<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เมริษา ยอดมณฑป | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%9b/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Nov 2021 04:06:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เมริษา ยอดมณฑป | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2021 04:06:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ารจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48144</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กมัธยมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/">SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำถาม “เด็กมัธยมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</strong></p>



<p><strong>คำตอบ </strong>“ถ้าอ้างอิงตามระบบการศึกษา เนื้อหาที่วัยรุ่นต้องเรียนในโรงเรียนจะมีความยากและซับซ้อนมากขึ้นจากเดิม ยิ่งในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายที่เด็กต้องเลือกเรียนสายการเรียนรู้ที่ชัดเจน เนื้อหามีความลึกและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า เด็กที่มีพื้นฐานการเรียนรู้ไม่แน่นจะเผชิญปัญหาในการเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ทำให้จำเป็นต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญหาความไม่เข้าใจบทเรียนนั้นอาจจะทำให้เด็กบางคนไม่สามารถทำการบ้านหรือเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น ก่อให้เกิดความเครียดต่อตัวเด็กและพ่อแม่</p>



<p>ในบทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยเอื้อให้วัยรุ่นสามารถเรียนรู้ได้ตามจังหวะของตัวเองมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้รายบุคคลเป็นหลักและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและช่วยวัยรุ่นให้เขาได้เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของตัวเอง</p>



<p>ทำความเข้าใจวัยรุ่นตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ (Psychosocial Development) ของอีริก อีริกสัน นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64fdc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 5 พัฒนาการอัตลักษณ์ของตนเอง (Identity) ให้ชัดเจน และสร้างการยอมรับจากตัวเองและผู้อื่น</h2>



<p>ช่วงวัยรุ่น (12-18 ปี) เป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหา <strong>“อัตลักษณ์ของตัวเอง” (Identity)</strong> ผ่านการสำรวจตัวตน ทั้งความรู้สึก ความต้องการ ความเชื่อ คุณค่าภายในตนเอง หากวัยรุ่นสามารถค้นพบตัวตนที่สอดคล้องกันระหว่างภายนอกและภายใน เขาจะสามารถเติบโตต่อไปโดยไม่รู้สึกติดค้างในช่วงวัยดังกล่าว</p>



<p>ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นไม่สามารถรับรู้ความต้องการที่มีต่อตัวเอง หรือแม้จะค้นพบความต้องการนั้น แต่ไม่สามารถทำตามที่ใจต้องการได้ อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ เช่น สังคมไม่ให้การยอมรับ ขัดกับค่านิยมของครอบครัว พ่อแม่ห้ามปรามไม่ให้เลือกในทางที่เป็นตัวเขา หรือเป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่สามารถเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้ สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลให้วัยรุ่นเกิดความกังวลและความคับข้องใจ ถ้าหากไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ปมที่ติดค้างจะนำไปสู่ <strong>“ความสับสนในบทบาทของตัวเอง” (Role Confusion)</strong> วัยรุ่นจึงพยายามสุดกำลังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อตัวเอง และคนที่เขารัก เมื่อพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ วัยรุ่นมีสองทางเลือก คือ การเปลี่ยนเส้นทาง หรือปล่อยวาง ในวัยรุ่นบางคนที่หาทางออกให้กับปัญหานี้ไม่ได้ สุขภาพจิตของเขาจะได้รับการบั่นทอนลง</p>



<p>หัวใจสำคัญของบันไดพัฒนาการในเด็กวัย 12-18 ปี คือ “อิสระในการเป็นตัวเอง” “การค้นหาตัวเอง” และ “การยอมรับจากสังคม”</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-482d14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยมศึกษา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกใบนี้</h2>



<p>ในทางจิตวิทยาพัฒนาการแล้ว วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความเข้าใจด้านนามธรรมเทียบเท่าผู้ใหญ่ แต่อาจจะได้เปรียบผู้ใหญ่อย่างเราในด้านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่า ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี ภาษา หรือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ดังนั้นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการอาจจะไม่ใช่การสอนเนื้อหาวิชาการแบบแน่นขนัดให้กับเขา เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ วิธีการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาต่างหาก เพื่อที่เขาจะสามารถย่อยเนื้อหาในแบบฉบับที่ตนเองสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้</p>



<p>ก่อนจะจัดการเรียนรู้ให้วัยรุ่น เราควรเข้าใจธรรมชาติของสมองของเขาก่อน วัยรุ่นต้องการการนอนหลับมากกว่าวัยเด็กและผู้ใหญ่ แม้ว่ามันอาจดูเหมือนวัยรุ่นขี้เกียจ แต่หลักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า “ระดับเมลาโทนิน” (ระดับฮอร์โมนการนอนหลับ) ในเลือดของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติในเวลากลางคืน และลากยาวมาถึงตอนเช้ามากกว่าวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมวัยรุ่นจำนวนมากนอนดึกและมีความยากลำบากในการตื่นนอนในตอนเช้า วัยรุ่นควรนอนประมาณ 9-10 ชั่วโมงต่อคืน แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้นอนหลับเพียงพอ เนื่องจากตารางเวลาที่ขัดกับธรรมชาติของร่างกายวัยรุ่น กล่าวคือ “ต้องตื่นเช้าตรู่มาเรียน”&nbsp;</p>



<p>การนอนหลับไม่เพียงพอในวัยรุ่นสามารถส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือการบกพร่องในการควบคุมอารมณ์ ซึ่งนานวันอาจจะส่งผลต่อการเป็นโรคทางจิตได้ ดังนั้นตารางเวลาเรียนที่ควรจะเป็นอาจจะปรับให้ตรงกับธรรมชาติของวัยรุ่นมากขึ้น โดยอาจจะให้เริ่มเรียน 9.00 น. หรือ 10.00 น. เป็นต้นไป และควรเรียนไม่เกิน 4-5 ชั่วโมงต่อวัน ที่สำคัญระหว่างคาบเรียน (ประมาณ 1 ชั่วโมง) เด็กควรพักอย่างน้อย 15-20 นาที ก่อนจะเรียนคาบต่อไป เพราะเกินไปจากนั้น ตัวเด็กเองอาจจะล้าเกินกว่าจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-28c27d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” และ “สุขภาพกายใจที่พร้อมส่งผลให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</h2>



