<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 16 Jun 2021 09:15:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 : ระบบยังเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้ยังวิกฤต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/global-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:00:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะสำหรับอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41783</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตขอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/global-education/">การศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 : ระบบยังเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้ยังวิกฤต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวมให้ดีขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่ทุกองค์การทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ต่างเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษา ในระดับโลก องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้การศึกษาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหัสวรรษ 2030 (Sustainable Development Goals: SDGs) ข้อที่ 4 ว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษาที่เท่าเทียม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน</p>



<p>ขณะที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาการศึกษาอยู่ในระดับที่ ‘ดีขึ้น’ กว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ที่อัตราการเข้าเรียน หรืออัตราประชากรที่อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจากในอดีต เช่น ในปี 1945 ตอนที่อินโดนีเซียประกาศเอกราช มีประชาชนเพียง 5% ที่อ่านออกเขียนได้ ก่อนจะเพิ่มมาเป็น 95% ในปี 2015 หรือในเนปาล ที่ในปี 1981 มีผู้ใหญ่เพียง 1 ใน 5 ที่ได้รับการศึกษา ก่อนจะเพิ่มเป็นเกือบ 2 ใน 3 ในปี 2015</p>



<p>ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น เราจะพบว่า เด็กจำนวนมากยังถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา หรือได้เรียนแต่ไปไม่ถึงปลายทาง ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้สถานการณ์การศึกษาดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ได้หมดไป และความเสมอภาคยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับทุกคน อัตราการเข้าเรียนที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนปัญหามากมายเอาไว้ข้างใต้ และทิ้งโจทย์ใหญ่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีปัญหาเรื่องระบบการศึกษา ต้องนำมาขบคิดกันต่อว่า จะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาเท่าเทียมและเสมอภาคอย่างแท้จริง รวมถึงจะปรับระบบการศึกษาอย่างไรให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบันด้วย</p>



<p>101 ชวนคุณมองสถานการณ์การศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านรายงาน&nbsp;<a href="https://www.worldbank.org/en/publication/wdr2018" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>World Development Report: Learning to Realize Education’s Promise</em></a>&nbsp;ที่จัดทำโดย World Bank Group Flagship Report ไล่เรียงตั้งแต่ภาพรวมการศึกษาโลก วิกฤตการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว ปิดท้ายด้วยทักษะจำเป็นสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรู้ในห้องเรียนอีกต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">มองภาพรวมการศึกษาโลก: คนเข้าถึงการศึกษามากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังสูง</h3>



<p>ช่วงหลายสิบปีมานี้ อัตราการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กทั่วโลกเพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในปี 1970 บริเวณแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) และบริเวณเอเชียใต้ ที่มีอัตราการเข้าโรงเรียนประมาณ 68% และ 47% ตามลำดับ แต่ต่อมาในปี 2010 อัตราการเข้าเรียนในทั้งสองภูมิภาคเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ (low-income countries) อัตราการเข้าโรงเรียนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น แซมเบีย ที่อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นเกือบ 75% ภายในช่วงปี 2000-2010</p>



<p>สำหรับประชากรในกลุ่มชายขอบ (marginalized groups) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง (ซึ่งถือว่าเป็นประชากรชายขอบในเรื่องการศึกษาในหลายประเทศ) ก็มีอัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาสูงขึ้นเช่นกัน ถ้ามองเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา อัตราส่วนของเด็กหญิงต่อเด็กชายเพิ่มขึ้นจาก 0.84 เป็น 0.96 ภายในช่วงปี 1991-2007 ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาของเด็กหญิงคิดเป็น 78% และมีอัตราสำเร็จการศึกษาถึง 63%</p>



