<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แก้กฎหมาย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Dec 2025 14:52:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>แก้กฎหมาย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แก้ระเบียบเดียว ท้องถิ่นช่วยโรงเรียนรัฐและเด็กในพื้นที่ได้ทันที: บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่การแก้กฎหมายจะช่วยคนได้หลายล้าน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040525/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Dec 2025 14:52:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เมธชนนท์ ประจวบลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วมหาดใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[แก้กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=98203</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายใต้หน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040525/">แก้ระเบียบเดียว ท้องถิ่นช่วยโรงเรียนรัฐและเด็กในพื้นที่ได้ทันที: บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่การแก้กฎหมายจะช่วยคนได้หลายล้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายใต้หน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อเกิดอุทกภัย น้ำท่วมโรงเรียน ท้องถิ่นสามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมหลังคารั่ว แก้ไขอาคารที่พัง เยียวยาความเสียหายให้กับโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งหมดนี้ทำได้ทันทีในฐานะ &#8220;การช่วยเหลือภัยพิบัติ&#8221;</p>



<p>แต่พอน้ำลด สถานการณ์ฉุกเฉินผ่านพ้นไป โรงเรียนเหล่านั้นกลับต้องเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การฟื้นฟูการเรียนการสอนให้กลับมาเป็นปกติ&nbsp;</p>



<p>เมื่อต้องการงบประมาณเพื่อซื้ออุปกรณ์การสอนทดแทน จัดหาหนังสือเรียนใหม่ จ้างครูเสริมชั่วคราว ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและน้ำประปาที่เสียหาย &#8211; แต่ในจุดนี้ ท้องถิ่นที่เพิ่งช่วยเหลือไปเมื่อไม่กี่วันก่อน กลับไม่สามารถให้การสนับสนุนได้อีกต่อไป</p>



<p>ทำไมจึงเป็นเช่นนี้</p>



<p>&#8220;ที่เป็นอย่างนี้ เพราะ<strong>การศึกษาอาจไม่ใช่ประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนที่อยู่ในระเบียบเกี่ยวกับภาวะวิกฤติฉุกเฉินของท้องถิ่น</strong>&#8221; เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย อธิบายช่องโหว่ของกฎหมายที่ทำให้ท้องถิ่นซึ่งมีเงิน มีความพร้อม มีเจตจำนง กลับไม่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนรัฐ สังกัด สพฐ. ในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่</p>



<p>นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของโรงเรียนไม่กี่แห่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนหลายล้านคนทั่วประเทศ ในโรงเรียนสพฐ. กว่า 30,000 แห่ง ที่เมื่อต้องการความช่วยเหลือ กลับต้องรอเงินจากกรุงเทพฯ แทนที่จะได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัว</p>



<p>ทำไมถึงเป็นแบบนี้&nbsp; และที่สำคัญ &#8211; จะแก้ไขได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9a84b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-"><strong>เด็กเหมือนกัน แต่ได้รับการดูแลไม่เท่ากัน</strong></h3>



<p>ก่อนจะไปถึงเรื่องช่องโหว่ของกฎหมาย เราต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อใครบ้าง</p>



<p>ลองนึกภาพเมืองหนึ่งในจังหวัดภาคใต้ ในเขตเทศบาลเดียวกัน มีโรงเรียนสองแห่งอยู่ติดกัน โรงเรียนหนึ่งสังกัดเทศบาล อีกโรงเรียนหนึ่งสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)</p>



<p>เด็กนักเรียนทั้งสองโรงเรียนเติบโตในชุมชนเดียวกัน ครอบครัวพวกเขาเสียภาษีให้กับเทศบาลเดียวกัน เล่นในสนามเดียวกัน ไปตลาดเดียวกัน พ่อแม่ทำงานในย่านเดียวกัน</p>



<p>แต่เมื่อโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือ ความแตกต่างกลับปรากฏชัดเจน</p>



<p>โรงเรียนสังกัดเทศบาลได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ต้องการซ่อมหลังคา &#8211; จัดสรรให้ทันที, ต้องการคอมพิวเตอร์เพิ่ม &#8211; อนุมัติได้เลย, หรือต้องการครูเสริม &#8211; จ้างได้</p>