<p>บางกรณีที่เด็กมีปัญหาด้านการจดจ่อเป็นระยะเวลานานๆ การเรียนรู้ควรแบ่งช่วงเวลาให้สั้นลง เช่น 30-45 นาที แล้วพัก เพื่อให้เขาสามารถจดจ่อได้อย่างเต็มที่เมื่อกลับเข้ามาเรียนใหม่อีกครั้ง</p>



<p></p>



<p><strong>แนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“ตัวเด็ก” คือ ผู้สร้างการเรียนรู้ให้ตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ</h2>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 1 พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้</strong></h4>



<p>การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อเด็กอยู่ในสภาวะที่เปิดรับ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กรับรู้ว่า “พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา” พื้นที่ไม่หมายถึงสถานที่ แต่หมายถึงบุคคลที่รายล้อมเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูผู้สอน หรือเพื่อนๆ&nbsp;</p>



<p><span style="text-decoration: underline;">พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ประกอบด้วย</span></p>



<ol><li>กติกาหรือข้อตกลงร่วมกัน เช่น&nbsp;</li></ol>



<ul><li>เราจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน เวลาที่ใครพูดเราจะฟัง เวลาที่เราพูดทุกคนจะฟังเช่นกัน</li><li>สิ่งที่เราจะ “พูด” หรือ “ทำ” ต้องไม่ทำให้ตัวเราหรือใครเดือดร้อน&nbsp;</li><li>การสงสัยและการถามคำถามเป็นเรื่องที่ดี และความเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ขอเพียงเรานำมาพูดคุย ถกเถียงกันด้วยเหตุผล</li><li>ถ้าหากต้องการความช่วยเหลือ สามารถขอความช่วยเหลือได้เสมอ</li></ul>



<ol start="2"><li>รับฟังและยอมรับในความแตกต่าง เช่น เด็กบางคนอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากเรา เราควรให้โอกาสเขาได้พูดถึงสิ่งที่เขาคิด และยอมรับในความแตกต่างนั้น&nbsp;</li><li>ไม่ตัดสินเด็กจากการที่เขาทำไม่ได้ ไม่เข้าใจ ทำผิดพลาด แต่ให้โอกาสและให้การสอนในวิธีการที่เขาสามารถเข้าใจได้</li><li>ไม่ทำให้เด็กอับอายต่อหน้าคนอื่น เช่น การตำหนิเขาต่อหน้าคนอื่น&nbsp;</li><li>ให้เกียรติซึ่งกันและกัน</li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 2 การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ กระบวนการคิด วิเคราะห์ และการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง</strong></h4>



<p>อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื้อหาทางวิชาการนั้นมีปริมาณมากและหลายหลาก หากต้องการให้เด็กสามารถเรียนรู้เนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจและนำไปใช้ได้ เด็กต้องมีกระบวนการคิดที่นำไปสู่การวิเคราะห์ และสังเคราะห์มาเป็นเนื้อหาที่ตัวเองเข้าใจ นำไปสู่การสร้างความรู้สำหรับตัวเอง และต่อยอดเป็นความรู้ใหม่ได้&nbsp;</p>



<p>ซึ่งการเรียนรู้ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อเป็นการเรียนรู้แบบทางเดียว (Passive Learning) กล่าวคือ ผู้สอนอาจจะบรรยายเนื้อหาไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้เรียนฟังและจดจำเพียงอย่างเดียว&nbsp;</p>



<p>แต่การเรียนรู้ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นการเรียนรู้แบบสองทาง (Active Learining) กล่าวคือ ผู้สอนและผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือพูดคุยกันเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้เนื้อหานั้นหลายมิติ เพราะการนำเนื้อหามาถกเถียงด้วยเหตุผลได้ เด็กจำเป็นต้องฟังและจดจำเนื้อหานั้นก่อน เพื่อนำไปผ่านกระบวนการคิดและเข้าใจ ก่อนจะนำมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้อื่น ความรู้นั้นจึงถูกบดเคี้ยวและย่อยหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กๆ จะสามารถจดจำเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างขึ้นใจ</p>



<p><span style="text-decoration: underline;">ยกตัวอย่างการเรียนรู้แบบสองทาง (Active Learing)</span></p>



<ol><li>การใช้คำถามปลายเปิดมากกว่าคำถามปลายปิด เพื่อให้เด็กๆ เสนอความคิดเห็นของตนเองได้อย่างเต็มที่</li><li>การใช้เกมหรือโจทย์ที่ท้าทาย เช่น บอร์ดเกม หรือการจำลองสถานการณ์ และให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้นๆ&nbsp;</li><li>การทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ เช่น เมื่อเด็กๆ อยากสงสัยเรื่องใด เราสามารถให้เขาคิดการทดลองเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาสงสัยได้ โดยมีเราเป็นผู้ช่วยและดูแลความปลอดภัยเท่านั้น</li><li>การโต้วาที เพื่อถกเถียงถึงสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล และให้เกียรติอีกฝ่ายที่เห็นตรงข้ามกับตนเอง</li><li>การให้เด็กๆ ไปสืบค้นความรู้ด้วยตนเอง และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน</li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 3 การทดสอบความรู้ที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การใช้มาตรวัดเพียงมาตรวัดเดียว แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สังเคราะห์ และประมวลความรู้ออกมานำเสนอผ่านรูปแบบที่ตนเองถนัด</strong></h4>



