<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เรียนฟรี | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 23 Apr 2026 08:23:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เรียนฟรี | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. เดินหน้า “5 ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤต ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา รับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569</title>
		<link>https://www.eef.or.th/infographic-230426/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=infographic-230426</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 08:03:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อินโฟกราฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดสวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101519</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่งผ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-230426/">กสศ. เดินหน้า “5 ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤต ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา รับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศไทย โดยผลกระทบดังกล่าวได้กระทบ<strong>ถึงครัวเรือนยากจนที่เปราะบางที่สุด</strong></p>



<p>สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่ชี้ชัดว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือ<strong>จุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน</strong> เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ทางการศึกษา</p>



<p>ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงมีมติเห็นชอบจัด <strong>“ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา”</strong> ตาข่ายสุดท้ายเพื่อปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ประกอบด้วย <strong>“5 โอกาส”</strong> ดังนี้</p>



<p><strong>โอกาสที่ 1  คูปองการเรียนรู้ Learning Plus<br></strong>สวัสดิการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการ 3 มิติ ทั้งคอร์สทักษะออนไลน์ฟรี ครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงการสนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า</p>



<p><strong>โอกาสที่ 2 เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Mobile School<br></strong>แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ (Flexible Learning Platform) ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียน ครู โค้ช และพื้นที่การเรียนรู้ในระบบเดียว มุ่งทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และเปิดโอกาสให้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย</p>



<p><strong>โอกาสที่ 3 SIM พร้อมเรียน</strong></p>



<p>การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการเรียนรู้ ภายใต้หลักคิดว่า <strong>“การเชื่อมต่อดิจิทัล”</strong> คือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้</p>



<p><strong>โอกาสที่ 4 Learn to Earn<br></strong>กลไกการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Work-Integrated Learning) ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็น <strong>“หน่วยกิตการศึกษา”</strong> เปิดทางให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และได้รับวุฒิการศึกษาที่ได้รับการรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษา เพื่อลดเงื่อนไขที่ทำให้เด็กต้องเลือกระหว่าง <strong>“ปากท้อง”</strong> กับ <strong>“อนาคต”</strong></p>



<p><strong>โอกาสที่ 5 ธนาคารโอกาส<br></strong> ระบบกลางจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการด้านอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้ บนหลักการของความโปร่งใสและการมุ่งเป้าอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปถึงเด็กที่ต้องการจริง เพราะการขาดอุปกรณ์จำเป็นเพียงชิ้นเดียว อาจทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดออกจากการเรียนรู้ได้</p>



<p>อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ <a href="https://www.eef.or.th/news-230426/" target="_blank" rel="noopener" title="">https://www.eef.or.th/news-230426/</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ทั้งนี้ กสศ. พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็ก โดยสามารถติดต่อ <strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เบอร์สายด่วนโทร</strong> <strong>092-596-6155 และ 02-079-5475</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-230426/">กสศ. เดินหน้า “5 ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤต ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา รับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-310126/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-310126</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 06:14:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[EQUITY MOVE]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ บุตรทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99291</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ขนาดครูยังส่งลูกตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นเลย”&#160; ‘ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310126/">เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ขนาดครูยังส่งลูกตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นเลย”&nbsp;</p>



<p>‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง ครูประจำโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งและผู้ก่อตั้งโรงเรียนสี่ตารางวา หรือศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ พูดถึงเพื่อนครูร่วมโรงเรียนที่ส่งลูกวัยอนุบาลเข้าเรียนในตัวเมือง&nbsp;</p>



<p>ครูติ๊กมาพร้อมกับ ‘กระต่าย’ เด็กสาวที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดทุนทรัพย์ แต่ตอนนี้กระต่ายได้กลับมาเรียนอีกครั้งในโรงเรียนสี่ตารางวาที่ก่อตั้งโดยครูติ๊ก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนมาตรา 12 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่มีจุดมุ่งหมายเปิดโอกาสให้สถาบันทางสังคมที่มีความพร้อม มาช่วยรัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ครอบครัว ชุมชน ศาสนา บุคคล องค์กรวิชาชีพ และสถานประกอบการ</p>



<p>“หนูเรียนโรงเรียนใกล้บ้านไม่ได้ เลยหลุดออกจากระบบการศึกษา” ภาษาทางการของกระต่ายในวันที่มีโอกาสยกมือเพื่อถามตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ในเวทีดีเบตนโยบายการศึกษา2569 : เรียนไปทำไม? ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต” ประเด็น “เรียนฟรีต้องมีจริง”ิ ซึ่งทางไทยรัฐจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29.jpeg" alt="" class="wp-image-99292" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ส่วนภาษาง่ายๆ แบบเข้าใจได้ผ่านคำอธิบายของครูติ๊กคือ กระต่ายเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 4 คน ต้องย้ายตามแม่บ่อยครั้งจากงานที่ทำในตัวเมืองอุตรดิตถ์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระต่ายไม่สามารถเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้ ใกล้ขนาดเดินถึง 400-500 เมตร เพราะต้องจ่ายค่านั่นโน่นนี่ที่ไม่ได้ระบุรวมไว้ในค่าเทอม เฉลี่ยปีละกว่า 9,000 บาทต่อคน (ที่มา : <a href="https://www.eef.or.th/news-190126" target="_blank" rel="noopener" title="กสศ. เปิด 5 ข้อค้นพบ-เข็มทิศลงทุน ‘ทุนมนุษย์’ ก่อนประเทศเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง">กสศ. เปิด 5 ข้อค้นพบ-เข็มทิศลงทุน ‘ทุนมนุษย์’ ก่อนประเทศเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง</a>)&nbsp; ยิ่งมีพี่น้อง 4 คน โน่นนี่นิดหน่อยรวมกันก็มหาศาล&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนเมืองส่วนใหญ่เก็บค่าใช้จ่ายนอกจากค่าเทอมนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ถือว่ามากสำหรับครอบครัวที่ไม่มี เพราะคนไม่มีแปลว่าไม่มีจริงๆ ครับ”&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนฟรีมีดอกจัน&nbsp;</strong></h3>



