<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เด็กปฐมวัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Mar 2023 06:56:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เด็กปฐมวัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัยจะส่งผลตลอดชีวิต กสศ. สนับสนุนเครื่องมือฟื้นฟูเด็กกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-310123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2023 08:30:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูเด็กกลุ่มเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64172</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-310123/">ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัยจะส่งผลตลอดชีวิต กสศ. สนับสนุนเครื่องมือฟื้นฟูเด็กกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกรุงเทพมหานคร เสนอนโยบายและแถลงผลการศึกษาโครงการ ‘การเฝ้าระวังและฟื้นฟูผลกระทบต่อเด็กในภาวะยากลำบากภายหลังการระบาดของโควิด-19 ในกรุงเทพฯ’</p>



<p><strong>รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์</strong> ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่พยายามดูแลเด็กให้ทั่วถึง แต่ยังมีเด็กอีกมากตกอยู่ในภาวะยากจน ต้องอยู่ในครอบครัวแตกแยก และได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม เด็กเหล่านี้เรียกว่า เด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ หรืออยู่ใน<strong>ภาวะ ‘ปริแยกแตกร้าว’</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a1940"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/23-ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัย-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“ภาวะปริแยกแตกร้าวในเด็กปฐมวัยหรือช่วง 8 ปีแรกของชีวิต ส่งผลต่อการเรียนรู้ พฤติกรรมของเด็กๆ ตลอดชีวิต และส่งผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคม ชุมชน ประเทศ และโลก</em></p>



<p><em>“เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กเหล่านี้อาจมีพฤติกรรมก่อความรุนแรง มีภาวะซึมเศร้า ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น รวมถึงเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เมื่อถึงวัยกลางคน ก็กลายเป็นบุคคลไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เรายังพบว่า เด็กกลุ่มนี้มักเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ ทำให้เราสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าไป”</em></p>



<p>ระบบเฝ้าระวังและค้นหาเด็ก ACE (Adverse Childhood Experiences) หรือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เลวร้าย จึงถูกพัฒนาขึ้นจากการศึกษาวิจัยในระดับชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กในทุกภาคส่วน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfc699"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/23-ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ระบบเฝ้าระวังและค้นหาดังกล่าวประกอบด้วย 4 แบบสอบถาม คือ แบบประเมินประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย แบบประเมินความยากจนขาดแคลน แบบประเมินระดับการเลี้ยงดูเด็ก และแบบประเมินผลกระทบในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 โดยผู้ใช้งานแบบสอบถามเหล่านี้ ได้แก่ ทีมครูในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และผู้นำชุมชน กว่า 70 ทีม</p>



<p>กสศ. และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการดำเนินการครั้งนี้ด้วยการพัฒนาเครื่องมือและฐานข้อมูล จัดฝึกอบรม และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรในชุมชนให้มีความสามารถในการคัดกรองเด็กในภาวะปริแยกแตกร้าว รวมทั้งพัฒนาทักษะการทำงานในภาวะฉุกเฉินร่วมกับครอบครัว และทักษะการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ</p>



<p><strong>รศ.นพ.อดิศักดิ์</strong> ระบุว่า ตลอด 2 ปี มีการจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ต้องทำงานร่วมกับครอบครัวและเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ยากจน รวมถึงฟื้นฟูเด็กจากภาวะปริแยกแตกร้าว จำนวน 11 หลักสูตร และมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คนต่อเดือน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-933219"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/23-ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัย-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการ<br>สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล<br>และหัวหน้าโครงการฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลการสำรวจและติดตามเด็กในชุมชนแออัด 1,392 ราย พบว่า ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เด็กร้อยละ 54 อยู่ในครอบครัวที่มีภาวะบกพร่อง เด็กร้อยละ 28 ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม เด็กร้อยละ 56 ขาดการดูแลสุขภาพต่อเนื่อง และเด็กถึงร้อยละ 90 ขาดการศึกษาต่อเนื่อง</p>



<p>และหากคัดกรองเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพฯ โดยใช้ภาวะยากลำบากเป็นเกณฑ์ จะพบว่ามีเด็กที่ควรได้รับการติดตามช่วยเหลือ 5,325 คน จากทั้งหมดกว่า 22,000 คน&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.นพ.อดิศักดิ์</strong> เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูเด็กภาวะปริแยกแตกร้าวเหล่านี้ กล่าวคือ อสม. อสส. อพม. และชุมชน จะทำหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และคุ้มครอง เด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือนแรก ครูปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะมีบทบาทในเด็กอายุ 2-4 ปี ครูอนุบาลดูแลเด็กอายุ 4-6 ปี และครูประถมศึกษาดูแลเด็ก 6-8 ปี</p>



<p><em>“ระบบนี้จะทำให้เด็กได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึง 8 ปีแรก และทำให้ทั้งเด็กที่อยู่ในครอบครัวสมบูรณ์และเด็กที่อยู่ในภาวะยากจนหรืออยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ได้รับการพัฒนาและการดูแลอย่างทั่วถึง</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b6bc7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/23-ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัย-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“ทุกชุมชนควรมีการรวมตัวกันของบุคคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และครอบครัวที่มีภาวะบกพร่องควรได้รับการช่วยเหลือในทุกภัยพิบัติ เด็กๆ เหล่านี้ควรได้รับการประเมินพัฒนาการการเรียนรู้ ภาวะสุขภาพ ภาวะโภชนาการ และภาวะความปลอดภัย</em></p>



<p><em>“การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 8 ปี จะคุ้มครองให้เด็กเหล่านี้เติบโตและพัฒนาอย่างเสมอภาค เช่นเดียวกับเด็กในครอบครัวที่มีความสมบูรณ์ และจะกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศต่อไปในอนาคต” </em><strong>รศ.นพ.อดิศักดิ์</strong>กล่าวปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-310123/">ภาวะปริแยกแตกร้าวในช่วงปฐมวัยจะส่งผลตลอดชีวิต กสศ. สนับสนุนเครื่องมือฟื้นฟูเด็กกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Jan 2023 14:04:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เจมส์ เฮคแมน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63551</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ทุนมนุษย์’ เป็นทรัพยากรสำคัญที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในระบบทุนนิยมโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/">ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ทุนมนุษย์’ เป็นทรัพยากรสำคัญที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในระบบทุนนิยมโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>



<p>พ.ศ. 2563 ธนาคารโลกเสนอรายงานความก้าวหน้าในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยใช้ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index: HCI) เป็นตัวชี้วัดระดับทุนมนุษย์ (ผลิตภาพ ทักษะ ความสามารถ ฯลฯ) ที่คาดว่าเด็กแรกเกิดแต่ละคนพึงมี เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์&nbsp;</p>



<p>ดัชนีทุนมนุษย์มีค่าระหว่าง 0 และ 1 และดัชนีนี้จะมีค่าเท่ากับ 1 ได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ที่เกิดในประเทศนั้นมีสุขภาพสมบูรณ์ เช่น ไม่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น (stunting) และคาดว่าจะมีอายุขัยอย่างน้อย 60 ปี และสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพ โดยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเวลา 14 ปี&nbsp;</p>



<p>รายงานธนาคารโลกฉบับดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยมีค่าดัชนีทุนมนุษย์ 0.61 นั่นหมายความว่า เด็กที่เกิดและเติบโตในไทยในวันนี้จะสร้างผลิตภาพเพียงร้อยละ 61 ของศักยภาพที่มี หากได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและการดูแลด้านสุขภาพอย่างเต็มที่ ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ (ร้อยละ 88) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 80) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 80) หรือเวียดนาม (ร้อยละ 69)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1025" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-1025x1024.png" alt="" class="wp-image-63552" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-1025x1024.png 1025w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-150x150.png 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-768x767.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-750x750.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162.png 1081w" sizes="(max-width: 1025px) 100vw, 1025px" /></figure>



<p>ศักยภาพที่สูญหายของเด็กไทยยิ่งถ่างช่องว่างของความเหลื่อมล้ำภายในประเทศให้กว้างขึ้น เด็กที่เติบโตไม่เต็มศักยภาพจะสร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ ออกจากการเรียนกลางคัน ท้องก่อนวัยอันควร เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่มีวุฒิการศึกษา กระทบต่อการหางานที่มีค่าตอบแทนสูง ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเด็กและครอบครัว แต่ยังลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกในระยะยาว</p>



<p>แล้วไทยจะเพิ่มทุนมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="300" height="234" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/Heckman_standingtable.jpg" alt="" class="wp-image-63555"/><figcaption>ที่มา: <a href="https://heckmanequation.org/about-professor-heckman/">https://heckmanequation.org/about-professor-heckman/</a></figcaption></figure></div>



<p><strong>เจมส์ เจ. เฮกแมน (James J. Heckman)</strong> นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสนอว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่ได้ผลลัพธ์และผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสจากครอบครัวยากจน</p>



<p>ช่วงปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) เป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต และมีความสำคัญที่สุดในการวางรากฐานสำหรับชีวิตของมนุษย์ พัฒนาการของเด็กปฐมวัยจะรวดเร็วกว่าช่วงวัยอื่น ตั้งแต่พัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อุปนิสัย สติปัญญา ภาษา และความคิดสร้างสรรค์&nbsp;</p>



<p>ทักษะที่ก่อร่างขึ้นในเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะทางความคิด อาทิ ความเอาใจใส่ แรงบันดาลใจ การควบคุมตนเอง และการเข้าสังคม จะต่อยอดและหนุนเสริมกันอย่างมีพลวัต อุปนิสัยเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ (knowledge) ให้กลายเป็นความรู้เชิงปฏิบัติการ (know-how) เด็กที่ได้รับการส่งเสริมให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น&nbsp;</p>



<p>เฮกแมนเสนอว่า พัฒนาการช่วงปฐมวัยเป็นอิฐก้อนแรกที่สำคัญ ต้องลงทุนอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&nbsp;</p>



<p>ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การลงทุนมนุษย์ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยยังช่วยเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นพลเมืองที่มีผลิตภาพและสามารถจ่ายภาษีได้ เฮกแมนชี้ว่า การลงทุน 1 ดอลลาร์ในเด็กปฐมวัย ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.3 ดอลลาร์ พูดง่ายๆ คือ การลงทุนในเด็กปฐมวัยสร้างผลตอบแทนคืนสู่สังคมและระบบเศรษฐกิจ มากถึง 6 เท่า</p>



<p>สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน แม้การพัฒนาเด็กปฐมวัยจะกลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติ มีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของเด็กปฐมวัย อาทิ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 แต่ก็ยังมีเด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการดูแลและการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำ</p>



<p>ทั้งนี้ เด็กทุกคนต้องการการสนับสนุนในช่วงปฐมวัยอย่างเต็มที่ แต่ข้อเท็จจริงคือ เด็กในครอบครัวรายได้ต่ำกลับได้รับความช่วยเหลือเช่นนั้นน้อยที่สุด เพราะพ่อแม่ต้องสละเวลาที่ควรใช้ดูแลลูก ไปทำงานเพื่อหาเงิน ซึ่งรายได้นั้นก็อยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เด็กได้&nbsp;</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า เด็กที่ขาดโอกาสได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด จะมีพัฒนาการและสุขภาพน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ&nbsp;</p>



<p>ความยากจนจึงส่งผลต่อเด็กปฐมวัยในหลายมิติ สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้จะเหนี่ยวรั้งพัฒนาการ ขัดขวางศักยภาพของเด็ก จนไม่อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีผลิตภาพสูงได้ และอาจก่อภาระที่ทั้งสังคมต้องร่วมแบกรับ</p>



<p>ดังนั้น เด็กปฐมวัยทุกคนจึงควรได้รับการดูแลในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา การได้รับสารอาหารและวัคซีนป้องกันโรคครบถ้วนหลังคลอด การทำกิจกรรมยามว่างร่วมกับครอบครัว การเล่นตามวัย การเล่านิทาน อ่านหนังสือกับเด็ก การแสดงความรัก เอาใจใส่ และไม่ใช้ความรุนแรงในการลงโทษ</p>



<p>การลงทุนในระยะสั้นจะถูกชดเชยด้วยผลกำไรในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ในปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนได้รับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือ ‘ทุนเสมอภาค’ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยืนยันสิทธิ์ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 20,018 คน</p>



<p>จากการใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ประเมินว่า ถ้าเด็กทั้ง 20,018 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ คนละ 3.3 ล้านบาท (อ้างอิงจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่พบว่า เงินเดือนเฉลี่ยของวุฒิปริญญาตรีเท่ากับ 27,132 บาท/เดือน)</p>



<p>กล่าวอีกนัย รายได้ของพวกเขาจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มถึง 66,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อให้เด็กแต่ละคนเรียนจบมีมูลค่าประมาณ 8,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410,000 บาท/คน เท่านั้น</p>



<p>การลงทุนกับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เขาเติบโตสู่วัยทำงานอย่างเต็มศักยภาพ จึงเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรในระบบฐานภาษี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด การลงทุนในมนุษย์จึงเป็นการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</p>



<p><strong>ที่มา</strong></p>



<ul><li><a href="https://heckmanequation.org/resource/invest-in-early-childhood-development-reduce-deficits-strengthen-the-economy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Invest in Early Childhood Development: Reduce Deficits, Strengthen the Economy</a></li><li><a href="https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ920516.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Economics of Inequality: The Value of Early Childhood Education</a></li><li><a href="https://www.eef.or.th/news-131122/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. เผยการบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก</a></li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/">ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2022 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65777</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-rich is-provider-soundcloud wp-block-embed-soundcloud wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย | 101 In Focus Ep.147 by 101 Podcast" width="750" height="400" scrolling="no" frameborder="no" src="https://w.soundcloud.com/player/?visual=true&#038;url=https%3A%2F%2Fapi.soundcloud.com%2Ftracks%2F1349237017&#038;show_artwork=true&#038;maxheight=1000&#038;maxwidth=750"></iframe>
</div></figure>



<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก สิ่งที่พบเจอในแต่ละวันคือความแปลกใหม่ คือบทเรียนแรก คือการทำความรู้จักโลกใบน้อยๆ ที่เขาจะเติบโตต่อไป</p>



<p>แต่การปรากฏกายของโควิด-19 ทำลายประสบการณ์หลายอย่างของเด็กปฐมวัย โลกของพวกเขาหดแคบเหลือแค่พื้นที่ในบ้าน บ้างเรียนรู้ผ่านจอ บ้างก็ต้องหยุดเรียนไปเลย</p>



<p>โลกที่หดแคบไม่เพียงทำให้พวกเขาหยุดเรียนรู้ แต่ทำให้พวกเขา ‘ถดถอย’ ทางการเรียนรู้</p>



<p>จากภาวะ ‘Learning Loss’ ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรุ่นนี้เป็น ‘Lost Generation’ หากปัญหานี้ไม่ถูกเหลียวแลจากระบบการศึกษา</p>



<p>101 In Focus สัปดาห์นี้จึงชวนคุยกันเรื่องปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย ผลร้ายที่จะตกค้างต่อพัฒนาการของเด็ก บทเรียนการจัดการการศึกษาในภาวะวิกฤต จนถึงทางออกที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>ดำเนินรายการโดย ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world และ วจนา วรรลยางกูร บรรณาธิการ The101.world</p>