<p>แต่ ‘เพิ่มขึ้น’ ไม่ได้หมายถึง ‘เท่าเทียมขึ้น’ เพราะแม้อัตราการเข้าศึกษาต่อในหลายๆ ประเทศเพิ่มขึ้น ก็ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา เพราะความยากจน เพศสภาพ เชื้อชาติ และสภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเมืองในประเทศ</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น รายงานได้ยกตัวอย่างประเทศซูดานใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องเจอกับความขัดแย้งภายในประเทศอย่างยาวนาน ทำให้ในปี 2011 ซูดานใต้มีอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาเพียง 41% หรือในซีเรีย ที่ในปี 2013 เด็กกว่า 1.8 ล้านคนไม่ได้เข้าโรงเรียน ซึ่งสะท้อนว่า สถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งภายในประเทศกระทบกับอัตราการเข้าศึกษาต่ออย่างมาก และประเทศเหล่านี้ยังมีอัตราการลาออกจากโรงเรียนกลางคันสูง และมีอัตราการสำเร็จการศึกษา รวมถึงการอ่านออกเขียนได้ต่ำ</p>



<p>ความยากจนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ในปี 2014 เด็กเกือบ 300 ล้านคนทั่วโลกที่มาจากครอบครัวยากจนไม่ได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียน หรือถ้ามีโอกาสได้เข้าเรียน พวกเขาก็มีแนวโน้มจะออกจากโรงเรียนกลางคันสูงเช่นกัน</p>



<p>อีกหนึ่งปัจจัยที่กีดกันเด็กออกจากระบบการศึกษาคือ เพศสภาพ กล่าวคือ แม้เด็กหญิงในหลายพื้นที่จะได้รับโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ถ้ามองภาพรวมในระดับโลก เด็กหญิงยังมีอัตราการเข้าโรงเรียนน้อยกว่าเด็กชายถึงสองเท่า แม้แต่ในภูมิภาคที่ค่อนข้างมีความเท่าเทียมด้านเพศสภาพอย่างแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางก็ยังเจอการกีดกันนี้อยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">วิกฤตการเรียนรู้: เรียนไปแต่ใช้ไม่ได้ และ (ได้) เรียนน้อยแต่เจ็บมาก</h3>



<p>นอกจากกลุ่มคนที่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษายังเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ แม้อัตราการเข้าโรงเรียนจะเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการศึกษาที่เด็กแต่ละคนได้รับกลับไม่เท่ากัน ไม่ต้องพูดถึงว่า การเรียนในห้องเรียนตามระบบการศึกษาปกติ (schooling) อาจจะไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้ (learning) อีกต่อไป รายงานชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนหลายประเทศกำลังเผชิญกับ &nbsp;‘วิกฤตการเรียนรู้ (learning crisis)’</p>



<p>วิกฤตการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากหลายเหตุ ทั้งจากตัวเด็กนักเรียนที่ไม่พร้อมจะเรียนรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสหรือยากจน ตัวคุณครูที่ขาดแรงกระตุ้นและขาดทักษะที่จำเป็น รวมถึงเรื่องปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างการบริหารจัดการโรงเรียนที่ย่ำแย่ ซึ่งรายงานได้แบ่งวิกฤตการเรียนรู้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่</p>



<p><em>#1 เรียนไป แต่ใช้ไม่ได้</em></p>



<p>รายงานชี้ว่า มีเด็กกว่า 125 ล้านคนจากทั่วโลกที่เรียนในโรงเรียนมาแล้วอย่างน้อย 4 ปี แต่กลับไม่สามารถอ่านออก หรือคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง ในบางประเทศ เด็กที่เรียนจบเกรด 2 เกือบ 90% ไม่สามารถอ่านคำง่ายๆ ได้แม้แต่คำเดียว และถ้าเป็นเด็กที่มีฐานะยากจน ปัญหานี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวทางการศึกษาที่รวดเร็วเกินไป จนทำให้การศึกษาในหลายๆ ที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในการประเมินระดับนานาชาติ นักเรียนในประเทศที่มีรายได้น้อยหรือปานกลางทำคะแนนได้น้อยกว่านักเรียนจากประเทศในกลุ่ม OECD (ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) เช่น ประเทศตูนิเซียต้องใช้เวลามากกว่า 180 ปี เพื่อจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ให้ถึงคะแนนเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD หรือในประเทศอินโดนีเซีย จำนวนนักเรียนที่ทำการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ในวิชาคณิตศาสตร์ และได้คะแนนอยู่ที่ 75 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ก็แทบจะไม่ได้มากไปกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD ที่ทำคะแนนได้ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ถ้าให้กล่าวโดยสรุปคือ เด็กในกลุ่มประเทศ OECD ที่ได้คะแนนสอบไม่ดีนัก ยังได้คะแนนมากกว่ากลุ่มเด็กที่ได้คะแนนค่อนข้างดีในอินโดนีเซีย</p>