<p>เรื่องเรียนฟรีไม่ฟรีจริง เป็นเรื่องจริงที่มีมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่นโยบายเรียนฟรี 12 ปี ในปี 2552 ก่อนขยับมาเป็น 15 ปีในปี 2559&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบัน จาก<a href="https://www.eef.or.th/news-190126/?fbclid=IwY2xjawPetaNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFxdEtuYW9MMlRIMU1iNFNqc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrPcPCTZX5DDIswMRfQITbxAOEPSZeAPHhiTZLbljt7nIEu330yEeyL1KzPs_aem_Tp6E26k4qY0BSM2luZzx0A" target="_blank" rel="noopener" title="">ข้อค้นพบ</a>ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่า นโยบายเรียนฟรียังมี ‘ต้นทุนแฝง’(ค่าเดินทาง, อาหาร, เครื่องแบบ ฯลฯ ) ที่ครอบครัวยากจนต้องแบกรับเองกว่าปีละ 9,420 บาท&nbsp;</p>



<p>เมื่อครอบครัวที่มีลูก 4 คนต้องเสียเงินเพิ่ม แม่เลยตัดสินใจให้กระต่ายไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาสย่านชานเมือง ที่ไกลขนาดต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง ระยะทางรวมๆ 3 กิโลเมตร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30.jpeg" alt="" class="wp-image-99293" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“ค่าเดินทางของลูกหลายคนรวมๆ กัน อาจจะมากกว่าที่ไปจ่ายค่าโน่นนี่ให้โรงเรียนใกล้บ้านอีก” แต่เพราะที่บ้านไม่มีกำลังจ่ายก้อนเดียวทีเดียว กระต่ายเลยต้องไปเรียนไกลและสุดท้ายก็หลุดออกนอกระบบเพราะตัวเองจบม.3 แล้ว ต้องเสียสละให้น้องได้เรียนต่อ-ครูติ๊กบอก</p>



<p>แต่กระต่ายยังอยากจะเรียนต่อเลยได้มาอยู่กับครูติ๊กที่โรงเรียนเรียนสี่ตารางวาหรือสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ ภายใต้รูปแบบศูนย์การเรียนมาตรา 12&nbsp;</p>



<p>นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนฯ แล้ว ครูติ๊กคือครูที่ยังอยู่ในระบบของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจ.อุตรดิตถ์ มีนักเรียนทั้งหมด 69 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ อนุบาลถึงม.3 ที่ตอนนี้มีเด็กอนุบาลเพียง 3 คน</p>



<p>“เกิดน้อยก็เป็นเหตุผลหนึ่งแต่ถ้าพอมีกำลังนิดหน่อย เขาก็อยากให้ลูกไปอยู่โรงเรียนที่มีพื้นที่ปลอดภัย ขนาดครูที่โรงเรียนผมยังส่งลูกไปเรียนอนุบาลในเมืองเลย”&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัยมากกว่า</strong></h3>



<p>ดูเผินๆ เรื่องของ “กระต่ายไม่ได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน” กับ “ครูโรงเรียนขนาดเล็กส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอื่น” อาจไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้ว เรากำลังพูดถึง ‘คุณภาพ’ และ ‘ความฟรี’ ที่สวนทางกัน หรือไม่ก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถเลือกหนึ่งแล้วได้ทั้งสอง&nbsp;</p>



<p>เราอาจเริ่มจากคำถามว่าโรงเรียนที่เรียนฟรีเก็บเพิ่มทำไม&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 120 คน) ที่มี 14,476 แห่งหรือกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนทั้งประเทศ ที่ถูกจับตาและตั้งคำถามเรื่องคุณภาพมาตลอด&nbsp;</p>



<p>ในฐานะครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ยอมรับว่าฟรีไม่มีเก็บเพิ่ม มีชั่วโมงสอน 22 คาบต่อสัปดาห์ ยังรับผิดชอบงานพัสดุ ฯลฯ ครูติ๊กยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ยังไม่เห็นว่าไม่มีโรงเรียนไหนที่ไม่เก็บเงินเพิ่ม&nbsp;</p>



<p>ปลอดภัยในความหมายของครูติ๊ก ไม่ใช่เรื่องอันตรายแต่หมายถึงนิเวศน์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนที่ไม่ฟรีกลับมีน้อย หรือไม่มีเลย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33.jpeg" alt="" class="wp-image-99296" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เอาเข้าจริงๆ <a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/339603">งบรายหัว</a>ที่ได้ก็พอต่อการบริหารจัดการ ถ้าเป็นโรงเรียนใหญ่ เด็กสามพันกว่าคน งบก็มีเหลือเฟือมากๆ แต่กระทรวงฯ เปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าอื่นๆ ได้ เป็นค่าคอม ภาษาอังกฤษ ฯลฯ พอเก็บมามันเป็นช่องให้ใช้เงินตรงนี้ได้ อาจเพิ่มคุณภาพ จ้างครูพิเศษ ฯลฯ”&nbsp;</p>



