<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนพัฒนาตนเอง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Dec 2024 05:14:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนพัฒนาตนเอง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-141224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 08:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือเด็กหลุดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88859</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)</strong> โดยเชิญโรงเรียนในเครือข่ายจากทุกภูมิภาคมาร่วมนำเสนอชุดองค์ความรู้ และตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากพื้นที่ต้นแบบ สู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนและนวัตกรรมการเรียนรู้ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> บรรยายพิเศษเรื่อง “กลยุทธ์การขับเคลื่อนการทำงาน School Zero Dropout เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ระบุว่าในปี 2566–2567 ที่ผ่านมา สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. ได้ดำเนินการสนับสนุนขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้เกิดการทำงานในระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชนที่ยากจน ด้อยโอกาส อันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามมาตรการ Thailand Zero Dropout</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f8f82"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/4-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนช่วงวัย 3-18 ปี กว่า 1.02 ล้านคน อยู่นอกระบบการศึกษา ทั้งยังมีเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอีกมากถึง 2.8 ล้านคน จากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ใต้เส้นความยากจน โดยในกระบวนการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ นอกจากต้องกำหนดมาตรการค้นหาและพาเด็กจำนวน 1.02 ล้านคนกลับสู่เส้นทางการศึกษาหรือการเรียนรู้แล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กอีก 2.8 ล้านคนหลุดออกจากระบบการศึกษาตามมา เนื่องจากการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุคือวิธีการที่ได้ผลและยั่งยืนที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำหน้าที่ชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายและร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมมุ่งขยายผลนวัตกรรมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด ‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)’ ที่มีแนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น (TSQM-I)</li>
</ol>



<p>การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งสามรูปแบบจะทำให้เกิดข้อเรียนรู้ ผ่านตัวอย่างแนวทางการพัฒนากลไกขับเคลื่อนทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเครือข่าย โดยมีประเด็นการทำงาน องค์ความรู้ นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน การแก้ปัญหา และการดูแลช่วยเหลือเด็กจำนวนมากที่ได้จากคณะทำงานระดับพื้นที่ อาทิ ครูแกนนำ ผู้อำนวยการโรงเรียน หน่วยงานต้นสังกัด หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเห็นผลแล้วว่าการทำงานนั้นได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเด็กเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-981097"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b45442"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับการจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการหมุนวงจรการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงานในทุกระดับ ในทุกรูปแบบของการขับเคลื่อนของชุดโครงการ ที่เน้นสาระและการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้เกิด Empowerment ผ่านเครือข่ายร่วมดำเนินงานในพื้นที่ เกิดเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ที่เครือข่ายจะสามารถบูรณาการการทำงาน นำความรู้ หรือแชร์ข้อเรียนรู้ ความท้าทาย และรูปธรรมความสำเร็จให้กับเพื่อนร่วมขบวนการ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบกลไกจังหวัด การขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายโรงเรียน และการคิดค้นแนวทาง องค์ความรู้ หรือนวัตกรรมในประเด็นที่หลากหลายเพื่อการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาเด็กและเยาวชนตามความต้องการได้ ด้วยหลักการของการมีส่วนร่วมและการร่วมเป็นเจ้าของ</p>



<p>“กสศ. พยายามวางโครงร่างการทำงานให้เข้าใจถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ซึ่งทุกหน่วยงานกำลังร่วมค้นหาเด็กเยาวชนทุกคนโดยบูรณาการข้อมูลร่วมกัน และเมื่อค้นหาเจอแล้วก็จะมีกระบวนการช่วยเหลือ ส่งต่อ ดูแล และส่งเข้าสู่เส้นทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต ให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองและเป็นอนาคตของประเทศได้ หากความเป็นครู ความเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สามารถช่วยกันเปลี่ยนเด็กที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ให้เป็นเด็กที่มีอนาคตทางการศึกษาได้ภายในปี 2568 ก็จะเป็นความสุขในฐานะของขวัญปีใหม่และของขวัญวันเด็ก เพราะคงไม่มีอะไรล้ำค่าไปกว่าการที่เราสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคให้กับเด็กทุกคนได้” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b52809"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/2-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</strong> <strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายความร่วมมือในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาด้วยการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง” กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กสศ. มีความร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียน เพื่อให้เกิดโรงเรียนที่พัฒนาคุณภาพตนเองได้ทั้งระบบ เกิดการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสมาตั้งแต่ปี 2561 อย่างต่อเนื่องในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาแนวทางของการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน ที่ส่งผลกระทบไปถึงเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพชีวิต และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่ สพฐ. และ กสศ. มองเห็นร่วมกัน คือ ต้องการให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และสามารถที่จะช่วยเหลือและป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กได้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันตามนโยบาย Thailand Zero Dropout</p>



<p><strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวต่อไปว่า รู้สึกยินดียิ่งขึ้น เมื่อทราบว่าการทำงานร่วมกันของโครงการ TSQM นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงเรียนในเครือข่าย สพฐ. แต่ยังเกิดพลังร่วมในพื้นที่ที่มีการขยายผลเรียนรู้ร่วมกันของโรงเรียน สพฐ. กับโรงเรียนในสังกัดอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกันกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงเกิดกลไกคณะทำงานของจังหวัด เกิดเครือข่ายโรงเรียนที่ทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน และเสริมต่อพลังของการบูรณาการความร่วมมือให้เข้มแข็ง เสริมต่อต้นทุนจากพื้นที่ร่วมกันจนเกิดเป็นภาคีร่วมดำเนินงานที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะร่วมกันดูแลช่วยเหลือ และสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของพวกเราได้มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก และให้เด็กและเยาวชนมีทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย และสอดคล้องตามความต้องการ โดยเฉพาะการทำงานในระดับพื้นที่ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของกลไกการดูแลเด็กที่ครอบคลุมทุกมิติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a27bc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สพฐ. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน 29,152 แห่ง มีครูทั้งหมด 540,000 กว่าคน และมีนักเรียนอยู่ประมาณ 6.4 ล้านคน คาดหวังว่าความร่วมมือในระดับพื้นที่ของโรงเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ ภายใต้โครงการ TSQM ใน 10 จังหวัด กับเครือข่ายโรงเรียนกว่า 26 เครือข่าย พร้อมด้วยโรงเรียนในสังกัด สพฐ.กว่า 300 แห่งในพื้นที่ 39 จังหวัด จะสามารถรวมพลังเครือข่ายเพื่อจัดการศึกษาที่เป็นต้นแบบ รวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ เกิดการเรียนรู้ส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์จากโรงเรียนแกนนำ และนำไปขยายผลให้กับโรงเรียนในเครือข่าย นอกจากนี้ในด้านการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น หรือ TSQM-I จะถือเป็นจุดเชื่อมบูรณาการการทำงานร่วมกันครั้งสำคัญ ในการนำประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะรูปแบบและเฉพาะพื้นที่ มาช่วยออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชน อาทิการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้&nbsp;</p>



<p>“ในฐานะของหน่วยงานต้นสังกัดในระดับนโยบาย สพฐ. มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมสนับสนุนร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เกิดการพัฒนาคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา เกิดพลังของการเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อสร้างให้เกิดระบบการศึกษา และการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษา ทางเลือกของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นหลากหลายอย่างมีคุณภาพ และสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7a114"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(คนที่ 2 จากซ้าย) รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong> <strong>กรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมงานวันนี้ทุกท่านคือผู้นำและผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยโครงการ TSQM ที่ผูกติดกับโครงการ Thailand Zero Dropout ถือว่าประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ ‘โรงเรียน’ เพราะเมื่อโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง จึงทราบและเข้าถึงข้อมูลได้ดีที่สุดในการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กที่มีอุปสรรคปัญหา หรือแม้แต่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้จากตรงไหน ดังนั้นโรงเรียนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้โดยไม่มีใครตกหล่น</p>



<p>“ด่านแรกในการดูแลเรื่องนี้ คือเราจะเก็บเด็กในโรงเรียน ไม่ให้หลุดออกจากระบบ และช่วยเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการ และความจำเป็นของแต่ละคน การจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกันหาแนวทางที่ก่อให้เกิดพลังอย่างที่ทำในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเชื่อว่า ‘พลัง’ ที่ว่านี้ มีอยู่ภายในตัวของทุกท่านอยู่แล้ว จึงอยากให้กำลังใจทุกคนว่าแม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าสิ่งเล็กน้อยนี้เมื่อสะสมและพอกพูนขึ้น ก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และพลังนี้จะบันดาลให้ทุกท่านมีความสุข และขอให้ทุกท่านได้นำพลังแห่งความสุขในวันนี้ และพลังแห่งแรงบันดาลใจที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลับไปส่งต่อให้กับเครือข่ายรอบตัวท่านอีกมากมาย ซึ่งพวกเขาเองก็ต้องการกำลังใจและการสนับสนุนเช่นกัน ในนาม กสศ. เราจะขอเดินหน้าเคียงข้างไปกับทุกท่าน เพราะหน้าที่ของเราคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กทุกคน ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสที่เท่าเทียม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสูงโดยถ้วนหน้า” รศ.ดร.ดารณี กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ee172"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2024 09:57:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84240</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อคิดและข้อเสนอแนะ จาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/">บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อคิดและข้อเสนอแนะ จาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อโควิดแผลงฤทธิ์จนโรงเรียนต้องปิดรั้วเกือบ 2 ปี เด็กอนุบาลและเด็กประถมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางพัฒนาการการเรียนรู้ ร่องรอยของผลกระทบนั้น ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แม้ในวันที่เด็กได้กลับคืนสู่ชั้นเรียนแล้ว</p>



<p>สถานการณ์ในปีการศึกษา 2565 โดยเฉพาะในพื้นที่โรงเรียนภาคใต้ สะท้อนชัดว่า เด็กอนุบาลและเด็กประถมมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่น่ากังวล นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ กสศ. (กองทุนเสมอภาคเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา) ได้ร่วมมือกับทีมโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเข้าไปช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก จนนำมาสู่การค้นพบสำคัญว่า ในการกอบกู้ภาวะเรียนรู้ถดถอยนั้น การฟื้นฟูฐานกายถือเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญจุดหนึ่ง</p>



<p>และในบทสัมภาษณ์นี้ ทาง กสศ. ได้รับเกียรติจาก ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่มาช่วยเปิดมุมมองและมอบข้อเสนอแนะในการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยในเด็กไทย หลังจากที่ท่านได้คลุกวงในมาหลายปี จึงมองเห็นทางออกและโอกาส โดยเฉพาะที่โอกาสที่โรงเรียนและผู้บริหารสามารถร่วมผลักดันได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59a64c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหาที่พบ และการดำเนินการฟื้นฟูผ่านฐานกาย</strong></h2>



<p>หลังจากโรงเรียนทั่วประเทศไทยเปิดเรียนเต็มรูปแบบในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2565 โรงเรียนจำนวนมากพบปัญหาเด็กไม่มีสมาธิ เขียนอ่านไม่เป็น จดจำพยัญชนะและสระไม่ได้ พัฒนาการเหมือนถูกหยุดนิ่งแช่แข็งไว้ 2 ปี บางกรณีร้ายแรงกว่านั้น คือพัฒนาการถดถอย จากเคยเขียนอ่านได้ ก็กลายเป็นเขียนอ่านไม่เป็น</p>



<p>แรกสุด โรงเรียนได้ดำเนินการฟื้นฟูด้านวิชาการอย่างเร่งด่วน ก่อนจะพบผลลัพธ์ว่า ปัญหาในเด็กอนุบาลและประถมต้นยังคงเดิม เด็กเขียนอ่านไม่ได้ เหนื่อยล้าง่าย นั่งตัวตรงไม่ได้ จับดินสอผิดวิธีใช้การกำดินสอ ไม่มีสมาธิกำกับตนเองเพื่อเรียนรู้</p>



<p>ในกลุ่มโรงเรียนพัฒนาตนเอง พื้นที่ภาคใต้นั้น กสศ.​ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ร่วมมือกันเพื่อหาทางออก</p>



<p>“สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่คือ เด็กทุกโรงเรียนมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง นั่งเขียนไม่ได้ เด็กบางคนเดินลงบันไดโดยการสลับเท้าไม่ได้ บางคนกระโดดไม่ได้ สมาธิสั้น นั่งเขียนอยู่ก็ฟุบลงนอน เป็นต้น” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวให้ข้อมูล</p>



<p>ทางทีมโค้ช ม.อ.ได้นำเครื่องวัดแรงบีบมือมาเพื่อวัดค่าความแข็งแรงกล้ามเนื้อในเด็ก โดยลงพื้นที่ไปวัดผลในโรงเรียนพัฒนาตนเอง เขตภาคใต้ หลักฐานเชิงประจักษ์คือเด็กอนุบาลมีกล้ามเนื้อมืออ่อนแอและการประสานสัมพันธ์ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมไม่ดี ส่วนเด็กประถม 2 มีค่าแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามวัย ซึ่งจำนวนเด็กที่แรงบีบมือไม่ถึงเกณฑ์นั้นมีจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญ</p>



<p>การมีหลักฐานเชิงประจักษ์​ทำให้หลายโรงเรียนเริ่มตระหนักว่า ต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาการร่างกายของเด็กแล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d688c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นตอนการดำเนินการฟื้นฟูฐานกายและผลสัมฤทธิ์</strong></h2>



<p>ตลอดปีการศึกษา 2565 จนถึงปัจจุบัน มีการดำเนินการฟื้นฟูฐานกายในพื้นที่โรงเรียนพัฒนาตนเอง ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง กสศ.​ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งการดำเนินการและผลลัพธ์เป็นดังนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การดำเนินการ</strong></h4>



<ul>
<li style="font-size:16px">หารือในวง PLC ร่วมกันระหว่างทีมโค้ช ม.อ. และโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อรับทราบปัญหาและร่วมหาทางออก</li>



<li style="font-size:16px">นำเครื่องวัดแรงบีบมือเพื่อวัดค่าเชิงประจักษ์ จากนั้นวัดผลซ้ำทุก 1 เดือน</li>



<li style="font-size:16px">พูดคุย ให้คำปรึกษา และส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง หาแนวทางในการฟื้นฟูฐานกายเด็ก</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนหาแนวทางร่วมกันระหว่างผู้บริหารและครู โดยมี กสศ. และทีมโค้ช ม.อ. เป็นพี่เลี้ยง</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนจัดทำกลยุทธ์ที่เหมาะกับบริบทของตนเอง ตั้งแต่เลือกกิจกรรมฟื้นฟูฐานกายที่เหมาะสมกับเป้าหมายในการแก้ปัญหาและการกระตุ้นพัฒนาการในเด็ก ผู้อำนวยการและครูปรับเวลาการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เช่น เปลี่ยนบางคาบเรียนให้เป็นการจัดกิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย เพิ่มพื้นที่ให้นักเรียนได้เล่นและออกกำลังมากขึ้น บูรณาการกิจกรรมฐานกายเข้ากับวิชาเรียน เช่น ปั้นบัวลอยและนับจำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น</li>



<li style="font-size:16px">ประเมินผลเมื่อผ่านไป 1 เดือน, 1 ภาคเรียน, และ 1 ปี</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><strong>ผลสัมฤทธิ์ของการฟื้นฟูฐานกายในเด็ก</strong></strong></h4>