<p>……………….</p>



<p>อ่านเพิ่มเติม</p>



<p>สปอตไลต์<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/education-spotlights/error-childhood/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a></p>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://open.spotify.com/episode/43rIiqbGrA25ZB0txsd6hP?si=8jta3AycTWaUSDrt7zIZSA" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Spotify@4x.png" alt="" class="wp-image-247025"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://soundcloud.com/the101world/101infocus-ep147" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Soundcloud@4x.png" alt="" class="wp-image-247023"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://podcasts.apple.com/th/podcast/101-podcast/id1413595477?i=1000580401602" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Apple-Podcasts@4x.png" alt="" class="wp-image-247024"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/09/20220922-infocus-poster-1200x1200.jpg" alt="" class="wp-image-316298"/></figure>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2022 07:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63043</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/">‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สถานศึกษาหลายแห่งประกาศให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์เพื่อป้องกันการระบาดของโรค อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาสองปีของการปรับรูปแบบการศึกษาเช่นนี้ส่งผลต่อพัฒนาการของผู้เรียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กปฐมวัยที่ยังต้องเรียนรู้ผ่านการละเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้สอนและผู้ปกครอง</p>



<p>ช่วงที่การเรียนออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตเด็กเล็กจึงส่งผลกระทบต่อพัฒนาการพวกเขามหาศาล เกิดเป็นภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือ Learning Loss ซึ่งหลายประเทศล้วนต้องเผชิญหน้าและหาทางรับมืออย่างเร่งด่วน ไม่เพียงแต่ในแง่ความรู้ทางวิชาการ เช่น การคิดเลขพื้นฐานหรือการเขียนตัวอักษร แต่ยังหมายรวมถึงทักษะการเข้าสังคมบางประการด้วย</p>



<p><a href="https://research.eef.or.th/6-steps-to-restore-education-in-covid-19/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)&nbsp;</a>ชี้ว่า ภายหลังเด็กเล็กเข้าระบบเรียนออนไลน์นั้น ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของเด็กลดลงเกือบสองเดือน และด้านสติปัญญาลดลง 1.39 เดือน นับเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงทั้งในระยะสั้น และในระยะยาวหากพวกเขาต้องเข้าศึกษาในชั้นเรียนที่สูงขึ้นไป</p>



<p>101 สัมภาษณ์เหล่าผู้ใกล้ชิดเด็กปฐมวัยเหล่านี้ โดยเฉพาะคุณครูชั้นอนุบาลและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานช่วงปฐมวัย ว่าภายหลังการหวนกลับมาเปิดเรียนภาคสนามอีกครั้ง พวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเด็กบ้างหรือไม่</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พัฒนาการด้านร่างกายที่ไม่เป็นไปตามเป้า</strong></h2>



<p>‘เอ’ เป็นคุณครูสอนชั้นอนุบาลในโรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่ง และหลังจากที่โรงเรียนกลับมาเปิดให้เด็กๆ ได้เข้าชั้นเรียนอีกครั้งนั้น เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาไม่น้อย “เราคิดว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ คือพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กๆ นั้นช้ามาก เช่น การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือการหัดปีนป่ายเครื่องเล่นและกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ช้าลงไปพอสมควร” เธอเล่า “เนื่องจากว่า โดยทั่วไปแล้วในวัยนี้ เด็กๆ จะยืนขาข้างเดียว ก้าวกระโดดหรือเดินบนเส้นตรงได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือในกล้ามเนื้อมัดเล็กที่พัฒนาได้จากการจับดินสอ เราก็พบว่าเด็กๆ หลายคนจับดินสอผิด เนื่องจากการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์หรือไอแพดทำให้เด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้มือจับดินสอ หรือไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่มีในโรงเรียน เช่น การปั้นดินน้ำมันที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในมือของเด็กๆ ได้เต็มที่</p>



<p>“นอกจากนี้ เมื่อเด็กๆ ใช้เวลาอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ทำให้พวกเขาใช้ร่างกายได้ไม่ค่อยเต็มที่ บางคนยังใส่แพมเพิร์สอยู่เลยก็มี ทำให้บางคนขากางเนื่องมาจากการใส่แพมเพิร์สเป็นเวลานาน”</p>



<p>ไม่ว่าจะการใช้เวลาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ตลอดจนการฝึกหัดเข้าห้องน้ำเพื่อลดการใช้แพมเพิร์ส ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆ ควรจะเรียนรู้ในขวบปีแรกๆ ของชีวิตซึ่งส่วนใหญ่แล้วผ่านสถานศึกษาระดับชั้นอนุบาล โดยมีครูที่เข้าใจการเรียนรู้เหล่านี้ดีคอยช่วยฝึกสอน ทว่า เมื่อเด็กๆ ต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ เอก็พบว่าพัฒนาการหลายประการหดหายไปอย่างน่าเสียดาย “เช่นเรื่องการเข้าห้องน้ำ หลายครอบครัวรู้สึกว่าการให้เด็กใส่แพมเพิร์สตลอดเวลานั้นสะดวกสำหรับการดูแลมากกว่า เมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนที่โรงเรียน เราก็พบว่าต้องฝึกสอนเรื่องการเข้าห้องน้ำใหม่หมดเลย</p>



<p>“เมื่อทักษะเหล่านี้ไม่ได้รับการสอนอย่างต่อเนื่อง พอเปิดเรียนแล้วเราจึงต้องกลับมาสอนเด็กๆ ใหม่เกือบทั้งหมด ส่วนตัวคิดว่าพัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ต้องสอนเพื่อทบทวนเด็กๆ เท่านั้น”</p>



<p>สำหรับพัฒนาการด้านวิชาการ เอตั้งข้อสังเกตว่า พัฒนาการของเด็กๆ แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวใดให้ความสำคัญและทุ่มเวลาฝึกสอนบุตรหลาน “อย่างเวลาเราให้เด็กๆ นับเลขหรือถามคำถามบางคำ บางคนก็ตอบเราได้ นับเลขถอยหลังให้เราฟังได้ หรือบางคนเขียนชื่อตัวเองได้โดยที่เรายังไม่ได้สอนเพราะที่บ้านคอยฝึกให้ตลอดระยะเวลาที่ต้องเรียนออนไลน์ แต่บางคนคือไม่ได้เลย นับเลขไม่ได้ เป็นต้น</p>



<p>“เราคิดว่า ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนออนไลน์นั้นไม่คงทนเท่ากับการเรียนในสถานศึกษา เทียบกับเมื่อก่อนที่เมื่อเด็กๆ กลับมาจากการปิดภาคเรียน พวกเขายังจำความรู้ที่เราสอนได้อยู่ แต่เมื่อเรียนออนไลน์ ความรู้กลับหายไปเร็วมาก” เอกล่าว และระบุว่า เมื่อความรู้ของเด็กๆ หดหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงหยุดโควิด ทำให้เมื่อกลับมาเรียน ช่องว่างระหว่างชั้นจึงกว้างมาก “เมื่อก่อนมีโควิด เราแบ่งเด็กในชั้นเรียนออกเป็นสามระดับ คือเด็กที่อยู่ในระดับเก่ง-ปานกลาง-ต่ำ แต่หลังโควิด เราต้องแบ่งออกเป็นสี่หรือห้าระดับเพราะพัฒนาการของเด็กๆ ในชั้นห่างกันเยอะมาก</p>



<p>“ส่วนตัวคิดว่าการเรียนออนไลน์เหมือนดูโทรทัศน์ เด็กๆ ไม่ได้เจอคนจริงๆ อีกทั้งการเรียนรู้ที่คงทนเกิดจากการทบทวนและการทำซ้ำเป็นหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการเรียนออนไลน์” เอบอก “แต่เราก็ไม่อยากโทษผู้ปกครองนะ เพราะพวกเขาก็ต้องทำงาน ไม่มีเวลามาคอยทวนบทเรียนให้ลูก ขณะที่โรงเรียนมันมีกิจกรรมมากมาย มีแบบฝึกหัด มีคุณครูคอยออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้พัฒนาทักษะต่างๆ ได้มากกว่า”</p>



<p>อีกประการหนึ่งที่เอพบคือ เด็กปฐมวัยที่ต้องเรียนออนไลน์นั้น เมื่อกลับมาเปิดภาคเรียนตามปกติแล้วมีภาวะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self centred) ค่อนข้างหนักซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยพบในเด็กเล็กแล้ว เป็นผลมาจากการอยู่กับผู้ใหญ่เยอะและไม่ค่อยได้เจอเด็กในวัยเดียวกัน เมื่อเปิดภาคเรียนแล้วเอจึงต้องออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น นอกจากนี้เธอยังพบว่าเมื่อเด็กๆ อยู่บ้านเป็นเวลานานทำให้เข้าสังคมไม่เก่ง อันจะเห็นได้ชัดจากเรื่องระเบียบวินัย เช่น เด็กไม่รู้ว่าถ้าจะใช้อ่างล้างมือต่อจากเพื่อนก็ต้องรอและรู้จักการต่อแถว ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามอย่างยินดี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อครอบครัวไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด</strong></h2>



<p>ประเด็นการเข้าสังคมของเด็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ ‘แตน’ ตั้งข้อสังเกตเช่นกัน เธอเป็นคุณครูชั้นอนุบาลของโรงเรียนรัฐเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และพบว่าเมื่อเด็กๆ กลับมาเข้าชั้นเรียน ทักษะการเข้าสังคมเช่น การต่อแถว, การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนลดน้อยถอยลงจนมองเห็นได้</p>



<p>“บางคนไม่รู้ว่าจะบอกสิ่งที่ต้องการให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร อยากได้อะไรก็กรี๊ดก่อน ไม่รู้จักการรอคอย ถ้ามีเพื่อนรออยู่ก่อนแล้วก็จะผลักเพื่อนออกจากแถวหรือแทรกแถว” แตนกล่าว “เราเป็นครู เรามีหน้าที่ต้องทำให้เด็กๆ รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นในสังคมไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสอนเด็กๆ เพียงสองสัปดาห์ พวกเขาก็เข้าใจแล้ว”</p>



<p>นอกจากเรื่องการเข้าสังคมแล้ว เรื่องทักษะด้านความรู้ต่างๆ ก็หดหายไปอย่างรวดเร็วด้วย โดยข้อจำกัดประการหนึ่งที่แตนตระหนักดีคือ ผู้ปกครองของเด็กๆ หลายครอบครัวไม่มีความพร้อมที่จะสอนบุตรหลานของตนระหว่างที่เด็กเล็กเหล่านั้นต้องเรียนออนไลน์เนื่องจากโรงเรียนปิดเพราะโควิด</p>



<p>“เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กๆ หลายคนก็ยังต้องหาเช้ากินค่ำ เขาไม่มีเวลามานั่งดูแลลูกอย่างใกล้ชิดขนาดนั้น” เธอเล่า “ทีนี้เมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนในชั้นเรียน เราก็พบว่าหลายคนมีปัญหาเรื่องการฟัง จิตใจไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ฟังหรือสิ่งที่ทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้ในโรงเรียนเพราะครูจะค่อยๆ เล่านิทานให้เขาฟัง จบเรื่องแล้วก็ถามตอบกับเด็กๆ แต่ผู้ปกครองหลายคนไม่มีเวลามาอ่านนิทานให้บุตรหลานฟัง เมื่อเด็กกลับมาโรงเรียนก็จะเห็นเลยว่าพวกเขาไม่มีสมาธิฟังอะไร บางคนพูดไม่เป็นประโยค หรือไม่สามารถเล่าเรื่องของตัวเองได้เพราะไม่ได้ถูกฝึกให้ถามตอบเหมือนตอนอยู่ที่โรงเรียน”</p>



<p>แตนเล่าว่า สมัยที่สถานศึกษายังให้เรียนออนไลน์ เธอเคยไปเยี่ยมเด็กที่อยู่ในย่านชุมชน และเห็นว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองให้เด็กอยู่กับโทรศัพท์เป็นเวลานาน หรือหากออกนอกบ้านมาเล่นกับเพื่อน ก็จะยังหยิบโทรศัพท์ติดมือมาเพื่อเล่นด้วย อันส่งผลต่อพัฒนาการเรื่องความใจร้อนของเด็กในภาพรวม เธอยกตัวอย่างว่า โดยทั่วไปแล้วเมื่อเธออ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง เด็กจะฟังจนจบเรื่องอย่างอดทนและสามารถตอบคำถามง่ายๆ ที่เธอถามจากเนื้อเรื่องได้ แต่ในยุคหลังโควิด เมื่อเธออ่านนิทานถึงแค่หน้าที่สองของเล่ม เด็กๆ ก็ไม่สนใจฟังสิ่งที่เธอเล่าแล้ว “ประเด็นเด็กไม่จดจ่อกับสิ่งที่ทำยังพบได้จากการฝึกระบายสี” เธอเล่า “โดยทั่วไป ถ้าเราให้เด็กระบายสีนั้นเด็กจะตั้งใจระบายสิ่งที่ได้รับมอบหมายในเวลาที่กำหนดให้ได้ สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่หลังโควิดเมื่อเปิดภาคเรียนมา เด็กๆ ไม่มีสมาธิจดจ่อกับภาพที่เราให้ระบาย คือมืออาจระบายอยู่แต่ตาไม่ได้มอง เขามองไปที่อื่น มองเพื่อน ชวนเพื่อนคุย ดังนั้นแม้มือจะระบายสีอยู่แต่ก็ออกนอกเส้นที่วางไว้ หรือบางคนก็ระบายสีไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด” ยังไม่นับว่าการระบายสีทำให้เธอเห็นว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือของเด็กๆ นั้นยังมีพัฒนาการได้ไม่เต็มที่ ในช่วงแรกๆ ของการเปิดภาคเรียน เด็กหลายคนระบายสีอ่อนมากเนื่องจากมือไม่มีแรงกดสีลงหน้ากระดาษ โดยสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ใช้เวลาฝึกไปเป็นลำดับ</p>



<p>“หรือในด้านความรู้ เมื่อเด็กไม่มีสมาธิจดจ่อ เรารู้สึกเหมือนเขาอยู่กับเราแต่เขาไม่ได้ฟังเรา บอกอะไรไปเขาก็จำไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการทบทวนเด็กๆ และในช่วงหลังๆ นี้เราพบว่าพัฒนาการต่างๆ ของเด็กในชั้นที่เข้าเรียนเป็นประจำก็ดีขึ้นมาก” เธอเล่าอย่างชื่นใจ “บางเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องมาเรียนรู้กันในชั้นเรียนจริงๆ แม้ว่าตอนเรียนออนไลน์เราจะพยายามดัดแปลง หาวิธีการที่เหมาะสมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้แล้วก็ตาม เช่น ให้เกมเด็กไปเล่น แต่ถึงที่สุดแล้วผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่มีเวลามาดูแลบุตรหลานหรือคอยเล่นด้วย ทำให้ไม่เกิดการส่งเสริมการเรียนรู้เท่าที่ควร”</p>



<p>ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่แตนเองก็เพิ่งมารู้หลังจากได้สอนเด็กเล็กหลังปิดเรียนเพราะโควิด คือการที่เด็กส่วนใหญ่ออกเสียงไม่ถูก เนื่องจากคู่สนทนาสวมหน้ากากอนามัย ทำให้เด็กๆ ไม่เห็นรูปปากและไม่สามารถเรียนรู้การพูดและการออกเสียงที่ถูกต้องได้ “ดังนั้นเมื่อเราจะพูดคำศัพท์บางคำที่เด็กๆ ออกเสียงไม่ชัด เราก็จะให้เด็กๆ สวมหน้ากากแล้วเราเป็นคนถอด ด้วยวิธีนี้เด็กๆ เขาก็จะเรียนรู้วิธีการออกเสียงจากเรา” เธออธิบาย “เรื่องเหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน เด็กๆ เขาก็เข้าใจ เนื่องจากวัยเด็กคือวัยแห่งการจดจำ ถ้าเราสอนเขาไปเรื่อยๆ เขาจะจำของเขาเอง” เธอปิดท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘การเข้าสังคม’ ปัญหาใหญ่ของเด็กปฐมวัยในช่วงโควิด</strong></h2>



