<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เชียงใหม่ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 Mar 2026 08:26:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เชียงใหม่ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 20:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านหนองมณฑา]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนมอวาคี]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคม IMPECT]]></category>
		<category><![CDATA[มอวาคี]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100568</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120326/">เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ที่บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะมีถนนลาดยาง ก่อนที่รถจะวิ่งได้สะดวก เด็กๆ ชนเผ่ากะเหรี่ยงหรือที่พวกเขาเรียกตนเองว่า “ปกาเกอะญอ” ในพื้นที่สูง ต้องเดินเท้าข้ามเขาลำเนาไพรกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปโรงเรียนของรัฐ หลายคนไปไม่ถึง หลายคนไปแล้วก็หลุดออกมา</p>



<p>ในปี 2535 อาจารย์ “นายจอนิ โอ่โดเชา” ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงในตอนนั้น เห็นปัญหาชัดเจนสองประการ คือ&nbsp;</p>



<p><strong>หนึ่ง</strong> รัฐกำลังผลักดันนโยบายอพยพคนออกจากป่า แต่ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนด้วยภูมิปัญญาที่มีอยู่&nbsp;</p>



<p><strong>สอง</strong> การศึกษาของรัฐอยู่ห่างเกินไป เด็กๆ ต้องการพื้นที่เรียนรู้ที่เข้าถึงได้</p>



<p>“นายจอนิ โอ่โดเชา&#8221; จึงหารือกับสมาคม IMPECT องค์กรพี่เลี้ยงในตอนนั้น และ กศน. เกิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ขึ้นมาท่ามกลางป่า ท่ามกลางทุ่งนา เป็นที่ที่เด็กได้เรียนรู้ทั้งความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาของตัวเอง ทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง</p>



<p>ต่อมาในปี 2559 จึงจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนมอวาคีอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ&nbsp;</p>



<p>นับจากปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 34 ปีแล้ว แต่ความท้าทายบางอย่างกลับยังคงอยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่องว่างในกฎหมาย: เมื่อคำว่า “อาจ” กลายเป็นกำแพง</strong></h3>



<p>ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการของศูนย์การเรียนมอวาคี ที่มีบทบาทเป็นผู้ร่วมดูแลการจัดการศึกษา<strong>และ</strong>เป็นลูกหลานปกาเกอะญอ เธอเล่าถึงปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของศูนย์การเรียนด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่แฝงด้วยความหนักใจ</p>



<p><strong>ปัญหาคือ ศูนย์การเรียนมอวาคี และศูนย์การเรียนที่จัดโดยองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่เพราะกฎหมายรองรับแบบ “ไม่รับรอง”</strong></p>



<p><strong>กฎกระทรวงว่าด้วยศูนย์การเรียนขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ใช้ถ้อยคำว่าศูนย์การเรียนประเภทนี้ “อาจได้รับ” สิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุน ในขณะที่กฎกระทรวงฉบับอื่นๆ เช่น ศูนย์การเรียนของสถานประกอบการ ใช้คำว่า “ต้องจัดสรร” และเปิดโอกาสให้ได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่แรก</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2.jpg" alt="" class="wp-image-100569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>คำเพียงคำเดียว ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน</p>



<p>ศูนย์การเรียนมอวาคีจึงต้องพึ่งพาเงินจากภายนอก ทั้งจากองค์กรเอกชน องค์กรการกุศล&nbsp; กสศ. การบริจาค และการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่าย&nbsp; ซึ่งไม่มีความแน่นอนและไม่ยั่งยืน แม้กระทั่งอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ก็ต้องพึ่งพาการบริจาค</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำหน้าที่เหมือนโรงเรียน แต่ไม่ได้สิทธิเหมือนโรงเรียน</strong></h3>



<p>การเป็นคนที่เติบโตมาในพื้นที่ ขันแก้วเข้าใจดีว่าความไม่เท่าเทียมไม่ได้อยู่ที่สัญชาติของเด็ก แต่อยู่ที่ระบบ เธอสะท้อนความขัดแย้งที่เห็นมาตลอดว่า เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ยังได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กไทยทุกประการ ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งเครื่องแบบ ทั้งอุปกรณ์การเรียน</p>



<p>แต่เด็กที่เรียนในศูนย์การเรียน กลับไม่ได้รับสิทธิอะไรเลย</p>



<p>“จากประสบการณ์ตรง เราเห็นว่านักเรียนที่ไม่ใช่คนไทย ที่ไม่มีสัญชาติ แต่เวลาที่เขาเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของรัฐแล้ว เขาก็มีสิทธิเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ศูนย์การเรียนหรือว่านักเรียนที่เขาอยู่ในระบบการเรียน ถึงแม้จะเป็นคนไทย แต่เพียงแค่เขาไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาของรัฐ เขากลับไม่ได้รับสิทธิ์ใดๆ”</p>



<p>ขันแก้วพูดช้าๆ “มันยังไม่มีความเท่าเทียม ยังไม่มีความเป็นธรรมสำหรับเด็กทุกคน”</p>



<p>นี่คือความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้าง ไม่ใช่ในจิตใจของใคร แต่อยู่ในตัวอักษรของกฎหมาย ที่รอวันแก้ไข</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5.jpg" alt="" class="wp-image-100570" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายที่หนักกว่าเงิน คือถูกมองเป็น “โรงเรียนเถื่อน”</strong></h3>



<p>หากปัญหางบประมาณยังแก้ได้ด้วยการหาทุน สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ การไม่ถูกรับรู้ การไม่ถูกยอมรับ</p>



<p>เด็กที่จบจากศูนย์การเรียนมอวาคี เวลาไปสมัครเรียนต่อหรือสมัครงาน มักถูกถามด้วยสายตาสงสัย “จบที่ไหน? ไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนนี้เลย เป็นโรงเรียนเถื่อนหรือเปล่า?”</p>



<p><strong>คำว่า “โรงเรียนเถื่อน” นี้เจ็บปวดกว่าการขาดงบประมาณ เพราะมันทำลายความมั่นใจของเด็ก ทำให้เด็กต้องมานั่งอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ศูนย์การเรียนไม่ใช่โรงเรียนเถื่อน แต่เป็นสถานศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มีหลักสูตรครบ 8 สาระ เทียบเคียงได้กับโรงเรียนทั่วไป</strong></p>



<p>“ทุกวันนี้เรายังต้องเอา ปพ.1&nbsp; มาเทียบเกรดให้เด็ก&nbsp; แต่เราไม่ได้มีปัญหาตรงนี้หรอกค่ะ เพราะที่ศูนย์การเรียนมีครบ 8 สาระ เทียบเคียงหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ.ได้อยู่แล้ว” ขันแก้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อย&nbsp;</p>



<p>“แต่เราอยากให้รัฐรับรองสถานะ อยากให้หน่วยงานด้านการศึกษาต่างๆ เข้าใจเสียทีว่า ศูนย์การเรียนก็ได้รับการรับรองจากรัฐไม่ต่างจากสถานบันศึกษาอื่น เพราะถ้าศูนย์การเรียนได้รับการรับรองและยอมรับ ครูในศูนย์ฯ ก็จะมั่นใจขึ้น เด็กเองก็จะมีความมั่นใจว่าเขาไม่ได้มาจากโรงเรียนเถื่อน เพราะศูนย์ฯ ก็ขึ้นกับ สพฐ. เหมือนกัน เพียงแค่ยังไม่ได้รับงบประมาณแค่นั้นเอง”</p>



<p><strong>เธอชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนในโรงเรียนของรัฐที่ไม่รู้จักศูนย์การเรียน แต่อยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การที่ศูนย์การเรียนไม่ถูกนำเสนอในภาพการศึกษาของประเทศอย่างชัดเจน</strong></p>



<p>“บุคลากรทางการศึกษาที่อยู่โรงเรียนของรัฐ หรือเป็นครูโรงเรียนของรัฐ ตอนนี้เขาแทบจะไม่รู้เลย ว่าศูนย์การเรียนคืออะไร” เธอพูดช้าๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักของแต่ละคำ “แล้วพอเด็กจากศูนย์การเรียนไปสมัครเรียนต่อ เขาก็จะถามเด็กว่า จบจากไหน ไม่รู้จัก ซึ่งมันฟังดูน่าสะเทือนใจสำหรับเด็ก”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2.jpg" alt="" class="wp-image-100571" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพราะเด็กต้องการ “ราก” ไม่ใช่แค่ “เกรด”</strong></h3>



<p>ที่ศูนย์การเรียนมอวาคี เน้นการศึกษาแบบสองวัฒนธรรม คือผสานความรู้ส่วนกลางเข้ามาด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งรากฐานวัฒนธรรมชุมชน&nbsp;</p>



<p>นี่ไม่ใช่ความดื้อดึง แต่เป็นการตระหนักว่า การศึกษาไม่ควรมีแค่แบบเดียว</p>



<p>ขันแก้วเล่าถึงอดีตของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แม้แต่ตัวเราสมัยก่อน เราก็ถูกให้เรียนหลักสูตรแกนกลาง เพราะโรงเรียนรัฐไม่มีสอนภาษาของชุมชนเรา กว่าเราจะได้เรียนภาษาของตัวเอง ก็ตอนที่มีครูสอนศาสนาเข้ามาช่วยสอนในวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้น”&nbsp;</p>



<p>“เมื่อก่อนตอนเราไปเรียนโรงเรียนรัฐ เราไม่กล้าบอกว่าฉันเป็นกะเหรี่ยง เพราะกลัวเพื่อนล้อ เวลาพูดไม่ชัดก็จะอาย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เราที่เจอ แต่เด็กชนเผ่าพื้นเมืองทุกคนก็เจอเรื่องนี้”</p>



<p>เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น “พอชุมชนมีโอกาสจัดทำหลักสูตรการสอนเพื่อใช้ในศูนย์การเรียน ชุมชนก็เห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องรากของเขา ตัวตนของเขา เขาจะได้รู้ว่าฉันคือใคร มาจากไหน รากก็สำคัญไม่แพ้เกรด”</p>



<p>นี่คือเหตุผลที่มอวาคียืนกรานว่า เด็กต้องได้เรียนรู้ทั้งความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง เพราะการมีรากทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวตน</p>



<p>นี่คือสิ่งที่เด็กต้องการ ไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา แต่คือความมั่นใจในตัวตน ความภาคภูมิใจในที่มาของตัวเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>น้ำบ่อหน้า น้ำบ่อหลัง และกระจกมองข้างหลังของรถเบนซ์</strong></h3>



<p>ปราชญ์ชาวบ้านที่มอวาคีมักใช้คำเปรียบเทียบที่ทรงพลัง ขันแก้วเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่มีรอยยิ้ม</p>



<p>ท่านหนึ่งเปรียบเทียบว่า เด็กต้องการทั้ง “น้ำบ่อหลัง” คือความเป็นตัวตน รากแก้วของตัวเอง ภูมิหลัง และ “น้ำบ่อหน้า” คือการเรียนรู้ไปข้างหน้า การมองโลกภายนอก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2.jpg" alt="" class="wp-image-100572" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>อีกท่านหนึ่งถามว่า “รถที่แพงที่สุดในโลกคือรถอะไร? รถเบนซ์ใช่ไหม? แล้วทำไมรถเบนซ์ถึงต้องมีกระจกมองข้างหลังด้วย ถ้ามันดีที่สุดแล้ว ทำไมต้องมองข้างหลัง?”</p>



<p>คำตอบคือ เพราะเราต้องการความปลอดภัย เราต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ข้างหลังมีอะไร เพื่อจะได้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ</p>



<p>และอีกท่านหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างต้นไม้ในป่ากับต้นไม้ในรีสอร์ท ว่าต้นไม้ในรีสอร์ทตั้งเป็นแถวเป็นแนว สวยงาม แต่ต้องรดน้ำทุกวัน ถ้าไม่รดน้ำวันเดียว ก็เหี่ยวเฉาตาย เพราะไม่มีราก</p>



<p>แต่ต้นไม้ในป่า มีทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ มีวัชพืช มีความหลากหลายทางชีวภาพ มันอาจดูไม่เป็นระเบียบเท่า แต่มันยั่งยืน มันอยู่ได้เอง เพราะมันมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์</p>



<p><strong>“เราไม่ได้โทษว่าการศึกษาของไทยไม่ดี หรือว่าการเรียนแกนกลางไม่ดี มันดี แต่มันจะเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร มันจะเสริมให้เด็กที่มีความแตกต่าง มีฐาน มีราก มีภูมิคุ้มกันของตัวเอง รู้จักตัวเอง แล้วก็รู้จักภายนอกได้อย่างไร”</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่นี่เราเรียนในป่า เรียนในนา เรียนใต้ถุนบ้าน</strong></h3>



<p>ด้วยแนวคิดเหล่านี้ ผู้สอนของศูนย์การเรียนมอวาคีจึงไม่ใช่แค่ครูจากทางการ แต่เป็นการบูรณาการของครูสามกลุ่ม <strong>คือ ครูที่มีความรู้ทางวิชาการ</strong> <strong>ผู้รู้ในชุมชนที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น</strong> และ<strong>ครูประจำการที่เป็นชาวกะเหรี่ยงจบปริญญาสาขาครู</strong> ที่รู้ทั้งภาษาของตัวเอง รู้วิถีวัฒนธรรม และรู้หลักสูตรสมัยใหม่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม แต่เกิดขึ้นในทุ่งนา ในป่า ใต้ถุนบ้าน ใต้ต้นไม้</p>



<p>“บางทีคนอื่นเขาอาจจะมองว่ามันสะเปะสะปะ เเดี๋ยวเรียนในห้องเรียน เดี๋ยวไปเรียนในทุ่งนา เดี๋ยวก็ไปเรียนในป่า เดี๋ยวก็ไปเรียนใต้ถุนบ้าน ใต้ต้นไม้ ไม่เห็นเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม”</p>



<p>แต่ขันแก้วอธิบายว่า นี่คือการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จริง ด้วยการปฏิบัติจริง เพื่อให้เด็กมีทั้งความรู้และทักษะชีวิต เพื่อให้เด็กเห็นว่าความรู้ในตำราเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายที่ต้องการ : จากคำว่า “อาจ” สู่ “ให้”</strong></h3>



<p>การเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงกฎกระทรวงว่าด้วยศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 จึงเป็นความหวังสำคัญ โดยนับจนถึงตอนนี้ มีการประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อพัฒนากฎกระทรวงฯ ให้สามารถขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ซึ่งมีสองประเด็นหลักที่ถูกขับเคลื่อนอยู่ ดังนี้</p>