<ul>
<li style="font-size:16px">ค่าแรงบีบมือของเด็กเพิ่มขึ้น แม้จะมีบางส่วนที่ยังมีค่าแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กจับดินสอถูกวิธี ช่วยให้เขียนโดยไม่เมื่อยมือ ส่งผลให้เรียนรู้และทำงานได้ไวขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กเขียนอ่าน จดจำพยัญชนะ สระ และประสมคำได้ดีขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">เด็กร่าเริง แจ่มใส มีพัฒนาการด้านการเข้าสังคม·&nbsp; เด็กมีสมาธิ ตั้งใจในการเรียนและการทำกิจกรรม ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จตามเวลา</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f57be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทโรงเรียนและผู้บริหาร</strong></h2>



<p>“บทบาทของโรงเรียน โดยเฉพาะ ผอ. ถ้า ผอ.เข้าใจ เขาจะสนับสนุนเรื่องการฟื้นฟูฐานกาย ซึ่งการสนับสนุนคือ การไม่เร่งให้เด็กต้องขีดเขียนโดยที่ฐานกายเด็กยังไม่พร้อม</p>



<p>“ตอนที่ทีมโค้ช ม.อ. ลงไปพื้นที่โรงเรียนต่างๆ ในโครงการพัฒนาตนเอง เราพบเด็กประถมต้นที่ฐานกายเขายังไม่พร้อม แรงที่ใช้ในการควบคุมดินสอไม่ดี ยิ่งฐานกายเด็กไม่พร้อม เขายิ่งไม่อยากเขียน พอครูยิ่งให้เขาเขียน เขายิ่งไม่อยากมาโรงเรียน</p>



<p>“จุดนี้ โรงเรียน ผอ. และครู ต้องเข้าใจ ถ้าฐานกายเด็กยังไม่พร้อม โรงเรียนต้องฟื้นฟูฐานกายเด็กควบคู่ไปกับด้านการเรียน</p>



<p>“ที่เราดำเนินการร่วมกับโรงเรียนพัฒนาตนเองมาคือ เมื่อเริ่มกระตุ้นพัฒนาการร่างกายเด็ก ผ่านกิจกรรมฐานกายต่างๆ อย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ ต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะเห็นผลลัพธ์ในทิศทางที่ดีขึ้น ในกรณีที่ครูพบเจอและเล่าให้ฟังคือ เดิมเด็กจะใช้เวลาเขียนวัน เดือน ปี เพียงบรรทัดเดียว แต่เด็กเขียนเป็นชั่วโมง เพราะมือเขาไม่มีแรง แต่พอโรงเรียนจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟื้นฟูฐานกาย ครูก็พบว่า เด็กเขียนได้เร็วและคล่องขึ้น”</p>



<p>“ดังนั้น ในมุมมองของเรา หากผู้บริหารไม่เร่งรัดว่าต้องอัดวิชาการความรู้ลงไปให้เด็กทันที ครูเข้าใจและมีเป้าหมายที่ต้องการฟื้นฟูเด็ก เมื่อเป็นดังนี้เด็กๆ จะได้รับโอกาสในการฟื้นฟู และเราจะช่วยกอบกู้เด็กกลุ่มนี้ไว้ได้ โดยเด็กๆ จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>



<p>“นี่คือบทบาทที่สำคัญมากของโรงเรียน” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ กล่าวย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fce75"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-040724/">บทบาทของโรงเรียนและผู้บริหาร ต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jul 2024 13:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84173</guid>

					<description><![CDATA[<p>โควิดพราก 2 ปีอันเป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ของเด็กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/">เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โควิดพราก 2 ปีอันเป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ของเด็กรุ่นหนึ่งไป แทนที่เด็กรุ่นนั้นจะสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พวกเขากลับต้องเจอภาวะการเรียนรู้ถดถอย ร่างกายอ่อนแรง ไม่พร้อมเรียนรู้ จนชวนให้คิดว่าพวกเขาเกียจคร้าน</p>



<p>ทว่านี่คือสัญญาณของวิกฤตที่เด็กอนุบาลและเด็กประถมของไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่ในภาคใดภาคหนึ่ง แต่เป็นทั้งประเทศ ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหลักล้านคน</p>



<p>เรื่องที่ชวนใจชื้น คือ โอกาสที่จะกอบกู้และฟื้นฟูศักยภาพของเด็กไทยยังมี ซึ่งโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน คือตัวละครที่สำคัญในการฟื้นฟูครั้งนี้</p>



<p>ในบทสัมภาษณ์นี้ ทาง กสศ.​ได้รับเกียรติจาก ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ โค้ชโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งได้ร่วมดำเนินการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยที่เกิดกับเด็กไทย โดยร่วมมือกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73e223"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากการพูดคุยครั้งนี้ ผศ.อัมพร ได้ช่วยอธิบายเกี่ยวกับการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย รวมทั้งสะท้อนเสียงอันน่ารับฟังออกมาว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”&nbsp;</p>



<p>และครอบครัว โรงเรียน รวมถึงชุมชน สามารถมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยในเด็กไทยได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การฟื้นฟูฐานกายคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ</strong></h2>



<p>ฐานกาย หมายถึง ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 5 ระบบ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ ระบบการทรงตัว และสมอง ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จะพัฒนาได้ผลดีที่สุดในช่วงอายุไม่เกิน 7-8 ปี</p>



<p>“มนุษย์ทุกช่วงวัย ชีวิตต้องพัฒนาทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกัน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้ เริ่มตั้งแต่ต้นทางของชีวิต คือ ชั้นอนุบาล และจะได้ผลดีที่สุด ต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนอายุ 7 ปี” ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ เปิดเผยข้อมูล</p>



<p>“ช่วงเวลานี้เรียกว่า ‘ช่วงทอง’ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัยเด็ก ที่เราต้องวางรากฐานตรงนี้ให้ดี” ผศ.อัมพร กล่าวย้ำ</p>



<p>แต่สำหรับเด็กไทยรุ่นที่ถูกโควิดพราก&nbsp; ‘ช่วงทอง’&nbsp; ไปนั้น แม้จะน่าเสียดาย ทว่าก็ยังกอบกู้และฟื้นฟูการเรียนรู้ได้</p>



<p>“การกอบกู้และฟื้นฟูการเรียนรู้เด็กหลังอายุ 7 ปี ยังทำได้ แม้จะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็ต้องทำ” ผศ.อัมพร ยืนยันหนักแน่น<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7a871"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายคือ ต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong>&nbsp;</h2>



<p>“เป้าหมายของโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือโรงเรียนสามารถดูแลคุณภาพการศึกษาในทุกมิติด้วยตัวเองได้ ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า โรงเรียนนี้ทำคุณภาพการศึกษาได้ดีหรือไม่ ก็คือ ‘คุณภาพของเด็ก’ ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ กล่าวย้ำความสำคัญของคุณภาพของเด็ก</p>



<p>“นี่เป็นจุดร่วมสำคัญ ไม่ว่าจะมองจากฝั่งของ ม.อ. ซึ่งเป็นคนที่ลงไปทำงานในพื้นที่ รวมถึงมองจากฝั่งของเขตพื้นที่การศึกษา หรือฝั่งโรงเรียน จุดร่วมที่สำคัญคือ คุณภาพเด็ก เพราะหากด้านอื่นของโรงเรียนดีหมด ตึกอาคารดี ป้ายสวยงาม ผู้ปกครองสบายใจ แต่คุณภาพเด็กไม่ดี ก็จะไม่สามารถบอกได้เลยว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพราะผลงานจะปรากฏอยู่ที่ตัวเด็ก ส่วนอื่นจะเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาค้ำจุนการพัฒนาคุณภาพเด็ก”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เมื่อทีมโค้ช ม.อ. ได้รับโจทย์ให้ทำงานร่วมกับโรงเรียนพัฒนาตนเอง เราจึงเข้ามาด้วยเป้าหมายคือ สร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างเด็กที่มีคุณภาพ ซึ่งนี่คือเป้าหมายก่อนที่จะเกิดเหตุโควิด-19 ระบาด”</p>



<p>“ในช่วงสถานการณ์ปกติ เราก็ทำงานโดยมุ่งไปที่คุณภาพของเด็ก ซึ่งมนุษย์ทุกช่วงวัย ต้องได้รับการพัฒนาทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกัน คือ กาย ใจ สติปัญญา สังคม ซึ่งทั้งหมดนี้ควรเริ่มตั้งแต่ต้นทางของชีวิต คือ วัยอนุบาล และควรทำก่อน 7 ขวบ เพราะเด็กจะพัฒนาได้ดีที่สุด ตรงนี้เรียกว่า ‘ช่วงทอง’ของการพัฒนา</p>



<p>“พอโควิดระบาดจนเด็กไม่ได้ไปโรงเรียน บางคนแทบไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการถึง 2 ปี พอเขากลับเข้ารั้วโรงเรียน เด็กก็ไม่พร้อม ซึ่งพอเราลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียน เราพบว่า แม้คุณภาพการเรียนการสอนจะดี แต่ถ้าเด็กไม่พร้อม ก็ไปต่อไม่ได้</p>



<p>“เด็กอนุบาลยังมีโอกาสได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ เนื่องจากตัวหลักสูตรอนุบาลมุ่งไปที่พัฒนาการทั้ง 4 ด้านเป็นหลัก แต่เด็กประถม หลักสูตรจะเน้น 8 สาระวิชาแล้ว ทว่าหลังโควิด เราพบว่าเด็กไม่พร้อม โดยเฉพาะในด้านฐานกาย ซึ่งกลไกลในการเรียนรู้ส่วนสำคัญอยู่ที่ร่างกาย นั่นเป็นเหตุผลที่การฟื้นฟูฐานกายถึงจำเป็น</p>



<p>“ที่พูดมานั้น&nbsp; ไม่ใช่ว่าเราจะทำการฟื้นฟูฐานกายแค่ในกลุ่มเด็กประถมนะคะ เพราะเด็กอนุบาลก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นไปเหมือนกัน โดยเราทำงานร่วมกับครูอนุบาลไปจนถึงครูประถม 3 เพียงแต่อาจจะเน้นฟื้นฟูช่วงประถมต้นเป็นหลัก เนื่องจากครูประถมยังไม่มีเครื่องมือหรือองค์ความรู้ตรงนี้ อย่างครูเจอเคสเด็กเดินลงบันไดโดยไม่เกาะราวไม้ไม่ได้ หรือเด็กกระโดดไม่เป็น ครูประถมก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทำให้การฟื้นฟูเด็กอาจช้าและไม่ทันการณ์ เราจึงเน้นช่วงประถมอย่างเข้มข้นก่อน</p>



<p>“สุดท้าย แม้เราจะเข้ามาดูแลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองด้วยเป้าหมายอีกอย่าง แต่เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เราก็ต้องยึดเด็กเป็นหลัก ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทครอบครัว ต่อการฟื้นฟูฐานกาย และฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็ก</strong></h2>



<p>“บ้านเป็นพื้นที่ซึ่งเด็กมีโอกาสจะฝึกฝนทักษะและท้าทายศักยภาพฐานกายได้หลากหลายมาก สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองหรือครอบครัวต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำและเรียนรู้ แน่นอนว่าเวลาที่เด็กทำอะไร อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น เด็กอาจจะพับผ้าห่มไม่เรียบร้อยเท่าผู้ปกครอง เด็กอาจจะวางจานชามไม่เป็นระเบียบเหมือนผู้ใหญ่ เป็นต้น แต่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำนั้นสำคัญกว่า เด็กทำอะไรได้หลากหลาย แต่ผู้ใหญ่ไม่ควรไปคาดหวังว่าเด็กต้องทำอะไรเนี้ยบเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ หากเปิดโอกาสให้เขาทำไปเรื่อยๆ สักพักเขาจะเกิดทักษะและมีความชำนาญเอง นอกจากนี้ผู้ใหญ่ยังสามารถพูดคุยเพื่อเรียนรู้ร่วมกับเด็กได้ อย่างเช่น ผู้ปกครองอาจถามเด็กๆ ว่า มีวิธีพับผ้าห่มหลากหลายวิธี ทำไมวันนี้เด็กถึงเลือกวิธีนี้ หรือทำไมเด็กถึงจัดวางจามชามแบบนั้น เป็นต้น การถามไถ่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและฝึกทักษะสื่อสารกันในครอบครัว สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ต้องไว้วางใจเด็กให้โอกาสเขาได้ฝึกทำด้วยตัวเอง” ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ ให้ข้อมูล</p>



<p>“การเปิดโอกาสให้เด็กได้บอกเล่าถึงสิ่งที่เขาทำ ยังเป็นความภาคภูมิใจของเขา ผู้ใหญ่ต้องไม่บอกว่า วิธีของผู้ใหญ่เท่านั้นที่ถูกต้องที่สุดในโลก แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิด แล้วเดี๋ยวเขาจะเริ่มเปรียบเทียบเหตุผลได้ เขาจะสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเขาได้เอง สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ คือแลกเปลี่ยน “ลูกทำแบบนี้ใช่ไหม แต่แม่ทำแบบนี้นะ ลูกมีวิธีคิดของลูก แม่ก็มีวิธีคิดของแม่ งั้นเรามาเรียนรู้ไปด้วยกัน” เป็นต้น เมื่อเปิดโอกาสและพื้นที่ให้เด็ก เขาจะสร้างวิธีการของเขาเอง จากความคิดและการตัดสินใจของเขา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-278c41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พอเขาเลือกวิธีการเอง ลงมือทำเอง ร่างกายเขาจะได้เรียนรู้ สมองก็ได้ทำงาน นอกจากนี้เขาจะเกิดความภูมิใจ และรู้สึกมีตัวตน ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เด็กต้องมีตัวตนตั้งแต่ในบ้าน เพราะเด็กไม่ใช่ตุ๊กตา เด็กไม่ใช่ทรัพย์สินของพ่อแม่ แต่เขามีชีวิตของเขา เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง นอกจากนี้ พอเด็กเกิดความภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับ มันจะส่งผลดีต่อด้านอื่นของเด็กด้วย ไม่ใช่แค่ฐานกายอย่างเดียว แต่ฐานอารมณ์ ฐานสังคม ฐานสติปัญญา เด็กจะได้รับการดูแลให้เกิดการพัฒนาทุกด้านไปพร้อมกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทของชุมชนและท้องถิ่น ต่อการฟื้นฟูฐานกาย และฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็ก</strong></h2>



<p>“องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกลสำคัญมาก เพราะเป็นกลไกลที่ใกล้ชิดกับหน่วยระดับเล็กอย่างครอบครัว ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีฐานข้อมูลประชากร จะรู้ว่าแต่ละปีในชุมชนมีเด็กแรกเกิดกี่คน แต่ละปีมีเด็กต้องเข้าศูนย์เด็กเล็กกี่คน มีเด็กอยู่ในช่วงวัยไหนกี่คน เป็นต้น และโดยบทบาท ต้องมีหน้าที่ในการดูแลการพัฒนาคุณภาพของเด็กในชุมชนทุกคน ทุกช่วงวัย</p>



<p>“ข้อมูลประชากรเหล่านี้ สามารถนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากรในชุมชนได้ ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนำงบมาพัฒนาถนนหนทาง ไฟฟ้า แต่อีกส่วนที่ช่วยเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงวัยกำลังเติบโต คือ สนามเด็กเล่นที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กวัยประถมต้น ชั้น ป.1 &#8211; ป.3 เรามักพบว่า ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้เด็กกลุ่มนี้ได้เล่นเสริมพัฒนาการ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d27db4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พื้นที่เสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันไป สนามเด็กเล่นบางแห่งอาจถูกออกแบบมาสำหรับพัฒนาการวัยเด็กอนุบาล ส่วนสนามฟุตบอลหรือลานกีฬา อาจเหมาะสำหรับเด็กประถมตอนปลาย ชั้น ป.4 ขึ้นไป แต่เด็กกลุ่มประถมต้น ชั้น ป.1 &#8211; ป.3 มักจะไม่มีพื้นที่เล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการในวัยของเขา จะให้เขาไปเล่นสนามเด็กเล่นของน้องอนุบาล เขาก็อาจไม่อยากไป แต่จะให้เขาไปขอแบ่งพื้นที่เล่นกับ พี่ ป.4 ขึ้นไป เขาก็อาจไม่กล้าเอ่ยปาก</p>