<p>การสอบผ่านออนไลน์นั้นมักทำให้เด็กๆ และพ่อแม่เกิดความเครียดเป็นอย่างมาก เนื่องจากบางบ้านอาจจะไม่พร้อมทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ และระหว่างการสอบอาจจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดได้ เช่น ไฟดับ หรืออินเทอร์เน็ตหลุด&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การสอบในรูปแบบที่วัดผลผ่านข้อสอบฉบับเดียว อาจจะทำให้เด็กบางคนตกหล่นไป ดังนั้นการทดสอบความรู้ที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การสอบเพื่อวัดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ทางเดียว แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความรู้ที่ตนเองมีผ่านการนำเสนอในรูปแบบที่ตนเองถนัด ยกตัวอย่างเช่น</p>



<p>การทำโครงการที่ตนเองสนใจ และนำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์หรือบูรณาการเข้าไปในโครงการนั้น</p>



<ul><li>เด็กบางคนอาจจะทำโครงการเกี่ยวกับ “การทำขนมขาย” แล้วนำวิชาคณิตศาสตร์มาคำนวณสัดส่วนของขนมแต่ละสูตร และต้นทุน-กำไร รวมทั้งการคิดวิธีการประชาสัมพันธ์หรือกิมมิค (Gimmick) ในการวางขาย ผ่านการใช้ความรู้ทางด้านภาษาและการออกแบบในวิชาศิลปะ</li><li>เด็กบางคนอาจจะทำโครงการเกี่ยวกับ “ท่าชู้ตลูกบาสให้ลงห่วง” เขาต้องหาว่าองศาใดมีแนวโน้มที่สามารถชู้ตได้แม่นยำกว่าองศาอื่นๆ ความรู้ทางด้านฟิสิกส์และคณิตสตร์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ผนวกกับการทดลองกับคนที่มีขนาดตัว น้ำหนัก-ส่วนสูงที่ต่างกันมีผลต่อการชู้ตบาสไหม&nbsp;</li><li>เด็กบางคนชอบเล่นเกมมาก เขาอาจจะคิดโครงการ “เล่นเกมอย่างไรให้ไม่เสียการเรียน” เพื่อให้พ่อแม่บ่นเขาน้อยลง เด็กนำปัญหาที่ตนเองเผชิญมาทำเป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหานั้น ในโครงการนี้เด็กต้องศึกษาเรื่องจิตวิทยาเพื่อเข้าใจผลกระทบของเกมที่มีต่อเขา และพฤติกรรมเล่นเกมของเขาที่ส่งผลต่อพ่อแม่ เด็กต้องเข้าใจผู้อื่น และหาแนวทางตรงกลางเพื่อให้ตนเองได้เล่นเกม และไม่กระทบกับการเรียนของตนเอง</li></ul>



<p>จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เด็กๆ อยากรู้และสงสัยอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าหากทำเป็นโครงการอย่างจริงจัง พวกเขาจะได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างทีเดียว ความรู้ที่พวกเขาสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไปได้นานกว่าความรู้ที่จำไปเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว</p>



<p>ดังนั้น หากผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์” เด็กๆ จะได้เรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของเขา และที่สำคัญที่สุด เด็กจะได้เรียนรู้ว่า ตนเองมีความชอบและความถนัดในเรื่องใด แม้วันนี้อาจจะยังทำได้ไม่ดี แต่ถ้าเขามีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง เด็กจะสามารถพัฒนาความสามารถของเขาไปได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะ “ความอยากเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ” คือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเขา</p>



<p>ถ้าหากกังวลเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยมีทางเลือกในการเข้ามากขึ้น ทั้งการแสดงแฟ้มผลงานและการสอบตรง ซึ่งเด็กๆ จะสอบเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นหากเด็กๆ เข้าใจตัวเองและรู้ว่าตนเองถนัดและต้องการเรียนอะไร คงไม่เป็นการยากเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะเข้าสอบในระดับมหาวิทยาลัย&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ หากเด็กๆ ไม่ได้ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะเขาค้นพบแล้วว่าตนเองชอบทำสายอาชีพ หรือทำอย่างอื่นมากกว่า ณ จุดนี้ พ่อแม่ควรรับฟังถึงแผนการของลูก และพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นห่วงลูกได้ แต่ชีวิตลูก เขาต้องเป็นคนเลือกและรับผิดชอบต่อการเลือกด้วยตัวเขาเอง</p>



<p>สุดท้าย ในวันที่ลูกจะตัดสินใจเลือกทางเดินในชีวิตของตัวเอง วันนั้นพ่อแม่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนเขา แต่มีหน้าที่แบ่งปันประสบการณ์ พูดคุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา หากลูกไม่สามารถเลือกเองได้ พ่อแม่สามารถพาเขาไปเรียนรู้หรือให้ข้อมูลแก่เขา เพื่อให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองได้</p>



<p>สิ่งสำคัญสำหรับลูกวัยรุ่นคือ “คนสนับสนุน” เขาเลยวัยที่จะต้องให้พ่อแม่มาบอกเขาทุกเรื่องแล้ว (ถึงแม้เราจะบอกเขาเหมือนเดิม เขาก็อาจจะไม่ฟังอยู่ดี) เขาต้องการผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และต้องการคนที่เขาสามารถปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้ โดยไม่ตัดสินเขาหรืออย่างน้อยฟังเขาพูดจนจบถ้าหากพ่อแม่สามารถรับฟัง ไม่ตัดสินเขา และไม่พูดขัดเขาก่อนเขาพูดจบ วัยรุ่นจะกล้าพูดคุยกับเรา ที่สำคัญ ไม่ว่าลูกจะโตมากแค่ไหน เขายังต้องการพ่อแม่ที่รักและสนับสนุนในสิ่งที่เขาทำ เขาจะรู้สึกภูมิใจมาก หากพ่อแม่ยินดีกับสิ่งที่เขาทำและเป็นอยู่</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Widick, C., Parker, C. A., &amp; Knefelkamp, L. (1978). Erik Erikson and psychosocial development. New directions for student services, 1978(4), 1-17.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/">SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Nov 2021 03:58:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Psychosocial Development]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก อีริกสัน]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47606</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กประถมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/">เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading" id="1-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E2%80%9D">คำถาม “เด็กประถมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</h2>