<p>สำหรับครูติ๊กที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างศูนย์การเรียนรู้ บอกว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว นอกจากระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ยอมรับว่า ‘ความไม่ฟรี’ มักมาพร้อมกับอำนาจที่เท่ากันของทุกคนในโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนในเมืองมีหลายมาตรการ ผู้ปกครองที่มีกำลัง ก็จะใช้กลไกต่างๆ เช่น สมาคมผู้ปกครองมาคอยดูแลควบคุมคุณภาพอีกที สร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดภัยจากการลงโทษ บุลลี่ หลายคนยอมจ่ายให้มีกล้องวงจรปิดทุกห้อง ดังนั้น รร.ขนาดใหญ่,กลาง จึงเป็นศูนย์รวมคุณภาพที่จะทำให้เด็กเติบโตได้ดีกว่า ขณะที่รร.ขยายโอกาสอาจไม่ได้เห็นเด็กว่ามีความฝันยังไง ไม่ได้สนับสนุนให้เด็กเติบโตเต็มที่ แค่อ่านออกเขียนได้ไปสู่สายอาชีพ หรือจบม.3 ก็พอแล้ว”&nbsp;</p>



<p>บรรยากาศในโรงเรียนขยายโอกาสหลายแห่ง ผู้ปกครอง เด็ก อยู่ในสถานะ ‘ผู้รับ’ ด้วยฐานะปากกัดตีนถีบ ขณะที่ครูหรือบุคลากรต่างๆ ในโรงเรียนถูกมองและมองตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ให้’&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32.jpeg" alt="" class="wp-image-99295" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เป็นความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือระหว่างครูกับเด็กที่ต่างกันทางชนชั้น ผู้ปกครองไมไ่ด้มีส่วนร่วมเพราะอยู่ในสถานะเดียวกับลูก เป็นผู้รับเหมือนกันลูก ขณะที่โรงเรียนไม่ฟรี ผู้ปกครองไม่ใช่ผู้รับแต่เป็นผู้ต่อรอง” ครูติ๊กอธิบาย</p>



<p>และเป็นเรื่องจริงอีกเช่นกันว่า ถึงแม้จะไม่ฟรี แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบเพราะจำนวนเก้าอี้ไม่พอ ศูนย์การเรียนมาตรา 12 จึงทำหน้าที่ช้อนเด็กที่หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 เข้ามาช้อนรับ</strong></h3>



<p>โรงเรียนสี่ตารางวาของครูติ๊ก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ และถึงแม้ว่าจะศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 จะเจออุปสรรคตรงที่ไม่ได้งบประมาณอุดหนุนรายหัวจากรัฐ แต่ในอีกด้านมันคือความอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น ช้อนรับกับเด็กแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>ด้วยความคล่องตัวและไม่ถูกจำกัดด้วยระเบียบราชการ ทำให้ศูนย์การเรียนฯ ทำหน้าที่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p>โดยศูนย์ฯ ใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ม.ต้น-ปลาย ใช้หลักสูตร กศน. วิชาส่วนใหญ่จะเป็นวิชาทักษะการเรียนรู้ วิชาพัฒนาทักษะอาชีพ วิชาสุขศึกษา แล้วก็วิชาการใช้ชีวิตในสังคม&nbsp;</p>



<p>ภายใต้แนวคิด ครูติ๊กบอกว่าเราทำในสิ่งที่โรงเรียนไม่ทำ จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ D Learning ให้เด็กที่หลุดออกนอกระบบได้เทียบโอนผลการเรียน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31.jpeg" alt="" class="wp-image-99294" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เราออกแบบการเรียนรู้ไม่นับวันหยุด ถึงหยุดก็ไม่ได้หยุดเรียนรู้ เรานับทุกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของเด็ก การทำงานการใช้ชีวิตการทำกิจกรรมก็เทียบโอนมาทั้งหมดเลย เราไม่ต้องการให้เด็กมาเรียนประจำ, ไม่สอนแบบโรงเรียน, ไม่ต้องการมีห้องเรียน, ไม่ต้องการให้เด็กเชื่อแบบเดียวกัน และให้เด็กได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ”&nbsp;</p>



<p>แนวคิดสำคัญของครูติ๊กคือ การเป็นพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ ด้วยการสร้างความผูกพันผ่านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่าแค่วุฒิการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“หัวใจสำคัญของศูนย์การเรียนคือการเป็นพื้นที่ยึดโยงทางความรู้สึก ที่เชื่อมโยงเด็ก บ้าน และชุมชนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของเด็กแต่ละคนอย่างยั่งยืน”</p>



