<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เด็กประถม | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 08 Nov 2022 06:30:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เด็กประถม | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Nov 2022 06:30:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กประถม]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=61593</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังวิกฤตโควิด-19 ค่อย ๆ คลายตัวลง ประเด็น Learning Los [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/">จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังวิกฤตโควิด-19 ค่อย ๆ คลายตัวลง ประเด็น Learning Loss หรือ ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ และ Learning Recovery หรือ การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักทางการศึกษาที่พูดถึงกันอย่างมากในสังคม เพราะเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อนักเรียนทั้งรุ่น ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไป ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อสังคมในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะการไม่ได้รับการศึกษาหรือการได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพของเด็ก ๆ จะทำให้ขาดทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป รวมถึงการขาดทักษะในการพัฒนาศักยภาพด้านอื่น ๆ</p>



<p>ด้วยความตระหนักถึงอนาคตของเด็กไทยในเรื่องนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง สภาวะการฟื้นฟูการเรียนรู้และเร่งรัดประสิทธิผลการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา (Learning Recovery and Education Opportunities Effectiveness Accelerations Situation) เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางสภาวะการฟื้นฟูการเรียนรู้และเร่งรัดประสิทธิผลการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับห้องเรียน สถานศึกษา หน่วยงานส่วนภูมิภาค หน่วยงานส่วนกลาง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73d1a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-อาตี้-เซจิ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อาร์ตี้ เซจิ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อาร์ตี้ เซจิ</strong> หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์นี้ผ่านวงประชุมว่า ไม่ว่าในการประชุมสหประชาชาติ เรื่องการพลิกโฉมการศึกษา ที่ผ่านมา การประชุมของ กสศ. รวมถึงรายงานของสภาการศึกษาฉบับล่าสุด ประเด็นที่ยังคงถูกให้ความสำคัญมากคือ Learning Loss และ Learning Recovery และนั่นจึงเป็นที่มาของการจัดเสวนาพูดคุยกันในครั้งนี้</p>



<p>“จริงอยู่ที่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาหลายรอบ แต่ในครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยเรื่องของประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เข้ากับบริบทที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การเปิดเทอมซึ่งเป็นการกลับมาเรียนในโรงเรียนอีกครั้งได้ผ่านเทอมแรกไปแล้ว จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมาพูดคุยเพื่อถอดบทเรียนจากครูและโรงเรียน เพื่อเป็นแนวทางต่อไปสำหรับเทอมหน้า ทั้งยังเพื่อมองถอยกลับไปถึงช่วงโควิดที่มีการสอนหลายรูปแบบเกิดขึ้น จะเป็นการถอดบทเรียนปัญหา การปรับใช้หรือการพัฒนาต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aee612"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อาร์ตี้ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเองได้มีโอกาสเดินทางไปรับฟังปัญหาจากหลายพื้นที่ เช่น ยะลา และเชียงใหม่ ได้ฟังเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการสูญเสียการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและมัธยมต้น ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปเมื่อเขาโตขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก ๆ จากพื้นที่ชายขอบ ที่ศักยภาพภาพในการแข่งขันของเขายิ่งลดลงจากการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีหรืออื่น ๆ&nbsp; ส่วนครูเองไม่รู้วิธีรับมือว่าจะปรับการสอนอย่างไรเมื่อต้องสอนออนไลน์ เช่นเดียวกับผู้ปกครองที่ขาดทั้งเครื่องมือ หรือไม่มีทักษะที่สอนลูกได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งห่างมากขึ้น</p>



<p>“การปรับตัวจึงต้องมาดูว่า หลักสูตรหลังโควิดควรเป็นอย่างไร เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนรู้ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ เพราะยิ่งช้าจะยิ่งยากขึ้นในการนำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษา หรือยากในการฟื้นฟูทางการศึกษา เหล่านี้จะต้องลงทุนทำในตอนนี้ ทุกฝ่ายจึงควรมาคุยกันเพื่อวางแผนอนาคต ในการรับมือ Learning Loss และฟื้นฟูการศึกษาของไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfbd3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-ภูมิศรัณย์-ทองเลี่ยมนาค.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วศส. อธิบายถึงความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์นี้ว่า กสศ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่าง ยูนิเซฟ ซึ่งเป็นภาคีหลักในการทำงานเกี่ยวกับการฟื้นฟูความรู้ถดถอยมาตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มมีสถานการณ์โควิด ยูนิเซฟ เริ่มมีความกังวล จึงได้มาคุยกันว่าจะสามารถทำงานเชิงวิชาการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการฟื้นฟูความรู้ถดถอยได้อย่างไร</p>