<p><strong>คำตอบ </strong>ถ้าอ้างอิงตามระบบการศึกษา เนื้อหาของวิชาหลักได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทยอังกฤษ สังคมศึกษา ศิลปะ งานบ้าน งานประดิษฐ์ พลศึกษา ล้วนเป็นวิชาที่เด็กๆ วัยนี้จะได้เรียนในห้องเรียน&nbsp;</p>



<p>แต่ในกรณีสถานการณ์โควิด-19 ที่เด็ก ๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ทำให้จำเป็นต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนเองที่บ้าน ทางบ้านสามารถจัดการเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสมกับวัยของเด็กได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>ในบทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนรู้ และพิจารณาเลือกงานหรือการบ้านที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ให้กับคุณพ่อคุณแม่</p>



<p>หากอ้างอิงตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development) ของ อีริก อีริกสัน จะเห็นถึงความสำคัญที่เด็กควรทำได้​ และสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้ในช่วงวัยประถมศึกษา 6-12 ปี เป็นไปดังนี้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-4-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99">บันไดขั้นที่ 4 พัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อสร้างการยอมรับจากตัวเองและผู้อื่น</h2>



<p>เด็กวัยนี้สามารถพัฒนาทักษะความสามารถในทุกด้าน และมีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงทำให้พวกเขามีความต้องการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ อย่างหมั่นเพียร (Industry) เช่น การได้ทำงานได้ สำเร็จด้วยตนเอง การทำบางสิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับในตัวเขา หรือแม้กระทั่งการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทายด้วยตัวเอง เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>เมื่อเด็ก ๆ ทำได้สำเร็จหรือทำสิ่งดี ๆ แล้วได้รับการยอมรับจากผู้อื่น เช่น พ่อแม่ คุณครู และเพื่อน ๆ เด็ก ๆ จะมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตนเอง ในทางตรงกันข้าม​ ถ้าพัฒนาการขั้นนี้ไม่เกิดขึ้น เด็กจะเกิดปมด้อย (Inferiority)&nbsp; หรือเกิดความรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่มีความสามารถ ซึ่งมักเกิดจากสองสาเหตุ ดังนี้</p>



<ol><li>เด็กไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เขารักได้ หรือไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้</li><li>เมื่อเด็กทำผิดพลาด มักจะถูกตำหนิ ลงโทษ ทำให้อับอาย หรือซ้ำเติม โดยปราศจากผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือและสอนวิธีที่ถูกให้กับเขา ส่งผลให้เด็ก ๆ รับรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถ</li></ol>



<p>ดังนั้นการเปรียบเทียบและตัดสินเด็กจากมาตรวัดเพียงมาตรเดียว แล้วนำเด็ก ๆ มาจัดอันดับเปรียบเทียบกับผู้อื่น มักบั่นทอนความมั่นใจในตนเองของเด็กที่ได้อันดับท้ายหรือทำไม่ได้ แม้จะเป็นการตัดสินจากวิชาหรือทักษะเดียว แต่สามารถส่งผลให้เด็กที่โดนตัดสินแผ่ขยายการรับรู้ว่าตนเองล้มเหลวไปยังด้านอื่น ๆ ในชีวิตด้วย เช่น เด็กคนหนึ่งได้อันดับสุดท้ายวิชาเลข แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่องในทุก ๆ ด้านไปด้วย</p>



<p>หัวใจสำคัญของบันไดพัฒนาการในเด็กวัย 6-12 ปี จึงเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส ในการให้เด็ก ๆ ลงมือทำ ได้ฝึกฝน ลองผิดลองถูก และได้รับการสอนอย่างเหมาะสม ที่สำคัญควรเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับรู้ความสามารถของตนเองมากกว่าการถูกตัดสินว่าตัวเขานั้นไม่ได้เรื่องอย่างไร</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-55f465"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เมื่อพ่อแม่-ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถม-03.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading" id="3-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2">การจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับเด็กประถมศึกษา</h2>



<p>ในทางจิตวิทยาแล้ว ไม่ว่าเด็ก ๆ จะเรียนรู้วิชาอะไรก็ตาม สำหรับเด็กวัยนี้ที่เพิ่งเริ่มเข้าใจนามธรรมมากขึ้น พวกเขาควรได้เรียนรู้ผ่านการสังเกต ทดลอง ลงมือทำ และสัมผัสของจริง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเนื้อหาที่ไกลตัวของเด็ก ๆ เป็นทฤษฎีเชิงท่องจำ​ ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาให้เด็กเรียนรู้ในช่วงวัยนี้ และรูปแบบการเรียนรู้ไม่ว่าเขาจะเรียนวิชาอะไร ควรมีแนวทางการเรียนรู้ดังต่อไปนี้</p>



<p>ก่อนจัดการเรียนรู้ที่บ้านให้กับเด็ก ๆ เราควรวางโครงสร้างการเรียนรู้ในแต่ละวันให้ชัดเจนผ่านการระบุว่าเด็ก ๆ ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ซึ่งตารางเวลาที่ดีประกอบไปด้วย</p>