<p><strong>ประการแรก</strong> <strong>ปลดล็อกคุณสมบัติผู้เรียน จาก “ผู้ขาดโอกาส” เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส”</strong> สำหรับนักเรียนทุกคนที่ต้องการการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความสนใจและจังหวะชีวิตของตนเอง</p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong> และสำคัญที่สุด คือ <strong>ยืนยันสิทธิด้านเงินอุดหนุน จากคำว่า “อาจได้รับ” เป็น “ให้ได้รับ” สิทธิประโยชน์</strong>ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการศึกษา เพื่อให้ศูนย์การเรียนได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเท่าเทียมสถานศึกษาทุกประเภท</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1.jpg" alt="" class="wp-image-100573" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ขันแก้วบอกว่า <strong>หากได้รับงบประมาณอย่างเท่าเทียม ศูนย์การเรียนจะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษา สนับสนุนเด็กด้านอาชีพมากขึ้น</strong> เช่น การส่งเด็กไปฝึกงาน การเทียบประสบการณ์ “เด็กก็ได้ทั้งในเรื่องของอาชีพ ได้รายได้ แล้วก็เราสามารถเข้าไปเทียบประสบการณ์เด็กออกมาเป็นวุฒิได้ด้วย”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ้นไปจากงบประมาณ คืออยากเห็นเด็กเรียนอย่างเป็นสุข</strong></h3>



<p>เมื่อถามถึงความหวังสูงสุดของศูนย์การเรียน ขันแก้วไม่ได้พูดถึงอาคารสถานที่ ไม่ได้พูดถึงงบประมาณ</p>



<p>แต่เธอพูดถึงเด็ก</p>



<p>“ความหวังสูงสุดของเราคือ อยากให้เด็กในศูนย์การเรียนมีความเชื่อมั่น มีความมั่นใจ และที่สำคัญคืออยากเห็นเขาเรียนด้วยความสุขในทุกวัน ในทุกวิชา และเมื่อจบออกมาแล้ว เขาจะได้เป็นเด็กเยาวชน หรือจะเป็นผู้นำคนต่อไปที่มีภูมิปัญญา เป็นผู้นำสองวัฒนธรรม หรือผู้นำพหุวัฒนธรรม รู้จักตัวตนแล้วก็รู้จักผู้อื่น ทั้งในชุมชนและนอกชุมชน”</p>



<p>นอกจากนี้ ขันแก้วยังกล่าวย้ำว่า ทุกสถานศึกษาล้วนมีคุณค่าและความหมาย ไม่อยากให้ครูหรือเขตพื้นที่การศึกษา ตีตราเด็กจากแค่เกรดเฉลี่ยเท่านั้น</p>



<p><strong>“ทุกสถานศึกษามันมีความหมายแล้วก็มันมีคุณค่า ศูนย์การเรียนมอวาคีเราไม่ได้เน้นแค่เกรด แต่อยากให้เด็กได้เรียนรู้ตามความถนัดของเขา เพราะเขาอาจมีความสามารถเฉพาะด้านในหลากหลายมิติ คิดว่าสิ่งสำคัญคือเราควรเปิดช่องทางให้เด็ก เพื่อที่เขาจะเดินไปอย่างมั่นใจ” เธอกล่าวปิดท้าย</strong></p>



<p>34 ปีที่ศูนย์การเรียนมอวาคียืนหยัดในพื้นที่ห่างไกล พิสูจน์แล้วว่า การศึกษาสองวัฒนธรรมคือรากฐานที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง มีรากลึก มีภูมิคุ้มกัน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น <strong>การปรับปรุงกฎกระทรวงเพื่อให้ศูนย์การเรียนได้รับสิทธิเท่าเทียมกับสถานศึกษาอื่นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจาก “อาจได้รับ” เป็น “ให้ได้รับ” เงินอุดหนุนจากรัฐ รวมถึงงบประมาณบุคลากร ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินอย่างเดียว</strong></p>



<p>แต่เป็นเรื่องของการยอมรับว่า ระบบการศึกษาของเรามีความหลากหลาย เด็กมีความต้องการที่แตกต่างกัน และทุกเด็กสมควรได้รับโอกาสที่เหมาะสมกับพวกเขา</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p style="font-size:14px"><em>บทความนี้เขียนจากการสัมภาษณ์ ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการ จากสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)/ IMPECT / และผู้จัดการศึกษาศูนย์การเรียนมอวาคี</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120326/">เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>200 กม. จากห้วยซ้อวิทยาคม ถึง ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา : การเดินทางทุกวันศุกร์ของคณะครู เพื่อมอบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นให้เด็กๆ ในห้องเรียนระบบสองแบบข้ามจังหวัด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-190625/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jun 2025 11:33:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนระบบสอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=94095</guid>

					<description><![CDATA[<p>200 กิโลเมตร คือระยะทางที่รถตู้ประจำโรงเรียนต้องเดินทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190625/">200 กม. จากห้วยซ้อวิทยาคม ถึง ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา : การเดินทางทุกวันศุกร์ของคณะครู เพื่อมอบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นให้เด็กๆ ในห้องเรียนระบบสองแบบข้ามจังหวัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>200 กิโลเมตร คือระยะทางที่รถตู้ประจำโรงเรียนต้องเดินทางจากโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จังหวัดเชียงราย ในทุกวันศุกร์ เพื่อนำคณะครูกว่า 5 ชีวิตไปจัดการเรียนรู้ ‘ห้องเรียนระบบสอง’ ให้แก่นักเรียนที่ ‘ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา’ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันเสาร์อาทิตย์ และคณะครูก็เดินทางกลับมาที่โรงเรียนห้วยซ้อฯ อีกครั้งในวันอาทิตย์บ่าย เพื่อเตรียมตัวสอนนักเรียนระบบปกติในวันจันทร์เปิดเรียนที่กำลังจะถึง</p>



<p>ห้องเรียนระบบสอง เป็นการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ที่ ‘ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง’ ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก นำมาใช้ในโรงเรียนเพื่อป้องกันปัญหานักเรียนเสี่ยงหลุดระบบการศึกษา หรือหากหลุดระบบการศึกษาไปแล้วก็สามารถกลับเข้าระบบการศึกษาตามความยืดหยุ่นของปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมของเด็กคนนั้นๆ ได้<br><br>“เด็กห้องเรียนระบบสองไม่ต้องเข้าห้องเรียนไปเรียนแบบปกติ เพราะบางคนเขาต้องทำงานหาเงิน บางคนต้องดูแลพ่อแม่ ขอแค่เขาอยากเรียนจบ อยากมีวุฒิก็มาเรียนห้องเรียนระบบสองกับเรา ทำงานของตัวเองไปแล้วก็จะมีครูเข้ามาถามทักษะอาชีพ อย่างการทำนา ต้องใช้ปุ๋ยกี่กระสอบ ถ้าเขาตอบได้ นี่ก็คือการเรียนรู้ของเขาแล้ว เขาก็สามารถเรียนจบได้เหมือนคนอื่นๆ ” ผอ.พิเศษ กล่าวถึงรูปแบบห้องเรียนระบบสองคร่าวๆ&nbsp;</p>



<p>ห้องเรียนระบบสอง นอกจากจะถูกปรับใช้กับเด็กนักเรียน หรือเด็กในพื้นที่ห้วยซ้อแล้ว โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ ยังทำความร่วมมือกับ ‘ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา’ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ ให้ได้รับการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นเช่นเดียวกับเด็กๆ ในห้วยซ้อ แม้ว่าคณะครูจะต้องเดินทางไปสอน หรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ข้ามจังหวัดทุกอาทิตย์ก็ตาม&nbsp;</p>



<p>“ส่วนใหญ่ครูจะไปกัน 5-6 คน วันศุกร์ใกล้เลิกเรียนคาดสุดท้าย 15.30 ครูที่จะไปรอบนี้ก็ไปเตรียมสัมภาระถึงเชียงใหม่ก็ค่ำพอดี กินข้าว เข้าที่พัก เสาร์ก็ไปสอน ทำกิจกรรมจนถึงวันอาทิตย์อีกครึ่งวัน หรืออาจจะเลยไปบ่ายนิดๆ แล้วก็เดินทางกลับ ถึงเชียงรายราว 4-5 โมง ครูก็มีเวลาซักเสื้อผ้าช่วงค่ำๆ วันอาทิตย์” ข้อมูลจาก ผอ.พิเศษ</p>



<p>รวมระยะเวลาจากเชียงรายไปเชียงใหม่ไปกลับเกือบ 6 ชั่วโมง และการเสียสละเวลาวันหยุด 2 วันของคุณครู ไม่ได้ทำให้รถโรงเรียนห้วยซ้อฯ ที่ต้องเดินทางไปศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ มีที่ว่างเพิ่มขึ้น แต่บางอาทิตย์กลับมีจำนวนผู้คนเกินกว่าจำนวนที่นั่งภายในรถด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมครูต้องมาทำอะไรแบบนี้ จนมาเจอเด็กๆ ที่ไร่ส้มฯ เขากระตือรือร้นที่อยากจะเรียน ถามอะไรก็ตอบ พยายามมีส่วนร่วมทุกกิจกรรม มันทำให้เราตื้นตันว่าเด็กๆ เขาอยากจะเรียนขนาดนี้ ครูอย่างเราก็อยากมาสอน อยากมามอบทักษะวิชาบางอย่างให้เขาได้ไปต่อยอดชีวิต ครั้งต่อมาก็เลยขอมาเองบ้างแม้ว่าจะไม่ได้รับมอบหมายก็ตาม” ครูแม็ก ภูวนัย หม่องพิไชย หนึ่งในคณะครูที่สอนวิชาการงานอาชีพ ไอที กล่าวถึงความรู้สึกในการสอนเด็กๆ ห้องเรียนระบบสอง&nbsp;</p>



<p>ความยืดหยุ่น คือหัวใจหลักของห้องเรียนระบบสอง โดยที่คณะครูห้วยซ้อฯ ออกแบบการเรียนรู้เชิงกิจกรรมในแต่ละครั้งไม่ซ้ำกัน และมีการประเมินผลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การตัดเกรด หรือนับจำนวนการเข้าเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะเด็กๆ เสี่ยงหลุดระบบการศึกษาบางคนมีปัจจัยบางอย่างที่ไม่เอื้อให้เขาได้ใส่ชุดนักเรียนพร้อมเข้าแถวตอน 8 โมงเช้า แต่เด็กบางคนต้องสวมเสื้อแขนยาว รองเท้าบูทเข้าสวนยางตั้งแต่ตี 3 หรือบางคนต้องใช้ชีวิตในไร่ส้มตั้งแต่ฟ้าสางเพื่อทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43.jpeg" alt="" class="wp-image-94096" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-43-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure></div>


<p></p>



<p>ปัจจัยหลักๆ ที่ผอ.พิเศษ เห็นระหว่างการทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กเสี่ยงหลุดระบบหรือเด็กที่หลุดระบบการศึกษาไปแล้ว คือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเด็ก โดยเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และความไม่ยืดหยุ่นของระบบที่ไม่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมของเด็กแต่ละคนได้<br></p>



<p>“เด็กอยากมาโรงเรียน แต่ปัญหาคือเขาไม่มีรายได้ ประกอบกับมาโรงเรียนแล้วขาดรายได้ บางคนต้องไปช่วยครอบครัวหารายได้ ถ้าเขามาโรงเรียนไม่มีใครไปช่วย ข้อนี้ทำให้เด็กอยู่ในภาวะที่เสี่ยงหลุดระบบ อีกอย่างผมมองว่าเป็นระบบของการศึกษาที่อาจจะไม่ตอบสนอง หรือเด็กอาจจะไม่เหมาะกับระบบวิธีการเรียนที่ต้องมา 8 โมงเช้า กลับ 4 โมงเย็น เพราะอะไรต่างๆ มันเปลี่ยน ถ้าเรายังอยู่ในระบบหรือวิธีคิดเดิมๆ ผมว่ามันแข็งตัวเกินไป หมายถึงระบบการจัดการศึกษาในขณะนี้ทำให้เด็กหลายคนรู้สึกไม่เหมาะกับระบบนี้เลยออกดีกว่า”</p>



<p>ส่วนที่ยากที่สุดของการทำห้องเรียนระบบสองคือการปรับทัศนคติของครู เนื่องจากการทำงานห้องเรียนระบบสองต้องมีการวัดผล หรือติดตามผลงานต่างจากเด็กห้องเรียนปกติ ทำให้ครูมีภาระเพิ่มเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้&nbsp;</p>



<p><br>“ตอนทำห้องเรียนระบบสองแรกๆ มีแรงเสียดทานจากคณะครูว่าเด็กบางคนไม่เข้าเรียนแต่ยังต้องมีเกรดให้ แต่ก็พยายามบอกครูๆ เขาว่าอย่าคิดว่าวิชา หรือเกรดเป็นของตัวเอง อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ต้องเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง หรือพยายามสลัดความคิดเรื่องภาระออกไปให้เขา ถ้าครูคนไหนเต็มใจทำก็ทำ ถ้าไม่ทำเราก็ไม่บังคับ”</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ จัดตั้งคณะครูทำงานเกี่ยวกับห้องเรียนระบบสองขึ้นซึ่งมี ครูกิ๊ก พรรณภา ชิมโพธิ์ครัง และ ครูนุ้ย จารุณี ทายะ เป็นหัวหน้าผู้ดูแลเป็นหลัก โดยทุกครั้งก่อนที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในห้วยซ้อเอง หรือไปที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ จะมีการประชุมคณะครูและถามความสมัครใจ&nbsp;</p>



<p>“แรกๆ ก็มีครูไปไม่กี่คนก็เอาครูที่พร้อมและคิดว่าไปได้ หลังๆ มีการเรียกร้องว่า ‘หนูอยากไปไร่ส้ม’ หมายถึงครูนะ เพราะทีมที่ไปแล้วกลับมาก็จะมาคุยกันว่ารู้สึกมีพลังแทนที่จะไปเหนื่อยกับการทำงาน เพราะเด็กไร่ส้มเป็นเด็กที่โหยหาการเรียนรู้ ให้ทำอะไรก็ทำ ให้ความร่วมมือหมด ผมก็ต้องเลือกครูไป บางทีเราก็ต้องดูว่าไปแล้วเข้ากับทีมได้มั้ย ดูเป็นรายกรณี”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="764" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44-764x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-94097" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44-764x1024.jpeg 764w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44-224x300.jpeg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44-768x1029.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44-1146x1536.jpeg 1146w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-44.jpeg 1194w" sizes="(max-width: 764px) 100vw, 764px" /></figure></div>


<p></p>



<p>ในแต่ละครั้งก่อนเดินทางไปศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ คณะครูจะมีประชุมจัดการเรียนการสอนว่าครั้งนี้จะเน้นทักษะอะไรที่สามารถเชื่อมโยงสู่ข้อเรียนรู้ด้านวิชาการได้<br><br>“การไปสอน หรือไปจัดกิจกรรมให้เด็ก ครูต้องเตรียมพร้อมก่อน ซึ่งโจทย์ที่ได้รับจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามเด็กๆ แต่ละครั้งที่เราไปสอนแล้วถอดออกมาเป็นบทเรียน เช่น เดือนที่แล้วครูที่ไปสอนแจ้งว่าเด็กมีความสนใจอยากเรียนภาษาอังกฤษนะ เดือนนี้ครูก็จะมีประชุมกันเพื่อจัดการเรียนรู้ เราก็จะมาเซ็ตทีมที่พอจะไปได้ บางทีก็ไม่ใช่ครูภาษาอังกฤษหรอก อาจจะเป็นครูที่มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ครูทั้งหมด 5-6 คนก็จะต้องมาออกแบบกิจกรรม เหมือนไปเป็นวิทยากร พอไปถึงต้องเช็กอินยังไง กิจกรรมที่หนึ่ง สอง สาม ต้องคุยกัน คนนี้รับผิดชอบเซคชันนี้ คนนี้เตรียมสื่อ เตรียมข้อมูล เตรียมวัสดุอุปกรณ์อะไร” ผอ.พิเศษกล่าว</p>