<p>“การพัฒนาพื้นที่เพื่อให้เด็กในชุมชนได้ฟื้นฟูหรือพัฒนาฐานกาย ถือเป็นการลงทุนพัฒนาคุณภาพประชากร เพราะเด็กจะอยู่และเติบโตในชุมชน เมื่อเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ย่อมส่งผลดีต่อชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง”</p>



<p>ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์&nbsp; กล่าวปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-030724/">เส้นทางสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยผ่านฐานกาย “ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กสำคัญที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2024 05:53:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดพังยอม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83768</guid>

					<description><![CDATA[<p>“สะกด ‘ร. เรือ’ แบบหันหลัง และเขียนสระ ‘ใ’ ไม้ม้วนแบบหั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/">โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“สะกด ‘ร. เรือ’ แบบหันหลัง และเขียนสระ ‘ใ’ ไม้ม้วนแบบหันหัวออก”</strong></p>



<p>เหล่านี้คือสิ่งที่ครูสุมาลี จำนงค์ฤทธิ์ ผู้สอน ป.1 พบเจอเมื่อเด็กเปิดเทอม</p>



<p>แม้ว่าการที่เด็กชั้น ป.1 เขียนพยัญชนะและสระยังไม่ได้ อาจดูเป็นสถานการณ์ทั่วไปของวัยกำลังเรียนรู้ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด นี่อาจไม่ใช่ความปกติเสียทีเดียว</p>



<p>การร้างราจากการเรียนแบบออนไซต์เกือบ 2 ปีเต็มในช่วงโควิดระบาด ส่งผลให้เด็กอนุบาลและเด็กประถมทั้งประเทศเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย เด็กๆ ในโรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเปิดเทอมปีการศึกษา 2565 ครูและผู้บริหารโรงเรียนพบว่า เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนรู้ช้ากว่าที่ควรเป็น จึงมีการปรึกษาหารือในวง PLC ก่อนจะพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อให้ครูแต่ละชั้นเรียนนำไปปรับใช้ ส่งผลให้ภารกิจฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยคืบหน้าได้ไว และเด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 1 ปีการศึกษา</p>



<p>หัวใจสำคัญที่ช่วยให้เด็กฟื้นฟูการเรียนรู้ได้ไว้ คือ <strong>การแทรกกิจกรรมฐานกายให้เด็กได้เรียนรู้ ควบคู่ไปกับการดูแลด้านวิชาการและด้านจิตใจ</strong> ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูในทุกระดับชั้นของโรงเรียนวัดพังยอมยึดถือปฏิบัติ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อตัวเด็ก และส่งผลต่อความภาคภูมิใจต่อตัวครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d8af4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดพังยอม เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้น ป.6 ตั้งอยู่ในตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp;เด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติ โดยพ่อแม่ออกทำงานนอกพื้นที่ มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและรับจ้างสวนเกษตร สภาพเศรษฐกิจของครอบครัวจัดอยู่ในกลุ่มยากจนไปจนถึงปานกลาง</p>



<p>ในช่วงโควิดระบาดปี 2563 – 2564 เด็กโรงเรียนวัดพังยอมต้องหันมาเรียนผ่านระบบออนไลน์และออนแฮนด์ (แจกใบงาน) ส่งผลให้เรียนรู้ไม่เต็มที่ เมื่อเปิดเรียนแบบออนไซต์ในปีการศึกษา 2565 จึงพบว่าเด็กบางส่วนเรียนรู้ถดถอย เด็กเล็กชั้น ป.1 และ ป.2 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จับดินสอผิดวิธี ทำให้เมื่อยมือเวลาเขียน ยิ่งส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ ส่วนเด็ก ป.3 &#8211; ป.6 แม้จะพบปัญหาน้อยกว่า แต่ก็ยังน่ากังวล ส่วนเด็กอนุบาลเจอปัญหาทรงตัวด้วยการยืนขาเดียวหรือกระโดดขาเดียวไม่ได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ช้ากว่าที่วัยนี้ควรจะเป็น</p>



<p>“แรกสุด เรามีการประเมินในแต่ละระดับชั้นก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมีมากน้อยเพียงไหน เมื่อทราบข้อมูลแล้ว จึงทำ PLC ระหว่างครูกับผู้บริหาร ว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ซึ่งการที่เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ในเด็กเล็ก ป.1-ป.2 เขาต้องมีทั้งความรู้และความพร้อมทางกาย ถ้าเราต้องการส่งเสริมให้เด็กจับดินสอ เขียนอักษร ก.ไก่ ข.ไข่&nbsp; แต่เด็กยังไม่มีความพร้อมเรื่องกล้ามเนื้อ เขาจะไม่สามารถเขียนได้” ครูเชาวลี ทองสุข ฝ่ายวิชาการโรงเรียนวัดพังยอม บอกเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b257b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ร่วมมือผลักดันภารกิจ เติมวิชาให้ครู ก่อนต่อยอดเป็นกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาเด็ก</strong></h3>



<p>เมื่อเจอสถานการณ์ว่าเด็กมีความไม่พร้อมทางกาย ทางโรงเรียนวัดพังยอมจึงได้หารือกับทางทีมโค้ช ม.อ. อันนำมาสู่การนำเครื่องมือลงพื้นที่เพื่อวัดแรงบีบมือเด็ก จนได้หลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าเด็กในโรงเรียนมีกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง การพบสาเหตุดังนี้ ทำให้โรงเรียนเล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมฐานกาย จนจัดอบรมร่วมกับทีมโค้ช ม.อ. จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ครูในแต่ละชั้นเรียนนำความรู้จากการอบรม ไปพัฒนาและเสริมศักยภาพเด็กแต่ละชั้นเรียนตามความเหมาะสมต่อไป</p>



<p>ด้านการต่อยอดเพื่อพัฒนาเด็กนั้น ครูแต่ละชั้นปีนำความรู้ไปต่อยอด รวมถึงสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อพัฒนาเด็กนักเรียน ดังนี้</p>



<p></p>



<p><strong>อนุบาล: เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่&nbsp;</strong><br>ครูกาญจนา คงแสง โดยเฉพาะด้านการทรงตัว ผ่านการละเล่นดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">เก้าอี้ดนตรี</li>



<li style="font-size:16px">มอญซ่อนผ้า</li>



<li style="font-size:16px">ปีนเครื่องเล่นบันไดโค้ง</li>



<li style="font-size:16px">เดินซิกแซก</li>



<li style="font-size:16px">กระโดดกระต่ายขาเดียว</li>



<li style="font-size:16px">เดินถอยหลังโดยไม่ต้องกางมือ</li>
</ul>



<p><strong>ป.1: เน้นฐานกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ</strong><br>ครูสุมาลี จำนงค์ฤทธิ์ ประจำชั้น ป.1 ออกแบบกิจกรรมง่ายๆ แต่สนุกและทำได้สม่ำเสมอ ได้แก่</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">กรรไกรตัดกระดาษ โดยให้ตัดเป็นรูปง่ายๆ จนต่อมาขยับเป็นรูปที่ซับซ้อนขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">ยางยืดหยุ่น นำหนังยางมาประยุกต์ทำได้ง่ายๆ ฝึกให้เด็กได้ใช้นิ้วและมือ กิจกรรมแทรกอยู่ก่อนเข้าวิชาเรียน ระหว่างพักเที่ยง และยามว่างต่างๆ&nbsp;</li>
</ul>



<p><strong>ป.2: เน้นแพ็กคู่ ทั้งเพิ่มสมาธิและสร้างความแข็งแรง</strong><br>ครูวรรณิตา ทองเติม ครูศิริพร ยอสิน ประจำชั้น ป.2 ออกแบบกิจกรรมเพื่อต้องการเพิ่มสมาธิ เสริมความแข็งแรง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์และวางแผนไปในตัว ได้แก่</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">วางเหรียญ เพิ่มสมาธิ ช่วยให้เด็กจดจ่อกับเหรียญ ฝึกคิดและวางแผนโดยหาวิธีวางเหรียญไม่ให้ล้มและวางได้นาน โดยการวางเหรียญนี้จะแทรกในกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ทุกวันอังคาร</li>



<li style="font-size:16px">กระโดดข้ามรั้ว เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ทั้งยังได้ฝึกวิธีวางแผน ว่าจะกระโดดอย่างไร ใช้ความเร็วแบบไหน เพื่อไม่ใช้โดนรั้วและไม่ให้รั้วล้ม ทั้งยังต้องกระโดดได้เร็วอีกด้วย</li>
</ul>



<p><strong>ป.3: เสริมพัฒนาการทางกายและทางจิตใจเด็ก ผ่านปมเชือก</strong><br>ครูเชาวลี ทองสุข&nbsp; ประจำชั้น ป.3 เลือกกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อท้าทายเด็กโต ขณะเดียวกันก็เน้นพัฒนาการทางกายและทางจิตใจแก่เด็กไปพร้อมกัน ผ่านกิจกรรมและแนวคิดเหล่านี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">แก้ปมเชือก เป็นกิจกรรมง่ายๆ แต่นอกจากช่วยพัฒนาฐานกายแล้วยังช่วยพัฒนาความคิด เด็กต้องวางแผนว่าจะแก้ปมเชือกอย่างไร ปมเชือกที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน จึงไม่สามารถลอกเลียนกันได้</li>



<li style="font-size:16px">เชื่อมโยงกับพัฒนาการจิตใจ การแก้ปมเชือก เป็นความท้าทายต่อเด็ก เราจะเห็นการจัดการภาวะอารมณ์ของเขา เด็กบางคนเมื่อเจอปมปัญหาที่ซับซ้อน เขาจะมือสั่น ร่างกายสะท้อนอารมณ์ ซึ่งครูสามารถช่วยเสริมทักษะตรงนี้ให้เขาได้</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ed14f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>ตลอดปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดพังยอมได้แทรกกิจกรรมฐานกายให้เด็กได้เรียนรู้ ควบคู่ไปกับการดูแลด้านวิชาการและด้านจิตใจ โดยเปิดกว้างให้ครูแต่ละชั้นเรียนเลือกกิจกรรมได้ตามความเหมาะสม เพราะเข้าใจว่าครูที่ใกล้ชิดเด็ก ย่อมเข้าใจเด็กมากที่สุด&nbsp;ผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลง ได้ออกดอกผลดังนี้</p>



<p><strong>เด็กเล็กทรงตัวได้ตามวัย</strong></p>



<p>เมื่อเปิดเทอมใหม่ๆ เด็กอนุบาลจำนวนไม่น้อยทรงตัวตามวัยไม่ได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรง แต่เมื่อเสริมกิจกรรมที่เหมาะสมเข้าไป เด็กอนุบาลโรงเรียนวัดพังยอมสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น กระโดดขาเดียวได้ วิ่งซิกแซกได้ เดินถอยหลังโดยมือแนบลำตัวได้ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เด็กอนุบาลยังจับอารมณ์ตนเอง และสื่อสารบอกครูได้ เช่น เด็กวิ่งอยู่แล้วเขารู้สึกกลัว ครูถามว่าทำไมเขากลัว เด็กตอบว่า “คุณครูคะ ถุงเท้ามันลื่น” สะท้อนว่า ในระหว่างเล่นหรือวิ่ง เด็กรู้สึกตัวได้ ทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังในการเล่นได้ ซึ่งนี่เป็นอีกทักษะที่เขาพัฒนาขึ้นนอกเหนือจากการทรงตัวได้ดี</p>



<p><strong>เด็กโตเรียนรู้ได้ดีขึ้น</strong></p>



<p>การที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ส่งผลให้เด็กเมื่อยล้าเวลาเขียนตัวอักษร หรือเหนื่อยเวลาต้องนั่งเรียนนานๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว อาจทำให้เด็กหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ต่อไป แต่เมื่อครูชั้น ป.1-ป.3 โรงเรียนวัดพังยอม ได้แทรกกิจกรรมฐานกาย พร้อมไปกับดูแลด้านวิชาการและใส่ใจจิตใจเด็กมากขึ้น ผลลัพธ์คือ เด็กเขียนอ่านได้ดีขึ้น รู้ทันอารมณ์ตนเอง กระตือรือร้นอยากเรียนรู้ และสนุกกับการมาโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3a593"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>เกิดนักกีฬาหน้าใหม่จากการที่ครูเปิดโอกาสให้ฝึกฐานกาย</strong></p>



<p>“ในชั้นเรียน ป.2 ครูจะแทรกกิจกรรมกระโดดข้ามรั้วมาให้นักเรียนฝึก เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย ซึ่งการกระโดดรั้วนี้ ยังส่งผลให้เด็กมีวินัยในการฝึก รู้จักวางแผนการวิ่งและการกระโดด เพราะต้องกระโดดให้เร็วและไม่ทำรั้วล้ม ซึ่งพอเด็ก ป.2 ทำกิจกรรมนี้ ร่างกายแกนกลางเขาก็แข็งแรงขึ้น ที่สำคัญมีเด็กคนหนึ่งที่ฝึกไปเรื่อยๆ จนทำสถิติการกระโดดและความเร็วได้ดีขึ้นมาก จนเขาผ่านคัดเลือกเป็นนักกีฬาโรงเรียนได้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาได้เป็นนักกีฬา คือเขามีวินัย ฝึกซ้อมสม่ำเสมอนั่นเอง”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“แน่นอนว่าช่วงที่เด็กต้องเรียนออนไลน์ในสถานการณ์การระบาดโควิด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อเขาโดยตรง ทำให้เขาเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย พอเขากลับสู่ชั้นเรียน ครูก็ต้องผจญความท้าทายนี้ร่วมกับเด็ก ซึ่งในฐานะครู พอเราได้รับโอกาสให้ลองใช้วิธีการหลากหลายมาเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก พอเขาทำได้ดีขึ้น มีพัฒนาการด้านการเรียนการเขียนการอ่านดีขึ้นมาก ความรู้สึกของครูย่อมเป็นความดีใจและภูมิใจในตัวเด็ก” ครูวรรณิตา ทองเติม ตัวแทนครูโรงเรียนวัดพังยอม สะท้อนความรู้สึกให้ทราบ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb11b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>“โรงเรียนวัดพังยอมได้วางแผนและดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 3 ข้อดังนี้</p>



<p>1.โรงเรียนจะพูดเสมอว่า คุณครูอย่าหยุดพัฒนาตนเอง หากมีองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านการศึกษา โรงเรียนจะส่งเสริมให้ครูทุกคนได้รับการพัฒนา เพราะเมื่อครูพัฒนาและมีทักษะเพิ่มแล้ว ครูสามารถเลือกได้ว่าจะนำความรู้และกิจกรรมแบบไหนมาใช้กับเด็ก&nbsp;</p>



<p>2.โรงเรียนกำลังมุ่งเน้นในเรื่องของจิตใจเด็ก โดยเน้นกิจกรรมจิตตปัญญา ซึ่งครูสามารถเลือกกิจกรรมจิตตปัญญาไปพัฒนาเด็กในแต่ละชั้นเรียนที่ครูดูแลได้ โดยสามารถแทรกเข้าไปในช่วงเช้า พักกลางวัน หรือในรายวิชาสอน</p>



