<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Oct 2022 06:33:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่” รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูบรรจุใหม่ยุคโควิด กับวิธีสร้างห้องเรียนออนไลน์ ที่ครูและเด็กต่าง “หัวใจพองโต”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-the-school-had-to-change-060122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2022 10:25:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[รังษินี นุ้ยพริ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนออนไลน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50215</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อสองปีที่แล้ว ครูฟาติน &#8211; รังษินี นุ้ยพริ้ม ได [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-school-had-to-change-060122/">“โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่” รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูบรรจุใหม่ยุคโควิด กับวิธีสร้างห้องเรียนออนไลน์ ที่ครูและเด็กต่าง “หัวใจพองโต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสองปีที่แล้ว ครูฟาติน &#8211; รังษินี นุ้ยพริ้ม ได้รับการบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส แต่หลังจากสอนในชั้นเรียนได้ไม่นาน วิกฤตการระบาดของโควิด-19 ก็เกิดขึ้น โรงเรียนบ้านค่ายปิดเทอมฤดูร้อนยาวนานกว่าเคย และเมื่อรัฐบาลอนุญาตให้โรงเรียนทั่วประเทศกลับมาเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง คราวนี้ครูบรรจุใหม่อย่างครูรังษินีก็ต้องงัดเทคนิคการสอนใหม่ๆ มาเพื่อดึงดูดใจเด็กแล้ว</p>



<p>ตลอดสองปีที่โควิด-19 ปิดตายห้องเรียนแบบออนไซต์ทั่วไทยและทั่วโลก ครูรังษินี และผองครูที่โรงเรียนบ้านค่าย นราธิวาส ได้ค้นหารูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนให้การเรียนรู้ไม่สะดุด แน่นอนว่าที่โรงเรียนบ้านค่ายก็เจอภาวะ “เด็กหลุดออกนอกระบบ” ไม่ต่างกับพื้นที่อื่น แต่เมื่อทางโรงเรียน ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการและคุณครูได้หารือกัน ทำให้เกิดแนวทางรับมือ บรรเทา และฟื้นฟู “เด็กหลุด” รวมถึงสามารถช่วยฟื้นฟูเด็กที่เจอภาวะการเรียนรู้ถดถอยด้วย</p>



<p>ในบทสัมภาษณ์นี้ ครูรังษินีในวัย 27 ปี ถ่ายทอดมุมมองต่อวิชาชีพของครู การปรับตัวที่ครูต้องรับมือในยุคโควิด พร้อมเล่าถึงเคล็ดลับการสร้างห้องเรียนที่ทำให้ทั้งเด็กและครู “หัวใจพองโต” ผ่านการไลฟ์และสอนผ่านจอด้วยเทคนิคแม่ค้าออนไลน์ และฉายสปอตไลต์ไปให้เด็กๆ อย่างเต็มที่</p>



<p>เมื่อคุยกับครูรังษินีจบลง เราพบว่า สิ่งที่เธอและโรงเรียนบ้านค่าย นราธิวาส พยายามทำในช่วงที่ผ่านมา ก็คือรูปแบบหนึ่งของ Inclusive Education</p>



<p><strong>การศึกษาแบบใส่ใจ และ (พยายาม)​ ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังนั่นเอง</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">จุดเริ่มต้นในการเป็นครู</h2>



<p>เราเริ่มอาชีพครูครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส ซึ่งตัวเราก็เติบโตมาในจังหวัดนี้ ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราสอบติดคณะครุศาสตร์ที่สถาบันแห่งหนึ่งในภาคใต้ แต่ตอนนั้นเราอยากเห็นโลก เลยบอกแม่ว่าขอหยุดเรียน 1 ปี เป็น Gap Year เพื่อจะย้ายไปอยู่ กทม. แต่แม่กลัวเราสมองฝ่อ เลยให้ลงเรียนครูที่ ม.รามคำแหง ไว้ด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นครูไหม รู้แต่ว่าเราเกิดและเติบโตมาในครอบครัวครู เลยคุ้นเคยกับอาชีพนี้ ช่วงที่อยู่ กทม. เราไปหอสมุดแห่งชาติ เจอนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยละแวกนั้นแวะมาทำรายงานกัน เขาดูสนุกสนานมากเลย เรารู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่เราอยากเป็น เลยสมัครเข้าเรียนครูในมหาวิทยาลัยนั้นปีถัดมา เหตุผลเพราะมหาวิทยาลัยนั้นเชี่ยวชาญเรื่องครู และอยู่ใกล้หอสมุดแห่งชาติ&nbsp;</p>



