<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนบ้านค่าย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Jun 2024 04:23:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนบ้านค่าย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-learning-recover-200624</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 16:13:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านค่าย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83480</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปีการศึกษา 2565 หลังโควิดเริ่มซา และเด็กๆ เริ่มกลับมาเข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/">โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปีการศึกษา 2565 หลังโควิดเริ่มซา และเด็กๆ เริ่มกลับมาเข้าชั้นเรียน คุณครูที่โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส พบว่า มีเด็กหลากหลายชั้นปีที่ยังสะกดพยัญชนะหรือผสมคำไม่ได้ ปัญหานี้พบได้แม้กระทั่งในเด็กชั้นระดับโตเช่นเด็ก ป.4 และยังพบมากเป็นพิเศษในเด็กชั้น ป.2&nbsp;</p>



<p>นอกจากสะกดและผสมคำพื้นฐานไม่ได้ เด็กๆ ยังมีปัญหาจับดินสอผิดวิธี, ไม่สามารถนั่งเรียนนิ่งๆ ได้, รวมถึงพบว่าเด็กบางคนขาดเรียนบ่อยครั้ง&nbsp;</p>



<p>ปัญหานี้คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอีก 1 ปีถัดมา, ไม่ใช่ด้วยปาฏิหาริย์ &#8211; แต่ด้วยการเปิดใจกว้างและวิเคราะห์ปัญหาอย่างตรงจุดของผู้อำนวยการ และคุณครูโรงเรียนบ้านค่าย&nbsp;</p>



<p>เส้นทางการคลี่คลายทั้งหมดถูกถอดบทเรียนไว้แล้วในบทความนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพปัญหา</strong></h3>



<p>โรงเรียนบ้านค่าย ตั้งอยู่ชานเมืองของอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เด็กส่วนมากมาจากครอบครัวยากจน พ่อแม่ต้องโยกย้ายไปรับจ้างทำงาน ทำให้เด็กๆ ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือเครือญาติ ในช่วงโควิดระบาดปี 2563 &#8211; 2564 แม้เด็กจะได้เรียนออนไลน์ แต่ต้องยอมรับว่าพวกเขาเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยชัดเจน สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนในภาคการศึกษา 2565</p>



<p>“เด็กเปิดเทอมมาใหม่ๆ เขียนชื่อตัวเองไม่ได้ จับดินสอยังไม่ถูกวิธี ส่วน ป.2 และ ป.3 พบว่าเด็กไม่มีสมาธิ นั่งนิ่งๆ กับที่ได้ไม่มากพอ” นางสาวมัลลิกา รัตนกุล ครูประจำชั้น ป.2 แห่งโรงเรียนบ้านค่าย เล่าย้อนประสบการณ์เมื่อต้นปีการศึกษา 2565 ให้รับทราบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7bfe9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อแรก ครูเข้าใจไปว่า การที่เด็กเขียนไม่ได้ และลายมือไม่สวย เพราะเด็กไม่ได้ฝึกฝนการเขียนมาจากบ้าน จนเมื่อทางโรงเรียนได้หารือกับทีมโค้ช ม.อ. และ กสศ. จึงค้นเจอว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งเกิดจากเด็กขาดพัฒนาการทางฐานกาย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในวัยอนุบาลและประถมต้น แต่เกิดชะงักงันไปจากภาวะโรคระบาดโควิด</p>



<p>“เหมือน ‘ช่วงทอง’ ของเด็กกลุ่มนี้ทั้งรุ่นถูกขโมยไป” ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ ทีมโค้ช ม.อ. ให้ข้อมูลเสริม</p>



<p>สำหรับผู้บริหารและทีมครูโรงเรียนบ้านค่าย แม้จะไปทวงคืนช่วงเวลาทองที่โควิดขโมยไปจากเด็กๆ ไม่ได้ แต่โรงเรียนสามารถแปลงร่างเป็นเซฟโซนและพื้นที่ฟื้นฟูให้เด็กได้&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่เราคุยกันคือ เราต้องทำพื้นที่โรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียน เด็กๆ ต้องไว้วางใจและปรึกษาหารือกับครูได้ และเด็กต้องมีความสุข”&nbsp; อมร นาคปก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่าย&nbsp;เปิดเผย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Learning Recovery</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แทรกกิจกรรมฐานกายเข้าในวิชาเรียน วิชาเล่น และวิชาชีวิต</strong></h3>