<p>เมื่อคุณภาพการศึกษาย่ำแย่ กำลังแรงงานที่ออกจากระบบการศึกษาก็ไม่มีทักษะที่สามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง หรือในกลุ่มที่เริ่มทำงานแล้ว ก็ไม่มีทักษะพื้นฐานเพียงพอที่จะพัฒนาตนเองต่อ ขณะที่ในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ผู้ใหญ่ที่ ‘ได้รับการศึกษา (educated)’ จำนวนมากแทบไม่มีทักษะในการทำงานเลย เช่น ในกานา 80% ของวัยทำงานมีทักษะอ่านออกเขียนได้ต่ำมาก ซึ่งถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว จำนวนคนที่มีทักษะอ่านออกเขียนได้ต่ำคิดเป็นเพียง 15% เท่านั้น และยังมีการประมาณว่า คนในช่วงอายุ 15-24 ปี ประมาณ 92 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และราว 120 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการทำงาน</p>



<p>มีหลายประเทศพยายามแก้ปัญหานี้ เช่น นโยบายของเกาหลีใต้ซึ่งเริ่มใช้ในช่วงทศวรรษ 1950 ที่เน้นคุณภาพของการศึกษาระดับประถมก่อนที่จะขยับไปสู่ระดับที่สูงขึ้น รวมถึงมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาสด้วย อีกหนึ่งประเทศที่ใช้นโยบายใกล้เคียงกันคือเวียดนาม ที่พยายามรักษาคุณภาพการศึกษาด้วยการดูแลเด็กด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้</p>



<p>ทั้งนี้ ความล้มเหลวทางการเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่านไม่ออก หรือคิดคำนวณไม่ได้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการที่นักศึกษาเรียนจบ แต่ไม่ได้พัฒนาทักษะการคิด (cognitive skills) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากในตอนนี้ คนกลุ่มนี้จึงอาจจะเจอ ‘ทางตัน’ ในการทำงาน และได้งานที่มีโอกาสเติบโตทางรายได้น้อย เพราะงานในตลาดแรงงานส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากการใช้กำลังทางกาย (physical) เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะทางความคิด รวมถึงทักษะทางอารมณ์และสังคม (socioemotional skills) แทน ประกอบกับการที่เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย</p>



<p><em>#2 (ได้) เรียนน้อย แต่เจ็บมาก</em></p>



<p>เราคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘การศึกษาคือการลงทุน’ แต่สำหรับครอบครัวที่ยากจน การศึกษาไม่ใช่การลงทุน แต่เหมือนเป็นการ ‘ขาดทุน’ เสียมากกว่า โดยรายงานระบุว่า พื้นเพของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาของผู้ปกครอง สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสภาพบ้านที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น ในฝรั่งเศส ผลการทดสอบ PISA ในวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างเด็กที่ร่ำรวยกับเด็กที่ยากจนต่างกัน 115 คะแนน ขณะที่ในฮังการีต่างกันถึง 202 คะแนน ซึ่งถ้าใช้นิยามของการทดสอบ PISA ความแตกต่าง 100 คะแนนเทียบได้หยาบๆ กับการเรียน 3 ปี ซ้ำร้าย ช่องว่างระหว่างนักเรียนที่ยากจนและร่ำรวยยังมีแนวโน้มจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักเรียนขยับไปเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น</p>



<p>แต่ถ้าถามว่า ช่องว่างของการเรียนรู้เกิดจากแค่ลักษณะของครัวเรือน (ยากจน/ร่ำรวย) หรือไม่? คำตอบคือไม่ เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น คุณภาพของโรงเรียน ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อคุณภาพทางการศึกษาอย่างสำคัญ โดยรายงานระบุว่า หากนักเรียนยากจนได้รับการศึกษาจากโรงเรียนที่มีคุณภาพ ผลการเรียนของนักเรียนจะอยู่ในระดับมาตรฐานที่ไม่ต่างจากนักเรียนร่ำรวยเท่าไรนัก</p>



