<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เด็กผู้ลี้ภัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 Nov 2024 06:58:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เด็กผู้ลี้ภัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2024 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความร่วมมือด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาของเด็กข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาของเด็กพื้นเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ลดช่องว่างทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88433</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/">การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษาถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คน แต่ในความเป็นจริง ยังมีคนมากมายเข้าไม่ถึงการศึกษา เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ก่อกำแพงขวางพวกเขาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การลี้ภัย หรือแม้แต่ภาระหน้าที่ในชีวิต ดังจะเห็นได้จากเด็กชายขอบ เด็กผู้ลี้ภัยที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียน หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่เคยหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ‘การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น’ จึงกลายมาเป็นคำตอบแห่งยุคสมัย เพื่อที่จะสร้างระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียน ออกแบบหลักสูตรที่รองรับความหลากหลาย และกำหนดนโยบายที่ไม่กีดกันใครออกจากการศึกษา</p>



<p>คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและโอบรับทุกคนได้อย่างไร แนวทางใดที่จะทำให้ผู้ใหญ่ที่เคยหลุดจากระบบการศึกษาได้กลับมาเรียน เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของพวกเขา และเด็กผู้ลี้ภัยได้เรียนในระดับสูงเท่าที่ต้องการโดยปราศจากอุปสรรค เพื่อให้การศึกษาเป็นบันไดสู่โอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนอย่างแท้จริงเท่าเทียมกัน</p>



<p>101 ชวนสำรวจแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ยืดหยุ่น เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา จากงานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ร่วมแลกเปลี่ยนโดย<strong>&nbsp;มินซอน พัก</strong>&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญโครงการ สถาบัน National Institute for Lifelong Education (NILE) สาธารณรัฐเกาหลี&nbsp;<strong>ดร.เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong>&nbsp;ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2560 ประเทศฟิลิปปินส์ และ&nbsp;<strong>แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong>&nbsp;ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก<a href="https://afe2024.eef.or.th/app/netattm/attendee/Page/127556" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน</a> ในหัวข้อ<a href="https://youtu.be/DquyHEWoQWQ?si=Dw8x6ut8VtVAYhmP" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การขยายโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา</a> จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพิ่มทางเลือกระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วย ACBS และ BDES – มินซอน พัก</strong></h3>



<p>หนึ่งในการแนวทางการลดช่องว่างทางการศึกษา คือการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต&nbsp;<strong>มินซอน พัก</strong>&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญโครงการ สถาบัน National Institute for Lifelong Education (NILE) เริ่มต้นโดยการแนะนำว่าสถาบัน NILE ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการของประเทศเกาหลีใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มประชากรทั่วประเทศ ซึ่งโครงการสำคัญของสถาบัน ได้แก่ Academic Credit Bank System (ACBS) และ Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1) Academic Credit Bank System (ACBS)</strong></h4>



<p>Academic Credit Bank System (ACBS) หรือธนาคารหน่วยกิต คือระบบที่ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้มีทางเลือกให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการศึกษาขั้นที่สูงขึ้นได้ โดยการเก็บรวบรวมหน่วยกิตจากการเรียนหลากหลายรูปแบบเพื่อขอรับรองวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>ผู้เรียนสามารถรวบรวมหน่วยกิตได้จากหลายแหล่ง เช่น การลงทะเบียนเรียนในสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรวุฒิบัตรที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรวุฒิบัตรที่ออกโดยสถาบันเอกชนและได้รับการรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรนอกเวลาของสถาบันอุดมศึกษา การอบรมวิชาชีพ การเรียนหลักสูตรออนไลน์ หรือใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นต้น</p>



<p>ขั้นตอนเริ่มต้นจากการลงทะเบียนในระบบของ ACBSโดยเลือกวิชาเอกและปริญญา จากนั้นก็เริ่มสะสมหน่วยกิตโดยการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น และสามารถนำวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรจากการเรียนหรือการฝึกอบรมมารวบรวมเพื่อเทียบหน่วยกิตประกอบกันได้ด้วย และเมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กำหนด ก็สามารถยื่นขอรับรองปริญญา โดยผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือจากมหาวิทยาลัยที่ตนลงทะเบียนเรียน</p>