<p>ส่วนโรงเรียนสังกัด สพฐ. แม้จะอยู่ในเขตเทศบาลเดียวกัน แม้จะมีเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวเดียวกันในชุมชน แต่เมื่อต้องการงบประมาณ กลับต้องทำคำของบประมาณส่งไปที่ สพฐ. ในกรุงเทพฯ รอการอนุมัติ รอเงินจัดสรรลงมา บางครั้งใช้เวลาหลายเดือน บางครั้งงบไม่พอ บางครั้งไม่ผ่านการพิจารณา</p>



<p>&#8220;นี่คือความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจริงในระบบการศึกษาไทย&#8221; เมธชนนท์บอก &#8220;เด็กในพื้นที่เดียวกัน แต่โอกาสไม่เท่ากัน&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-"><strong>กฎหมายบอกว่าท้องถิ่นต้อง &#8220;ส่งเสริมการศึกษา&#8221; แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สอดคล้อง</strong></h3>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎหมายท้องถิ่นทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เทศบาล พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนตำบล ล้วนมีคำว่า <strong>&#8220;ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา&#8221;</strong> อยู่ในอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นอยู่แล้ว</p>



<p>&#8220;ทุกพระราชบัญญัติเขียนเอาไว้ชัดเจน&#8221; เมธชนนท์ย้ำ &#8220;ท้องถิ่นมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา&#8221;</p>



<p>แต่ในทางปฏิบัติ ท้องถิ่นตีความแคบว่า การ &#8220;ส่งเสริมการศึกษา&#8221; หมายถึงการดูแลโรงเรียนในสังกัดตนเองเท่านั้น ไม่ใช่โรงเรียนสพฐ.</p>



<p>ทำไมถึงเป็นแบบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aea1be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-"><strong>กำแพงชั้นที่หนึ่ง: เมื่อคำว่า &#8220;รัฐ&#8221; ไม่ได้หมายถึง &#8220;ท้องถิ่น&#8221;</strong></h4>



<p>ปัญหาเริ่มต้นจากการตีความกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 60 กำหนดให้ <strong>&#8220;รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา&#8221;</strong> ครอบคลุมเรื่องของเงินอุดหนุนรายหัว การลงทุนในสิ่งปลูกสร้าง การจัดหาทรัพยากรทางการศึกษา กองทุนกู้ยืมเงิน และการจัดการศึกษาพิเศษ</p>



<p>&#8220;แต่ปัญหาคือ ในทุกข้อย่อยเขียนว่า &#8216;รัฐ&#8217; หมดเลย&#8221; เมธชนนท์อธิบาย &#8220;พอระบุนิยามคำว่ารัฐ มันหมายถึงรัฐบาลส่วนกลาง ไม่ได้แปลว่าท้องถิ่น&#8221;</p>



<p>ท้องถิ่นจึงตีความว่า การจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ตน เพราะกฎหมายไม่ได้กระจายอำนาจมาให้อย่างชัดเจน</p>



<p>&#8220;ท้องถิ่นจึงกังวลกับการที่จะจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว การซ่อมบำรุง การสร้างอาคารสถานที่ให้กับโรงเรียนสพฐ.&#8221; เขาอธิบาย</p>



<p>แต่แล้วในปี 2551 ก็มีความหวังเกิดขึ้น</p>



<p>สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกคำวินิจฉัยว่า <strong>คำว่า &#8220;รัฐ&#8221; ครอบคลุมไปจนถึงท้องถิ่นด้วย</strong> ท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณ จ้างครู หรือสนับสนุนโรงเรียนสพฐ. ได้</p>



<p>&#8220;โดยระเบียบปัจจุบัน ค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว&#8221; เมธชนนท์บอก &#8220;แต่ปัญหาอยู่ตรงไหน&#8221;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-"><strong>กำแพงชั้นที่สอง: องค์กรตรวจสอบเงินภาครัฐ คือตัวแปรสำคัญที่สุด</strong></h4>



<p>&#8220;ขอติชมด้วยความสุจริตเลยนะครับ ปัญหาอยู่ที่ สตง.&#8221; เมธชนนท์บอกตรงๆ</p>



<p>สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาครัฐทุกหน่วยงาน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p>