<p>เช่นนั้น นโยบายเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลชุดต่อไป คือขับเคลื่อนเรื่องเรียนฟรีให้เป็นจริง โดยเพิ่มงบประมาณเรียนฟรีครอบคลุมทุกระบบการเรียนรู้ เพราะการศึกษายืดหยุ่น มีส่วนอย่างมากในการโอบอุ้มเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ทำให้เด็กๆ ไม่ต้องเลือกระหว่าง ‘เรียนฟรีไม่มีพื้นที่ปลอดภัย’ กับ ‘เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัย’ อีกต่อไป &nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310126/">เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนฟรี 15 ปี ที่ไม่ฟรีจริง? เมื่อช่องว่างของกฎหมายกลายเป็นภาระพ่อแม่ทั้งประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-011225/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-011225</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 01:10:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เมธชนนท์ ประจวบลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97877</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐธรรมนูญบอกชัด เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษาฟรี 15 ป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-011225/">เรียนฟรี 15 ปี ที่ไม่ฟรีจริง? เมื่อช่องว่างของกฎหมายกลายเป็นภาระพ่อแม่ทั้งประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รัฐธรรมนูญบอกชัด เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบมัธยมปลาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ทำไมทุกครั้งที่เปิดเทอม พ่อแม่นับล้านครอบครัวทั่วประเทศถึงต้องจ่ายเงินให้โรงเรียนรัฐ?</p>



<p>นี่ไม่ใช่แค่ความสงสัยของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่สภาผู้บริโภคนำขึ้นสู่ศาล และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับพ่อแม่ทุกคน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ประตูแห่งสิทธิ์เปิดแล้ว: ศาลรับฟ้อง ผู้ปกครองฟ้องโรงเรียนได้</strong></h3>



<p>เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย อัปเดตความคืบหน้าล่าสุดของคดีที่หลายคนจับตามอง</p>



<p>&#8220;ทางสภาผู้บริโภคไปฟ้องเรื่องเรียนฟรีไม่จริง&#8221; เขาเริ่มต้นเล่า &#8220;ตอนแรกศาลปกครองกลางบอกว่าไม่รับฟ้อง เพราะฟ้องเกินระยะเวลา แต่ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำสั่งว่าต้องรับไว้พิจารณา เนื่องจากมีคู่กรณีบางรายยังอยู่ในเงื่อนไขระยะเวลาที่มีสิทธิ์ฟ้อง&#8221;</p>



<p>คดีนี้ สภาผู้บริโภค พร้อมด้วยนักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รับความเสียหาย ได้ยื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 โดยศาลชั้นต้นเคยไม่รับฟ้อง แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา</p>



<p>สิ่งที่สำคัญคือ <strong>ศาลรับฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีลำดับที่ 4 และสถานศึกษา</strong> โดยศาลวินิจฉัยว่า การยื่นฟ้องยังไม่พ้นอายุความ เพราะมีการชำระเงินในปี 2566 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่สามารถยื่นฟ้องได้</p>



<p>นี่หมายความว่า <strong>ผู้ปกครองมีสิทธิฟ้องสถานศึกษาได้</strong> หากพบว่ามีการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาในหลักสูตรทั่วไปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งของศาลครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิด &#8220;ประตูแห่งสิทธิ์&#8221; ให้แก่ผู้ปกครองทั่วประเทศ ในการตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการเรียกเก็บเงินที่อาจไม่เป็นธรรม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รากของปัญหา: ประกาศ 2 ฉบับที่เปลี่ยนทุกอย่าง</strong></h3>



<p>&#8220;ต้องกลับไปพูดตั้งแต่ปี 2554&#8221; เมธชนนท์อธิบาย<br>ในปีนั้น กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศ 2 ฉบับที่กลายเป็นต้นตอของปัญหา</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ประกาศฉบับที่ 1: การเก็บเงินบำรุงการศึกษา</strong></h4>



<p>ประกาศนี้ให้นิยามว่า สถานศึกษาสามารถเก็บค่าใช้จ่ายได้ หากจัดการศึกษาที่มีเนื้อหาสาระหรือวิธีการสอนที่แตกต่างไปจากที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้</p>



<p>&#8220;เช่น โรงเรียนทั่วไปได้รับจัดสรรคอมพิวเตอร์ระบบ Windows ธรรมดา แต่โรงเรียนใช้ Mac &#8211; นี่ก็กลายเป็นมูลเหตุในการเก็บค่าใช้จ่ายได้ เพราะใช้อุปกรณ์หรือสื่อการสอนที่เป็นกรณีพิเศษ&#8221; เมธชนนท์ยกตัวอย่าง &#8220;หรือจัดเป็นหลักสูตรที่ไปเชื่อมกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ก็เก็บได้ตามประกาศฉบับนี้&#8221;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ประกาศฉบับที่ 2: การระดมทรัพยากร</strong></h4>



<p>&#8220;ประกาศฉบับนี้เปิดช่องว่างให้สถานศึกษาใช้ดุลพินิจในการเก็บเงินได้กว้างมาก&#8221; เขาเน้น &#8220;เจตนารมณ์ของมันคือการระดมทรัพยากรในการบริหารงบประมาณ และย้ำว่าเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้เรียน&#8221;</p>



<p>คำว่า &#8220;ความสมัครใจ&#8221; ปรากฏในทั้งสองประกาศ แต่ในความเป็นจริง มันสมัครใจจริงหรือ?</p>



<p>&#8220;ทั้ง 2 ฉบับมีหลักเกณฑ์ร่วมกัน คือด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียนทั้ง 2 ฉบับเลย&#8221; เมธชนนท์ชี้ให้เห็น &#8220;แต่ในทางปฏิบัติล่ะ?&#8221; เขาถามทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รายการที่ห้ามเก็บ แต่กลับถูกเก็บซ้ำ</strong></h3>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 ระบุชัดเจนว่ามี <strong>22 หมวดรายการ</strong> ที่โรงเรียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บ เพราะเป็นรายการที่รัฐจัดสรรงบประมาณรองรับไว้อยู่แล้ว</p>