<p>ความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนบ้านค่าย เริ่มจากครูสังเกตและเข้าไปทำความรู้จักเด็กรายบุคคล จากนั้นแทรกกิจกรรมฐานกายเข้าไปเสริมในวิชาเรียน วิชาเล่น และวิชาชีวิต โดยทำตลอดทั้งปีการศึกษา ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.&nbsp;<strong>เปิดแคมป์ฟื้นฟูเด็ก 1 สัปดาห์ล่วงหน้าก่อนเปิดเทอมจริง</strong></h3>



<p>โรงเรียนบ้านค่ายเปิดแคมป์ให้เด็ก ป.1 &#8211; ป.3 มาฟื้นฟูการเรียนรู้ก่อนเปิดเทอมจริง ซึ่งแคมป์นี้จะไม่เน้นวิชาการมากนัก แต่เน้นให้ครูสังเกตเด็ก ซึ่งครูได้ตระหนักว่าเด็กจำนวนมากยังสะกดคำไม่ได้ บางคนแทบไม่มีแรงจับดินสอเขียน หรือจับไม่ถูกวิธี ซึ่งนำมาสู่การฟื้นฟูฐานกายเมื่อช่วงเปิดเทอมเริ่มต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">2.&nbsp;<strong><strong>สวนเกษตรที่เด็กๆ ใช้มือไม้ช่วยกันปลูก</strong></strong></h3>



<p>เดิมทีโรงเรียนบ้านค่ายมีพื้นที่เกษตรไว้ปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเป็นอาหารกลางวันอยู่แล้ว ซึ่งนักเรียนในโรงเรียนจะมีบทบาทช่วยดูแล โดยแบ่งหน้าที่และตารางรับผิดชอบตามเหมาะสม ในปีการศึกษา 2565 ทางโรงเรียนได้ใช้สวนเกษตรเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมฐานกายแก่นักเรียน เพราะการพรวนดินและรดน้ำแปลงผัก ทำให้เด็กได้ออกแรงใช้กล้ามเนื้อ ทั้งยังฝึกความรับผิดชอบตามงานที่ถูกแบ่งปันด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-724dcf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3.</strong><strong> </strong><strong>แทรกกิจกรรมฐานกายในห้องเรียนอนุบาล ประถมต้น ประถมปลาย</strong></h3>



<p>พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอนุบาล ประถมต้น และประถมปลายจะแตกต่างกัน ดังนั้นครูในแต่ละช่วงชั้นจึงมีการแทรกฐานกายด้วยกิจกรรมแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กได้ฟื้นฟูทั้งกายและหัวใจ</p>



<p><strong>อนุบาล: ชวนเด็กเขียนบนทราย และหัดรินนม</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">เขียนบนทราย – ฐานกายไม่ใช่แค่การออกแรง ยังเป็นเรื่องประสาทรับรู้ด้วย ในกิจกรรมเขียนบนทรายนี้ ครูจะนำลังนมมาใส่ทรายจากทะเล ให้เด็กที่มีปัญหาได้ฝึกเขียนบนทรายก่อน การที่เด็กอนุบาลได้สัมผัสและเล่นกับทราย เป็นการส่งเสริม sensory หรือประสาทการรับรู้ของเด็ก ทำให้เด็กหัดแยกผิวสัมผัสที่ต่างกันได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเรียนรู้อันสำคัญสำหรับวัยนี้&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">หัดรินนม – การหัดรินนม อาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่ช่วยฝึกประสาทสัมพันธ์เรื่องมือกับตา และเรื่องความแม่นยำในเด็ก</li>
</ul>



<p><strong>ประถมต้น: ชวนเด็กบีบขวดน้ำ และสร้างเรือ</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">บีบขวดน้ำ – เด็กๆ จะนำขวดน้ำมาใส่น้ำ แล้วต้องคิดหาวิธีเจาะรูและคำนวณองศาในการบีบขวด เพื่อให้น้ำพุ่งไกลที่สุด นอกจากใช้แรงมือแล้วยังได้ฝึกการวางแผนด้วย</li>