<p>พอเรียนจบ เราได้เห็นโลกข้างนอกพอสมควรแล้ว จึงอยากนำความรู้และประสบการณ์กลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่บ้านเกิด เพราะระหว่างเรียนและใช้ชีวิตที่ กทม. เราได้พบว่า มันมีความไม่ทัดเทียมบางอย่างระหว่างเด็กในเมืองและเด็กต่างจังหวัด โดยเฉพาะเรามาจากสามจังหวัดชายแดนใต้ เราเห็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นและยังดำรงอยู่ เลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนแปลงตรงนี้</p>



<p>เราบรรจุก่อนโควิดระบาดได้ไม่นาน เรียกได้ว่าสอนออนไซต์ได้ไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการสอนแล้ว แต่ข้อดีของโรงเรียนบ้านค่ายคือ ผู้อำนวยการและครูที่นี่ร่วมแรงร่วมใจกันหาทางแก้ โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง พวกเรามีเป้าหมายว่าต้องช่วยเด็กให้ได้เรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">จาก On-Hand สู่ On-Demand สู่ Online : ลองปรับหากลยุทธ์ที่ใช่ที่สุดสำหรับนักเรียน</h2>



<p>ปี 2563 ที่โควิดระบาดช่วงแรก ตอนนั้นโรงเรียนปรับมาใช้การเรียนการสอนแบบออนแฮนด์ (On-Hand) คือการแจกใบงานก่อน แต่การแจกใบงาน นักเรียนจะไม่ได้เรียนรู้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการเรียนการสอนมันต้องมีการพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับนักเรียน อันนั้นคือสิ่งสำคัญในการที่นักเรียนจะพัฒนาได้&nbsp;</p>



<p>เราคิดว่านักเรียนน่าจะได้เรียนรู้มากกว่านี้ เลยเริ่มปรับมาใช้ออนดีมานด์ (On-Demand) คือ อัดคลิปสอน ซึ่งนักเรียนสามารถดูคลิปที่คุณครูอัดเวลาไหนก็ได้&nbsp; ซึ่งพอผ่านไปสักพัก เรารู้สึกได้ว่ามันดีนะ นักเรียนให้ความสนใจมาก เด็กกระตือรือร้น เราเลยตัดสินใจลองออนไลน์ (Online) เลยดีกว่า</p>



<p>พอเรียนและสอนผ่านออนไลน์ปุ๊บ ก็เจอปัญหาอีกอย่าง นั่นคือเด็กบางส่วนขาดแคลนเครื่องมือสื่อสารในการเรียน เราก็บอกไม่เป็นไร จะพยายามหาทางช่วยนักเรียนเต็มที่ โชคดีที่โรงเรียนบ้านค่ายได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายด้าน ทั้งจากชุมชนและจากหน่วยงานอื่น จนทำให้พวกเราหาเครื่องมือให้เด็กเรียนออนไลน์ได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีนักเรียนที่พลาดโอกาส ไม่ได้เข้าเรียนออนไลน์ หรือ “หลุดจากระบบ” ไปเหมือนกันนะคะ ซึ่งพวกเราก็พยายามทุกวิถีทาง บางครั้งก็ให้เด็กไปนั่งเรียนที่บ้านเพื่อนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน งัดกันมาทุกเทคนิคเลย ลงพื้นที่ ตั้งกลุ่มสื่อสารออนไลน์กับผู้ปกครอง เราพยายามหากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">กลยุทธ์ลำดับ 1: เมื่อปรับสู่ออนไลน์ ครูก็ใช้เทคนิคแบบแม่ค้าออนไลน์มาสอนเด็ก</h2>