<p>‘บี’ เป็นคุณแม่ของบุตรสาวที่อยู่ในชั้นปฐมวัยหนึ่งคน ตัวเธอทำงานประจำในฐานะพนักงานรัฐในสำนักงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอให้ลูกสาวของเธอเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเล็กๆ ใกล้บ้าน ช่วงที่โควิดแพร่ระบาดและบุตรสาวต้องหยุดเรียนออนไลน์อยู่บ้านนั้น เธอเองก็ได้อยู่บ้านด้วย แม้จะยังต้องแบ่งเวลาทำงานประจำ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าการอยู่บ้านทำให้เธอดูแลลูกสาวได้อย่างใกล้ชิด</p>



<p>“เราก็รู้สึกว่าการได้อยู่บ้านกับลูกทำให้เราได้อยู่ใกล้กับเขาเหมือนกันค่ะ ถ้าเราพักจากการทำงานก็คอยหากิจกรรมมาทำด้วยกันตลอด เช่น เล่นปั้นดินน้ำมัน เล่นระบายสี หรือถ้าเราติดงานอยู่เราก็ให้คุณยายคอยช่วยดูแล ตรงนี้ถือว่าเราโชคดีและเป็นข้อได้เปรียบในการดูแลลูกเหมือนกัน” บีเล่า “น้องเขาชอบเล่นขายของ เราก็ให้เขาเล่นกับคุณยายไประหว่างที่เราทำงาน ประกอบกับน้องเป็นเด็กเลี้ยงง่าย นอนหลับง่าย พอสักบ่ายเขาก็นอนกลางวันนานสี่ชั่วโมง เราก็ทำงานของเราไป น้องตื่นมาอีกทีก็เย็นๆ แล้ว เล่นด้วยกันอีกนิดหน่อย พอสองทุ่มเขาก็หลับ”</p>



<p>สำหรับการเรียนออนไลน์ ในฐานะที่บีคอยดูแลการเรียนของลูกสาวอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เธอคิดว่าการเรียนออนไลน์นั้นเหมือนการดูคลิปวิดีโอทางยูทูบ กล่าวคือหากเป็นคลิปที่สั้นมากๆ จะยังดึงความสนใจเด็กได้อยู่ แต่ถ้าเป็นคลิปอธิบายการเรียนที่ยาวเกินสิบนาที ลูกสาวของเธอจะหันเหความสนใจไปทำอย่างอื่น ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่บีเคร่งครัดมากในการดูแลลูกสาวคือเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยเธอแทบไม่ให้ลูกเธอได้เล่นโทรศัพท์เลย “เราอยากให้เขาอยู่กับของเล่นต่างๆ มากกว่า ให้เขาร้อยลูกปัดหรือทำสิ่งที่เขาเล่นคนเดียวได้ไปก่อน ถ้าเรามีเวลาหน่อย อาจจะช่วงพักงานหรือก่อนนอนก็อ่านนิทานให้เขาฟัง ดังนั้นเขาก็ไม่มีเวลาไปเล่นโทรศัพท์เลย จะมีบ้างก็ช่วงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน โดยเราจะเป็นคนคอยดูแลการใช้งานอย่างใกล้ชิดเอง”</p>



<p>กิจกรรมประจำวันของบีกับลูกสาว นอกจากการเรียนออนไลน์แล้ว บียังพยายามพาลูกสาวออกไปเล่นนอกบ้านให้บ่อยที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากเธออกังวลเรื่องมัดกล้ามเนื้อของลูกที่อาจไม่พัฒนาไปตามมาตรฐานเพราะอยู่บ้านนานเกินไป “บริเวณรอบๆ บ้านเราก็ไม่ได้กว้างหรอก แต่เราก็พยายามหาพื้นที่ บางครั้งก็ชวนเขาเล่นซ่อนแอบบ้างแต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่หรอก” เธอยอมรับ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บีเป็นกังวลมากจากการที่ลูกสาวหยุดเรียนช่วงโควิดนั้นคือการเข้าสังคม เนื่องจากการอยู่แต่บ้านทำให้ลูกของเธอไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันกับเด็กในวัยเดียวกัน “พอเขาอยู่กับผู้ใหญ่เยอะๆ บางทีเขาก็รู้ว่าเขางอแงได้ ถ้าไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำเลย แต่ถ้าไปอยู่ในโรงเรียนซึ่งสภาพแวดล้อมเหมาะสำหรับการเรียนรู้มากกว่า เขาก็จะฟังมากขึ้น และยิ่งเรื่องการเข้าสังคม ที่โรงเรียนเขามีกิจกรรมรีวิว คือให้เด็กๆ ออกมาพูดหน้าชั้นว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง ปรากฏว่าพอกลับมาเปิดเรียนอีกครั้ง ลูกเราลืมวิธีการพูดหน้าชั้นเรียนไปแล้วทั้งที่เมื่อก่อนชอบมาก เขาบอกว่าเวลาพูดต่อหน้าเพื่อนๆ แล้วเขามั่นใจ มีความสุข แต่เมื่อหยุดเรียนไปนานๆ และต้องกลับมาพูดอีกครั้งก็ทำไม่ค่อยได้ ไม่รู้ต้องพูดอย่างไร ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่ทางบ้านจัดให้ไม่ได้ ต้องเป็นที่โรงเรียนเท่านั้น</p>



<p>“เราอยากให้ลูกได้ไปอยู่กับเพื่อนๆ จะได้เรียนรู้ว่ากติกาการเข้าสังคมนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากเราต้องมีกติการ่วมกันจึงจะอยู่ในสังคมใหญ่ได้” บีเล่า “ที่บ้านมีกฎแบบหนึ่ง แต่ข้างนอกมีกฎอีกแบบหนึ่ง อยากให้เขาได้เห็นความหลากหลายของผู้คนแล้วมาคุยกันว่าต้องปรับตัวอยู่ด้วยกันอย่างไร หรือเมื่ออยู่กับเพื่อนก็ต้องเคารพกติกาส่วนรวมว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อยากให้ลูกเขาเรียนรู้เรื่องนี้จากโรงเรียนเพราะนี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าขาดหายไปเมื่อเขาอยู่บ้านค่ะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะความรู้ที่หดหาย&nbsp;</strong></h2>



<p>‘โบว์’ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ เธอได้ดูแลหลานสาวอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษในช่วงที่หลานหยุดไปโรงเรียนเพราะปิดโควิด อันเป็นช่วงระหว่างที่หลานของเธอกำลังเลื่อนขึ้นจากชั้นอนุบาล 3 ไปสู่ชั้นประถมปีที่ 1 พอดี และเธอพบว่าช่องว่างของการหยุดเรียนนั้นส่งผลต่อตัวหลานโดยตรง แม้ว่าหลานของเธอจะยังนับเลขและคำนวณเลขได้ดี แต่ในแง่การใช้ภาษา -ไม่ว่าจะการเขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ- เธอพบว่าหลานสาวสะกดคำผิดเยอะมาก</p>



<p>“เด็กๆ ในวัยนี้ยังไม่แข็งแรงด้านภาษาก็จริง เราเข้าใจว่าเขายังสะกดไม่เป็น ซึ่งเขาก็จะใช้วิธีจำคำง่ายๆ เอา เช่น คำว่า bat, dog, cat หรือภาษาไทยก็จะเป็นศัพท์ง่ายๆ อย่างคำว่าวันหรือคำว่ารัก คำที่ยากที่สุดที่เขาเขียนได้คือชื่อเล่น ชื่อจริงและนามสกุลตัวเอง คือชื่อเขาค่อนข้างเขียนยาก ชื่อเล่นก็สองพยางค์ ชื่อจริงสามพยางค์ นามสกุลห้าพยางค์ แต่ว่าเขาเขียนจำจนได้หมด” โบว์เล่า “ทีนี้ช่วงที่หยุดเรียนเพราะโควิด เราจะซื้อสีมาให้เขาระบายเล่น ก็เริ่มสังเกตว่า เขาเขียนตัวอักษรบางตัวกลับด้าน ตอนแรกคิดว่าบังเอิญ แต่เห็นหลายครั้งเลยทักไป ซึ่งเขาเถียงเราว่า เขาเขียนถูกแล้วเขียนแบบนี้ตลอด แล้วพอให้เขียนชื่อ-นามสกุลตัวเอง กลายเป็นว่าเขียนผิดเขียนถูกไป</p>



<p>“ตอนแรกเราคิดว่าหลานเราเป็นคนเดียวนะ แต่พอไปถามเพื่อนที่ทำงาน เขาก็เล่าให้ฟังว่า ลูกเขาซึ่งเด็กกว่าหลานเราหนึ่งปี เขียนตัวอักษรกลับด้านเหมือนกัน เลยเข้าใจว่าน่าจะมาจากการไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วลืม”</p>



<p>คำถามสำคัญคือ ในช่วงที่ปิดโควิดนั้นเด็กๆ ก็ยังต้องเรียนออนไลน์อยู่ แล้วเหตุใดทักษะด้านภาษาของหลานสาวเธอจึงถดถอยลงมาจากปกติ คำตอบที่โบว์ให้คือ หลานของเธอแทบไม่ได้เรียนออนไลน์เลย “ครูประจำชั้นเขาเปิดสอนพิเศษในช่วงโควิด-19 วันละสองชั่วโมง โดยครูเขาจะไปเรียนออนไลน์แทน แล้วเอามาสอนเด็กเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ประมาณ 13-14 คน พูดง่ายๆ ว่าก็จ่ายเงินซื้อความสะดวก นอกจากจะสอนแล้ว ครูยังช่วยเก็บใบงานให้ด้วย คือ ไม่ต้องเอาอะไรกลับบ้าน ครูปรินต์แล้วให้ทำเลย ช่วงสอบครูก็จะแจ้งให้เราเตรียมโทรศัพท์ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์ไว้เวลาไปเรียนพิเศษ ครูก็จะพาทำตัวอย่างข้อสอบ ส่วนวันสอบจริงก็ไปสอบบ้านครูนั่นแหละ”</p>



<p>ตัวโบว์เองก็มีลูกเล็ก วัยไม่กี่ขวบ ทำให้เธอต้องดูแลทั้งลูกน้อยและหลานสาวไปพร้อมๆ กัน ด้วยการหากิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะพาวาดรูป พาไปเล่นกลางแจ้ง แต่เมื่อมาถึงประเด็นการดูแลหลานช่วงเรียนออนไลน์ เธอก็พบว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร “ใครเป็นผู้ปกครองจะรู้ดีว่า การเรียนออนไลน์พวกวิชาหลักจะมีคลิปให้ดูประมาณ 20-30 นาที แล้วก็มีแบบฝึกหัดให้ทำ เรากล้าฟันธงเลยว่า เด็กไม่สามารถดูได้จนจบครบทุกวิชาหรอก ต่อให้นั่งดูพร้อมเราก็ตาม มันก็เลยจบด้วยการที่ต้องให้ผู้ใหญ่สักคนมาดูแทน แล้วไปสอนเขาต่อ” โบว์อธิบาย</p>



<p>อีกปัญหาหนึ่งที่เธอพบคือ หลานของเธอติดโทรศัพท์หนักมากแม้เธอจะพยายามควบคุมการใช้งานอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม “มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาหายไปประมาณสองสัปดาห์ ได้เจอกันบ้างนิดหน่อย พอได้เจอกันอีกที เห็นเขากะพริบตาตลอดเวลา เพราะตาแห้ง ช่วงที่เขาใช้โทรศัพท์หนักๆ ก็วันละ 6-7 ชั่วโมงได้ เรียกได้ว่า กลับมาจากเรียนพิเศษก็เล่นยาวไปจนเข้านอน ช่วงหนึ่งเขาตื่น 6 โมงเช้าเพื่อเล่นมือถือเลยก็มี มันทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย ยิ่งถ้าไปบอกให้หยุดเล่นโทรศัพท์เขายิ่งหงุดหงิด จากเด็กที่พูดคุยได้ งอแงบ้างตามประสาเด็ก ก็กลายเป็นเด็กไร้เหตุผลไปเลย”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลังจากกลับมาเปิดเรียน เมื่อได้อยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันและได้เจอกับสังคมอื่นๆ บ้าง โบว์ก็พบว่าหลานของเธอทำตัวสมวัยขึ้น “สามีเราที่เขาสนใจเรื่องนี้ เขาอธิบายว่า ถ้าเด็กอยู่กับผู้ใหญ่มากๆ เขาก็เครียดเหมือนกัน เพราะเขาต้องเป็นคนที่อำนาจน้อยที่สุดตลอด เวลาจะทำอะไรก็ต้องต่อรอง แต่ถ้าไปอยู่กับเพื่อน ความสัมพันธ์จะเป็นอีกแบบ เขาก็อาจจะเครียดน้อยลง เราไม่รู้หรอกว่าใช่ไหม แต่ก็ฟังดูเป็นไปได้อยู่” เธอบอก&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ส่งท้าย</strong></h3>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็กปฐมวัยไม่ได้มีเพียงเรื่องวิชาการอันจะเห็นได้ชัดจากการเขียนหนังสือหรือการคำนวณเลขพื้นฐาน หากแต่ยังอยู่ในพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและการเข้าสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ส่งเสริมอย่างใกล้ชิดทั้งจากรั้วโรงเรียนและผู้ปกครองที่บ้าน โดยไม่อาจปราศจากการส่งเสริมจากภาครัฐในภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเด็กไม่อาจเป็นสิ่งที่จะละเลยได้ไม่ว่าจะในเวลานี้หรือในอนาคต -ไม่ว่าจะในระยะใกล้และไกล</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/">‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2022 07:48:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[lost generation]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63036</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาที่ต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/">Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Error Childhood: ความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอยในเด็กปฐมวัย" width="750" height="563" src="https://www.youtube.com/embed/F_CXMlspFdY?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>“เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้”</p>



<p>โรคระบาดที่เกิดขึ้นทิ้งบาดแผลหลากรูปแบบให้กับคนแต่ละช่วงวัย สำหรับเด็กปฐมวัยไทย บาดแผลนั้นชื่อว่า ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ หรือ learning loss</p>



<p>จากการทำโครงการสำรวจและประเมินความพร้อมเด็กปฐมวัยเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ ที่มีการเก็บข้อมูลเด็กก่อนขึ้น ป.1 ทั่วประเทศ ทำให้พบว่าการปิดโรงเรียนส่งผลให้ทักษะการเรียนรู้ของเด็กถดถอยลง</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการหาวิธีฟื้นฟูก่อนที่คนรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’ เมื่อพวกเขาโตไป</p>



<p>101 คุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และทางออกสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย</p>



<p>อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ :&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/" title="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/">Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2022 09:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62975</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกวันของเด็กเล็กคือการเรียนรู้โลกใหม่ ทำความรู้จักสิ่งรอบตัว ทำความเข้าใจสิ่งที่เขาเห็นทีละนิด</p>



<p>กลายเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโควิดที่การเรียนรู้ของพวกเขาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าคนทุกช่วงวัยจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดกันถ้วนหน้า แต่สำหรับเด็กเล็กนั้นผลร้ายกลับทวีคูณ</p>



<p>การว่างเว้นจากการเรียนรู้ไม่เพียงทำให้พวกเขาอยู่กับที่ แต่ทำให้การเรียนรู้ของพวกเขาถดถอยลง</p>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 นี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย&nbsp;<a href="https://research.eef.or.th/research/school-readiness/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการสำรวจและประเมินความพร้อมเด็กปฐมวัยเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness)</a>&nbsp;ของ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ ซึ่งเป็นการสำรวจความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไทยทั่วประเทศ ก่อนขึ้นชั้น ป.1 และในช่วงที่เก็บข้อมูลเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการปิดโรงเรียนในบางพื้นที่ ทางทีมวิจัยจึงถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียนปิด จนพบว่าการหยุดเรียนต่อเนื่องกันนานนับเดือนมีผลให้การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยถดถอยลง</p>