<p>3.กระบวนการสอน จากที่โรงเรียนวัดพังยอมได้เรียนรู้กับทีมโค้ช ม.อ. เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ในองค์ความรู้ด้านกระบวนการวิทย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ เมื่อครูได้รับองค์ความรู้ ครูจะนำกระบวนการวิทย์นี้ไปต่อยอดกับเด็กต่อไป</p>



<p>นี่คือเป้าหมายและแผนการที่ได้ดำเนินไปแล้ว และยังคงทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่เด็กนักเรียนสูงสุด” ครูเชาวลี ทองสุข ฝ่ายวิชาการโรงเรียนวัดพังยอม บอกเล่าปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-230624/">โรงเรียนวัดพังยอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสริมความแกร่งด้านฐานกาย ใจ และวิชาการ เพื่อฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย และสร้างให้เด็กพัฒนาอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 13:06:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ)]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83657</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังปีการศึกษา 2565 เริ่มเปิดห้องเรียน ครู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/">โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังปีการศึกษา 2565 เริ่มเปิดห้องเรียน ครูจรรยารักษ์ สมัตถะ สังเกตเห็นว่าเด็กชั้น ป.2 ในโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ที่ครูต้องดูแลนั้น มีพัฒนาการที่น่ากังวล ตั้งแต่จับดินสอผิดวิธี นั่งแล้วฟุบกับโต๊ะ ไม่มีสมาธิ เขียนช้า จำพยัญชนะและสระไม่ได้ รวมถึงตอบคำถามเป็นคำหรือประโยคสั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ครูจรรยารักษ์ นำสิ่งที่สังเกตได้ไปปรึกษาวง PLC ร่วมกับผู้อำนวยการและครูท่านอื่นในโรงเรียน จากนั้นจึงหารือกับทางทีมโค้ช ม.อ. จนพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก ป.2 ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยเฉพาะด้านฐานกายที่ไม่แข็งแรง จนกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ด้านอื่นๆ</p>



<p>“จากการสังเกตของครูจรรยารักษ์ จึงนำมาสู่การพูดคุยในวง PLC ของครูและผู้บริหาร จากนั้นจึงเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ต่อมาโรงเรียนได้ร่วมมือกับทีมโค้ช ม.อ. เพื่อทดสอบสมรรถนะฐานกายของเด็ก ป.2 ทั้งนี้จากการ<strong>สังเกต</strong> <strong>เจาะลึก</strong> จนได้ผล<strong>ประจักษ์</strong>ว่าเด็กนักเรียนมีฐานกายที่ไม่พร้อม ทำให้โรงเรียน<strong>ลงมือลุย</strong>เพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กอย่างเร่งด่วน” นางนารีรัตน์ เศียรอินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าว</p>



<p>ซึ่งเรื่องราวการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้ ของโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ถูกร้อยเรียงไว้แล้วในบทความนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-21d233"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้น ป.6 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เด็กนักเรียนมีทั้งเด็กที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม มีฐานะยากจนถึงปานกลาง โดยอยู่กับปู่ย่าตายาย 24% และอยู่กับพ่อแม่ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมศึกษาจำนวน 23%&nbsp;</p>



<p>ในช่วงโควิดระบาดเมื่อปี 2563 – 2564 เด็กต้องเรียนด้วยระบบออนไลน์และออนแฮนด์ (แจกใบงาน) จากที่บ้าน ซึ่งด้วยปัจจัยครอบครัวที่ไม่พร้อม เด็กจำนวนหนึ่งจึงเรียนรู้ไม่เต็มที่</p>



<p>“เด็กรุ่นนี้เหมือนเจอสุญญากาศทางการเรียนรู้” ผู้อำนวยการกล่าว&nbsp;</p>



<p>จนเมื่อกลับเข้าสู่โรงเรียนในปีการศึกษา 2565 ปัญหาชัดขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ป.2 ที่ถือว่าถดถอยด้านการเรียนรู้อย่างหนัก ผู้บริหารและครูไม่รอช้า นำร่องทดสอบสมรรถนะฐานกาย 7 ฐาน ซึ่งพบว่าเด็กไม่ผ่านฐานกระโดดเชือกถึง 76% ซึ่งสะท้อนว่าเด็กมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว นอกจากนี้เด็กยังประสานสายตาเข้ากับร่างกาย เพื่อทำการคาดคะเนจังหวะกระโดดเชือกได้ไม่ดีนัก</p>



<p>ฐานกระโดดเชือก สะท้อนให้เห็นปัญหาฐานกายหลายอย่าง เมื่อประกอบรวมจากผลลัพธ์จากฐานสมรรถนะฐานอื่น รวมถึงค่าแรงบีบมือของเด็กนักเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อผลเชิงประจักษ์ปรากฏตรงหน้า โรงเรียนจึงตัดสินใจเพื่อฟื้นฟูเด็กอย่างเร่งด่วน</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1.วัดผลและประเมินสมรรถนะของเด็ก โดยให้ครูผู้เชี่ยวชาญเป็นแกนนำ</strong></h3>



<p>เมื่อตระหนักว่าเด็กนักเรียนมีปัญหาด้านฐานกาย สิ่งที่ผู้อำนวยการและครูร่วมมือกันทำ คือ นำร่องจัดการทดสอบสมรรถนะฐานกาย โดยให้ครูพละศึกษาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นแกนนำในการจัดทดสอบ</p>



<p>ทั้งนี้การการทดสอบสมรรถนะฐานกาย แบ่งเป็น 7 ฐาน ซึ่งประกอบด้วย ฐานการเดินทรงตัว, ฐานกระโดดเท้าชิดเท้ากาง, ฐานโยนรับบอล, ฐานกระโดดไกล, ฐานกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง, ฐานกระโดดเชือก, และฐานยืดหยุ่น (ม้วนหน้าและวัดแรงบีบมือ) ซึ่งผลลัพธ์คือ เด็ก ป. 2 จำนวน 73 คน มีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์แต่ละฐานดังต่อไปนี้ 26%, 15%, 42%, 23%, 10%, 76%, และ 42% ตามลำดับ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2.แบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม เพื่อให้ฟื้นฟูตรงจุดอย่างได้เต็มที่</strong></h3>



<p>เมื่อผลจากการทดสอบสมรรถนะฐานกาย เผยให้เห็นว่าเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ร่างกายไม่ได้ฝึกฝนและพัฒนาไม่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อทำการฟื้นฟูให้เกิดประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงแบ่งเด็ก ป.2 ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ</p>



<p><strong>กลุ่ม 1 กลุ่มที่ต้องพัฒนาเฉพาะด้านเร่งด่วน </strong>เช่น ในส่วนของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ การเคลื่อนไหว และประสาทหูตาต่างๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กลุ่ม 2 กลุ่มที่พัฒนาฐานกายและสังคมมิติ </strong>โดยพัฒนาทักษะในเรื่องของการเคลื่อนไหวประสาทสัมผัส และมีการออกแบบกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ให้แก่นักเรียน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a206c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3.ทุ่มฟื้นฟูฐานกาย โดยครูจัดสรรเวลาให้อย่างเต็มที่</strong></h3>



<p>เมื่อได้แนวทางแล้วว่าต่อไปนี้โรงเรียนจะเน้นฟูฟื้นฐานกายในเด็กนักเรียน นำร่องในชั้น ป.2 ก่อน ขั้นต่อไปซึ่งสำคัญมากก็คือการจัดสรรและวางกรอบเวลาให้แก่กิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย ซึ่งทางผู้อำนวยการและครูได้หารือและเห็นพ้องกันว่า จะเปิดให้มีการฟื้นฟูฐานกายอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาก่อนเข้าเรียน ก่อนกลับบ้าน รวมถึงบูรณาการเข้ากับวิชาเรียนด้วย ดังนี้</p>



<p><strong>ก่อนเวลาเข้าเรียน</strong></p>



<p>ยามเช้าก่อนเข้าวิชาเรียน ครูจะพานักเรียนทำกายบริหาร เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาในส่วนกล้ามเนื้อมือ เช่น นำยางเส้น ให้เด็กฝึกบริหารนิ้วมือและข้อต่อ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น จากนั้นจึงจัดกิจกรรมเข้าจังหวะต่างๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ก่อนกลับบ้าน</strong></p>



<p>ช่วงบ่าย ครูได้จัดกิจกรรมชื่อ “ฐานกายสบายใจจัง” โดยใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมงก่อนโรงเรียนเลิก ซึ่งกิจกรรมนี้จะแบ่งเป็นฐานต่างๆ ที่ผสานความสนุกและความท้าทายเข้าด้วยกัน ได้แก่ ฐานทูนสิ่งของไว้บนศีรษะแล้วเดินบนเส้นเชือก, ฐานเดินกะลา,​ฐานตั้งเตหรือเดินทรงตัว เป็นต้น&nbsp;</p>



<p><strong>บูรณาการฐานกายในรายวิชา</strong></p>



<p>เนื่องจากโรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) เน้นให้เด็กได้ฝึกกระบวนเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ครูจึงได้แทรกกระบวนการวิทย์เข้าไปอยู่ในรายวิชาอื่นด้วย ได้แก่ วิชาภาษาไทย และวิชาคณิตศาสตร์ ทั้งนี้เมื่อนำกิจกรรมฐานกายมาเสริม กิจกรรมที่เสริมเข้าไปจึงเน้นให้เด็กได้สังเกต เรียนรู้ ควบคู่กับการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อ</p>



<p>กิจกรรมบูรณาการฐานกายในรายวิชา มีตั้งแต่ให้เด็กนำกรรไกรไปตัดกระดาษ พับกระดาษ ร้อยลูกปัด หรือปั้นดินน้ำมัน แล้วผสานการเรียนรู้เข้ากับรายวิชานั้น ซึ่งผลทางกายที่ได้รับคือ เด็กได้ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อข้อต่อ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) ได้ดำเนินการฟื้นฟูฐานกายเด็กนักเรียนชั้น ป.2 (ปีการศึกษา 2565) มาครบ 1 ปี และปัจจุบันก็ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งเกิดผลลัพธ์ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>จำนวนการขาดเรียนน้อยลง&nbsp;</strong></p>



<p>หลังเริ่มกิจกรรมฟื้นฟูฐานกาย โรงเรียนพบว่า สถิติการขาดเรียนลดลง และเด็กสนุกกับการมาโรงเรียนมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสถิติการมาเรียน 87%</p>



<p><strong>จับดินสอถูกวิธี</strong></p>



<p>การผสมผสานกิจกรรมฐานกาย ควบคู่กับการดูแลใส่ใจการเขียนของเด็ก ทำให้จำนวนนักเรียนชั้น ป.2 มีการจับดินสอที่ถูกวิธี มากขึ้นถึง 67% ทั้งนี้การจับดินสออย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่เมื่อยมือ เขียนคล่อง และสนุกกับการเรียน</p>



<p><strong>เด็กกินอาหารได้หลากหลายและแข็งแรงขึ้น</strong></p>



<p>เดิมทีเด็กชั้น ป.2 จะกินอาหารกลางวันเหลือเกินครึ่งค่อนชาม จนแม่ครัวประจำโรงเรียนเคยปรารภเชิงน้อยใจให้ครูจรรยารักษ์ฟัง แต่เมื่อโรงเรียนเริ่มดำเนินกิจกรรมฐานกาย เด็กก็กินข้าวได้เยอะขึ้น อาหารเหลือค้างจานน้อยลง โดยเด็กให้เหตุผลว่า เพราะอยากมีแรงไว้เล่นสนุกกับกิจกรรมฐานกายในคาบบ่าย</p>



<p>นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่าน้ำหนักส่วนสูงของเด็ก ป.2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ในช่วงระยะเพียง 1 ภาคเรียน</p>



<p><strong>กล้าคิดและมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น</strong></p>



<p>หลังเพิ่มกิจกรรมฐานกาย และใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการฝึกฝนนักเรียน พบว่า เด็ก ป.2 กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าสงสัย กล้าถาม นอกจากนี้ ยังอารมณ์ดีขึ้น และไม่กลัวกับการเผชิญเหตุการณ์ใหม่ๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4747c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา&nbsp;</strong></h3>



<p><strong>เมื่อฐานกายเพิ่มความมั่นใจ จนเด็กคนหนึ่งเขียนอ่านได้ดีขึ้น</strong></p>



<p>ปีการศึกษา 2565 มีเด็ก ป.2 คนหนึ่งที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กอาศัยอยู่กับแม่และน้องซึ่งมีภาวะออทิสซึ่ม เด็กคนนี้มีน้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอ จึงเจ็บป่วยบ่อย มีปัญหาสุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง ที่เห็นได้ชัดคือ เขาเดินขึ้นลงบันไดไม่ได้ เวลาจะลงบันไดต้องนั่ง แล้วค่อยๆ ประคองตัวลงทีละขั้นแทน</p>



<p>เมื่อเริ่มเรียน ป.2 เด็กนักเรียนคนนี้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จำพยัญชนะและสระไม่ได้เลย ประกอบกับเป็นคนไม่กล้าแสดงออก ทำให้เวลาทำงานกลุ่ม เพื่อนในชั้นเรียนจึงไม่ค่อยยอมรับเข้ากลุ่ม แต่พอครูจรรยารักษ์เริ่มแทรกกิจกรรมฐานกายเข้ามาในชั้นเรียน เด็กคนนี้พบกิจกรรมบางอย่างที่ตนเองทำได้ดี ทำให้มั่นใจในตนเอง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมชั้น</p>



<p>“เมื่อค้นพบกิจกรรมฐานกายที่เหมาะกับตนเอง และครูได้เข้าไปชี้แนะเพิ่ม เด็กจึงเกิดความภูมิใจ จนต่อยอดในกิจกรรมการเรียนรู้อื่นได้ดีขึ้น ปัจจุบัน เดินลงบันไดคล่อง และอ่านและสะกดคำได้แล้ว” ครูจรรยารักษ์ กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“หลังจากได้ลองแทรกฐานกายเข้ามาในการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้ครูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรก มุมมองเปลี่ยนไป ครูตระหนักว่าปัญหาภาวะเรียนรู้ถดถอยนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเด็ก สิ่งนี้ทำให้ครูศึกษาค้นคว้ามากขึ้นด้วย เพื่อมาหาทางออก อันทำให้เราเข้าใจเด็กเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็อยากเป็นครูที่เข้าใจเด็ก” ครูจรรยารักษ์ เล่าถึงมุมมองที่เปลี่ยนไปของตนเอง ก่อนจะเสริมว่า</p>



<p>“ด้านผลลัพธ์ เมื่อเราเห็นเด็กเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ครูก็ดีใจ ทำให้อยากเพิ่มความสังเกต และหาวิธีที่เหมาะสมในการพัฒนาเด็กรุ่นต่อไป โดยคงไม่ได้เน้นแค่เพียงฐานกาย แต่จะแทรกการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็ก โดยให้เด็กมีความสุข และครูก็สนุกกับการสอน”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e66c1e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ครูจรรยารักษ์-สมัตถะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูจรรยารักษ์ สมัตถะ<br>โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>“สำหรับเป้าหมาย จากที่โรงเรียนได้ดำเนินการฟื้นฟูในเรื่องการเรียนรู้ถดถอย ซึ่งปัจจุบันทำในระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 ทางโรงเรียนได้วางแผนไว้ว่า ในปีถัดๆ ไป จะขยายไปถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6” ผู้อำนวยการกล่าว ก่อนเสริมว่า</p>