<p>ACBS มีหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยในระดับอนุปริญญา มี 13 หลักสูตร ประกอบด้วย 111 สาขา และระดับปริญญาตรี มี 26 หลักสูตร ประกอบด้วย 118 สาขา</p>



<p>สำหรับค่าใช้จ่าย 1,000 วอนต่อหน่วยกิต สำหรับการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องมี 140 หน่วยกิต รวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 วอน หรือประมาณ 3,500 บาท</p>



<p>แนวคิด ACBS เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1995 เมื่อมีการประกาศการปฏิรูปการศึกษาที่เกาหลีใต้ จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับการรับรองวุฒิการศึกษาราวหนึ่งล้านคน แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของระบบซึ่งคือความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตได้ตามที่ตนสะดวก เช่น การเทียบวุฒิ หรือการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรของสถาบันต่างๆ นอกจากนี้ ACBS ยังโอบรับความหลากหลายในการเรียนรู้นอกระบบ เช่น การฝึกอบรมในสถานที่ทำงาน หรือคุณวุฒิอาชีวศึกษา เป็นต้น</p>



<p>“จุดเด่นสำคัญที่สุดของระบบนี้ คือการช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา เอื้อให้คนวัยผู้ใหญ่ที่ไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาในระบบสามารถที่ได้รับวุฒิการศึกษาได้ และยังช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในคนกลุ่มชายขอบด้วย” มินซอนกล่าว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2) Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES)</strong></h4>



<p>Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES) แตกต่างจาก ACBS ที่จะต้องลงทะเบียนเรียนหรือเก็บหน่วยกิต เพราะ BDES เป็นการจัดสอบเพื่อรับรองวุฒิปริญญาตรี ซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ และจะต้องเข้าสอบวัดผลกับ NILE และเมื่อสอบผ่านก็จะได้รับการรับรองวุฒิปริญญาตรี หรืออนุปริญญา โดยจะมีการสอบทั้งหมดสี่ครั้ง เทียบได้กับสี่ปีในระดับมหาวิทยาลัย</p>



<p>BDES เริ่มต้นในปี 1990 มีให้เลือกสอบวัดระดับหลากหลายหลักสูตร เช่น ภาษาและวรรณกรรมเกาหลี จิตวิทยา กฎหมาย การบริหารจัดการธุรกิจ คหกรรมศาสตร์ เป็นต้น</p>



<p>จุดเด่นของ BDES คือการเรียนรู้อย่างอิสระ ผู้เรียนสามารถวางแผนการเรียนได้เอง และใช้ต้นทุนน้อย คือประมาณ&nbsp;18,000 วอน หรือราว 450 บาท ในการลงทะเบียนสอบแต่ละครั้ง รวมสี่ครั้ง ราว 80,000 วอน หรือประมาณ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเทอมในระบบมหาวิทยาลัย</p>



<p>“ทั้ง ACBS และ BDES ช่วยให้ผู้เรียนที่เผชิญอุปสรรคในชีวิต เช่น ไม่มีค่าเล่าเรียน หรือมีข้อจำกัดด้านสถานการณ์ชีวิต สามารถได้รับวุฒิการศึกษาปริญญาตรีหรืออนุปริญญา ที่ได้รับการรับรองเช่นเดียวกันกับผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่น ช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา และส่งเสริมให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นไปได้อย่างแท้จริง” มินซอนกล่าวสรุป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>SANYOG Edukasyon เสริมพลังการศึกษาด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ชนพื้นเมือง – เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong></h3>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายประเทศมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลายนี้จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ&nbsp;<strong>เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong>&nbsp;ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2560 ได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ที่สอดรับกับจุดประสงค์ดังกล่าว โดยเปิดประเด็นว่า “ครูหรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ไม่เพียงแต่ได้รับการเสริมพลังให้เป็นผู้สอนเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาแนวทางการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนของเรา และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากชุมชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมและสภาผู้สูงอายุของชุมชน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านวิถีพื้นเมือง”</p>



<p>เพื่อที่จะจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวได้ เฮซุสยกตัวอย่างระบบการเรียนการสอนที่บูรณาการความรู้วิถีพื้นเมือง อันได้แก่ SANYOG และ PASIBU</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1) SANYOG</strong></h4>