<p>แม้วันนี้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของเด็กเล็กยังไม่จางหาย สิ่งสำคัญคือการหาวิธีฟื้นฟูก่อนที่คนรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’ เมื่อพวกเขาโตไป</p>



<p>101 จึงคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงเรื่องความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และทางออกสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0923c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-7-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการสำรวจ&nbsp;</strong><strong>school readiness เริ่มต้นได้อย่างไร</strong></h3>



<p>โครงการนี้เริ่มจาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท (ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – กสศ.)&nbsp;ที่พยายามปักหมุดการทำงานกับคนสามช่วงวัยคือ เด็กปฐมวัย วัยรุ่น และวัยเข้าทำงาน ส่วนตัวผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย คุณไกรยสตั้งคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์เด็กปฐมวัยเป็นอย่างไร จึงต้องการให้สำรวจ school readiness ของไทย วัดทักษะเด็กปฐมวัยก่อนจะเข้า ป.1</p>



<p>ข้อดีของ school readiness คือโครงสร้างคำถามอนุญาตให้เราทำภาพใหญ่ได้ เราจึงเก็บข้อมูลเด็กเยอะมากและเก็บมาหลายปี ในปี 2563 เราเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 9,000 คน ปี 2564 เก็บข้อมูลเด็ก 10,000 กว่าคน ปี 2565 เราตั้งใจจะเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 13,000-15,000 คน แต่ทำได้ประมาณ 12,000 คน เพราะโควิดหนักมาก</p>



<p>ช่วงปี 2564 โควิดเริ่มมา เราจึงคุยกันในทีมว่าต้องปรับจังหวะการเก็บข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพว่าผลกระทบระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ถูกปิดมากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันไหม เป็นที่มาของการวัดเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักของโครงการ เป้าหมายแรกของเราคือการตอบโจทย์คำถามว่า ในหนึ่งวันที่เด็กไปโรงเรียนนั้นเด็กได้ทักษะแต่ละอย่างไปเท่าไหร่ หรือเฉลี่ยต่อสัปดาห์เด็กเรียนรู้อะไรเท่าไหร่</p>



<p>พอเกิดโควิดผมก็คุยกับทีมว่าจะเลื่อนการเก็บข้อมูลออกไป เพื่อรอให้โรงเรียนที่ถูกปิดนานๆ เริ่มเปิดเรียนก่อน และให้โรงเรียนที่ไม่ปิดได้เรียนเยอะกว่า ให้มีความแตกต่างระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ปิดกับไม่ปิด</p>



<p>สิ่งที่เราพบคือ บางโรงเรียนปิด บางโรงเรียนไม่ปิด การที่ประเทศไทยสั่งปิดโรงเรียนในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากันทำให้เราใช้เป็นเครื่องมือการทดลองตามธรรมชาติ การที่รัฐบาลสั่งปิดพื้นที่ใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนของเด็ก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ปกครอง ไม่เกี่ยวว่าสอนเด็กดีหรือไม่ดี แต่เป็นเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปิด เราก็ใช้สถิติมาช่วยบอกความต่างระหว่างการปิดและไม่ปิด สุดท้ายเราจึงมาใช้มอง learning loss</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>school readiness คืออะไร สำรวจเรื่องอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>school readiness คือความพร้อมของเด็กก่อนเข้าระดับประถมศึกษา ดูว่าก่อนเข้า ป.1 เด็กควรมีทักษะอะไรบ้างเพื่อจะเตรียมความพร้อมให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนระดับประถมฯ เช่น ด้านคณิตศาสตร์ เด็กควรรู้จักตัวเลข รู้ว่าเลข 8 มากกว่าเลข 3 ด้านภาษา เด็กควรรู้จักตัวหนังสือ ฟังข้อความสัก 4-5 นาทีแล้วสามารถจับใจความได้ รู้จักคำง่ายๆ ที่เขาต้องรู้เพื่อไปเรียนต่อ</p>



<p>ในต่างประเทศมีงานวิจัยที่วัด school readiness ของเด็กในระยะยาว เขาวัดตอนเด็กอยู่อนุบาล 3 แล้วก็ตามไปดูเด็กตอน ป.5-ป.6 ซึ่งพบว่าเด็กที่มีความพร้อมตอนอนุบาล 3 เมื่อโตขึ้นแล้วจะมีปัญหาในการเรียนน้อยกว่า เราจึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราควรสำรวจ ซึ่งแบบทดสอบที่เราวัดไม่ยากมาก คือดูว่าเด็กจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างเพื่อเป็นฐานให้เขาเข้าเรียนในระดับประถมฯ แล้วก้าวไปข้างหน้าได้ นั่นคือคำว่า school readiness</p>



<p>นอกจากนี้เรายังวัดทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ซึ่งกลายมาเป็นผลหลักในการวัดเรื่อง learning loss วิธีวัดคือเราจะให้เด็กดูตัวเลขประมาณ 10 วินาที แล้วอีก 10 วินาทีต่อมาเราถามว่าเห็นเลขอะไร โดยให้บอกเลขเรียงตามลำดับและให้บอกเลขเรียงจากด้านท้าย เช่นให้ดูเลข 3 กับ 5 ก็ต้องตอบว่า “3 กับ 5” และให้กลับด้านก็คือ “5 กับ 3” การจะตอบได้เขาต้องจำแม่นและต้องคิดย้อนกลับ ซึ่งก็มีทั้งเด็กที่ทำได้บ้างและเด็กที่ทำได้ไม่เยอะ เราเชื่อว่าเกิดจากการที่เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นทั้งจากที่โรงเรียนและที่บ้าน</p>



<p>บางคนถามว่าทำไมไม่วัดพวก growth mindset หรือ EF ด้วย ปัญหาคือแม้พอจะมีเครื่องมือที่ใช้วัดได้ แต่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรสูงมาก ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ในการวัดเด็กหมื่นคน เราจึงทำแบบทดสอบอย่างนี้</p>



<p>อีกส่วนหนึ่งคือเราไปถามครูและผู้ปกครองในเรื่องที่เราวัดโดยตรงไม่ได้ คือทักษะทางอารมณ์ของเด็ก (social emotional) เช่น ถามว่าเด็กบ่นบ่อยไหมว่ารู้สึกไม่มีใครรัก เด็กดื้อแค่ไหน พวกนี้เป็นคำถามมาตรฐานที่เราเอามาจากต่างประเทศ แต่เราต้องยอมรับว่าคำถามเหล่านี้เป็นความคิดเห็น ซึ่งมีความผิดพลาดสูง ความน่าเชื่อถือสู้การที่เราไปวัดเองไม่ได้ ฉะนั้นในงานวิจัยที่ผมเขียนก็จะไม่ได้ใช้มากนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเก็บข้อมูลแต่ละโรงเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เราจะเก็บข้อมูลตั้งแต่เช้า เพราะช่วงบ่ายเด็กจะนอน พอคุยกับคุณครูเสร็จก็จะให้เด็กเข้ามาทีละคน โดยเราให้ทำแบบทดสอบและจัดเก็บข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ เด็กแต่ละคนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 20 นาที ในหนึ่งห้องเรียนเราจะเก็บข้อมูลประมาณ 15 คน ปีล่าสุดจะมีปัญหาค่อนข้างมากเพราะโควิด โรงเรียนเปิดบ้างไม่เปิดบ้าง ผู้ปกครองบางคนก็ยังไม่ให้เด็กไปโรงเรียน เก็บข้อมูลบางครั้งได้ไม่ถึง 15 คน โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่มีโรงเรียนขนาดเล็กเยอะมาก การสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ที่ภาคอีสานเป็นหลัก เพราะในหนึ่งจังหวัดเราตั้งเป้าว่าเราจะเก็บข้อมูลจาก 35 โรงเรียนเพื่อให้ได้เด็กประมาณ 500 คน บางจังหวัดในภาคอีสานต้องเก็บข้อมูล 45 โรงเรียน เพราะเด็กไม่พอ บางห้องมีเด็ก 5-6 คน ขณะที่ภาคใต้ซึ่งก็มีโรงเรียนขนาดเล็กมาก แต่แทบไม่เกิดปัญหาแบบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71d96b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/LINE_ALBUM_srs5_๒๒๐๘๒๓_17-1200x900-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนทำโครงการนี้ ได้ตั้งสมมติฐานล่วงหน้าไหมว่าจะเจออะไร</strong></h3>



<p>เราเพียงแต่อยากรู้สถานการณ์ว่าอะไรที่เด็กรู้และอะไรที่เด็กไม่ค่อยรู้ ซึ่งต้องระวัง ไม่ได้หมายความว่าพอเด็กไม่รู้สิ่งนี้แล้วเราก็ไปสอนสิ่งนี้เพิ่มอย่างเดียว ความยากคือการทดสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยมันสะท้อนปัญหา แต่โลกจริงๆ ของเด็กใหญ่กว่านั้น การทดสอบนี้เราคาดหวังว่าจะสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องอะไรที่เด็กยังขาดตกบกพร่องอยู่</p>



<p>นอกจากนี้คือการมีข้อมูลเชิงพื้นที่ กสศ. ต้องการเก็บข้อมูลทั้งประเทศ แต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร จังหวัดไหนที่มีปัญหาเยอะ ซึ่งพอมีโควิดก็เป็นโอกาสให้เราศึกษาเรื่อง learning loss แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาในการเปรียบเทียบแต่ละจังหวัด ลองคิดดูว่าระหว่างจังหวัดที่เราเพิ่งเก็บข้อมูลไปจะเอาไปเปรียบเทียบกับจังหวัดที่เก็บข้อมูลก่อนโควิด ก็ลักลั่นกันพอสมควร ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นประเด็นที่เราต้องคิดต่อในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อได้ข้อมูล&nbsp;</strong><strong>school readiness ทั่วประเทศแล้ว มีเรื่องใดไหมที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าผลจะออกมาแบบนี้</strong></h3>



<p>เรื่องที่เซอร์ไพรส์ผมคือ ปรากฏว่าทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กดีกว่าทักษะด้านภาษา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเครื่องมือเราง่ายกว่าหรือเปล่า อีกเรื่องคือหลายฝ่ายกังวลเรื่องเด็กแคระแกร็น แต่ปรากฏว่าพอเอาน้ำหนักกับสูงส่วนทั่วประเทศมาดู เรื่องเด็กแคระแกร็นหรือเด็กเตี้ยเกินไปไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยกเว้น 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ชัดเจนที่สุด อย่างที่สงขลามีบางพื้นที่ซึ่งปัญหาค่อนข้างชัดเจนแต่ไม่ใช่ทั้งจังหวัด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในระดับที่ไม่ใช่ปัญหาพิเศษอะไรนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการสำรวจข้อมูลเด็กทั่วประเทศ พบข้อมูลส่วนไหนที่น่าสนใจ</strong></h3>



<p>ถ้าถามว่าผลการศึกษาส่วนไหนที่จับต้องได้มากที่สุดก็คงเป็นเรื่อง learning loss ที่สุดท้ายเราเอามาทำวิจัยได้ นอกจากนี้มีแบบทดสอบหนึ่งที่เราเพิ่มเข้าไป คือเราถามเด็กว่ารู้จักตัวหนังสือภาษาอังกฤษหรือเปล่า ในมุมหนึ่งอาจมากไปหากเราจะคาดหวังให้เด็กรู้ แต่ถ้ามองไปยังอนาคตคงเลี่ยงไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญ แหล่งความรู้อยู่ที่ภาษาอังกฤษ แต่เด็กของเราแทบไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย เด็กอนุบาล 3 ทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังได้รับการกระตุ้นทักษะทางภาษาไม่มากพอ กิจกรรมที่ครูทำยังไม่มากพอ ชนบทก็ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>



<p>อีกเรื่องที่เราเห็นจากการไปสังเกตห้องเรียนคือครูยังตีเด็กอยู่พอสมควร ขนาดในวันที่เราซึ่งเป็นคนข้างนอกเข้าไปเขาก็ยังตี</p>



<p>แล้วขณะที่เราเข้าไปทำการทดสอบต่างๆ กับเด็ก เราก็ถามครูด้วยว่า คุณครูคิดว่าเด็กทำได้ไหม สมมติเด็กทำได้แค่ครึ่งเดียว แต่ครูจะตอบว่าทำได้เกือบทั้งหมด ก็เป็นข้อสังเกตสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่ฟังรายงานจากครูเพียงอย่างเดียว ครูอาจจะรู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรแต่ตอนเขียนรายงานก็อีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องเข้าไปดูด้วย ประโยชน์ของการเก็บข้อมูล school readiness คือเราเป็นบุคคลที่สามซึ่งเข้าไปสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้น สามารถนำสิ่งที่พบจากการสังเกตไปเทียบกับรายงานในระบบได้ น่าจะช่วยให้เราเห็นภาพที่ถูกต้องมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-13e920"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-9-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้แตกต่างกัน</strong></h3>



<p>ทางทฤษฎีมีอยู่ 3 อย่าง คือ บ้าน โรงเรียน และชุมชน ซึ่งผมคิดว่าบ้านกับโรงเรียนสำคัญ บ้านหมายถึงพ่อแม่ การเลี้ยงดู อุปกรณ์สิ่งของที่มีซึ่งจะสร้างความรู้นำไปสู่ทักษะที่ต่างกัน วิธีการเลี้ยงดูก็สำคัญไม่น้อย</p>



<p>ถามว่าในปัจจัยเหล่านี้อะไรสำคัญกว่ากัน จากข้อมูลเราไม่สามารถแยกได้ขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกันพอสมควร บางคนอาจจะบอกว่าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก ผมต้องบอกว่าก็ไม่เชิง เพราะถ้าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก โควิดคงไม่ทำให้เกิด learning loss เมื่อโรงเรียนปิด สมมติมองความสำคัญว่าบ้าน 80% โรงเรียน 20% พอโรงเรียนปิดก็ต้องหายไป 20% ใช่ไหม แต่ที่จริงหายไปมากกว่านั้น</p>



<p>learning loss บอกเราว่าการเรียนรู้ที่บ้านสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่ดี ช่วงโรงเรียนปิด เด็กอยู่บ้านตลอด แต่ใช่ว่าผู้ปกครองจะมีเวลาให้เด็กตลอด เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเลิกทำทุกอย่างแล้วมาสอนลูกตัวเอง ผมเองก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้คนที่ไม่มีความรู้เลยเขาจะสอนลูกอย่างไร หลายคนบอกว่าสอนเด็กอนุบาลง่ายนิดเดียว ตัวความรู้ง่ายแหละ แต่วิธีสอนไม่ง่าย ไม่ใช่ว่าจะไปชี้บอกเด็กว่า 1+1=2 แล้วจบ เด็กเล็กเขาไม่สน ครูจึงต้องมีทักษะ ครูปฐมวัยเป็นครูที่มีความท้าทายเพราะต้องสอนคนที่ไม่มีอะไรเลยให้รู้อะไรบางอย่าง เขาต้องมีเทคนิค มีกระบวนการ มีวิธีการว่าจะกระตุ้นอย่างไร จึงไม่ง่ายที่จะทำให้การเรียนรู้ที่บ้านทำได้มีประสิทธิภาพ</p>



<p>การสร้างการเรียนรู้ที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่มากพอ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยเรื่องฐานะส่งผลต่อความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไหม</strong></h3>



<p>มีผล เพียงแต่ว่าจากการศึกษานี้เราสามารถเห็นได้แค่ในระดับหนึ่ง ในครอบครัวที่ฐานะยากจน ส่วนมากผู้ปกครองมักมีการศึกษาไม่สูงนักและมีวิธีการเลี้ยงที่ไม่ดีนัก จึงแยกได้ยากว่าเกิดปัญหาเพราะความรู้ในการเลี้ยงเด็ก หรือเพราะยากจนก็เลยซื้อของเล่นและหนังสือให้ไม่ได้ หรือเพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เรารู้ว่าเมื่อยากจนแล้วมีปัญหาแน่ แต่เป็นปัญหาเพราะเรื่องใดนั้นเป็นคำถามที่ไม่ง่ายเลย ต้องศึกษากันต่อไป ผมเชื่อว่าเรื่องสิ่งของอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แต่เรื่องวิธีการเลี้ยงดู คุณภาพในการเลี้ยงดูอาจสำคัญยิ่งกว่า</p>