<p>โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมทั้งในระดับนานาชาติ และในวงประชุมวิชาการระดับประเทศไทย ก็มีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้ รวมไปถึงการพูดถึงเด็กกลุ่มที่ได้ผลกระทบมากในแต่ละประเทศคือ เด็กกลุ่มด้อยโอกาส เด็กกลุ่มยากจน หรือผู้ที่มีความจำเป็นพิเศษ เรียกว่าแต่ละประเทศจะต้องมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มประชากรทั่วไป ส่วนรูปแบบการดำเนินงานฟื้นฟูความรู้ก็แตกต่างหลากหลายไปตามบริบทของประเทศตนเอง</p>



<p>“สิ่งที่เราต้องการคือ นโยบายหรือแนวทางฟื้นฟู ทั้งนโยบายภาพใหญ่ที่ทางสภาการศึกษาเป็นผู้ที่พยายามรวบรวมจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งวันนี้เป็นเวทีที่พยายามรวบรวมจากในประเทศ หรือรับข้อมูลจากครูที่อยู่หน้างานจริง เพื่อหาข้อสรุปหรือเกิดแนวทางไปปรับใช้ในการฟื้นฟูการศึกษาไทยได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-643af6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-อุดม-วงษ์สิงห์-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา<br>กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้เปิดเผยข้อมูลจากการทำงานและการสำรวจของ กสศ. พบว่า นักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ป.1 &#8211; ป.3 เป็นช่วงชั้นที่มีปัญหาภาวะถดถอยมากที่สุด คิดเป็น 72.2% เมื่อเทียบกับระดับชั้นอื่น ๆ ของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ถดถอยมากที่สุดคือเรื่อง การขาดแคลนอุปกรณ์ และการไม่มีสมาธิในการเรียนออนไลน์ โดยครูมีความเห็นว่าการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาติดตามการเรียน สอนการบ้านให้ไม่ได้ และสัมพันธ์กับฐานะความยากจน</p>



<p>นอกจากนี้ จากสถานการณ์รอยต่อระหว่างการเปิดภาคเรียนใหม่ พบว่าผู้เรียนมีความเสี่ยงหลุดจากระบบโรงเรียนด้วยสาเหตุคือ การมาเรียนบ้างไม่มาเรียนบ้าง 85.40% ลาออก 7.40% ติดต่อไม่ได้ 7.20% ทั้งนี้ ยังมีนักเรียนอีกมากถึง 51% ที่ได้รับการติดตามแล้ว แต่ยังไม่กลับมาเรียนตามปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่น่าค้นหาและติดตามค้นหาคำตอบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเป็นอย่างยิ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b16baa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากการสะท้อนของครูในวง PLC (Professional Learning Communicaty) ทราบว่าโรงเรียนได้เริ่มเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ เพื่อรองรับการเรียนการสอนในเทอม 1 / 2565 ด้วยการคัดกรองทักษะการอ่าน การเขียน การคิดเลข และการสื่อสาร ทำให้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดเลขในระดับน้อยถึงน้อยมาก ซึ่ง 3 ทักษะดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้”</p>



<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการสังเกตพฤติกรรมในห้องเรียน ทีมโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเองของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.วิทยาเขตหาดใหญ่) ได้นำเครื่องมือวัดแรงบีบมือ ทดสอบสมรรถภาพความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส พบว่า 98% ของเด็ก ๆ มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 90 กิโลกรัม จากการทดสอบมีผ่านเกณฑ์เพียง 1.19 % เท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1aaa1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในภาพรวมเราพบว่า Learning Loss เกิดขึ้นแล้ว เรื่องการสูญเสียการเรียนรู้ เรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ หรือเรื่องสภาวะทางด้านอารมณ์และสังคมของเด็ก เรื่องปฏิสัมพันธ์ของเด็กระหว่างเพื่อนและครู สิ่งเหล่านี้จึงต้องหันกลับมาดูไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการเรียนรู้ทางวิชาการ เด็กจะเริ่มมีปัญหาในการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่นเพราะเขาจะเริ่มมีความรู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสที่เขายิ่งไม่มีแต้มต่อ”</p>