<p>เมื่อ สตง. ไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น พวกเขามักตั้งคำถามว่า &#8220;รายการที่จ่ายให้โรงเรียนสพฐ. ซ้ำซ้อนหรือไม่&#8221;</p>



<p>&#8220;กำแพงอันแรกเลยที่ผมเห็นได้อย่างชัดเจน คือกำแพงความต่างสังกัดกัน&#8221; เมธชนนท์อธิบาย &#8220;ท้องถิ่นอยู่กระทรวงมหาดไทย สพฐ. อยู่กระทรวงศึกษาธิการ&#8221;</p>



<p>ตามระบบราชการ เมื่อโรงเรียนสพฐ. เกิดความเสียหายหรือต้องการงบประมาณ ต้องทำคำของบประมาณขึ้นไปที่ สพฐ. เพื่อขอรับการจัดสรร เพราะกฎหมายกำหนดให้ <strong>รัฐต้องจัดสรรงบประมาณ</strong> ตามรายการที่ระบุไว้ในมาตรา 60 อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนรายหัว กองทุนกู้ยืม สิ่งปลูกสร้าง อาคารสถานที่ ทรัพยากรทางการศึกษา</p>



<p>&#8220;เพราะฉะนั้น โดยเนื้อในของกฎหมาย มันมีเจตนาให้เห็นอยู่แล้วว่า รัฐสนับสนุนอยู่แล้ว การที่ท้องถิ่นไปจัดสรรทรัพยากรบางอย่างเพิ่มเติม สตง. ก็จะตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือไม่&#8221; เมธชนนท์อธิบาย</p>



<p>ผลที่ตามมาคือ ท้องถิ่นไม่กล้าดำเนินการ กลัวถูก สตง. ท้วงติง กลัวถูกตรวจสอบว่าใช้เงินไม่ถูกต้อง</p>



<p>&#8220;สุดท้ายแล้ว ตัวท้องถิ่นเองก็อาจจะไม่ดำเนินการส่งเสริมการศึกษาของโรงเรียน สพฐ. แต่มองว่าเอาเงินก้อนนี้ไปเยียวยาให้กับประชาชนดีกว่า&#8221; เมธชนนท์สะท้อนความเป็นจริง</p>



<p>นี่คือกำแพงชั้นที่สอง ซึ่งใหญ่กว่ากำแพงแรกมาก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1-"><strong>กำแพงชั้นที่สาม: เมื่อวิกฤตมา กฎหมายยิ่งตึงกว่าเดิม</strong></h4>



<p>ถ้าในสภาวะปกติท้องถิ่นยังช่วยโรงเรียนสพฐ. ไม่ได้เต็มที่ สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นในยามวิกฤต</p>



<p>เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่ โรงเรียนหลายแห่งได้รับความเสียหาย อาคารเรียนชำรุด อุปกรณ์การเรียนการสอนพัง หนังสือเปียกน้ำ คอมพิวเตอร์เสียหาย</p>



<p>ท้องถิ่นมีเงิน มีความพร้อม อยากจะช่วย แต่กลับทำไม่ได้</p>



<p>ทำไม</p>



<p>&#8220;เพราะการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น ต้องมีแผนการใช้เงินที่ผ่านสภาท้องถิ่นแล้ว&#8221; เมธชนนท์อธิบาย</p>



<p>ท้องถิ่นทุกแห่งต้องมี แผนพัฒนาท้องถิ่น และ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ผ่านการพิจารณาจากสภาท้องถิ่น ซึ่งเปรียบได้กับรัฐสภาในระดับชาติ ก่อนที่จะสามารถใช้เงินได้</p>



<p>&#8220;คำถามคือ พอเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การจัดสรรเงินอุดหนุนหรือซ่อมบำรุงอาคารสถานที่ หรือช่วยเหลือโรงเรียนสพฐ. มันไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก&#8221; เมธชนนท์อธิบาย &#8220;เพราะฉะนั้น มันจะเกิดความล่าช้า ทำไม่ได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ในแผน&#8221;</p>



<p>แต่มีคนอาจจะถามว่า แล้วถ้านายกประกาศสภาวะวิกฤตฉุกเฉินล่ะ จะใช้เงินได้หรือไม่</p>