<p>เรากำลังมีโครงการใหญ่กับ กสศ. คือเราจะไปสอนผู้ปกครองในชนบทเรื่องการอบรมเลี้ยงดู โดยใช้เครื่องมือจากต่างประเทศที่เขาพิสูจน์ว่าทำงานได้ดีในชนบท โดยเราจะส่งคนไปเยี่ยมผู้ปกครองทุกสัปดาห์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง โดยแต่ละครั้งที่ไปจะเตรียมอุปกรณ์และมีแผนว่าวันนี้จะไปเล่นกับผู้ปกครองและเด็กอย่างไรบ้าง ลึกๆ เราเชื่อว่าเขาขาดองค์ความรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง โครงการนี้จะมาตอบโจทย์ว่าคนขาดความรู้ในการเลี้ยงเด็กจริงหรือเปล่า แล้วนำข้อมูลไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นเพื่อจะเห็นว่าปัจจัยอะไรกันแน่ที่สำคัญ</p>



<p>ความยากจนมีผลแน่นอน แต่มันส่งผลมาทางไหน นั่นหมายถึงการแก้ไขก็ต้องใช้นโยบายแตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเรารู้ว่าความยากจนคือปัญหา แล้วจะรู้ว่านโยบายที่ดีคืออะไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีโรงเรียนใดไหมที่ผลโดยรวมออกมาดีมาก แล้วเขามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กมีความพร้อมที่ดี</strong></h3>



<p>ข้อมูลของเราไม่ได้ดูรายโรงเรียน แต่จากการสังเกตผมคิดว่าวุฒิการศึกษาของครูไม่ได้มีผลมาก และหากดูข้อมูลชุดอื่นๆ อย่างข้อมูลโอเน็ตชั้นประถมฯ จะเห็นว่าโรงเรียนเอกชนทำได้ดีกว่า ส่วนหนึ่งคำอธิบายหลักๆ ของผมคือว่า เป็นเพราะเด็กเล็กนอกจากจะเรียนรู้ผ่านความรู้แล้วยังมีเรื่องการดูแลเอาใจใส่ สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนเอกชนโดยทั่วไปดีกว่าโรงเรียนรัฐคือความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวมเพราะทุกอย่างมีข้อยกเว้นหมด ส่วนขนาดของห้องเรียนก็มีผลบ้างแต่ไม่ได้ชัดเจนมาก</p>



<p>โรงเรียนเอกชนมักทำได้ดีในความรู้ระดับที่ไม่สูงมาก แต่ในทางกลับกันคะแนนโอเน็ตเด็ก ม.6 โดยเฉลี่ยโรงเรียนเอกชนจะได้คะแนนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐ เหตุผลอาจเพราะเด็กย้ายออก โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการในระดับมัธยมปลายได้ อาจเพราะการผลิตเด็กมัธยมมีต้นทุนที่สูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1cebc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-2-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระหว่างการเก็บข้อมูลเกิดการระบาดของโควิด</strong><strong>-19 จึงทำให้โรงเรียนปิด นำมาสู่ข้อค้นพบเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ของเด็กปฐมวัยจากการไม่ได้ไปโรงเรียน หากจะอธิบายง่ายๆ learning loss ในงานวิจัยนี้คืออะไร</strong></h3>



<p>คำว่า learning loss นี้คือเราพยายามวิเคราะห์ข้อมูลว่า ทักษะของเด็กคนหนึ่ง ณ วันที่เราไปวัดนั้นต่ำกว่าทักษะที่ควรจะเป็นของเขา ณ วันเดียวกัน</p>



<p>สิ่งที่ยากคือทักษะที่ควรจะเป็นของเขามาจากไหน ซึ่งส่วนนี้เราได้จากการสังเกต เรามีข้อมูล เราเปรียบเทียบกลุ่มเด็กที่โรงเรียนไม่ถูกปิดและกลุ่มเด็กที่โรงเรียนถูกปิดยาวนาน แล้วเรามีการจัดการทางสถิติหลายอย่าง เพื่อดูว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนมีผลออกมาต่ำกว่าเด็กที่ได้เรียนเท่าไหร่</p>



<p>การที่เขาไม่ได้เรียนนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการที่เขาเลือกจะไม่เรียน แต่เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียน ฉะนั้นเขาไม่ใช่เป็นคนที่ไม่อยากเรียน ถ้าเขาไปโรงเรียนได้ก็อาจมีทักษะเหมือนเด็กกลุ่มที่โรงเรียนไม่ปิด</p>



<p>อธิบายง่ายๆ คือทักษะของเด็กคนนี้เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนหายไปแค่ไหน เมื่อเทียบกับการที่เขาได้ไปโรงเรียน โดยอาศัยเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งมีการสั่งปิดของภาครัฐเป็นเครื่องมือในการวัดผลออกมา</p>



<p>ตอนนี้เราใช้ข้อมูลปี 2564 ส่วนที่ปิดโรงเรียนเกิดที่สมุทรสาครเป็นหลัก ตอนนั้นปิดไปหนึ่งเดือนกว่า ซึ่งพอจะทำให้เห็นผลความต่าง ถ้าจะให้บอกเป็นปริมาณก็ตีว่าถ้าเด็กไปโรงเรียนหนึ่งเดือนเขาควรจะได้สัก 100 แต่พอโรงเรียนปิดเขาจะได้ไม่ถึง 10 ซึ่งหายไปเยอะอยู่ แล้วเด็กเล็กน่าจะหนักกว่าเด็กวัยอื่น เพราะธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเล็กต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคน โดยเฉพาะกับครู ฉะนั้นมันยากมากที่เขาจะไปเรียนผ่านระบบออนไลน์แล้วเกิดประสิทธิภาพ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยนี้มีข้อมูลอะไรที่มาชี้ชัดว่าการเรียนรู้ของเด็กถดถอยลงช่วงโควิด</strong></h3>



<p>การมองแบบนักเศรษฐศาสตร์อย่างพวกผม คือการบอกขนาดของการเรียนรู้ที่หาย เพราะเรารู้ว่ามันหาย แต่ไม่รู้ว่าหายไปเท่าไหร่ ซึ่งก็น่ากังวลอยู่ที่หายไปถึงกว่า 90% &nbsp;เราจำเป็นต้องมีตัวเลขเพื่อจะบอกว่าเยอะหรือน้อย</p>



<p>นอกจากนี้ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำหลักการที่ว่าโควิดกระทบทุกคนในเรื่องของ learning loss คนที่เคยได้เปรียบก็ไม่ค่อยได้เปรียบนักในช่วงนั้น เด็กที่เคยเรียนพิเศษก็โดนกันถ้วนหน้า เป็นเรื่องที่ถ้าไม่ได้วิจัยคงไม่เห็น และเรายังไม่เห็นสัญญาณว่าการมีหรือไม่มีคอมพิวเตอร์จะส่งผลอะไรมากนักต่อ learning loss ของเด็กเล็ก การมีคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กเจอ learning loss น้อยกว่าคนอื่นนัก ซึ่งสำหรับเด็กอนุบาลอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ถดถอยที่เกิดจากโควิดแตกต่างจากการถดถอยในช่วงปิดเทอมที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนไหม</strong></h3>



<p>งานวิจัยนี้พยายามให้เหตุผลว่ามันต่าง แน่นอนว่าช่วงปิดเทอมเด็กก็ไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ว่าช่วงปิดเทอมคนมีฐานะก็ส่งลูกไปเรียนพิเศษ เวลาเกิด summer slide ช่วงปิดเทอม การเรียนรู้ของเด็กที่มีฐานะอาจจะลดหรือไม่ลดก็ได้ เพราะก็ได้ไปเรียนอยู่ดี แต่คนที่ไม่มีฐานะไม่ได้ไปเรียน การลดลงนี้จึงจะมีช่องว่าง ส่วนช่วงโควิด ไม่ว่าเด็กมีฐานะหรือไม่มีฐานะก็โดนทั้งคู่ เพราะช่วงนั้นแม้แต่ที่เรียนพิเศษก็ไม่กล้าเปิด</p>



<p>ช่วงปิดเทอมการเรียนรู้ไม่ได้หายไปทุกคน แต่ช่วงโควิดหายกันทุกคน เด็กในครอบครัวที่มีฐานะก็กระทบไม่น้อยจากโควิด เพียงแต่ว่าพอหมดโควิด คนมีฐานะคงฟื้นคืนได้เร็วกว่า โดยให้เด็กไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะฐานะที่ดีกว่าทำให้เขามีแนวทาง มีช่องทาง มีทรัพยากรที่จะทำมากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่เห็นผลการศึกษาเรื่อง&nbsp;</strong><strong>learning loss อาจารย์มองว่าปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน</strong></h3>



<p>รุนแรงครับ ข้อเสียคือปีที่ผ่านมาช่วงที่โรงเรียนปิดยาวๆ เราเก็บข้อมูลได้ลำบาก เพราะโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าไปจึงยังไม่ได้วิเคราะห์ว่าเมื่อปิดโรงเรียนนานๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่เราจะเห็นว่าช่วงปี 2563 ก่อนเกิดโควิด เมื่อเทียบกับช่วงปี 2564 ที่เริ่มมีการปิดโรงเรียน ผลปรากฏว่าทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ของเด็กหายไปเยอะ เพราะเราเชื่อว่าความจำใช้งานไม่ได้ถูกสร้างด้วยการสอนโดยตรง แต่ถูกสร้างผ่านการทำกิจกรรม ถูกกระตุ้นในการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ สมองก็พัฒนาความจำ แล้วสมองก็พัฒนาการไปดึงความจำนั้นมาใช้งาน ฉะนั้นพอไม่ไปโรงเรียนก็ไม่แปลกที่ผู้ปกครองจะไม่รู้วิธีกระตุ้นเลย คือมันไม่สามารถจะมานั่งสอนกันได้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กก็หายไปเยอะ อาจจะสะท้อนว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีสอนคณิตศาสตร์ก็ได้ เมื่อเทียบกับทักษะด้านภาษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09e67c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-1-1200x883-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากภาพที่ 1 นี้ แสดงสัดส่วนเด็กหางแถวช่วงก่อนและหลังโควิด สีแดงเข้มคือมีปัญหามาก เราวัดโดยเอาคะแนนของปี 2563 ที่ไม่ได้มีผลจากโควิด แต่ตัดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออก เพราะพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ เราวัดคะแนนรวมคิดเป็น 100% แล้วเอาคะแนนมาเรียงลำดับทำเป็นเปอร์เซ็นไทล์ และดูว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 คือเท่าไหร่ แล้วใช้เป็นเกณฑ์ว่าคะแนนใครที่ต่ำเท่านี้หรือต่ำกว่านี้คือเรียกว่า bottom ten หรือเด็กหางแถว จากนั้นจึงดูว่าในแต่ละจังหวัดมีเด็กหางแถวที่ว่านี้เท่าไหร่ ซึ่งในปี 2565 ที่โรงเรียนปิดยาวนานมากจะเห็นสีแดงเพิ่มขึ้นชัดเจน ผมยังบอกไม่ได้ว่าขนาดเท่าไหร่ ต้องวิเคราะห์เพิ่ม แต่อย่างน้อยภาพนี้สะท้อนว่ามันเกิดขึ้นจริง</p>



<p>ถามว่าปิดโรงเรียนไปนานแค่ไหนถึงจะเกิด learning loss… ไม่รู้ ถ้าปิดไปสัก 1-2 สัปดาห์อาจจะฟื้นได้ ปิดไปหนึ่งเดือนก็ไม่แน่ว่าจะฟื้นได้ไหม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปิดไปนานมาก เราคงต้องคุยกันเรื่องฟื้นคืนอีกพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee97b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-2-1200x874-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากภาพที่ 2 อันนี้เราวัดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาภายในจังหวัด โดยที่เอาคะแนนของคนที่อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 หารด้วยคนที่อยู่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 ของแต่ละจังหวัด ถ้าตัวเลขออกมาเยอะก็คือตัวเลขห่างกันมาก หมายถึงมีความเหลื่อมล้ำกันมาก ซึ่งเราแทนด้วยสีแดง ส่วนสีน้ำเงินคือเหลื่อมล้ำน้อย</p>



<p>น่าสนใจว่าในปี 2565 ไม่ใช่เพียงว่าคะแนนเด็กแย่ลง แต่คะแนนของเด็กในจังหวัดเดียวกันก็มีความแตกต่างกันมากขึ้น ในมุมกลับอาจบอกว่า ช่วงที่โรงเรียนปิดนี้เด็กบางคนอยู่ที่บ้านแล้วได้เรียนรู้มากกว่าเด็กบางคน เด็กบางคนอยู่บ้านแล้วอาจไม่ได้อะไรเลย ช่องว่างของคนที่ได้คะแนนมากกับคนที่ได้คะแนนน้อยจึงถ่างออกมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเด็กขาดการเรียนรู้ไปช่วงหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้วเด็กปฐมวัยจะได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโตไหม</strong></h3>



<p>ถ้าขาดการเรียนรู้แบบ 100% เหมือนกันก็อาจจะหนักเหมือนกัน แต่ผมเข้าใจว่าช่วงปิดเรียนบางโรงเรียนเขาก็สอนออนไลน์ให้เด็กโต และผมคิดว่าประสิทธิภาพของการเรียนออนไลน์อาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ เด็กโตขึ้นมาหน่อยก็อาจจะรู้จักรับผิดชอบ ทนดูจอได้มากหน่อย โดยไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่นัก แต่การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กเล็ก มันไม่ใช่ทรมานแค่เด็ก แต่ทรมานพ่อแม่ด้วย พ่อแม่แทบไม่ได้ทำอะไรต้องมานั่งเรียนกับลูก ส่วนเด็กโตเขาทำเองได้ ฉะนั้นความยุ่งยากซับซ้อนและประสิทธิภาพมันต่างกัน ดังนั้นในเด็กเล็กจึงเกิด learning loss มากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองเรื่องการเรียนออนไลน์ในเด็กเล็กอย่างไร ได้ผลแค่ไหน</strong></h3>



<p>ผมไม่ได้คาดหวังกับประสิทธิภาพของมันมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มันยากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่บอกว่าเด็กเรียนรู้ผ่านสื่อพวกนี้ได้น้อยมาก แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้ทำเลย เพราะโรงเรียนกับเด็กยังต้องรักษาความสัมพันธ์กัน ต้องเจอกันบ้าง แต่อย่าไปคาดหวังมาก อย่าไปคาดคั้นผู้ปกครอง ถ้าเขาอยากจะพาลูกเข้าเรียนออนไลน์บ้างไม่เข้าบ้าง อย่างน้อยให้เด็กไม่ลืมครู ครูไม่ลืมเด็ก เด็กไม่ลืมโรงเรียน เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องสร้างไว้เพื่อเมื่อได้กลับมาแล้วจะรื้อฟื้นไม่ยาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00442c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-4-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากเสียงสะท้อนของครูและผู้ปกครองช่วงโควิด อะไรเป็นปัญหาของเขามากที่สุด</strong></h3>



<p>การสอนออนไลน์ไม่ใช่ว่าง่าย แรกๆ ครูก็ต้องปรับตัวเยอะ ครูอนุบาลถูกสอนมาให้ทำสื่อทำกิจกรรม พอต้องไปสู่โหมดเล่าให้เด็กฟังอย่างเดียวก็ปรับตัวลำบาก แต่ครูอาจจะไม่โดนหนักเท่าผู้ปกครองที่โดนผลกระทบเยอะมาก เพราะผู้ปกครองต้องมานั่งเรียนกับลูกทั้งที่ก็ยังต้องทำงาน</p>