<ol><li>กิจวัตรประจำวันที่จำเป็น เวลาตื่นนอน กินข้าว พัก และทำงานบ้าน</li><li>การเรียนรู้ช่วงเช้า ควรเป็นการเรียนรู้สงบ ๆ อาจจะเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือกับเรา หรืองานที่ใช้สมาธิบ้าง เช่น การคิด การวาด การสร้างสรรค์ และอื่น ๆ&nbsp;</li><li>การเรียนรู้ช่วงบ่าย ควรเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการเคลื่อนไหว เช่น การทดลอง การออกกำลังกาย การประดิษฐ์ เป็นต้น</li><li>ในทุกวัน ควรมีการออกกำลังกายและการวิ่งเล่นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จะจัดสรร เป็นพักน้อย พักเที่ยง และก่อนกินข้าวเย็น สามารถจัดสรรให้เหมาะสมกับที่บ้านได้เลย</li><li>เวลาก่อนนอน คือเวลาที่เรากับลูกจะได้พูดคุยกันถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ๆ</li></ol>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89">แนวทางการจัดการเรียนรู้</h2>



<h4 class="wp-block-heading" id="5-1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2">1 การทดลอง และลงมือทำเพื่อพิสูจน์ นำไปสู่การเข้าใจเนื้อหา และจดจำนำไปใช้ได้ดีกว่า</h4>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วิชาคณิตศาสตร์</span></strong> เราควรให้เด็กนับเลขผ่านการนับวัตถุจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ให้เขานับในกระดาษ<br>เมื่อนับของได้แล้ว เราค่อยสอนสัญลักษณ์​ ซึ่งก็คือตัวเลขลงไป นับของได้&#8230;ชิ้น ของกองนี้แทนด้วยเลขนี้<br>เมื่อเชื่อมโยงจำนวนกับตัวเลขแล้ว จึงกระเถิบไปสู่การเปรียบเทียบมากกว่า-น้อยกว่า&nbsp;<br>สุดท้ายจึงนำไปสู่การเพิ่ม-ลดจำนวน ก่อนจะแทนสัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายบวก-ลบลงไป<br>เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้คณิตศาสตร์ผ่านการเล่นและลงมือทำ เช่น เล่นซื้อของ-ขายของ ทำอาหาร แบ่งขนม แบ่งเค้ก เป็นต้น</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วิชาวิทยาศาสตร์</span></strong> เราสามารถทดลองจากสิ่งรอบตัวของเด็ก ๆ หรือ แม้แต่สิ่งที่เด็ก ๆ อยากรู้ได้<br>เช่น จม-ลอย วัสดุแบบใดบ้างที่จมน้ำ-ลอยน้ำ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งหาของเหล่านั้นมาทดลอง<br>ปลูกต้นถั่วในดินแบบใดจะขึ้นได้ดีกว่ากัน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องดินแต่ละแบบ และอื่น ๆ อีกมากมาย<br>ในความเป็นจริงแล้ว ทุกวิชาเด็กวัยนี้สามารถเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวภายในบ้าน และบางครั้งข้างนอกบ้านได้ เช่น&nbsp;</p>



<p>-เรียนรู้การบวก-ลบ-คูณ-หาร&nbsp; จากการทำอาหาร หรือไปซื้อของกับคุณแม่<br>-เรียนรู้การสังเคราะห์แสง จากการปลูกต้นไม้ในสวน<br>-เรียนรู้การแต่งประโยค จากการอ่านหนังสือนิทาน และลองแต่งนิทานของตัวเอง <br>-เรียนรู้ภาษาอังกฤษ จากของใช้ในบ้านและหนังสือนิทาน เป็นต้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="6-2-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B9%86-%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89">2 การอ่านหนังสือ สามารถเปิดโลกหลายใบให้กับเด็ก ๆ ได้</h4>



<p>เมื่อเราต้องอยู่บ้านเป็นเวลานาน หนังสือสามารถพาเด็ก ๆ ออกไปเรียนรู้โลกใบนี้ได้ ที่สำคัญในหลาย ๆ วิชาเรียนสามารถเรียนได้จากการอ่านหนังสือที่น่าสนใจ ดังนั้นไม่ว่าเด็ก ๆ จะอยู่วัยใด การอ่านหนังสือสามารถเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด&nbsp;</p>



<p>ยิ่งเด็ก ๆ อ่าน พวกเขายิ่งได้พัฒนาคลังข้อมูลในสมอง และทุกครั้งที่อ่าน เด็ก ๆ ได้ใช้ความคิดและจินตนาการของพวกเขาอย่างเต็มเปี่ยม ถ้าบ้านใดสามารถจัดเวลาอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ได้ทุกเช้าหรือก่อนนอนเวลาเดิมเป็นประจำทุกวัน เรายังสามารถปลูกฝังวินัยในตัวเด็ก ๆ ได้อีกด้วย</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในวิชาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม ซึ่งมักจะพบในเนื้อหาของชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เราสามารถให้เด็ก ๆ อ่านเนื้อหาในหนังสือแล้วนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเราได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="7-3-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%94">3 การทดสอบความรู้ที่ดีที่สุด คือ การเปิดโอกาสให้เด็กนำเสนอความรู้ในแบบที่เขาถนัด</h4>



<p>ถ้าหากเราใช้ข้อสอบวัดความรู้เด็ก เราจะได้เห็นความรู้แค่มุมเดียว และที่แย่ไปกว่านั้นเด็กบางคนอาจจะไม่สามารถนำเสนอความรู้ที่เขามีอยู่ในตัวออกมาให้เราห็นได้ ทำให้เราเข้าใจผิดว่าเด็กคนนั้นไม่มีความรู้</p>



<p>ในความเป็นจริง การนำเสนอความรู้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเขียน การพูด การสร้าง การวาด และอื่น ๆ&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่สอนเรื่อง “สัตว์บก-สัตว์น้ำ”<br>เด็กคนที่ 1 อาจจะนำเสนอผ่านการเขียนออกมา<br>เด็กคนที่ 2 อาจจะนำวิดีโอไปถ่ายสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ&nbsp;<br>เด็กคนที่ 3 อาจจะวาดรูปสัตว์บก อีกภาพเป็นสัตว์น้ำ</p>