<p>&#8220;ได้ แต่การดำเนินงานของท้องถิ่น การจ่ายเงินในยามฉุกเฉิน ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความฉุกเฉิน&#8221; เขาอธิบายต่อ &#8220;เช่น เยียวยาหลังคารั่ว บ้านพัง รั้วพัง ซึ่งเป็นเรื่องของภัยพิบัติต่อประชาชนโดยตรง แต่การศึกษาอาจไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนที่อยู่ในระเบียบเกี่ยวกับภาวะวิกฤตฉุกเฉิน&#8221;</p>



<p>ฟังดูแปลกใช่ไหม โรงเรียนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ท้องถิ่นช่วยเหลือได้เฉพาะในฐานะ &#8220;ภัยพิบัติ&#8221; เท่านั้น เช่น ซ่อมหลังคารั่ว ซ่อมอาคารชำรุด</p>



<p>แต่เมื่อน้ำลดแล้ว โรงเรียนต้องการงบประมาณเพื่อซื้ออุปกรณ์การสอนใหม่ จ้างครูเสริมเพราะครูบางคนเจ็บป่วยจากการทำงานในวิกฤต หรือจัดหาหนังสือเรียนทดแทน &#8211; สิ่งเหล่านี้ท้องถิ่นกลับช่วยไม่ได้</p>



<p>&#8220;เพราะฉะนั้น ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะโยกเงินไปใช้จ่ายให้กับโรงเรียนได้เลยในสถานการณ์แบบนี้&#8221; เมธชนนท์สรุป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82d890"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-"><strong>โรงเรียนเล็ก โรงเรียนห่างไกล ปัญหายิ่งหนักกว่า</strong></h3>



<p>ปัญหาที่กล่าวมา ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนสพฐ. ทุกแห่ง แต่โรงเรียนในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักกว่า นั่นคือ <strong>โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนห่างไกล และโรงเรียนในพื้นที่ขาดแคลน</strong></p>



<p>เมธชนนท์ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่เชียงราย มีโรงเรียนแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย องค์กรปกครองท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาต</p>



<p>&#8220;สุดท้ายต้องอาศัยเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศ&#8221; เขาเล่า &#8220;ซึ่งนี่มันไม่ยั่งยืน ไม่เป็นระบบ&#8221;</p>



<p>สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ปัญหายิ่งทวีคูณ</p>



<p>โรงเรียนทั่วไปที่มีนักเรียนหลายร้อยคน อาจมีครู 30-40 คน มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ นักการภารโรง แม่ครัว เจ้าหน้าที่ห้องสมุด พนักงานขับรถ มีระบบสนับสนุนที่ค่อนข้างครบถ้วน</p>



<p>แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนแค่ 50-100 คน อาจมีครูเพียง 5-7 คน</p>



<p>&#8220;ปัญหาคืองานที่ต้องทำมันเท่ากัน&#8221; เมธชนนท์ชี้ให้เห็น &#8220;ทุกโรงเรียนต้องทำงานครบ 100 งาน ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ งานวิชาการ งานบุคลากร งานงบประมาณ งานกิจการนักเรียน งานอาคารสถานที่&#8221;</p>



<p>&#8220;โรงเรียนใหญ่ที่มีครู 30 คน กับโรงเรียนเล็กที่มีครู 5 คน ต่างทำงาน 100 งานเหมือนกัน แต่โรงเรียนใหญ่แบ่งกันทำคนละ 3-4 งาน ส่วนโรงเรียนเล็กแบ่งกันทำคนละ 20 งาน&#8221;</p>



<p>เมื่อเกิดวิกฤต เช่น น้ำท่วม ครูในโรงเรียนเล็กต้องรับภาระมากกว่า ต้องทำงานช่วยเหลือนักเรียน ซ่อมแซมโรงเรียน ทำเอกสารคำของบประมาณ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมดนี้ด้วยกำลังคนเพียงไม่กี่คน</p>



<p>&#8220;เพราะงั้น โดยระเบียบ พวกเขาติดข้อจำกัดเหมือนกันหมด แต่ปัญหาที่เขามีอยู่มันค่อนข้างจะหนักกว่า&#8221; เมธชนนท์สรุป &#8220;ภาระเดียวกันกับโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่ทำด้วยคนน้อยกว่ามาก&#8221;</p>