<p>แต่ปัจจุบันกลับพบว่าโรงเรียนหลายแห่งเรียกเก็บซ้ำซ้อน โดยผู้ปกครองไม่รู้ว่ารายการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรต้องจ่าย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กฎหมายที่ &#8220;ถูกต้อง&#8221; แต่ไม่เป็นธรรม</strong></h3>



<p>สิ่งที่น่าตกใจคือ ประกาศทั้งสองฉบับนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แม้จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 และคำสั่ง คสช. ที่บอกชัดเจนว่าต้องเรียนฟรี 15 ปีแล้วก็ตาม</p>



<p>&#8220;มีข้อร้องเรียนจนทำให้ สพฐ. ต้องเอาประกาศนี้กลับไปหารือกฤษฎีกาอีกครั้ง&#8221; เมธชนนท์เล่า &#8220;กฤษฎีกามีคำวินิจฉัยที่ 1291/2561 วินิจฉัยให้ความเห็นไว้ว่าประกาศ 2 ฉบับนี้สามารถทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญกับไม่ขัดคำสั่ง คสช. เพราะเป็นการจัดการศึกษาที่นอกเหนือไปจากวิธีการปกติ&#8221;</p>



<p>&#8220;ตรงนี้มันเลยกลายเป็นช่องทางให้สถานศึกษา ว่าถ้าอยากจะเก็บเงิน แค่เพิ่มอะไรที่พิเศษขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ก็สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาได้แล้ว&#8221;</p>



<p>เมธชนนท์ชี้ให้เห็นถึงข้อขัดแย้งทางกฎหมายที่สำคัญ โดยย้ำว่าเป็นหลักการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดการศึกษาทุกคนควรเริ่มทำความเข้าใจ ซึ่งได้แก่</p>



<p>&#8220;บ้านเราใช้หลักนิติรัฐกับนิติธรรม ซึ่ง <strong>นิติรัฐ</strong> คือบ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎระเบียบข้อบังคับกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองตามผู้มีอำนาจตามอำเภอใจ ส่วน <strong>นิติธรรม</strong> คือ พอมีกฎหมายมีข้อบังคับแล้วต้องนำไปใช้อย่างเป็นธรรมด้วย&#8221;&nbsp;</p>



<p>&#8220;กลับมาเรื่องนี้ ประกาศ 2 ฉบับนี้” เขาอธิบายต่อ “คำถามคือ มันถูกต้องตามนิติรัฐไหม? คำตอบคือถูกต้อง คือเขาออกกฎระเบียบข้อบังคับในการเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมันทำได้ในมุมของนิติรัฐ&#8221; เมธชนนท์วิเคราะห์&#8221;แต่คำถามคือ ประกาศฉบับนั้นบังคับใช้อย่างเป็นธรรมกับผู้เรียนไหม? คำตอบคือไม่ กลายเป็นว่า <strong>ถูกนิติรัฐ แต่ไม่ถูกนิติธรรม</strong> ไม่เกิดความเสมอภาคกันในการบังคับใช้กฎหมาย&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความไม่เป็นธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในโรงเรียนรัฐ? ห้องพิเศษที่ต้องจ่ายเงินพิเศษ?&nbsp;</strong></h3>



<p>“ปัจจุบัน มีหลายโรงเรียนรัฐที่เปิดห้องพิเศษขึ้น” เมธชนนท์ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายโรงเรียนรัฐไทย-อย่างชัดเจน</p>



<p>&#8220;สมมติมีเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีทุนทรัพย์ แต่เขาเรียนเก่งมาก จนสอบห้อง EP หรือห้องพิเศษของโรงเรียนประจำจังหวัดติด แต่เด็กไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมที่มันเพิ่มขึ้นมา เพราะโรงเรียนเรียกเก็บค่าบำรุงพิเศษ ‘ตามสมัครใจ’&#8221;</p>



<p>&#8220;ถ้าเรามองในมุมนี้ คำตอบคือจบเลย เด็กคนนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษ ทั้งที่เขามีศักยภาพ มีความสามารถ&#8221;</p>



<p>&#8220;มันก็เลยกลายเป็นว่าประกาศ 2 ฉบับนั้น มีการบังคับใช้อย่างไม่<strong>ถูกนิติธรรม</strong>&#8221; เมธชนนท์ย้ำ</p>



<p>“ผมอยากชวนตั้งคำถามว่า โรงเรียนของรัฐ ที่รัฐจัดสรรบริการสาธารณะให้ จำเป็นแค่ไหนที่ต้องมี ‘ห้องเรียนพิเศษ’? ลึกไปกว่านั้น ถ้าโรงเรียนรัฐจะจัดห้องเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มศักยภาพเด็กจริงๆ โรงเรียนจำเป็นต้องเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วยหรือ? ไม่ใช่ว่า เด็กทุกคนที่สอบผ่าน ควรได้รับสิทธิ์เรียนฟรีอยู่แล้วหรือ?”</p>



<p>นี่คือถามที่ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย-อาจลืมคิดในมุมนี้</p>



<p>และนี่จะยิ่งทบทวีความไม่เป็นธรรมให้ฝังลึกมากขึ้นในสังคม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลักฐานจริงจากพื้นที่: แม้แต่ห้องเรียนปกติก็ต้องจ่าย</strong></h3>