<p>“ผลลัพธ์ของการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยเน้นกิจกรรมฐานกาย ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดี นักเรียนพัฒนาในทางที่ดีขึ้น เป้าหมายตอนนี้ของเราจึงเน้นไปที่การรักษาคุณภาพการศึกษา รวมถึงคุณภาพการเรียนการสอนของครู โดยตั้งเป้าให้เกิดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และชอบมาโรงเรียน”</p>



<p>“อีกอย่างที่เป็นเป้าหมายคือ อยากสร้างพื้นที่และบรรยากาศที่เอื้อให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งคิดว่าหากโรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยเน้นฐานกายนำร่อง ต่อยอดไปถึงการพัฒนาด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านสังคม จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนผ่านพื้นที่โรงเรียนได้ โดยที่เราไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด และเขาจะเกิดความสุข นั่นคือเป้าหมายที่อยากเห็น”&nbsp; ผู้อำนวยการกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9d8a1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-220624/">โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร (เพชรานุกูลกิจ) จังหวัดปัตตานี สังเกต เจาะลึก ลงมือลุย เปิดเส้นทางการฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา จังหวัดสงขลา ถอดบทเรียนการปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อโอบกอดและเป็นพื้นที่ให้เด็กโบยบินอย่างแข็งแรง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-210624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 13:12:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83548</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พรุ่งนี้ทำกิจกรรมอะไรต่อคะครู” คือเสียงจากเด็กหญิงประถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-210624/">โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา จังหวัดสงขลา ถอดบทเรียนการปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อโอบกอดและเป็นพื้นที่ให้เด็กโบยบินอย่างแข็งแรง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“พรุ่งนี้ทำกิจกรรมอะไรต่อคะครู” คือเสียงจากเด็กหญิงประถมต้นที่หันมาถามครูกัสมาวาตี อาแวยอ ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและแฝงไปด้วยความอยากเรียนรู้</p>



<p>ก่อนหน้านี้เด็ก ป.2 เกือบทั้งชั้นเรียนยังดูไม่สดชื่น เขียนหนังสือไม่คล่อง ไม่กล้าออกเสียงคำศัพท์ภาษาไทยตามที่ครูกัสมาวาตีสอน รวมถึงเด็กยังนั่งนิ่งๆ บนโต๊ะนานไม่ได้&nbsp;</p>



<p>แต่หลังจากครูลองนำกิจกรรมฐานกายมาแทรกในวิชาเรียน รวมถึงเริ่มเปิดใจพาเด็กไปเรียนรู้และเล่นสนุกนอกห้องเรียนบ้าง ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกก็ค่อยๆ เริ่มก่อตัว จนเห็นได้ชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เทอม และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเมื่อ 1 ปีการศึกษาผ่านไป จำนวนเด็กที่เคยขาดเรียนสม่ำเสมอ ก็เริ่มลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ส่วนจำนวนเด็กที่รบเร้าให้ผู้ปกครองพามาโรงเรียนกลับเพิ่มขึ้น</p>



<p>ไม่มีปาฏิหาริย์ใดอยู่เบื้องหลัง มีเพียงการปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิดของครูและผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้</p>



<p>ซึ่งเรื่องราวถูกร้อยเรียงไว้แล้วดังนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้น ป.6 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ด้วยสภาพพื้นที่ติดทะเล ทำให้อาชีพหลักของคนในพื้นที่คือการทำประมงชายฝั่ง มีบางส่วนทำธุรกิจส่วนตัว ค้าขาย ทำเกษตร หรือเป็นลูกจ้างโรงงาน เด็กนักเรียนมาจากพื้นเพครอบครัวที่หลากหลาย ส่วนมากมีฐานะปานกลาง แต่มีส่วนที่ฐานะดีและฐานะยากจนด้วยเช่นกัน</p>



<p>ในช่วงโควิดระบาดปี 2563 &#8211; 2564 โรงเรียนได้เปิดสอนด้วยระบบออนไลน์และออนแฮนด์ (แจกใบงาน) ครั้นเมื่อเปิดเรียนออนไซต์ในปีการศึกษา 2565 พบว่า เด็กนักเรียนมีภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยพบในเด็กทุกชั้นปี แต่เด่นชัดสุดในเด็กประถมต้น โดยอาการคือ ติดมือถือ ไม่มีแรงเขียนตัวหนังสือ ง่วงนอนบ่อย และมีท่าทีเบื่อหน่ายการเรียน</p>



<p>“เปิดปีการศึกษา 2565 ทาง ผอ.โรงเรียนได้ขอให้คุณครูทุกชั้นเรียนเริ่มสแกนนักเรียนก่อนเลย ว่าเด็กเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเขาห่างหายจากการเรียนออนไซต์เป็นปีเลย ซึ่งพอครูเริ่มสแกนเด็ก ก็พบว่าเด็กไม่สามารถเรียนรู้ต่อเนื่องได้ มีภาวะการเรียนรู้ถดถอย แถมเขายังติดมือถือ ไม่มีแรงเขียน เบื่อหน่ายการเรียน และง่วงนอนบ่อย” กัสมาวาตี อาแวยอ ครูประจำชั้น ป.2 บอกเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1edd5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหานี้พบทุกชั้นเรียน นั่นย่อมสะท้อนว่านี่ไม่ใช่เหตุปกติ ทางผู้บริหารและคุณครูจึงหารือกัน ก่อนเริ่มปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำงาน และใช้วิธีประเมินผลแบบใหม่ โดยยึดหลักสำคัญว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาเด็กและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<p>“ปีนั้น เด็ก ป.2 จะมีทั้งหมด 45 คน เราก็แบ่งเด็กเป็น 2 ห้องเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างทั่วถึง และครูดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วงแรกๆ โรงเรียนยังไม่ได้ร่วมกิจกรรมฐายกายอย่างเป็นระบบของ ม.อ.มาใช้ ครูนำกิจกรรมเข้าสู่บทเรียนด้วย brain gym บ้างร้องเพลงบ้าง สิ่งที่สังเกตได้คือ เด็กบางคนยังง่วงนอน สนุกกับการเรียนบางช่วง ไม่เป็นห้องเรียน Active” ครูกัสมาวาตี เล่าต่อ</p>



<p>“กลางภาคเรียน ทีมโค้ช ม.อ.ได้เข้ามาวัดค่าแรงบีบมือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ มีค่าแรงบีบมือ ต่ำกว่ามาตรฐาน (19 กิโลกรัม) ส่งผลต่อทั้งการจับดินสอ และการเรียนรู้ของเด็ก โค้ชให้คำนำแนะ นอกจากนี้ ทีมโค้ชได้จัดการอบรมกิจกรรมฐานกาย มีกิจกรรม PLC นำกิจกรรมฐานกายไปใช้ในชั้นเรียน ระหว่างโรงเรียนในโครงการ และครูประถมต้นได้นำกิจกรรมฐานกายสู่ชั้นเรียน ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็จัดซื้อเครื่องวัดแรงบีบมือ และให้ครูวัดค่าแรงบีบมือ ทุกเดือนเพื่อนำค่ามาแปรผล” มาลินี หมันเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา เปิดเผย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading">1.&nbsp;<strong><strong>ปรับตัว ไม่ยึดติดวิธีการ เป้าหมายคือเด็กต้องไม่ถูกทิ้งขว้าง</strong></strong></h3>



<p>การฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็กนักเรียน โดยนำกิจกรรมฐานกายเข้ามาคู่ขนานกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของครูผู้สอนหลายคน โดยเฉพาะครูประถมต้น เพราะเดิมที การเรียนรู้ระดับประถมต้นจะเน้นไปที่การอ่านออกเขียนได้ของเด็ก ด้วยวิธีการอ่านเขียนเรียนตามครูเท่านั้น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ทำให้เด็กเครียด เบื่อหน่าย จนไม่อยากมาโรงเรียน แต่เมื่อครูได้รับการ coaching และนำกิจกรรมฐานกายเข้าสู่ชั้นเรียน ครูเปิดใจรับวิธีการใหม่ๆ และผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุน ส่งเสริม ทำให้เด็กทุกคนได้รับการดูแล และพัฒนาซึ่งนี่คือแนวทางการปรับตัวที่ทางโรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลาได้ลงมือทำทั้งในปัจจุบันและในช่วงที่ผ่านมา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2. เปิดพื้นที่คุย และปั้นแกนนำครู ก่อนขยายแนวร่วม</strong></h3>



<p>หลักคิดในการพัฒนาคือ การปรับมายเซ็ตของครู และการสร้างครูแกนนำ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ นอกจากนี้การใช้กระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ให้ครูมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยครูแกนนำ เป็นวิธีที่จะทำให้ครูเกิดการเรียนรู้โดยไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาเข้ารับการอบรม เป็นแนวทางที่คุ้มค่า และส่งผลต่อประสิทธิภาพการพัฒนาครู</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. <strong>สนับสนุนให้ครูเสริมกิจกรรมฐานกาย โดยไม่เน้นหรู แต่เน้นความคิดสร้างสรรค์</strong></h3>



<p>เป้าหมายของกิจกรรมฐานกาย คือ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กใหญ่ ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น&nbsp; ครู จึงต้องจัดกิจกรรมเสริมให้เด็กมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถทรงตัวได้ มีความแคล่าวคล่องว่องไว และได้เล่นสนุกนั้น กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เด็กกล้าเรียนรู้&nbsp; และกล้าลงมือทำ ซึ่งกิจกรรมที่ครูกัสมาวาตี ซึ่งเป็นครู ป.2 ได้ออกแบบและนำมาปรับใช้ก็ได้แก่กิจกรรมที่ใช้อุปกรณ์หาง่ายทั่วไป ไม่เน้นหรูหราราคาแพง แต่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญ เด็กต้องรู้สึกสนุกด้วย อันได้แก่</p>



<p>กายบริหาร: ยืดเส้นยืดสายง่ายๆ ก่อนเข้าชั้นเรียน สลายความง่วงซึมให้หายไป<br>กรรไกรในมือฉัน: ให้เด็กหัดใช้มือจับกรรไกรตัดกระดาษชิ้นงาน เป็นการเรียนรู้และฝึกออกแรง<br>เดินกะลา: เด็กได้ฝึกทรงตัว และเป็นการท้าทายขีดจำกัดเล็กๆ ในการเคลื่อนไหวของเขา<br>เดินวิ่งซิกแซก: การวิ่งซิกแซกฝึกการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของเด็กๆ ได้<br>เปตอง: กีฬาที่ให้เด็กได้ใช้มือหยิบจับ, คาดคะเนน้ำหนักมือ, และออกแรง<br>หมากขุม: การละเล่นที่เด็กได้ฝึกเล่นเป็นคู่ และได้ใช้มือซ้ายขวาขณะที่ต้องฝึกคิดไปด้วย<br>กระต่ายขาเดียว: ในวิชาภาษาอังกฤษ ครูจะส่งเสริมให้เด็กกระโดดแบบกระต่ายขาเดียวไปหยิบใบคำศัพท์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37cdd5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น จะนำไปใช้ในชั้นเรียนก่อนเริ่มเรียน หรือระหว่างเรียน บางครั้ง นอกห้องเรียนยามว่าง หรือยามพักกลางวัน ในวิชาเรียน เช่น วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เล่นในสนามหญ้า หรือใต้ต้นไม้อีกด้วย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>กิจกรรมฐานกายที่โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลาส่งเสริมนั้น จะเน้นให้ครูและเด็กทำอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เมื่อผ่านไป 1 ภาคการศึกษาก็พบความเปลี่ยนแปลง และพอครบรอบ 1 ปี ความเปลี่ยนแปลงยิ่งชัดเจนเด่นชัด โดยผลลัพธ์ที่สังเกตได้มีดังนี้</p>



<p><strong>“ครูคะ/ครับ พวกเราอยากเรียน”</strong></p>



<p>ต้นปีการศึกษา 2565 ครูกัสมาวาตี&nbsp; พบว่า เด็กชั้น ป.2 จำนวน 45 คนนั้น เบื่อหน่ายการเรียน ไม่มีสมาธิ เขียนคำศัพท์ช้า และจับดินสอผิดวิธี เมื่อครูนำกิจกรรมฐานกายเข้าสู่ชั้นเรียน ผ่านไป 1 ปี มีเด็กที่สามารถนั่งตัวตรงเวลาเขียน และจับดินสอได้ถูกวิธี จำนวน 38 คน ขณะที่ 7 คนอาจยังขาดเรียน และเรียนช้าอยู่ กระนั้น ครูก็วางเป้าหมายว่าจะดูแลกลุ่มนี้ในปีการศึกษาต่อไป</p>



<p><strong>จากเขินอาย สู่การกล้าคิดและร่วมมือเป็นทีม</strong></p>



<p>ช่วงสถานการณ์โควิดระบาด นักเรียนชั้น ป.2 เรียนออนไลน์ จนทำให้ส่งผลกระทบถึงขั้นติดมือถือ ติดเกม ทำให้เด็กหลายคนขาดทักษะการเข้ากับสังคมไม่คุ้นเคยกับเพื่อนในชั้น บางรายพบพฤติกรรมเก็บตัว ไม่พูดจา หรือไม่สื่อสารในบางกลุ่ม ครูกัสมาวาตีสังเกตเห็นพฤติกรรมดังกล่าว จึงชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ทำกิจกรรมสนุกๆ ในลานกว้างนอกห้อง หรือไปเรียนใต้ต้นไม้ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เด็ก ป.2 หันมาพูดคุย ทักทาย ถามไถ่กันมากขึ้น และเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน ส่งผลให้เด็กยิ่งอยากมาโรงเรียน อยากพบปะทั้งครูและได้เล่นกับเพื่อนๆ นั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-855f30"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>จากเด็กคอเอียง ลายมือโย้เย้ สู่เด็กที่ชอบเรียนรู้</strong> </p>



<p>“ในชั้นเรียนจะมีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อาศัยอยู่กับตายาย ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ที่เขาต้องเรียนออนไลน์ เขาก็เข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้าง ทำให้เรียนรู้ได้ไม่เต็มที่ พอเปิดเทอม ป.2 เขาก็เลยจะมีภาวะการเรียนรู้ถดถอย แล้วเวลาเขียนจะชอบเอียงคอ เหมือนเด็กไม่มีแรงนั่งตัวตรง ลายมือก็จะเขียนเอียงไปด้วย ลายมือโย้เย้ ยิ่งเขียนเด็กจะยิ่งเมื่อย สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเขา ครูกัสก็พยายามช่วยปรับ ผ่านกิจกรรมฐานกาย จนเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งการอ่าน การเขียน การทรงตัว ทุกวันนี้เวลาเขียนสามารถนั่งเขียนได้นานขึ้น และยังชอบระบายสีอีกด้วย เราเห็นถึงความชอบเรียนรู้และมุ่งมั่นในการเรียนของเขา ก็ดีใจมาก” ครูกัสมาวาตี กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“โรงเรียนได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP รุ่น 2 กลางปีการศึกษา 2563 ตอนนั้นครูกัสยังคงสอนแบบรูปแบบเดิม คือเน้นสอนตามตำรา แต่เราก็รู้สึกว่าการสอนแบบนั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ แถมผู้เรียนยังไม่เกิดความสุขตอนที่เขามาโรงเรียนอีกด้วย ครั้นพอเกิดโควิด เด็กๆ ต้องเรียนผ่านออนไลน์และออนแฮนด์ (ใบงาน) เราก็ได้คิดว่า ถึงเวลาที่เราต้องปรับตัว คือครูก็จะมีการปรับตัวไปรอบนึงแล้วช่วงโควิด แต่พอเปิดเทอมมาสอนแบบออนไซต์ ปี 2565 เราก็พบว่าเด็กเกิดภาวการณ์เรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) หนักมาก เมื่อเจอสถานการณ์นี้ การปรับตัวยิ่งจำเป็น ครูกัสก็ดีใจที่ตัวเองได้นำกิจกรรมฐานกายรวมถึงแนวการสอนแบบเชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในห้องเรียน จนเราพบว่าเด็กเรากล้าคิด กล้าเสนอว่าเขาอยากเรียนรู้อะไร และเขาอยากมาเรียนมากขึ้น” -นี่คือเสียงสะท้อนจากหัวใจของจากครูกัสมาวาตี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-58e33b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/กัสมาวาตี-อาแวยอ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูกัสมาวาตี อาแวยอ<br>ครูประจำชั้น ป.2 โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>นางมาลินี หมันเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา เปิดเผยว่า โรงเรียนมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนและพัฒนาครู และเชื่อว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาได้ นอกจากการฟื้นฟูเด็กผ่านกิจกรรมฐานกายที่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องในปีการศึกษา 2565 แล้ว ในปีการศึกษาปัจจุบัน (2566) รวมถึงอนาคต ทางโรงเรียนได้วางแผนพัฒนาครู และพัฒนาเด็ก ดังนี้</p>