<p>เมื่อไปถึงที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ คณะครูจะเช็คอินเด็กๆ เพื่อสร้างความผ่อนคลายก่อนการเรียนรู้ รวมถึงการพูดคุยจุดประสงค์ของการเรียนให้เข้าใจโดยทั่วกัน แล้วค่อยเข้าสู่เซคชันการเรียนรู้ถัดไป</p>



<p>ปี 2568 หรือถ้านับเป็นภาคการศึกษา 2564 ห้องเรียนระบบสองมีนักเรียนในโครงการทั้งหมดกว่า 70 คน แบ่งเป็นที่ห้วยซ้อฯ 50 คน และที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา 21 คน โดยมีการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ได้พบกันเท่านั้น แต่มีความยืดหยุ่นด้วยการออกแบบแบบ 6 Ons คือ Online การเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ ที่จะเปิดการเรียนการสอนโดยครูทุกวันพุธ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 18.00 -19.00 น. On-site พบปะกันที่โรงเรียนเพื่อชี้แจงรายละเอียดการเรียน ทั้งหมดแค่ 3 ครั้ง คือต้นเทอม กลางเทอม และปลายเทอม On-demand เรียนรู้ด้วยตัวเองพร้อมเก็บภาพ/ วิดีโอ เพื่อเก็บเป็นบันทึกร่องรอยการเรียนรู้ On-Hand เรียนรู้ผ่านวิดิโอและแบบฝึกหัด เน้นการทำแบบฝึกหัดจากคลิปการสอนที่ครูจัดทำขึ้น  On-Home ทำกิจกรรมร่วมกับที่บ้าน การมีส่วนร่วมกิจกรรมกับที่บ้าน  On-Community เรียนรู้จากชุมชน เน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมต่างๆ กับชุมชน<br><br>“เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเรียนทั้ง 6 Ons เอาที่เขาพร้อมและสะดวก เพราะเขามีข้อจำกัดอยู่แล้ว ถ้าไปยกว่าเธอต้อง 6 Ons มาเป็นเงื่อนไขในชีวิตเขาอีกมันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เรามีข้อเสนอเพิ่มด้วย ถ้านอกเหนือจาก 6 Ons แล้วเธอมีอะไรดีๆ ให้ครูแทน แล้วโรงเรียนรับได้ก็เอามาหนึ่งในการเรียนรู้เทียบจบ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="764" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45-764x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-94098" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45-764x1024.jpeg 764w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45-224x300.jpeg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45-768x1029.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45-1146x1536.jpeg 1146w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-45.jpeg 1194w" sizes="(max-width: 764px) 100vw, 764px" /></figure></div>


<p></p>



<p>“วันนี้จะได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับทักษะไอที การหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต มีทักษะวิชาการงานอาชีพก็คือหาข้อมูลมาต่อยอดอาชีพด้วยการโยนโจทย์ให้พวกเด็กๆ เอาส้มของขึ้นชื่อไร่ส้มไปทำเมนูอะไรขายได้บ้าง แล้วภาคบ่ายก็จะมีพาเด็กๆ ทำข้าวพอง เผื่อเขาต่อยอดเอาไปขายต่อได้” ครูกิ๊ก เล่าถึงกระกวนการเรียนรู้ในครั้งนี้&nbsp;</p>



<p>กิจกรรมการเรียนรู้ของห้องเรียนระบบสองไม่มีตัวชี้วัดแน่ชัด แต่ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นร่องรอยการเรียนรู้แทน&nbsp;</p>



<p>“เอาสิ่งที่เด็กได้ลงมือทำมาเป็นร่องรอยมากกว่า แล้วครูก็พยายามเชื่อมโยงร่องรอยนั้นว่าไปตรงกับตัวชี้วัดไหน ได้บ้างไม่ได้บ้าง อาจจะต้องอยู่บนพื้นฐานการยืดหยุ่นให้เด็ก มันจะใช้มาตรฐานเหมือนปกติทั้งหมด ถ้าเป็นแบบนั้นเด็กจะไปไม่รอดหรอก สุดท้ายเด็กก็หลุดระบบ เราต้องยืดหยุ่นทั้งความคิดและวิธีการค่อนข้างสูงพอสมควร” ผอ.พิเศษกล่าว</p>



<p>ครูหนิง หทัยชนก ถาแหล่ง ผู้รับผิดชอบดูแลวิชาข้าวพอง กล่าวว่า ก่อนที่จะฝึกปฏิบัติจริง จะมีการเรียนรู้เรื่องการคำนวณต้นทุนก่อน<br><br>“ก็จะถามเด็กๆ ว่าทำข้าวพองต้องใช้ข้าวกี่กรัม น้ำผึ้งกี่กรัม เกลือเท่าไร แล้วช่วงที่ฝึกทำจริงก็ต้องทำตามสูตรที่มีการชั่งตวงตามหลักถูกต้อง จริงๆ แล้วคิดว่าการทำแบบนี้ไม่ได้อะไร แต่ในอนาคตเขาอาจจะเอาการทำข้าวพองไปหารายได้ก็ได้ เพราะครูก็เคยทำขายในโรงเรียน และการคำนวณเรื่องส่วนผสมก็คือการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไปในตัว”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="764" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46-764x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-94099" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46-764x1024.jpeg 764w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46-224x300.jpeg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46-768x1029.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46-1146x1536.jpeg 1146w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-46.jpeg 1194w" sizes="(max-width: 764px) 100vw, 764px" /></figure></div>


<p></p>



<p>“เด็กๆ มาถ่ายรูปใส่ใบวุฒิการศึกษา แต่งตัวทำผมให้เรียบร้อยแล้วมาต่อแถวกันเลย” ครูแชมป์ ธิติสรรค์ กันทะนิด หนึ่งในคณะครูที่เดินทางไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มฯ กล่าวว่าการมาสอนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับเด็กๆ รุ่นนี้ เพราะถ้าใครผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับวุฒิการศึกษาตามระดับที่ลงเรียนไว้ ซึ่งคณะครูต้องเป็นผู้ประเมิน ตรวจสอบการเรียนรู้ทุกอย่างที่ผ่านมาของเด็กๆ รวมถึงแม้กระทั่งตัดต่อรูปทำใส่ในใบวุฒิ<br><br>“ขอแค่มีหน้าพวกเขา ครูก็จะเอาไปตัดต่อ เราบังคับถ่ายทุกคน จบไม่จบไม่รู้ถ่ายไว้ก่อน ซึ่งเราก็หวังว่าเด็กจะจบทุกคนนะ” ครูแชมป์ กล่าว </p>



<p>การทำงานของคณะครูเข้มข้นที่สุดคือช่วงการประเมินจบ โดยต้องตรวจสอบบันทึกร่องรอย การประเมิน ถอดบทเรียนของเด็กๆ แต่ละคนเพื่อประชุมกับคณะครูทุกคนอีกที นอกจากนี้ยังมีการแนะแนวทางเลือกให้กับคนที่สนใจเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น<br><br>“ใจจริงผมไม่อยากให้มีเด็กระบบสองเพิ่มขึ้นสักคนเลยนะ ฟังดูใจร้ายแต่จริงๆ คืออยากให้ทุกคนได้เรียนในระบบปกติ ถ้าไม่มีห้องเรียนระบบสองแล้วก็คือจะไม่มีเด็กคนไหนเสี่ยงหลุดระบบแล้ว แต่ตอนนี้ก็พยายามทำได้ สร้างทางเลือกให้เด็กได้มากที่สุด พวกเขาก็เหมือนลูกหลาน” ความในใจทิ้งท้ายจาก ผอ. พิเศษ</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>เรื่อง : มยุรา ยะทา <br>ภาพ : ธาตรี แสงมีอานุภาพ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190625/">200 กม. จากห้วยซ้อวิทยาคม ถึง ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา : การเดินทางทุกวันศุกร์ของคณะครู เพื่อมอบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นให้เด็กๆ ในห้องเรียนระบบสองแบบข้ามจังหวัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ได้เรียน ได้เล่น ได้ฝัน : บันทึกจากเด็กเกเรแห่งกองผักปิ้งที่ถูกด่าผ่านลำโพงของหมู่บ้าน สู่แก๊งเด็กในสายตาที่ได้รู้จักกับ ‘ห้องเรียนชีวิต’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-280525/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 May 2025 11:47:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านกองผักปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[lost but found]]></category>
		<category><![CDATA[หายแต่เจอ]]></category>
		<category><![CDATA[Mutual]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=93667</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนคืออะไร?” คำถามนี้อาจจะฟังดูมีคำตอบตายตัวว่าเป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280525/">ได้เรียน ได้เล่น ได้ฝัน : บันทึกจากเด็กเกเรแห่งกองผักปิ้งที่ถูกด่าผ่านลำโพงของหมู่บ้าน สู่แก๊งเด็กในสายตาที่ได้รู้จักกับ ‘ห้องเรียนชีวิต’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“โรงเรียนคืออะไร?”</strong></p>



<p>คำถามนี้อาจจะฟังดูมีคำตอบตายตัวว่าเป็นสถานที่ที่มีอาคารสำหรับเรียนหนังสือ มีกระดานเอาไว้ให้ครูเขียนตัวอักษร มีสนามหญ้าให้เตะบอล และมีเสาธงให้ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้า</p>



<p>แต่สำหรับเด็กที่ ‘บ้านกองผักปิ้ง’ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาแบบนั้นเสมอไป</p>



<p>“โรงเรียนคือที่ที่เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้”​&nbsp;</p>



<p>นี่คือคำตอบจาก <strong>ป่าดิ เด็กชายวัย 15 ปี</strong> อดีตกัปตันทีมฟุตบอลของโรงเรียนในตัวเมืองเชียงดาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5fe6e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/01_ป่าดิ-กองผักปิ้ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ป่าดิ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ป่าดิเป็นเด็กชาติพันธุ์ลาหู่ที่ไร้สัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน และก่อนได้มารู้จักกับไมตรี ป่าดิเคยถูกส่งไปอยู่ฝั่งพม่ากับญาติเพื่อทำงานหาเงิน เขาเคยเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนในเมืองนะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่พอจบภาคเรียนกลับต้องซ้ำชั้น แม่ของป่าดิจึงต้องพาเขาย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่แทน</p>



<p>“ตอนนั้นผมเรียนถึงแค่ ป.2 ก็โดนไล่ออก เพราะผมเกเร ผมดมกาว ตีกับคนอื่นไปทั่ว”</p>



<p>หมู่บ้านกองผักปิ้ง เป็นพื้นที่สีแดงที่กรมการปกครองมองว่ายาเสพติดชุกชุม เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ติดชายแดน ยาเสพติดจึงเดินทางเข้า-ออกได้ง่าย และต่อให้ไม่ออกไปไหน ยาเสพติดก็พร้อมมาเคาะประตูหน้าบ้านเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่หากป่าดิจะรู้จักกับการดมสารเสพติดในกาวตั้งแต่อายุยังน้อย</p>



<p>ป่าดิต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่โรงเรียนในตัวเมืองเชียงดาว ทำให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลประจำโรงเรียน ได้เตะบอลกับเพื่อนๆ ภายใต้เสื้อหมายเลข 11 และครอบครองตำแหน่งกัปตันทีม แม้จะมีความสุขกับการเป็นส่วนหนึ่งของทีม แต่ปัญหาเรื่องการเรียนและการเงินของครอบครัว ทำให้ป่าดิต้องลาออก แม้ว่ายังไม่จบชั้นประถมก็ตาม</p>



<p>“ตอนเรียนอยู่ผมเป็นนักฟุตบอลนะพี่ ใส่เสื้อเบอร์ 11 ผมเป็นกัปตันทีม ตอนที่ยังไม่ออกก็ไปแข่งเรื่อยๆ”</p>



<p>ชีวิตประจำวันของป่าดิตั้งแต่ออกจากโรงเรียนจึงเป็นการตื่นเพื่อออกไปทำงาน บ้างก็เป็นการตัดกระเทียม บ้างก็เป็นการเก็บข้าวโพด ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างจะให้ทำอะไร ซึ่งการที่ป่าดิได้รู้จักกับ <strong>‘ไมตรี จำเริญสุขสกุล-ยุพิน ซาจ๊ะ’</strong> ทำให้ป่าดิมีพื้นที่ที่จะได้เป็นเด็กอีกครั้ง เพราะเมื่อไหร่ที่ว่าง เขาก็จะมานั่งเล่นที่บ้านของไมตรีและยุพินเป็นประจำ</p>



<p>“ตอนกลางคืนผมก็มานอนที่นี่นะ มานอนเล่นเกมกับเพื่อน ใช้ไวไฟของที่นี่เล่น FreeFire บางวันก็มากินข้าวที่นี่เลย”</p>



<p>นอกจากนี้ยังทำให้เขาได้เอาประสบการณ์การทำงานในแต่ละวันของตัวเองมาร้อยเรียงเป็นบันทึก เกิดเป็นชิ้นงานสำหรับการศึกษาที่ทำให้เขาได้วุฒิป.6 ติดตัว</p>



<p>“เวลาไปทำงานก็จะถ่ายรูปมาโพสต์ใน Facebook แล้วจะมีครูเข้ามาถามคำถามในคอมเมนต์”</p>



<p><strong>ไมตรี พี่เลี้ยงโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา</strong> เจ้าของบ้านที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ บ้านกองผักปิ้งวิ่งเข้ามาหา อธิบายว่า การเรียนของป่าดิและเด็กกองผักปิ้งคนอื่นๆ คือ การเรียนแบบองค์รวม ที่จะให้เขาลองคิดจากกิจกรรมหรืองานที่ตัวเองทำว่า พวกเขาได้เรียนรู้อะไร และครูจะเอาไปพิจารณาเทียบเคียงกับวิชาการตามหลักสูตรปกติทั่วไป</p>



<p>หรือที่เรียกว่า <strong>‘ห้องเรียนชีวิต’</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc4638"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/02_ไมตรี-จำเริญสุขสกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ไมตรี จำเริญสุขสกุล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาไปทำงานปลูกข้าว ครูก็จะถามว่าปลูกกี่ไร่ มีพื้นที่เท่าไหร่ เขาก็ต้องไปคิดหาคำตอบ เรื่องนี้ก็จะตรงกับวิชาคณิตศาสตร์”&nbsp;</p>



<p>“เรามองว่าการเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งฟังใครสักคนบ่น แต่เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกๆ ที่ แม้กระทั่งใต้ต้นไม้ก็สามารถเป็นห้องเรียนได้” ไมตรีเสริม</p>