<p>ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้เปิด อย่างที่ ร.ร.สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็กลับมาเปิดทันที ซึ่งผู้ปกครองก็ดีใจมาก เหตุผลจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง learning loss แต่เพื่อช่วยผู้ปกครองด้วย เพราะผู้ปกครองไม่ไหวแล้ว ถ้าใครต้องทำงานแล้วต้องดูลูกเล็กไปด้วยนั้นทรมานมาก เด็กเล็กเขาต้องการความสนใจตลอดเวลา เป็นธรรมชาติของเขา ต้องชื่นชมครูปฐมวัยว่าทำงานหนักมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของนักวิจัย นอกจากความถดถอยในทักษะต่างๆ ตามที่ปรากฏในรายงานแล้ว มีเรื่องอื่นที่สังเกตเห็นจากการลงพื้นที่ไหม</strong></h3>



<p>ที่อยู่ในงานวิจัยก็ชัดเจนว่าเป็นความถดถอยเรื่องความรู้ แต่ส่วนอื่นที่เห็นคือ เด็กกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำน้อยลง ก่อนหน้านี้เวลาลงพื้นที่ โดยเฉพาะในที่ที่เขาตั้งใจสอนหน่อย เด็กก็จะคุยกับเรา ผมคิดว่าทักษะเหล่านี้หายไป เรื่องความมั่นใจในตนเองและทักษะทางภาษาก็อาจจะน้อยลง</p>



<p>การที่เขาขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและไม่ได้เจอคนอื่นเป็นเวลานาน อาจทำให้ความกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นลดน้อยลงไป ก็ต้องดูกันต่อในระยะยาวว่ามีผลยาวแค่ไหน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยมีการสำรวจด้วยว่าที่บ้านเด็กมีหนังสือนิทานหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญกับการเรียนรู้อย่างไร</strong></h3>



<p>โดยส่วนใหญ่บ้านที่มีหนังสือมากกว่า เด็กก็มักจะมีทักษะที่สูงกว่า แต่ผมไม่อยากสรุปเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะหนังสือเด็กเลย ไม่ใช่ว่ามีหนังสือแล้วจะไม่ดี แต่หมายความว่าบ้านที่มีหนังสือนิทานมากกว่าก็มักจะมีอย่างอื่นที่ดีกว่าด้วยเสมอ มักจะเลี้ยงดูดีกว่า มีของเล่นมากกว่า เราเลยบอกไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะหนังสือ สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือบ้านที่ลงทุนและดูแลเอาใจใส่ดีกว่าจะทำให้เด็กมีทักษะที่ดีกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-816c9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-3-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 3</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-021ce1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-4-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 4</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการ </strong><a href="http://riece.org/about/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>RIECE Thailand</strong></a><strong> ก็มีกิจกรรม ‘พานิทานกลับบ้าน’ ที่ให้เด็กเล็กยืมนิทานกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านให้ฟัง มีข้อค้นพบอย่างไร</strong></h3>



<p>จากโครงการนี้เราติดตามเก็บข้อมูลจากเด็กประมาณพันกว่าคน เริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ ส่วนใหญ่เริ่มที่ 2-3 ขวบ ตามเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมมาเรื่อยๆ จนปีนี้เป็นปีที่ 8 จึงมีชุดข้อมูลที่เทียบกันได้เพราะเป็นข้อมูลกลุ่มตัวอย่างชุดเดิม ในภาพที่ 3 ถึง ภาพที่ 6 จะเห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้ข้อมูลแต่ละปีจะเกาะกลุ่มกัน แต่พอมีโควิดเราจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน</p>



<p>จากภาพที่ 3 คือข้อมูลที่เราถามผู้ปกครองว่าอ่านหนังสือให้เด็กฟังมากน้อยแค่ไหนในแต่ละสัปดาห์แล้วนำมาเฉลี่ยตามอายุเด็ก โดยแยกปีที่เก็บข้อมูล กราฟนี้บอกเราว่าโดยปกติคนไทยในชนบทอ่านหนังสือให้เด็กฟังประมาณนี้ &nbsp;ตอนเด็กอายุ 3 ขวบน่าจะอ่านให้ฟังมากสุดแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงเพราะเด็กเริ่มโตขึ้น</p>



<p>จะเห็นว่าข้อมูลที่เก็บในปี 2016 หรือ 2559 สูงกว่าปกติ เพราะเราให้เด็กยืมนิทานกลับบ้านไป เป็นช่วงแรกๆ ที่เราทำโครงการที่มหาสารคามและกาฬสินธุ์ เราแนะนำคุณครูว่าให้เด็กยืมกลับบ้านนะ สิ่งที่เห็นคือผู้ปกครองอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มชัดเจน</p>



<p>ถามว่าที่เราให้ยืมนิทานไปมีผลไหม ก็มีบ้างแต่ไม่มากอย่างที่ฝัน คือเห็นในทักษะด้านความเข้าใจในการฟัง (listening comprehension) พอเด็กฟังแล้วเด็กก็ตอบได้ดีขึ้นเล็กน้อย ผมคิดว่าการส่งเสริมการอ่านนั้นดี แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่าทุกอย่างจบด้วยการอ่าน มันไม่จริง เพราะจิกซอว์มีอยู่หลายอย่าง การกระตุ้นให้คิด การทำกิจกรรม การอ่านเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ประกอบกันเพื่อจะสร้างคนคนหนึ่งให้มีคุณภาพ อ่านอย่างเดียวไม่มีทางพอ เราควรส่งเสริมการอ่าน แต่อย่าหวังกับมันเสียจนคิดว่าฉันทำอย่างเดียวแล้วพอ</p>



<p>อีกเรื่องที่น่าสนใจคือพอมีโควิด เด็กอยู่บ้านมากขึ้น แทนที่ผู้ปกครองจะอ่านให้ฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ เรื่องที่แย่กว่านั้นก็คือเด็กก็อ่านหนังสือเองลดลงด้วย (ภาพที่ 4) พอมีโควิดแทนที่เด็กจะอ่านหนังสือเองเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ไปโรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพอไม่ได้ไปโรงเรียนก็ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่มีใครกระตุ้นให้อ่าน แม้ยังบอกสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้แต่กราฟบอกเราชัดเจน ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-397ecd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-5-1200x875-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 5</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b95482"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-6-1200x871-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 6</figcaption></figure></div></div></div>



<p>จากภาพที่ 5 เรื่องการทำการบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เก็บข้อมูลจากในชนบท เด็กจะทำการบ้านเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่พอมีโควิด ทั้งที่พอไม่ได้ไปโรงเรียนก็น่าจะต้องฝึกฝนเพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นว่าเด็กทำการบ้านน้อยลง น่าเป็นห่วงว่ามันจะซ้ำเติมปัญหา</p>



<p>สิ่งเดียวที่เด็กทำเพิ่มคือการใช้โทรศัพท์และไอแพดมากขึ้น (ภาพที่ 6) แต่นี่เป็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีนี้ ซึ่งข้อมูลนี้เราตัดเวลาเรียนออนไลน์ออกแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองว่าปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดสัมพันธ์กับปัญหาการศึกษาไทยที่มีอยู่ก่อนหน้าหรือเปล่า</strong></h3>



<p>ไม่ว่าเราจะดีกว่านี้หรือแย่กว่านี้ เราก็จะเจอ learning loss จากโควิดแน่นอน เพราะการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่ต้องไปเรียนออนไซต์ โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เด็กไปอยู่ที่นั่นแล้วเจอครูที่ดี ครูที่เก่ง กระบวนการที่ดี เราสู้โควิดไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าการศึกษาของเราดีอาจทำให้เราปรับตัวได้ดีกว่านี้เมื่อโควิดมาถึง หรืออาจทำให้เราฟื้นคืนได้เร็ว</p>



<p>ถ้าถามว่าปัญหาของการศึกษาคืออะไร ก็คือเราไม่มีกรอบแนวคิดที่จะปรับตัวเพื่อรับเด็ก เราไม่ได้เป็น child center มากพอที่จะรู้ว่าเด็กมี learning loss นะ ฉะนั้นโรงเรียนจะปรับตัวไปหาเขา แต่ถ้าถามว่า learning loss จะเกิดไหมถ้าการศึกษาเราดีกว่านี้… เกิด ที่ต่างประเทศก็เกิด อเมริกาก็เกิดเยอะ สวิตเซอร์แลนด์ปิดแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็ยังเกิด เขาก็เลยแทบจะไม่ปิดโรงเรียนเลยระหว่างที่มีการระบาดของโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดจะส่งผลในระยะยาวไหม</strong></h3>



<p>ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย ก็มีสองเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเมื่อเกิด learning loss แล้วจะมีปัญหา</p>



<p>เรื่องแรก คำของ เจมส์ เจ. เฮกเมน (James J. Heckman – นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) คือ ‘Skills Beget Skills’ หมายความว่าทักษะสร้างมาจากทักษะก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นถ้าทักษะของเด็กสูญเสียไปแล้ว ตอนอยู่ ป.3 เขาถดถอย พอขึ้น ป.4 เขาก็มีทักษะไม่เท่าเด็ก ป.4 สมัยก่อนๆ ถ้าครูไม่ปรับตัว สอนเด็ก ป.4 ชุดนี้ตามลำดับ 1 2 3 4 5 เหมือนปกติ จะเกิดช่องว่างที่เด็กไม่เข้าใจเยอะมาก ส่วนหนึ่งอาจจะใช้เวลาให้เด็กตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ถ้าเด็กกลับไปโรงเรียนรอบนี้แล้วเรียนไม่รู้เรื่องเลย เขาอาจยอมแพ้ ไม่เรียนแล้ว ไม่สนแล้ว นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและผมคิดว่าเรายังทำน้อยเกินไป เราไม่ได้ผลักดัน ส่งเสริม หรือพัฒนาครูให้ teach at the right level ครูต้องถอยกลับลงมารับเด็กให้มากขึ้นในช่วงนี้ ต้องตระหนักว่าเด็กไม่พร้อม ครู ป.4 ต้องสอนแบบครู ป.3 ปลายๆ หรืออะไรที่คิดว่าสำคัญก็ต้องสอนซ้ำ ซึ่งถ้าทำก็จะดีขึ้น</p>



<p>เรื่องที่สอง ถ้าในระยะยาวเราไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วสมมติมีคนอยู่สามคน คือ คนที่เรียนจบก่อนจะมีโควิด คนที่โดนช่วงโควิด และคนที่โตทีหลังไม่โดนโควิด แล้วสุดท้ายสามคนนี้ต้องไปอยู่ในตลาดแรงงานพร้อมกัน คนที่เจอโควิดตอนเรียนซึ่งมีทักษะน้อยที่สุดก็จะซวยใช่ไหมครับ คนนี้จะเป็น lost generation สู้คนรุ่นก่อนหน้าหรือคนรุ่นหลังไม่ได้ เพราะในตลาดแรงงานเขาไม่ดูว่าคุณจบรุ่นไหน เวลาทำงานก็จะมีปัญหาได้ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็อาจจะขาดหายไป นึกภาพว่าเด็กรุ่นนี้เจอโควิดไปสักกี่คน กี่ปีของการเรียน มันก็น่าจะส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศในอนาคต นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องใส่ใจในการฟื้นคืนการเรียนรู้</p>



<p>นโยบายที่ผมอยากจะเสนอจริงๆ ง่ายมาก แต่ไม่ค่อยมีใครทำ ก็คือทำซัมเมอร์แคมป์ ช่วงปิดเทอมก็เปิดเรียนซะ สมมติเราปิดเรียนไป 6 เดือน ถ้าเชื่องานวิจัยของผม เด็กก็จะหายไปสัก 6 เดือน เรามีปิดเทอมใหญ่ครั้งละ 2 เดือน นั่นหมายความว่าเราต้องสอนซ้ำ 3 ปี เพื่อจะได้กลับมา 6 เดือน คิดเลขง่ายๆ แต่ก็ต้องเตรียมทรัพยากร ทำความเข้าใจ ไม่ใช่สอนทุกเรื่อง โฟกัสบางเรื่องอาจจะทำให้ใช้เวลาน้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีเด็กยากจนหรือในชนบทควรจะต้องทำมากกว่าในเมืองที่มีเด็กมีฐานะ เพราะเด็กที่มีฐานะเดี๋ยวเขาก็ไปเรียนพิเศษ ผมไม่ได้สนับสนุนการเรียนพิเศษนะ แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะไปห้ามเขา สิ่งที่ต้องห่วงคือคนที่ไม่มีศักยภาพต่างหาก คนที่ไม่มีฐานะ คนที่อยู่ในชนบท ไม่มีทางเลือก นั่นต่างหากที่จะไม่มีโอกาสฟื้นคืน</p>



<p>สังคมต้องออกแบบร่วมกัน ทำซัมเมอร์แคมป์ให้สนุกก็ได้ สอนแค่วิชาหลักก็ได้ เราทำได้และไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะเกินไป ซึ่งคุ้มที่จะทำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7436e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-8-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้กำหนดนโยบายควรมองปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss อย่างไร</strong></h3>



<p>จริงจังกับมัน ถ้าเด็กหายไป 6 เดือน เราชดเชยได้ปีละ 2 เดือน ก็ต้องทำยาวๆ อย่าทำปีนี้ปีเดียว ถ้าคิดว่าจะทำแค่ 3 เดือนข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา learning loss ผมคิดว่าเรากำลังหลอกตัวเอง ขั้นแรกเราต้องไม่หลอกตัวเองก่อน เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ เพราะเราไม่สามารถยกระดับการศึกษาได้ภายในพริบตา เราไม่สามารถฟื้นคืนเด็กด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะมันไม่ทัน เราจึงต้องเพิ่มเวลาให้เขาและต้องใช้เวลายาวนาน ต้องวางแผน 3 ปี 5 ปี ว่าจากนี้ไปเราจะทำอย่างไรกับเด็ก</p>



<p>เราจะช่วยเขาอย่างไรให้กลับมาอยู่จุดที่ควรจะเป็น หรือดีกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ อย่างน้อยเอาที่ควรจะเป็นก่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในระยะยาวมีข้อเสนออย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้</strong></h3>



<p>เรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษา หลายคนอาจหัวเราะแล้วบอกว่า “ก็รู้แล้ว” มันก็จริง แต่เป็นความท้าทายที่ต้องทำ สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่แน่ใจก็คือ ถ้า ณ วันที่เรามีโควิด แล้วมุมมองทางการเมืองและสังคมของเราอยู่ในโหมดการกระจายอำนาจมากกว่านี้ เราจะเปิดเรียนได้มากกว่านี้หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้</p>



<p>ในมุมหนึ่งผมเชื่อว่าการจะพัฒนาคุณภาพของการศึกษา สุดท้ายแล้วเราต้องกระจายอำนาจ ผมเชื่อว่าคนในท้องถิ่นจะตัดสินใจได้ดีกว่า การกระจายอำนาจไม่ได้หมายความว่าใครอยากสอนอะไรก็สอนนะ คุณก็ต้องสอนสิ่งที่มีประโยชน์แหละ ผมเชื่อว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะเป็น stakeholder ที่สำคัญ แต่ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแนวคิดแบบรวมศูนย์ของบ้านเราในช่วงนี้หรือเปล่า จึงทำให้มีการสั่งปิดโรงเรียนแบบหน้ากระดาน สั่งปิดเพราะแค่กลัวที่จะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าเรากระจายอำนาจมากพอ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม และทุกคนพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน สุดท้ายเด็กจะได้ไปโรงเรียนมากกว่านี้ไหม</p>



