<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 May 2026 07:55:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-240126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 12:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ยิ่งใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99162</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในโรง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240126/">“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในโรงเรียนที่มีแนวทางจัดการศึกษาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง พื้นที่แห่งนี้รองรับเด็กที่หลากหลาย โดยมีแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง วางเป้าหมายการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเด็ก ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์วัดที่มีมาตรฐานเดียว ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความยืดหยุ่นในการออกแบบการเรียนการสอน</p>



<p>แนวคิดเหล่านี้มีผู้ขับเคลื่อนสำคัญคือ<strong> วิเชียร ไชยบัง </strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา<strong> </strong>เขาทำหลักสูตรอนุบาลจิตศึกษาในระดับปฐมวัย และกำลังผลักดันหลักสูตรมัธยมต้นโดยวางเป้าหมายไว้ว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว”&nbsp;</p>



<p>บทสนทนานับจากนี้ กสศ.ได้ชวนวิเชียรคุยเรื่องแนวคิดการศึกษา มุมมองต่อการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น แนวทางการนำมาปฏิบัติจริง ความเหลื่อมล้ำ รวมถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาไทยที่เขาอยากเห็น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4.jpg" alt="" class="wp-image-99164" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนากําลังทำรูปแบบการศึกษาแบบไหนอยู่บ้าง มีผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่แลกเปลี่ยนให้ฟังได้บ้างไหม</strong></h3>



<p>เราเน้นการพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์และสอดรับบริบทของโลกใหม่ โดยทำนวัตกรรมชื่อ ‘อนุบาลจิตศึกษา’ เพื่อจัดการศึกษาในช่วงปฐมวัย</p>



<p>อนุบาลจิตศึกษาคือการมุ่งให้เด็กมีความพร้อมในสามมิติ ได้แก่ <em>มิติที่หนึ่ง</em> คือมิติของตัวตน เด็กปฐมวัยควรมีพัฒนาการทางด้านตัวตน มีการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง (self-esteem) ให้เขามีความตระหนักในความสามารถของตัวเอง และสิ่งสูงสุดที่ระดับอนุบาลควรมีคือความสามารถในการกํากับตัวเอง (self-control) ให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ กํากับตัวเองให้อยู่ในกิจกรรมได้นานพอ ไม่วอกแวก</p>



<p><em>มิติที่สอง</em> คือการพัฒนา executive function (EF) หรือความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้า ให้เด็กมีความสามารถในการริเริ่ม มุ่งเป้าหมาย ยืดหยุ่นความคิด ดึงความจำออกมาใช้งานได้ และกํากับตรวจสอบประเมินตัวเองเป็น</p>



<p><em>มิติที่สาม</em> คือพัฒนาการทั้งสี่ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราฝึกด้วยกิจกรรมชีวิต ในหนึ่งวัน เด็กๆ จะมีงานชีวิตอยู่ห้างาน คือ งานเล่น งานสํารวจ งานบ้าน งานสวน และงานครัว เวลาเด็กลงมือทำกิจกรรม มันก็จะส่งเสริมพัฒนาการทั้งสามมิติโดยอัตโนมัติ </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>พอเด็กเรียนถึงอนุบาลสาม เขาจะมี self-control และ self-esteem เลย ส่วนในมิติของ EF เราก็เห็นว่าเขาสามารถริเริ่มได้ จนไปสู่งานมุ่งเป้าหมายและงานยืดหยุ่นความคิด คือเวลามุ่งเป้าหมายแล้วก็ต้องมาดูว่าถ้าไม่สำเร็จจะหาวิธีที่ยืดหยุ่นอย่างไร และเขามีการกํากับตัวเอง มีการตรวจสอบและประเมินตัวเองอยู่ในที</p>



<p>ในส่วนของการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราก็เปลี่ยนรูปแบบพอสมควร ในสนามเด็กเล่นเรามีอุปกรณ์การเล่นที่เป็นธรรมชาติ มีเชือกห้อยโหนและเครื่องปีนป่าย ซึ่งมีความท้าทายพอที่จะให้เด็กพัฒนาทั้งด้าน EF ตัวตน และพัฒนาการทางด้านร่างกาย</p>



<p>ส่วนพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เราก็พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาและคณิตศาสตร์ เด็กไม่ต้องเร่งอ่านเขียน แต่เด็กอนุบาลของเราถึงขั้นอ่านออกเขียนได้โดยธรรมชาติเลยนะ เป็นไปอย่างธรรมชาติด้วยกระบวนการรูปแบบใหม่</p>



<p>เราทำมาแปดปีแล้ว เห็นทุกรุ่นที่ผ่านอนุบาลจิตศึกษามา พอขึ้นชั้นประถมเขาก็ไม่ต้องเตรียมความพร้อมอีก ไปต่อได้เลย อันนี้คือที่ทำสำเร็จไปแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4.jpg" alt="" class="wp-image-99165" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากชั้นอนุบาลแล้ว ในระดับอื่นๆ มีการออกแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้างให้สอดรับกับบริบทโลกใหม่</strong></h3>



<p>ผมพัฒนารูปแบบหนึ่งขึ้นมาสำหรับชั้นมัธยม ตอนนี้รูปแบบการศึกษาโดยทั่วไปของมัธยมคือการเรียนการสอนเป็นวิชาตามหลักสูตร ประเมินตามตัวชี้วัดมาตรฐาน ซึ่งยังอยู่ในหลักคิดที่เก่าแก่คือเป็นการศึกษาเพื่อบรรจุความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะลงไปในตัวเด็ก แต่ผมพัฒนารูปแบบใหม่ของมัธยมขึ้นมา คือทำให้การศึกษาเป็นการเอาศักยภาพไปใช้ ไม่ใช่การบรรจุ&nbsp;</p>



<p>พูดง่ายๆ ว่าให้เด็กมีสมรรถนะ เพราะเวลาเขาเอาศักยภาพไปใช้ เขาต้องทำให้ใช้การได้ผลดี <strong>หลักของการเรียนรู้ชั้นมัธยมของผมคือ</strong> <strong>จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว แปลว่าเราต้องยืดหยุ่นเยอะมากเลย เวลาเราพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่น เด็กต้องเป็นศูนย์กลาง เรื่องทุกอย่างต้องทำเพื่อเขา</strong> แต่หลักคิดการศึกษาแบบบรรจุนั้นไม่ยืดหยุ่นนะ เพราะเด็กต้องทำได้ตามมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานนั้นอยู่ในหลักสูตรที่เป็นกระดาษโดยไม่สนใจบริบทข้างนอก แล้วหลักสูตรที่อยู่ในกระดาษก็เก่าแก่มาก&nbsp;</p>



<p>วิธีของเราที่ไม่ยอมให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว คือการวางเป้าหมายว่าพอจบชั้น ม.3 เขาควรจะมีอัตลักษณ์และมีความเข้าใจตนเอง (self-concept) ทุกคนต้องมีความตระหนักรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร ปรารถนาสิ่งใด มีเจตจำนงอะไร แล้วการที่เขาจะมี self-concept ได้ เขาต้องไม่ถูกบรรจุด้วยสิ่งเดียวกันเสมอไป แต่ต้องถูกท้าทายด้วยโจทย์และสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งอยู่ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning &#8211; PBL)</p>