<p>เมธชนนท์แชร์ตัวอย่างจริงจากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ออกใบแจ้งค่าใช้จ่ายระบุชัดเจนว่า &#8220;รายการชำระเงินค่าบำรุงการศึกษา (ห้องเรียนปกติ)&#8221;</p>



<p>รายการที่ปรากฏในใบแจ้งมี:</p>



<p>-ค่าสอนคอมพิวเตอร์<br>-ค่าจ้างครูต่างชาติ<br>-ค่าจ้างครูเชี่ยวชาญ<br>-ค่าจ้างบุคลากรในสถานศึกษา<br>-ค่าวิทยากรภายนอก</p>



<p>&#8221; ผมเคยเป็น ผอ.สถานศึกษามาก่อน บางรายการในลิสต์นี้ ผมมองก็รู้ว่ารัฐจัดสรรงบให้แล้ว แล้วโรงเรียนยังเรียกเก็บจากผู้ปกครองอีกทำไม?&#8221; เขาตั้งคำถาม</p>



<p>&#8220;เคสนี้ ผมอยากชวนผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง มาเริ่มตั้งคำถามว่า ค่าจ้างบุคลากรในสถานศึกษา มันพิเศษตรงไหน? ค่าจ้างครูเชี่ยวชาญ-เชี่ยวชาญด้านไหน? คือโรงเรียนต้องอธิบายให้ได้ว่า สิ่งเหล่านี้มีอะไรพิเศษไปจากงบปกติยังไง? เช่น ค่าสอนคอมพิวเตอร์ มันต่างจากการที่ครูจบคอมพิวเตอร์มาสอนยังไง ถึงได้เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยบาท?”</p>



<p>“ที่ต้องเน้นย้ำคือ ค่าใช้จ่ายพิเศษเหล่านี้ โรงเรียนเรียกเก็บจาก ‘<strong>ห้องเรียนปกติด้วย’ ซึ่งนี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มจริงหรือ?&#8221;</strong> เมธชนนท์ชวนขบคิด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้: คุณมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ</strong></h3>



<p>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า <strong>&#8220;รัฐต้องดำเนินการให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย&#8221;</strong> และต่อมา คำสั่ง คสช. ปี 2559 ได้ขยายระยะเวลาเป็น 15 ปี&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNCRC) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษา 3 ปีก่อนวัยเรียน และ 12 ปีระดับพื้นฐาน รวมเป็น 15 ปี ซึ่งต้องเป็นการศึกษาฟรีตามหลักการสากล</p>



<p><strong>นี่คือสิทธิ์ตามกฎหมายที่ครอบคลุมถึงเด็กจำนวนล้านกว่าคน แต่ดูเหมือนว่า คำว่า “ไม่เก็บค่าใช้จ่าย” ยังเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดจริงในสังคมไทยเสียที</strong></p>



<p>ซึ่ง<strong>ผลลัพธ์ของการ “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง”</strong> นั้น ส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในแง่<strong>การเพิ่มจำนวนของเด็กหลุดจากระบ</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลกระทบที่ต้องจับตา: เด็กหลุดจากระบบ</strong></h3>



<p>ตัวแทนจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงว่า นำมาสู่หลากหลายปัญหาสังคม อาทิ</p>



<p>&#8220;ภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นอาจทำให้เด็กบางคนที่มีผลการเรียนดีต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บได้ ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาในระดับมัธยมปลายและการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย&#8221;</p>



<p>&#8220;<strong>หากคดีนี้ชนะ</strong> <strong>ผู้ปกครองจำนวนมากจะได้รับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย</strong> โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้วันต่อวัน เช่น ผู้ค้าขายรายย่อย ซึ่งเดิมทีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงเกินกำลัง&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมปัญหานี้ถึงสำคัญ?</strong></h3>



<p>การเก็บค่าบำรุงการศึกษาไม่เพียงแค่เป็นภาระทางการเงินของพ่อแม่ แต่มันสร้างความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา</p>



<p>&#8220;ถ้าโรงเรียนรัฐมีห้องพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน แล้วเด็กยากจนที่มีความสามารถแต่ไม่มีเงิน เขาก็เข้าไม่ได้&#8221; เมธชนนท์วิเคราะห์ &#8220;มันสร้างระบบชนชั้นในโรงเรียนรัฐ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น มันขัดกับหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร?</strong></h3>



<p><strong>1. รู้สิทธิของตัวเอง</strong> รัฐธรรมนูญและคำสั่ง คสช. รับรองว่าลูกของคุณมีสิทธิ์เรียนฟรี 15 ปี การเก็บค่าบำรุงการศึกษาในหลักสูตรทั่วไปอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย</p>



<p><strong>2. กล้าถาม กล้าตรวจสอบ</strong> ก่อนจะจ่ายเงินบำรุงการศึกษา ผู้ปกครองมีสิทธิถามโรงเรียนว่า รายการที่ถูกเรียกเก็บนั้นซ้ำซ้อนกับงบของรัฐหรือไม่ เพราะนั่นคือการปกป้องสิทธิของตัวเองและของเด็กๆ</p>



<p><strong>3. เก็บหลักฐาน</strong> เก็บใบเสร็จทุกครั้งที่จ่ายเงิน อาจเป็นหลักฐานได้ในอนาคต โดยเฉพาะหากเป็นการจ่ายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจยังไม่พ้นอายุความ</p>