<p>และเมื่อท้องถิ่นไม่สามารถเข้ามาช่วยได้อย่างทันท่วงที ปัญหาที่หนักอยู่แล้วก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-"><strong>ทางออกที่ชัดเจน: แก้ได้ง่ายกว่าที่คิด</strong></h3>



<p>หลังจากที่เมธชนนท์วิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด เขาเสนอทางออกที่ชัดเจนสองทาง ซึ่งหากดำเนินการได้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กนักเรียนและครูหลายแสนคนทั่วประเทศ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="8--%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-"><strong>ทางที่หนึ่ง: แก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย</strong></h4>



<p>&#8220;แก้ระเบียบเลยครับ&#8221; เมธชนนท์บอกตรงๆ</p>



<p>ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินของท้องถิ่น ต้องแก้ไขให้ชัดเจนว่า <strong>ท้องถิ่นสามารถสนับสนุนโรงเรียนสพฐ. ในพื้นที่ได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อน</strong></p>



<p>แค่นี้ กำแพงชั้นที่สองที่มาจาก สตง. ก็จะหมดไป ท้องถิ่นจะกล้าใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งระเบียบนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำได้เลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="9--%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8D-"><strong>ทางที่สอง: เปิดประชุมสภาท้องถิ่นวิสามัญ</strong></h4>



<p>แต่ถ้าระเบียบกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้แก้ ท้องถิ่นจะทำอะไรได้บ้างเมื่อเกิดวิกฤต</p>



<p>&#8220;ถ้าผมเป็นนายกเทศมนตรี หรือเป็นนายก อบจ. ผมจะเรียกขอเปิดประชุมสภา&#8221; เมธชนนท์เสนอทางออกที่ปฏิบัติได้ทันที</p>



<p>สภาท้องถิ่นสามารถประชุมได้สองรูปแบบ คือ <strong>สมัยสามัญ</strong> (ประชุมตามปกติ) และ <strong>สมัยวิสามัญ</strong> (สมัยพิเศษ เมื่อมีเหตุการณ์เร่งด่วน)</p>



<p>&#8220;ผมจะขอเปิดประชุมสภา ปรับปรุงแก้ไข เสนอญัตติปรับปรุงแก้ไขแผนการใช้เงินและหมวดงบประมาณในการสนับสนุนการซ่อมบำรุงการศึกษา แล้วขอให้สภาผ่านร่างการใช้จ่ายงบประมาณนี้ทันที&#8221;</p>



<p>เมธชนนท์เชื่อว่า ไม่มีสมาชิกสภาท้องถิ่น (สท.) คนไหนกล้าค้าน</p>



<p>&#8220;คำถามคือ ไม่มี สท. คนไหนกล้ามายกมือค้าน เพราะอะไร เพราะว่าถ้าค้าน ปีหน้าประชาชนไม่เลือกคุณเข้าสภาแน่นอน ใครจะค้านเรื่องช่วยเหลือโรงเรียนเด็กๆ ในพื้นที่ตัวเอง&#8221;</p>



<p>&#8220;พอมีการแก้แผนและคำของบประมาณ จะทำให้ท้องถิ่นสามารถใช้เงินได้ทันที&#8221; เขาสรุป</p>



<p>นี่คือทางออกที่สามารถทำได้เลยในระดับท้องถิ่น โดยไม่ต้องรอให้ส่วนกลางแก้กฎหมาย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="10--%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-"><strong>ไม่ใช่การโยนภาระ แต่เป็นหน้าที่ที่มีอยู่แล้ว</strong></h3>



<p>หลายคนอาจมองว่า การให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยโรงเรียนสพฐ. มากขึ้นคือการ &#8220;โยนภาระ&#8221; จากส่วนกลางลงมาให้ท้องถิ่น</p>



<p>แต่เมธชนนท์ไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้เลย</p>



<p>&#8220;จริงๆ แล้ว มันเป็นภาระหน้าที่ของท้องถิ่นอยู่แล้ว&#8221; เขายืนยัน</p>



<p>เขาอ้างอิง พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ท้องถิ่นรับผิดชอบการศึกษาระดับปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว</p>