<p>โรงเรียนในเขต Calinog ออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทุกด้านของการเรียนรู้ โดยคิดค้นกลไก โครงการ ยุทธศาสตร์ และกิจกรรมต่างๆ ที่จะกระตุ้นและเสริมพลังผู้เรียน ระบบนี้เรียกว่า SANYOG เป็นคำภาษา Karay-a หมายถึงการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง เมื่อมารวมกับ Edukasyon (การศึกษา) วลีนี้จึงหมายถึงการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการศึกษาในด้านต่างๆ</p>



<p>นอกจากนี้ SANYOG ยังเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษของหัวใจสำคัญของระบบนี้ ได้แก่</p>



<ul>
<li>สร้างมาตรฐานและเสริมสร้างกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในทุกด้าน</li>



<li>ระบุปัญหาทางวิชาการ แก้ไขช่องว่างในการเรียนรู้ และเร่งพัฒนาทักษะการอ่านและคำนวณผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียน</li>



<li>ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง บ่มเพาะความร่วมมือ และพัฒนาภาวะผู้นำร่วมกัน</li>



<li>สร้างผลลัพธ์เบื้องต้น ชื่นชมความสำเร็จ และยึดถือแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาคุณภาพของเวลาเรียน ออกแบบวิธีการสอนและทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบท พร้อมพัฒนาทักษะและการประเมินผลตามมาตรฐานศตวรรษที่ 21</li>



<li>เพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ทางวิชาการผ่านการวิจัยและนวัตกรรม พร้อมมอบโอกาสการเรียนรู้ที่สร้างแรงจูงใจ ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับ</li>



<li>สนับสนุนครูให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับบุคคลและวิชาชีพ ผ่านภาวะผู้นำที่มีความสุขและสร้างการเปลี่ยนแปลง การทำงานร่วมกัน และการชี้แนะเชิงสะท้อนคิด</li>
</ul>



<p>SANYOG เป็นกรอบการเรียนการสอนที่จะช่วยให้ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางการเรียนรู้ โดยใช้หลักการที่กล่าวมาข้างต้น ร่วมกับระบบการเรียนรู้ของคนพื้นถิ่น (Indigenous learning System: ILS) ในการแก้ปัญหาเรื่องการเรียนรู้หรือเพิ่มพูนความรู้ในประเด็นที่คนในชุมชนสนใจ ช่วยลดช่องว่างของทางความรู้ของคนท้องถิ่น โดยการให้ความรู้ในเรื่องที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยสภาผู้สูงอายุในชุมชนมีส่วนช่วยอย่างมากในการให้คำปรึกษาด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น</p>



<p>กล่าวได้ว่า SANYOG สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน (community-based approach) เพื่อเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ</p>



<p>ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ลงนามใน An Act Establishing an Academic Recovery and Accessible Learning (ARAL) กฎหมายเพื่อการเร่งฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีภาวะการเรียนรู้ถดถอยจากการเรียนในช่วงโควิด-19 ดังนั้น SANYOG จึงตอบโจทย์การฟื้นฟูการศึกษาของประเทศ ด้วยการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2) PASIBU</strong></h4>



<p>คือแนวทางการสอนที่สอดคล้องกับกรอบของ SANYOG โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบ ทดสอบ และนำวิธีการสอนแบบใหม่มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนกลุ่มชนพื้นเมือง สร้างกรอบการเรียนรู้ที่บูรณาการระบบความรู้พื้นเมืองในบทเรียน จากนั้นจึงทดสอบและปรับใช้แนวทาง PASIBU ในโรงเรียนที่ให้การศึกษาแบบชนพื้นเมือง (Indigenous Peoples’ Education: IPEd) และส่งเสริมให้โรงเรียนและครูที่ใช้หลักสูตร IPEd ได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการของนักเรียน</p>



<p>ขั้นตอนของแนวทาง PASIBU มีดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">Profile&nbsp; and&nbsp; Plan : ประเมินลักษณะเฉพาะของผู้เรียน เช่น ชนเผ่า ความรู้พื้นฐาน จุดแข็ง ความสนใจ เพื่อที่จะวางแผนการจัดการเรียนการสอนหรือออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมพวกเขาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นที่เรียนนอกโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านการเต้นรำหรือเครื่องดนตรีท้องถิ่น</li>