<p><strong>4. ใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย</strong> ผู้ปกครองสามารถใช้สภาผู้บริโภคเป็นช่องทางในการส่งเสียง หรือปรึกษาหาทางฟ้องร้องหากพบความไม่เป็นธรรม</p>



<p><strong>5. ติดตามคดี</strong> คดีนี้อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบการศึกษาทั้งประเทศ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ท้ายที่สุด: การศึกษาฟรีคือสิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอร้อง</strong></h3>



<p>&#8220;การศึกษาฟรีไม่ใช่ของที่รัฐมอบให้ด้วยความเมตตา มันคือสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรอง เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้&#8221; เมธชนนท์กล่าว</p>



<p>&#8220;เด็กทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวร่ำรวยหรือยากจน มีพื้นฐานดีหรือไม่ดี เพราะการศึกษาคือรากฐานของอนาคตประเทศ&#8221;</p>



<p>การต่อสู้ของสภาผู้บริโภคในศาลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคืนเงินให้ผู้เสียหาย แต่เป็น<strong>การต่อสู้เพื่อสิทธิพื้นฐานของเด็กไทยหลายล้านคน </strong>เพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกกีดกันด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ</p>



<p>การที่ศาลปกครองสูงสุดเปิด &#8220;ประตูแห่งสิทธิ์&#8221; นี้ คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมหันกลับมาคำนึงถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ ซึ่งควรได้รับการศึกษาฟรี 15 ปีอย่างแท้จริง</p>



<p>คำถามคือ การศึกษาฟรีที่รัฐธรรมนูญรับรองนั้น จะกลายเป็นความจริงเมื่อไหร่?</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-011225/">เรียนฟรี 15 ปี ที่ไม่ฟรีจริง? เมื่อช่องว่างของกฎหมายกลายเป็นภาระพ่อแม่ทั้งประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดข้อเสนอนโยบาย ยกระดับ “บัตรประชาชน” เป็น “Learning Passport” เรียนฟรีทุกรูปแบบการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-070825/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-070825</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 10:34:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Passport]]></category>
		<category><![CDATA[บัตรประชาชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=95628</guid>

					<description><![CDATA[<p>Learning Passport หลักประกันโอกาสทางการศึกษา Learning P [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070825/">เปิดข้อเสนอนโยบาย ยกระดับ “บัตรประชาชน” เป็น “Learning Passport” เรียนฟรีทุกรูปแบบการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-qubely-image aligncenter qubely-block-8924c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/08/0802_CO_BD-หลักประกัน-W250xH230-cm.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center" id="1--learning-passport-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>Learning Passport หลักประกันโอกาสทางการศึกษา</strong></h3>



<p>Learning Passport เป็นแนวคิดเพื่อใช้เป็นบัตรประชาชนใบเดียวเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่หลากหลายและยกระดับหลักประกันการศึกษาไร้รอยต่อ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระบบ นอกระบบ อัธยาศัย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เหมือนดังเช่นการมีบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ (นโยบายบัตรทอง 30 บาท)</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. ปัญหาที่ต้องการแก้ไข&nbsp;</strong></h4>



<p>ในปีการศึกษา 2567 ประเทศไทยมีเด็กวัยเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 3–14 ปี) ประมาณ 8.5 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (3,043 บาทต่อเดือน) โดยจากการคัดกรองด้วยวิธี Proxy Means Test พบว่ามีนักเรียนยากจนพิเศษ (อยู่ในกลุ่ม 15% ครัวเรือนที่ยากจนที่สุด) กว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งกระจุกตัวมากที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นราธิวาส และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p>



<p>สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ข้อมูลจากการเชื่อมโยงระหว่าง กสศ., สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และ ทปอ. ระบุว่า ในปี 2563 นักเรียนยากจนพิเศษที่จบ ม.3 จำนวน 165,585 คน มีเพียง 22,345 คน (13.49%) ที่ศึกษาต่อถึงระดับอุดมศึกษาในปี 2567 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศ (31%) ถึงกว่า 3 เท่า</p>



<p>ขณะเดียวกัน ยังพบว่าในปี 2567 มีเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี จำนวนกว่า 9.8 แสนคน ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา แม้จะลดลงเหลือ 8.8 แสนคน แต่จำนวนยังถือว่าสูงสาเหตุการหลุดจากระบบมีหลากหลาย ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจ ความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้าง สุขภาพจิต สภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือบกพร่อง รวมถึงปัญหาในโรงเรียน เช่น การกลั่นแกล้ง (bullying) ปัญหาเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า เด็กและเยาวชนคือภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับหลายมิติของสังคมไทย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. เป้าหมายการเปลี่ยนแปลง/ภาพฝันที่อยากเห็น</strong></h4>



<p>ประเทศไทยสามารถยกระดับระบบการศึกษาด้วยการสร้าง <strong>“หลักประกันโอกาสทางการศึกษา”</strong> สำหรับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน โดยใช้การบูรณาการข้อมูลรายบุคคลร่วมกันระหว่าง 11 หน่วยงาน ครอบคลุมเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุดกว่า 3 ล้านคน และเด็กนอกระบบการศึกษาราว 9 แสนคน</p>



<p>ระบบนี้จะเชื่อมโยงและส่งต่อข้อมูลข้ามกระทรวง เพื่อรวมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ สังคม ครอบครัว แรงงาน และการศึกษาไว้อย่างครบวงจร เพื่อให้ทุกคนได้รับการดูแล สนับสนุน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทันเวลา และตรงจุด</p>



