<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แก้ปัญหาโรงเรียน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 18 Jun 2024 08:23:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>แก้ปัญหาโรงเรียน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>4 ตัวอย่าง ‘นวัตกรรม’ จากครูรัก(ษ์)ถิ่นที่พยายามแก้ปัญหาโรงเรียนและชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180624-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2024 07:27:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ งานแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณนิษา แสงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[อัมรินทร์ สุวรรณมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสุภา สมบูรณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82982</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” ได้ถูกออกแบบหลักสูตรพิเศษเฉพาะใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180624-3/">4 ตัวอย่าง ‘นวัตกรรม’ จากครูรัก(ษ์)ถิ่นที่พยายามแก้ปัญหาโรงเรียนและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น”</strong> ได้ถูกออกแบบหลักสูตรพิเศษเฉพาะให้เหมาะกับการเข้าไปทำงานตรงตามปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ผลิตครูที่รักถิ่นฐาน พัฒนาชุมชน ลดปัญหาการโยกย้าย เพื่อเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ ด้วยการสร้างคนในชุมชนนั้นๆ ผ่านการให้ทุนการศึกษาวิชาชีพครู สู่การเป็นคุณครูของชุมชน จนกลายเป็น ‘ครูคนใหม่ที่คุ้นเคย’ และพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน</p>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องเป็น<strong> ‘ครู’</strong> และ <strong>‘นักพัฒนาชุมชน’</strong> ไปพร้อมกัน และเพื่อให้ได้บัณฑิตครูคุณภาพตามเป้าหมายที่โครงการตั้งเป้าไว้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงต้องผ่านแบบประเมินสมรรถนะของการเป็นครูนักพัฒนาชุมชน หนึ่งในนั้นคือการผลิต <strong>‘นวัตกรรม’</strong> 1 ชิ้น หลังจบการฝึกสอนในช่วงการเรียนปี 4&nbsp;</p>



<p>นวัตกรรมการเรียนรู้ คือชิ้นงานหรือโครงการที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นจากการศึกษา และวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการจำเป็นของชั้นเรียน โรงเรียนและชุมชน แล้วนำมาพัฒนาชิ้นงานสื่อการจัดการเรียนรู้หรือโครงการนวัตกรรมที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับสาขาวิชาเอกที่นักศึกษาทุนฯศึกษาอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาของชั้นเรียน โรงเรียนและชุมชน โดยมีกระบวนการ ตั้งแต่การศึกษาปัญหา ออกแบบ พัฒนานวัตกรรม นำไปทดลองใช้ ปรับปรุงแก้ไข ประเมินผลและเผยแพร่ยังกลุ่มเป้าหมายในโรงเรียนปลายทาง&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนบนภูเขา, เสี่ยงภัย, ชายแดน, ทุรกันดาร, บนเกาะ, ชนกลุ่มน้อย, โรงเรียนพระราชดำริ,โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ, พื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง, โรงเรียนร่วมพัฒนา และโรงเรียนไม่ทุรกันดารแต่ขาดแคลนครู ทั้งหมดคือกลุ่มโรงเรียนเป้าหมายของทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นที่ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 จะได้ไปครูเต็มตัวในไม่กี่เดือนนี้ ซึ่งพวกเขาต่างคุ้นเคยกับโรงเรียนและพื้นที่เป็นอย่างดี จากการลงสังเกตุการณ์ปีละ 1 ครั้ง และฝึกสอนแบบเต็มตัวกว่า 3 เดือน หรือนับเป็นหนึ่งเทอมการศึกษา จนสามารถรับรู้ปัญหาเชิงพื้นที่ หรือการเรียนการสอน จนกลายมาเป็นนวัตกรรมของแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>เราอยากชวนดูนวัตกรรมที่น่าสนใจของครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ว่าที่ผ่านมาเขาพยายามแก้ปัญหาโรงเรียน และชุมชนผ่าน นวัตกรรมอย่างไรบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องเล่าเกาะยาว เพื่อคนรุ่นหลัง</strong></h2>