<p><strong>ปรับกิจกรรม PLC ที่เน้นให้ครูได้ L (Learning) มากขึ้น</strong><br>“ที่ผ่านมา เรายังเข้าใจกระบวนการ PLC ได้ไม่ตรงประเด็นยังนำไปปะปนกับการประชุม ทั้งนี้เป้าหมายหลักของกระบวนการ PLC&nbsp; คือเพื่อเป็นพื้นที่ให้คุณครูเกิดการเรียนรู้ มีการเติมเต็ม และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้กับห้องเรียนตัวเอง ดังนั้น กระบวนการ PLC&nbsp; ในปีการศึกษา 2566 คือ PLC กลุ่มย่อย กำหนดประเด็นให้ชัดแต่ละครั้ง ตอนนี้เริ่มในกลุ่มครูอนุบาล และกำลังขยายไปยังกลุ่มครูประถม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-48c137"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เพิ่มพื้นที่เล่นและเรียนรู้ให้เด็กมากขึ้น</strong><br>“จากการได้ร่วมหารือกับทีมโค้ช ม.อ. ทำให้เรา พบว่า กิจกรรมฐานกาย มีความสำคัญ ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก พลังกายส่งผลจิตใจของเด็ก ในปีนี้ทางโรงเรียนจึงได้วางแผนเพิ่มพื้นที่เล่นให้แก่เด็ก โดยนำร่องที่เด็กอนุบาลก่อน แต่ขณะเดียวกันก็จะขยายผลให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ซึ่งเด็กประถมต้นสามารถมาเล่นและเรียนรู้ร่วมกันได้”</p>



<p><strong>ขยายแนวร่วมแกนนำครู ผ่านการจีบรายตัว</strong><br>“การได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังผลทำให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)ได้ 5 คน ในจำนวนครูทั้งหมด 14 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ครูบางคนไม่เปิดใจ ไม่อยากเปลี่ยนวิธีสอน มองการสอนแบบใหม่เป็นเรื่องยาก ของเดิมคิดว่าดีอยู่แล้ว &nbsp;ในปีการศึกษา 2566 นี้ ทางทีมผู้บริหารใช้กลยุทธ์ประกบครู โดยจะจีบครูตัวต่อตัวเลย จะโน้มน้าวให้ครูหันมาร่วมกับทีมแกนนำ เพื่อเปลี่ยนการสอนแบบ Passive ให้เป็นแบบ Active ทั้งระบบ ในอนาคต” </p>



<p>ทั้งหมดนี้คือแนวทางและกลยุทธ์ที่ทางโรงเรียนเชื่อมั่น เพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้บรรลุผล โดยไม่ทิ้งเด็กสักคนไว้ข้างหลังนั่นเอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-210624/">โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา จังหวัดสงขลา ถอดบทเรียนการปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อโอบกอดและเป็นพื้นที่ให้เด็กโบยบินอย่างแข็งแรง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 16:13:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านค่าย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83480</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปีการศึกษา 2565 หลังโควิดเริ่มซา และเด็กๆ เริ่มกลับมาเข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/">โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปีการศึกษา 2565 หลังโควิดเริ่มซา และเด็กๆ เริ่มกลับมาเข้าชั้นเรียน คุณครูที่โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส พบว่า มีเด็กหลากหลายชั้นปีที่ยังสะกดพยัญชนะหรือผสมคำไม่ได้ ปัญหานี้พบได้แม้กระทั่งในเด็กชั้นระดับโตเช่นเด็ก ป.4 และยังพบมากเป็นพิเศษในเด็กชั้น ป.2&nbsp;</p>



<p>นอกจากสะกดและผสมคำพื้นฐานไม่ได้ เด็กๆ ยังมีปัญหาจับดินสอผิดวิธี, ไม่สามารถนั่งเรียนนิ่งๆ ได้, รวมถึงพบว่าเด็กบางคนขาดเรียนบ่อยครั้ง&nbsp;</p>



<p>ปัญหานี้คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอีก 1 ปีถัดมา, ไม่ใช่ด้วยปาฏิหาริย์ &#8211; แต่ด้วยการเปิดใจกว้างและวิเคราะห์ปัญหาอย่างตรงจุดของผู้อำนวยการ และคุณครูโรงเรียนบ้านค่าย&nbsp;</p>



<p>เส้นทางการคลี่คลายทั้งหมดถูกถอดบทเรียนไว้แล้วในบทความนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนบ้านค่าย ตั้งอยู่ชานเมืองของอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เด็กส่วนมากมาจากครอบครัวยากจน พ่อแม่ต้องโยกย้ายไปรับจ้างทำงาน ทำให้เด็กๆ ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือเครือญาติ ในช่วงโควิดระบาดปี 2563 &#8211; 2564 แม้เด็กจะได้เรียนออนไลน์ แต่ต้องยอมรับว่าพวกเขาเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยชัดเจน สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนในภาคการศึกษา 2565</p>



<p>“เด็กเปิดเทอมมาใหม่ๆ เขียนชื่อตัวเองไม่ได้ จับดินสอยังไม่ถูกวิธี ส่วน ป.2 และ ป.3 พบว่าเด็กไม่มีสมาธิ นั่งนิ่งๆ กับที่ได้ไม่มากพอ” นางสาวมัลลิกา รัตนกุล ครูประจำชั้น ป.2 แห่งโรงเรียนบ้านค่าย เล่าย้อนประสบการณ์เมื่อต้นปีการศึกษา 2565 ให้รับทราบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7bfe9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อแรก ครูเข้าใจไปว่า การที่เด็กเขียนไม่ได้ และลายมือไม่สวย เพราะเด็กไม่ได้ฝึกฝนการเขียนมาจากบ้าน จนเมื่อทางโรงเรียนได้หารือกับทีมโค้ช ม.อ. และ กสศ. จึงค้นเจอว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งเกิดจากเด็กขาดพัฒนาการทางฐานกาย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในวัยอนุบาลและประถมต้น แต่เกิดชะงักงันไปจากภาวะโรคระบาดโควิด</p>



<p>“เหมือน ‘ช่วงทอง’ ของเด็กกลุ่มนี้ทั้งรุ่นถูกขโมยไป” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ ทีมโค้ช ม.อ. ให้ข้อมูลเสริม</p>



<p>สำหรับผู้บริหารและทีมครูโรงเรียนบ้านค่าย แม้จะไปทวงคืนช่วงเวลาทองที่โควิดขโมยไปจากเด็กๆ ไม่ได้ แต่โรงเรียนสามารถแปลงร่างเป็นเซฟโซนและพื้นที่ฟื้นฟูให้เด็กได้&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่เราคุยกันคือ เราต้องทำพื้นที่โรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียน เด็กๆ ต้องไว้วางใจและปรึกษาหารือกับครูได้ และเด็กต้องมีความสุข”&nbsp; อมร นาคปก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่าย&nbsp;เปิดเผย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แทรกกิจกรรมฐานกายเข้าในวิชาเรียน วิชาเล่น และวิชาชีวิต</strong></h3>



<p>ความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนบ้านค่าย เริ่มจากครูสังเกตและเข้าไปทำความรู้จักเด็กรายบุคคล จากนั้นแทรกกิจกรรมฐานกายเข้าไปเสริมในวิชาเรียน วิชาเล่น และวิชาชีวิต โดยทำตลอดทั้งปีการศึกษา ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.&nbsp;<strong>เปิดแคมป์ฟื้นฟูเด็ก 1 สัปดาห์ล่วงหน้าก่อนเปิดเทอมจริง</strong></h3>



<p>โรงเรียนบ้านค่ายเปิดแคมป์ให้เด็ก ป.1 &#8211; ป.3 มาฟื้นฟูการเรียนรู้ก่อนเปิดเทอมจริง ซึ่งแคมป์นี้จะไม่เน้นวิชาการมากนัก แต่เน้นให้ครูสังเกตเด็ก ซึ่งครูได้ตระหนักว่าเด็กจำนวนมากยังสะกดคำไม่ได้ บางคนแทบไม่มีแรงจับดินสอเขียน หรือจับไม่ถูกวิธี ซึ่งนำมาสู่การฟื้นฟูฐานกายเมื่อช่วงเปิดเทอมเริ่มต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">2.&nbsp;<strong><strong>สวนเกษตรที่เด็กๆ ใช้มือไม้ช่วยกันปลูก</strong></strong></h3>



<p>เดิมทีโรงเรียนบ้านค่ายมีพื้นที่เกษตรไว้ปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเป็นอาหารกลางวันอยู่แล้ว ซึ่งนักเรียนในโรงเรียนจะมีบทบาทช่วยดูแล โดยแบ่งหน้าที่และตารางรับผิดชอบตามเหมาะสม ในปีการศึกษา 2565 ทางโรงเรียนได้ใช้สวนเกษตรเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมฐานกายแก่นักเรียน เพราะการพรวนดินและรดน้ำแปลงผัก ทำให้เด็กได้ออกแรงใช้กล้ามเนื้อ ทั้งยังฝึกความรับผิดชอบตามงานที่ถูกแบ่งปันด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-724dcf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3.</strong><strong> </strong><strong>แทรกกิจกรรมฐานกายในห้องเรียนอนุบาล ประถมต้น ประถมปลาย</strong></h3>



<p>พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอนุบาล ประถมต้น และประถมปลายจะแตกต่างกัน ดังนั้นครูในแต่ละช่วงชั้นจึงมีการแทรกฐานกายด้วยกิจกรรมแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กได้ฟื้นฟูทั้งกายและหัวใจ</p>



<p><strong>อนุบาล: ชวนเด็กเขียนบนทราย และหัดรินนม</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">เขียนบนทราย – ฐานกายไม่ใช่แค่การออกแรง ยังเป็นเรื่องประสาทรับรู้ด้วย ในกิจกรรมเขียนบนทรายนี้ ครูจะนำลังนมมาใส่ทรายจากทะเล ให้เด็กที่มีปัญหาได้ฝึกเขียนบนทรายก่อน การที่เด็กอนุบาลได้สัมผัสและเล่นกับทราย เป็นการส่งเสริม sensory หรือประสาทการรับรู้ของเด็ก ทำให้เด็กหัดแยกผิวสัมผัสที่ต่างกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเรียนรู้อันสำคัญสำหรับวัยนี้&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">หัดรินนม – การหัดรินนม อาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่ช่วยฝึกประสาทสัมพันธ์เรื่องมือกับตา และเรื่องความแม่นยำในเด็ก</li>
</ul>



<p><strong>ประถมต้น: ชวนเด็กบีบขวดน้ำ และสร้างเรือ</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">บีบขวดน้ำ – เด็กๆ จะนำขวดน้ำมาใส่น้ำ แล้วต้องคิดหาวิธีเจาะรูและคำนวณองศาในการบีบขวด เพื่อให้น้ำพุ่งไกลที่สุด นอกจากใช้แรงมือแล้วยังได้ฝึกการวางแผนด้วย</li>



<li style="font-size:16px">สร้างเรือ – พับกระดาษให้เป็นเรือ แล้วนำลูกแก้วใสๆ เป็นตัวแทนผู้โดยสาร หย่อนลงในเรือ เด็กต้องคิดและวางแผนว่าจะหย่อนลูกแก้วแบบไหน ด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผู้โดยสารบนเรือมากที่สุด โดยที่เรือกระดาษไม่ล่ม นี่เป็นกิจกรรมที่ได้ใช้ทั้งฐานกายและการวางแผน</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c8e1b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a3bf5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ประถมปลาย: Free Writing เขียนปล่อยใจปล่อยจอย</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">Free Writing – ครูจัดหากระดาษหลากสี และเชิญชวนให้เด็กเขียนบอกเล่าความรู้สึกทุกวัน โดยไม่จำเป็นว่าต้องเล่าเป็นตัวหนังสือ จะวาดรูปก็ได้ ผลลัพธ์คือมีเด็กมาขอกระดาษไปเขียนทุกวัน เด็กบางคนพัฒนาจากที่แต่งประโยคไม่คล่อง มาสู่การเขียนประโยคที่ซับซ้อนขึ้นได้ นอกจากนี้ครูยังแทรกการเขียนในวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยให้นักเรียนเขียนสรุป ข้อดีของการฝึกให้เด็กเขียน นอกจากเด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือ (ฐานกาย) แล้ว ยังส่งผลให้เด็กรักการเรียนรู้ เพราะเวลาเขียน นอกจากเด็กจะต้องใคร่ครวญความรู้สึกตนเองเพื่อกลั่นออกมาเป็นประโยคแล้ว เขายังต้องฟังหรืออ่านเรื่องราวเพิ่มเติม เพื่อเติมวัตถุดิบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเติมทักษะสื่อสารให้แก่เขา&nbsp;</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. <strong>จัดสรรพื้นที่ให้เด็กเล่นได้ตลอด</strong></strong></h3>



<p>เนื่องจากอาคารเรียนบ้านค่ายจะมีลานโล่งหน้าห้องเรียน จึงมีการออกแบบพื้นที่ให้เด็กเล่นสนุกได้ในช่วงเวลาพักหรือเวลาที่เด็กนึกสนุก กิจกรรมได้แก่ การสะกดรอย กระโดดห่วง เดินต่อเท้า เป็นต้น</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>เมื่อแทรกกิจกรรมฐานกายในการเรียนรู้ตลอดปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านค่ายพบว่า เด็กเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เริ่มแรกคือ อยากมาโรงเรียน อยากมาหาครู อยากส่งงานที่ได้รับมอบหมาย และอยากเล่าถึงกิจกรรมที่เขาได้ทำและได้เรียนรู้ให้ครูฟัง ในส่วนการเขียน ก็เริ่มมีสัดส่วนเด็กที่จับดินสอถูกวิธีเพิ่มขึ้น ลายมือดีขึ้น เริ่มอ่านออกเขียนได้ รวมถึงสามารถนั่งนิ่งๆ เพื่อเรียนรู้ได้นานขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>พลังแห่งการเรียนรู้ ซ่อนอยู่ในตัวเด็กทุกคน</strong><br><strong>รอแค่เพียงผู้ใหญ่สังเกตพบ</strong></p>