<p>สำหรับป่าดิ วิธีการเรียนแบบนี้ทำให้เขามีความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านการทำงาน หรือการไปร่วมกิจกรรมที่ทางไมตรีและยุพินจัดมาให้ ซึ่งต่อให้วิธีการพูดของป่าดิจะสำเนียงลาหู่ ทำให้เราจับใจความได้ยาก แต่ที่สัมผัสได้จากน้ำเสียงคือ ความดีใจที่เก็บไว้ไม่อยู่เพราะกำลังจะได้วุฒิการศึกษา</p>



<p>“ผมดีใจนะที่จะจบ ป.6 แล้ว หลังจากนี้ผมก็อยากเรียนต่อนะ เรียนแบบนี้ก็ได้ จะได้มีความรู้เพราะตอนนี้ยังมีความรู้ไม่มาก”</p>



<p>ส่วนความฝันที่จะได้เป็นนักบอลของป่าดิก็ยังไม่หายไปไหน เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีเส้นทางที่ชัดเจน ป่าดิยังคงชอบเล่นฟุตบอล ถ้าเจอสนามบอลก็จะเข้าไปเล่น หรือถ้าไม่มีที่เล่นจริงๆ ก็จะมาเตะฟุตบอลที่บ้านของไมตรี และวันไหนที่ ‘เอ็มบัปเป้’ นักเตะขวัญใจป่าดิลงสนาม เขาก็จะรับชมการแข่งขันผ่านจอมือถือของตัวเอง</p>



<p>พื้นที่<strong> ‘โครงการการพัฒนาทักษะการผลิตสื่อดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.</strong>) ใต้รั้วบ้านของไมตรีและยุพิน จึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กได้มีโอกาสกลับมาเป็นเด็กธรรมดาๆ อีกครั้ง ไม่ใช่เด็กเกเรเพราะไม่เรียนหนังสือแบบที่ผู้ใหญ่คนอื่นในหมู่บ้านเข้าใจ จนผลักให้พวกเขาอยู่นอกสายตา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากเป็นนายช่าง</strong></h3>



<p>“อยากเรียนวิชาช่างยนต์ เพราะอนาคตผมอยากเปิดอู่ครับ” <strong>เดวิด เด็กชายวัย 17 ปี</strong> ตอบเมื่อโดนยิงคำถามว่าจะเอาวุฒิที่กำลังจะได้ไปทำอะไรต่อ ซึ่งเจ้าตัวก็ชี้ให้ดูว่ารถมอเตอร์ไซต์ของตัวเองก็ผ่านการเปลี่ยนล้อ เปลี่ยนโซ่ เปลี่ยนสายไฟด้วยสองมือของตัวเอง</p>



<p>แต่ถ้าถามเดวิดว่าอยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนไหม เขาตอบกลับโดยทันทีว่า<strong>ไม่อยาก</strong></p>



<p>เดวิดเป็นเด็กที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เพราะไม่มีเอกสารยืนยันการเกิดจากพ่อแท้ๆ และในตอนนี้เดวิดกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำงานหาเงินดูแลปากท้องของตัวเอง แม่ และน้องๆ ในครอบครัว เพราะพ่อใหม่ถูกจับจากคดียาเสพติดการเรียนจึงไม่ได้อยู่ในทางเลือกหลักของเด็กชายคนนี้</p>



<p>เดวิดเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังจะได้วุฒิป.6 จากการเข้าร่วมโครงการภายใต้พื้นที่บ้านของไมตรีและยุพิน ซึ่งก่อนหน้านี้ ระดับชั้นสุดท้ายที่เดวิดได้เข้าไปเรียนที่โรงเรียน คือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้งที่เขาควรจะได้ขึ้น ป.5</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-57567f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/03_เดวิด-กองผักปิ้ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"> เดวิด</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนแรกผมได้ขึ้นป.5 แต่เพราะผมไปทำงานแล้วขาดเรียนไปเดือนนึง ครูเขาเลยเอาผมลงมาป.4 เหมือนเดิม”</p>



<p>นอกจากการถูกลดระดับชั้น เดวิดยังรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนนั้นไม่ได้ประโยชน์ต่อตัวเองสักเท่าไร และต้องเผชิญหน้ากับครูที่มักจะดุด่าเขา</p>



<p>“แค่เสื้อออกนอกกางเกงนิดเดียว เขาก็ถือไม้มายืนด่าแล้ว เวลาเรียนแล้วจะขอไปเข้าห้องน้ำเขาก็ไม่ให้ไป”</p>



<p>เดวิดจึงลาออกจากโรงเรียนมาทำงานในสวนในไร่ รับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีความคิดที่จะกลับไปเรียนอีกเลย แต่การที่มีไมตรีเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ห่างกัน ทำให้เดวิดเข้ามาอยู่ใต้ร่มโครงการ และในตอนนี้เดวิดกำลังจะได้วุฒิ ป.6 จาก <strong>‘ห้องเรียนในฝัน’</strong></p>



<p>เดวิดอธิบายว่า ห้องเรียนในฝันคือการเรียนรู้ผ่านการบันทึกงานที่ตัวเองรับจ้างทำในแต่ละวันลงใน Facebook ส่วนตัวของตัวเอง หรือหากวันไหนไม่มีงานแต่เข้ามาทำกิจกรรมกับไมตรีก็สามารถจดบันทึกได้เช่นกัน</p>



<p>“ถ้าผมไปทำงานหักข้าวโพด ผมก็จะถ่ายรูปไร่ข้าวโพดเพื่อไปโพสต์บน Facebook แล้วผมก็จะเขียนว่าผมไปทำงานที่ไหน ทำยังไง แล้วก็เขียนชื่อตัวเองไว้ในโพสต์พร้อมแท็กที่อยู่ รอครูเข้ามาถามใต้โพสต์”</p>



<p>ซึ่งคำถามที่ครูถาม จะเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้เด็กคิดและค้นคว้าคำตอบด้วยตัวเอง เช่น หากในโพสต์ระบุว่าไปทำงานช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ครูก็จะถามว่าพระอาทิตย์ขึ้นกี่โมง เด็กที่ถูกถามก็ต้องไปค้นคำตอบใน Google มาตอบให้ถูกต้อง&nbsp;</p>



<p>เดวิดจึงมองว่า การเรียนรู้แบบนี้ไม่ได้ยาก เพียงแค่ต้องโพสต์ให้ครบ 30 คอร์ส โดยที่ภาพและเนื้อหาไม่ซ้ำกันก็พอ แต่สิ่งเดียวที่เดวิดไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับการเรียนแบบนี้ คือการที่ต้องตอบคำถามเยอะๆ&nbsp;</p>



<p>เหมือนกับป่าดิเพื่อนของเขาที่รู้สึกว่าคำถามประเภท “5 ปีข้างหน้าอยากเป็นอะไร” นั้นเป็นคำถามที่ยากที่สุด เพราะแค่พรุ่งนี้จะทำอะไรเขาก็คิดไม่ออกแล้ว แต่การถูกตั้งคำถามในแต่ละครั้งก็ทำให้พวกเขาได้ฝึกคิด ฝึกหาข้อมูล</p>



<p>และต่อให้ไม่ชอบที่จะตอบคำถาม แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะตอบไม่ว่าจะถูกถามกี่คำถามก็ตาม เพราะทุกคำตอบมีคะแนน และจะทำให้เขาเข้าใกล้ความฝันที่ใกล้จะเอื้อมถึงอย่างการได้วุฒิการศึกษา ที่สามารถต่อยอดอนาคตของพวกเขาได้</p>



<p>“ถ้าไปรับจ้างเขาก็จะมาถามใต้โพสต์ว่าได้เท่าไหร่ ทำยังไง เราก็ต้องตอบกลับไปในนั้นแล้วครูเขาจะคิดคะแนนให้ แต่เขาถามเยอะ ถามหลายอย่าง”</p>



<p>โดยการไปรับจ้างแต่ละครั้งนั้นได้ค่าแรงไม่เท่ากัน บางครั้งก็ได้มาก บางครั้งก็ได้น้อย แต่ถ้าเดวิดสามารถเป็นเจ้าของอู่ได้ เขาเชื่อว่าตัวเองจะมีรายได้ที่ดีและมั่นคง เพราะเขาเห็นว่าเจ้าของอู่ในเมืองนะรวย</p>



<p><strong>ต่อ วัย 15 ปี</strong>ก็เป็นอีกคนที่เห็นว่าการมีอาชีพที่มั่นคงจะทำให้ปากท้องของตัวเองดีขึ้น ถึงแม้จะไม่ชอบเรียน จนทำให้ต้องออกจากโรงเรียนตอนอยู่ ป.5 แต่เขาก็ยังอยากเรียนแบบเดียวกับเพื่อนๆ ที่แวะเวียนมาเล่นที่บ้านของไมตรีเพื่อให้ได้วุฒิ ม.6 ก่อนจะไปฝึกวิชาช่างไฟเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a9e9dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/04_ต่อ-กองผักปิ้ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ต่อ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อยากเป็นช่างไฟ เพราะรายได้มันเยอะ”</p>



<p>หากต่อสามารถซ่อมไฟ หรือเปลี่ยนไฟได้ เขาเชื่อว่าตัวเองจะมีรายได้ที่ดี เพราะที่ผ่านมาเวลาไฟในหมู่บ้านมีปัญหา ก็จะมีเพียงช่างไฟชาวไทใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รับจ้างซ่อม</p>



<p>ความฝันของเด็กๆ บ้านกองผักปิ้งอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่หวือหวา เพียงแค่มีงานที่ได้รายได้ดีก็เพียงพอ เพราะสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาในตอนนี้ คือ ปากท้องต้องมาก่อน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากเด็กเกเรสู่เด็กในสายตา</strong></h3>



<p>ในขณะที่หนุ่มๆ ในบ้านไมตรีฝันอยากเป็นช่าง ฝันอยากเป็นนักบอล <strong>รุ้ง เด็กหญิงวัย 20 ปี</strong>ไม่ได้มีความฝันอะไรเป็นพิเศษ&nbsp;</p>



<p>รุ้งเป็นอีกหนึ่งคนที่เคยเข้าระบบการศึกษาทั่วไป แต่เพราะต้องย้ายที่เรียนไปมาและมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ไม่ค่อยได้ไปเรียน ท้ายที่สุดก็ต้องลาออกจากโรงเรียน</p>



<p>“หนูออกตอนม.1 เพราะเราไม่ได้ไปเรียนเลยซ้ำชั้นบ่อย ซ้ำชั้นเดิมหลายๆ ครั้ง ตามเพื่อนเขาไม่ทัน”</p>



<p>ถึงแม้รุ้งจะไม่มีความฝันเหมือนใคร แต่รุ้งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พื้นที่แห่งนี้เปิดรับ เพราะแค่มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้</p>



<p>“พี่เขามาถามว่าอยากเรียนไหม ถ้าอยากเรียนให้เขียนชื่อไป ผมไม่มีทางเลือก ไม่รู้ทำยังไงถึงจะได้เรียนต่อ ผมเลยบอกชื่อไป เขาเลยเรียกให้มาอยู่ที่นี่”​ ป่าดิเล่าให้ฟังหลังจากเราถามว่ามาอยู่กับไมตรีได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1476cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/05_รุ้ง-กองผักปิ้ง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รุ้ง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หากใครบอกว่าโรงเรียน คือ บ้านหลังที่ 2 บ้านหลังที่สองของป่าดิ คือ บ้านของไมตรีและยุพิน เพราะตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่เขามาอยู่ที่นี่ ป่าดิแวะเวียนมานั่งเล่น มากินข้าว มาค้างคืนอยู่เป็นประจำ</p>



<p>ป่าดิเล่าว่าไมตรีและยุพินดีกับเขามากๆ เพราะก่อนหน้าที่ป่าดิจะได้เข้าโครงการ เขาไม่สามารถเลิกดมกาวและเลิกกัญชาได้ แต่พอถูกดึงเขามาอยู่ในสายตาของไมตรี ถูกสอนให้ค่อยๆ เลิก ป่าดิในตอนนี้จึงไม่กลับไปแตะสารเสพติดอีกเลย และถ้าพี่เลี้ยงทั้งสองคนอยากให้เขาช่วยอะไร เขาก็ยินดีทำ</p>



<p>1 ในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไมตรีและยุพินจัดสรรให้กับเด็กในโครงการ คือ กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมลาหู่ อย่างการเต้นจะคึ (การเต้นเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมสำคัญของชาวลาหู่) ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสออกนอกพื้นที่เพื่อไปแสดงที่กรุงเทพ และได้รับโอกาสจากคนในหมู่บ้านให้ไปแสดงในวันสำคัญของหมู่บ้าน</p>



<p>“ก่อนหน้านี้เด็กพวกนี้จะโดนผู้นำหมู่บ้านด่าตลอดว่าไม่ได้เรื่อง เป็นเด็กมีปัญหา”&nbsp;</p>



<p>ไมตรีอธิบายว่า หากย้อนไปก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนในหมู่บ้านอ้าแขนต้อนรับเด็กกลุ่มนี้ มิหนำซ้ำยังมองว่าเป็นเด็กเกเรเพราะไม่ไปเรียน และเป็นต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทกับเด็กชาติพันธุ์อื่น</p>



<p>“เขาด่าพวกผมใส่ลำโพง ด่าระบุชื่อเรียงคน แต่ว่าพวกผมไม่ได้เป็นคนทำ”</p>



<p>เดวิดและเพื่อนๆ เคยโดนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านด่าผ่านเสียงตามสาย ซึ่งข้อความในเสียงตามสายบอกว่าพวกเขาเป็น ‘คนเลว’ เพราะยกพวกไปทะเลาะวิวาทกับคนนอกหมู่บ้าน เดวิดและเพื่อนจึงต้องยกโขยงกันไปหาผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเพื่อประท้วงว่าพวกเขาไม่ได้ทำ</p>



<p>“ผมไปคุยว่าทำไมเรียกชื่อพวกผมทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาก็ขึ้นเสียงใส่ว่าไปทำไม่ดีแบบนั้นทำไม ผมเลยโมโหขึ้นเสียงกลับไปว่าไม่ได้ทำ ฟังมาจากไหน ฟังให้ดีๆ ก่อนว่าใครเป็นคนทำ”</p>



<p>พอเดวิดยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้ทำ ฝ่ายผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ขอโทษและบอกว่าได้ยินมาจากคนอื่น แต่การขอโทษนั้นได้ยินเพียงเดวิดและเพื่อนๆ ไม่เหมือนตอนด่าออกลำโพงของหมู่บ้านที่ได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านจึงเข้าใจผิดไปกันหมดว่าเดวิดและเพื่อนเป็นเด็กเกเร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-93679" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง-683x1024.jpg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง-200x300.jpg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง-768x1152.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง-1024x1536.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/06_ไมตรี-ยุพิน-เด็กกองผักปิ้ง.jpg 1200w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p></p>