<p>‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง ก็คือเด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่กำลังจะกลับไปสอนที่โรงเรียนอ่าวมะม่วง ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โรงเรียนบนเกาะที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเก็ต พังงา และกระบี่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b9321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/01_01_มัส-ณัฐวุฒิ-งานแข็ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เกาะยาวกลายเป็นเกาะรองท่องเที่ยว จากกระบี่ และภูเก็ต ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โอกาสการทำงานส่วนใหญ่ถูกผูกขาดอยู่กับงานบริการ หรือท่องเที่ยว หากอยากทำงานนอกเหนือจากนั้น หรือเบื่อการทำสวน ต้องนั่งเรือขึ้นฝั่งประมาณ 30 นาทีเพื่อหาโอกาสอื่นๆ ให้ตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของเกาะยาวโดยเพราะ ‘บ้านโละโป๊ะ’ ที่มัสอาศัยอยู่ จึงกลายมาเป็นนวัตกรรมชื่อว่า ‘นิทาน 10 เรื่องเกาะยาว’ เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ โรงเรียนอ่าวมะม่วง</p>



<p>“นิทานเกาะยาวเรื่องแรกจะเกี่ยวกับจะเล่าถึงความเป็นมาของเกาะยาวก่อน จะเล่าแบบกว้างๆ แล้วก็จะโยงเข้ามาในชุมชน จบด้วยเรื่องของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนสําคัญเพราะส่วนใหญ่นักเรียนจะไม่ค่อยรู้ว่าเดิมทีแล้วโรงเรียนอ่าวมะม่วงไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นตั้งแต่แรก แต่ว่าจริงๆ แล้วโรงเรียนเคยอยู่ที่ริมทะเล”</p>



<p>ชุดหนังสือนิทานเรื่องเล่าชาวเกาะ มีทั้งหมด 10 เล่ม โดยจะเริ่มจากเรื่อง Wเรามาจากไหน’ โดยมีตัวละครครู และนักเรียนถามตอบกันเรื่องประวัติที่มาของเกาะยาว&nbsp;</p>



<p>“ครูจะเล่าให้ฟังนะ เขาบอกว่าบรรพบุรุษชาวเกาะยาวได้ย้ายมา จากชายฝั่งเมืองตรัง เมืองสตูล และเมืองอื่นๆ ที่อยู่ชายฝั่ง จนกระทั่งได้พบเกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ และเห็นว่าสองเกาะนี้เป็นทำเลที่เหมาะสมที่จะหลบภัยได้ดีจึงได้ยึดเป็นที่หลบภัยและตั้งหลักแหล่งทำมาหากินจนถึงปัจจุบันนี้ไง”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-954953"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/01_02_มัส-ณัฐวุฒิ-งานแข็ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ตัวอย่างผลงานชุดหนังสือนิทานเรื่องเล่าชาวเกาะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นี่เป็นตัวอย่างเนื้อหาในนิทานในบทที่ 1 โดยนิทานในบทต่อๆ ไปจะเล่าถึงที่ตั้ง ศาสนา ปลากระตักของดีประจำถิ่น กาละแม และอื่นๆ ที่เกาะยาวควรจะรู้เรื่องเหล่านี้&nbsp;</p>



<p>มัส บอกที่มาว่าด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนแปลงตลอด บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องราวเก่าๆ เป็นตำนาน หรืออะไรต่างๆ มันก็เริ่มจะหายไปตามบุคคลที่เสียชีวิต ถ้าไม่มีการสานต่อเรื่องราวต่างๆ คนรุ่นหลังอาจจะไม่รู้ว่าเกาะยาวมีความเป็นมาอย่างไร แล้วก็มีใครบ้างที่เป็นและเคยเป็นบุคคลสำคัญในชุมชน โดยแหล่งข้อมูลที่มัสใช้อ้างอิง ก็มาจากพ่อของตัวเอง และโต๊ะครู (ผู้มีความรู้ประจำชุมชน)&nbsp;</p>