<p>หัวใจสำคัญของการทดสอบความรู้คือ การทำให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กคนนั้น ๆ เข้าใจเนื้อหาที่สอนไปหรือไม่ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตัดสินว่าเด็กคนนั้นอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของห้อง&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อสอบเพื่อทดสอบเด็ก ๆ จริง ๆ ข้อสอบที่ดี คือ ข้อสอบปลายเปิดที่เด็ก ๆ สามารถแสดงความรู้และความคิดออกมาให้เราเห็นได้ เช่น แทนการตั้งคำถามว่า “เสือเป็นสัตว์บกใช่หรือไม่” อาจจะเปลี่ยนเป็น “สัตว์บกมีอะไรบ้าง”&nbsp;</p>



<p>หรือแม้กระทั่งคำถามที่สามารถต่อยอดความรู้ไปได้อีก เช่น “ถ้าปลาต้องขึ้นอยู่บนบก เด็ก ๆ ว่า เขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ให้เด็ก ๆ วาดภาพตามจินตนาการออกมา”&nbsp;</p>



<p>สำหรับเด็กที่โตกว่าเด็กประถมขึ้นไป การสอบอาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น แต่ในวัยประถมนั้น การสอบไม่ควรทำให้เด็ก ๆ สูญเสียตัวตนและความมั่นใจในตนเองไป แต่การสอบควรช่วยให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็นและพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อย ๆ ต่างหาก</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b96c27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เมื่อพ่อแม่-ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถม-04.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading" id="8-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">สำหรับบ้านที่เรียนตามระบบออนไลน์</h2>



<p>ผู้ใหญ่สามารถช่วยจัดสรรงานหรือการบ้านให้เหมาะสมกับเด็ก ๆ ได้ตามวัย โดยพิจารณาจาก</p>



<ol><li>งานนั้นเด็กสามารถทำด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะงานที่เหมาะสมกับวัยเด็กควรทำได้ด้วยตนเองเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนมา</li><li>ระยะเวลาที่ทำงานนั้นไม่มากจนเกินกว่าที่วัยของเขาจะรับไหว</li></ol>



<p>แฮร์ริส​ คูเปอร์​ (Harris Cooper, 2015) ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาของมหาวิทยาลัยดุกซ์ แนะนำว่า “เวลาโดยเฉลี่ยที่เหมาะสมกับการให้เด็กวัยเรียน (6 ปี) ได้ฝึกฝนเนื้อหาที่เรียนไปในแต่ละ วันเริ่มต้นที่ 10 นาที ซึ่งในชั้นเรียนถัดไปจะเพิ่มชั้นละ 10 นาที ไปเรื่อยๆ&#8221;</p>



<p>-ดังนั้นในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 10 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 2 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 20 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 3 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 30 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 4 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 40 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 5 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 50 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 6 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 60 นาที ต่อวัน<br>-และพอเด็ก​ ๆ ขึ้นชั้นมัธยม 1 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 1.10 ชั่วโมง ต่อวัน เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ</p>



<p>3. ความพร้อมและข้อจำกัดของตัวเด็กและแต่ละบ้าน ตรงนี้เอาที่ลูกไหว พ่อแม่ไหว</p>



<p>สุดท้าย “เด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำให้พวกเขามีวิธีการเรียนรู้ที่อาจจะแตกต่างกันไปด้วย การเรียนออนไลน์อาจจะทำให้เด็กบางคนหล่นหายไประหว่างทาง ตรงนี้ยังไม่ได้หมายรวมถึงความพร้อมของแต่ละบ้าน แต่หมายถึงความพร้อมของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกันแล้ว”</p>



<p>ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม​ ผู้ใหญ่มีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็ก ๆ ว่า “พวกเขามีศักยภาพและพวกเขาสามารถเรียนรู้ได้” ไม่ใช่การสร้างทัศคติทางลบต่อการเรียนรู้และที่เลวร้ายที่สุดคือ ทัศคติทางลบต่อตัวเอง เช่น “ฉันมันไม่ได้เรื่อง” “ฉันทำมันไม่ได้หรอก” และ “ทำอย่างไรก็ไม่ดีพอ&#8221;</p>



<p>ดังนั้นสิ่งที่เราควรตระหนักและให้ความสำคัญ ไม่ใช่ปริมาณชั่วโมงการเรียนหรือการบ้าน แต่คือ “ธรรมชาติของการเรียนรู้ในเด็กแต่ละวัย” และ “ข้อจำกัดที่เด็กแต่ละคนมีไม่เท่ากัน”&nbsp;</p>



<p><strong>เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเติบโตต่อไปได้อย่างที่เขาควรจะเป็น</strong></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong><br>Cooper, H. The Battle Over Homework: Common Ground for Administrators, Teachers, and Parents. New York, Carrel Books, 2015.</p>



<p>Widick, C., Parker, C. A., &amp; Knefelkamp, L. (1978). Erik Erikson and psychosocial development. New directions for student services, 1978(4), 1-17.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/">เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Sep 2021 05:31:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก อีริกสัน]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[Psychosocial Development]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45666</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กปฐมวัย (0-6 ปี) มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/">SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำถาม “เด็กปฐมวัย (0-6 ปี) มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</strong><br><strong>คำตอบ “งานหลักของเด็กปฐมวัยคือ การเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในวัยถัดไป ผ่านการฝึกช่วยเหลือตัวเองตามวัย การเล่น การฟัง (นิทาน) และการทำงานบ้านหรืองานที่เหมาะสมกับวัย”</strong></p>