<p>&#8220;คำว่า &#8216;ส่งเสริมการศึกษา&#8217; ไม่ใช่แค่การสนับสนุนโรงเรียนในสังกัดตนเอง แต่หมายรวมถึงโรงเรียนสังกัดอื่นในพื้นที่ด้วย&#8221; เขาอธิบาย &#8220;เช่น โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา โรงเรียนกีฬาสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือโรงเรียนสพฐ.&#8221;</p>



<p>และในความเป็นจริง หลายท้องถิ่นที่ไม่มีโรงเรียนเป็นของตัวเอง ก็สนับสนุนโรงเรียนสพฐ. อยู่แล้ว</p>



<p>&#8220;แสดงว่าเจตนาของเขาคือ เขามองว่ามันเป็นภาระหน้าที่ของเขา ไม่ใช่ภาระที่จะเพิ่มขึ้นมา และยินดีไปกว่าซ้ำอีก&#8221; เมธชนนท์บอก</p>



<p>ในมุมการเมืองท้องถิ่น การช่วยเหลือโรงเรียนยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แสดงความรับผิดชอบต่อชุมชน</p>



<p>&#8220;ถ้าเรามองในมุมการเมือง เทศบาลท้องถิ่นช่วยฟื้นฟูโรงเรียนสพฐ. ในมุมของเขาเอง เขาก็แสดงว่ารับผิดชอบต่อชุมชน&#8221;</p>



<p>มากกว่านั้น ท้องถิ่นกับโรงเรียนเป็นระบบนิเวศที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน</p>



<p>&#8220;ท้องถิ่นจะทำบริการสาธารณะดีเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าการศึกษาในชุมชนไม่ได้สอนให้เด็กเป็นพลเมืองดี ไม่ได้สอนเรื่องป้องกันยาเสพติด ปล่อยให้เด็กติดยาเต็มบ้านเต็มเมือง&#8221; เมธชนนท์ยกตัวอย่าง</p>



<p>&#8220;สุดท้ายต่อให้ท้องถิ่นนั้นจะมีระบบบริการสาธารณสุขหรือมีตำรวจมือดีแค่ไหน แต่ผู้ป่วยและโจรผู้ร้ายก็จะเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ดี&#8221;</p>



<p>&#8220;เพราะงั้น ผมถึงบอกว่า มันเป็นหน้าที่ที่ท้องถิ่นต้องทำอยู่แล้ว เพราะการส่งเสริมการศึกษาในพื้นที่ เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้นมา&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c09d41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="11--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-"><strong>การกระจายอำนาจที่แท้จริง: ใช้อำนาจร่วมกัน ไม่ใช่แค่กระจาย</strong></h3>



<p>เมธชนนท์มีข้อเสนอที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างการสนับสนุนการศึกษาในอนาคต</p>



<p>&#8220;ผมเห็นด้วยกับหลักการกระจายอำนาจ แต่เรื่องของการศึกษา ผมว่ามันไม่ใช่แค่คำว่า &#8216;กระจาย&#8217; มันควรจะต้องเป็น <strong>การใช้อำนาจร่วมกัน</strong> ในการจัดบริการสาธารณะ&#8221;</p>



<p>เขาอธิบายว่า ไม่ควรเป็นแบบที่รัฐบาลส่วนกลางมอบอำนาจให้ท้องถิ่น แล้วถอยออกมา แต่ควรเป็นการที่ <strong>รัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นมีอำนาจเท่าเทียมกันในการจัดการศึกษา แล้วร่วมกันทำ</strong></p>



<p>&#8220;รัฐบาลส่วนกลางมียังไง ขอให้ท้องถิ่นมีแบบนั้น แล้วร่วมกันทำการศึกษา&#8221; เขาเสนอ &#8220;ผมคิดว่าอันนี้จะได้แก้ปัญหาแต่ละท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมและความแตกต่างกัน&#8221;</p>



<p>“ถ้าท้องถิ่น มีอำนาจเหมือนกับกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง ผมคิดว่าเขาก็จะบริหารจัดการสถานศึกษาในพื้นที่ได้ดีขึ้น เพราะงั้น ผมยังยืนยันคำเดิมอยู่ว่า ท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการจัดการศึกษาเต็มที่ ไม่ใช่การกระจาย แต่ต้องเป็น <strong>อำนาจร่วม</strong> ของรัฐบาลกลาง&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="12--%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-"><strong>ข้อเสนอระยะยาว: ปฏิรูประบบการเงินการศึกษาให้ยืดหยุ่นจริง</strong></h3>



