<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เงินอุดหนุนสำหรับการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Dec 2025 03:13:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เงินอุดหนุนสำหรับการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะปัญหาเงินอุดหนุนสำหรับการศึกษาทางเลือก เมื่อกฎหมายบอกว่า ‘ประชาชนมีสิทธิ์’ แต่ระบบงบประมาณยังไม่รองรับ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-101225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Dec 2025 10:43:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เมธชนนท์ ประจวบลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[เงินอุดหนุนสำหรับการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=98327</guid>

					<description><![CDATA[<p>กฎหมายการศึกษาแห่งชาติระบุชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิ์จัดก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101225/">เจาะปัญหาเงินอุดหนุนสำหรับการศึกษาทางเลือก เมื่อกฎหมายบอกว่า ‘ประชาชนมีสิทธิ์’ แต่ระบบงบประมาณยังไม่รองรับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กฎหมายการศึกษาแห่งชาติระบุชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิ์จัดการศึกษาได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน มูลนิธิ สมาคม องค์กรวิชาชีพ สถาบันพระพุทธศาสนา หรือสถานประกอบการ แต่ในความเป็นจริง ศูนย์การเรียนที่จัดการศึกษาทางเลือกให้กับเด็กนอกระบบกลับต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยบริหารศูนย์การเรียนมาด้วยตัวเอง สรุปปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาว่า</p>



<p>&#8220;รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการศึกษา แต่ไม่จัดสรรเงินอุดหนุนให้&#8221;</p>



<p>และนี่คือช่องว่างที่กำลังฆ่าการศึกษาทางเลือก และทำให้เด็กนอกระบบหลายแสนคนไม่มีทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รากของปัญหา: กฎหมายครอบคลุม แต่ขาดทรัพยากรสนับสนุน</strong></h3>



<p>พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมีมาตั้งแต่ปี 2542 โดยมีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ฉบับที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเข้มข้น จากหลักการนี้ กระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวง 6 ฉบับ เปิดกว้างให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเข้ามาจัดการศึกษาได้</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>กฎกระทรวงทั้ง 6 ฉบับครอบคลุมตั้งแต่</strong></h5>



<ul style="font-size:16px">
<li>บุคคล (ปี 2554)</li>



<li>ครอบครัว (ปี 2547) หรือที่เรียกกันว่าโฮมสคูล</li>



<li>องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนอย่างมูลนิธิและสมาคม (ปี 2555)</li>



<li>องค์กรวิชาชีพต่างๆ</li>



<li>สถาบันพระพุทธศาสนา</li>



<li>สถานประกอบการ (ปี 2547)</li>
</ul>



<p>เมธชนนท์วิเคราะห์ว่า &#8220;ถ้าเราหยิบทฤษฎีระบบนิเวศทางสังคมของบรอนเฟนเบรนเนอร์ (Bronfenbrenner) มาดู จะพบว่ากฎกระทรวงทั้ง 6 ฉบับนั้นครอบคลุมเลย ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สถาบันทางสังคม สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ ครอบคลุมเกือบทุกระดับของระบบนิเวศในการพัฒนาคน&#8221;</p>



<p>แต่กฎหมายที่ดูสวยงามและครอบคลุมนี้ กลับมีปัญหาชัดเจนในทางปฏิบัติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cde81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/33-รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่องว่างที่ซ่อนอยู่: เมื่อกฎกระทรวงไปคนละทิศทาง</strong></h3>



<p>&#8220;กฎกระทรวงทั้ง 6 ฉบับออกมาดีมาก แต่ปัญหาคือมันไปกันคนละทิศคนละทาง&#8221; เมธชนนท์เปิดเผยปัญหาที่ซ่อนอยู่</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาแรก: ผู้จัดและผู้ประเมินเป็นคนละฝ่าย</strong></h5>



<p>กฎกระทรวงเรื่องการจัดการศึกษาโดยบุคคลและครอบครัว ให้สิทธิ์ครอบครัวหรือบุคคลเป็นผู้จัดการศึกษา แต่ผู้ทดสอบและประเมินในแต่ละปีการศึกษา กลับเป็นเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งไม่ได้ติดตามกระบวนการเรียนรู้ แต่ต้องเป็นผู้ออกเครื่องมือประเมิน</p>