<p>การฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย ผ่านกิจกรรมฐานกายนั้น ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการออกแรงอย่างเดียว การฝึกใช้มือวาดภาพและเขียนบันทึก ก็สามารถช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เด็กได้เช่นกัน เช่นกรณีของเด็กชาย ป.2 ที่มีคุณพ่อเป็นต่างด้าว ความที่ครอบครัวเด็กไม่พร้อมส่งเสริม ทำให้เด็กเขียนอ่านได้ช้ากว่าเพื่อน จนเด็กไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อครูประจำชั้น ป.2 สังเกตเห็น จึงไปเยี่ยมบ้าน แล้วได้พบว่าเด็กมีความสนใจในการเลี้ยงนก ครูจึงให้เด็กวาดรูปนกมาส่งที่โรงเรียน เด็กก็วาดรูปนกโดยแยกเป็นนกตัวเมียและนกตัวผู้ได้ สะท้อนถึงการช่างสังเกต จากนั้นครูจึงส่งเสริมให้เด็กวาดรูปนกเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของเด็ก เมื่อเด็กได้ทำสิ่งที่เขาสนใจ และได้รับเสียงชื่นชมจากครู เด็กก็อยากมาโรงเรียน และเริ่มหัดเขียนอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูและเพื่อนร่วมห้องมากขึ้น จนปัจจุบันเด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้นและมีความสุขกับการมาโรงเรียน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“เริ่มแรก ครูเข้าใจว่าเด็กเขียนไม่ได้ ลายมือไม่สวย อาจจะเพราะเด็กไม่ได้ฝึกเขียนที่บ้าน ครูไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่า สาเหตุมาจากฐานกาย หรือว่าอะไร” ครูมัลลิกา ครูประจำชั้น ป.2 เปิดเผย</p>



<p>“แต่เมื่อได้รับข้อมูล ได้รับความรู้จากหลายๆ ส่วน จึงได้เริ่มทดลองสอนฐานกาย ได้ลองทำ แม้ว่าตอนแรกจะแอบสงสัยบ้างว่า การฝึกฐานกายจะพัฒนาเด็กได้จริงเหรอ? แต่พอตัดสินใจลองดูสักตั้งแล้ว ก็พบว่าเด็กๆ มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นจริงจนครูสังเกตได้”</p>



<p>“เมื่อพบว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของครู สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กได้ ยิ่งทำให้เราภูมิใจ ดีใจที่ได้เป็นครู และทำให้เราอยากเป็นครูที่ดูแลทุกส่วนของเด็ก ไม่ใช่แค่เฉพาะสอนคัดลายมือ ไม่ใช่เฉพาะการจับดินสอ แต่อยากช่วยดูแลความทุกข์ความสุขในใจของเด็กด้วย” ครูมัลลิกา รัตนกุล กล่าวปิดท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-619d2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อมร-นาคปรก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อมร นาคปรก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่าย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p><strong>1. เพิ่มการคัดกรองรายบุคคล เพื่อจะได้ดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น</strong></p>



<p>เดิมทีโรงเรียนบ้านค่ายก็มีการประเมินและคัดกรองระดับการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนเป็นห้องอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่โรงเรียนตัดสินใจทำเพิ่ม คือการคัดกรองรายบุคคล ซึ่งกำหนดให้ครูทดสอบนักเรียนและทำการประเมินผล โดยต้องเขียนระบุปัญหาและสาเหตุว่า ที่เด็กคนนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งหากทำต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ จะทำให้ครูมีข้อมูลการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กนักเรียนอยู่ในมือ ทำให้สามารถช่วยดูแลและเสริมจุดแข็งได้รวดเร็วขึ้น เด็กก็ไม่ถูกปล่อยลอยแพเคว้างคว้าง ครูก็ดูแลเด็กได้ต่อเนื่องและตรงจุดมากขึ้น</p>



<p><strong>2. ทำการบันทึกข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กในฐานข้อมูลกลาง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลชุดใหญ่ต่อไป</strong></p>



<p>การบันทึกและเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กนั้น เดิมทีครูอาจจะแยกกันทำ แต่เมื่อทางผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่ายส่งเสริมให้ครูทำอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก็เอื้อให้การลงมือทำเรื่องนี้คืบหน้าเร็วขึ้น โดยข้อดีของการบันทึกข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กในฐานข้อมูลกลางของโรงเรียนคือ ทำให้ครูและผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลตรงนี้ในการวางนโยบายและแผนการรับมือที่ช่วยฟื้นฟูการเรียนรู้ หรือหัดเขียนอ่านของเด็กในโรงเรียนได้รวดเร็ว ทันที และมีมาตรฐานกลางมากขึ้น</p>



<p>อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและไม่หลงทางนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-36b2b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/">โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนบ้านคลองช้าง จังหวัดปัตตานี พื้นที่ซึ่งไม่ละเลยปัญหาเล็ก ๆ ของเด็กนักเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-190624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 01:43:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านคลองช้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83351</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นเวลากว่า 3-4&#160; ปี ที่การระบาดของโควิด ได้ขโมยช่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-190624/">โรงเรียนบ้านคลองช้าง จังหวัดปัตตานี พื้นที่ซึ่งไม่ละเลยปัญหาเล็ก ๆ ของเด็กนักเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเวลากว่า 3-4&nbsp; ปี ที่การระบาดของโควิด ได้ขโมยช่วงเวลาทองไปจากเด็กนักเรียนหลายรุ่นในโรงเรียนบ้านคลองช้าง จังหวัดปัตตานี แต่ที่ส่งผลรุนแรงที่สุด คือ เด็กระดับชั้น ป.2 ปีการศึกษา 2565 (ซึ่งปัจจุบันเรียนอยู่ระดับชั้น ป.4)</p>



<p>“วัยทองของเด็กเริ่มต้นตั้งแต่เด็กจนถึง 7 ปี” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ จาก ม.อ. ให้ข้อมูล</p>



<p>การที่เด็กช่วงอนุบาลและประถมตอนต้นไม่ได้ไปเรียนรู้ที่โรงเรียนเพราะเกิดโรคระบาดโควิด จึงส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ถดถอย โดยจุดที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือที่ลดลง จนเด็กจำนวนหนึ่งจับดินสอเพื่อเขียนตัวหนังสือไม่ได้</p>



<p>เขียนไม่ได้ ก็เท่ากับเรียนรู้ไม่ได้</p>



<p>นี่คือเรื่องใหญ่และเรื่องหลักที่โรงเรียนบ้านคลองช้างเผชิญในช่วงที่ผ่านมา</p>



<p>เรื่องใหญ่ที่ถ้ามองไม่ละเอียดละออและสังเกตไม่ถี่ถ้วนพอ ก็จะมองไม่เห็นความใหญ่โตของปัญหาตรงหน้า</p>



<p>“ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราคงไม่ได้มองว่าจุดเล็กๆ จุดเดียวของนักเรียนจะเป็นปัญหาต่อการเรียนรู้ แต่ว่าหลังจากที่ได้รับการโค้ชจากทีมอาจารย์ ม.อ. ทำให้โรงเรียนบ้านคลองช้างเห็นว่าจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียว สามารถส่งผลต่ออนาคตของนักเรียน และอาจตัดโอกาสในการเรียนรู้หรือตัดโอกาสบางอย่างในชีวิตเด็กได้เลย” นายมะลาเซ็น&nbsp; อาสัน&nbsp; ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองช้าง เปิดเผย</p>



<p>เมื่อปรับมุมมองจนเห็นปัญหาชัดเจน ทางโรงเรียนจึงเริ่มลงมือฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กๆ โดยเน้นฟื้นฟูผ่านกิจกรรมฐานกายเป็นหลัก</p>



<p>และนี่คือการถอดบทเรียนที่โรงเรียนค้นพบ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนบ้านคลองช้าง ตั้งอยู่จังหวัดปัตตานี เป็นโรงเรียนสองระบบหรือโรงเรียนอิสลามแบบเข้ม เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชุมชน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ม.3 โดยถือเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เด็กส่วนมากฐานะยากจน พ่อแม่ออกไปทำงานรับจ้างหรือไปทำงานต่างประเทศ เด็กส่วนหนึ่งจึงอยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายาย ซึ่งอาจดูแลด้านการเรียนรู้ของเด็กได้ไม่เต็มที่ในช่วงโควิดระบาดเมื่อปี 2563 &#8211; 2564</p>



<p>“ปีการศึกษา 2565 พอเปิดเรียนออนไซต์ ชั้น ป.2 มีนักเรียน 38 คน ถือเป็นรุ่นที่มีปัญหามากที่สุดที่เคยพบ คือ เด็กบางส่วนไม่ได้เรียนออนไลน์ในช่วงที่โควิดระบาดเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ หรือบางส่วนเขาต้องโยกย้ายตามผู้ปกครองไปทำงานที่มาเลเซีย พอกลับมาเรียนก็พบว่าเด็กเกือบทั้งระดับชั้นอ่านเขียนและฟังภาษาไทยไม่ได้เลย ครูให้ทำงานหรือทำกิจกรรม&nbsp; นักเรียนก็ไม่เข้าใจ” นายอับดุลรอซะ&nbsp;สะแลแม&nbsp;ครูที่ปรึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 บอกเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9897a7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การเขียนก็เจอปัญหา นักเรียนจับดินสอไม่ถูกวิธี ใช้เวลานาน ให้เขียนคำ 10 คำ เด็กใช้เวลาเกือบ 30 นาทีก็ยังเขียนไม่เสร็จ บางคนต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงเลย ซึ่งสะท้อนว่าเขามีปัญหากล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง และทักษะการเขียนเขายังน้อยเพราะไม่ได้ผ่านการฝึกฝนในช่วงที่เรียนออนไลน์ตอนอยู่ชั้น ป.1 ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะต่อเนื่องไปยังเรื่องอื่นด้วย พอเขียนไม่ได้ กำลังใจในการเรียนการเขียนจะน้อยลง&nbsp;สมาธิจะไม่มี และปัญหาหลักที่เจอในรุ่นคือ นักเรียนจะขาดเรียนบ่อยมาก” ครูอับดุลรอซะ&nbsp; เล่าต่อ</p>



<p>ด้วยปัญหาที่หนักหน่วงของ ป.2 ทำให้ครูประจำชั้นและทางโรงเรียนเริ่มพูดคุยหาทางแก้ ประกอบกับได้รับคำปรึกษาและคำแนะนำจากทีมโค้ช ม.อ. และ กสศ. จึงนำไปสู่การนำเครื่องวัดแรงบีบมือมาวัดผล จากนั้นเมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาแรงบีบมือน้อยกว่าเกณฑ์ จึงได้เริ่มนำกิจกรรมฐานกายมาฟื้นฟู โดยนำร่องที่ ป.2 เป็นหลัก</p>



<p>ฟื้นฟูเด็กบนฐานข้อมูลที่วัดผลได้ชัดเจน และใช้กิจกรรมแบบผสมผสานหลากหลายมาแก้ปัญหา<strong>โรงเรียนบ้านคลองช้างเล็งเห็นว่า ในการจะเริ่มฟื้นฟูเด็กนั้น ควรทำงานบนฐานข้อมูลที่วัดผลได้ </strong>จึงเริ่มต้นด้วยการนำเครื่องวัดแรงบีบมือมาวัดผลก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมโค้ช ม.อ. ซึ่งพบว่า เด็ก ป.2 จำนวนมากมีแรงบีบมือที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรเป็น โดยมีเพียง 2 คนจาก 38 คนเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ เมื่อผลลัพธ์น่ากังวล จึงรีบดำเนินการขั้นต่อไปทันที นั่นคือการส่งเสริมกิจกรรมฐานกายยามเช้า และการส่งเสริมการเขียนหรือจับดินสอ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-76adc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading">1. <strong>กิจกรรมยามเช้า</strong></h3>



<p>ในเทอมแรกของปีการศึกษา 2565 ทางโรงเรียนบ้านคลองช้าง ได้ยกเลิกคาบโฮมรูมคาบแรก และให้เด็กชั้น ป.2 ทำกิจกรรมช่วงเช้าโดยเน้นฟื้นฟูฐานกาย โดยโรงเรียนจัดพื้นที่ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ พัฒนาการทรงตัว และพัฒนาทักษะสังคม โดยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกิจกรรมต่างๆ ภายใต้แนวคิดหลักคือให้เด็กได้บริหารกล้ามเนื้อต่างๆ โดยไม่เน้นแค่มือเท่านั้น</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">บอลบีบเข้า : ให้เด็กขยำลูกบอล โดยนับเป็นเซ็ต เซ็ตละ 20 ครั้ง เด็กจะได้บริหารมือและแขน โดยการยืดแขนไปข้างหน้าและด้านข้าง พลางบีบบอลไปด้วย</li>



<li style="font-size:16px">ดอกไม้ยืดออก: นำยางซิลิโคนรูปดอกไม้ มาใส่นิ้ว ใหเด็กยืดนิ้วยืดมือ โดยทำท่าต่างกันออกไป สลับสับเปลี่ยนท่าเพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกจำเจ นับเป็นเซ็ต เซ็ตละ 20 ครั้ง</li>



<li style="font-size:16px">เต้นแอโรบิก : จัดกิจกรรมในวันที่เครื่องแต่งกายเด็กเหมาะสม (วันพฤหัสบดี) เด็กได้บริหารจากศีรษะ ลำตัว ลงมาถึง</li>



<li style="font-size:16px">วิ่ง : ชวนเด็กวิ่งเล่นในสนามหญ้า ได้สัมผัสธรรมชาติ และบริหารร่างกาย</li>



<li style="font-size:16px">กายบริหาร : เด็กได้บริหารกล้ามเนื้อที่เหมาะสมกับวัย</li>
</ul>



<p>ในการส่งเสริมฐานกาย นอกเหนือจากบริหารมือแล้ว เด็กๆ ยังควรได้บริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่นด้วย เป็นเพราะเวลานั่งเขียนในชั้นเรียน เด็กต้องใช้กล้ามเนื้อหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งที่ต้องใช้แกนกลางร่างกายในการพยุงตัว หรือกล้ามเนื้อที่คอยพยุงคอ ไหล่ หรือแขน การที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แข็งแรง จะทำให้เด็กไม่เมื่อยล้าเวลาจับดินสอเขียนหรือเรียนรู้นั่นเอง</p>



<p>“ดังนั้นครูจึงไม่ได้ชวนเด็กบริหารนิ้วมือแค่อย่างเดียว แต่ต้องบริหารร่างกายทุกส่วน เพราะว่าเด็กต้องได้รับการกระตุ้นไปพร้อม กัน” ทีมโค้ช ม.อ. กล่าวเสริม&nbsp; ทั้งนี้กิจกรรมฐานกายเหล่านี้ เมื่อทำอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง 15-30 นาทีต่อวัน เด็กจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และความเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. <strong>การส่งเสริมการเขียนหรือจับดินสอ</strong></h3>



<p>การจับดินสอไม่ถูกวิธีนั้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะเมื่อจับผิดวิธี นักเรียนจะเกิดความเมื่อยล้าเพิ่มขึ้นระหว่างเขียน ทำให้เด็กเบื่อ เหนื่อย และมีแนวโน้มในเชิงลบต่อการเรียนรู้ในระยะยาว เมื่อเห็นความสำคัญในจุดนี้ ทางโรงเรียนบ้านคลองช้างจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการจับดินสอให้ถูกวิธีในเด็กนักเรียน โดยให้ครูช่วยดูแลและฝึกนักเรียนทุกคน ผ่านการใช้ตัวช่วยอย่างก้อนสำลี ลูกบอลขนาดเล็ก หรือตัวช่วยยึดนิ้ว เป็นต้น ทั้งนี้การจับดินสอถูกวิธีจะลดความเมื่อยล้า และส่งผลให้เด็กเขียนและเรียนรู้ได้เร็วขึ้น</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p><strong>1.ค่าแรงบีบมือที่เพิ่มขึ้น</strong></p>