<p>นอกจากการแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยและการเปิดประชุมสภาท้องถิ่นวิสามัญแล้ว เมธชนนท์ยังมีข้อเสนอที่รากลึกกว่านั้น นั่นคือ <strong>การปฏิรูประบบการเงินของภาคการศึกษาทั้งหมด</strong></p>



<p>&#8220;ระบบการศึกษาไทย เราสามารถมีระเบียบงบประมาณเป็นของตัวเองได้ไหม ไม่ใช้แบบกรมบัญชีกลาง&#8221; เขาตั้งคำถามที่หลายคนอาจไม่เคยคิด &#8220;ถ้าเกิดไปใช้แบบกรมบัญชีกลาง มันจะมีความล่าช้า มีระเบียบต่างๆ ที่ไม่เหมาะกับการศึกษา&#8221;</p>



<p>เหตุผลที่เขาเสนอแบบนี้ เพราะเห็นว่า <strong>การศึกษาเป็น dynamic เปลี่ยนแปลงเร็วมาก</strong> ทั้งทางบวกและทางลบ</p>



<p>&#8220;การศึกษามันเปลี่ยนแปลงทั้งทางบวกทางลบ อย่างทางลบ คือภัยพิบัติ มันเปลี่ยนแปลงไวมากเลย แต่มันไปใช้ระบบงบประมาณปกติ มันไม่ทัน&#8221;</p>



<p>เมธชนนท์เสนอว่า เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการมี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาเป็นของตัวเอง ไม่ได้ใช้แบบกระทรวงทบวงกรมอื่น <strong>ทำไมจึงไม่มีระเบียบการเงินเป็นของตัวเองด้วย</strong></p>



<p>&#8220;ไหนๆ เราก็มี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น เรามีระเบียบการเงินเป็นของตัวเองได้ไหม มีวิธีปฏิบัติราชการเป็นของตัวเองได้ไหม&#8221; เขาถาม&nbsp;</p>



<p>&#8220;เพื่อจะทำให้การศึกษามันยืดหยุ่นมากขึ้น การใช้งบประมาณมันยืดหยุ่นมากขึ้น&#8221;</p>



<p>นี่คือข้อเสนอที่อาจฟังดูเป็นการปฏิวัติระบบ แต่หากมองให้ลึก มันสมเหตุสมผล เพราะการศึกษาไม่ใช่ภารกิจที่สามารถใช้ระเบียบแบบเดียวกับการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปได้</p>



<p>เมื่อน้ำท่วม โรงเรียนต้องการงบประมาณทันที ไม่ใช่สามเดือนถึงหกเดือนต่อมา เมื่อมีนวัตกรรมการศึกษาใหม่ โรงเรียนต้องการความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อทดลองใช้ ไม่ใช่รอจนปีงบประมาณถัดไป<br><strong>ระบบการเงินที่ยืดหยุ่น รวดเร็ว และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที</strong> อาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกให้การศึกษาไทยพัฒนาได้อย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="13--%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>ถ้าแก้กฎหมายเพียงจุดเดียว ชีวิตจะเปลี่ยน</strong></h3>



<p>กลับมาที่คำถามตั้งต้น ถ้าแก้กฎหมายเพียงจุดเดียว ในสถานการณ์เร่งด่วนที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น โรงเรียนจะได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้นมากจริงหรือ</p>



<p>เมธชนนท์ตอบชัดเจนว่า <strong>ใช่</strong></p>



<p>&#8220;<strong>หนึ่ง</strong> แก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ทำได้เลย ทันที&#8221;<br>&#8220;<strong>สอง</strong> สท. หรือนายก ขอเปิดประชุมสภาวิสามัญ แก้แผน แก้ปุ๊บ ใช้เงินได้ทันที&#8221;</p>



<p>ลองนึกภาพว่า หากมีการแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ให้ท้องถิ่นสามารถสนับสนุนโรงเรียนสพฐ. ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ถือว่าเป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อน</p>