<p>โจทย์และสถานการณ์ที่ตรงกับบริบทที่เขาเผชิญอยู่จะท้าทายให้เขาเข้าไปเผชิญกับมัน เมื่อผลออกมาว่าเขาทำได้แค่ไหน เขาตอบสนองแบบไหน ในที่สุดเขาก็จะตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่าเขามี self-concept อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร ความถนัดของตัวเองคืออะไร ความจริงของตัวเองคืออะไร แรงปรารถนาของตัวเองคืออะไร เพราะฉะนั้นเราต้องยืดหยุ่นมาก เพื่อให้เด็ก ม.3 เลือกว่าเขาควรจะไปทิศทางไหนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ล้อไปตามแรงของสังคม เพื่อน หรือพ่อแม่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4.jpg" alt="" class="wp-image-99167" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่บอกว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” คําว่าล้มเหลวในความหมายของอาจารย์คืออะไร</strong></h3>



<p>ในระบบการศึกษาแบบเก่า เด็กล้มเหลวเพราะเราเอาไม้บรรทัดอันเดียวไปวัดทุกคน เช่นเด็กต้องเรียนเหมือนกัน ซึ่งบางคนเขาไม่ได้สนใจวิชานั้น แต่เขาจำเป็นต้องเรียนสิ่งนั้น ผลคือเขาได้เกรดศูนย์ หรือถ้าเขาไม่เข้าเรียน ผลคือเขาไม่มีสิทธิ์สอบ <strong>เด็กล้มเหลวเพราะเป้าหมายและวิธีวัดของการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายของเด็ก นี่คือกรอบคิดของการศึกษาแบบเดิม</strong>ที่บรรจุความรู้และทักษะ กำหนดเวลาเรียน กำหนดเกณฑ์ประเมิน และกำหนดพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเขา&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้โจทย์และสถานการณ์สอดคล้องกับบริบทของเขา เมื่อใดที่เขาตอบสนองกับโจทย์และบริบทพวกนี้ได้ เขาค้นพบว่าเขาเป็นใคร เขามีแรงปรารถนาอะไร เขาทำเรื่องนั้นได้ดีแค่ไหน เขาก็จะไม่ล้มเหลว แต่ตอนนี้เมื่อมองไปทั้งแผ่นดินไทย เด็กมัธยมล้มเหลวกันระเนระนาด <strong>ผมตั้งใจว่าระบบมัธยมที่ผมพัฒนาขึ้นจะทำให้เด็กไม่ล้มเหลว อยากให้เขาค้นพบตัวเองและเดินบนเส้นทางของตัวเองได้เร็ว</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การพัฒนาเรื่อง self-concept ของเด็กมีวิธีการสร้างอย่างไรที่เป็นรูปธรรม</strong></h3>



<p>การพัฒนาเรื่อง self-concept ต้องทำนอกเหนือจากหลักสูตรเยอะมาก เรามุ่งกิจกรรมในการพัฒนาผู้เรียน เช่นเราให้เขามีโอกาสพัฒนาโปรเจ็กต์ Empathy Camp คือโปรเจ็กต์ช่วยคนอื่น เขาต้องทำโปรเจ็กต์ใหญ่มากเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อออกแบบว่าเราจะเข้าใจคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างไร เราพอช่วยอะไรเขาได้ แล้วอะไรที่พอช่วยได้นั้นเราต้องทำอย่างไร เป็นกระบวนการยาวทั้งปี</p>



<p>อีกเรื่องคือการพัฒนา Hard Skill เขาต้องได้ลองทำ เราให้โอกาสเด็กฝึกงานปีละหลายรอบ อยากฝึกที่ไหนก็ไปเลย เช่น ไปอยู่กับโค้ชการเงิน บางคนเลือกไปอยู่กับกลุ่มอาสากู้ภัย บางคนไปอยู่อู่ซ่อมรถ เด็กสามารถเลือกลองเพื่อจะได้รู้ว่าอะไรที่เขาถนัดหรืออยากทำจริงๆ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าถอยมามองภาพกว้างของการศึกษาไทย อาจารย์มองอย่างไร ดูมีแนวโน้มการพัฒนาที่ดีไหม</strong></h3>



<p>ทิศทางของหลักสูตรใหม่ก็ออกมาดีนะ พยายามให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ คือเอาศักยภาพของเด็กมาใช้ แต่ทักษะและโลกทัศน์ของครูที่จะตั้งโจทย์ดีๆ ให้เด็กและเข้าใจบริบทโลกจริงๆ ก็ยังต้องพัฒนาอยู่</p>



<p>ถ้ามองในภาพกว้าง โครงสร้างของระบบการศึกษาไทยตอบโจทย์เรื่องการควบคุม คิดมาเพื่อควบคุมประชากรให้รู้บางเรื่องและไม่ให้รู้บางเรื่อง แล้วระบบการศึกษาก็ยังตอบโจทย์เศรษฐกิจที่มีชนชั้นนำเป็นตัวนำ ประชากรส่วนมากที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้เป็นชนชั้นนำอยู่แล้ว แต่เป็นฐานรากให้เขา ซึ่งโครงสร้างใหญ่และกรอบคิดพวกนี้ทลายยาก และเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ ซึ่งก็เป็นแง่ดีในเชิงของการปกครอง แต่ประชาชนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ต้องตกเป็นเบี้ยภายใต้กลไกเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง และระบบการปกครอง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1.jpg" alt="" class="wp-image-99166" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วพอมีทางแก้ไขไหม</strong></h3>



<p>ต้องปฏิวัติในเชิงโลกทัศน์และหลักคิดของคน เวลาเราจัดการศึกษาต้องไม่ใช่แค่สยบยอมตามระบบหรือตามกฎเกณฑ์กติกา เพราะกฎเกณฑ์กติกาในการศึกษา คนกำหนดขึ้นทั้งนั้น แล้วกำหนดขึ้นอย่างมีนัยที่ต้องการควบคุม เราก็ต้องสอนให้เด็กตั้งคำถามกับมัน สอนให้เขาเป็นผู้เลือกอย่างอิสระ ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ต้องก้าวร้าว แต่รู้ว่าจะต้องทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเป็นอิสระและเป็นจริงกว่าที่เป็นอยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อย่างประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในประเด็นนี้อาจารย์มองว่าแก่นของปัญหาคืออะไร</strong></h3>



<p>ผมชวนตั้งคำถามอย่างนี้ โรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมหนึ่งล้านกับโรงเรียนที่อยู่ชนบท ถามว่าทั้งสองโรงเรียนนี้ทำให้คนมีความเป็นมนุษย์ที่เกินกว่ากันไหม ผมตอบว่าไม่ใช่ แต่ค่าเทอมที่แพงคือบัตรผ่านประตูของกลุ่มชนชั้นนำ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นด่านที่ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อบัตรเท่าไหร่ ในโรงเรียนใหญ่ๆ ดังๆ เราจะเห็นว่ามีหลายชนชั้นอยู่ในโรงเรียนเดียว ชนชั้นที่ค่าเทอมแพงจะได้เรียนกับครูต่างชาติในห้องแอร์ ส่วนชนชั้นที่เรียนฟรีก็เรียนกับครูทั่วไป ขนาดในโรงเรียนเดียวกันยังไม่เท่ากันเลย ต้นทุนทางสังคมของคนกลุ่มนี้ต่างกัน คอนเน็กชันของคนกลุ่มนี้ก็ต่างกัน</p>



<p>การศึกษาเป็นบัตรผ่านเข้าไปสู่ชนชั้น แต่ในการศึกษาโดยทั่วไปจะมีสักกี่คนที่ก้าวจากเด็กน้อยในชนบทธรรมดาขึ้นไปสู่ระดับชนชั้นนำได้ น้อยมาก ดังนั้นถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมมองว่าการศึกษารับใช้ชนชั้นนำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นบัตรผ่านไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ สำหรับเด็กที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ</strong></h3>