<p>ตอนที่เราสอนออนไซต์ในห้องเรียนปกติ โชคดีที่ได้สอนวิชาชื่อโครงงานฐานวิจัย ซึ่งเป็นคาบเรียนแบบบูรณาการความรู้ โครงงานฐานวิจัยเป็นสิ่งที่เราได้จากการไปร่วมอบรมโครงการกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และ กสศ. ซึ่งเราได้เทคนิคเยอะมากจากการร่วมอบรม อีกทั้งวิชานี้เราไม่ได้สอนคนเดียว แต่สอนร่วมกับครูอีก 2 ท่าน ซึ่งตอนสอนก็จะรับส่งมุกกันอย่างสนุกสนาน&nbsp;</p>



<p>พอสอนออนไลน์&nbsp; เราก็นำสิ่งที่ได้รับจากการอบรมนั้นมาใช้ พร้อมเติมอีกเทคนิคนึงเพิ่มไปในการสอนด้วย คือ เราจะสมมติกันเองในหมู่ครูว่า พวกเรากำลังเปิดร้านไลฟ์สดออนไลน์กันอยู่นะ โดยไอเดียตั้งต้นมาจากคุณครูที่โรงเรียนสองสามท่าน เขาชอบ cf ของจากไลฟ์สด เราเลยชวนกันมาสอนผ่านไลฟ์สดดู ทำเหมือนกำลังเปิดแผงขายของออนไลน์ แต่จริงๆ คือขายวิชาความรู้ให้เด็ก ปรากฏนักเรียนดูไลฟ์แล้วชอบใจ จากนั้นเราเลยต่อยอดมาเป็นห้องเรียนออนไลน์ที่เน้น “เรียนปนเล่น” การปล่อยให้เด็กได้เรียนปนเล่น เขาจะสนุก แล้วเราก็มีการปล่อยให้เขาได้คิด ฝึกตั้งคำถาม และมีส่วนร่วมมากที่สุด</p>



<p>หัวใจสำคัญของการสอนผ่านจอคือ ครูต้องไม่เอาห้องเรียนออนไซต์มาใส่ห้องเรียนออนไลน์ เราต้องทำให้บรรยากาศการเรียนเหมือนการมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ ครูก็สนุก นักเรียนก็สนุก win-win กันทั้งคู่ ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน แถมเวลานักเรียนหัวเราะชอบใจ บอกว่าอยากเจอครูอีก คิดถึงครู สิ่งนี้ก็ช่วยเยียวยาจิตใจครูได้ การเรียนการสอนออนไลน์แบบเรียนปนเล่นนั้น นอกจากเด็กจะชอบแล้ว ยังทำให้หัวใจของทั้งเด็กและครูพองโตอีกด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">กลยุทธ์ลำดับ 2 : เปลี่ยนจากสั่งเดลิเวอรี่เจ้าใหญ่มาอุดหนุนผู้ปกครองนักเรียนแทน</h2>



<p>ที่โรงเรียนบ้านค่าย ผู้อำนวยการโรงเรียนเคยให้นโยบายว่า เราควรมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง เพราะหากผู้ปกครองไว้ใจครู เขาก็จะกล้าเล่าปัญหาทั้งหมดที่บ้านให้ฟัง เราจะได้รู้ปัญหาของเด็กอย่างทันท่วงทีและแก้ไขได้เร็วขึ้น ซึ่งตัวเราเองก็นำนโยบายนี้มาปรับใช้ ผูกมิตรกับผู้ปกครองผ่านการพูดคุยและให้กำลังใจเขา กลยุทธ์อีกอันที่เราใช้คือ กลยุทธ์สั่งข้าว สั่งน้ำ สั่งของทุกอย่างจากผู้ปกครองของเด็กๆ</p>