<li style="font-size:16px">สร้างเรือ – พับกระดาษให้เป็นเรือ แล้วนำลูกแก้วใสๆ เป็นตัวแทนผู้โดยสาร หย่อนลงในเรือ เด็กต้องคิดและวางแผนว่าจะหย่อนลูกแก้วแบบไหน ด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผู้โดยสารบนเรือมากที่สุด โดยที่เรือกระดาษไม่ล่ม นี่เป็นกิจกรรมที่ได้ใช้ทั้งฐานกายและการวางแผน</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c8e1b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a3bf5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ประถมปลาย: Free Writing เขียนปล่อยใจปล่อยจอย</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:16px">Free Writing – ครูจัดหากระดาษหลากสี และเชิญชวนให้เด็กเขียนบอกเล่าความรู้สึกทุกวัน โดยไม่จำเป็นว่าต้องเล่าเป็นตัวหนังสือ จะวาดรูปก็ได้ ผลลัพธ์คือมีเด็กมาขอกระดาษไปเขียนทุกวัน เด็กบางคนพัฒนาจากที่แต่งประโยคไม่คล่อง มาสู่การเขียนประโยคที่ซับซ้อนขึ้นได้ นอกจากนี้ครูยังแทรกการเขียนในวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยให้นักเรียนเขียนสรุป ข้อดีของการฝึกให้เด็กเขียน นอกจากเด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือ (ฐานกาย) แล้ว ยังส่งผลให้เด็กรักการเรียนรู้ เพราะเวลาเขียน นอกจากเด็กจะต้องใคร่ครวญความรู้สึกตนเองเพื่อกลั่นออกมาเป็นประโยคแล้ว เขายังต้องฟังหรืออ่านเรื่องราวเพิ่มเติม เพื่อเติมวัตถุดิบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเติมทักษะสื่อสารให้แก่เขา&nbsp;</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. <strong>จัดสรรพื้นที่ให้เด็กเล่นได้ตลอด</strong></strong></h3>



<p>เนื่องจากอาคารเรียนบ้านค่ายจะมีลานโล่งหน้าห้องเรียน จึงมีการออกแบบพื้นที่ให้เด็กเล่นสนุกได้ในช่วงเวลาพักหรือเวลาที่เด็กนึกสนุก กิจกรรมได้แก่ การสะกดรอย กระโดดห่วง เดินต่อเท้า เป็นต้น</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์</strong></h3>



<p>เมื่อแทรกกิจกรรมฐานกายในการเรียนรู้ตลอดปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านค่ายพบว่า เด็กเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เริ่มแรกคือ อยากมาโรงเรียน อยากมาหาครู อยากส่งงานที่ได้รับมอบหมาย และอยากเล่าถึงกิจกรรมที่เขาได้ทำและได้เรียนรู้ให้ครูฟัง ในส่วนการเขียน ก็เริ่มมีสัดส่วนเด็กที่จับดินสอถูกวิธีเพิ่มขึ้น ลายมือดีขึ้น เริ่มอ่านออกเขียนได้ รวมถึงสามารถนั่งนิ่งๆ เพื่อเรียนรู้ได้นานขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรณีศึกษา</strong></h3>



<p><strong>พลังแห่งการเรียนรู้ ซ่อนอยู่ในตัวเด็กทุกคน</strong><br><strong>รอแค่เพียงผู้ใหญ่สังเกตพบ</strong></p>



<p>การฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย ผ่านกิจกรรมฐานกายนั้น ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการออกแรงอย่างเดียว การฝึกใช้มือวาดภาพและเขียนบันทึก ก็สามารถช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เด็กได้เช่นกัน เช่นกรณีของเด็กชาย ป.2 ที่มีคุณพ่อเป็นต่างด้าว ความที่ครอบครัวเด็กไม่พร้อมส่งเสริม ทำให้เด็กเขียนอ่านได้ช้ากว่าเพื่อน จนเด็กไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อครูประจำชั้น ป.2 สังเกตเห็น จึงไปเยี่ยมบ้าน แล้วได้พบว่าเด็กมีความสนใจในการเลี้ยงนก ครูจึงให้เด็กวาดรูปนกมาส่งที่โรงเรียน เด็กก็วาดรูปนกโดยแยกเป็นนกตัวเมียและนกตัวผู้ได้ สะท้อนถึงการช่างสังเกต จากนั้นครูจึงส่งเสริมให้เด็กวาดรูปนกเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของเด็ก เมื่อเด็กได้ทำสิ่งที่เขาสนใจ และได้รับเสียงชื่นชมจากครู เด็กก็อยากมาโรงเรียน และเริ่มหัดเขียนอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูและเพื่อนร่วมห้องมากขึ้น จนปัจจุบันเด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้นและมีความสุขกับการมาโรงเรียน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความภาคภูมิใจของครู</strong></h3>