<p>“ผมแต่งนิทานขึ้นมาเอง แต่ข้อมูลทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของคนในชุมชน หรือเล่าเรื่องคนสำคัญที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะว่าอยากรักษาเรื่องราวที่อยู่ในชุมชนให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชง &#8211; เชื่อม &#8211; ใช้ นวัตกรรมแบบจิตศึกษา เพื่อตั้งต้นแก้เด็กไม่กล้าคุยกับครู</strong></h2>



<p>“แป๋มฝึกสอนที่ระดับชั้นอนุบาล 3 ทั้งชั้นมีเด็กประมาณ 13 คน พอไปลองสอนดูแล้วเจอตั้งแต่แรกว่าเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออกในชั้นเรียน ไม่กล้าคุยกับครู ไม่กล้าตอบคำถาม อ่านออกเขียนได้ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เลยทำนวัตกรรมเรื่อง หนูน้อยนักวิทย์พัฒนาทักษะการคิดด้วยกิจกรรม PBL (Problem Based Learning)”</p>



<p>‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์&nbsp; แป๋มเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนปลายทางจึงอยู่ที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ ต.โพนงาม อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการสอนถึงแค่ระดับมัธยมปีที่ 3 โดยปีล่าสุดมีจำนวนนักเรียน 250 และมีครูรวมบุคลากรอัตราจ้างแค่ 20 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c19ddd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/02_01_แป๋ม-วรรณนิษา-แสงศรี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการเป็นผู้ช่วยฝึกสอนระยะเวลากว่า 1 เทอมที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ โดยรับผิดชอบดูแลระดับชั้นอนุบาล 2 และ อนุบาล 3 เป็นบางคาบ ทำให้แป๋มเห็นปัญหาเรื่องการเรียนรู้ของเด็กๆ จนกลายมาเป็นวัตกรรมการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“เด็กๆ พอให้เขาเล่นกันเองเขาเล่นกันได้ปกติ แต่พอตอนเรียน ครูถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ ไม่ค่อยสนใจ เราคิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งช่วงที่ฝึกสอนก็ได้ไปลงพื้นที่เจอครอบครัวเด็กๆ เจอว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่อยู่กับตายาย หรือไม่ก็ถูกเลี้ยงให้อยู่กับโทรศัพท์”</p>



<p>แป๋มเล่าว่า จุดประสงค์หลักๆ คือให้เด็กคิดแบบมีเหตุผลมากขึ้น กล้าพูด กล้าตอบ สิ่งที่ได้ออกมาคือ ตารางกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ ได้เล่น แบ่งเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1. หนูทำได้ ปัญหามาจากเด็กๆ ใส่กระโปรงไม่ได้ด้วยตัวเอง 2.ฤดูฝนจ๋า ให้เด็กๆ เรียนรู้การเกิดฝน 3.อาหารดีมีประโยชน์ และ 4.ข้าวแสนอร่อย เพราะเกิดจากที่เด็กๆ ไม่ค่อยทานผัก และข้าวที่โรงเรียน&nbsp;</p>