<p>แต่พอพื้นที่บ้านของไมตรีเปิดให้เด็กๆ วิ่งเข้ามาหา โครงการเริ่มต้นขึ้นให้เด็กๆ ได้เรียน ได้มีวุฒิ ผู้คนในหมู่บ้านก็เริ่มมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับเด็กๆ กลุ่มนี้ พอมีงานสำคัญก็เรียกให้ไปแสดงการเต้นจะคึ เพราะไม่มีใครในหมู่บ้านเต้นได้นอกจากเด็กๆ กลุ่มนี้&nbsp;</p>



<p>“ผมพาพวกเขาไปเต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน”</p>



<p>ไมตรี ยุพิน และพื้นที่ภายใต้รั้วบ้านแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนที่พักพิงที่มีคนพร้อมรับฟังให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ถูกคนในหมู่บ้านตีตราว่าเป็นเด็กเกเรเพราะไม่เรียนหนังสือ ให้มีโอกาสได้รับวุฒิการศึกษา และถอยห่างจากปัญหายาเสพติดที่ผู้ใหญ่คนอื่นในสังคมไม่ใส่ใจ</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์<br>ภาพ : ธาตรี แสงมีอานุภาพ<br>ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280525/">ได้เรียน ได้เล่น ได้ฝัน : บันทึกจากเด็กเกเรแห่งกองผักปิ้งที่ถูกด่าผ่านลำโพงของหมู่บ้าน สู่แก๊งเด็กในสายตาที่ได้รู้จักกับ ‘ห้องเรียนชีวิต’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Feb 2024 08:16:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76712</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงานวันคนพิการสากลจังหวัดเชีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงาน<strong>วันคนพิการสากลจังหวัดเชียงใหม่</strong> ซึ่งจัดขึ้นที่โครงการ เจ สเปซ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ <strong>“การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ”</strong> ระหว่าง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f1bae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการจัดงานปีนี้ <strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> ได้กล่าวปราศรัยผ่านคลิปวิดีโอ ชวนทุกฝ่ายรวมพลังเพื่อพัฒนาชีวิตผู้พิการ ระบุว่า วันคนพิการสากลปีนี้ สหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักคือรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ ซึ่งรายงานสถานการณ์คนพิการของประเทศไทยจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้ทราบว่าคนพิการของไทยมีอุปสรรคนอกเหนือจากความสามารถในการใช้ชีวิตอิสระแล้ว ยังถูกซ้อนทับด้วยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขึ้นโดยเฉพาะในสภาวะความสูงอายุ ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาความยากจน</p>



<p>ทั้งนี้ คนพิการในประเทศไทยมีจำนวน 2.2 ล้านคน เป็นผู้พิการในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 1.29 ล้านคนหรือเกินครึ่ง และมีคนพิการที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาจำนวน 1.4 ล้านคนซึ่งเกินครึ่งอีกเช่นกัน ส่วนคนพิการในวัยแรงงาน 860,000 คน ได้รับการจ้างงานที่ 54,000 คนจากสถานประกอบการ 20,000 แห่ง ซึ่งกรณีนี้ต้องขอขอบคุณประชาชน สถานประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ ที่ให้โอกาสคนพิการได้แสดงศักยภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมเป็นพลังสร้างเศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้าไม่ต่างจากคนทั่วไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e3525"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายกรัฐมนตรี</strong>กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยจะดูแลให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีงานมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมด้วยสวัสดิการรัฐที่จะพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น คือการจัดสวัสดิการตั้งแต่ต้นตอ เกิดแนวทางการสร้างรายได้ให้คนไทยทุกคนลดรายจ่าย ภาครัฐใช้ทรัพยากรที่จำกัดด้วยแนวคิดยิงศรให้ตรงเป้าให้ได้ผลเท่าทวีคูณ ซึ่งหวังผลสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน ขจัดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ลง สร้างสังคมที่หยิบยื่นโอกาสอย่างเท่าเทียม เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-12c390"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผนึกพลังความร่วมมือ<strong>ขับเคลื่อนกลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการพัฒนาระบบการขอมีบัตรประจำตัวคนพิการแบบ One Stop Service </strong>ตามที่กระทรวง พม. และ กสศ. ได้ร่วมกันพัฒนา<a href="https://www.eef.or.th/article-2452/" target="_blank" rel="noopener" title="">ระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้อยโอกาสเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม (พม. Smart)</a> มาแล้ว รวมถึงมีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งในระดับพื้นที่ จังหวัด ส่วนกลาง และระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างเสริมโอกาสให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวมีความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษา ให้กับประชากรกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะคนพิการ ซึ่งจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน พม. Smart เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยรับรองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้พิการ เริ่มจากระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8dca6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การเข้าถึงสวัสดิการและชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับของผู้พิการ จำเป็นต้องได้รับบัตรประจำตัวคนพิการก่อน แต่การออกบัตรประจำตัวคนพิการมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายที่ผู้พิการและผู้ดูแลจะต้องเดินทางเพื่อเข้ารับการบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจร่างกาย การเดินทางเพื่อนำใบรับรองความพิการไปที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด (พมจ.) หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ตามที่ผู้พิการสังกัดอยู่เพื่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพคนพิการ หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็จะเป็นอุปสรรคกับผู้พิการเป็นอย่างมาก</p>



<p>กรณีดังกล่าว จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการขอมีบัตรคนพิการขึ้น โดยระบบการขอบัตรประจำตัวผู้พิการ ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนของการขอมีบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดแก่ผู้พิการและผู้ดูแล โดยสามารถไปที่โรงพยาบาลเพื่อดำเนินการทำเรื่องขอบัตรประจำตัวคนพิการ ณ จุดเดียวแบบ One Stop Service</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9d07f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bda078"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งการดำเนินการ ผู้พิการจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อทำเรื่องขอมีบัตรประจำตัวคนพิการดังนี้ 1.ใบรับรองความพิการจากโรงพยาบาล ซึ่งขอรับได้จากโรงพยาบาล 2. แบบคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการจาก พมจ. ซึ่งสามารถเข้าไปดูเอกสารดังกล่าวได้ในระบบออนไลน์ 3.สำเนาบัตรประชาชน (ต้องเตรียมมา) 4.สำเนาทะเบียนบ้าน (ต้องเตรียมมา) 5.รูปถ่ายผู้พิการ (สามารถถ่ายได้ทันที) เมื่อมีเอกสารครบทั้ง 5 อย่างแล้วผู้พิการหรือผู้ดูแลสามารถนำเอกสารเข้าสู่ระบบ พม.Smart ได้ทันที</p>



<p>ระบบดังกล่าว ถูกออกแบบให้สามารถเลือกนำเข้าที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านของผู้พิการเองได้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ในกรณีที่ผู้พิการนำเอกสารมาไม่ครบ ผู้พิการสามารถรวบรวมเอกสารใหม่เพื่อดำเนินการขอบัตรประจำตัวผู้พิการผ่าน อปท. ที่สังกัดอยู่ได้เช่นเดียวกัน โดยทางเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารและนำส่งให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผู้พิการจะสามารถรับบัตรประจำตัวคนพิการได้ ณ ที่อยู่ หรือสามารถรับได้ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นที่สังกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-551e28"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า เป้าหมายในการพัฒนาระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการที่ได้ถูกออกแบบขึ้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การออกบัตรประจำตัวคนพิการเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ลดภาระในการเดินทางของผู้พิการ ส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกและเท่าเทียมมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดกระบวนการส่งเสริม ให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มเปราะปรางได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมกับวัย&nbsp;</p>



<p>พร้อมทั้งสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา แนวทางการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิต รวมถึงการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3021c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/1-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้พิการได้เป็นจำนวนมาก เพราะการติดต่อราชการในแต่ละครั้ง ต้องมีค่าใช้จ่าย และการดำเนินการหลายขั้นตอน</p>



<p>“ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องสถานที่ กรณีของผมซึ่งใช้วีลแชร์ก็จะเดินทางลำบาก เช่น หากจะติดต่อโรงพยาบาล คนทั่วไปอาจจะใช้มอเตอร์ไซด์เดินทางไปได้ แต่ผู้พิการที่ต้องใช้วีลแชร์ จะเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้รถยนต์ รถกระบะ ถ้าไม่มีก็ต้องจ้างแบบจ้างเหมา ซึ่งแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่ผมยังโชคดีที่เป็นนักเรียน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถบอกให้รถโรงเรียนไปส่งได้” ด.ช.วรพจน์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0bd46"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-02-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า จากการทำงานดูแลผู้พิการใน 20 หมู่บ้านที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีผู้พิการมีหลายประเภท กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ บางคนอาจจะอยู่ในพื้นที่สูง การเดินทางยากลำบาก หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ ก็จะช่วยให้การช่วยเหลือไปถึงผู้พิการกลุ่มต่างได้รวดเร็วขึ้น เพราะช่วยเหลือด้านต่างๆ ภายหลังจากการสำรวจพบ ผู้พิการหรือผู้ดูแลจำเป็นต้องลงทะเบียนผู้พิการเพื่อรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาครัฐก่อน ซึ่งที่ผ่านการลงทะเบียนอาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะติดเรื่องเอกสาร ทำให้เกิดความล่าช้าจนการช่วยเหลือเข้าไปถึงล่าช้าตามไปด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dcbf11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การเดินทางไปติดต่อราชการของกลุ่มผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ในแต่ละครั้งต้องมีการเตรียมการหลายด้าน นอกเหนือจากการเดินทางซึ่งต้องใช้รถยนต์ การเดินทางเเต่ละครั้ง จะต้องมีผู้ดูแลติดตามไปคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกด้วย แม้สถานที่ราชการส่วนใหญ่จะมีการปรับพื้นที่เพื่อรองรับผู้พิการแล้ว แต่บางแห่งก็อาจจะไม่รองรับการเดินทางเข้าไปรับบริการของผู้พิการ ไม่มีทางลาดขึ้นตึก ไม่มีห้องน้ำเฉพาะผู้พิการ&nbsp;</p>



<p>“อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการเดินทาง เพราะบางคนก็ไม่พร้อมทั้งเรื่องทุนทรัพย์และคนดูแล โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนมีบ้านอยู่ในอำเภอรอบนอกจะติดต่อตัวจังหวัดก็ต้องเหมารถเดินทางเข้ามา ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเหมารถเพื่อเดินทางมาติดต่อราชการแต่ละครั้ง อาจจะหมายถึงรายได้ทั้งเดือนของครัวเรือนนั้น ๆ เด็กบางคนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงหรือบนดอย ในระยะทางที่ไกลที่สุดที่เคยเจอ อาจจะต้องเสียงค่าเดินทางไปกลับแต่ละครั้งถึง 3,000 บาท หากมีทางเลือกอื่นเพื่อเข้ามาดูแลปัญหานี้ ก็จะช่วยแต่ละคนได้มาก” ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เชียงใหม่” ประกาศวาระเร่งด่วน “แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา” ผนึกเครือข่ายภาคเหนือจับมือ กสศ. นำการเรียนรู้ไปให้ถึงเด็กห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-300623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jun 2023 09:43:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สายัญ โพธิ์สุวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทวีศักดิ์ ธิม]]></category>
		<category><![CDATA[ชาตรี ม่วงสว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[วรวิทย์ ชัยสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=69740</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีรับฟังค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300623/">“เชียงใหม่” ประกาศวาระเร่งด่วน “แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา” ผนึกเครือข่ายภาคเหนือจับมือ กสศ. นำการเรียนรู้ไปให้ถึงเด็กห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 4 ภูมิภาค เพื่อรวบรวมความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้าทางการศึกษาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สู่การผลักดันนโยบายเร่งด่วนและการวางทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2570&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ได้จัดเวทีเป็นครั้งที่ 2  ในภาคเหนือ ณ ห้องอิมพีเรียลบอลรูม โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีภาคีเครือข่าย นักขับเคลื่อนด้านการเรียนรู้จากภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ วิชาชีพ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และภาคสื่อมวลชน เข้าร่วมจาก 13 จังหวัดในภาคเหนือ มากกว่า 120 คน นับเป็นก้าวสำคัญของการประกาศความร่วมมือเพื่อผลักดันการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับภูมิภาค  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef4a80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถือเป็นวาระสำคัญของจังหวัดที่มีความสำคัญ จังหวัดเชียงใหม่พร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทของ กสศ. ควบคู่ไปกับงานตาม Function ที่มีศึกษาธิการจังหวัด กศน. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ&nbsp;</p>



<p><strong>รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่</strong> ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กที่อยู่นอกระบบ เด็กพิการ ด้อยโอกาส อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องร่วมกันพาเด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค  โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ชนบท พื้นที่ห่างไกล จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร โดยเด็กไม่จำเป็นต้องเดินทางแต่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของจังหวัดเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมือสนับสนุนเด็กเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะที่อยู่พื้นที่ห่างไกล ด้อยโอกาส หรือมีสถานะการเงินไม่ดี เวทีรับฟังความเห็นครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างเด็กให้มีคุณภาพ </p>



<p>“เราสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนมีอาชีพมั่นคง เพื่อสร้างเชียงใหม่เป็นเมืองคุณภาพ ซึ่งการที่คนจะมีคุณภาพดี หมายถึงต้องมีการศึกษาดีก่อน ผมมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในเรื่องปูพื้นฐานชีวิตคนคนหนึ่งเพื่อก้าวสู่การมีอาชีพที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดี คนเราถ้ามีการศึกษาดี จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องร่วมแรงร่วมใจ เราปล่อยให้เด็กโดดเดี่ยว เสียโอกาสไม่ได้อีกต่อไป” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-253c8a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายชาตรี ม่วงสว่าง ศึกษาธิการภาค 15</strong>  กล่าวว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ดูแล ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน เป็นวาระที่ทุกคนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม ภาครัฐ เอกชน ทุกส่วน ทำงานร่วมกับ กสศ. ในการรวมพลังทรัพยากร ซึ่งกระทรวงศึกษาในพื้นที่พร้อมขับเคลื่อนดูแลทุกภาคส่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กศจ. ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นทิศทางเดียวกัน กสศ. ทำงานร่วมกันผ่านกลไกตรงนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ไปถึงเด็กและเยาวชนโดยตรง </p>



<p>“ความเหลื่อมล้ำที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการขาดช่องทางเข้าถึงการศึกษาที่มีความหลากหลาย เด็กหลุดจากระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ด้วยจากภาวะเศรษฐกิจหน่วยงานเข้าไปไม่ถึงดังนั้นต้องช่วยกันสนับสนุนให้เด็ก ๆ ให้มีช่องทางการศึกษาที่หลากหลาย มีทางเลือก&nbsp; มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค”&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0f234"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/7-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชาตรี ม่วงสว่าง ศึกษาธิการภาค 15</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>อาจารย์ทวีศักดิ์ ธิมา จากโรงเรียนแม่ตะละวิทยา จังหวัดเชียงราย</strong> กล่าวว่าสำหรับเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ต้องเริ่มต้นจากโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานการศึกษาที่เท่าเทียม ขณะนี้พื้นราบถกเถียงกันเรื่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่เด็ก ๆ บนดอยยังไม่มีทั้งไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต สื่อการเรียนการสอนที่ใช้อยู่ในโรงเรียนเป็นสื่อออฟไลน์ คือสื่อกระดาษทั้งหมด สวนทางกับการศึกษาสมัยนี้ </p>