<p>“เริ่มแรก ครูเข้าใจว่าเด็กเขียนไม่ได้ ลายมือไม่สวย อาจจะเพราะเด็กไม่ได้ฝึกเขียนที่บ้าน ครูไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่า สาเหตุมาจากฐานกาย หรือว่าอะไร” ครูมัลลิกา ครูประจำชั้น ป.2 เปิดเผย</p>



<p>“แต่เมื่อได้รับข้อมูล ได้รับความรู้จากหลายๆ ส่วน จึงได้เริ่มทดลองสอนฐานกาย ได้ลองทำ แม้ว่าตอนแรกจะแอบสงสัยบ้างว่า การฝึกฐานกายจะพัฒนาเด็กได้จริงเหรอ? แต่พอตัดสินใจลองดูสักตั้งแล้ว ก็พบว่าเด็กๆ มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นจริงจนครูสังเกตได้”</p>



<p>“เมื่อพบว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของครู สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กได้ ยิ่งทำให้เราภูมิใจ ดีใจที่ได้เป็นครู และทำให้เราอยากเป็นครูที่ดูแลทุกส่วนของเด็ก ไม่ใช่แค่เฉพาะสอนคัดลายมือ ไม่ใช่เฉพาะการจับดินสอ แต่อยากช่วยดูแลความทุกข์ความสุขในใจของเด็กด้วย” ครูมัลลิกา รัตนกุล กล่าวปิดท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-619d2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อมร-นาคปรก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อมร นาคปรก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่าย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไป</strong></h3>



<p><strong>1. เพิ่มการคัดกรองรายบุคคล เพื่อจะได้ดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น</strong></p>



<p>เดิมทีโรงเรียนบ้านค่ายก็มีการประเมินและคัดกรองระดับการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนเป็นห้องอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่โรงเรียนตัดสินใจทำเพิ่ม คือการคัดกรองรายบุคคล ซึ่งกำหนดให้ครูทดสอบนักเรียนและทำการประเมินผล โดยต้องเขียนระบุปัญหาและสาเหตุว่า ที่เด็กคนนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งหากทำต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ จะทำให้ครูมีข้อมูลการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กนักเรียนอยู่ในมือ ทำให้สามารถช่วยดูแลและเสริมจุดแข็งได้รวดเร็วขึ้น เด็กก็ไม่ถูกปล่อยลอยแพเคว้างคว้าง ครูก็ดูแลเด็กได้ต่อเนื่องและตรงจุดมากขึ้น</p>



<p><strong>2. ทำการบันทึกข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กในฐานข้อมูลกลาง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลชุดใหญ่ต่อไป</strong></p>



<p>การบันทึกและเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กนั้น เดิมทีครูอาจจะแยกกันทำ แต่เมื่อทางผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านค่ายส่งเสริมให้ครูทำอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก็เอื้อให้การลงมือทำเรื่องนี้คืบหน้าเร็วขึ้น โดยข้อดีของการบันทึกข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กในฐานข้อมูลกลางของโรงเรียนคือ ทำให้ครูและผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลตรงนี้ในการวางนโยบายและแผนการรับมือที่ช่วยฟื้นฟูการเรียนรู้ หรือหัดเขียนอ่านของเด็กในโรงเรียนได้รวดเร็ว ทันที และมีมาตรฐานกลางมากขึ้น</p>