<li style="font-size:16px">Advance : ต่อยอดตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ โดยต้องพิจารณาว่าทักษะใดที่ผู้เรียนต้องพัฒนา แง่มุมทางวัฒนธรรมใดที่จะนำมาผสมผสานในบทเรียนได้ และกิจกรรมหรือภาระงานแบบใดที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาทักษะนั้น</li>



<li style="font-size:16px">Suit : เชื่อมโยงภาระงานให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และทักษะ โดยพิจารณาว่ากิจกรรมหรือภาระงานนั้นจะเชื่อมโยงกับบริบท ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียนอย่างไร</li>



<li style="font-size:16px">Include : รวบยอดสิ่งที่เรียนรู้ หลังจากทำกิจกรรมหรือภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว นักเรียนได้ความรู้หรือข้อคิดอะไรบ้าง&nbsp; และกิจกรรมเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อนักเรียน</li>



<li style="font-size:16px">Build new knowledge : สร้างความรู้ใหม่หลังจากประเมินว่าทักษะของผู้เรียนเป็นอย่างไร ต้องการพัฒนาด้านใดเพิ่มเติม และได้มีความรู้หรือความเข้าใจใหม่อย่างไรบ้าง โดยแนวทางท้องถิ่นจะเป็นการประเมินผลภาคปฏิบัติ</li>



<li style="font-size:16px">Understand : เข้าใจผ่านการสังเกตว่าผู้เรียนและยังมีช่องว่างอะไร จะต่อยอดความสำเร็จและพัฒนาสิ่งที่พวกเขายังขาดได้อย่างไร</li>
</ul>



<p>เฮซุสเล่าต่อไปว่า SANYOG ได้เปิดตัวพร้อมกันใน 23 โรงเรียนซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำการเรียนรู้ โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา มีพันธมิตรเกิน 100 รายให้การสนับสนุน เช่น หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า องค์กรไม่แสวงหากำไร และสภาผู้สูงอายุในชุมชนที่ให้ความช่วยเหลืออย่างขันแข็ง</p>



<p>ผลของโครงการคือ 98.84% ของนักเรียนได้เกรด 85% ขึ้นไปในไตรมาสแรกของปีการศึกษา 2024-2025 โดยมีเกณฑ์ผ่านที่ 75% ที่สำคัญคือไม่มีนักเรียนคนใดออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ 99.21% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยังระบุว่า SANYOG และ PASIBU สอดคล้องกับมาตรฐานแห่งชาติและความคาดหวังของชุมชนในการแก้ปัญหาท้องถิ่นอีกด้วย</p>



<p>เฮซุสเสนอว่ากรอบการทำงานของ SANYOG สามารถนำไปใช้ได้หลายโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนชาวพื้นเมือง หรือกระทั่งระบบการเรียนรู้ทางเลือก แนวทาง PASIBU ก็เช่นกัน สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนที่มีนักเรียนชาวพื้นเมืองหลายหลายชนเผ่าและชาติพันธุ์ ตลอดจนในศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ &nbsp;</p>



<p>เฮซุสเน้นย้ำว่า “SANYOG ส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างพันธมิตรระหว่างทุกหน่วยงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งเน้นการศึกษาที่ครอบคลุม การพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การสร้างนวัตกรรม การเสริมพลังให้เยาวชน และการมีส่วนร่วมของชุมชน”</p>



<p>“เพื่อให้โครงการนี้ยั่งยืน เราจะต้องส่งเสริมการกระจายอำนาจการกำหนดนโยบายในกระทรวงศึกษาธิการ เสริมสร้างศักยภาพครูและผู้นำทางการศึกษา รวมถึงสนับสนุนบทบาทของชุมชน” เฮซุสทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การ</strong><strong>สร้างการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัย – แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong><strong></strong></h3>