<p>แม้คุณภาพของโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ฐานะของครอบครัวนักเรียน แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า โรงเรียนทุกโรงเรียนไม่ได้มีคุณภาพเท่ากันหมด ขณะที่เด็กฐานะปานกลางไปจนถึงร่ำรวยสามารถเลือกโรงเรียนที่ตอบสนองและพัฒนาความสามารถของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ เด็กยากจนกลับไม่มีโอกาสนั้น ถ้าพูดให้ถึงที่สุดคือ พวกเขาได้เรียนน้อยกว่า และต้องเจ็บมากกว่าจากระบบการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แก้วิกฤต (การเรียนรู้) ที่มองไม่เห็น: หาช่องว่าง ทำการประเมิน และออกมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง</h3>



<p>แม้วิกฤตการเรียนรู้จะเกิดขึ้นจริง แต่รายงานกลับเปรียบเปรยว่า วิกฤตนี้เป็นเสมือนวิกฤตที่ไม่มีใครมองเห็น เพราะไม่มีใครสนใจเท่าที่ควร อีกทั้ง ระบบการศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนของการเรียนรู้ จนแทบเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะสร้างแรงผลักดันอะไรขึ้นมาได้</p>



<p>เมื่อไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงอาจเลือกเพิกเฉย หรือมองผ่านเรื่องคุณภาพการศึกษาที่ย่ำแย่ ขณะที่คุณครูก็ไม่รู้ขอบเขตการสอนที่แน่ชัด และไม่รู้ว่านักเรียนคนใดต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำที่คุณครูต้องสอนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนหลากหลาย</p>



<p>ไม่ใช่แค่ฝั่งของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แม้กระทั่งผู้ปกครองก็ไม่ได้ตระหนักถึงการศึกษาที่ด้อยคุณภาพเช่นกัน พวกเขาจึงไม่ได้สนใจจะเรียกร้องให้โรงเรียนมีคุณภาพดีกว่าเดิม หรือกว่าที่พวกเขาจะตระหนักได้ ก็เป็นช่วงที่เด็กเรียนจบและเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว จนทำให้หลายๆ คนเจอกับสภาวะที่เรียนจบมาแล้ว แต่กลับไม่มีทักษะเพียงพอในการทำงาน</p>



<p>แล้วเราจะแก้ไขอะไรได้บ้าง?</p>



<p>รายงานเสนอว่า ก้าวแรกในการแก้ปัญหาคือ การระบุช่องว่างของการเรียนรู้ (learning gaps) ในชั้นเรียน ซึ่งในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ต่ำ จะเจอปัญหาเรื่องระดับของนักเรียนและระดับการเรียนการสอนในชั้นเรียนอยู่แล้ว ปัญหานี้มาจากการที่ครูผู้สอนไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนมากพอ ดังนั้น เมื่อเราระบุช่องว่างของการเรียนรู้ได้แล้ว จึงควรตามมาด้วยการสร้างวัฒนธรรมการประเมินให้เกิดขึ้นในชั้นเรียน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ ประเทศสิงคโปร์&nbsp;ที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องทำการทดสอบก่อนเริ่มเกรด 1 เพื่อช่วยให้ครูผู้สอนสามารถระบุและแยกนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษออกมาได้</p>



<p>ขณะที่ในระดับนโยบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องใช้ข้อมูลที่มีขอบเขตกว้าง แทนที่จะอิงกับมาตรการเพียงมาตรการเดียว เพราะการอิงกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบได้ เช่น นโยบายไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง (No Child Left Behind Policy) ที่ประกาศใช้ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2001 ซึ่งได้รับผลสะท้อนกลับทางลบจากคุณครูและผู้บริหารโรงเรียน หรือแม้แต่การประเมิน PISA ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การประเมินในบางประเทศ เช่น อาร์เจนตินา มาเลเซีย หรือเวียดนาม ที่เป็นประเทศกลุ่มตัวอย่าง (selective samples) อาจจะเป็นการกีดกันนักเรียนหรือโรงเรียนที่ทำการประเมินได้ไม่ดีออกจากระบบไป</p>