<p>เวลาผมพูดถึงเรื่องนี้มันมีกลไกเยอะกว่านั้น การศึกษาคือระบบที่รับใช้กลไกการเมือง การเมืองไปทิศทางไหน เขาก็จัดการศึกษาให้เป็นแบบนั้น ประเทศที่ต้องการให้เด็กเป็นทหาร เขาก็สร้างโรงเรียนให้คนเป็นทหาร ประเทศที่สงบสุขเขาก็สร้างการศึกษาให้สงบสุขอย่างที่สแกนดิเนเวีย ประเทศที่แข่งขันกันทางธุรกิจอย่างสิงคโปร์​ เขาก็สร้างเด็กให้เป็นนักธุรกิจ</p>



<p>คำถามนี้ตอบยากมากเลยนะ แต่ผมก็พยายามทำอยู่ <strong>เราต้องมีความเชื่อก่อนว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ ไม่ใช่ระบบการศึกษา</strong> และไม่ใช่แค่บัตรผ่านประตู ดังนั้น<strong>เราต้องทำให้ระบบการศึกษาสร้างการเรียนรู้ การเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีโอกาสเปลี่ยนแปลง</strong> แล้วการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่ใช่สถานะทางสังคมหรือเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองมีเงินมากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสมองที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโตขึ้นและเข้าใจความจริง เมื่อคุณเข้าใจความจริงคุณจะดำรงชีวิตอยู่ตามสถานภาพของคุณได้อย่างมีคุณภาพ ชีวิตคุณจะมีคุณภาพมาก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" class="wp-image-99168" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ไม่ใช่ว่าคุณมีสถานะทางสังคมสูงหรือมีฐานะร่ำรวยแล้วคุณจะมีความสุขเสมอไป เพราะสมองของคุณอาจถูกสร้างไปอีกแบบหนึ่ง ถูกสร้างให้กระหายต่อโดปามีน กระหายต่อตัวเลขในบัญชี สมองของคุณไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้มีความสุขอยู่กับธรรมชาติ มีความสุขอยู่กับผู้คนหรือครอบครัว</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงโอกาสของความเท่าเทียม เราวัดกันที่คุณภาพชีวิตในลักษณะแบบนี้ มนุษย์ทุกคนมีชีวิตได้ไม่กี่ปี แต่ระหว่างไม่กี่ปีนั้นใครมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากัน ใครมีคุณภาพความสุขมากกว่ากัน ซึ่งอันนี้ก็วัดยาก พูดแล้วเหมือนเป็นคำปลอบใจนะ แต่ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าตอนนี้ระบบการศึกษาเป็นบัตรผ่านประตู แต่เนื้อแท้ของมันคือพื้นที่ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ แล้วถ้าเรารู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง ก็จะเกิดความเท่าเทียมขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240126/">“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-280623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2023 10:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติการต้าน BULLY]]></category>
		<category><![CDATA[KiVa Antibullying Program]]></category>
		<category><![CDATA[Anna Murgo]]></category>
		<category><![CDATA[Christina Salmivalli]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=69643</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280623/">‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติออนไลน์ ประเด็น <strong>“ปฏิบัติการต้าน BULLY” KiVa Antibullying Program : ความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์</strong> เพื่ออภิปรายปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนหรือการบูลลี่ ผ่านแนวทางของประเทศไทยและประเทศฟินแลนด์ เพื่อเรียนรู้ถึงแนวทางที่เป็นระบบในการจัดการกับปัญหา รวมถึงสร้างความมั่นใจว่าทุกโรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน หลังพบสถิติเด็กนักเรียนไทยประมาณ 600,000 คน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลกตามรายงานของกรมสุขภาพจิตในปี 2561</p>



<p>การกลั่นแกล้ง หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยผู้ที่เป็นเหยื่อมักไม่อาจป้องกันตนเองจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้ จากรายงานของยูเนสโกที่เผยแพร่ในปี 2562 เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นทั่วโลกโดยเด็ก 1 ใน 3 เคยถูกกลั่นแกล้งมาก่อน และปัญหาดังกล่าวก็ไม่ต่างกันในฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30fec5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-05b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณอันนา เมอร์โก (Anna Murgo) รองผู้จัดการโครงการฝ่ายต่างประเทศ KiVa Antibullying Program</strong> อธิบายว่า ฟินแลนด์เคยมีกรณีการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการอย่างจริงจังกับปัญหานี้ โดยเน้นความสำคัญไปกับการป้องกันการกลั่นแกล้ง หลังจากเปิดตัวโครงการ KiVa Anti-bullying ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนทั่วประเทศมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>โครงการ KiVa เป็นโครงการต่อต้านการกลั่นแกล้งที่เป็นผลจากจากการศึกษาของ<strong>ศาสตราจารย์ Christina Salmivalli</strong> ที่ระบุว่าการกลั่นแกล้งไม่ใช่สถานการณ์ระหว่างผู้กลั่นแกล้งและเหยื่อเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์กลุ่ม เพื่อนร่วมชั้นเรียนมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ที่เกิดการกลั่นแกล้งขึ้น โครงการ KiVa พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการป้องกันการกลั่นแกล้งและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ และมอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ครูเพื่อจัดการกับกรณีการกลั่นแกล้งอย่างถูกต้องเหมาะสม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b8e082"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-03b.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณอันนา เมอร์โก (Anna Murgo) รองผู้จัดการโครงการฝ่ายต่างประเทศ KiVa Antibullying Program</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลสภาพจิตใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือพบเห็นการกลั่นแกล้ง และยังมอบแนวปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้ครูใช้ช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งด้วย” </em><strong>คุณอันนา</strong>อธิบาย</p>



<p>ในประเทศไทย สถานการณ์การกลั่นแกล้งในโรงเรียนจัดอยู่ในขั้นวิกฤตเช่นกัน คดีน่าสลดใจล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (26 มิ.ย.) เป็นกรณีที่น้องนักเรียนอายุ 15 ปีในจังหวัดพัทลุง เสพยาเกินขนาดเพราะเครียดจากการถูกเพื่อนร่วมชั้นกลั่นแกล้ง โดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสรายงานเพิ่มเติมว่าเธอถูกพูดจาเยาะเย้ยเรื่องรูปร่างหน้าตา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b28435"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผอ.โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทยต่างก็มีแนวทางของตนเองที่ใช้รับมือกับปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน หนึ่งกรณีตัวอย่างคือแนวทางที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาในจังหวัดบุรีรัมย์นำมาใช้ โดย<strong>คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา </strong>อธิบายว่า แม้ว่าโครงสร้างของระบบในโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันปัญหานักเรียนกลั่นแกล้งกัน แต่การส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีสติ เห็นคุณค่าในตนเองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหยุดปัญหานี้ได้ในระยะยาว</p>



<p><em>“เราจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าผลการเรียนรู้ และต้องทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน ขจัดความหวาดกลัวและอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ การกลั่นแกล้งเป็นปรากฏการณ์แบบกลุ่ม แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ผู้รังแก แต่คุณอาจเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ &#8230;เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราต้องเคารพในความหลากหลายของผู้คน</em></p>



<p><em>“ดังนั้น แนวคิดหลักคือเราทุกคนจำเป็นต้องตระหนักและยอมรับในความแตกต่างและความหลากหลายของผู้คน เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น นี่คืออุดมการณ์ที่นักเรียนและครูควรเข้าใจ ยอมรับและแสดงออกถึงคุณค่าเหล่านี้ผ่านพฤติกรรม” </em><strong><em>ครูใหญ่วิเชียร</em></strong><em>กล่าวเสริม</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45d2c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังจากการอภิปรายอย่างละเอียดตั้งแต่การอธิบายคำจำกัดความของการกลั่นแกล้งไปจนถึงกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของฟินแลนด์และไทย <strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>ได้ให้ข้อสรุปในการสัมมนาว่าโดยอ้างถึง งานวิจัยของเครือข่ายทนายความเพื่อเด็กและเยาวชนในปี 2563 ที่เปิดเผยว่า จากการสำรวจกลุ่มนักเรียน 15,000 คน นักเรียนร้อยละ 90 ที่ตอบแบบสำรวจให้ข้อมูลว่าพวกเขาเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง นักเรียนกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมดในประเทศไทย</p>