<p>เดิมทีเรานิยมสั่งอาหารผ่านบริการเดลิเวอรี่ของเจ้าใหญ่ แต่พอวันหนึ่งเราอยากกินอาหารพื้นบ้าน ก็เลยมองหาร้านตามสั่ง พบว่ามีผู้ปกครองนักเรียนเราขายอยู่ จึงอุดหนุนผู้ปกครอง จากผู้ปกครองหนึ่งบ้านเราก็อุดหนุนหลายบ้านมากขึ้น เรียกได้ว่าอุดหนุนทุกอย่างที่ผู้ปกครองขาย ทั้งน้ำ ผ้า ปลา ปู กุ้ง เราอุดหนุนหมด แต่ถามว่าครูโดนบังคับให้อุดหนุนไหม ก็ไม่ใช่ คือครูก็ต้องการบริโภคอยู่แล้ว ทีนี้พออุดหนุนเขา เราก็ใช้จังหวะนั้นในการพูดคุย ซักถามเรื่องเด็กนักเรียน อันนี้เป็นกลยุทธ์ที่เราใช้แล้วได้ผล แล้วพอเรากลับมาคิดอีกมุมหนึ่ง การที่เราอุดหนุนและช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ปกครอง ตัวเขาเองก็นำรายได้ตรงนี้ไปจุนเจือครอบครัวอีกต่อนึง ไปดูแลนักเรียนเราอีกทอด เหมือนเรากำลังทำงานชุมชนสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งเรายินดีกับบทบาทตรงนี้มาก</p>



<p>พอเราอุดหนุนสินค้าผู้ปกครองเรื่อยๆ ครูคนอื่นก็เริ่มทำบ้าง ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับผู้ปกครองเรื่อยๆ ถามสารทุกข์สุกดิบ ถามข่าวคราวลูกเขา บางทีก็มีโป๊ะแตกนะคะ จับโป๊ะเด็กได้ เด็กบอกผู้ปกครองว่าวันนี้ครูไม่สอนออนไลน์ แต่พอผู้ปกครองมาส่งข้าวให้เราก็เห็นเราสอนอยู่ (หัวเราะ) เป็นกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยมในการเช็กข่าวเด็กและสานสัมพันธ์ผู้ปกครอง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">กลยุทธ์ลำดับ 3: ฟื้นฟูเด็กหลุดที่กลับสู่ระบบ ผ่านการฉายสปอตไลต์ให้ในชั้นเรียน</h2>



<p>ปัจจุบันหลายโรงเรียนอาจจะกลับมาสอนออนไซต์แล้ว แต่ของโรงเรียนบ้านค่าย เรายังเรียนและสอนผ่านออนไลน์อยู่&nbsp; เนื่องจากสถิติเด็กของเรายังฉีดวัคซีนไม่ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ กระนั้นก็มีเด็กที่เคยหายหน้าหายตาไปเมื่อปีก่อน กลับมาเรียนออนไลน์มากขึ้น ซึ่งสำหรับกลุ่มเด็กที่เคยหลุดจากระบบแล้วกลับมาเรียนใหม่นี้ เราจะพยายามให้เขามีส่วนร่วมกับชั้นเรียนให้มากที่สุด เรียกได้ว่าฉายสปอตไลต์ให้เต็มที่ แล้วไม่ใช่แค่ครูเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ เพื่อนๆ คนอื่นในชั้นเรียนก็ช่วยกันอีกทาง อย่างบางทีเพื่อนๆ ก็จะบอกว่า “ครูครับ ให้เด็กหญิงเอตอบหน่อย อยากได้ยินเสียงเด็กหญิงเอ” พยายามส่งเสียงเรียกชื่อเพื่อน หรือบางวันมีเด็กหายไปจากชั้นเรียนออนไลน์ นักเรียนคนอื่นก็จะคอยอัพเดตข่าวว่าเด็กคนนั้นไปไหน แล้วคอยตามกลับมาให้ เด็กๆ เขาก็ช่วยกันเองด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่ ตั้งเป้าอยากให้นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21</h2>