<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เด็กผู้ลี้ภัยหลายล้านคนต้องเผชิญกับอุปสรรค ไม่เพียงแค่การพลัดถิ่น แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p>ต่อประเด็นนี้<strong>&nbsp;แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong>&nbsp;ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย เริ่มต้นอธิบายความหมายว่าผู้ลี้ภัยคือบุคคลที่ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศและหลบหนีออกจากประเทศของตนเนื่องจากความกลัวในการถูกประหัตประหารหรือสงคราม ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยราว 43.7 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 122.6 ล้านคน หากนับรวมผู้ขอสิทธิลี้ภัยและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตในตะวันออกกลาง หรือรัฐประหารในเมียนมา</p>



<p>แทมมี่กล่าวต่อไปถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัยยืดเยื้อ กล่าวคือการที่บุคคลต้องลี้ภัยเกินกว่าห้าปี เพราะประเทศต้นทางเผชิญกับความขัดแย้งยาวนาน เช่น อัฟกานิสถาน และเมียนมา โดยผู้ลี้ภัยจากสถานการณ์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งมักเป็นรุ่นสามและสี่ที่เกิดและเติบโตในประเทศเจ้าบ้าน</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังเป็นเด็กและเยาวชนที่ต้องได้รับการศึกษา แต่อัตราการลงทะเบียนเรียนของผู้ลี้ภัยทั่วโลกโดยเฉลี่ยนั้นค่อนข้างต่ำ คือ 38% ในระดับปฐมวัย, 65% ในระดับประถม, 41% ในระดับมัธยม, และเพียง 6% ในระดับอุดมศึกษา แต่บางประเทศก็ต่ำกว่านั้นมาก อย่างในบังคลาเทศ มีผู้ลี้ภัยเพียง 1% เท่านั้นที่เข้าถึงการศึกษา เมื่อเทียบกับประชากรบังคลาเทศที่มีอัตราการเข้าถึงการศึกษา 75%</p>



<p>“ปัญหาความรุนแรงและความบอบช้ำทางจิตใจก็เป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่เคยเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น ระเบิด การเห็นความรุนแรงในระยะใกล้ หรือการต้องหนีจากความขัดแย้งที่ทำให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและการเรียนรู้ของเด็กผู้ลี้ภัย” แทมมี่กล่าว</p>



<p>เด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัยเผชิญอุปสรรคมากมายที่ขัดขวางพวกเขาจากการเรียนรู้ เช่น<strong>&nbsp;1)</strong>&nbsp;<strong>ความยากจน</strong>&nbsp;เพราะหลายคนต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จึงไม่สามารถเข้าเรียนได้<strong>&nbsp;2) การจำกัดการเข้าถึง</strong>&nbsp;เด็กผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะเด็กหญิงชาวอัฟกัน มักเผชิญกับอุปสรรคทางวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสภาพด้วย<strong>&nbsp;3) สถานะทางกฎหมาย</strong>&nbsp;เพราะเมื่อผู้ลี้ภัยไม่ได้รับสิทธิในการทำงาน แม้มีวุฒิการศึกษาก็อาจไม่สามารถทำงานได้ พวกเขาจึงไม่เห็นโอกาสที่จะยกระดับชีวิตตนเองผ่านการศึกษา เป็นต้น</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องหลักสูตรการศึกษา โดย UNHCR เคยพยายามวางหลักสูตรแบบเดียวกับประเทศต้นทางของผู้ลี้ภัย แต่พบอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะการรับรองวุฒิการศึกษา เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเจ้าบ้านไม่สามารถรับรองหลักสูตรของประเทศอื่นได้ และรัฐบาลของประเทศต้นทางเองก็ไม่สามารถเข้ามาดำเนินการทดสอบหรือออกใบรับรองคุณวุฒิได้เช่นกัน จึงทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากไม่ได้รับการรับรองวุฒิการศึกษา</p>



<p>ในการขจัดอุปสรรคเหล่านี้ แทมมี่กล่าวว่ามีนโยบายและแนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่ UNCR ได้เคยดำเนินการ เช่น</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">พยายามผลักดันให้เด็กผู้ลี้ภัยเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ เพื่อที่จะได้รับใบรับรองวุฒิการศึกษา</li>