<p>อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและไม่หลงทางนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-36b2b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-recover-200624/">โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 07:43:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านค่าย]]></category>
		<category><![CDATA[รังษินี นุ้ยพริ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[​รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[อนรรฆ พิทักษ์ธานิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[นราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[นนทบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49498</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่ พบยากจนฉับพลัน – ย้ายถิ่นจากการตกงาน &#8211; เรียนออนไลน์ไม่มีประสิทธิผล&nbsp; ต้นเหตุเด็กไทยเสี่ยงหลุดระบบการศึกษาในช่วงโควิด-19 ศ. ดร.สมพงษ์ห่วง 3 เดือนอันตรายเด็กหลุดนอกระบบ อาจเข้าสู่วงจรสีเทา ชี้ต้องเร่งหยุดวิกฤตด้วยมาตรการเร่งด่วน&nbsp; เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน” Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น จับมือหลายหน่วยงานทดลองทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และโรงเรียน</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายการศึกษา <strong>จัดเสวนา “หยุดวงจรเด็กหลุดออกนอกระบบจากวิกฤตโควิด-19 เจาะลึกกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูจากพื้นที่ต้นแบบ” </strong>เพื่อสำรวจสถานการณ์เด็กจากผลกระทบโควิด-19 และระดมสมองจากพื้นที่และองค์กรต้นแบบ ที่สามารถแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบในระยะเร่งด่วน เพื่อเร่งหาแนวทางการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางในระยะฟื้นฟูหลังการระบาดของโควิด-19<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958a5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ​กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากผลกระทบของโควิด-19 ช่วงสองปีเศษ ทำให้ครอบครัวคนไทยที่มีรายได้เป็นเงินเดือน ลูกจ้างรายวันทั้งหลาย เกิดสภาพ ‘ตายดิบ’ หรือ ‘ตายครึ่งตัว’ มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็น 19.98% ของนักเรียนทั้งหมด สร้างสถิติสูงสุดจากที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากเทอม 1/2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน&nbsp;</p>



<p>กสศ.และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้รวบรวมสาเหตุการหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามาจาก 2 ประเด็นหลักคือ&nbsp;</p>



<ol><li><strong>&nbsp;หลุดจากความยากจนฉับพลัน </strong>จากสึนามิไวรัสโควิด-19 สองปีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับมาหนักขึ้น ทั้งคนตกงาน ต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่มีรายได้&nbsp;</li><li><strong>หลุดจากเรียนออนไลน์ ออนแฮนด์ </strong>ทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาไปถึง 50% เด็ก ป.1-ป.3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ การเรียนรู้จากระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพแค่ 50% มีความเหลื่อมล้ำในประเด็นอุปกรณ์ไอที การสำรวจของ กสศ. พบว่าเด็กนักเรียนใน​ 29​ จังหวัด ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ถึง 87% เมื่อเรียนไม่ทัน เด็กติดศูนย์ ติด ร. เปิดเทอมไม่มาเรียน หายตัวไปจากระบบการศึกษาแบบเงียบๆ แม้จะยังมีชื่ออยู่ในระบบก็ตาม&nbsp;</li></ol>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า การช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้รอด ไม่ใช่แค่เรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องมองให้ครบมิติเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบซ้ำอีก&nbsp;</p>



<ol><li><strong>สุขภาพกาย</strong> เช่น การเข้าถึงวัคซีน ภาวะโภชนาการ&nbsp;</li><li><strong>สุขภาพใจ </strong>เด็กกลุ่มนี้ มีแนวโน้มเครียด ซึมเศร้า มีแรงกดดัน ความกังวลในช่วงการกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง&nbsp;</li><li><strong>สังคม</strong> ภาวะโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน การทำงานที่เสี่ยงอันตราย หรือถูกเอาเปรียบค่าแรง&nbsp;</li><li><strong>ด้านการศึกษา</strong> ความรู้ที่ถดถอย เรียนไม่ทันเพื่อน&nbsp;</li></ol>



<p>“ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงสามเดือนอันตราย ถ้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษานานถึงสามเดือนจะเสี่ยงที่พวกเขาจะเข้าสู่วงจรสีเทา ทั้งติดเพื่อน ติดเกม ติดยาเสพติด หรือถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วพวกเขาเข้าไปในสถานพินิจ พอออกมาสามเดือนก็มีโอกาสกลับเข้าไปซ้ำได้อีก ตรงนี้เป็นบทเรียนที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า สังคมไม่อาจปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปแบบลำพัง ต่างคนต่างทำไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กยากจนด้อยโอกาส ช่วยกันซ่อมชีวิต ซ่อมจิตวิญญาณให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10ab29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวถึงสถานการณ์เด็กกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเมืองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเมืองมีหลายด้าน กลายเป็นความยากจนครบวงจร ทั้งที่อยู่ การศึกษา รายได้ หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ หลายครอบครัวตกงานถาวร&nbsp;</p>