<p>ทั้งนี้ ในตอนท้าย ดร.อุดม ได้เสนอกิจกรรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของเด็กนักเรียน จากประสบการณ์การทำโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP 9 กิจกรรมด้วยกัน ได้แก่ 1. กิจกรรมพัฒนาฐานกายตามเกณฑ์มาตรฐานของระดับอนุบาล และระดับประถมต้น 2. กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมือ 3. ชุดฐานกิจกรรม Sensory Integration ประเภทเน้นการคิด การทรงตัว การออกแบบ การยืดหยุ่นตัว หรือการเดิน เป็นต้น 4. กิจกรรมเคลื่อนไหวตามคำสั่ง 5. กิจกรรมเบรนยิม 6. กิจกรรม Active Learning 7. เกมและการเล่นต่าง ๆ 8. กิจกรรมออกกำลังกาย และ 9. กิจกรรมการเล่นบทบาทสมมุติ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/">จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิงคโปร์เล็งบรรจุหลักสูตรสุขภาพจิตให้เด็กประถม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-mental-health-lessons-primary-secondary-pre-university-students-schools-201221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Dec 2021 07:58:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[Chan Chun Sing]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กประถม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49535</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์เผย มีนโยบายบรรจุหลักสูตรวิชาส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-mental-health-lessons-primary-secondary-pre-university-students-schools-201221/">สิงคโปร์เล็งบรรจุหลักสูตรสุขภาพจิตให้เด็กประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์เผย มีนโยบายบรรจุหลักสูตรวิชาสุขภาพจิตให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และระดับวิทยาลัยในช่วงอีก 2 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการรับมือกับปัญหา รวมถึงเสริมความเข้มแข็งทางด้านจิตใจเพื่อให้เผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม</strong></p>



<p>ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ทางกระทรวงมีแผนการที่จะบรรจุหลักสูตรวิชาเกี่ยวกับสุขภาพจิตและจิตวิทยาให้กับนักเรียนระดับประถม มัธยมศึกษา และวิทยาลัย ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาสำหรับพลเรือนสิงคโปร์ในแต่ละปี โดยก่อนหน้านี้มีการบรรจุหลักสูตรสุขภาพจิตให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเรียนอาชีวะเรียบร้อยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา รวมถึงทดลองให้นักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้นทั่วประเทศได้ลองเรียนมาสักระยะหนึ่งแล้ว</p>



<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์กล่าวว่า กระทรวงมีความตั้งใจที่จะติดอาวุธให้นักเรียนด้วยความรู้และทักษะที่สามารถบ่มเพาะ หล่อหลอมให้นักเรียนมีสุขภาพจิตที่แข็งแกร่ง สามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคและความท้าทายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นในระหว่างที่รัฐมนตรีเข้าร่วมงานเปิดตัวหนังสืออีบุ๊กที่รวมเรื่องราวความหลากหลายของเยาวชนจากหลากภูมิหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-406827"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/12-แปล-สิงคโปร์เล็งบรรจุหลักสูตร-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เยาวชนของเราทุกวันนี้ต้องเผชิญกับความกดดันมากมาย พวกเขาต้องรับมือและจัดการกับทักษะชีวิตทางสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสมดุลในด้านการเรียนและการไล่ตามความฝันด้านวิชาชีพของตนเอง พวกเขาต้องจัดการกับความคาดหวังที่ทั้งบังคับตนเอง และถูกสังคมและครอบครัวบังคับ ต้องเรียนรู้ที่จะนำทางและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง และมาตรฐานสูง”</p>