<p>&#8220;เขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้มาดู ไม่ได้รู้ว่าครอบครัวจัดการเรียนรู้ยังไง แต่เขาต้องเป็นคนออกเครื่องมือประเมิน มันเลยทำให้คนจัดเป็นคนหนึ่ง คนวัดผลเป็นคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกัน&#8221; เขาอธิบาย</p>



<p>ผลที่ตามมาคือ คนที่มีศักยภาพจัดการศึกษาให้ตัวเองหรือบุตรหลานไม่กล้าลงมือทำ&nbsp;</p>



<p>&#8220;เพราะไม่มีใครอยากไปมีปัญหากับระบบราชการไทย&#8221; เมธชนนท์บอก</p>



<p>ขณะที่กฎกระทรวงฉบับอื่น เช่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถานประกอบการ สามารถสอน วัดผล และประเมินผลได้เบ็ดเสร็จภายในศูนย์การเรียนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a2304"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo6-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาที่สอง: ความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึก</strong></h5>



<p>&#8220;ในเมื่อคุณกระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการศึกษาทางเลือกแล้ว ทำไมถึงยังไม่ไว้ใจประชาชน?&#8221; เมธชนนท์ตั้งคำถาม</p>



<p>เขายกตัวอย่างประสบการณ์จริงเมื่อครั้งยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์การเรียน มีเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาเข้ามาตรวจและถามว่าเทียบโอนยังไง ทั้งที่เรื่องการเทียบโอนเป็นอำนาจที่กระจายมาอยู่ที่สถานศึกษาแล้วตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกระจายอำนาจเรื่องวิชาการ</p>



<p>&#8220;เขาบอกว่า ทำแบบนี้ทำไม่ได้ เทียบประสบการณ์ทำงานมาเป็นเกรดไม่ได้ เพราะว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนกับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์มันไม่เท่ากัน เทียบไม่ได้&#8221;</p>



<p>นี่คือการขัดแย้งกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้เทียบโอนได้อย่างชัดเจน</p>



<p>&#8220;กฎหมายเปิดทางให้เราจัดได้ แต่ผู้มีอำนาจกลับไม่ไว้ใจ ยังพยายามดึงอำนาจการเทียบโอนและงานวิชาการกลับไปอยู่&#8221; เมธชนนท์วิเคราะห์ &#8220;มันก็เลยเป็นข้อขัดข้องที่ทำให้การศึกษาทางเลือกมันไม่ค่อยโตเท่าไหร่ เพราะผู้เกี่ยวข้องเชื่อว่าคนที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่มีคุณภาพเท่ากับข้าราชการ&#8221;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่องว่างใหญ่ที่สุด: คำเพียงคำเดียวที่เปลี่ยนทุกอย่าง</strong></h3>



<p>ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของกฎกระทรวงทั้ง 6 ฉบับ อยู่ที่การใช้ถ้อยคำ โดยบางฉบับใช้ว่า <strong>&#8220;ต้องจัดสรร&#8221;</strong> ขณะที่บางฉบับใช้ว่า <strong>&#8220;อาจจะจัดสรร&#8221;</strong></p>



<p>&#8220;เพียงแค่วลีเดียวในกฎหมาย มันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว&#8221; เมธชนนท์อธิบาย</p>



<p>&#8220;ในบางกฎกระทรวงที่ได้เงินอุดหนุนแล้ว เช่น สถานประกอบการ ในกฎกระทรวงเขียนว่า &#8216;สพฐ. <strong>ต้องจัดสรรเงินอุดหนุน</strong>&#8216; ใช้คำว่า &#8216;ต้องจัดสรร'&#8221; เขาชี้ให้เห็น</p>



<p>&nbsp;&#8220;แต่ในกฎกระทรวงฉบับอื่นใช้คำว่า &#8216;อาจจะจัดสรร&#8217; ซึ่งหมายความว่าไม่จัดก็ได้&#8221;</p>