<p>หากอ้างอิงตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development) ของอีริก อีริกสัน จะเห็นถึงความสำคัญที่เด็กควรทำได้ และสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้ในแต่ละช่วงวัย โดยเรียงลำดับตามขั้นบันไดพัฒนาการดังนี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d44c1b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 1 สร้างสายสัมพันธ์ พัฒนาความเชื่อใจ สร้างพ่อแม่ลูกที่มีอยู่จริง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นแรกของมนุษย์ (วัย 0-2 ปีแรก) เริ่มจากการที่พ่อแม่ต้องสร้างความเชื่อใจ (Trust) ให้กับลูก ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่คือ การมีเวลาให้กับลูกเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ถ้าพ่อแม่ให้การตอบสนอง เด็กจะรับรู้ว่า สายสัมพันธ์ที่เขามีระหว่างพ่อแม่กับตัวเขานั้นมั่นคงและปลอดภัย</p>



<p>“การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง” ถือเป็นอีกกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำได้ทุกวัน&nbsp; ทุกครั้งที่พ่อแม่นั่งลงเพื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รวมทั้งสมองของลูกที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากการที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้เขาฟัง</p>



<p>ที่สำคัญก่อนที่เด็ก ๆ จะเรียนรู้ “การฟังและทำตามคำบอกของพ่อแม่” เสียงของพ่อแม่จำเป็นต้องมีความสำคัญสำหรับลูกเสียก่อน การอ่านหนังสือนิทานนอกจากเด็ก ๆ จะได้ยินเรื่องราวและมองเห็นภาพในหนังสือนิทานแล้ว เขายังได้ยินเสียงของพ่อแม่ และเสียงพ่อแม่มีความสำคัญสำหรับเขา เพราะช่วงเวลานิทานที่เต็มไปด้วยความสนุก เด็ก ๆ จะเชื่อมโยงความสุขที่เกิดขึ้นกับเสียงของพ่อแม่ และความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยกับช่วงเวลาที่พ่อแม่อยู่กับเขา</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4898a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 2 พัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ผ่านการใช้ร่างกายเพื่อช่วยเหลือตัวเอง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นที่สองของมนุษย์ (วัย 2-3 ปี) คือ ความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) เด็กวัยนี้มีอิสรภาพทางร่างกายมากขึ้น เขาสามารถคลาน เดิน วิ่ง และหยิบคว้าอย่างรวดเร็ว เพราะกล้ามเนื้อของเขาเริ่มแข็งแรงพอจะเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัยนี้ ได้แก่</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">1. การสอนเด็กช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)</h4>



<p>เพื่อให้เขาได้ฝึกทำอะไรด้วยตนเอง เช่น การกิน การล้างหน้าแปรงฟัน การอาบน้ำ การถอด-ใส่เสื้อผ้า การถอด-ใส่รองเท้า การเก็บของเล่น และการเข้าห้องน้ำ เด็กที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่แค่เพียงทำให้พ่อแม่สบายใจที่ปล่อยลูกไปสู่โลกภายนอก แต่เป็นความมั่นใจที่เกิดขึ้นในตัวเด็กด้วยว่า “เขาสามารถทำได้” เด็กจะพร้อมเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างมีความสุข เพราะฐานของเขานั้นมั่นคงและเเข็งแรง</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. การให้เด็กๆ เล่นโดยใช้ร่างกายให้มากที่สุด</h4>



<p>เพื่อสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ที่แข็งแรงพร้อมสำหรับการเรียนรู้ขั้นต่อไป และเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทางกายต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับสังคมในวัยถัดมา อย่าเพิ่งมุ่งอ่านเขียนเป็นสำคัญ เช่น</p>



<ul><li><strong>การเล่นปีนป่าย</strong> เช่น ปีนเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ปีนต้นไม้ หรือการปีนป่ายฐานอุปสรรคที่ทำในบ้าน</li><li><strong>การเล่นกับธรรมชาติ</strong> เช่น เล่นน้ำ เล่นดิน เล่นทราย เล่นโคลน เล่นใบไม้ ใบหญ้า เรียงหิน เป็นต้น</li><li><strong>การเล่นเลอะเทอะ (Messy play)</strong> เช่น เล่นกับอาหาร ได้แก่ ข้าวสาร เม็ดแมงลักแช่น้ำ เส้นสปาเกตตีต้ม เส้นมะกะโรนี หั่นผักผลไม้ แป้งข้าวโพดผสมน้ำ เป็นต้น</li><li><strong>กิจกรรมศิลปะ</strong> สำหรับเด็กวัยนี้ก็ถือว่าเป็นการเล่นได้เช่นกัน เมื่อเด็ก ๆ ละเลงสี หรือวาดเส้นไปทั่วกระดาษ ร่างกายของเขาได้เคลื่อนไหว สมองได้สร้างสรรค์ และเขารู้สึกสนุกกับการเล่นนี้</li><li><strong>การเล่นทำงานบ้าน</strong> เช่น ช่วยแม่ทำอาหาร ช่วยพ่อล้างรถ ช่วยกวาดพื้น ถูพื้น ซักผ้า เป็นต้น</li></ul>



<p>เพราะการเล่นเหล่านี้ทำให้เด็กได้ทดสอบร่างกายของตนเอง และส่งเสริมให้ร่างกายได้ใช้งานอย่างเต็มที่นั่นเอง เมื่อเด็กรับรู้ว่า “ตนเองสามารถทำสิ่งใดได้ด้วยตนเอง” เขาจะรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งนำไปสู่ความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง (Sense of Autonomy) และการควบคุมตนเอง (Self Control) จะเกิดขึ้นตามมา</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e98035"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 3 พัฒนาความคิดริเริ่มและลงมือทำตามความคิดผ่านการเล่น เพื่อเตรียมความพร้อมออกสู่โลกกว้าง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นที่สามของมนุษย์ (วัย 3-5 ปี) คือ การเป็นผู้คิดริเริ่ม (Initiative) เด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง พวกเขาจะพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด</p>