<p><em>“นักเรียนที่มีความเปราะบางอยู่แล้วจากสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมมักจะตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง และมีแนวโน้มที่จะเกิดความเปราะบางทางจิตใจมากขึ้น การอภิปรายนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการสะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเรา ไม่ว่าการกลั่นแกล้งจะเกิดขึ้นในโรงเรียนของเราหรือไม่ก็ตาม โรงเรียนต่าง ๆ ควรวางแผนรับมือและประยุกต์ใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7deac0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-04b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280623/">‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนไร้เสียงออด นักเรียนคือเจ้าของความรู้ ครูคือนักสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/no-alarm-school/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Nov 2020 03:39:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[PBL]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดเนินกระปรอก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=23198</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เรียนอย่างไรให้มีความสุข?” หลายครั้งที่คำถามนี้มักถูกโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/no-alarm-school/">โรงเรียนไร้เสียงออด นักเรียนคือเจ้าของความรู้ ครูคือนักสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เรียนอย่างไรให้มีความสุข?”</p>
<p>หลายครั้งที่คำถามนี้มักถูกโยนไปยังผู้ใหญ่ในแวดงการศึกษา และไม่บ่อยครั้งที่คำถามนี้จะถูกถามไปยังผู้เรียนโดยตรง</p>
<p>ผู้เรียนที่ใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน หมดไปกับห้องเรียนสี่เหลี่ยม</p>
<p>ผู้เรียนที่ใช้เวลา 5 วัน ใน 1 สัปดาห์ หมดไปกับชีวิตในรั้วโรงเรียน</p>
<p>และผู้เรียนที่จะต้องใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนนับตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายอย่างน้อย 15 ปี</p>
<p>เมื่อคำถามที่ว่า “เรียนอย่างไรให้มีความสุข?” ถูกส่งไปยังเหล่านักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการศึกษาโดยตรง คำตอบที่ได้จึงไม่ใช่เพียงวิธีการที่จะนำไปสู่ความสุข แต่ยังสะท้อนภาพชีวิตของเขาเหล่านั้นว่า แท้จริงแล้วพวกเขากำลังเผชิญความทุกข์แบบไหนในระบบการศึกษาไทย</p>
<blockquote><p>มนุษย์เราต้องการความสุข เมื่อเรียนแล้วไม่มีความสุข เขาจึงต้องไปทำอย่างอื่นที่ให้ความสุขแก่เขา อาจจะไปติดยา ไปมั่วสุม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมนุษย์เราต่างแสวงหาความสุข นี่คือความท้าทายของคนในวงการศึกษาที่จะต้องสร้างสิ่งนี้แก่นักเรียนให้ได้</p></blockquote>
<p>หากอ้างอิงโดยคำกล่าวของ <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> เราจะเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่า ความสุขที่คล้ายเป็นนามธรรมนี้ คือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของมนุษย์ผู้หนึ่งโดยตรง</p>
<p>เมื่อแลหลังมาดูตัวเลขสักนิดจะพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยมากกว่า 2,000,000 คน มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะความยากจน การขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ไปจนถึงการเรียนที่ไม่มีความสุข ทำให้พวกเขาต้องออกไปแสวงหาพื้นที่ความสุขแห่งใหม่ที่ไม่ใช่โรงเรียน</p>
<p>แน่นอนว่า เราไม่ควรชะล่าใจกับตัวเลขนี้</p>
<p><strong> </strong></p>
<h3><strong>มาแข่งกันไหม โรงเรียนใครมีความสุขกว่ากัน</strong></h3>
<p>เ<strong>ด็กหญิงอารยา จุ้ยเจริญ </strong>นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดเนินกระปรอก จังหวัดระยอง เธอยืนยันว่า แม้คำถาม “เรียนอย่างไรให้มีความสุข?” เมื่อแรกฟังจะดูเหมือนง่าย แต่กลับยากยิ่งในเชิงการปฏิบัติจริง นั่นเพราะการหา ‘วิธีการ’ ไปให้ถึงความสุขของการเรียนรู้ กินความไปมากกว่าเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเรียกร้องการร่วมมือกันของทุกๆ คน เริ่มตั้งแต่รั้วบ้านยันรั้วโรงเรียน</p>
<p>“ปัจจัยแรกคือหลักสูตรการศึกษาที่มักจะสอนให้เราเป็นคนเก่งค่ะ บางโรงเรียนที่หนูเคยเห็น มักจัดอันดับนักเรียนที่เก่ง แต่หนูยังไม่เห็นโรงเรียนไหนเลยนะคะที่จัดอันดับว่านักเรียนเรียนแล้วมีความสุขแค่ไหน”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23200 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_065_Araya-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ทั้งที่มนุษย์มีความหลากหลาย แต่สิ่งที่นำมาชี้วัดคือมาตรฐานแกนกลางนั้นกลับมีเพียงหนึ่งเดียว นี่คือเหตุผลที่ทำให้เด็กๆ จำนวนไม่น้อยถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือหลุดจากระบบ ด้วยห้องเรียนที่ไม่ตอบกับศักยภาพและวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกันของมนุษย์แต่ละคน</p>
<p>อารยามองว่า หลักสูตรการศึกษาที่มีอยู่นั้นมักให้ความสำคัญกับ ‘ความเก่ง’ โดยวัดจากเกรดเฉลี่ย มากกว่าการให้ค่ากับ ‘ความสุข’ จากการใช้ชีวิตในรั้วการศึกษา</p>
<p>“ปัจจัยต่อมา พ่อแม่ต้องไม่บังคับลูกๆ ค่ะ เพราะการบังคับให้ลูกเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ชอบ อาจจะทำให้เด็กไม่เห็นคุณค่าของตนเอง เพราะเด็กจะมองว่าเรียนไปทำไม เรียนไปก็ไม่มีความสุข เพราะต้องเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ”</p>
<p>ไม่ใช่เพียงหลักสูตรการศึกษาที่ต้องออกแบบอย่างหลากหลาย แต่อารยามองไปถึงสถาบันครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่ล้วนแล้วแต่มีความสนใจแตกต่างกัน พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีศาสตร์วิชาใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23201 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_067_Araya-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ใครจะคาดถึงล่ะว่า เด็กยุคปัจจุบันเพียงตั้งกล้องและโชว์ศิลปะการแต่งหน้า ก็สามารถสร้างอาชีพใหม่ที่เรียกว่า ‘บิวตี้บล็อกเกอร์’ (beauty blogger) ที่มีผู้สนใจติดตามนับหมื่นนับแสน</p>
<p>แล้วใครจะคาดคิดล่ะว่า ในโลกสังคมออนไลน์การค้าขายจะทำได้ง่ายเพียงจิ้มนิ้วผ่านแอพพลิเคชั่นหน้าจอ</p>
<p>ที่สำคัญคือ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องก้าวออกสู่พื้นที่ใหม่ที่อาจไม่คุ้นเคยนัก เพื่อทำความเข้าใจโลกของการเรียนรู้ในยุคสมัยที่ไม่จำกัดเพียงศาสตร์วิชาใดวิชาหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>นักเรียนคือเจ้าของความรู้ ครูคือนักสร้างสรรค์กระบวนการ</strong></h3>
<p>“หนึ่ง โรงเรียนของเราไม่มีเสียงออด ไม่มีเสียงกระดิ่ง นักเรียนจะรู้เองว่าเวลาไหนเราควรทำอะไร หน้าที่ของเราคืออะไร โดยที่ไม่ต้องมีเสียงออดดังเตือน</p>
<blockquote><p>สอง คุณครูต้องสร้างบรรยากาศแห่งความรักภายในห้องเรียน บรรยากาศแห่งความรักที่ไม่รวมศูนย์เข้าหาตนเองมากเกินไป แต่เป็นความรักที่ขยายกว้างออกไป คุณครูต้องคำนึงว่าเด็กๆ คือมนุษย์นะคะ มนุษย์มีจิตใจ คุณครูต้องสนับสนุนให้นักเรียนเรียนในสิ่งตนเองชอบ เพราะเมื่อเขาชอบ เขาจะทำได้ดี สุดท้ายเขาก็จะเห็นคุณค่าและภูมิใจในตนเอง</p></blockquote>