<p>และสถานการณ์ปัจจุบัน คือ มีเพียง<strong>ศูนย์การเรียนของสถานประกอบการเท่านั้น</strong>ที่ได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่แรก เพราะกฎกระทรวงใช้คำว่า &#8220;ต้องจัดสรร&#8221; ส่วนศูนย์การเรียนประเภทอื่นต้องเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างกัน อาทิ</p>



<p><strong>ครอบครัวและบุคคล:</strong> ศาลปกครองตัดสินให้จัดสรรแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน<br><strong>องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน</strong><em>:</em> ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทั้งที่เป็นกลุ่มที่มีศูนย์การเรียนมากที่สุด เนื่องจากกฎกระทรวงใช้คำว่า &#8220;อาจจะ&#8221;<br><strong>องค์กรวิชาชีพ</strong>: ยังไม่มีศูนย์การเรียนที่จัดโดยสภาวิชาชีพ จึงยังไม่พบปัญหาเงินอุดหนุน<br><strong>สถาบันพระพุทธศาสนา</strong>: &#8220;กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา เพราะอยู่กับวัด มีเงินบริจาค มีเงินจากสำนักพระพุทธอยู่แล้ว&#8221; เมธชนนท์ให้ข้อมูล</p>



<p>นี่คือสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นและยังดำเนินเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้อง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-76efff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/03-เด็ก-ๆ-ของหมู่บ้าน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แท็กติกทางกฎหมาย?: สำรวจทุกปี แต่เงินไม่มา</strong></h3>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เคสศูนย์การเรียนของครอบครัวและบุคคลจะมีคำตัดสินของศาลให้ สพฐ. จ่ายเงินอุดหนุนแล้ว อีกทั้ง สพฐ. ยังออกสำรวจศูนย์การเรียนทุกปี แต่เงินกลับไม่เคยถูกจัดสรรให้กลุ่มนี้เลย&nbsp;</p>



<p>เมธชนนท์มองว่า ทั้งหมดนี้เป็นแท็กติกทางกฎหมาย เพราะการสำรวจทำให้ สพฐ. สามารถอ้างได้ว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ หากไม่สำรวจ อาจถูกฟ้องร้องว่าเป็นการละเว้น แต่การสำรวจก็เป็นเพียงข้อแก้ตัวเท่านั้น</p>



<p>&#8220;มันเป็นแท็กติกทางกฎหมาย ผมพูดได้เลย เวลาผมมีคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรเงินอุดหนุน เขาจะบอกได้ว่า เขากำลังสำรวจและอยู่ระหว่างดำเนินการ” เมธชนนท์เผย “เขาทำอย่างนี้ทุกปี มันเป็นแท็กติกว่าทุกอย่างกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ&#8221;</p>



<p>&#8220;ถ้าเกิดเขาไม่สำรวจ มันก็จะเป็นเหตุแห่งการละเว้นที่เราจะฟ้องเขาได้ เขาก็เลยสำรวจเพื่อที่จะใช้มาเป็นข้อแก้ตัว&#8221;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอเรื่องงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวให้กับศูนย์การเรียนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี คาดว่าเร็ว ๆ นี้ คงจะมีการอนุมัติงบประมาณและกระจายให้ศูนย์การเรียนได้ในช่วงปี 2569&nbsp;</p>



<p>“เรื่องนี้ ผมก็ต้องขอชื่นชมทางกระทรวงศึกษา และรัฐบาลชุดนี้ ที่ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของโอกาสทางการศึกษา และมองว่า ผู้เรียนทุกสังกัดควรได้รับสิทธิทางการศึกษาที่เท่ากันอย่างเท่าเทียม” เมธชนนท์ เผย “ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนการศึกษาทางเลือกภาคประชาชนอย่างเป็นทางการ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สถานการณ์ปัจจุบัน: ศูนย์การเรียนอยู่รอดได้อย่างไร?</strong></h2>



<p>จากข้อมูลที่เมธชนนท์มีอยู่ พบว่า ในปัจจุบัน ศูนย์การเรียนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐต้องอาศัยแหล่งเงินทุน 2 ทาง คือเงินกองทุน กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) และการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่าย</p>