<p>โดยแป๋มไปเจอการใช้ ‘จิตศึกษา ชง-เชื่อม-ใช้’ ของเพจ I AM KRU. สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน จึงดึงเอาหลักการนี้มาทำสื่อการสอนให้เด็กๆ หันมาสนใจในคาบการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยตั้งต้นมาจากปัญหาที่เจอที่เรียกว่า Problem Based Learning หรือ PBL</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a6cbd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/02_02_แป๋ม-วรรณนิษา-แสงศรี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กๆ โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์กำลังทำกิจกรรมทำแซนวิส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หลักการชง-เชื่อม-ใช้ จะเริ่มต้นให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นในห้องเช่นหน่วยการเรียนรู้ที่ 3.อาหารดีมีประโยชน์ น้องอนุบาลจะได้ดูนิทานเรื่องหนูนิดไม่ชอบทานผัก แล้วหลังจากดูจบก็ตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่าทำไมเขาไม่ทาน แล้วอะไรจะทำให้กินผักได้ เป็นคำถามง่ายๆ อันนี้คือการชงให้คิด ขั้นตอน ‘เชื่อม’ ก็มีกิจกรรมให้มาแก้ปัญหาที่เข้ากับตัวเองอย่างเรื่องทานผัก แล้วขั้นตอน ‘ใช้’ ก็สร้างกิจกรรมทำแซนวิชผักสลัดแล้วกินกันในห้อง และที่เป็นแซนวิช มาจากการถามเด็กๆ ว่าเรื่องกินผัก อยากทำเมนูอะไร เด็กๆ ก็ช่วยกันโหวตในสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้กิน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ลูกยาง’ ของดีประจำห้วยตาเปอะ มุกดาหาร สื่อการสอนจากของที่มีในชุมชน ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน</strong></h2>



<p>“ปัญหาหลักๆ คือโรงเรียนโดยเฉพาะชั้นอนุบาล 3 ที่ไปฝึกสอนไม่มีสื่อการสอน หรือมีน้อย เด็กๆ ก็จะมีเกมให้เล่นเท่าที่มี หรือเขียนกระดาษเป็นหลัก”</p>



<p>‘เบียร์’ อัมรินทร์&nbsp; สุวรรณมงคล นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1&nbsp; จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ บอกที่มาของนวัตกรรมที่ต่ออยอดมาจากการลงไปฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยตาเปอะ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสบนหุบเขา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ccf00e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_01_เบียร์-อัมรินทร์-สุวรรณมงคล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการไปฝึกสอนรวมระยะเวลากว่า 3 เดือน หรือนับเป็น 1 ภาคการศึกษา เบียร์พบว่าสื่อการสอนขาดแคลนในระดับที่ต้องแก้ปัญหา เบียร์มองว่าสื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาการเด็กปฐมวัย</p>



<p>“คนที่นี่ทำสวนยางพารา และปลูกมันสำปะหลัง เราเห็นว่าลูกยางพาราน่านำมาใช้ในการเรียนการสอนและต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชนได้ เลยตั้งเป้าหมายไปที่ให้สภานักเรียนทั้ง 11 คนก่อน ให้พวกเขาลงพื้นที่ชุมชน ช่วยกันคิดว่าจะเอาลูกยางมาทำอะไร”</p>



<p>แผนงานของเบียร์ คือใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนมาพัฒนาสื่อ และสร้างประโยชน์เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุจากธรรมชาติโดยมีสภานักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อและพัฒนาสื่อสร้าง และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของที่ระลึกหรือเครื่องประดับ</p>



<p>“วางแผนกับกลุ่มสภานักเรียนให้ลงไปคุยกับคนในชุมชนเพื่อดูว่าเขามีความเห็นยังไง แล้ววางแผนขั้นต่อมาคือทำสื่อจากลูกยางพารา จนสุดท้ายกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หมากเก็บเต่าทองจากลูกยางพารา พอผ่านขั้นตอนนี้ก็มีการจัดบูธให้คนในโรงเรียนเข้ามาชม เชิญผู้ปกครองมาด้วย มีการจำลองขายได้ ซึ่งผู้ปกครองก็สนใจ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3deca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_02_เบียร์-อัมรินทร์-สุวรรณมงคล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ตัวอย่างลูกยางที่ทำมาเป็นสื่อการสอนแมลงเต่าทองนับเลข</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ที่เบียร์เน้นการทำงานร่วมกันกับสภานักเรียน ไม่ได้เน้นกลุ่มนักเรียนที่ไปฝึกสอนตั้งแต่แรกเพราะว่า ต้องการให้สภานักเรียนเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนและชุมชนเข้าด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>“แล้วหลังจากนั้นก็เอาสื่อพวกนั้นมาสอนน้องๆ อนุบาล น้องสนใจกันเยอะ ส่วนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำไว้ก็อาจจะต่อยอดขายเช่น พวงกุญแจลูกยางพารา สร้อยข้อมือลูกยางพารา กิ๊บลูกยางพารา ตุ้มหูลูกยางพารา”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘เอ็มมาดพาเที่ยว’ นิทานให้เด็กชาติพันธ์ดารางอังนับเลขได้ ลบเลขเป็น</strong></h2>