<li style="font-size:16px">ในพื้นที่ห่างไกล มักไม่มีโรงเรียนท้องถิ่น UNHCR จึงสนับสนุนการตั้งโรงเรียนผู้ลี้ภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กในชุมชนได้เข้าเรียนด้วย แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้พวกเขาดูแลศูนย์การเรียนรู้ต่อไปด้วยตนเองได้</li>



<li style="font-size:16px">ในกรณีของเด็กผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ แม้จะมีนโยบายการศึกษาถ้วนหน้า ทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ แต่อุปสรรคคือการเรียนการสอนที่เป็นภาษาไทย UNHCR จึงได้จัดสอนภาษาไทยพื้นฐานให้เด็กๆ</li>



<li style="font-size:16px">ส่งเสริมหลักสูตรที่ยืดหยุ่น เช่น การฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน</li>



<li style="font-size:16px">ทำงานร่วมกับ UNICEF ในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้เร่งรัดและเหมาะกับวัยของผู้เรียน หนึ่งในผลการดำเนินงานนี้ คือการช่วยให้เด็กผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานที่เคยหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้ามาเรียนได้</li>



<li style="font-size:16px">ผู้ลี้ภัยมักมีแนวโน้มจะหลุดจากระบบการศึกษาเมื่อเริ่มเข้าสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น UNHCR จึงมอบทุน DAFFI สำหรับผู้ลี้ภัยที่ต้องการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเริ่มมอบทุนตั้งแต่เมื่อ 32 ปีที่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ร่วมกับรัฐบาลเดนมาร์ก และพันธมิตร ทุนการศึกษานี้ช่วยให้ผู้ลี้ภัยกว่า 26,300 คนสามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม ความต้องการทุนการศึกษายังคงสูงกว่าจำนวนทุนที่มอบให้ โดยมีเพียง 12% จากผู้สมัครเท่านั้นที่ได้รับทุน</li>
</ul>



<p>นอกจากนี้ แทมมี่ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 4 คือการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม</p>



<p>“เราต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้ลี้ภัยจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” แทมมี่เน้นย้ำ พร้อมขยายความว่าในการประชุมเวทีผู้ลี้ภัยโลก ปี 2023 มีการตั้งเป้าหมายให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้เช่นเดียวกับประชากรในประเทศเจ้าบ้าน และยังตั้งเป้าหมายว่า 15% ของจำนวนผู้ลี้ภัย จะต้องได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ภายในปี 2030 จากที่ในปี 2019 มีเพียง 1% และเพิ่มเป็น 6% ในปี 2023</p>



<p>แทมมี่กล่าวเสริมถึงโครงการใหม่ที่อาจช่วยให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น คือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินสด (cash-based interventions) โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเน้นไปที่เด็กผู้หญิงซึ่งมีแนวโน้มจะหลุดจากการศึกษาจากหลายปัจจัย แม้โครงการดังกล่าวนี้เพิ่งเริ่มทดลองได้ไม่นาน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีเกิดขึ้น</p>



<p>“เราต้องเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และที่สำคัญคือต้องขจัดอุปสรรคทางนโยบายที่มีอยู่ ซึ่งมักเป็นกฎหมายและระเบียบที่อาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่กลับส่งผลเช่นนั้น” แทมมี่กล่าว และเสนอว่าเราต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อขจัดอุปสรรคเหล่านี้ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าเรียน ได้รับใบรับรองคุณวุฒิ และมีโอกาสในการทำงานได้ โดยแทมมี่ได้ยกตัวอย่างว่าในหลายประเทศ ผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้รับวีซ่าทำงาน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้มีทางเลือกเพื่อไปสู่ความก้าวข้างหน้าในชีวิตของตนมากขึ้น</p>



<p>“อีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องเผชิญ คือการที่เราจะต้องคงความต่อเนื่องของระบบการศึกษาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากมากสำหรับองค์กรด้านมนุษยธรรม เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องร่วมมือกับองค์กรด้านการพัฒนา เพราะแม้ว่าเราจะสามารถริเริ่มการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันยั่งยืน อัตราการหลุดจากระบบการศึกษาก็จะยังคงสูง ดังนั้นเราต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษาและมีงานทำ นี่ยังคงเป็นช่องว่างที่กว้างมาก และการจะลดช่องว่างนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทั้งองคาพยพในสังคม” แทมมี่ทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/">การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