<p>การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการสร้างความสัมพันธ์และการสร้างบรรยากาศที่ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย อารยามองว่า ไม่มีการเรียนรู้ใดเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัว ซึ่งในระบบการศึกษาปัจจุบัน เราอาจยังทลายกำแพงนี้ได้ไม่มากนัก โรงเรียนหลายแห่งยังมีการบังคับและสั่งการจากครูสู่เด็ก ไปจนถึงการลงโทษด้วยความรุนแรงในนามของความรัก ซึ่งวิธีการดั้งเดิมนี้ไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยใหม่</p>
<p>เมื่อใดก็ตามที่ครูและศิษย์มีความไว้เนื้อเชื่อใจและเคารพนับถือซึ่งกันและกัน รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นฐานที่แข็งแรง บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก</p>
<p>“สาม นั่นก็คือโรงเรียนค่ะ”</p>
<p>อารยายกตัวอย่างโรงเรียนของเธอที่ได้เปลี่ยนระบบนิเวศของโรงเรียนผ่านการนำนวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาประยุกต์ใช้ ได้แก่ จิตศึกษา (กระบวนการพัฒนาศักยภาพภายใน) PBL (Problem Based Learning) คือ การเรียนรู้โดยตั้งต้นจากปัญหา และ PLC (Professional Learning Community) หรือการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23202 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_068_Araya-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>“โรงเรียนของหนู ตอนเช้าเราไม่มีการอบรมเด็กนักเรียนหน้าเสาธง เพราะการที่คุณครูอบรมเด็กนักเรียนหน้าเสาธง คุณครูมักจะพูดในเชิงลบมากกว่าเชิงบวกค่ะ จึงทำให้วันนั้นของเด็กๆ ไม่มีความสุข เพราะโดนดุด่าตั้งแต่เช้าเลยค่ะ</p>
<p>“เมื่อเดินเข้ามาในห้องเรียน หนูจะเจอกับเพลงคลื่นสมองต่ำ (ดนตรีที่ใช้คลื่นความถี่ต่ำ เพื่อเหนี่ยวนำคลื่นสมองของเด็กให้มีความถี่ต่ำลง สร้างพลังสงบและพร้อมรับการเรียนรู้) นั่นก็คือการทำจิตศึกษาที่ช่วยขัดเกลาเราทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ การทำจิตศึกษาในช่วงเช้าทำให้สมองของเราปลอดโปร่งพร้อมรับการเรียนรู้”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เรียนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม ฝึกฝนภาษาอังกฤษผ่านแอพพลิเคชั่น</strong></h3>
<p>วิธีการเรียนในโลกยุคใหม่ อารยายกตัวอย่างว่า เธอได้เรียนวิชาภาษาไทยผ่านการอ่านวรรณกรรม เธอได้เรียนรู้ผ่านการตีความเนื้อเรื่องและเชื่อมโยงกับการเรียนรู้หลักภาษา วรรณกรรมนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อันเป็นสากล การเชื่อมโยงตนเองกับตัวละคร เนื้อเรื่อง ฉาก บทสนทนา ไปจนถึงการตกผลึกแง่คิดบางอย่างผ่านการอ่าน จึงเป็นการเรียนรู้ที่อารยาและเพื่อนๆ รู้สึกสนุกมากกว่าการท่องจำตำราเช่นอดีต</p>
<p>“โรงเรียนของหนูเรียนภาษาอังกฤษผ่านแอพพลิเคชั่นค่ะ ภาษาอังกฤษคือภาษาต่างชาติ เป็นภาษาที่เราไม่คุ้นเคย และตัวหนูเองก็มักจำศัพท์ไม่ค่อยได้ แต่เมื่อได้เรียนผ่านแอพพลิเคชั่น ทำให้หนูได้เล่นไปด้วย สนุกไปด้วย พร้อมกับจำคำศัพท์ได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ”</p>
<p>ในช่วงบ่ายของวัน กิจกรรมที่อารยาจะได้ทำมีชื่อเรียกว่า PBL (Problem Based Learning) หรือการเรียนรู้โดยตั้งต้นจาก ‘ปัญหา’ เป็นการเรียนโดยบูรณาการ 5 วิชาเข้าด้วยกัน ผ่านกระบวนการที่ชวนผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์</p>
<p>“PBL ทำให้เราไม่ต้องเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งมากจนเกินไป ความสุขของหนูที่ได้เรียน PBL คือเราได้เป็นเจ้าของหน่วยการเรียนรู้เอง เราสามารถแก้ไขปัญหา คลี่คลายปัญหา และวิเคราะห์ปัญหา ไปจนถึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วยค่ะ</p>
<p>“สุดท้ายก่อนกลับบ้าน เรามีกิจกรรม AR (After Action Review) หรือการสรุปความรู้ที่เราได้เรียนค่ะ เช่น ในตอนเช้าและบ่าย เราเรียนอะไรมาบ้าง ในช่วงเย็นเราก็สามารถแชร์ความรู้ แชร์ประสบการณ์ต่างๆ ให้กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วยค่ะ”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23203 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_086-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ในการเรียนหนึ่งวันของอารยาที่เธอได้ไล่เลียงมานั้น จะไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดพลังของครูที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง หากขาดพลังของผู้เรียนที่กระหายต่อการเรียนรู้ หากขาดพลังครอบครัวที่สนับสนุน หรือหากขาดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เปิดรับสิ่งใหม่และลงมือทำ</p>
<p>ในวันที่เด็กๆ ลุกขึ้นมาส่งเสียงอย่างตรงไปตรงมา ว่าการศึกษาแบบไหนที่พวกเขาอยากได้ ห้องเรียนแบบไหนที่เขาอยากเห็น ครูแบบไหนที่เขารู้สึกปลอดภัย หลักสูตรแบบไหนที่เขาอยากเรียน และปัญหาอะไรที่เขาอยากให้แก้</p>
<p>วันนี้เราต่างได้ยินเสียงเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงเวลาที่เราทุกคนต้องมานั่งคุยกันอย่างจริงจังว่า แล้วเราจะสร้างการศึกษาอย่างไรที่นักเรียนจะมีความสุข</p>
<p>“หนูหวังว่าเสียงเล็กๆ จากเด็กอย่างหนูจะสามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้อย่างทัดเทียมกันค่ะ” อารยากล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การศึกษาที่ดี เรียกร้องพลังสร้างสรรค์ของ ‘ทุกคน’</strong></h3>
<p><strong>สมเดช อ่างศิลา </strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินกระปรอก เล่าว่า ช่วงแรกที่เขาได้เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนแห่งนี้ มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มคิดที่จะนำนวัตกรรมการศึกษามายกระดับโรงเรียนแห่งนี้</p>
<p>“มีผู้ปกครองท่านหนึ่งจูงมือลูกเดินผ่านหน้าโรงเรียน แต่ไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนผมนะครับ เขาเดินเลยไปยังอีกโรงเรียนหนึ่ง ผมคิดในใจว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาไม่เลือกที่จะเรียนที่โรงเรียนของเรา เราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23204 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_079_Somdech-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ ผอ.สมเดช มุ่งมั่นที่จะทำให้โรงเรียนเป็นที่รู้จัก ผ่านการเคี่ยวเข็ญนักเรียนในการทำการทดสอบระดับชาติ และสามารถติดอันดับ 1 ใน 5 โรงเรียนของอำเภอบ้านฉาง</p>
<blockquote><p>พอช่วงเทศกาลทดสอบระดับชาติ เราจะติวเด็กๆ อย่างหนัก มาโรงเรียนแต่เช้า กลับเย็น ไม่เว้นแม้เสาร์อาทิตย์ เราทำสำเร็จ บางปีเราได้อันดับ 1 ด้วยซ้ำ แต่ผมก็กลับมาถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ ทำไมตลอดระยะเวลาที่เราจัดการเรียนการสอน เด็กจึงเอาอาวุธไปสู้กับเขาไม่ได้</p></blockquote>
<p>ผอ.สมเดช เริ่มตั้งคำถามและมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อการจัดการศึกษาในโรงเรียน เขาได้เดินทางไปศึกษากระบวนการของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ก่อนนำนวัตกรรมกลับมาประยุกต์ใช้กับบริบทของโรงเรียนวัดเนินกระปรอก ผ่าน 3 กระบวนการใหญ่ๆ คือ หนึ่ง การพัฒนาภายในของผู้เรียนผ่านกิจกรรมจิตศึกษา สอง การสร้างการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PBL (Problem Based Learning) และสาม การสร้างกระบวนการพัฒนาครูผ่านกระบวนการ PLC (Professional Learning Community)</p>
<p>“ผมเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนตารางเรียนใหม่ทั้งหมด เดิมเราเรียนเป็นรายวิชา ต่อมาเราเอานวัตกรรมทั้งหมดนี้ไปสู่การจัดการเรียนการสอน เช่น เอาจิตศึกษาไว้ตอนเช้า แล้วเริ่มเรียนด้วยวิชาหลักผ่านการนำ PBL มาบูรณาการวิชาเรียน เราใช้ AR (After Action Review &#8211; การทบทวนหลังปฏิบัติงาน) ในการถอดบทเรียน แล้วสุดท้ายคือกระบวนการ PLC มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพครู</p>