<p>&#8220;ส่วนใหญ่เด็กอยู่รอดมาด้วยเงินกองทุน กสศ.&#8221; เขาอธิบาย พร้อมเล่าถึงการระดมทรัพยากรว่า&nbsp;</p>



<p>&#8220;เนื่องจากคอนเซ็ปต์ของการศึกษานอกระบบเป็น non-formal education มันจะมีคอนเซ็ปต์เรื่องการระดมทรัพยากรทางการศึกษา หมายความว่า<strong>ไม่ใช่การระดมเงิน </strong>แต่เป็น<strong>การระดมภาคีเครือข่าย</strong>เข้ามาร่วมจัด เพื่อจะลดต้นทุนในการจัดการศึกษา&#8221;</p>



<p>เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเองว่า &#8220;สมัยผมเป็นผู้อำนวยการศูนย์การเรียน ผมจัดการเรียนให้กับเด็กในสถานพินิจได้เรียนฟรี โดยเราใช้วิธีการจัดวิชาทักษะชีวิต เรื่องเลิกบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด ซึ่งเราอาศัยกลุ่มภาคีเครือข่ายของ สสส. เช่น สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย เครือข่าย Youth Club เด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน หรือ สถาบันอุดมศึกษา คือ แขนงวิชาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยชวนภาคีเครือข่ายมาร่วมจัด ก็ถือว่าวิน-วินทั้งคู่ เขาได้ตัวชี้วัด เราก็ได้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน&#8221;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาค เนื่องจากศูนย์การเรียนหลายแห่งจัดโดยมูลนิธิ แต่ทั้งหมดนี้เมธชนนท์มองว่า<strong>ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน</strong></p>



<p>&#8220;มันควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐตามหลัก public service&#8221; เขากล่าวย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4fe80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เงินอุดหนุนก็ไม่ถูกจัดสรร เด็กก็ขาดสวัสดิการ ปัญหาที่ยังไม่ถูกแก้ไข</strong></h3>



<p>เมธชนนท์เปิดเผยว่า ปัญหายังไม่จบแค่เงินอุดหนุนไม่ถูกจัดสรรให้ศูนย์การเรียนเท่านั้น แต่เด็กที่อยู่ในการศึกษาทางเลือก มักถูกรัฐมองข้าม เวลามีวิกฤตหรือการสำรวจรายชื่อเพื่อจัดสรรสวัสดิการ เด็กกลุ่มนี้มักไม่ได้รับสิทธิเหมือนกลุ่มอื่น</p>



<p>“นอกจากไม่ได้เงินอุดหนุนรายหัวแล้ว ศูนย์การเรียนและนักเรียนยังไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ ทั้งนมโรงเรียน ค่าอาหารกลางวัน หรือสวัสดิการอื่นที่นักเรียนควรได้รับ” เขาอธิบายให้เห็นประเด็นปัญหาที่ซ่อนอยู่</p>



<p>กรณีที่ชัดเจนคือช่วงวิกฤตโควิด-19 มีแผนจัดสรรเงินเยียวยาภาครัฐ ที่จัดสรรให้เด็กรายละ 2,000-3,000 บาท และ จัดสรรอินเทอร์เน็ตฟรี ช่วงเรียนออนไลน์ แต่กลายเป็นว่าไม่ได้รวมศูนย์การเรียนไว้ด้วย ทั้งที่เด็กเหล่านี้ขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนตามกฎกระทรวง&nbsp;</p>



<p>&#8220;ตอนนั้นเด็กศูนย์การเรียนผมไม่ได้เงินส่วนนี้ ทั้งที่ผมเสนอคำของบประมาณไปแล้ว ผู้ปกครองเด็กนักเรียนหลายคนในศูนย์การเรียนก็ไม่พอใจ เพราะเขาไม่ได้รับสิทธิที่เขาควรได้จากรัฐ&#8221;&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รากเหง้าของปัญหา: เมื่อศูนย์การเรียนเป็นเพียง &#8220;งานฝาก&#8221;</strong></h3>