<p>ดังนั้น มาตรการที่จะก่อให้เกิดผลได้จริงๆ ต้องเป็นมาตรการที่สามารถปฏิบัติได้ และให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วย อีกทั้งยังต้องเหมาะสมกับบริบทของประเทศนั้นๆ เช่น ในชิลี นักเรียนเกรด 4 และเกรด 8 ทุกคนจะต้องทำการทดสอบ SIMCE ทุกปี เพื่อจัดอันดับโรงเรียน โดยโรงเรียน 900 แห่งที่อยู่ใน 10% ของคะแนนต่ำสุดในเขต (province) จะได้รับความช่วยเหลือพิเศษ รายงานสรุปว่า มาตรการในชิลีเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการเก็บข้อมูล และนำข้อมูลที่ได้มาเชื่อมโยงกับการออกมาตรการเพื่อการปฏิบัติ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้จัก 3 ทักษะที่ต้องมี เพื่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน</h3>



<p>นอกจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาในระบบการศึกษาเองแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีบทบาทกับระบบการศึกษาอย่างมากคือ การเปลี่ยนแปลงของโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาท และเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดแรงงานไป ทุกๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ล้วนต้องปรับตัวและเตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 ความรู้หรือการเรียนการสอนแบบในอดีตจึงอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป ในรายงานจึงได้กล่าวถึงทักษะ 3 ประเภท ที่ควรมีในยุคปัจจุบันนี้</p>



<p>ทักษะแบบแรกคือทักษะทางด้านการคิด (cognitive skills) คือความสามารถในการเข้าใจความคิดที่ซับซ้อน และนำมาประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เช่น ทักษะทางการคิดคำนวณขั้นพื้นฐาน การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และการแก้ปัญหา</p>



<p>ขณะที่ทักษะแบบที่สอง ซึ่งได้รับการพูดถึงมากในช่วงหลังมานี้คือ ทักษะทางอารมณ์และสังคม (socioemotional skills) หรือบางครั้งเรียกว่า ทักษะเชิงพฤติกรรม (non-cognitive skills) ซึ่งเป็นพฤติกรรม ทัศนคติ และคุณค่าที่คนๆ หนึ่งจำเป็นต้องมี เพื่อจะใช้เป็นแนวนำทางในการดำเนินชีวิต รวมถึงรับมือกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม</p>



<p>ตัวอย่างของทักษะทางอารมณ์และสังคม เช่น การควบคุมตนเอง (self-control) ความวิริยะอุตสาหะ (grit) การจัดการตนเอง (self-management) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (effective communication) และพฤติกรรมเอื้อสังคม (prosocial behaviour) ซึ่งผลสำรวจจากประเทศรายได้สูงบ่งชี้ชัดเจนว่า ทักษะเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อการจ้างงาน ประสบการณ์การทำงาน ตัวเลือกในการทำงาน และค่าจ้าง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการมีพฤติกรรมรุนแรงหรือใช้สารเสพติดด้วย</p>



<p>ผลลัพธ์ข้างต้นยังสอดคล้องกับการสำรวจในสหราชอาณาจักรที่พบว่า ทักษะทางด้านอารมณ์และสังคมสามารถช่วยคาดการณ์อนาคตของคนๆ หนึ่ง ตั้งแต่การเข้าเรียน การได้รับปริญญา การทำงาน หรือแม้แต่ใช้คาดการณ์ว่าคนๆ นั้นมีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรมหรือไม่ด้วย</p>



<p>ทักษะประเภทสุดท้ายคือ ทักษะเชิงเทคนิค (technical skills) คือความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่คนทำงานจำเป็นต้องมีเพื่อจะปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มศักยภาพ ซึ่งการจะพัฒนาทักษะประเภทนี้ต้องอาศัยการเรียนรู้ การใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการทำงาน</p>



<p>การพัฒนาทักษะต่างๆ จะเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยเด็กคนหนึ่งจะเริ่มพัฒนาทักษะทางการคิดขั้นพื้นฐาน ก่อนจะพัฒนาขั้นที่สูงขึ้นเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นและเข้าสู่ช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น พร้อมๆ กับเริ่มพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคที่จำเป็นต่อการทำงานไปด้วย ขณะที่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และสังคมคือวัยเด็กตอนต้น และเริ่มพัฒนาต่อในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นผ่านทางประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับ</p>