<p>“เด็กไม่สามารถเข้าถึงโลกดิจิทัลได้เลย ขอให้รัฐลงทุนเรื่องอินเทอร์เน็ตบนพื้นที่ห่างไกล แม้จะเป็นการลงทุนที่สูงแต่เพื่อให้ได้ทรัพยากรทางการเรียนรู้ที่เท่าเทียมนั้นคุ้มค่า นอกจากนี้ ควรมีวิธีการจัดสรรเงินรายหัวใหม่ที่คำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่ การเดินทาง ใช้ข้อมูลแวดล้อมในการพิจารณา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-337d55"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสายัญ โพธิ์สุวรรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 </strong> กล่าวว่าหลักประกันเรื่องทรัพยากรการศึกษานั้นสำคัญมาก ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา เช่น 1.นักเรียนชั้นมัธยมต้นอาหารกลางวันยังไม่ได้ 2.การอุดหนุนงบประมาณ/ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ 3.โรงเรียนพื้นที่สูงห่างไกลหรือเกาะแก่ง เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า</p>



<p>“ถ้าให้ดีที่สุดควรปรับระเบียบแนวปฏิบัติ กำหนดสิทธิ เด็กมัธยมต้นทุกคนต้องได้รับค่าอาหารกลางวัน ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณที่เสมอภาคเพื่อช่วยโรงเรียนพื้นที่ยากลำบาก&nbsp; โรงเรียนที่ดูแลเด็กเปราะบางหรือแม้แต่คนจนเมืองก็มีบริบทที่แตกต่าง รวมถึงการเติมครูให้พอ และมีกลไกในการพัฒนาครู&nbsp; ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาขนาดใหญ่ ถ้าเรารอจากระบบนานมาก เกินกำลังฝ่ายรัฐแบกไว้ ต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-780489"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>อาจารย์เอมอร ลิ้มวัฒนา ครูชำนาญการวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่าในพื้นที่สูง ห่างไกล ระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญมาก สาธารณูปโภคเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ไม่เฉพาะบนดอยแต่รวมถึงในตัวเมือง ฤดูฝนต้นไม้ล้มทำให้สายไฟขาด ฤดูร้อน ไฟไหม้สายไฟ ไฟเคยดับต่อเนื่องสองวัน&nbsp; สายอินเทอร์เน็ต สายสัญญาณสื่อสารก็ยังมีปัญหาเรื่องความชัดเจนและครอบคลุม ไม่ว่าจะของรัฐหรือเอกชน&nbsp; ทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p>“รัฐบาลลงทุนเรื่องนี้จะมีความคุ้มค่า ไม่ใช่จบแค่รุ่นนี้ แต่จะถูกใช้ต่อเนื่อง เป็นการลงทุนที่มีผลต่อการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์  ที่ผ่านมาของบประมาณไปกว่าจะได้งบประมาณ โลกเปลี่ยนไป อุปกรณ์ที่ขอไปก็อาจจะไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว ดังนั้นควรพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วนของพื้นที่ควบคู่กันไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d7151"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300623/">“เชียงใหม่” ประกาศวาระเร่งด่วน “แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา” ผนึกเครือข่ายภาคเหนือจับมือ กสศ. นำการเรียนรู้ไปให้ถึงเด็กห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ดึงน้องกลับห้องเรียนที่บ้านห้วยปูลิง&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-back-to-school-180222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Feb 2022 03:48:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับตัวสู่ห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการฐานสมรรถนะ-จิตศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พวงชมพู เฮ็งประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51938</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตามไปดูมาตรการปกป้องเด็กหลุดระบบการศึกษาก่อนเผชิญจุดเสี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-back-to-school-180222/">“ดึงน้องกลับห้องเรียนที่บ้านห้วยปูลิง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตามไปดูมาตรการปกป้องเด็กหลุดระบบการศึกษาก่อนเผชิญจุดเสี่ยงด้วยกลไกของโรงเรียนบ้านห้วยปูลิง จ.เชียงใหม่ ใช้บูรณาการฐานสมรรถนะ-จิตศึกษา ช่วยเด็กๆ ที่ความรู้ถดถอยปรับตัวสู่ห้องเรียน</strong></p>



<p>การที่เด็กคนหนึ่งต้องหลุดออกไปจากระบบการศึกษาไม่เพียงแค่ทำให้ตัวเขาต้องเสียโอกาสการเรียนรู้เท่านั้น​​แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาก้าวเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์ ทั้งยาเสพติด อาชญากรรม ต่อไปได้​ ดังนั้น การสกัดไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง</p>



<p>โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกโรงเรียนที่เอาจริงเอาจัง​ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะต้องปิดเรียนมานานหลายเดือน​อีกด้านหนึ่งยังคอยติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ให้เด็กหลุดหายไปในช่วงล็อคดาวน์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-52fada"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/Photo3_โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง-ติดตามใกล้ชิด-ดึงเด็กกลับระบบการศึกษา-ก้าวพ้นวงจรยาเสพติด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำทุกวิถีทางสร้างการเรียนรู้ในพื้นที่ช่วงล็อกดาวน์</strong></h2>



<p>พวงชมพู เฮ็งประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยปูลิง เล่าให้ฟังว่า แม้จะต้องปิดเรียนตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา และเพิ่งจะกลับมาเปิดเรียนออนไซต์ได้ตามปกติอีกครั้งได้ช่วงกลางเดือน ม.ค.ปีนี้ แต่ทางโรงเรียนได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้ให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง&nbsp; ไม่ว่าจะเป็นการใช้ใบงานไปส่งให้นักเรียนถึงที่บ้าน แต่ด้วยการเดินทางในพื้นที่เขาสูงทำได้ลำบาก ทำให้ไม่อาจทำตามแผนเดิมที่ตั้งใจจะส่งให้สัปดาห์ละครั้ง โดยปรับตามความเหมาะสมของพื้นที่</p>



<p>“ในส่วนของเด็กเล็กช่วงแรก ๆ ครูจะใช้วิธีรวมเด็กที่อยู่ใกล้กันมาสอนตามหย่อมบ้านช่วงที่ลงไปแจกใบงาน จนเริ่มระบาดรุนแรงก็เหลือแค่ไปแจกใบงานอย่างเดียว​ช่วงแรกจะมีความขลุกขลักอยู่มาก เด็กบางคนบ้านอยู่ไกลเดินทางลำบากครูก็จะไปส่งใบงานให้ทำได้ยาว ๆ ส่วนบางพื้นที่ใกล้ ๆ ตอนแรกยังเข้าไปแจกใบงานสอนการบ้านได้ แต่พอช่วงระบาดหนักมีมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้นครูก็เข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ ทำให้การเรียนรู้ไม่สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่สามารถสอนลูกหลานของตัวเองได้ยิ่งทำให้สถานการณ์ลำบากขึ้น”​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b3b1b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/Photo5_โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง-ติดตามใกล้ชิด-ดึงเด็กกลับระบบการศึกษา-ก้าวพ้นวงจรยาเสพติด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิเคราะห์ 3 สาเหตุหลักพาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา</strong></h2>



<p>อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ช่วงนี้ทางโรงเรียนเริ่มกลับมาเปิดสอนปกติ เด็กส่วนใหญ่กลับมาเรียนปกติมีแค่รายเดียวที่ยังไม่กลับมา ทางคุณครูได้ลงพื้นที่ไปสำรวจพบว่าเป็นเด็กบ้านไกล ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เริ่มหายไปช่วงโควิดตอนนี้พยายามติดตามกลับมา ก่อนหน้านี้มีบางคนที่หายไปช่วงโควิดแต่ก็ตามกลับมาได้เหลือเพียงแค่คนเดียว สาเหตุที่หายไปจากระบบช่วงแรกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ปกครองไม่อยากให้มาเพราะกลัวติดโควิด สองอยู่บ้านนาน ๆ แล้วไม่อยากมาเรียน สามคือไปช่วยที่บ้านทำไร่ทำสวน</p>



<p>ครูประจำชั้นจะคอยมอนิเตอร์ว่าเด็กคนไหนหายไปและคอยติดตามให้กลับมาเรียน สาเหตุที่ต้องพยายามทำทุกวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพราะจะทำให้พวกเขาเสี่ยงกับเรื่องยาเสพติด หากยังอยู่ในระบบการศึกษาก็ยังพอสอดส่องดูแลทั้งเรื่องการเรียน ความเป็นอยู่และเรื่องอื่น ๆ ไปด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5f4269"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/Photo6_โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง-ติดตามใกล้ชิด-ดึงเด็กกลับระบบการศึกษา-ก้าวพ้นวงจรยาเสพติด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความรู้ถดถอย ปัญหาเร่งด่วนรอการแก้ไข</strong></h2>



<p>อีกด้านหนึ่งยังงพบว่าหลังเปิดเรียนมาได้สองสัปดาห์​เด็ก ๆ มีความเรื่องความรู้ถดถอยบ้างแต่ก็ดีกว่าที่คาดการณ์เพราะหายไปเกือบ 7 เดือน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมาโรงเรียนใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการฐานสมรรถนะ ใช้จิตศึกษาเข้ามาช่วยทำให้เด็กปรับตัวได้เร็ว มีความกระตือรือร้น มีสมาธิในการทำงาน ถามว่าเรื่องเนื้อหาสำคัญไหมเราก็มองว่าสำคัญ แต่เราได้จัดลำดับความสำคัญรองลงมาจากสมรรถนะที่เราอยากให้เด็กเกิด ถ้าเราเสริม ฝึกฝนเขาช่วงสองเดือนที่เหลือ ในเรื่องสมรรถนะ ทักษะที่จำเป็น เครื่องมือพวกนี้จะติดตัวไปช่วยให้เขาสามารถไปหาความรู้ด้วยตัวเองต่อไปได้</p>



<p>แนวคิดนี้มาจากบริบทของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขาสูงซึ่งเด็ก 80% ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย  เรียนจบแล้วก็ทำงานในพื้นที่ ดังนั้นจะมีวิธีอย่างไรทำอย่างไรให้เขามีรายได้ มีความสุขในการใช้ชีวิต การเรียนจึงเน้นเรื่องฐานสมรรถนะ ซึ่งทำให้เขาที่อยู่บนดอยก็ยังสามารถสร้างรายได้ใช้ชีวิตมีความสุข อาจจะทำไร่ไถนาแต่ก็จะเป็นรูปแบบที่ยั่งยืนในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20006c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/Photo1_โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง-ติดตามใกล้ชิด-ดึงเด็กกลับระบบการศึกษา-ก้าวพ้นวงจรยาเสพติด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บูรณาการหน่วยการเรียนรู้​เน้น PBL สร้างสมรรถนะ</strong></h2>



<p>สำหรับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่จะเริ่มจากการปรับตารางสอนใหม่เหลือแค่วิชาหลัก 3 วิชาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิชาที่เหลือจะเป็นบูรณาการรวมกันเป็นการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) เรียนปีการศึกษาละ 4 หน่วยการเรียนรู้ โดยไม่เน้นแค่การเรียนในห้องเรียนตลอดเวลา แต่ให้ลงพื้นที่ไปสำรวจ ได้รู้จักการแก้ไขปัญหา เมื่อต่อไปเขาเจอปัญหาก็จะสามารถดึงทักษะที่ฝึกฝนมาแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้  ​</p>



<p>เรื่องเร่งด่วนเวลานี้การช่วยกันทำให้เด็กๆ กลับมามีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีขึ้น  คุณครูที่เขาเริ่มปลุกปั้นเห็นการพัฒนาของเด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มปรับรูปแบบการเรียนการสอนที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาต้องมาสะดุดเกิดการถดถอย ช่วงที่มา PLC กันทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่ไม่ต่างกันและมาช่วยกันคิดว่าจะจะต้องทำให้กลับมาพัฒนาได้เหมือนเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2b196c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/Photo7_โรงเรียนบ้านห้วยปูลิง-ติดตามใกล้ชิด-ดึงเด็กกลับระบบการศึกษา-ก้าวพ้นวงจรยาเสพติด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-back-to-school-180222/">“ดึงน้องกลับห้องเรียนที่บ้านห้วยปูลิง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่ ด้วยหัวใจดวงเดิมของวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-opportunity-to-learn-and-adapt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Oct 2021 16:01:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะฝีมือการทอผ้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดของผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46684</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนหลังไปไม่กี่ปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย ตำบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-opportunity-to-learn-and-adapt/">โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่ ด้วยหัวใจดวงเดิมของวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนหลังไปไม่กี่ปี <strong>กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย</strong> <strong>ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ </strong>เคยเฟื่องฟูชนิดที่ผลิตสินค้าไม่ทันต่อความต้องการของตลาด แต่หลังจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายได้ที่เคยมีกลับกลายเป็นศูนย์ และย่ำแย่ถึงขั้นติดลบ มีหนี้สินเกือบล้านบาท&nbsp;</p>



<p>ทางกลุ่มเข้าร่วมกับ<strong>โครงการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะฝีมือการทอผ้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดของผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 </strong>โดยการสนับสนุนทุนพัฒนาอาชีพ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ด้วยหวังว่าจะสามารถพลิก ‘วิกฤต’ เป็น ‘โอกาส’ ต่อเติมความหวังให้กับคนในชุมชนได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e197b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/10-โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากจะเป็นการพัฒนายกระดับคุณภาพการทอ และส่งเสริมให้กลุ่มคนเปราะบางได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพ ทั้งผู้สูงอายุ คนว่างงาน ผู้ได้รับผลกระทบจากการลดเวลาการทำงาน และผู้พิการแล้ว ยังถือเป็นการยกระดับทักษะ (Upskill – Reskill) คนในชุมชน ให้พร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ</p>



<p>จุดเด่นของผ้าฝ้ายเชิงดอย คือเป็นผ้าย้อมหินสีจากธรรมชาติ ให้สีโทนพาสเทล ได้แก่ สีเทาอมฟ้า สีชมพู ม่วงอมขาว และใช้เทคนิคการทอสี่ตะกอ หรือการทอยกดอกเป็นลายดอกกวัก ดอกแก้ว ทำให้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สวยงาม&nbsp;</p>



<p>เดิมทีปัญหาของกลุ่มคือต้องซื้อวัตถุดิบ โดยเฉพาะฝ้ายจากแหล่งอื่น เพราะในพื้นที่ผลิตไม่เพียงพอ การแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาคือการส่งเสริมการปลูกเพื่อซื้อวัตถุดิบในพื้นที่ กลุ่มคนเปราะบางในชุมชนต้องการความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทอผ้า เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมในกรณีที่มีงานทำอยู่แล้ว และสร้างรายได้เพื่อความอยู่รอดในกลุ่มผู้ว่างงาน จึงนำไปสู่กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในเรื่องการปลูกฝ้าย ปลูกคราม ปั่นฝ้าย กลิ้งฝ้าย การย้อมคราม ย้อมหิน กลุ่มอีด (กระบวนการทำเส้นฝ้าย) การทอขั้นพื้นฐาน&nbsp;</p>