<p>เมื่อเราให้เมธชนนท์เจาะลึกไปที่ปัญหาที่แท้จริง เขาวิเคราะห์ว่า ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง โดยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ศูนย์การเรียนถูกมองเป็นเพียง &#8220;งานฝาก&#8221; ของ สพฐ. ไม่ใช่ภาระหน้าที่หลักของหน่วยงาน เพราะภาระหลักของ สพฐ. คือการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและบริหารจัดการโรงเรียนในสังกัด</p>



<p>ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อผู้บริหารและครูของ สพฐ. ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของการศึกษานอกระบบ &#8220;เพราะทุกคนจบการศึกษาในระบบ ไม่มีทางเข้าใจธรรมชาติของการศึกษานอกระบบอยู่แล้ว&#8221; เมธชนนท์อธิบาย</p>



<p>เขายกตัวอย่างที่น่าตกใจว่า เคยคุยกับข้าราชการที่ย้ายมาอยู่กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาของ สพฐ. ส่วนกลาง เมื่อแจ้งว่าตนเป็นผู้อำนวยการศูนย์การเรียน เจ้าหน้าที่กลับถามว่า &#8220;ศูนย์การเรียนสังกัดไหน?&#8221;</p>



<p>&#8220;แสดงว่าแม้แต่คนที่ทำงานในส่วนกลางบางคนยังไม่รู้ว่าศูนย์การเรียนสังกัด สพฐ.&#8221; เขาสรุป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลกระทบที่ซ่อนอยู่: เมื่อครูและนักเรียนถูกตีตรา</strong></h3>



<p>ในมุมมองของเมธชนนท์ ความไม่เข้าใจเรื่องการศึกษาทางเลือกส่งผลกระทบเชิงลึกในหลายด้าน อาทิ</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>การตรวจสอบวุฒิที่ยุ่งยาก</strong></h5>



<p>เมื่อนักเรียนจบจากศูนย์การเรียนไปสมัครต่อมหาวิทยาลัยหรือสมัครงาน หน่วยงานต่างๆ มักไม่เข้าใจว่าศูนย์การเรียนเป็นสถานศึกษาที่มีอำนาจตามกฎหมาย แม้ใบประกาศนียบัตร (ป.พ.) จะเหมือนกันทุกประการ เพราะมาจากกระทรวงเหมือนโรงเรียนทั่วไป</p>



<p>เมธชนนท์เล่าว่า เขาเคยต้องถ่ายราชกิจจานุเบกษาพร้อมทำหนังสือนำส่งไปให้หน่วยงานต่างๆ อ่าน เพื่อยืนยันว่าศูนย์การเรียนที่เขาบริหารอยู่นั้น จัดตั้งตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่บางครั้งก็ยังไม่เพียงพอ เขาต้องขอให้เขตพื้นที่การศึกษาทำหนังสือยืนยันอีกครั้ง</p>



<p>กระบวนการที่ยืดยาวนี้สร้างความเสี่ยงร้ายแรง มีกรณีที่นักเรียนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยติด แต่เกือบเสียสิทธิ์บรรจุเข้ารับราชการเพราะการตรวจสอบวุฒิล่าช้า&nbsp;</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ครูศูนย์การเรียนไม่ได้รับการพัฒนา</strong></h5>



<p>เมธชนนท์ยังเล่าอีกว่า เคยมีเคสที่ธรรมศาสตร์เปิดอบรมครูสังคมศึกษาเรื่องการจัดการศึกษาแบบ active learning แต่เมื่อมีครูจากศูนย์การเรียนผ่านการคัดเลือกรอบแรก กลับถูกคัดชื่อออก เพราะผู้จัดมองว่าศูนย์การเรียนไม่ใช่โรงเรียน</p>



<p></p>



<p><strong>อุปสรรคอีกชั้น: ครูในระบบไม่เข้าใจการศึกษาทางเลือก</strong></p>



<p>เรื่องน่าสนใจคือ หลักสูตรครุศาสตร์ที่ผลิตครูให้ สพฐ. ส่วนใหญ่ไม่มีรายวิชาเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกและการศึกษานอกระบบ มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีรายวิชาดังกล่าว</p>



<p>&#8220;80% ของสถาบันผลิตครู ไม่รู้และไม่เข้าใจว่า การจัดการศึกษาทางเลือก หรือการจัดการศึกษาโดยศูนย์การเรียนคืออะไร&#8221; เมธชนนท์ชี้ให้เห็น</p>