<p>อีกแนวทางหนึ่งคือ การยกระดับบัตรประชาชนให้เป็น <strong>“Learning Passport”</strong> สำหรับเด็กและเยาวชนทุกคน เพื่อใช้ติดตามและส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย รัฐสามารถจัดสรรงบประมาณหรือทุนสนับสนุนตรงไปยังเลขประจำตัว 13 หลักของเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในครัวเรือนยากจนหรือเปราะบาง</p>



<p>Learning Passport จะช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเรียนรู้ตามความถนัดผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งจากภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนในรูปแบบที่ยืดหยุ่น และสามารถโอนหน่วยกิตระหว่างระบบการศึกษาเพื่อใช้ต่อยอดในการเรียนหรือการทำงานในอนาคต</p>



<p>นอกจากนี้ การเชื่อมโยง Learning Passport กับระบบ PromptPay ยังเปิดทางให้ภาครัฐและเอกชนสามารถโอนทุนการศึกษาและสวัสดิการได้โดยตรง รวดเร็ว และโปร่งใส พร้อมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับพัฒนา <strong>“เครดิตการเรียนรู้”</strong> ที่จะช่วยสนับสนุนการสมัครงานและศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. การขับเคลื่อนที่ผ่านมา</strong></h4>



<ul>
<li style="font-size:16px">ความร่วมมือของ 11 หน่วยงาน ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง โดยบูรณาการฐานข้อมูลรายบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานทะเบียนราษฎร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น</li>



<li style="font-size:16px">กสศ. ชี้เป้า เด็ก เยาวชน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ทั้งในและนอกระบบการศึกษา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อให้หน่วยงานระดับนโยบายและระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนติดตามการศึกษาหรือการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ&nbsp; นอกจากนี้ ยังนำตัวแบบทุนการศึกษา และรูปแบบการทำงานไปขยายผล</li>
</ul>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4. ข้อเสนอนโยบาย</strong></h4>



<p><strong>1.การสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษาให้เด็กเยาวชนตลอด 20 ปี จากปฐมวัยถึงมีงานทำ</strong> ผ่านการบูรณาการข้อมูลรายบุคคลระหว่าง 11 หน่วยงาน ครอบคลุมเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวน 3 ล้านคน และเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 9 แสนคน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทุกกระทรวง บูรณาการชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาวะ สังคม ครอบครัว แรงงาน การศึกษา ฯลฯ ที่มีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับสวัสดิการ การดูแล พัฒนา และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา นอกจากนี้ ควรเพิ่มศักยภาพของสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeting) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ</p>



<p><strong>2.ยกระดับบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กและเยาวชนทุกคนให้เป็น Learning Passport</strong> สำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตรงไปยังเลข 13 หลักของเด็กและเยาวชนโดยตรง โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่กับครัวเรือนยากจนและเปราะบาง เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกศึกษาต่อและเรียนรู้ผ่านการศึกษาทั้ง 3 ระบบผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนได้อย่างยืดหยุ่น และหลากหลายตามความถนัดและศักยภาพของเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคล รวมทั้งสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษาทั้ง 3 ระบบเพื่อใช้ในการศึกษาต่อ และการสมัครงานได้ในอนาคตได้&nbsp;</p>



<p>รวมทั้ง การเชื่อมโยงและผูกเลข 13 หลักบัตรประจำตัวประชาชนให้เป็น Learning Passport สำหรับการจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาสโดยตรง ให้สามารถใช้ Credit ดังกล่าวในการเลือกเรียนการศึกษาทางเลือกทุกรูปแบบโดยจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน ทุนอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนผ่านเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และ Prompt Pay ของเด็กและเยาวชนทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งใช้ในการเก็บข้อมูลเครดิตการเรียนไปใช้ในการสมัครงาน และศึกษาต่อในอนาคต</p>



<p><strong>&nbsp;</strong></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5. สิ่งที่ต้องการสนับสนุนจากรัฐบาล/การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong></h4>



<ol>
<li style="font-size:16px">บูรณาการฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมต่อชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาวะ สังคม ครอบครัว แรงงาน การศึกษา ฯลฯ ที่มีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับสวัสดิการ การดูแล พัฒนา และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">เพิ่มศักยภาพของสวัสดิการการศึกษาแบบมุ่งเป้า (Targeting) ที่เพียงพอ ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมาย<strong>เด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวน 3 ล้านคน</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 9 แสนคน</strong> เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ</li>



<li style="font-size:16px">พัฒนาระบบ Credit Bank ให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเทียบโอนหน่วยกิตและประสบการณ์การเรียนรู้หรือประสบการณ์ฝึกงานต่าง ๆ ทั้งจากการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้สามารถนำไปสมัครเรียนต่อ หรือ สมัครงานได้ในอนาคต</li>
</ol>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p><strong>อ่านข่าว:</strong> <a href="https://www.eef.or.th/news-070825/" target="_blank" rel="noopener" title="">เครือข่ายเยาวชนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นำเสนอนโยบาย “Learning Passport” ต่อคณะรัฐมนตรี ชูแนวคิดบัตรประชาชนใบเดียว พาเด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ฟรีได้ตลอดชีวิต</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070825/">เปิดข้อเสนอนโยบาย ยกระดับ “บัตรประชาชน” เป็น “Learning Passport” เรียนฟรีทุกรูปแบบการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