<p>เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งต่อไป เทศบาลหาดใหญ่จะสามารถ:</p>



<p>&#8211; จัดสรรงบประมาณซ่อมแซมโรงเรียนได้ทันที ทั้งในฐานะภัยพิบัติและการศึกษา<br>&#8211; สนับสนุนงบประมาณซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนทดแทนของเสียหาย<br>&#8211; จ้างครูเสริมชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ<br>&#8211; จัดหาหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ใหม่<br>&#8211; สนับสนุนโภชนาการเด็กที่ครอบครัวได้รับความเสียหาย</p>



<p><strong>ทั้งหมดนี้ ทำได้ทันที ไม่ต้องรอเงินจากกรุงเทพฯ ไม่ต้องรอหลายเดือน</strong></p>



<p>หรือในกรณีของโรงเรียนเล็กในพื้นที่ห่างไกล เมื่อโรงเรียนต้องการงบประมาณซ่อมหลังคารั่ว หรือซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่ม หรือจ้างครูเสริม อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่จะสามารถอนุมัติและจัดสรรงบประมาณได้เลย ภายในสัปดาห์เดียว ไม่ต้องรอคำของบประมาณผ่านกรุงเทพฯ ที่อาจใช้เวลาหลายเดือน</p>



<p>นี่คือความแตกต่างระหว่าง <strong>&#8220;ช่วยได้ทันที&#8221;</strong> กับ <strong>&#8220;ช่วยได้แต่ช้า&#8221;</strong></p>



<p>และเมื่อคูณด้วยจำนวนโรงเรียนสพฐ. ทั่วประเทศที่มีเกือบ 30,000 แห่ง จำนวนนักเรียนหลายล้านคน การแก้กฎหมายเพียงจุดเดียว จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้หลายล้านคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-228993"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="14--%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>บทเรียนจากน้ำท่วม: ถึงเวลาต้องเปลี่ยน</strong></h3>



<p>น้ำท่วมหาดใหญ่เปิดเผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบที่มีมานาน ท้องถิ่นมีงบประมาณ มีความพร้อม มีเจตจำนงที่จะช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ แต่ถูกขวางกั้นด้วยกฎหมายและระเบียบที่ไม่ชัดเจน</p>



<p>เด็กกลุ่มเดียวกัน เติบโตในชุมชนเดียวกัน ครอบครัวเสียภาษีเดียวกัน แต่ได้รับการดูแลไม่เท่ากันเพียงเพราะ &#8220;โรงเรียนต่างสังกัด&#8221;</p>



<p>การศึกษาไม่ควรมีกำแพงระหว่างสังกัด ไม่ควรมีความแตกต่างระหว่างเด็กที่เรียนโรงเรียนท้องถิ่น กับเด็กที่เรียนโรงเรียนสพฐ.</p>



<p>การแก้ไขไม่ได้ยากอย่างที่คิด และเริ่มทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็น</p>



<p>&#8211; <strong>แก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย</strong> ให้ท้องถิ่นช่วยโรงเรียนสพฐ. ได้อย่างชัดเจน<br>&#8211; <strong>เปิดประชุมสภาท้องถิ่นวิสามัญ</strong> เมื่อเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน แก้แผนการใช้เงินได้ทันที</p>



<p>แค่สองทางนี้ ก็สามารถปลดล็อกให้เด็กนักเรียนหลายล้านคนทั่วประเทศได้รับการดูแลที่ดีขึ้น ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน</p>



<p>นี่ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นได้ทำหน้าที่ที่มีอยู่แล้วตามกฎหมาย เป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง เป็นการสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่ท้องถิ่นและโรงเรียนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน</p>



<p>คำถามสุดท้ายคือ เราพร้อมจะทำหรือยัง</p>



<p>เด็กๆ กำลังรอ โรงเรียนกำลังรอ ครูกำลังรอ ชุมชนกำลังรอ</p>



<p>และวิกฤตครั้งต่อไป ไม่รอใคร</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p><strong>บทความนี้เขียนจากการสัมภาษณ์เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040525/">แก้ระเบียบเดียว ท้องถิ่นช่วยโรงเรียนรัฐและเด็กในพื้นที่ได้ทันที: บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่การแก้กฎหมายจะช่วยคนได้หลายล้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