<p>น่าเสียดายว่ามีหลายแห่งที่ควรจะเปิดได้และไม่จำเป็นต้องปิด แต่ก็มีโรงเรียนที่อุบลราชธานีเขาเปิดแทบจะตลอดเลย ขณะที่โรงเรียนอื่นๆ รอบข้างปิด ผมชื่นชมเพราะไม่มีคำสั่งให้เปิด แต่ก็ไม่มีคำสั่งห้ามเปิด เขาก็ยังเปิดโรงเรียน ผู้ปกครองก็แฮปปี้</p>



<p>หวังว่าเราจะมีการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษามากขึ้นเพื่อให้พัฒนา มันเป็นไม่กี่ทางที่จะทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีแรงจูงใจที่จะพัฒนาเด็กจริงๆ เพราะเมื่อเรารวมศูนย์แล้วแรงจูงใจก็ไม่ไปอยู่ที่เด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่สุดแล้วคนที่อยู่กับเด็ก</strong><strong>-คนที่อยู่ในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด</strong></h3>



<p>เรามักได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่า ครูตีเด็ก ครูทำร้ายเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นทุกที่ กรณีแบบนี้ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐเขาก็ให้ย้ายไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดพื้นที่ของท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล ครูก็อยู่ไม่ได้นะครับ พอผู้ปกครองมาที่เทศบาล นายกฯ ก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยคือมีกลไกที่จะตอบสนองในสิ่งที่ควรต้องตอบสนอง แต่กลไกแบบรวมศูนย์มันไม่รู้จะตอบสนองตรงไหน ไม่มีแรงจูงใจตอบสนองในเรื่องที่ควรต้องตอบสนองแบบนี้ ผมว่ามันคือปัญหาใหญ่ของการศึกษา อย่างพอมีโควิดก็ทำให้ไม่ได้คิดว่าฉันจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้ช่วงนี้ ตราบใดที่กระทรวงสั่งอย่างนี้แล้วทุกคนทำตามก็ไม่ผิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โควิดอาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่มันทำให้เราเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องแก้ให้ได้?</strong></h3>



<p>ใช่ โควิดแค่มากระทุ้งให้เราเห็นปัญหาบางอย่าง แต่ปัญหาใหญ่ของการศึกษาคือเรื่องแรงจูงใจในระบบการศึกษา ว่าระบบการศึกษาของเราตั้งใจพัฒนาเด็กแค่ไหนและใส่ใจจะพัฒนาเด็กแค่ไหน</p>



<p>ผมเชื่อว่าต้องมีสองเรื่องที่มาคู่กัน การแข่งขันในระบบการศึกษาจะต้องเข้มข้นขึ้นและต้องกระจาย เพราะการกระจายอำนาจอาจนำมาซึ่งการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอาเด็กมาแข่งกันนะครับ แต่เหมือนบริษัทที่ต้องแข่งกันผลิตสิ่งที่ดีขึ้น เพราะเมื่อไม่มีการแข่งขันก็ไม่รู้จะทำให้ดีขึ้นไปทำไม นี่คือปัญหาเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ระบบการศึกษาเราเป็นอย่างนี้ ยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่คนในระบบการศึกษาจะทำเพื่อเด็กจริงๆ</p>