<p>สถานการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ กสศ. มีนโยบาย &#8220;1 โรงเรียน 3 รูปแบบ&#8221; ที่ให้โรงเรียนทุกแห่งต้องจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แต่ครูไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการศึกษานอกระบบเลย</p>



<p>&#8220;ผมคิดว่าเราต้องแก้ไขที่ระดับการผลิตครูเลย&#8221; เขาเสนอ &#8220;เพราะคนเหล่านี้จะเติบโตไปเป็นศึกษานิเทศก์ที่ต้องกำกับศูนย์การเรียน หากมีความเข้าใจตั้งแต่ต้น การทำงานของศูนย์การเรียนจะราบรื่นขึ้น&#8221;</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f7f9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/สภารับทราบรายงานประจำปี-64_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทางออกระยะยาวอยู่ที่คุรุสภา</strong></h4>



<p>เมื่อถามถึงทางออกระยะยาว เมธชนนท์เห็นว่า “หลักสูตรผลิตครูต้องสอดคล้องกับเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนด หากคุรุสภากำหนดให้วิชาบังคับของครูต้องมีรายวิชาเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบ การศึกษาตลอดชีวิต หรือการศึกษาทางเลือก ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องปรับหลักสูตรตาม”&nbsp;</p>



<p>เขายังเสนอด้วยว่า &#8220;เวลาโรงเรียน เวลาสถาบันผลิตครูจะผลิตครู เขาต้องส่งเด็กไปฝึกงานที่โรงเรียน สพฐ. ใช่ไหมครับ? ทำไมเขาไม่มาฝึกงานกับศูนย์การเรียนบ้าง ในเมื่อเป็นสถานศึกษาเหมือนกัน&#8221;</p>



<p>&#8220;ถ้าครูฝึกสอนหรือฝึกงาน มาที่ศูนย์การเรียน ตัวครูเองก็จะเข้าใจวัฒนธรรมของการศึกษาว่ามันไม่ใช่มีแค่ในระบบโรงเรียนอย่างเดียว มันมีหลายรูปแบบ เวลาเขาไปบรรจุเป็นครูใน สพฐ. เขาก็จะมีความยืดหยุ่น เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานกับเด็กได้ด้วย&#8221; นี่คือข้อดีที่เมธชนนท์เล็งเห็น และอยากให้เกิดขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาระบบข้อมูล: ส่วนกลางเห็นหรือไม่เห็น?</strong></h3>



<p>นอกจากปัญหาเงินอุดหนุนและสวัสดิการ ยังมีประเด็นระบบฐานข้อมูลกลาง เมธชนนท์ตั้งคำถามว่า ระบบ big data ที่มีอยู่ครอบคลุมผู้เรียนในศูนย์การเรียนทั้ง 6 กฎกระทรวงหรือไม่</p>



<p>ปกติโรงเรียนต่างๆ จะคีย์รายชื่อนักเรียนพร้อมสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละคนเข้าระบบ ซึ่งศูนย์การเรียนก็มีการคีย์ข้อมูลเหล่านี้เช่นกัน</p>



<p>แต่คำถามคือ สพฐ. เห็นข้อมูลเหล่านี้หรือไม่? หากเห็นแล้วแต่เพิกเฉย ต้องตั้งคำถามว่าติดขัดตรงไหน</p>



<p>หากมีวิกฤตเหมือนโควิดหรือน้ำท่วมอีกครั้ง และรายชื่อของศูนย์การเรียนไม่ปรากฏในระบบที่ใช้จัดสรรงบประมาณ เด็กเหล่านี้ก็จะถูกทิ้งไว้อีก การบริหารจัดการเงินเยียวยาจะยากลำบาก</p>



<p>&#8220;กรณีน้ำท่วมภาคใต้ ถ้ามีศูนย์การเรียนอยู่ในพื้นที่ คำถามคือ เด็กในศูนย์การเรียนจะได้เงินเยียวยาไหม? ถ้าเกิดรายชื่อมันคีย์เข้าไป แต่ สพฐ. ไม่เห็นข้อมูล เขาอาจจะไม่จัดสรรเงินมาให้ ก็ลำบากกันอีก&#8221; เมธชนนท์ย้ำว่าประเด็นนี้มีความสำคัญมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทางออก: ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง</strong></h3>