<p>จะเห็นว่า ทักษะทั้ง 3 ประเภทไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นทั้งตัวสนับสนุนและเสริมแรงซึ่งกันและกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนๆ หนึ่งจะต้องพัฒนาทักษะทั้ง 3 ประเภทของตน เพื่อพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขบนโลกที่ผันผวนใบนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">มุ่งสู่ระบบการศึกษาที่เสมอภาค และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</h3>



<p>ไม่ว่าจะประเทศไหน เชื้อชาติใด หรือมาจากชนชั้นใด ทุกคนล้วนมีความหวังและศรัทธาในพลังของการศึกษาที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิต พ่อแม่และผู้ปกครองจำนวนมากพยายามส่งลูกเรียนให้จบ หรือเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ตนเองจะไม่เคยเข้าโรงเรียนก็ตามที</p>



<p>แต่น่าเศร้าที่ในหลายประเทศ การศึกษาซึ่งควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ กลับสร้างกำแพงสูงหนาบดบังคนอีกหลายคนไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวยากจน ที่การตัดสินใจว่าจะส่งลูกเข้าเรียนหรือไม่เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และเป็นเรื่องของการ ‘ต้องแลก’ (trade-off) ระหว่าง ‘การเข้าถึงการศึกษา’ กับ ‘ต้นทุนที่เกิดขึ้น’ พวกเขาต้องพิจารณาทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย หรือการเดินทางไปยังโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด และถ้าดูแล้ว การส่งลูกเข้าเรียนเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มทุน ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะไม่ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน หรือบางครอบครัวที่มีลูกหลายคน ก็อาจจะใช้วิธีส่งลูกคนที่เรียนเก่งที่สุดไปเรียนแทน</p>



