่เรียนรู้ด้วยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร คือพอได้องค์ความรู้นั้นมาแล้ว เขาต้องสามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร โดยใช้องค์ความรู้ที่มี ซึ่งมันจะเป็นทักษะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นหน้าที่ของเราไม่ใช่การบอกว่าเธอจะต้องโตแบบนี้เป็นแบบนี้ แต่เป็นการส่งเสริมให้เขาได้ดึงศักยภาพที่เขาเก่งที่สุดในด้านนั้นๆ ออกมา เพื่อที่จะพัฒนาหรือใช้มันดูแลตัวเอง รวมถึงพัฒนาโลกนี้ให้ดียิ่งๆ ขึ้น”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-261223/">‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