<p>ในส่วนของทางออก เขาเสนอทางออกที่ชัดเจน 3 ระยะ ทั้งระยะ สั้น กลาง และยาว ได้แก่</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ระยะสั้น: แก้คำว่า &#8220;อาจจะ&#8221; เป็น &#8220;ต้อง&#8221;</strong></h5>



<p>เขายืนหยัดในหลักกฎหมายว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และรัฐธรรมนูญมาตรา 54 บัญญัติให้การจัดการศึกษาเกิดความเสมอภาคเป็นธรรมแก่ทุกคน การใช้คำว่า &#8220;อาจจะ&#8221; ในกฎกระทรวงทำให้บางศูนย์การเรียนได้เงินอุดหนุน บางแห่งไม่ได้ ซึ่งเป็นการสร้างความไม่เสมอภาค ขัดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ</p>



<p>เมธชนนท์เห็นว่าควรมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือหารือกฤษฎีกาเพื่อแก้ไขปัญหานี้</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ระยะกลาง: จัดตั้งสำนักบริหารการศึกษาภาคประชาชน</strong></h5>



<p>ศูนย์การเรียนและการจัดการศึกษาภาคประชาชนทั้ง 6 กฎกระทรวงควรมีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง มีพรรคการเมืองเคยเสนอนโยบายจัดตั้ง “สำนักบริหารการศึกษาภาคประชาชน” เพื่อรวม 6 กฎกระทรวงเข้าไว้ด้วยกันและบริหารจัดการโดยผู้ที่เข้าใจศูนย์การเรียน</p>



<p>หากมีหน่วยงานดังกล่าว ช่องว่างในการสำรวจและจัดสรรเงินอุดหนุนจะหมดไป เพราะหน่วยงานจะทราบชัดเจนว่ามีศูนย์การเรียนในความรับผิดชอบกี่แห่ง ภาพของการศึกษาภาคประชาชนจะชัดเจนขึ้นด้วย</p>



<p>การจัดตั้งสำนักภายในทำได้โดยอำนาจของรัฐมนตรี แต่มีข้อเสีย คือรัฐมนตรีคนใหม่อาจยุบได้ ทางออกที่ยั่งยืนคือแก้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของกระทรวงศึกษาให้มีสำนักนี้อยู่ในโครงสร้าง</p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ระยะยาว: ปรับระบบผลิตครู</strong></h5>



<p>คุรุสภาควรกำหนดให้วิชาชีพครูต้องมีรายวิชาเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาทางเลือก และเปิดโอกาสให้นักศึกษาครูฝึกงานที่ศูนย์การเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจตั้งแต่ระดับการผลิตครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-116373"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20-รัฐสภาไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ส่งเสริม-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วใครควรสนใจประเด็นนี้บ้าง?</strong></h3>



<p>เมธชนนท์มองว่านอกจาก สพฐ. แล้ว ยังมีหลายกลุ่มที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่ ภาคีเครือข่ายศูนย์การเรียนที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาจากระบบเหล่านี้ที่ควรภูมิใจและสื่อสารให้สังคมรู้จัก พ่อแม่ที่จัดโฮมสคูล และสังคมโดยรวมที่ควรเข้าใจว่าการศึกษามีหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่โรงเรียนในระบบเท่านั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อศูนย์การเรียนล่มสลาย จะเกิดอะไรขึ้น?</strong></h3>



<p>เมธชนนท์มองว่า การที่ประเทศไทยมีกฎกระทรวง 6 ฉบับเกี่ยวกับศูนย์การเรียนออกมาได้ สะท้อนว่ารัฐยอมรับว่า รัฐไม่สามารถจัดการศึกษาให้ครอบคลุมได้ จึงต้องให้คนอื่นมาช่วย ดังนั้นหากศูนย์การเรียนและการศึกษาทางเลือกไม่เติบโต เมื่อเกิดภาวะวิกฤตจะไม่มีระบบรองรับ</p>