<p>ที่โรงเรียนบ้านคลองช้าง จะมีการวัดแรงบีบมือของเด็กทุกเดือนเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง โดยหลังจากเสริมกิจกรรมฐานกายและส่งเสริมการเขียน ในเด็กครบ 1 เทอม พบว่าแรงบีบมือของเด็ก ป.2 เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10.26 กก. ซึ่งตอนต้นเทอมค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 9 ก.ก.&nbsp; ทั้งนี้แม้แรงบีบมือในเด็ก ป.2 ที่วัดได้ จะยังไม่ถึงค่ามาตรฐานซึ่งคือ 19 กก. (สำหรับ ป.2) แต่ค่าเฉลี่ยที่แตกต่างระหว่าง 9 กก. และ 10 กก. นั้น ส่งผลต่อความเร็วในการเขียนของเด็กมาก โดยเด็กที่มีค่าแรงบีบมือ 9.2 กก. จะใช้เวลาเขียนคำศัพท์ 25.21 นาที ขณะที่เด็กที่มีค่าแรงบีบมือ 11.2 กก. จะใช้เวลาเขียนเหลือเพียง 10.34 นาที ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ดังนั้นจึงระบุได้ว่า การที่แรงบีบมือในเด็กเพิ่มขึ้นนั้น ทำให้เด็กไม่เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และเสริมให้เขาพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีขึ้นกว่าเดิม</p>



<p><strong>2.ความสนใจการเรียนเพิ่มขึ้น และขาดเรียนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด</strong></p>



<p>หลังจากเสริมกิจกรรมฐานกายและการเขียนให้ถูกวิธี พอผ่านไป 1 ปี พบว่า เด็กมีวุฒิภาวะและสนใจการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมีความรับผิดชอบในการทำงาน อาจด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ จึงทำให้เด็กทำงานได้ดีและเสร็จเร็วตามเวลา นอกจากนี้ครูยังเห็นความสุขที่ฉายประกายออกมาจากตัวเด็กอย่างแจ่มชัด โดยสะท้อนผ่านการที่เด็กขาดเรียนน้อยลงมาก จากเดิมที่ในระดับ ป.2 เมื่อเปิดเรียนใหม่ๆ จะมีเด็กขาดเรียนวันละ 8-10 คนต่อวัน แต่เมื่อผ่านมา 1 ปี ส่วนใหญ่เด็กจะมาเรียนเต็มชั้นเรียน หรือหากขาดก็จะขาดแค่ 3-4 คนเท่านั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น ความสุขที่ทวีขึ้น เมื่อเด็กคนหนึ่งเขียนได้คล่อง</strong></p>



<p>“ในช่วงปีการศึกษา 2565 มีเด็ก ป.2 คนหนึ่งที่ครูสังเกตว่าเขากล้าตอบคำถามในวิชาต่างๆ แต่เวลาทำงาน เขาจะเขียนช้า จึงกลายเป็นคนไม่มั่นใจในการเขียน และในด้านสังคมก็ส่งผลให้เขาดูหน้าบึ้งตึง ดูไม่ค่อยมีความสุข แต่พอเขาได้ฟื้นฟูผ่านกิจกรรมฐานกายและฝึกจับดินสอให้ถูกวิธี เมื่อเวลาผ่านไป เขาดูเปลี่ยนแปลง มีความสุขมากขึ้น จากเดิมที่เคยกล้าตอบคำถามอยู่แล้ว เขาก็ยิ่งกล้าตอบยิ่งขึ้น ส่วนการส่งงาน จากเดิมที่ครึ่งๆ กลางๆ ตอนนี้กลายเป็นส่งงานครบและอยู่หัวแถวของห้อง เคสนี้ครูเห็นพัฒนาการชัดอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งคิดว่าเขามีความพร้อมด้านสติปัญญาอยู่แล้ว พอได้พัฒนาฐานกายและมั่นใจขึ้น เขาก็ก้าวกระโดดเลย”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2fbf0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/พัทธ์ธีรา-สิทธิเสรีสุวรรณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูพัทธ์ธีรา สิทธิเสรีสุวรรณ<br>ครูที่เคยช่วยดูแล ป.2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“ด้วยความโชคดีที่โรงเรียนเราได้รับการพัฒนาจากทีมโค้ช ม.อ. สิ่งนี้เป็นเหมือนแรงกระตุ้น ให้เรากลับมาพัฒนาตนเอง ให้หัดสังเกตเด็ก เพิ่มการสังเกตของเราไปที่เด็กมากขึ้น ทำให้เราได้เห็นถึงปัญหา และได้รับคำปรึกษา มันทำให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการ ลองผิดลองถูก ปรับเปลี่ยน มองว่าเป็นโอกาสดีที่เราในฐานะครูได้รับโอกาสนี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7fdbfe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/มะลาเซ็น-อาสัน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายมะลาเซ็น อาสัน<br>ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองช้าง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p></p>



<p>“รู้สึกภูมิใจที่เห็นเด็กเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น เดิมทีเราเป็นครูประจำชั้น ป.2 ก็ได้ส่งเสริมเขา พอเขาขึ้น ป.3 ผมก็ตามไปสอนภาษาอังกฤษ เห็นได้ชัดเลยว่าเด็กๆ คล่องกันขึ้นมาก ต่างจากปีการศึกษา 2565 ที่เขามีปัญหากันหนักจริงๆ แล้วยิ่งตอนนี้ เราให้เขาทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เด็กส่งกันทุกคน เขากล้าคิดกล้าตอบเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถสื่อสารภาษาไทยกับครูได้ถึง 80-90% เลย”&nbsp; </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf2bf3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อับดุลรอซะ-สะแลแม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูอับดุลรอซะ สะแลแม<br>ครูที่ปรึกษา ป.2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p>การพัฒนาฐานกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ในปัจจุบันโรงเรียนบ้านคลองช้างได้เริ่มหารือเพื่อนำกิจกรรมฐานกายขยายไปยังชั้นเรียนอื่นที่กำลังพบเจอปัญหาเช่นกัน เช่น ชั้น ป.1 ของปีการศึกษา 2566 นี้ <strong>นอกจากนี้โรงเรียนยังได้วางแผนว่า นอกจากพัฒนาฐานกายแล้ว เรื่องสังคม อารมณ์​ ปัญญา ก็ยังต้องทำควบคู่กันด้วย </strong>และอีกจุดที่โรงเรียนเล็งเห็นความสำคัญ คือ การสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพต่อสังคม ให้นักเรียนรู้จักเคารพกติกา และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยการสร้างเสริมเรื่องนี้ควรปลูกฝังในวัยเด็กซึ่งนับเป็นช่วงเวลาทองนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b14fff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-190624/">โรงเรียนบ้านคลองช้าง จังหวัดปัตตานี พื้นที่ซึ่งไม่ละเลยปัญหาเล็ก ๆ ของเด็กนักเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-250324-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 10:57:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Catalyzing Changes for Sustainable Impact]]></category>
		<category><![CDATA[Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79024</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324-2/">เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางการศึกษาไปด้วยกัน ให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค ด้วยแนวคิด Education for All – All for Education ปวงชนเพื่อการศึกษา ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว”</strong></p>



<p>ในงาน <strong>“Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” </strong>ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP (Teacher and School Quality Program) จัดขึ้น ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> ได้นำประกาศเจตนารมณ์รวมพลังพื้นที่ขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง จาก TSQP สู่ TSQM ที่เป็นการยกระดับจากการทำงานในลักษณะโครงการที่เป็น Program ไปสู่การทำงานในลักษณะของขบวนการ Movement ดังต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a8a57"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-เจตนารมณ์-กสศ.-รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และเป็นพลังความร่วมมือ ขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดโรงเรียนพัฒนาตนเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา</p>



<p>ด้วยเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ที่มุ่งส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ กสศ. ที่มุ่งเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่  <strong>1.การเข้าถึงการเรียนรู้ (Learning Access)</strong> โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กในช่วงการศึกษาภาคบังคับ <strong>2.การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome)</strong> เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในแง่คุณภาพการศึกษา <strong>3.การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) </strong>เพื่อตอบโจทย์ของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในกระบบการศึกษาหรือหลุดออกไปแล้วไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบการศึกษาแบบเดิมได้ และที่สำคัญคือ <strong>4.การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change)</strong> โดยใช้ข้อมูล นวัตกรรม องค์ความรู้ และผลเชิงประจักษ์ที่จะสามารถเป็น <strong>“คานงัด”</strong> และ <strong>“ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” </strong>เชิงระบบ จากผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นความสำเร็จที่ตอบเป้าหมายทั้ง 4 ประการดังกล่าว ซึ่ง กสศ. เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย และทุกท่านที่ร่วมสร้าง และร่วมเป็นเจ้าของมาด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7e41a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-กสศ.-ชูผลลัพธ์โรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในฐานะที่ กสศ. มีบทบาทหรือทำหน้าที่เป็น <strong>“กลไกเหนี่ยวนำความร่วมมือ” </strong>ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุผลนั้น จำเป็นต้องทำงานเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มเป้าหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยแนวคิดของการการพัฒนาและเป็น “<strong>ตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน (Catalyzing Changes for Sustainable Impact)” </strong>ที่จะส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พร้อมได้รับการพัฒนาตามความต้องการเต็มตามศักยภาพ สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f73cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2619b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-03-เจตนารมณ์-กสศ.-รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับ<strong>ก้าวต่อไปของการทำงาน</strong> จากบทเรียนของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ที่ได้สร้างต้นทุนทางปัญญา (Wisdom) ไว้อย่างอย่างมากจึงนำมาสู่การขับเคลื่อนงานในลักษณะของขบวนการ หรือ Movement ในโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQM เพื่อหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางการศึกษา และร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ ด้วยกลไกการทำงานในระดับจังหวัดและเครือข่าย เพื่อขยายผลให้มากกว่าโรงเรียนขนาดกลางทั้ง 700 แห่ง ที่ดำเนินงานมา โดยมุ่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ด้วยพลังจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมรับผิดชอบคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ของตนเองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการศึกษาของประเทศ และก้าวไปสู่ Thailand Zero Dropout ได้ในที่สุด</p>



<p>“ในโอกาสนี้ กระผมในนามตัวแทนของ กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางการศึกษาไปด้วยกัน ให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค ด้วยแนวคิด <strong>Education for All – All for Educationปวงชนเพื่อการศึกษา</strong> ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว” ดร.อุดม วงษ์สิงห์</p>



<p></p>



<p><strong>อ่านข่าว :</strong><a href="https://www.eef.or.th/news-240324/" target="_blank" rel="noopener" title=" กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”"><strong> </strong>กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”</a><br><strong>อ่านข่าว : </strong><a href="https://www.eef.or.th/news-250324/" target="_blank" rel="noopener" title="ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324-2/">เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-250324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 10:42:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79016</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในงาน “Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324/">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในงาน <strong>“Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</strong> ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP (Teacher and School Quality Program) จัดขึ้น ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 </p>



<p><strong>อ่านข่าว :<a href="https://www.eef.or.th/news-240324/" target="_blank" rel="noopener" title="อ่านข่าว : กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”"> กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”</a></strong></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงศึกษาธิการ</strong> ได้รับมอบหมายจาก<strong>พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> เป็นตัวแทนเข้าร่วมบอกเล่านโยบายโรงเรียนคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการว่าพร้อมสนับสนุนการทำงานโรงเรียนพัฒนาตนเอง ที่ขณะนี้ได้ยกระดับการขับเคลื่อนงานจาก TSQP (Teacher and School Quality Program) ไปสู่ TSQM (Teacher and School Quality Movement) ในลักษณะของขบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางการศึกษา สร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ร่วมกันด้วยกลไกการทำงานในระดับจังหวัดและเครือข่าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a99fc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์</strong> กล่าวว่า Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” มีความสอดคล้องกับนโยบายเรียนดีมีความสุข ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเริ่มต้นจากการอยากเห็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนมีความสุข ด้วยเชื่อว่าเมื่อทุกคนมีความสุขผลการเรียนก็จะดีขึ้น เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นจริง จำเป็นต้องขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาอีกหลายเรื่อง และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน</p>



<p>“คะแนน PISA ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และแสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทย มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูงและเป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องแก้ไขด้วยการหาแนวทางที่เหมาะสมและพิสูจน์ว่าเป็นแนวทางที่ใช้แก้ไขปัญหาโรงเรียนที่กำลังเผชิญอยู่ได้ โดยในวันนี้เรามีการพูดกันถึงเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ และหาวิธีเทียบความสามารถและศักยภาพที่เด็กแต่ละคนมีเป็นวิชาการได้ และกำลังทบทวนว่าทำอย่างไร จึงจะพัฒนาวิชาที่เป็นทักษะพื้นฐานให้เพียงพอต่อความจำเป็นสำหรับเด็ก เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนรู้ให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p>



<p>“มีความพยายามพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้สามารถเอาชนะอุปสรรคและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้จุดอ่อนเรื่องนี้อย่างไร  โรงเรียนแต่ละแห่งซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ต้องช่วยกันคิดอีกด้วยว่าหากจะสร้างพื้นที่นวัตกรรม ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากใครบ้าง ชุมชนต้องมีส่วนร่วม ครูต้องมีส่วนร่วม ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมในการวางรากฐานเอาไว้ ให้กลไกของครูในโรงเรียน ให้กลไกของวัฒนธรรมองค์กร ให้กลไกของชุมชน ดำเนินต่อไปได้” ดร.สิริพงศ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b6ccd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-02-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8d461"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-03-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวอีกว่า การพัฒนาการเรียนการสอนให้เท่าทันกับความต้องการของผู้เรียน ในอนาคต จำเป็นต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการสอนโดยตั้งคำถามว่าเด็กจะได้อะไรจากการสอน จะต้องปรับการสอนให้มีผลลัพธ์มุ่งเน้นที่ตัวเด็ก และปรับตัวชี้วัดให้เน้นไปที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มีต่อผู้เรียน</p>



<p>“กระทรวงศึกษาธิการกำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของโลก โดยกำลังจะนำ Digital Transformation มาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองการลดภาระครู ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของโลก และก้าวสู่องค์กรที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลมาพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน&nbsp; และพยายามสร้างระบบการศึกษาที่ดี ซึ่งควรจะมุ่งไปในเรื่องการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นผลดีต่อตัวผู้เรียน สร้างการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่มได้ ผลักดันการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเสมอภาค ดูแลพื้นที่ที่มีความขาดแคลน สนับสนุนให้มีพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ปลูกฝังกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิด Growth Mindset การประเมิน PISA ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่เรื่องของคุณภาพทางการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทัศนคติของเด็กอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>“ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจทุกคน ที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษาด้วยแนวทางต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการไม่ใช่หน่วยงานที่เป็นน้ำเต็มแก้ว ที่มีใครเสนออะไรแล้วก็ไม่ฟัง เรารับฟังทุกเรื่องและต้องการความคิดนอกกรอบ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงและข้อจำกัดมาพูดคุยกัน สิ่งใดที่เป็นข้อเสนอแนะที่มาจากการอภิปรายหารือกัน สิ่งไหนที่เป็นเรื่องดีและกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้ได้ก็จะทำให้ทันที” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324/">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