<p>การที่จะให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนนั้นยากมาก เด็กต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน งานแรกคือแจกไพ่ ขายลอตเตอรี่ เรียงเบอร์ ยิ่งมีการระบาดของโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำยิ่งมาก เด็กหลุดออกจากระบบมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนใน 4 ชุมชนที่มีประชากรกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่อายุ 0-20 ปี ราว 1,400 คน พบว่ามีจำนวนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 200 คนที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเบื่อหน่ายการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่มีจุดหมายในการเรียนต่อ มีแนวโน้มหลุดจากระบบ</p>



<p>ขณะที่ในจังหวัดยะลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูงที่สุด <strong>นางสาว</strong><strong>​</strong><strong>รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา</strong> กล่าวว่า ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศ เด็กแคระแกร็น เด็กปฐมวัยไม่ใช่หลุดจากระบบการศึกษา แต่เข้าไม่ถึงการศึกษา ส่วนเด็กในระบบการศึกษาอยู่ในครอบครัวยากจน มีพี่น้องหลายคน มีความยากลำบากในการมาเรียน ที่ผ่านมามีเด็กหลุดจากระบบก็ดึงกลับมาพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ แต่ก็ยังหลุดไปอีก ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต โมเดลการศึกษาจริงๆ ต้องตอบโจทย์สิ่งที่เด็กต้องการ คือเรื่องรายได้ ปากท้อง ทำให้พยายามสอดแทรกทักษะอาชีพเข้าไปในหลักสูตร&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลในพื้นที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยใน 3 อำเภอนำร่องมีเด็กนอกระบบและต้องการความช่วยเหลือกว่า 2,800 คน​ และยังมีเด็กในระบบการศึกษาอีกประมาณ 1,000 คนต้องการความช่วยเหลือ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้เพียงแค่ 377 คน&nbsp;</p>



<p>สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่หนัก และเป็นเรื่องที่​กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าภาพหลัก ไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย ต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกองคาพยพ ซึ่งยะลามีต้นทุนที่ดีในเรื่องความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่ช่วยหนุนเสริมการทำงาน&nbsp;</p>



<p>“แค่เด็กออกจากโรงเรียนหนึ่งเดือนก็อันตรายแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดไปจากระบบ เปรียบเทียบกับโรงพยาบาลที่มีห้อง ER Emergency Room หรือห้องฉุกเฉิน โรงเรียนก็น่าจะมี Emergency Classroom หรือห้องเรียนฉุกเฉิน ที่เมื่อรับเด็กกลับเข้ามาเรียนแล้วจะใช้กระบวนการสอนเสริมอย่างไร เรียกเด็กมาคุยเพื่อเก็บงานวิธีใดก็ได้ แต่ให้คุณรับเด็กไว้ก่อน แล้วกระบวนการจัดการภายในให้เป็นเรื่องของโรงเรียน และต้องขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ให้ไปขบคิดต่อยอดคิดค้นหลักสูตรวิธีการที่เป็น Emergency Classroom เมื่อรับเด็กกลับมาเรียนแล้วจะมีรูปแบบในลักษณะแบบใดต่อไป”​ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลากล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a14fc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย </strong>กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นไปในทางดีขึ้น แต่ผลกระทบจากวิกฤตยังคงเข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชนนอกระบบที่ขาดแคลนโอกาสในการเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเพราะพ่อแม่ตกงาน และปัญหาการขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์&nbsp;</p>



<p>“เมื่อผู้ปกครองเด็กขาดรายได้ บางส่วนเขาก็ต้องย้ายกลับภูมิลำเนา หรือบ้างโยกย้ายไปหางานทำที่อื่น ทำให้มีเด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเคสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อด้วยปัญหาต่างๆ เช่น ความไม่รู้ขั้นตอนในการพาลูกเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือคะแนนตัวเลขได้คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ จากนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลและออกแบบการทำงานระหว่างหน่วยงานตามความถนัดได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด ถ้ามีเด็กออกกลางคันที่ กทม. เขาไปอยู่ที่อื่น จะเข้าเรียนต่อได้อย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้เขาไม่ต้องหลุดไปเฉยๆ ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4fe60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ </strong>กล่าวว่า จังหวัดนครพนมได้พัฒนาโมเดลจังหวัด โดยรวมหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาช่วยกันสร้างกลไก เชื่อมกันเป็นวงจรเพื่อไปสู่เป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหมดจากจังหวัดได้ภายในสามปี ปีแรกของการทำงานเร่งให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเด็ก และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน เพื่อแบ่งปันและเชื่อมโยงงานกัน&nbsp;</p>