<p>โควิด-19 เป็นตัวอย่างชัดเจน วิกฤตครั้งนั้น ผลักเด็กออกจากระบบมาล้านกว่าคน และศูนย์การเรียนก็กลายเป็นหน่วยงานที่ช่วยแบ่งเบาภาระไว้มาก เมธชนนท์เตือนว่า เมื่อระบบราชการแข็งทื่อ ต้องมีระบบที่ยืดหยุ่นคอยรองรับ หากปล่อยให้ศูนย์การเรียนไม่มีประสิทธิภาพหรือปิดตัวลง เมื่อประเทศเกิดวิกฤต การศึกษาในภาพรวมจะไปต่อไม่ได้</p>



<p>นอกจากนี้ การมีศูนย์การเรียนและพื้นที่การศึกษาทางเลือก ยังส่งผลต่อสังคมในระยะยาว เขาชี้ว่า มีข้อมูลแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนเด็กหลุดระบบกับคดีอาชญากรรม โดยปีไหนที่เด็กหลุดระบบเยอะ คดีอาชญากรรมก็จะสูงตาม เมื่อมีระบบการศึกษาทางเลือกรองรับ เด็กยังอยู่ในกรอบการเรียน มีความรับผิดชอบ คดีอาชญากรรมก็ลดลง</p>



<p>&#8220;เมื่อไหร่ที่เด็กหลุดระบบเยอะ ปีนั้นจะมีคดีอาชญากรรมเยอะมาก ผมเคยเอากราฟเปรียบเทียบ จำนวนเด็กหลุดระบบในปีไหนสูง ปีนั้นกราฟคดีอาชญากรรมก็จะสูงตามด้วย&#8221;</p>



<p>ในแง่เศรษฐกิจ หากเด็กหลุดระบบเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้รับการพัฒนา ใครจะเป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานราก? รัฐจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนกลุ่มนี้มากขึ้นในระยะยาว เมธชนนท์กล่าวย้ำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ท้ายที่สุด: สิทธิ์ที่ไม่มีทรัพยากรคือสิทธิ์จริงหรือ?</strong></h3>



<p>มากว่า 20 ปีแล้ว ที่กฎหมายให้สิทธิ์ประชาชนจัดการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติ สิทธิ์นี้กลับเป็นเพียงตัวอักษรบนกระดาษ ศูนย์การเรียนหลายแห่งต้องปิดตัว ครูดีๆ ต้องลาออก เด็กนอกระบบไม่มีทางเลือก และเมื่อเกิดวิกฤต ก็ไม่มีระบบรองรับ</p>



<p>รัฐธรรมนูญมาตรา 54 บัญญัติให้การจัดการศึกษาเกิดความเสมอภาคเป็นธรรมแก่ทุกคน แต่เมื่อบางศูนย์การเรียนได้เงินอุดหนุน บางแห่งไม่ได้ เมื่อเด็กบางคนได้นมโรงเรียน บางคนไม่ได้ เมื่อบางคนได้วัคซีน บางคนไม่ได้ &#8211; นี่คือความเสมอภาคจริงหรือ?</p>



<p>นี่คือความขัดแย้งที่ต้องแก้ไข ไม่เพียงเพื่อศูนย์การเรียน แต่เพื่อเด็กหลายแสนคนที่ต้องการทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษา เพื่อระบบที่จะรองรับได้เมื่อเกิดวิกฤตครั้งต่อไป</p>



<p>หากเราเชื่อจริงว่าเด็กทุกคนควรได้รับการศึกษา เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้ศูนย์การเรียนอยู่รอด?</p>



<p>อาจถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องลุกมาคุยเรื่องนี้และลงมือทำอย่างจริงจัง</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>บทความนี้เขียนจากการสัมภาษณ์เมธชนนท์ ประจวบลาภ ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101225/">เจาะปัญหาเงินอุดหนุนสำหรับการศึกษาทางเลือก เมื่อกฎหมายบอกว่า ‘ประชาชนมีสิทธิ์’ แต่ระบบงบประมาณยังไม่รองรับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