<p>เมื่อการศึกษาที่ควรจะเป็นรากฐานสำคัญเพื่อเปลี่ยนชีวิต กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำและความไม่เสมอภาค จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ปรับระบบให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงออกนโยบายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเด็กที่ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อให้การศึกษาเป็นประตูสู่โอกาสแห่งความเสมอภาคที่แท้จริง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/global-education/">การศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 : ระบบยังเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้ยังวิกฤต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอนด้วยวิธีไหน ? ที่ทำให้เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนก็เก่งขึ้นได้ระดับโลก ไขคำตอบกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/wera2019/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Aug 2019 07:38:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[PSM]]></category>
		<category><![CDATA[Propensity Score Matching]]></category>
		<category><![CDATA[SRS]]></category>
		<category><![CDATA[Stratified Random Sampling]]></category>
		<category><![CDATA[Fostering Creative and Critical Thinking Skills in Education]]></category>
		<category><![CDATA[Dr.Stephan Vincent-Lancrin]]></category>
		<category><![CDATA[World Education Research Association: WERA]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=6947</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ.-สพฐ.-OECD โชว์ผลวิจัยไทยในเวทีโลก เด็กช้างเผือกไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wera2019/">สอนด้วยวิธีไหน ? ที่ทำให้เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนก็เก่งขึ้นได้ระดับโลก ไขคำตอบกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-6949" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68555883_2756930327674292_313553984365264896_o.jpg" alt="" width="2048" height="1511" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68555883_2756930327674292_313553984365264896_o.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68555883_2756930327674292_313553984365264896_o-300x221.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68555883_2756930327674292_313553984365264896_o-768x567.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68555883_2756930327674292_313553984365264896_o-1024x756.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>กสศ.-สพฐ.-OECD โชว์ผลวิจัยไทยในเวทีโลก เด็กช้างเผือกไทยเจ๋ง มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลก ทดลอง 200 โรงเรียน ยืนยัน หากผู้เรียนและครูเข้าใจ เชื่อมั่น ไว้วางใจในศักยภาพกันและกัน มีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันเป็นรายคน เด็กทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนเก่งขึ้นได้ระดับโลก ด้านสพฐ. เตรียมขยายผลต่อ 400 โรงเรียนในปีการศึกษา 2562 นี้</p>
<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้รับคัดเลือกเป็นงานวิจัยหนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้นำเสนอในเวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลกประจำปี 2019 (World Education Research Association: WERA 2019) ณ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 10 ปีเครือข่ายวิจัยการศึกษาโลก เมื่อวันที่ 5-8 ส.ค. 62 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาจาก 60 กว่าประเทศทั่วโลกเข้าร่วม</p>
<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. สพฐ. และ OECD ศึกษาวิจัยด้วยกระบวนการ Stratified Random Sampling (SRS) และ Propensity Score Matching (PSM) กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนไทยกว่า 5,000 คนและครูมากกว่า 200 คนจาก 200 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ. อปท. และ สช. ทั่วประเทศระหว่างปีการศึกษา 2559-2561 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันเบื้องต้นระหว่าง กสศ. และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ OECD และมหาวิทยาลัยปารีสมีผลที่น่าสนใจและมีนัยเชิงนโยบายหลายประเด็น มีอยู่ 3 ประเด็นได้แก่ (1) นักเรียนไทยในกลุ่มทดลอง (Experimental Group) ที่ครูได้รับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญจาก OECD และใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์จาก OECD เป็นเวลา 1 เทอม เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ มีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นอย่างมีนัยทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (Control Group)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6950" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68433390_2756930081007650_7960261883548663808_o.jpg" alt="" width="1478" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68433390_2756930081007650_7960261883548663808_o.jpg 1478w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68433390_2756930081007650_7960261883548663808_o-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68433390_2756930081007650_7960261883548663808_o-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68433390_2756930081007650_7960261883548663808_o-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1478px) 100vw, 1478px" /></p>
<p>โดยทักษะที่นักเรียนไทยมีพัฒนาการสูงสุดคือทักษะความคิดสร้างสรรค์แบบอเนกนัย (Divergent Thinking) ในวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยบางชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ. มีระดับของพัฒนาการของทักษะดังกล่าวสูงที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการกับ OECD (2) ปัจจัยสำคัญที่สามารถอธิบายความแตกต่างในระดับพัฒนาการของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือปัจจัยด้านความสัมพันธ์และทัศนคติระหว่างครู นักเรียน และผู้บริหารสถานศึกษาต่อการพัฒนาทักษาความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือ เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่แล้ว ผู้เรียนในกลุ่มทดลองจะมีพัฒนาด้านทักษาความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นเมื่อ 2.1 ครูมีความรู้ความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของผู้เรียนในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล 2.2 ครูใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ High Functioning Classroom จากการอบรมของ OECD ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ในการพัฒนาทักษะผู้เรียนผ่านการฝึกปฎิบัติและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 2.3 ครูใช้กระบวนการประเมินตามสภาพจริง (Formative Assessment) ของ OECD มาปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนในชั้นเรียนของตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดเทอม รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะใช้ต่อไปในปีการศึกษาหน้า 2.4 ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นใน ความสามารถในการสอนทักษะความคิดสร้างสรรค์ของครู และทัศนคติของครูที่มีต่อผู้เรียนว่าตัวผู้เรียนสามารถพัฒนาได้จริง และ 2.5 ผู้บริหารสถานศึกษาให้การสนับสนุนการทำงานของครูในโครงการ และมีความตั้งใจที่จะใช้เครื่องมือนี้ต่อในปีการศึกษาหน้า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6951" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68575489_2756929984340993_2567748396936855552_n.jpg" alt="" width="362" height="778" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68575489_2756929984340993_2567748396936855552_n.jpg 362w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68575489_2756929984340993_2567748396936855552_n-140x300.jpg 140w" sizes="(max-width: 362px) 100vw, 362px" /></p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว ผลการวิเคราะห์ของ OECD พบว่านักเรียนที่มีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น หลังการทดลอง มีแนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้านการศึกษากับผู้ปกครองที่ดีขึ้นผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับการเรียนที่โรงเรียน และหนังสืออ่านนอกเวลาเรียนมากขึ้น และความสำเร็จในการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ระหว่างครูและผู้เรียนข้างต้นเกิดขึ้นกับทั้งนักเรียนในระดับประถมศึกษาที่มาจากครอบครัวที่รายได้ปกติและครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่ผลดังกล่าวมีระดับที่ลดลงในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส</p>
<p>สพฐ. เตรียมขยายผลต่อ 400 โรงเรียนในปีการศึกษา 2562<br />
“จึงอาจสรุปจากผลการวิจัยเบื้องต้นนี้ได้ว่าครูและนักเรียนไทยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยกับ OECD และ 11 ประเทศเป็นเวลา 3 ปีได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนไทยในโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งเป็นกลุ่มที่มักได้คะแนน PISA เฉลี่ยต่ำที่สุดแทบทุกครั้งที่มีการจัดสอบ สามารถพัฒนาได้จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติไม่แพ้ประเทศอื่นๆจากทั่วโลก รวมถึงนักเรียน “ช้างเผือก” (จากผลการสอบ PISA ครั้งล่าสุด นักเรียนที่มีเศรษฐสถานะต่ำทีสุดร้อยละ 25 ของประเทศ แต่ทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุดร้อยละ 25 ของโลก ซึ่งอยู่ในสัดส่วนราวร้อยละ 3 ในกลุ่มตัวอย่างของประเทศไทย) เมื่อผู้เรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษามีความเข้าใจเชื่อมั่นในศักยภาพของกันและกัน กล้าที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และมีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันเป็นรายบุคคลผ่านการใช้เครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริง (Formative Assessment) ข้อค้นพบนี้มีนัยเชิงนโยบายที่สำคัญทั้งต่อการปฏิรูประบบการศึกษาในมิติคุณภาพ และมิติความเสมอภาคต่อผู้เรียนทุกคนในระบบการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วระบบการศึกษาไทยสามารถผลิตนักเรียนบางกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงไม่แพ้ใครในโลก ทั้งนักเรียนที่มาจากครอบครัวทั่วไป หรือนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน โดยปัจจุบัน สพฐ. และ กสศ. กำลังวางแผนร่วมกันในการขยายผลจากการวิจัยร่วมกับ OECD นี้สู่สถานศึกษาอีก 400 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3 จังหวัด (สตูล ระยอง ศรีสะเกษ) เพื่อเป็นกลไกในการขยายผลการดำเนินงานในระดับประเทศต่อไป” ดร.ไกรยส กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-6952" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69028318_2756930204340971_6141875835407171584_o.png" alt="" width="2048" height="1507" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69028318_2756930204340971_6141875835407171584_o.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69028318_2756930204340971_6141875835407171584_o-300x221.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69028318_2756930204340971_6141875835407171584_o-768x565.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69028318_2756930204340971_6141875835407171584_o-1024x754.png 1024w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Dr.Stephan Vincent-Lancrin ผู้อำนวยการโครงการวิจัย Fostering Creative and Critical Thinking Skills in Education องค์การ OECD กล่าวว่า ความสำเร็จจากผลการวิจัยในโครงการนี้ทำให้องค์การ OECD และประเทศสมาชิกมีความมั่นใจมากขึ้นว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ภายใต้ความหลากหลายของระบบการศึกษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ คณะกรรมการบริหารโครงการ PISA จึงมีมติให้มีการเพิ่มการสอบ PISA ด้านความคิดสร้างสรรค์ในการสอบ PISA ครั้งถัดไปในปี 2021 นี้ โดยองค์การ OECD จะดำเนินการเผยแพร่องค์ความรู้และเครื่องมือที่ได้จากโครงการวิจัยนี้ให้แก่ทุกประเทศที่สนใจจะนำไปใช้สนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไปหลังการแถลงผลรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้</p>
<p>ทั้งนี้ องค์การ OECD มีกำหนดจัดประชุมสัมมนาและแถลงข่าวผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ของโครงการนี้อย่างเป็นทางการ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรในสิ้นเดือนกันยายน 2562 นี้ ซึ่งจะมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักการศึกษาชั้นนำ และผู้บริหารภาคเอกชนระดับโลกเข้าร่วมมากกว่า 100 คนจากหลายสิบประเทศ มาร่วมกันเสวนาผลการวิจัยและนัยเชิงนโยบายต่อระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-6948" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68988760_2756930367674288_2600385144749555712_o.jpg" alt="" width="1478" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68988760_2756930367674288_2600385144749555712_o.jpg 1478w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68988760_2756930367674288_2600385144749555712_o-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68988760_2756930367674288_2600385144749555712_o-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68988760_2756930367674288_2600385144749555712_o-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1478px) 100vw, 1478px" /></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wera2019/">สอนด้วยวิธีไหน ? ที่ทำให้เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนก็เก่งขึ้นได้ระดับโลก ไขคำตอบกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