<p>นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ยังย้ำว่า เหนือสิ่งอื่นใด เยาวชนของสิงคโปร์ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน เนื่องจากเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมีส่วนในการกระตุ้นความรู้สึกวิตกกังวลและเพิ่มแรงกดดันทางสังคมในหมู่เยาวชน</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากบทเรียนด้านสุขภาพจิตแล้ว โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดสรรเวลาและพื้นที่ในช่วงเปิดเทอมเพื่อให้ครูสามารถตรวจสอบสถานะสุขภาพจิตของนักเรียนตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไปอีกทางหนึ่งด้วย โดยทางกระทรวงจะจัดสรรเครื่องมือและคู่มือเพื่อให้ครูสามารถเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ และสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่และจิตใจของนักเรียนได้อย่างเต็มที่</p>



<p>“ตัวกิจกรรมและบทเรียนได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครูเริ่มบทสนทนาเปิดใจกับนักเรียนเพื่อแบ่งปันและหารือเกี่ยวกับปัญหาความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นในชั้นเรียนที่จะดูแลซึ่งกันและกัน เพราะการดูแลแบบนี้เป็นหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของสิ่งที่โรงเรียนจำเป็นต้องมี”</p>



<p>ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงยังวางแนวทางให้โรงเรียนมีโครงสร้างสนับสนุนเพื่อนร่วมชั้นเรียน (Peer Structure) ที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กในพื้นที่ห่างไกล เข้าไม่ถึง ตลอดจนดึงศักยภาพความสามารถของเด็กออกมาโดยผ่านเพื่อนร่วมชั้นเรียน</p>



<p>ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้กลุ่มผู้ปกครองเพิ่มเติมบทบาทในการให้ความช่วยเหลือพ่อแม่หรือครอบครัวที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ โดยพบว่า จนถึงขณะนี้มีกลุ่มผู้ปกครองกว่า 25 กลุ่มทั่วประเทศ มีโครงการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f22c53"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/12-แปล-สิงคโปร์เล็งบรรจุหลักสูตร-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“บางคนช่วยด้วยการแบ่งปันข้าวของ หรือให้พ่อแม่ที่เดือดร้อนเข้าถึงความช่วยเหลือของทางการ หลายส่วนมีการจัดกิจกรรมแบ่งบันเคล็ดลับและคำแนะนำในการจับสัญญาณความเครียด ความกังวล ตลอดจนหนทางในการขอความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์ต่อไป”</p>



<p>ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังกระทรวงสาธารณสุขได้ก่อตั้งคณะทำงานเพื่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็มีบทบาทอย่างมากในการช่วยสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวเพื่อดูแลจิตใจและร่างกายจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการทำงานจากทุกภาคส่วนของรัฐบาล</p>



<p>นอกจากนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการยังได้รับร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัวในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนครอบครัว เด็ก และเยาวชนในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ขณะที่ความร่วมมือกับทางกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็เพื่อช่วยให้เยาวชนและพ่อแม่ได้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตต่างๆ รวมถึงให้คำแนะนำพ่อแม่ในการดูแลเสริมสร้างให้ลูกหลานเติบโตขึ้นมามีจิตใจที่แข็งแกร่งต่อไปได้ ตลอดจนควบคุมศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย พร้อมๆ กับจัดการกับผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิตของเยาวชนสิงคโปร์</p>



<p>ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ยังย้ำว่า ประเด็นที่ส่งผลต่อความผาสุกทางจิตนั้นมีหลายแง่มุม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความหลากหลาย เพื่อให้เกิดความผาสุกทางจิตใจของเยาวชนอย่างรอบด้าน</p>



<p>“เราต้องร่วมมือกันหาวิธีทำให้โลกดิจิทัลปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับเยาวชนของเรา เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์กล่าวปิดท้าย</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.channelnewsasia.com/singapore/mental-health-lessons-primary-secondary-pre-university-students-schools-2373436" title="https://www.channelnewsasia.com/singapore/mental-health-lessons-primary-secondary-pre-university-students-schools-2373436">Mental health lessons to be progressively rolled out to primary, secondary and pre-university students over next 2 years</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-mental-health-lessons-primary-secondary-pre-university-students-schools-201221/">สิงคโปร์เล็งบรรจุหลักสูตรสุขภาพจิตให้เด็กประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