<p>การกระจายอำนาจและการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันจึงเป็นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่มีโอกาสสร้างแรงจูงใจในระบบและทำให้คุณภาพดีขึ้น หลักสูตรก็เรื่องหนึ่งนะ แต่เปลี่ยนหลักสูตรอย่างไร ถ้าไม่แก้เรื่องแรงจูงใจก็ไม่มีทางแก้ปัญหาหรอก คนทั้งระบบยังหน้าตาเหมือนเดิม หลักสูตรเป็นแค่กระดาษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เวลาอยู่หน้ากระดานหรืออยู่กับเด็กต้องอาศัยแรงจูงใจในการทำงาน ตรงนั้นต่างหากที่ขาดหายไป หลักสูตรเป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ไปต่อเติม ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ถ้าคนในระบบไม่มีแรงจูงใจหลักสูตรก็ช่วยไม่ได้</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/220920-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2020 00:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=21993</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. จับมือ กทม. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/220920-2/">มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-22004 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">กสศ. จับมือ กทม. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ” ยกระดับศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานครจำนวน 292 ศูนย์ เด็กจำนวน 22,713 คน ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบกลางคัน และลดอัตราเด็กเล็กไม่ได้ศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ร่วมพิธีเปิด “โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร”</span></p>
<p><figure id="attachment_21996" aria-describedby="caption-attachment-21996" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-21996 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21996" class="wp-caption-text">พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม.</figcaption></figure></p>
<p><b>พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานในพิธีเปิด</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า กทม. มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 292 ศูนย์ มีเด็กจำนวน 22,713 คน แต่ปัจจุบันการจัดบริการสาธารณะเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนเปราะบาง หรือที่มีความต้องการพิเศษยังขาดกลไกและบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางวิชาการมาช่วยเหลือ ดังนั้น สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนิน  </span><b>“โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร”</b><span style="font-weight: 400;">  เพื่อพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร ให้มีขีดความสามารถในการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ยากจนและมีภาวะยากลำบากให้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป </span></p>
<p><figure id="attachment_21997" aria-describedby="caption-attachment-21997" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-21997 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21997" class="wp-caption-text">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกสศ.</figcaption></figure></p>
<p><b>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า </b><span style="font-weight: 400;">กสศ. จัดตั้งขึ้นตามเจตนารมย์</span><span style="font-weight: 400;">ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ กสศ. เป็นหนึ่งในกลไกปฏิรูประบบการศึกษาที่มีขนาดองค์กรไม่ใหญ่ เน้นทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจึงวางนโยบายให้ กสศ. มุ่งพัฒนาตัวแบบปฏิรูป หรือนวัตกรรมการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง สนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรหลักในระบบการศึกษา เพื่อใช้สนับสนุนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของรัฐบาล และส่งต่อให้หน่วยงานรับผิดชอบหลักนำไปขยายผลเกิดความยั่งยืน เช่น ในช่วงปี 2562 กสศ. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดมีขีดความสามารถที่จะดำเนินการปฏิรูปการศึกษาหรือจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนได้เองในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาความเข้มแข็งของกลไกความร่วมมือจัดการศึกษาของจังหวัด (2) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการวางแผนและติดตามช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเป็นรายบุคคล และ (3) ดำเนินมาตรการเพื่อติดตามช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย โดย กสศ. ได้สนับสนุนการดำเนินงานในจังหวัดนำร่อง จำนวน 20 จังหวัด กระจายอยู่ทุกภูมิภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2563 กสศ. ได้กำหนดนโยบายขยายการช่วยเหลือไปยังเด็กปฐมวัยที่ยากจนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยให้ความสำคัญกับการ</span><span style="font-weight: 400;">ค้นหา คัดกรอง และนำเด็กกลุ่มดังกล่าวกลับเข้ารับบริการใน</span><span style="font-weight: 400;">ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร จะช่วยเตรียมความพร้อมและลดอัตราการไม่เข้าศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้เป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น กสศ. จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว จัดทำ “</span><b>โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร</b><span style="font-weight: 400;">” ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสำรวจ ค้นหา คัดกรอง และให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการเข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของครอบครัวยากจน ทั้งที่มีเด็กปฐมวัยที่กำลังรับบริการอยู่ หรือยังไม่ได้เข้ารับบริการ (เด็กปฐมวัยนอกระบบการศึกษา) ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของผู้ดูแลเด็กรวมถึงการพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21998" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์จากการดำเนินงานของโครงการ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพมหานคร ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษา สนับสนุนให้มีอัตราการเรียนต่อในระดับประถมศึกษาเพิ่มมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอีกด้วย รวมทั้งได้แนวทางการทำงานร่วมกับชุมชน และครอบครัวผู้ดูแลเด็กปฐมวัยยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบ ในเขตกรุงเทพมหานคร</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">พื้นที่ กทม. มีเด็กยากจน ช่วงปฐมวัย 13,000 คน ยังไม่ได้รับการศึกษาในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน อันนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. อยากชวนให้หาเด็กกลุ่มนี้ให้เจอ เรามีเครื่องมือที่จะใช้คัดกรองน้องๆ เป็นรายบุคคล เพื่อดูสภาพปัญหาและแนวทางช่วยเหลือ ส่วนครูในศูนย์พัฒนาเด็ก กสศ. อยากให้ได้รับการพัฒนาทักษะ เรื่องการเรียนการสอน การดูแลเด็กโดยเฉพาะกลุ่มที่ยากลำบาก ซึ่งต่างจากการดูแลเด็กที่มีความพร้อมมากกว่า-นายพัฒนะพงษ์ กล่าว</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้  ทางสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มีเครื่องมือในการที่จะชวนคุณครูมาพัฒนาการเรียนการสอน ไปสู่น้องๆ เพื่อให้เป็นหน่วยจัดการศึกษาที่เด็กๆ อยากมาเรียน สนุกกับการมาเรียน สามารถดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายพัฒนะพงษ์ กล่าวด้วยว่า  เราเชื่อว่าครูจะสนุกกับวิธีการและเครื่องมือ อยากให้มั่นใจว่าเครื่องมือได้ผ่านการพัฒนามาแล้ว แต่ก็ยังต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่องให้เหมาะสมกับบริบท ความเข้มข้นของปัญหา เพื่อที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามเมื่อเราทำงานช่วงนี้ผ่าน กสศ. อยากเห็นเด็กมาเรียนได้ในทุกๆ วัน ได้รับการดูแลตามสมควร และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เด็กเล็ก ช่วงอายุ 3-5 ปี สามารถไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เด็กที่ยังไม่ได้เรียน ได้รับโอกาสทางการศึกษา 10 ปีต่อจากนี้ จะไม่เห็นเด็กต้องกลายเป็นเยาวชนนอกระบบการศึกษา แต่จะเป็นกำลังคนที่มีคุณค่าของประเทศต่อไป</span></p>
<p><b>นายพัฒนะพงษ์</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กปฐมวัยเป็นต้นทางที่จะลดจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในอนาคตได้ เพราะหากเราปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบกลางคัน โจทย์มันจะยากกว่า เพราะหากบาดแผลเกิดขึ้นกับเด็กแล้ว การที่จะไปชวนเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือแม้แต่การเติมทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพ เป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนกว่า สิ่งที่เราทำเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด</span></p>
<p><b>รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์</b> <b>ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า ปี 2561 &#8211; 2562 สถาบันได้ทำการศึกษากลุ่มเด็กยากจน 458 ครอบครัวในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3 จังหวัด พบว่า กลุ่มเด็กยากจนขาดแคลนที่มีภาวะวิกฤตครอบครัว ร้อยละ 53.5 มีการแตกแยกหย่าร้างของพ่อแม่ ร้อยละ 25.3 มีความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 14 ผู้เลี้ยงดู มีการใช้สารเสพติด ร้อยละ 69  ได้รับการดูแลที่ไม่บรรลุผลสุขภาวะ ร้อยละ 24 มีพัฒนาการล่าช้า ร้อยละ 9 มีพัฒนาการล่าช้ามาก จึงได้ผลักดันนโยบายการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงและรูปแบบการเยี่ยมบ้านโดยทีมบูรณาการเพื่อแก้ปัญหากลุ่มเด็กยากจน</span></p>
<p><figure id="attachment_21999" aria-describedby="caption-attachment-21999" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-21999 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21999" class="wp-caption-text">รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมีศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชนเป็นจุดเชื่อมโยงทีมบูรณาการในพื้นที่ ซึ่งโครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร” เพื่อยกระดับการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ยากจนและมีภาวะวิกฤตครอบครัว โดยใช้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชน (ศพด.) ที่อยู่ในการสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร เป็นฐานสำคัญในการนำการช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการกลุ่มเด็กปฐมวัยยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ไม่น้อยกว่า 10,000 คน และเด็กปฐมวัยนอกระบบ ไม่น้อยกว่า 1,000 คน และอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร จะได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการกลุ่มเด็กยากจนที่มีภาวะความยากลำบาก แนวทางการทำงานที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการขยายผลในเมืองต่างๆ ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทางโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงาน 1 ปีตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &#8211; สิงหาคม 2564 มีแนวทางการดำเนินงานดั้งนี้ 1.พัฒนาเครื่องมือคัดกรองเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนขาดแคลนและมีภาวะวิกฤตครอบครัว และนำมาให้ครูและผู้ดูแลเด็กของศพด.ใช้ในการคัดกรองเด็ก ทั้งเด็กปฐมวัยในระบบและนอกระบบ 2. จัดการอุดหนุนงบประมาณแก่เด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูงในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการเรียน และผลกระทบจากภัยการระบาด Covid-19 3. สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้สามารถออกแบบกระบวนการและให้การดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ โดยจัดการฝึกอบรม ให้คำปรึกษา เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง และการสนับสนุนทรัพยากร เครื่องมือ สำหรับครูและผู้ดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 4. สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนให้มีกระบวนการทำงานกับครอบครัวยากจนที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งการเยี่ยมบ้านร่วมกับทีมบูรณาการด้านสุขภาพและการคุ้มครองเด็ก และการส่งต่อข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือเด็กในครอบครัวยากจนที่มีความเสี่ยงสูง 5. อุดหนุนงบประมาณแก่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อดำเนินการข้อ 3 &#8211; 4 แก่เด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูง</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/220920-2/">มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;วิษณุ&#8221;เร่งบูรณาการฐานข้อมูลพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างไร้รอยต่อ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/31072020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2020 09:36:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พม.]]></category>
		<category><![CDATA[คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส. ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิษณุ เครืองาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18988</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเด็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถติดตามพัฒนาการของเด็ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/31072020-2/">“วิษณุ”เร่งบูรณาการฐานข้อมูลพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างไร้รอยต่อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19004" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-20.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-20.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-20-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-20-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-20-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><br />
ประเด็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถติดตามพัฒนาการของเด็กไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพพลานามัยและการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เห็นจะเป็นกรณีการจัดทำฐานข้อมูลที่อยู่ตามหน่วยงานกระทรวงต่างๆ กระจัดกระจาย ไม่ได้รับการเชื่อมต่อ</p>
<p>เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่มี<strong>นายวิษณุ  เครืองาม</strong> รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงได้มีการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย และหนึ่งในอนุกรรมการ คือ &#8220;<strong>คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย&#8221; </strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการเปิดเผยของ<strong> น.ส. ดารณี  อุทัยรัตนกิจ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ระบุว่า คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นไปตามพ</span><span style="font-weight: 400;">ระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 คณะอนุกรรมการชุดนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้ง 4 กระทรวงจะต้องเข้าร่วมกับขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย เช่น การสร้างฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย ที่ สธ.จะมีข้อมูลของเด็กแรกเกิดทุกคน แต่เมื่อเด็กโตขึ้นเริ่มเข้าศึกษาในโรงเรียนสังกัดต่างๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่งผลให้ข้อมูลไม่มีการเชื่อมต่อ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อให้ภารกิจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย สามารถเดินต่อไปได้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-19005" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-32.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-32.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-32-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-32-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-32-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>“คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย จะทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ทำงานร่วมกันในทุกด้าน รวมถึงเรื่องงบประมาณด้วย และการเสนอโครงการต่างๆ จากนี้ก็จะมาจากเด็ก เป็นโครงการที่ใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง&#8221; </strong> น.ส.ดารณี กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่อง   การยกระดับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยนายวิษณุ ได้มอบหมายให้ที่ประชุมไปวิเคราะห์ หาแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สำนักงานดังกล่าวมากยิ่งขึ้น และรองรับงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้สามารถขับเคลื่อนไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจาก ที่ผ่านมางานการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีรอยต่อจากคณะกรรมการหลายชุด ทำให้การทำงานไม่มีความชัดเจนในบางช่วง ส่งผลให้การผลักดันงานต่างๆ ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/31072020-2/">“วิษณุ”เร่งบูรณาการฐานข้อมูลพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างไร้รอยต่อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/18072020-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2020 11:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้]]></category>
		<category><![CDATA[ม.หอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18421</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวันที่17กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/18072020-5/">หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18432" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่17กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงข่าวเปิดผลสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (school readiness) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือติดตามสถานการณ์เด็กปฐมวัย บ่งชี้ปัญหาที่อาจจะส่งผลให้เด็กปฐมวัยไม่พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา และช่วยสนับสนุนภารกิจของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดของแต่ละจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติปี 2562</span></p>
<p><strong> </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.ไกรยส  ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า School readiness จะช่วยสะท้อนภาพในแต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชนว่าเด็กปฐมวัย มีสถานการณ์และต้องการความช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้คนในพื้นที่นำมาวางเป้าหมายพัฒนาหรือระดมทรัพยากรช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><figure id="attachment_18423" aria-describedby="caption-attachment-18423" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18423 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18423" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันยังช่วยติดตามผลในระยะยาว และข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะทำให้เห็นพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ซึ่งการติดตามผลไม่ได้ดูเพียงแค่ผลการสอบเข้าป.1ได้หรือไม่ได้ แต่ยังรวมไปถึงด้านภาวะทุพโภชนาการ พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นต้น ทั้งนี้ กสศ. มีบทบาทสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยในครอบครัวที่รายได้น้อยได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้จนสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุด ในระยะยาว 7-12 เท่า </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18468" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1.jpg" alt="" width="1191" height="860" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1.jpg 1191w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-300x217.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-768x555.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-750x542.jpg 750w" sizes="(max-width: 1191px) 100vw, 1191px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2563 นี้ กสศ. สนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่กลุ่มเด็กปฐมวัยหลายลักษณะ ครอบคลุมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเกือบ700 แห่ง โดยมีเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัยมากกว่า 60,000 คน กระจายทั่วประเทศ ผ่านมาตรการ ดังนี้ 1. สนับสนุนทุนส่งเสริมโอกาสเข้าถึงการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยจากครอบครัวยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (ศพด. ศูนย์เด็กเล็ก กทม.) คนละ 800 บาทต่อปีการศึกษา หรือ400 บาทต่อภาคเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> 2. สนับสนุนงบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท. 400 แห่งๆ ละไม่เกิน 25,000 บาท เพื่อนำไปใช้พัฒนาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ.2561 3. สนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กเล็กสังกัดกทม.อีก 295 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลในการสนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษระดับอนุบาลทุกสังกัด (สพฐ. ตชด.และอปท.) คนละ3,000 บาทต่อปี มากกว่า 60,000 คน ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ศพด.ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพราะผู้ปกครองต้องไปทำงานไม่มีใครเลี้ยงดูบุตรหลาน หรือมีญาติพี่น้องมาดูแลเด็ก การส่งไปเรียนใน ศพด. จึงมีความสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยได้ และผลสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่เป็นการไปจับผิดการทำงานในพื้นที่ หรือทำให้แต่ละพื้นที่ต้องแข่งขันกัน แต่เป็นข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ตัวเองมีสถานการณ์แบบไหน เพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนาเป้าหมาย ระดมการมีส่วนร่วม ตลอดจนติดตามผลเพื่อให้เกิดพัฒนาการต่อเนื่องซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_18424" aria-describedby="caption-attachment-18424" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18424 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18424" class="wp-caption-text">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย และผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความพร้อมของเด็กปฐมวัย ต้องประกอบด้วย ความพร้อมของเด็ก ความพร้อมของสถานศึกษา และความพร้อมของครอบครัว ทั้งนี้สถาบันฯ ได้สำรวจความพร้อมเด็กปฐมวัยฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ใน 6 จังหวัด โดยมีข้อมูลเด็กชั้นอนุบาล 3 ทั้งหมด 3,402 คน จาก 229 โรงเรียน ข้อมูลครอบครัว 2,900 ครัวเรือน และข้อมูลครู 460 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนปีการศึกษา 2562 ดำเนินการสำรวจข้อมูลทั้งสิ้น 19 จังหวัด โดยมีข้อมูลเด็กชั้นอนุบาล 3 ทั้งหมด 9,526 คน จาก 684 โรงเรียน ข้อมูลครอบครัว 8,332 ครัวเรือน และข้อมูลครู 774 คน โดยใช้เครื่องมือทดสอบทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ ภาษา และความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดเล็ก พบว่าเด็กพื้นที่ชายแดนใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพัฒนาการด้านการศึกษาต่ำกว่าภาคอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย ทางสถาบันจึงทำการสำรวจเชิงลึกซ้ำอีกครั้ง เพื่อจัดเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ โดยในปีล่าสุด (2562) มีกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยทั้งสิ้น1,437คน จาก1,237ครัวเรือน พบว่าปัญหาความยากจนหรือความขัดสนในครอบครัว มีผลเสียต่อความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัย ความยากจนทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลาทำกิจกรรมกับลูก ส่งผลให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างไม่มีเวลาคุณภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงไม่มีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ สามารถช่วยพัฒนาความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัยได้ โดยการที่ท้องถิ่นช่วยพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชนบทให้มีคุณภาพ อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้จะช่วยให้ กสศ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถชี้เป้าพื้นที่ที่ควรให้การสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การนำข้อมูลที่ได้บางส่วนมาวิเคราะห์เชิงลึกยังช่วยให้เข้าใจถึงสาเหตุและแนวทางแก้ไข </span></p>
<div class="page" title="Page 1">
<div class="section">
<div class="layoutArea">
<div class="column">
<p><strong>เปิดรายงาน ความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (School Readiness)</strong> <strong>: </strong><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/slide-press-072020.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">คลิกดาวน์โหลด</a></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18438" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายทรงเกียรติ ล้านพลแสน</strong> นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังจากนำหลักสูตรการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามโครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง มาใช้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลหนองตอกแป้นฯ ผลปรากฏว่าเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญคือการตอบรับของบุคลากรในพื้นที่ เราได้คนที่มีความเป็นครูเข้ามาร่วมอบรม เอาใจใส่ลูกหลาน  ซึ่งที่ผ่านมา โอกาสที่เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นเรื่องยาก ซึ่งทางเราต้องทำให้เด็กได้รับประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีครูเป็นสื่อกลางในการรับความรู้แล้วนำมาถ่ายทอด ขณะที่การบริหารจัดการในศูนย์เราไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตั้งแต่อุปกรณ์การเรียน ของเล่น อาหาร หรือรถรับส่ง เพราะเราอยากให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน</span></p>
<p><figure id="attachment_18425" aria-describedby="caption-attachment-18425" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18425 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18425" class="wp-caption-text">ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายกอบต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">หัวใจสำคัญของหลักสูตรไฮสโคป คือเน้นที่ความสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก เราจะเห็นว่าเด็กกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม กล้าแสดงออก หรือกล้าทดลองเพื่อหาคำตอบจากสิ่งรอบตัวด้วยตนเองมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนเขาจะเงียบ ไม่กล้าถามกล้าคุยกับผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขามีความมั่นใจ มีภาวะผู้นำ พูดจาฉะฉาน สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี</span><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงสิ่งที่เป็นผลพลอยได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ คือความตื่นตัวของผู้ปกครองในพื้นที่ตำบลหนองตอกแป้น ที่เขาอยากให้ลูกหลานได้เข้ามารับหลักสูตรนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ปกครองของเด็กที่ผ่านกิจกรรมมาแล้ว เขาบอกว่ามีความสุข ดีใจที่เห็นพัฒนาการรอบด้านของเด็ก จากไม่ค่อยพูด ทำอะไรไม่เป็น ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่พอมาอยู่ที่ศูนย์ ฯ เด็กสื่อสารดีขึ้น ช่วยตัวเองได้ในหลายด้าน กินข้าวเป็น หยิบจับช้อนจานชาม เก็บเองได้หลังกินเสร็จ เขาก็ภูมิใจว่าลูกเขาทำได้ ซึ่งนั่นเป็นผลจากที่เราฝึกให้เขาทำทุกวัน จนซึมซับโดยไม่รู้ตัว”<strong> นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น</strong> กล่าว </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/18072020-5/">หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปฐมวัยหัวใจหลักของการศึกษา รากฐานสำคัญช่วงชีวิตในวัยเด็ก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Sep 2019 07:44:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สิริรัตน์ ซูกองปาน]]></category>
		<category><![CDATA[บังอร ตงสาลี]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=8033</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญสำหรับการวางรากฐานทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/">ปฐมวัยหัวใจหลักของการศึกษา รากฐานสำคัญช่วงชีวิตในวัยเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8034" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70865590_2820513151316009_7954507099818426368_o.jpg" alt="" width="1280" height="959" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70865590_2820513151316009_7954507099818426368_o.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70865590_2820513151316009_7954507099818426368_o-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70865590_2820513151316009_7954507099818426368_o-768x575.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70865590_2820513151316009_7954507099818426368_o-1024x767.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญสำหรับการวางรากฐานทางการศึกษาอันจะเป็นประโยชน์ในอนาคตเพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มมีพัฒนาการที่จะส่งผลต่อทั้งสติปัญญา อารมณ์ ตลอดจนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อไปในอนาคต แต่ทว่าหลายครอบครัวกลับมองข้ามปล่อยปละละเลยการเอาใจใส่เด็กในวัยนี้ จนอาจลุกลามบานปลายเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต</p>
<p>อีกทั้งด้วยสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจของหลายครอบครัวทำให้เด็กในวัยนี้จำนวนไม่น้อยถูกปล่อยปละให้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ขณะที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาต่อไปในอนาคต การติดตามเสาะหาเด็กปฐมวัยเพื่อพาเขาเข้าสู่กระบวนการเตรียมพร้อมผ่านโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่กำลังเร่งหาทางแก้ปัญหา</p>
<p>ครูบังอร ตงสาลี หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนบ้านคูคตพัฒนา เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า ช่วงเด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอับดับหนึ่งสำหรับการพัฒนาคน เพราะถ้าพื้นฐานไม่ดี โตขึ้นไปก็ไม่ดี ดังนั้นต้องปรับกันตั้งแต่พื้นฐาน เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนก็จะจดจำไว้มีผลไปถึงตอนโต เด็กที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะไม่ดีถูกปล่อยทิ้งไว้ในวัยนี้ก็อาจส่งผลเป็นปัญหาสังคมในอนาคต</p>
<p>ดังนั้น การติดตามเพื่อชักจูงให้เด็กเหล่านี้ได้เข้ามาสู่การศึกษาช่วงปฐมวัยจึงถือเป็นโอกาสที่ดีให้กับเด็กกลุ่มนี้สำหรับการพัฒนาสู่การศึกษาในอนาคต และยังช่วยตัดวงจรไม่ให้เป็นปัญหากับสังคมในอนาคต และที่สำคัญศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในปัจจุบันก็มีพัฒนาการอย่างดี มีหลักสูตรที่ได้มาตรฐานในการพัฒนาเด็ก ไม่ใช่อย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ศูนย์ฝากเลี้ยงเช้ามาส่งเย็นรับกับเหมือนในอดีตต่อไป</p>
<p>เมื่อปีที่แล้วเราลงพื้นที่ติดตามค้นหาเด็กลุ่มนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือเราได้พบกับพ่อแม่น้องแพรว &#8211; ด.ญ.สิริรัตน์ ซูกองปาน ซึ่งเวลานั้นยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าศูนย์ สภาพบ้านเป็นบ้านที่ใช้ไม้ผุมาต่อ ๆ กันพอให้อาศัยอยู่ได้ โดยไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ด้านหลังบ้านเป็นป่า พ่อทำงานรับจ้างคนเดียวรายได้ไม่มากนัก แม่ไม่ได้ทำงาน เราก็ชวนให้เขาพาน้องมาที่ศูนย์เมื่ออายุครบ ปัจจุบันน้องแพรวอายุ 3 ปี 10 เดือน เมื่อเข้ามาที่ศูนย์และเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นสดใสมากขึ้น จากเดิมที่ติดแม่ กลัวคนแปลกหน้า</p>
<p>ครูบังอร เล่าให้ฟังว่า ค่าใช้จ่ายทางศูนย์จะคิดประมาณเดือนละ 500 บาท เป็นค่าอาหาร ขนม นม อุปกรณ์ ซึ่งถือว่าศูนย์มีมาตรฐานหลักสูตรพัฒนาเด็กปฐมวัยผ่าน 6 กิจกรรมหลัก การฝึกสร้างวินัย การอยู่ร่วมกันในสังคม ครูที่ศูนย์แม้ตำแหน่งจะเป็นอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กเล็กแต่ก็จบปริญญาตรี ส่วนตัวเองปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์นอกจากจบปริญญาตรีทางด้านครูแล้วยังอบรมเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยต่อเนื่อง เราตั้งใจดูแลเด็กให้เต็มที่เพื่อพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เราเหนื่อยแต่ก็ภูมิใจ อยู่ที่นี่มา 20 ปี เริ่มเห็นคนที่จบไปเคยเป็นลูกศิษย์เราตอนนี้เขาพาลูกกลับมาที่ศูนย์นี้</p>
<p>ทั้งนี้ ทางศูนย์จะมีกิจกรรมที่เป็นมาตรฐานเริ่มตั้งแต่การคัดกรองเด็กทุกเช้า ตรวจโรคมือเท้าปากก่อนเข้าห้องโดยให้ผู้ปกครองยืนรอจนกว่าจะตรวจเสร็จถึงจะไปได้ เมื่อล้างมือเข้าห้องครูก็จะตรวจละเอียดอีกรอบ ให้เด็กรับนม ขนม จนเวลา 7.50 น. ก็พาไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่สนามร่วมกัน พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ฝึกการเข้าสังคม ต่อด้วยการเคารพธงชาติ อ่านดุอาอ์ สวดมนต์ขอพร ซึ่งที่นี่มีทั้งอิสลามและพุทธอยู่ด้วยกันในพื้นที่</p>
<p>จากนั้นจะสอนคุณธรรมจริยธรรม การอดออม ประหยัด อ่านนิทานให้เด็กฟัง ก่อนจะเริ่มกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ ฝึกเคลื่อนไหว ศิลปะ ไปจนถึงการเล่นเสรี ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในสายตา จากนั้นก็เตรียมปูที่นอนเอาเด็กแปรงฟัน นอน ตื่นนอน บ่ายสอง ไปล้างหน้า ทาแป้ง เกมสุดท้าย กิจกรรมเรื่องคำคล้องจองเตรียมเด็กกลับบ้าน</p>
<blockquote><p>“เด็กจบออกไปจากที่นี่ไปเข้าอนุบาลทุกคนจะมีความพร้อม ได้รับผลตอบรับจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงและรับเด็กของเรารับไปเรียนต่อ เขาบอกว่าเด็กที่ผ่านจากที่ศูนย์มีพัฒนาการไว สามารถเรียนรู้ตอบสนองได้ดี พื้นฐานดี ซึ่งปีนี้มีมาลงชื่อเตรียมเข้าเรียนหลายคน แต่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีสุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้มาลูกหลานมาเรียน จากความจุที่รับเด็กได้ 140 คน ก็ยังไม่เต็ม” ครูบังอรกล่าวทิ้งท้าย</p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/">ปฐมวัยหัวใจหลักของการศึกษา รากฐานสำคัญช่วงชีวิตในวัยเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