<p>“มากกว่านั้น เราให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียน เช่น มาร่วมเรียนรู้กับลูก จิตศึกษาคืออะไร PBL คืออะไร สร้างเครือข่ายผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียน เพราะเราอยากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมด”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23205 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/Way_Patipat_Day1_080_Somdech-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ผอ.สมเดช เชื่อว่า หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนได้คือ ผู้บริหารที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของโรงเรียน จะต้องมองหาสิ่งใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้อยู่เสมอ</p>
<p>เพราะความสร้างสรรค์ในการสร้างการศึกษาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง การศึกษาที่ดีเรียกร้องพลังของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมนุษย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เอื้อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสุข โดยที่ไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้กลางทางอีกต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/no-alarm-school/">โรงเรียนไร้เสียงออด นักเรียนคือเจ้าของความรู้ ครูคือนักสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีง่ายๆ กระตุ้น&#8221;สมองส่วนกลาง&#8221; ปลุกความกระหายที่จะเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/infographic-223314/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2020 07:31:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อินโฟกราฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[บุรีรัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15575</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสร้างจิตวิทยาเชิงบวก ทำให้ “สมองส่วนกลาง” รู้สึกปลอด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-223314/">วิธีง่ายๆ กระตุ้น”สมองส่วนกลาง” ปลุกความกระหายที่จะเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การสร้างจิตวิทยาเชิงบวก<br />
ทำให้ “สมองส่วนกลาง” รู้สึกปลอดภัย<br />
ส่งผลให้การเรียนรู้ในตัวเด็กดีขึ้น<br />
รวมไปถึงเมื่อเขารู้สึกมี Self-esteem<br />
เด็กก็จะกระหายการเรียนรู้<span class="text_exposed_show"><br />
.<br />
ตัวอย่าง วิธีง่ายๆ ที่ทำให้เด็กอยากเรียนรู้คือ<br />
เช่น ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น<br />
ไม่ใช้คำพูดด้านลบ<br />
ไม่ลงโทษด้วยความรุนแรง<br />
ไม่ยัดเยียดความรู้<br />
ใช้ภาษากายที่เคารพผู้เรียน<br />
.<br />
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งใน​ “จิตศึกษา”<br />
นวัตกรรมการศึกษา ที่เน้น “ปัญญาภายใน”​<br />
โดย วิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่ ผู้ก่อตั้ง<br />
รร.ลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์​<br />
หนึ่งในภาคีเครือข่าย TSQP ร่วมกับ กสศ.​<br />
.<br />
แนวความคิดดีๆ และ มีประโยชน์<br />
คุณครูโรงเรียนอื่นสามารถนำไปประยุกต์<br />
ปรับใช้กับการเรียนการสอนของตัวเอง<br />
​เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้​</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-223314/">วิธีง่ายๆ กระตุ้น”สมองส่วนกลาง” ปลุกความกระหายที่จะเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รร.ลำปลายมาศพัฒนาดีอย่างไร พ่อแม่หลายคนย้ายไปบุรีรัมย์ส่งลูกเข้าเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/705-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Dec 2019 12:22:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[บุรีรัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[สุดาดวง นาคะสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะนุช แสงสว่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=9920</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ค่านิยมเรื่องการศึกษากำลังเปลี่ยนไป&#8230;​จากสมั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/705-2/">รร.ลำปลายมาศพัฒนาดีอย่างไร พ่อแม่หลายคนย้ายไปบุรีรัมย์ส่งลูกเข้าเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9925" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26297.jpg" alt="" width="960" height="720" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26297.jpg 960w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26297-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26297-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>วันนี้ค่านิยมเรื่องการศึกษากำลังเปลี่ยนไป&#8230;​จากสมัยก่อนที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างจังหวัด ต่างพยายามส่งบุตรหลานให้มีโอกาสได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ด้วยความเชื่อที่ว่าสถานศึกษาในเมืองหลวงจะเป็นแหล่งวิชาความรู้ให้เด็กๆ สามารถเรียนจบออกไปมีอาชีพการงานที่ดี และใช้ชีวิตได้สะดวกสบายในอนาคต</p>
<p>แต่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไปไกล ข้อมูลความรู้สามารถหาได้จากหน้าจอมือถือ พ่อ แม่ หลายคน จึงเริ่มปรับเปลี่ยนความคิด เลิกส่งลูกไปโรงเรียนกวดวิชา​เพื่อปูทางเข้าสู่มหาวิทยาลัย เมื่อทักษะการใช้ชีวิตอาจสำคัญกว่าใบปริญญาในยุค 4.0</p>
<p>คล้ายกับ ​สุดาดวง นาคะสุวรรณ อดีตอาจารย์คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯ มาอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้น้องนนทิ ลูกชายได้เข้าเรียนที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ด้วยรู้สึกประทับใจในแนวคิดของครูใหญ่ วิเชียร ไชยบัง ซึ่งนำเรื่องจิตศึกษามาใช้ในการสอนร่วมกับการสร้างพลังงานเชิงบวกในโรง เรียน หลังจากที่ได้ลองหาหนังสือที่ครูใหญ่เขียนเกี่ยวกับรูปแบบการสอน</p>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9926" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215678992.jpg" alt="" width="1108" height="1478" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215678992.jpg 1108w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215678992-225x300.jpg 225w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215678992-768x1024.jpg 768w" sizes="(max-width: 1108px) 100vw, 1108px" />สุดาดวง นาคะสุวรรณ อดีตอาจารย์คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</pre>
<p>“ก่อนหน้านี้เราก็อ่านหนังสือมาแทนทุกแนว Montessori ​Waldorf​ รุ่งอรุณ ดรุณสิกขาลัย แต่ก็ยังรู้สึกเฉียดๆ ยังไม่โดนเท่าไหร่ พอมาอ่านหนังสือของครูใหญ่แล้วดีเลย ทำให้อยากไปดูโรงเรียน พอขับรถไปดูปรับใจในบรรยากาศ พลังเชิงบวกในโรงเรียน รู้สึกว่าเด็กเป็นอิสระ แต่พอถึงเวลาที่เขาจะต้องเข้าห้องเรียน ทุกคนก็รู้หน้าที่ ตอนไปดูเป็นช่วงพักเที่ยง เด็กเจี๋ยวจ๊าว วุ่นวาย แต่พอถึงชั่วโมงจิตศึกษาโดยไม่มีเสียงประกาศทั้งโรงเรียนก็เงียบหมดเหลือแต่เสียงใบไม้ เสียงลม เสียงนก ดูแล้วอเมซซิ่งมาก ที่เด็กรู้ตัวได้ขนาดนี้” สุดาดวง เล่าก่อนเผยต่อไปว่า</p>