<p>กลุ่มที่เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจผ้าฝ้ายเชิงดอยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและต้องการยกระดับทักษะ จะได้รับการฝึกการทอกี่ตะกอ และผ้าทอจกล้านนา ซึ่งต้องฝึกเทคนิคการปั่นฝ้ายสองเส้น เทคนิคการทำเกลียวเส้นด้ายให้พอดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-726445"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/10-โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับการอบรมให้ความรู้แต่ละกิจกรรมใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งหากอยู่ในสถานการณ์ปกติคงเป็นไปได้ยาก แต่ในช่วงที่เกิดโรคระบาด ชาวบ้านใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ได้มีเวลาเรียนรู้อย่างเต็มที่ ส่วนทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอยเองก็มีเวลาสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องผ้า อาทิ ผ้าทอจกล้านนา ซึ่งเคยเป็นลวดลายในวิถีชีวิต เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มหายไป ได้รื้อฟื้นและนำเทคนิคการทอและลวดลายกลับมาอีกครั้ง รวมถึงมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกด้วย</p>



<p>เมื่อโครงการสิ้นสุดลงยังพบว่าหลายคนมีศักยภาพในการเป็นครูภูมิปัญญาด้านการทอผ้า นอกจากนี้ยังเกิดกลุ่มผู้ปลูกคราม ปลูกฝ้าย ซึ่งในอนาคตเมื่อได้ผลผลิตแล้ว สามารถนำวัตถุดิบส่งขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอยอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db79c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/10-โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังจากนี้เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย การซื้อขายและการท่องเที่ยวกลับคืนสู่สภาวะปกติ ผลลัพธ์จากความร่วมแรงร่วมใจนี้จะทำให้กลุ่มกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง สามารถกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปได้อย่างทั่วถึงมากกว่าเดิม ด้วยศักยภาพที่เพิ่มขึ้น ทั้งการผลิตวัตถุดิบ ทักษะการทอผ้า ในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน</p>



<p>ทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ ‘วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย’ และเป็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สำคัญคือการสร้างสายใยให้เชื่อมร้อยคนในชุมชนอีกครั้ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-opportunity-to-learn-and-adapt/">โอกาสเรียนรู้และปรับตัวใหม่ ด้วยหัวใจดวงเดิมของวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่งต่อ &#8220;โอกาส&#8221; ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา &#8220;เด็ก&#8221; และ &#8220;ชุมชน&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Sep 2021 11:39:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45630</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการดูแลเอาใจใส่ของคุณครูในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/">ส่งต่อ “โอกาส” ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา “เด็ก” และ “ชุมชน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากการดูแลเอาใจใส่ของคุณครูในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจให้<strong>ชิต-ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์</strong> ตั้งเป้าหมายว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาเป็น &#8220;ครู&#8221; ในพื้นที่บ้านเกิด เพื่อส่งต่อโอกาสดี ๆ อย่างที่เขาเคยได้รับ</p>



<p>&#8220;ตอนเป็นเด็กผมต้องไปอยู่ที่หอพัก คุณครูที่โรงเรียนดูแลผมดีมาก ไม่ต่างจากพ่อแม่ ทั้งเรื่องเรียน ชีวิต ความเป็นอยู่ หางานพิเศษมาให้ทำ เป็นคนที่ช่วยผลักดันในทุกด้าน เวลามีกิจกรรมอะไรก็สนับสนุนตลอด พาผมไปแข่งทักษะวิชาการ คุณครูออกค่าใช้จ่ายให้หมด ควักเงินส่วนตัวของครูเองด้วย โอกาสในวันนั้นทำให้ผมมีวันนี้ และผมก็อยากจะส่งต่อโอกาสที่ได้เคยรับไปให้กับน้องๆ&#8221;​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a02323"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ชิตเล่าให้ฟังว่าฐานะทางบ้านไม่ดีนัก พ่อแม่ทำการเกษตร ปลูกข้าวโพด ช่วงกำลังจะจบ ม.6 ลังเลอยู่ว่าจะเรียนต่อเป็นครูอย่างที่ตั้งใจ หรือจะต้องเบนเข็มไปเรียนสายอาชีพเพื่อรีบออกมาหางานทำแบ่งเบาภาระที่บ้าน </p>



<p>&#8220;ถ้าไม่ได้ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ. ​ผมไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนเรียนด้วยซ้ำ พอรู้ว่ามีโครงการนี้ก็ไปสมัคร ผมตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ย 3.30 ตอน ม.5 เคยได้รางวัลวาดภาพระบายสีในการแข่งขันทักษะวิชาการ ได้รองชนะเลิศอันดับ 3 ของภาคเหนือ ไปเข้าค่ายสอบสัมภาษณ์จนได้รับคัดเลือก ทำให้มีโอกาสได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ไปบอกที่บ้าน พ่อกับแม่ดีใจมาก&#8221;​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6660df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชิต-ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์<br>นักเรียนโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัจจุบันชิตเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อีก 3 ปีเขาจะกลับมาบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนที่เขาเคยเรียนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก</p>



<p>โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาสูง การเดินทางค่อนข้างยากลำบาก ต้องใช้รถโฟร์วีลไดรฟ์ ช่วงหน้าฝนถนนก็ไม่ดี ไปไหนลำบาก​ ไฟฟ้าก็ดับบ่อย กระทบไปถึงการเรียน โดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ ครูต่างถิ่นที่มาบรรจุสักพักก็จะย้ายออกไปที่อื่น ทำให้ขาดความต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9af018"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/223321.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ลดช่องว่าง &#8220;ภาษา&#8221;<br>เข้าใจบริบทชุมชนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้</h2>



<p>ในฐานะคนในพื้นที่ที่จะกลับมาเป็นครู เขามองว่าเป็นข้อดี ช่วยลดปัญหาการโยกย้ายครูในพื้นที่ห่างไกล เพราะเขาสามารถอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวได้ระหว่างที่เป็นครู ไม่ต้องคอยกังวลหรือเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวบ่อยๆ ที่สำคัญคือความใกล้ชิด รู้จักบริบทของชุมชน รู้จักเด็ก ๆ แถวบ้านที่จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึั้น&nbsp;</p>



<p>&#8220;ยิ่งบนดอยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร บางครั้งพูดภาษาไทยไม่ชัด ไม่กล้าพูด  พูดแล้วไม่เข้าใจ ซึ่งกระทบต่อไปถึงการเรียนรู้ของเด็กๆ เพราะเวลาไปพูดกับครูที่มาจากต่างถิ่นแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่กล้าถาม แต่ถ้าเราเป็นครูในพื้นที่ ก็จะทำให้สื่อสารเข้าใจกับเขาได้ง่ายกว่า เราเองก็เคยประสบปัญหาตรงนั้นมาก่อน เช่น เรื่องพูดไม่ชัด เราก็สามารถสอนเทคนิควิธีปรับให้เขากล้าพูด กล้าสื่อสารมากขึ้น&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cfe0d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เตรียมพร้อมสู่นักพัฒนาชุมชน<br>แก้ปัญหาเด็กต้องเริ่มจากที่ครอบครัว</h2>



<p>เป้าหมายตอนนี้คือตั้งใจเรียน&nbsp; เก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์เพื่อกลับมาเป็นครู ซึ่งไม่ใช่แค่ทำหน้าที่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่นแล้ว หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างคือการเป็นนักพัฒนาชุมชนควบคู่ไปด้วย&nbsp;</p>



<p>ในฐานะลูกหลานเกษตรกร ชิตมองว่าปัญหาเวลานี้คือข้าวโพดราคาตกต่ำ ทางแก้ไขคือควรสนับสนุนให้ความรู้เรื่องปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นเสริมไปด้วย เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่วนใหญ่เด็ก ๆ ในชุมชนจบ ม.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ต้องออกมาหางาน ถ้าเราจะทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนต่อก็ต้องเริ่มจากการช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาชีพและรายได้ของครอบครัว ให้เขามีความพร้อม หรือสอนให้เด็ก ๆ มีทักษะอาชีพ ​ให้เขาสามารถหารายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วยได้&#8221;</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดสิ่งที่ชิตเคยเรียนรู้จากคุณครูตอนอยู่หอพัก เช่น เรื่องการปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้จัดกิจกรรมเสริมทักษะให้กับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสมัยใหม่ด้วยโรงเรือน การทำปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อกลับไปเป็นครูในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2f088"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เรื่องราวของชิตเป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างของนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งปัจจุบันเดินหน้าต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 3 ด้วยเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างต้นแบบการผลิตครูระบบปิด ด้วยการให้การสนับสนุนเด็กในพื้นที่ห่างไกลให้มารับทุนการศึกษา เมื่อเรียนจบก็จะกลับไปบรรจุเป็นครูในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง</p>