<p>นอกจากนี้จินตนาการจะเข้ามามีส่วนสำคัญในโลกของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การเล่นจึงเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาร่างกาย จิตใจ ความคิด อารมณ์ และสังคมของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก การเล่นทำให้เด็กๆ สามารถทดลองทำตามความคิดของตนเอง และความสนุกที่เกิดจากอิสระทางความคิดได้ปลดปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นตามจินตนาการอย่างสนุกสนาน การเล่นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญของเด็ก ๆ วัยนี้ ได้แก่</p>



<ul><li>การเล่นปรากฏในรูปแบบการทำกิจกรรมศิลปะ ประดิษฐ์ และสร้างสรรค์งานต่าง ๆ อย่างอิสระ</li><li>การเล่นบทบาทสมมติ เช่น การสมมติให้ตัวเองหรือพ่อแม่และคนรอบตัวที่เล่นด้วยเป็นสิ่งของหรือสิ่งมี ชีวิตต่าง ๆ การสมมติให้สิ่งของรอบตัวเป็นอะไรก็ตามในจินตนาการของตน</li><li>การเล่นทดลองเพื่อตอบคำถามสิ่งที่เด็ก ๆ อยากรู้</li><li>การเล่นตามกติกาอย่างง่าย เช่น เกมโดมิโน เกมจับคู่ เกมบิงโก เป็นต้น</li></ul>



<p>ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัย 3-5 ปี คือ “การอนุญาตให้เด็ก ๆ ได้เล่นอย่างที่เด็กวัยเขาควรได้เล่น และได้ทดลองสิ่งที่เขาอยากรู้ โดยมีพ่อแม่คอยดูแลและสนับสนุน”&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้การสอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้การทำงานส่วนรวม หรืองานบ้าน จะช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การยับยั้งชั่งใจเพื่อรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้เสร็จก่อนไปทำสิ่งที่เขาอยากทำ และเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะเมื่อเด็ก ๆ ทำงานเพื่อส่วนรวม พวกเขาค่อยๆ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางลง และพัฒนาการมองเห็นผู้อื่นมากขึ้น ที่สำคัญเด็ก ๆ ยังมองเห็นคุณค่าในตัวเองผ่านการได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อส่วนรวมอีกด้วย</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-077826"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“การเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการเล่นของเด็กปฐมวัย”</h2>



<h4 class="wp-block-heading">1. พื้นที่ที่ปลอดภัย</h4>



<p>ปิดรูปลั๊กไฟ ไม่มีของอันตรายหรือของที่อยู่สูงเกินเด็กเอื้อมถึง และหากเลอะเทอะแล้วทำความสะอาดในภายหลังได้อย่างง่ายดาย อาจจะใช้การปูผ้ายางกันเปื้อนก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ เล่น</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. วัตถุดิบและอุปกรณ์สำหรับเล่น</h4>



<p>-ของเล่นต่างๆ ทั้งแบบ Free form และสำเร็จรูป เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อพลาสติก ตุ๊กตา รถของเล่น เป็นต้น<br>-วัสดุและวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น หิน ดิน ทราย ไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เป็นต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. อุปกรณ์สำหรับสร้างสรรค์งาน</h3>



<p>เช่น กาว กรรไกร สีต่าง ๆ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรสอนให้เด็ก ๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ถูกวิธี ก่อนจะมอบให้พวกเขาไป และในเด็กเล็กต่ำกว่า 6 ปี ผู้ใหญ่ควรให้การดูแลระหว่างที่เด็ก ๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-548bdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย” เท่ากับ “การเล่น” และ “การเล่น&#8221; เท่ากับ “การเรียนรู้”</h2>



<p>เพราะ &#8220;การเล่น&#8221; เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ เด็ก ๆ ควรได้เล่นอย่างเพียงพอ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จะแบ่งเวลาเล่นเป็นครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น ก็ทำได้เช่นกัน ทั้งนี้อย่าลืมให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจวัตรประจำวันที่สำคัญหรืองานที่จำเป็นก่อนไปเล่น เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้การเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง และการยับยั่งชั่งใจ เพื่อสร้างวินัยที่เหมาะสมให้กับพวกเขา</p>



<p>แม้จะให้เด็ก ๆ เล่นอย่างอิสระ แต่อย่าลืมกำหนดขอบเขตและตั้งกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม กติกาสำคัญที่ทุกบ้านควรมีก่อนปล่อยให้เด็ก ๆ ไปเล่น ได้แก่</p>



<p>1. กฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายข้าวของ<br>2. เล่นแล้วเก็บให้เหมือนเดิม หรือเล่นแล้วต้องช่วยกันทำความสะอาดด้วย<br>3. บริเวณที่เล่น ของเล่นที่เล่นได้ จะอยู่ในบริเวณดังกล่าว</p>



<p>เพียงเท่านี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์อย่างอิสระ แต่ไม่ลืมที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาด้วย</p>



<p>เมื่อใดที่เด็ก ๆ เล่น พวกเขาได้เรียนรู้ การเล่นยังเป็นการเตรียมร่างกายทั้งสมองและกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ให้พร้อมสำหรับการใช้งานในการเรียนรู้ขั้นต่อไป เด็กที่ได้เล่นอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาการควบคุมร่างกายภายนอกของตัวเอง และนำไปสู่การควบคุมตัวเองจากภายใน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีสมาธิที่เพียงพอต่อการจดจ่อเพื่อเรียนรู้ในขั้นต่อ ๆ ไป</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Widick, C, Parker, C A, &amp; Knefelkamp, L (1978) Erik Erikson and psychosocial development New directions for student services, 1978(4), 1-17</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/">SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