<p>เราพบว่าเด็กแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการต่างกัน คือ 1. ต้นน้ำ หมายถึง กลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน 2. กลางน้ำ คือเด็กแขวนลอย-หลุดนอกระบบ 3. ปลายน้ำ คือเด็กในกระบวนการยุติธรรม พอได้ฐานข้อมูลมาแล้ว เราจึงพัฒนาหลักสูตรและการประเมินใหม่ เช่น กลุ่มปลายน้ำ ทำงานร่วมกับสถานพินิจฯ เป้าหมายคือทำให้เด็กได้วุฒิก่อนกลับสู่สังคม นำตัวชี้วัดจำเป็นมาออกแบบให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขา ‘ต้องรู้’ มีเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ ช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ควรรู้’ และมีกรมฝีมือแรงงานหรือสถาบันอาชีวะมาช่วยต่อยอดในสิ่งที่เขา ‘อยากรู้’ จนเด็กในสถานพินิจฯ ได้รับวุฒิการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ เตรียมนำโมเดลไปขยายผลเพิ่มในอีก 6 จังหวัด&nbsp;</p>



<p>“สำหรับกลุ่มเสี่ยง ก่อนเด็กจะหลุดจะมีสัญญาณเตือน เช่น ติด 0 ติด ร. หลายวิชา ขาดเรียนบ่อย สุดท้ายเด็กก็หายตัวไปจากโรงเรียนเต็มตัว ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนราว 5-10% เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือ ต้องทำห้องเรียนพิเศษขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้ จัดเป็นห้องเรียนตามอัธยาศัย แก้ปัญหาเป็นรายคน เช่น เด็กอยากซ่อมรถก็ให้ไปเรียนซ่อมที่อู่รถหนึ่งชั่วโมง ให้เจ้าของอู่ช่วยประเมิน หรือจัดการฝึกฝีมือแรงานในสิ่งที่เด็กอยากเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p><strong>นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย</strong> <strong>จังหวัดนนทบุรี </strong>กล่าวว่า “ไทรน้อยโมเดล” เป็นการทำงานร่วมกันกับ กสศ. ในการช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนต่อ&nbsp;</p>



<p>การรับเด็กกลับเข้ามาเรียนจะมีระบบดูแลช่วยเหลือ ต้องยอมรับว่าเมื่อออกไปจากระบบหนึ่ง เทอมแล้ว ​แต่ยังต้องมีกระบวนการวัดผล ประเมินผลในช่วงที่หายไป โดยให้มาเรียนซ่อมเสริมเพิ่มเติม ใช้การประเมินแบบแบบยืดหยุ่น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุขและปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียน มีคุณครูคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญคือเราจะต้องรักษาพลังบวก​ให้เขาผ่านไปตลอดรอดฝั่ง มีระบบดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค การเรียนก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ให้พลังด้านลบมาบั่นทอนให้พวกเขาออกจากโรงเรียนไปอีก แล้วการดึงกลับเข้ามาจะยากลำบาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e3305"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>น.ส.รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูโรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส</strong> กล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้เกิดการติดตามและสกัดเด็กหลุดจากระบบได้เป็นอย่างดี ทั้งเครือข่ายชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ซึ่งการติดตามเด็กต้องไม่ใช่แค่การเรียน แต่ต้องครอบคลุมทั้งจิตใจ ความเครียด สุขภาพกาย ความปลอดภัย เพราะความเครียดก็มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>เมื่อดึงเด็กกลับเข้ามาในระบบ เราจะต้องมีวิธีฟื้นฟู ทั้งการลงไปเยี่ยมบ้านเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง บางคนเรียนออนไซต์เก่ง แต่พอเรียนออนไลน์ก็หายไป พอเยี่ยมบ้านก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์ แต่สุดท้ายทางชุมชนได้เข้าไปช่วยเหลือจนกลับมาเรียนได้ เมื่อกลับมาเรียนก็ต้องสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ให้เด็กมีตัวตน มีการตั้งคำถามที่เขาอยากตอบ เน้นเรื่องที่เขาสนใจ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