<p>ด้วยจุดแข็งของการเป็นคนในพื้นที่ ย่อมทำให้เข้าใจบริบท ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ ที่จะช่วยให้การพัฒนาทำได้ดีขึ้น รวมทั้งจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาครูโยกย้ายถิ่นฐานในพื้นที่ห่างไกลได้​อีกด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/">ส่งต่อ “โอกาส” ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา “เด็ก” และ “ชุมชน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาไม่ขาดช่วง เชื่อมผู้ปกครองและโรงเรียนช่วงหยุดอยู่บ้าน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/creative-classroom-18-02-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2021 01:50:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุกลู ศรีสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27191</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนหยุดได้ แต่การเรียนการสอนหยุดไม่ได้” แนวคิดสำค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/creative-classroom-18-02-21/">การศึกษาไม่ขาดช่วง เชื่อมผู้ปกครองและโรงเรียนช่วงหยุดอยู่บ้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“โรงเรียนหยุดได้ แต่การเรียนการสอนหยุดไม่ได้”</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดสำคัญที่ทำให้คุณครู​ ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องมุ่งมั่นตั้งใจค้นหากลไกการทำงานเพื่อทำให้​การเรียนรู้ของนักเรียนไม่หยุดชะงักในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาอยู่ที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมักเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ทำให้หลายครอบครัวไม่อาจเรียนผ่าน DLTV หรือ การเรียนการสอนแบบ On air ในขณะที่การเรียนการสอนแบบ On site ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณครูที่จะไปส่งใบงานแบบฝึกหัดยังบ้านนักเรียนที่อยู่ห่างไกลและบางพื้นที่เดินทางยากลำบาก</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27200" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_Photo-07.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาสาสมัครการศึกษา หรือ อสม.การศึกษา จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในช่วงที่ต้องหยุดอยู่บ้าน ด้วยจุดเด่นที่ใช้คนในพื้นที่เข้ามาเป็นตัวกลางประสานระหว่างครู นักเรียนและผู้ปกครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาหลายพื้นที่นำโมเดลนี้ไปใช้และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่หยุดชะงัก รวมทั้งยังช่วยดูแลด้านสุขภาวะ และชีวิตความเป็นอยู่ พร้อมรวบรวมข้อมูลที่ได้แจ้งกลับมายังสถานศึกษาเพื่อวางแผนการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับนักเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รร.ส่วนใหญ่ในอีสานขนาดเล็กครูน้อย<br />
ไม่เพียงพอจะนำสื่อใบงานไปให้เด็กทั่วถึง</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27194" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_Photo-02.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>อนุกลู ศรีสมบัติ ผอ.สพป.เชียงใหม่</strong> เขต 3 เล่าให้ฟังถึงการทำงานช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเขตพื้นที่อีสานในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รอบที่แล้ว เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่ง รองผอ.สพป.เลย เขต 1 ซึ่งมีเด็กหลายกลุ่มทั้งเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล บนภูเขาสูง ในไร่ ในสวนยางพารา ​ด้วยสภาพพื้นที่ทำให้เด็กจำนวนมากไม่สามารถเรียนรู้แบบ Online หรือ On air ได้ เพราะบางบ้านไม่มีทีวี บางบ้านมีอินเตอร์เน็ต บางบ้านไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โรงเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่อีสานเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครู 3-4 คน การจะให้ครูออกไปดูนักเรียน ทำแบบฝึกหัด คงไปได้ไม่ทั่วถึงครบทุกคนแน่นอน ดังนั้น การมีจิตอาสาในพื้นที่ซี่งเป็นคนในชุมชนเองเข้ามาช่วยเหลือดูแลนักเรียน ไปดูว่าแต่ละบ้านมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร มีไฟฟ้าไหม มีทีวีไหม เรียนออนแอร์ได้ไหม พร้อมช่วยครูนำสื่อใบงาน แบบฝึกหัดไปให้เด็ก เป็นตัวกลางเชื่อมครูกับนักเรียน</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27198" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_banner-1.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาสาสมัครเหล่านี้จะเป็นเหมือนไปรษณีย์ที่ไปรับส่งเอกสาร​เขาอาจไม่ได้ตรวจแบกฝึกหัดใบงาน แต่จะเป็นคนที่นำมาส่งให้คุณครูหากเด็กมีปัญหาก็จะนำมาสอบถามแล้วกลับไปบอกเด็ก หรือเรื่องไหนง่ายๆ เขาก็จะตอบได้เพราะเป็นความรู้ระดับประถม อีกด้านเขาจะช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ เพราะในพื้นที่ครูจะเดินไปหาเด็กทุกคนก็ยาก ยกตัวอย่าง อ.ด่านซ้าย จ.เลยแต่ละโรงเรียนห่างกัน 60-70 กม. แต่ละหมู่บ้านก็ห่างกัน อยู่กันคนละยอดดอย”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ไม่ใช่แค่ดูเรื่องการศึกษา<br />
แต่ดูแลสุขภาพอนามัย ชีวิตความเป็นอยู่</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27195" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_Photo-04.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;ส่วนใหญ่อาสาสมัครการศึกษาจะเป็นคนในหมู่บ้านทั่วไป เป็นคนที่ไม่ได้ทำงานอายุประมาณ​ 30-35 ปี&nbsp; ครูก็จะไปหาคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เขาอยากจะเข้ามาทำตรงนี้ เริ่มต้นจะมีการปฐมนิเทศแยกกันในแต่ละจังหวัด วางแนวทางการทำงานที่เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นว่าจะต้องทำอะไรบ้าง​อีกด้านหนึ่งก็จะมีรายละเอียดของแต่ละโรงเรียนที่จะเพิ่มเติมขึ้นมา โดยจิตอาสาจะได้รับค่าตอบแทนเช่นค่าดูแลนักเรียน ค่าน้ำมัน เบี้ยประชุมที่รวมแล้วก็ไม่ได้มาก แต่ก็พอให้เขาทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องการศึกษา อาสาสมัครกลุ่มนี้ยังต้องดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยคอยสอดส่องดูกลุ่มเสี่ยง อย่างผู้ปกครอง จ.เลย ที่ออกไปขายล็อตเตอรี เมื่อกลับเข้ามาในพื้นที่ก็ต้องคอยให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง รวมทั้งคอยให้คำแนะนำเด็กเรื่องการดูแลป้องกันตัวเองด้วย 7-8 ขั้นตอนการป้องกันความเสี่ยง เช่น เรื่องการใช้หน้ากาก ใช้เจลล้างมือ ซึ่งจะทำงานควบคู่กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน​​</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การศึกษาไม่ขาดช่วง<br />
เชื่อมผู้ปกครองและโรงเรียนช่วงโควิด</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27196" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_Photo-03.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงเรื่องการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ว่าจะมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือได้ เช่น บางครั้งเด็กนักเรียนอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย มีปัญหาเรื่องจานดาวเทียม อาสาสมัครก็จะไปช่วยติดตั้ง ช่วยปรับจูนให้เขาเรียนทางไกลผ่านดาวเทียมได้ ​และช่วงที่โรงเรียนกลับมาเปิดสอนได้อาสาสมัครเหล่านี้ก็ยังมาช่วยดูแลเรื่องสุขอนามัย แสกนอุณหภูมิ และช่วยเหลือคุณครูในด้านอื่นๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาสาสมัครกลุ่มนี้ช่วยทำให้การศึกษาของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลไม่ขาดช่วง ด้วยสภาพพื้นที่ครูที่มีจำนวนน้อยยากที่จะไปเยี่ยมบ้านเด็กได้ครบในขณะที่การเรียนออนไลน์ อออนแอร์ ยังไม่สมบูรณ์แบบ อาสาสมัครกลุ่มนี้จะเป็นทั้งไปรษณีย์​​ เพราะใบงานเองแม้จะมีข้อดีแต่ก็ยังไม่ดีเท่าเรียนในห้องเรียน&nbsp; แต่ก็ดีกว่าให้เด็กนั่งดูทีวีอย่างเดียวโดยไม่รู้ว่าเด็กทำได้ ไม่ได้ แต่ถ้าให้เด็กทำแบบฝึกหัด ใบงานแล้วให้ผู้ปกครองช่วยดู หรือบ้านไหนมีแต่ตายายจิตอาสาก็จะเข้ามาช่วยดูก็จะช่วยผู้ปกครองได้มาก”&nbsp;</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27199" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ความสำเร็จของ-อสม.-การศึกษา_Photo-08.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จทีเกิดขึ้ทำให้​นักเรียน 7,993 คน จาก 51 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเขตพื้นที่อีสาน ได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง&nbsp; ผ่านอาสาสมัครการศึกษา 102 คน ในช่วงที่โรงเรียนต้องปิดตัว รวมทั้งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย&nbsp; มีสุขอนามัยที่ดี ทั้งหมดมาจากความร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ ภายใต้โครงการหนุนเสริมการเรียนรู้และสุขภาวะสำหรับนักเรียนพื้นที่ห่างไกลในสถานการณ์ COVID-19 (โรงเรียนเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)​ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ​</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/creative-classroom-18-02-21/">การศึกษาไม่ขาดช่วง เชื่อมผู้ปกครองและโรงเรียนช่วงหยุดอยู่บ้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปิดช่องว่างพื้นที่ห่างไกล สร้างเสริมการเรียนรู้ได้ ทุกที่เวลา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-10-02-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2021 10:46:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วันเพ็ญ อินต๊ะขัติย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านป่าเหมือด]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณพิศา พฤกษมาศ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Box]]></category>
		<category><![CDATA[Starfish Academy]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านดง]]></category>
		<category><![CDATA[ลำพูน]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27065</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ระลอกใหม่ ทำให้โรงเรียนจำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-10-02-21/">ปิดช่องว่างพื้นที่ห่างไกล สร้างเสริมการเรียนรู้ได้ ทุกที่เวลา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ระลอกใหม่ ทำให้โรงเรียนจำนวนมากต้องปิดการสอนลงชั่วคราว ส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนต้องหยุดชะงัก และยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไหร่&nbsp; Learning Box จึงเป็นอีกเครื่องช่วยเสริมการเรียนรู้ในวันที่เด็กต้องหยุดอยู่กับบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลสัญญาณดาวเทียมเข้าไม่ถึง หรือผู้ปกครองฐานะไม่ดี​ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการออกแบบของ <strong>Starfish Academy</strong> ซึ่งทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สร้างต้นแบบเพื่อให้เป็นตัวอย่างสำหรับโรงเรียนต่างๆ ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ ออกแบบกล่องการเรียนรู้ของตัวเองที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ และสอดรับกับสภาพบริบทของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันไป</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27069" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_Photo-05.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>โรงเรียนบ้านดง จ.ลำพูน</strong> ถือเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จในการใช้<strong> Learning Box</strong> ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รอบที่ผ่านมา <strong>วันเพ็ญ อินต๊ะขัติย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดง</strong> เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ต้องหยุดเรียนเพราะโควิดได้แจก Learning Box ให้เด็กทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ป.6 โดยรวม 3 วิชาหลัก&nbsp; ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใน Learning Box จะประกอบไปด้วย อุปกรณ์เครื่องเขียน ปากกา สมุด ดินสอ สี​ ไม้บรรทัด ยางลบ ​แบบฝึกหัดของทางกระทรวง ประยุกต์รวมกับแผ่นใบงาน ที่เคยไปฝึกอบรมกับทาง Starfish Academy&nbsp; ที่ให้เด็กได้คิดด้วยตัวเองว่าอยากจะหาความรู้เรื่องอะไร แล้วไปทดลองเขียนหาสาเหตุเกิดจากอะไร วิธีการค้นคว้า ค้นคว้าอย่างไร ​รวม 30-40 ชุด แบ่งออกเป็นช่วงชั้นต่างๆ อนุบาล ป.1-3 และ ป.4-6</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ครูประจำชั้นลงติดตามผลพื้นที่ทุกสัปดาห์<br />
ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27073" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_banner-1.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับปัญหาที่พบคือผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อ่านเขียนภาษาไทยได้น้อย ทำให้ต้องใช้กลไกให้ครูประจำชั้นลงไปช่วยติดตามผล ให้คำแนะนำสัปดาห์ละครั้ง โดยรวมกลุ่มเด็กบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันมาอธิบายพร้อมกัน 5-6 คน ส่วนบ้านเด็กที่แยกห่างไกลออกไปครูจะไปเยี่ยมบ้านเป็นรายบุคคล โดยมีครู 10 คน ดูแลนักเรียนทั้งหมด 197 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนจะไม่เหมือนกันอยู่ที่การออกแบบของคุณครู เช่น เด็กบางคนเรียนรู้ไว ก็จะได้ปรับชุดการเรียนเพิ่ม ส่วนเด็กที่เรียนช้าครูก็จะปรับให้ง่ายขึ้นในรอบสัปดาห์ถัดไป​และในส่วนของ Steam Design Process เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องที่อยากเรียนเช่น ในพื้นที่เด็กอยากรู้เรื่องปลูกลำไย ทอผ้ากระเหรี่ยง ก็จะไปสอบถามจากผู้ปกครอง คนในชุมชนและออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองนอกจากวิชาปกติ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>อุดช่องทางพื้นที่ไกลสัญญาณดาวเทียม<br />
กลไกรุ่นพี่สอนน้องในหมู่บ้าน</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27070" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_Photo-04.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Learning Box ที่นำมาใช้ถือว่าได้ผลดีทีเดียว เพราะในพื้นที่ไม่สามารถเรียนแบบออนแอร์ได้ ผู้ปกครองไม่มีจานดาวเทียมที่บ้าน มีโทรศัพท์มือถือแต่ไม่มีเงินเติมอินเตอร์เน็ต กล่องนี้ก็ได้เข้าไปช่วยทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่ขาดช่วง อาจไม่ได้ผลเท่ากับมาเรียนที่โรงเรียนแต่ก็ถือว่ามีความก้าวหน้า จากการสำรวจกว่า 60% การเรียนรู้ดีขึ้น โดยนอกจากครูที่จะลงไปช่วยดูแลเด็กทุกสัปดาห์แล้ว ในพื้นที่ก็จะมีรุ่นพี่มัธยม ที่หากน้องคนไหนมีปัญหาก็ให้รุ่นพี่ช่วยอธิบายได้”​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผอ.รร.บ้านดง อธิบายเพิ่มเติมว่า การระบาดรอบใหม่ โรงเรียนยังเปิดการเรียนการสอนได้ปกติ ​​จึงยังไม่ได้ใช้รูปแบบ Learning Box มาเสริมให้กับนักเรียน โดยยังคงรักษาความเข้มงวดในการคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ ติดตามประวัติการเดินทางของนักเรียนผู้ปกครองเพื่อเฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดกการแพร่ระบาดในโรงเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รร.บ้านป่าเหมือด การเรียนไม่สะดุด<br />
ปัดฝุ่น Learning Boxใช้อีกรอบทันที</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27071" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_Photo-08.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกด้านหนึ่ง <strong>โรงเรียนบ้านป่าเหมือด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่</strong> ซี่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีคำสั่งให้ต้องปิดเรียนเพราะการระบาดของเชื้อโควิดรอบใหม่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ Learning Box ได้ผลในการแพร่ระบาดรอบที่แล้ว ทำให้รอบนี้สามารถปัดฝุ่นนำกลับมาใช้ในรอบใหม่​​ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกล่องเดียวกันกับที่เด็กทุกคนตั้งแต่อนุบาลถึงป.6 ​เคยได้รับ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนใบงานและรายละเอียดกิจกรรมในกล่องใหม่ ให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละช่วงวัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ครูพิมพ์-วรรณพิศา พฤกษมาศ</strong> ครูอนุบาล 3 รร.บ้านป่าเหมือด&nbsp; มองว่า จุดเด่นของ Learning Box ก็คือเด็กจะถือไปเรียนที่ไหน ในห้องเรียน นอกห้องเรียน&nbsp; ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่พกพาไปได้หมด ช่วงโควิดระบาดปิดเรียนเด็กก็นำไปใช้ที่บ้าน เปิดเรียนก็นำมาใช้ที่โรงเรียน จนรอบใหม่ก็นำกลับไปใช้ที่บ้านได้อีกรอบ&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับอุปกรณ์ใน Learning Box จะมีความแตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่อุปกรณ์ ดินสอ ปากกา สีไม้ สีเมจิก ไม้บรรทัด ยางลบ คัตเตอร์ กรรไกร กาว เข็มเย็บผ้า ด้าย ​แต่บางชั้นเรียนจะมีอุปกรณ์อื่นเสริมของใช้ส่วนตัวเพื่อความปลอดภัยช่วงโควิด​ทั้ง ผ้าเช็ดมือ คู่ไปกับใบงานที่จะบูรณาการวิชาต่างๆ ​ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่กำหนด&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ตั้งกลุ่มไลน์ อัดคลิปให้ผู้ปกครองช่วยลูกหลานที่บ้าน<br />
แก้ปัญหาในพื้นที่อ่านภาษาไทยไม่ได้</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27072" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_Photo-03.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์จากการใช้ Learning Box รอบที่แล้ว ผู้ปกครองจำนวนมากเป็นไทยใหญ่อ่านภาษาไทยไม่ได้ จึงไม่สามารถช่วยดูบุตรหลานให้ทำใบงานได้ รอบนี้ครูพิมพ์จึงเปลี่ยนเป็นการอัดคลิปเสียง และคลิปวีดีโอ ว่าใบงานแต่ละเรื่องต้องทำอย่างไร ให้ผู้ปกครองช่วยดูแลตรงไหนบ้าง และส่งผ่านไปทางไลน์กลุ่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยในห้องเรียนอนุบาลที่สอนมี 23 คน ผู้ปกครองมีมือถือและอินเตอร์เน็ตใช้ 22 คน ส่วนหนึ่งคนที่ไม่มีก็ให้ผู้ปกครองที่บ้านอยู่ติดกันช่วยประสานงานให้​วิธีนี้ถือว่าได้ผลดีผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่ารอบก่อน โดยเฉพาะรอบนี้คุณครูไม่สามารถเข้าไปในหมู่บ้านได้เพราะชาวบ้านเกรงว่ามีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อเข้าไปติดในหมู่บ้านได้ “ไลน์” จึงกลายเป็นช่องทางเสริมสำหรับการใช้ Learning Box&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกิจกรรมแบบฝึกหัดใน Learning Box&nbsp; ครูแต่ละห้องจะคิดขึ้นมาเองให้เหมาะสมกับนักเรียนเพราะแต่ละห้องมีรายละเอียด ข้อจำกัดที่แตกต่างกัน&nbsp; จากนั้นครูก็จะมา PLC ร่วมกันดูว่าใครมีปัญหาตรงไหนควรเสริมตรงไหน หรือนำแบบอย่างจากครูคนอื่นมาปรับใช้กับของตัวเองได้อย่างไร โดยใบงานจะเป็นการบูรณาการทั้ง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ศิลปะ การออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่อยู่ในบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อเด็กทำเสร็จผู้ปกครองก็จะถ่ายรูปส่งมาในกลุ่มไลน์ ทุกคนก็จะได้เห็นได้เรียนรู้ร่วมกัน มีคอมเมนต์ ให้ฟีดแบ็ก อธิบายเสริม เสร็จแล้วก็รวมเป็นแฟ้มผลงานว่าทำไปถึงระดับไหน เก็บไว้ในระบบ “สตาร์ฟิช คลาส” จบเทอมการศึกษาก็จะปริ้นท์เป็นรีพอร์ตออกมาให้ผู้ปกครอง ซึ่งห้องครูพิมพ์ผู้ปกครองให้ความร่วมมือดีมากถึง 90%”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>กระตุ้นพัฒนาการสร้างสรรค์ และมีวินัย<br />
Learning Box เสริมการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27074" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/03-Learning-Bx-ตัวอย่างความสำเร็จ-Starfish_Photo-06.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบาดของโควิดรอบนี้จึงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับการเรียนรู้มากนักเพราะมีประสบการณ์แล้ว Learning Box ช่วยให้ห้องเรียนเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเด็กๆ จากเดิมที่เคยคิดว่าการเรียนต้องอยู่แต่ในห้อง แต่พอได้มาเห็นเขาวาดรูป ออกแบบของเล่น ทำกิจกรรมชุมนุม หรือนอกเวลาเรียนเขาก็เอา Learning Box ประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นได้&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เขาสามารถใช้อุปกรณ์ในกล่องไปเพิ่มการเรียนรู้ได้ เราเห็นพัฒนาการของเขาเกิดขึ้น มีการสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กได้ใช้ประโยชน์จริง มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีวินัยในตัวเอง จุดสำคัญคือครูที่จะต้องคอยอำนวยความสะดวกให้เขาว่าอยากได้อะไร ทำให้กล่องนี้นำไปสู่ทักษะการเรียนรู้ เป็น​กล่องที่เสริมการเรียนรู้ได้ทุกที่เวลา อยู่ที่การออกแบบร่วมกันของครูและนักเรียน” ​ครูพิมพ์ กล่าวทิ้งท้าย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-10-02-21/">ปิดช่องว่างพื้นที่ห่างไกล สร้างเสริมการเรียนรู้ได้ ทุกที่เวลา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