<p>“โรงเรียนบ้านหัวนาเป็นโรงเรียนบนดอย ตอนไปฝึกสอนครั้งแรก กลัวมากเพราะเด็กในโรงเรียนมีแต่คนดาราอาง และไทใหญ่ ฟังภาษาเขาไม่รู้เรื่องเลย พอปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เจอว่าเด็กอนุบาลบวกเลขไม่เป็นเลย”</p>



<p>‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1&nbsp; จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ถูกบรรจุโรงเรียนปลายทางที่โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้คนในชุมชน และนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ดาราอัง’(บางทีเรียกดาราอั้ง) และ&nbsp; ‘ไทใหญ่’&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d2a46"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/04_01_แคท-จิตสุภา-สมบูรณ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลงานนวัตกรรมของแคทมีชื่อว่า ‘เอ็มมาดพาเที่ยว’ เพื่อส่งเสริมให้เด็กระดับอนุบาล 2 สามารถนับจำนวนตัวเลขได้ โดยแคทบอกว่าตามมาตรฐานเด็กอนุบาลต้องมีความรู้วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สามารถบวกลบเลขไม่เกินหลัก 5 ได้คล่อง</p>



<p>“นิทานจะเล่าเรื่องเอ็มมาด (ชือของเด็กนักเรียนในห้อง) ตอนที่ 1 จะเล่าเรื่องพาเที่ยวสวนส้ม แล้วเนื้อเรื่องจะเป็นการไปเก็บส้มลงตะกร้า แล้วถามว่าส้มเหลือกี่ผลประมาณนี้ เพื่อให้เด็กไปอ่านนิทานแล้วคิดตาม แต่รายละเอียดที่ใส่ในนิทานเป็นเรื่องในชุมชนหมดเลยหรือนิทานตอนที่ 2 คือเอ็มมาดไปงานวัด มีการแสดงในนั้น โจทย์ในนิทานก็ถามว่าคนแสดงมีกี่คน”&nbsp;</p>



<p>นิทานของแคทมีทั้งหมด&nbsp; 6 เรื่อง จะถูกเล่าให้กับเด็กๆ ในชั้นเรียนฟังในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยบางช่วงจะมีการทำกิจกรรมนับส้มกันจริงๆ หรือการเชิญวิทยากร ปราชญ์ชุมชนเข้ามาบรรยาย โดยยึดหลักการเอาชุมชนมาพัฒนานักเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-77da3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/04_02_แคท-จิตสุภา-สมบูรณ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ตัวอย่างนิทานเอ็มมาดพาเที่ยว</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แคทเพิ่มเติมว่าในนิทานจะมีสีสันสดใส โดยตัวละครจะใส่เสื้อผ้าที่แปลกตาไปจากชุดนักเรียน เพราะนั่นคือชุดประจำชาติพันธุ์ อย่างสีแดงคือชุดประจำชาติพันธุ์ ของชาวดาราอาง และชุดสีน้ำตาลคือชุดประจำของชาวไทใหญ่ นอกจากนี้การเลือกโลเคชั่นในนิทานก็มาจากสภาพพื้นที่ของชุมชนที่มักจะมีไร่ส้มจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>“นิทานสอนที่ 2 พาไปเที่ยวงานวัดในนั้นก็จะใส่การแสดงสำคัญ หรือประเพณีสำคัญเข้าใปให้เห็น เช่นงานปอยเทียน งานปอยส่างลอง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180624-3/">4 ตัวอย่าง ‘นวัตกรรม’ จากครูรัก(ษ์)ถิ่นที่พยายามแก้ปัญหาโรงเรียนและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