<p>ทว่าตอนที่ไปดูโรงเรียนตอนนั้นน้องนนทิยังไม่สามขวบก็เลยไม่ได้ตัดสินใจจะว่ามาเรียนที่โรงเรียนลำปลายมาศเลยไหม แต่พอไปดูเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายน้องมาเรียนที่นี่​ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งตัวเองและสามี​อยู่กรุงเทพฯ ตัวเองจากที่เคยเป็นอาจารย์พอคลอดลูกเสร็จก็ลาออกมาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าหาโรงเรียนที่เข้ากับลูกไม่ได้ก็ตั้งใจจะทำโฮมสคูลเอง</p>
<blockquote><p>“ตอนแรกต้องเตรียมตัวจัดระเบียบวิธีการทำงานใหม่เพราะเราเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเข้ามากรุงเทพฯ ดีลงานก็ต้องผลัดให้แฟนไปอยู่ที่นู่น เราก็เริ่มจากไปเช้าบ้านที่นู่น เราไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นู่นเลยมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง แฟนก็อยู่กรุงเทพฯ มีธุรกิจครอบครัวไม่เคยไปอยู่ต่างจังหวัดเลยก็ไม่แน่ใจว่าจะปรับตัวได้ไหม” สุดาดวงเผย</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9927" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679006.jpg" alt="" width="1478" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679006.jpg 1478w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679006-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679006-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679006-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1478px) 100vw, 1478px" /></p>
<p>อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย มองว่า เป้าหมายในการเลี้ยงลูกไม่ได้อยู่ที่ต้องกวดวิชาทำให้เขาเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เพราะจากที่เคยสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเราสอนวิชา Design Thinking ต้องลงไปเก็บข้อมูล มาวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อออกแบบ แต่เราเห็นว่าทักษะการวิเคราะห์สังเคราะห์ของเด็กไทยแย่ลงเรื่อยๆ เป็นกราฟดิ่งจากที่เราสอนในปีแรกๆ มันจึงอาจไม่ใช่ทางที่ถูกสำหรับกระบวนการศึกษาปัจจุบัน</p>
<blockquote><p>“เราสอนมหาวิทยาลัยมาก่อนเรารู้ว่าการเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แปลว่าเด็กจะ ไปได้ดีเสมอ บางครั้งมา ดร็อปปีสุดท้าย ออกไปเรียนทำอาหารก็มี ออกไปอยู่เฉยๆ ปีสองปีก็มี เพราะไม่รู้จะเอายังไงก็ชีวิต ดังนั้นจึงไม่อยู่ในมายด์เซ็ตเราเลยว่าลูกจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราอยากให้เขารู้ตัวว่าเขาอยากทำอะไรเราก็แค่สนับสนุน เราไม่รู้ว่าจะอยู่ลำปลายมาศเขาถึงอายุ เท่าไหร่”​ สุดาดวงระบุ</p></blockquote>
<p>ถามว่าคุ้มไหมกับการต้องย้ายมาอยู่บุรีรัมย์ คุณแม่น้องนนทิ กล่าวว่า ​คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก ได้กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วยให้ครอบครัวเราในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ลูก พ่อ แม่ก็ได้ การที่เราวางลูกไว้กับคนที่เราไว้ใจ เราเดินออกมาจากโรงเรียนปุ๊บ ไม่มีอะไรต้องกังวล เราก็มีสมาธิกับงานได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนเราก็อยู่กับเขาได้ไม่ต้องกังวลเรื่องงาน ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น</p>
<p>ไม่ต่างจาก ​ปิยะนุช แสงสว่าง คุณแม่น้อง นะมะ นะโม ซึ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯ เพราะเริ่มจากปรึกษาคุณหมอว่าควรให้ลูกเรียนแบบไหนดี ก็มารู้ว่ามีโรงเรียนที่นี่ไม่มีแบบเรียน ใช้วิธีแบบเล่น ก็เริ่มหาข้อมูลเพิ่ม เผอิญแฟนเป็นคนบุรีรัมย์ได้จังหวะมาเยี่ยมบ้านก็เลยแวะมาดูโรงเรียนด้วยสุดท้ายก็ย้ายมาแต่อยู่ที่ อ.หนองกี่ ห่างจากโรงเรียน 60 กม. ขับรถไปกลับรับส่ง 4 รอบ รวมวันละ 200 กว่ากิโลเมตร</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9928" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26296.jpg" alt="" width="720" height="960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26296.jpg 720w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/26296-225x300.jpg 225w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<blockquote><p>“พอมาเรียนแล้วเราก็เห็นเขาแฮ็ปปี้อย่างที่เราต้องการ เห็นพัฒนาการตามวัยเติบโตเป็นขั้นๆ เรามาคลุกคลีกับโรงเรียนบ่อยๆ ตัวเราเองก็ได้ซึมซับวิถีไปด้วย ​ได้ปรับนตัวทั้งแม่ทั้งลูก หากเรียนที่กรุงเทพฯ สิ่งที่ลูกเราจะไม่ได้ก็คือเรื่องทักษะชีวิต การช่วยเหลือตัวเอง การดูแลคนอื่น เรื่อง​จิตศึกษา รับรู้ตัวเอง ยับยั้งชั่งใจ หากเป็นที่กรุงเทพฯ โรงเรียนแนวนี้ก็จะราคาสูงนิดหนึ่ง แต่ที่นี่เรียนฟรีก็จะมีความหลายกหลายตั้งแต่ลูกคนงาน ลูกชาวนา ลูกหมอ ลูกทนาย เขาน่าจะได้เรียนรู้ความแตกต่างไม่ได้อยุ่แค่เรื่องเงินหรือเทคโนโลยีอย่างเดียว” ปิยะนุช ยกเหตุผลอธิบาย</p></blockquote>
<p>คุณแม่น้อง นะมะ นะโม กล่าวว่า ค่านิยมที่ต้องให้ลูกเรียนสูงๆ ต้องเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้นั้น เราเองเรียนมาเยอะก็ยังไม่ได้ใช้ เดี๋ยวนี้เราอยากรู้อะไรก็แค่กดคลิกเดียวก็รู้แล้ว แล้วเขามีความสามารถในการค้นหามากกว่าเราอีก เลยมองว่าไม่จำเป็นต้องไปสอบเหมือนสมัยเรา ขอให้เขาคิดเป็น ตัดสินใจเป็นดีกว่า</p>
<p>“วันนี้เราเห็นเขาสามารถปรับตัวมาเป็นโหมดรู้ตัวเองได้ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญ ถ้ารู้ตัวปุ๊บก็ตอบได้ว่าสิ่งที่เขาทำไม่ว่าจะผิดหรือจะถูกแล้วจะเกิดผลอะไรต่อไป หากผลที่ออกมาไม่โอเคก็ต้องยอมรับในผลที่เขาเลือก ซึ่งเด็กที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องพวกนี้ ก็ยากต่อการเติบโตทางความคิด” ปิยะนุชกล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9929" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679008.jpg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679008.jpg 960w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679008-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/S__215679008-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>ปัจจุบันโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาหรือโรงเรียนนอกกะลา ได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) เพื่อปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนให้กับโรงเรียนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียนขนาดกลางหลายแห่ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/705-2/">รร.ลำปลายมาศพัฒนาดีอย่างไร พ่อแม่หลายคนย้ายไปบุรีรัมย์ส่งลูกเข้าเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลาการเรียนแบบเดิม เน้นรูปแบบ Active Learning สู่ศตวรรษที่ 21</title>
		<link>https://www.eef.or.th/1153-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Nov 2019 04:48:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[Paul Collard]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Active Learning]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งสว่าง​ บุญหนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริมา โพธิจักร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยการอาชีพ​ศรีสะเกษ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=9250</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเรียนการสอนแบบใดที่จะสร้างผลลัพธ์และเหมาะสมกับยุคสมั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1153-2/">ลาการเรียนแบบเดิม เน้นรูปแบบ Active Learning สู่ศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9260" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608.jpg" alt="" width="1536" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283730302_resized_20191113_110043608-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /></p>