<p>อยากขอพูดถึงสิ่งที่ได้จากการร่วมโครงการกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และ กสศ. หน่อยนึงค่ะ ถือว่าโชคดีที่โรงเรียนบ้านค่ายได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ซึ่งเรามี มอ.เป็นพี่เลี้ยงของภาคใต้&nbsp; หลังจากร่วมอบรมทางโรงเรียนบ้านค่ายก็มีคาบเรียนโครงงานฐานวิจัยเกิดขึ้น ซึ่งผลจากคาบเรียนนี้ทำให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าแสดงออกกันมากขึ้น เพราะกระบวนการของคาบเรียนคือ เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง เราเคยถามครูในโรงเรียนที่เขาสอนมานานเกินสิบปี เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้จะมีเด็กในโรงเรียนเพียงไม่กี่คนที่โดดเด่นขึ้นมา กล้าพูดกล้าแสดงออก แต่หลังจากมีคาบเรียนโครงงานฐานวิจัย เด็กเกินครึ่งเริ่มกล้าพูด กล้าเสนอความคิดเห็นมากขึ้น ไม่กลัวตอบผิดเหมือนเดิม นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง</p>



<p>ตอนที่เราเข้าร่วมโครงการ ทางพี่เลี้ยงให้เราตั้งเป้าหมายก่อนว่าโรงเรียนต้องการอะไร ซึ่งโรงเรียนเราได้ตั้งเป้าหมายว่า นักเรียนต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 พูดอย่างนี้ดูกว้าง แต่ถ้าตอบให้แคบลงไปคือ ให้เด็กมีทักษะการคิด กล้าแสดงออก และทักษะการพูด เราหวังเท่านี้ ถ้าเราทำให้นักเรียนมีสามทักษะนี้ได้ เขาจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โอเคแล้ว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ปีใหม่ และความวาดหวังของครูไทยคนหนึ่ง</h2>



<p>สิ่งที่อยากเห็นในปีใหม่นี้คือ อยากกลับมาสอนแบบออนไซต์ตามปกติ อยากกลับสู่ห้องเรียนแล้วได้เห็นหน้าเห็นตาเด็กๆ อันนี้คือความหวังในระยะใกล้ แต่ถ้าความฝันสูงสุดในการเป็นครูคนหนึ่งคือ ต้องการเห็นเด็กของเราพัฒนาและเติบโตไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นนั่นนี่ใหญ่โตนะคะ แค่เป็นในสิ่งที่เขาเป็นแล้วเขามีความสุขก็พอ อยากเห็นเขามีความสุขกับการเรียน กับช่วงวัยของเขา พร้อมเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ&nbsp; นี่คือความหวังสูงสุดในการเป็นครู</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อท้อแท้ นี่คือเทคนิคในการเยียวยาจิตใจ</h2>



<p>สำหรับเรา สิ่งที่เยียวยาคุณครูได้ดีที่สุดคือตัวนักเรียน&nbsp; อย่างที่บอกว่า เราจะต้องสอนให้นักเรียนเขามีความสุขกับการเรียนก่อน อันนั้นคือแนวคิดของเรา พอนักเรียนมีความสุข ยิ้มออกมา แสดงตัวตนออกมาให้เราเห็น เราก็หายเหนื่อยแล้ว ในฐานะครู เราเข้าใจนะว่าการเป็นครูมันเหนื่อย แต่พอเราเห็นตัวตนของนักเรียน เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ความเหนื่อยทั้งหมดมันก็หายหมดเลย</p>



<p>แต่ถ้าพูดในมุมส่วนตัว ถ้าครูคนหนึ่งเจออุปสรรค กำลังท้อ ก็ให้คิดเสียว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็ผ่านไป แค่ทำหน้าที่วันนี้ให้ดีที่สุด และหากไม่ไหวจริงๆ ก็หยุดพักค่ะ ให้เวลากับตัวเอง ลางานสักหนึ่งหรือสองวันเพื่อชาร์จพลังก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราเติมพลังใจได้แล้ว เราจะพร้อมกลับมาลุยต่อ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-school-had-to-change-060122/">“โรงเรียนต้องเปลี่ยนใหม่” รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูบรรจุใหม่ยุคโควิด กับวิธีสร้างห้องเรียนออนไลน์ ที่ครูและเด็กต่าง “หัวใจพองโต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