<blockquote><p>การเรียนการสอนแบบใดที่จะสร้างผลลัพธ์และเหมาะสมกับยุคสมัย ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงรุกก้าวไกลการศึกษาจึงหยุดพัฒนาไม่ได้ ดังนั้นการเติมพลังเติมความรู้พัฒนาครูคือปัจจัยสำคัญที่จักช่วยยกศักยภาพการศึกษาให้ทัดเทียมทันสมัยนานาประเทศผ่านครูและโรงเรียน</p></blockquote>
<p style="text-align: justify;">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญจนนำไปสู่การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เป้าหมายเพื่อการพัฒนาครูเครือข่ายครูเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 1 2 และ 3 และครูแกนนำในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP)</p>
<p style="text-align: justify;">ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ <strong>Active Learning</strong> สู่การพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้สามารถเรียนรู้และตอบสนองต่อการพัฒนาของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ Mr.Paul Collard ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์แห่งสหราชอาณาจักร และที่ปรึกษาองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นพร้อมทำกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ นำไปพัฒนาเผยแพร่ให้กับโรงเรียนและครูที่เน้นเรียนแบบ <strong>Active Learning</strong></p>
<p style="text-align: justify;">Mr.Paul Collard กล่าวว่า ลักษณะกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning คือ กระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้อย่างมีความหมาย ด้วยการฝึกทักษะการคิด  เช่นเดียวกับรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมเริ่มต้น ที่ทำให้คุณครูที่เข้าร่วมประชุม ได้ใช้สมองและความคิด  ได้ทบทวน เรื่องการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา ว่าเรียนรู้มาแบบไหน ซึ่งเปรียบเหมือนการเตรียมพร้อมให้เรียนรู้เรื่องอื่นๆ และ ปรับทัศนคติ  เพื่อนำไปปรับใช้</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9261" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223.jpg" alt="" width="1536" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283725411_resized_20191113_110043223-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /></p>
<p>&#8220;ต้องทำความเข้าใจว่า ห้องเรียนแบบ Active Learning มันไม่ใช่การเรียนผ่านการเล่นภายในห้องเรียน แต่ว่าจริงๆแล้ว มันคือการที่ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วย ได้มีสังคม ได้เคลื่อนไหวและเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวกายภาพ คือ เรื่องสังคม เรื่องภาวะอารมณ์ และ เรื่องการพัฒนาปัญญา ความสามารถ ขณะเดียวกัน การเรียนรู้ ก็คือการต้องฝึกคิด เกี่ยวข้องกับการคิด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำ สิ่งที่เกิดขึ้น ต้องเป็นเรื่องของทักษะการคิด ซึ่งระบบความคิดที่ดี จะช่วยให้เราสามารถจดจำและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง&#8221; Mr.Paul ระบุ</p>
<p>ด้าน ว่าที่ร้อยเอก รุ่งสว่าง​ บุญหนา ครูชำนาญการพิเศษ​ วิทยาลัยการอาชีพ​ศรีสะเกษ​ หนึ่งในจำนวนครูเครือข่ายที่เข้าร่วมการประชุมการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ  Active Learning สู่การพัฒนาผู้เรียน กล่าวว่า เดิมทีทางวิทยาลัย​จะให้​นักเรียน​เน้นทักษะจากการที่ได้ฝึก พูดหรือการแสดงออกตามกิจกรรม ในแต่ละชั่วโมง ซึ่งแต่เดิม ตนก็ไม่ได้คิด ว่าจะต้องให้ความสำคัญขนาดนี้  แต่หลังจากที่ได้รับการอบรมพบว่ากิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็ก ได้มีส่วนร่วมและได้ฝึกทักษะกระบวนการคิด ซึ่งตรงนี้ ถือเป็น​การจุดประกายให้เด็กให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>เช่นเดียวกับ ‘ครูยิ้ม’ศิริมา โพธิจักร รองผู้อำนวยการวิชาการ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ครูเครือข่ายซึ่งเข้าร่วมการประชุม  การจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ  Active Learning สู่การพัฒนาผู้เรียน ยอมรับว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ทำให้วิธีการจัดการเรียนรู้โดยให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ชัดขึ้น จากกรณี การจัดห้องเรียน การทำกิจกรรม หลังจากนี้ ก็จะนำความรู้ที่ได้ไปแชร์ไอเดียกับคุณครูที่โรงเรียน และดำเนินการสอนแบบ  Active Learning  เพื่อสร้างโอกาสในอนาคตให้กับเด็กนักเรียนต่อไป</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9259" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499.jpg" alt="" width="1536" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283727282_resized_20191113_110043499-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /></p>
<p>นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า เพื่อให้สามารถเรียนรู้และตอบสนองต่อการพัฒนาของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ต้องบอกลาการเรียนแบบเดิม ๆ และควรประยุกต์ใช้ Active Learning ในการเรียนการสอน เน้นการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยทำงาน เพราะนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะปลุกพลัง และสร้างโอกาสในอนาคตให้กับเด็กเหล่านี้เดินไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งเป้าไว้</p>
<blockquote><p>“ส่วนการพัฒนารูปแบบนั้นอาจต้องทำทั้งโรงเรียน ไม่ใช่แค่การทำเพียงอยู่ในห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง ทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่กับองค์กร ผ่านการใช้พลังครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียนที่มุ่งเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดของนักเรียน” นพ.สุภกร ย้ำ</p></blockquote>
<p>นพ.สุภกร กล่าวว่า กสศ.จะนำผลการวิจัยและเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครูและสถานศึกษาจากการทำงานวิชาการร่วมกับองค์การความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) มาสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบ Active Learning โดยใช้การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนประสิทธิภาพสูง (High functioning Classroom) จากสถาบันความคิดสร้างสรรค์แห่งสหราชอาณาจักร รวมถึงการใช้เครื่องมือส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณจาก OECD เพื่อพัฒนานักเรียนอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9262" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365.jpg" alt="" width="1536" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573283731378_resized_20191113_110043365-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1153-2/">ลาการเรียนแบบเดิม เน้นรูปแบบ Active Learning สู่ศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
