<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อาหารโรงเรียน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 22 Aug 2023 07:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>อาหารโรงเรียน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/free-school-meals/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2023 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกลางวันฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[โภชนาการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71052</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผู้ปกครองแฉ อาหารกลางวันโรงเรียนไร้คุณภาพ”&#160;เป็นพา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-school-meals/">ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“ผู้ปกครองแฉ อาหารกลางวันโรงเรียนไร้คุณภาพ”&nbsp;</em>เป็นพาดหัวข่าวที่หลายคนเห็นจนชินชา ไม่ว่าจะลงเอยด้วย&nbsp;<em>“ผอ. ยัน อาหารกลางวันโรงเรียนมีมาตรฐาน เด็กอิ่มท้อง”&nbsp;</em>หรือข่าวการ ‘ลงดาบ’ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม</p>



<p>คำว่า ‘ไร้คุณภาพ’ ในที่นี้มีความหมายต่างกันไป บางครั้งหมายถึงปริมาณอาหารที่น้อยเกินอยู่ท้อง บ้างหมายถึงสารอาหารที่ไม่เพียงพอหรือไม่สมดุล เป็นต้นว่าข้าวทัพพีหนึ่งและ ‘เศษผัก-วิญญาณไก่’ รวมถึงมาตรฐานความสะอาดที่ชวนกังขา&nbsp;</p>



<p>ยังไม่นับการไม่มีอาหารโดยสิ้นเชิง<a><sup>[1]</sup></a></p>



<p>มีความพยายามปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันโรงเรียนไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่มงบประมาณอาหารกลางวัน แต่ปัญหาไม่เคยสิ้นสุด ทั้งการขาดแคลนนักโภชนาการเพื่อดูแลคุณภาพอาหารในโรงเรียน ราคาวัตถุดิบที่เฟ้อขึ้นจนการอัดฉีดไม่มีความหมาย รวมถึงการอุดหนุนค่าอาหารกลางวันถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนกลุ่มเปราะบางระดับชั้นสูงกว่านั้นต้องกระจายงบประมาณที่กระเบียดกระเสียรอยู่เดิมเพื่อดูแลนักเรียนทุกกลุ่ม<a><sup>[2]</sup></a></p>



<p>กล่าวได้ว่าแนวทางแก้ไขปัญหาอาหารกลางวันโรงเรียนไทยมีช่องโหว่ให้อุดมากมาย โดยเฉพาะการขาดการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ด้วยความตระหนักว่าความอิ่มท้องและโภชนาการที่เหมาะสมของผู้เรียนคือรากฐานหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นโจทย์ที่สังคมต้องขบคิดร่วมกัน</p>



<p>เพราะที่สุดแล้ว ผู้รับประโยชน์จากความสำเร็จนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากสังคมเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณค่าของอาหารโรงเรียนที่หลายคนมองข้าม</strong></h2>



<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8000006/?fbclid=IwAR0dnA1VoXQV0jwEfo9PZIKEt9eVuxXlJq6F9ydwK6QKIbCQDdNbxnEIgEg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทความปริทัศน์ในวารสาร&nbsp;<em>Nutrients&nbsp;</em>ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2021</a>&nbsp;ระบุว่าการเข้าถึงอาหารโรงเรียนที่มีคุณภาพและไร้ค่าใช้จ่ายในทุกช่วงวัยเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ไม่เพียงผู้เรียนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารอยู่เดิมเท่านั้น แต่เด็กจากครอบครัวซึ่งมีระดับรายได้สูงกว่าที่รัฐบาลหลายชาติพิจารณาให้เงินสนับสนุนเล็กน้อยก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน อาหารโรงเรียนฟรีทำให้เด็กสองกลุ่มนี้มีมื้อที่ ‘อิ่มท้อง’ มากขึ้น ตลอดจนมีภาวะโภชนาการดีกว่าการพึ่งพาอาหารจากผู้ปกครองเป็นหลัก นอกจากนี้ การเข้าถึงอาหารโรงเรียนยังสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและความสามารถในการจดจ่อกับบทเรียนที่สูงขึ้น ซึ่งมาจากท้องที่ไม่หิวโหย และการไม่ต้องพะวงถึงอาหาร</p>



<p>โครงการอาหารโลก (World Food Programme – WFP) ขององค์การสหประชาชาติระบุอีกด้วยว่าอาหารกลางวันโรงเรียนในหลายพื้นที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เด็กหญิงต้องแต่งงานก่อนวัยอันควรหรือไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพราะการมีอาหารฟรีที่โรงเรียนทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นเลือกส่งเด็กหญิงเหล่านี้ไปโรงเรียนแทนที่จะเร่งให้หาเลี้ยงครอบครัว ยิ่งกว่านั้น การเปิดโอกาสให้ชุมชนรอบโรงเรียนหรือนักเรียนเองมีส่วนร่วมจัดหาอาหารยังเป็นการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยในท้องถิ่น และลดปริมาณรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) จากการขนส่งวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร<a><sup>[3]</sup></a></p>



<p>ทว่าผลลัพธ์ที่หลายคนไม่คาดคิดของการมีอาหารกลางวันรับประทานที่โรงเรียนคือ ค่าดัชนีมวลกายที่เป็นปกติ</p>



<p>เหตุที่ไม่มีใครคาดคิดนี้ เพราะเดิมการศึกษาในหลายประเทศพบว่าเด็กๆ เริ่มมีค่าดัชนีมวลกายสูงขึ้นเมื่อเข้าโรงเรียน และหลายคนเป็นโรคอ้วนเมื่อสิ้นสุดวัยประถมศึกษา คือเมื่อมีอายุราว 11-12 ปี โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศไทย!<a><sup>[4]</sup></a></p>



<p>แต่<a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2666551422000031" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัยของสองนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเอสเซกซ์</a>ระบุว่า ค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นนั้น มีที่มาจากอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ สารอาหารไม่ครบถ้วนหรือไม่สมดุลต่างหาก รวมถึงการที่เด็กหลายคนยังต้องนำอาหารกลางวันจากบ้านมารับประทานเอง หรือกระทั่งซื้อเองในร้านสะดวกซื้อใกล้โรงเรียน เพราะครอบครัวมีระดับรายได้สูงเกินเกณฑ์ที่จะได้รับอาหารกลางวันฟรี</p>



<p>อาหารกลางวันที่เด็กๆ รับประทานจึงอาจมีปริมาณแคลอรีเฉลี่ยสูงถึง 624 แคลอรี และสองในสามของปริมาณอาหารยังเป็นอาหารแคลอรีสูงที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ช็อกโกแลต ฯลฯ</p>



<p>สองนักวิจัยทดลองให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนประถมศึกษา อายุระหว่าง 4-7 ปีในสหราชอาณาจักรได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนจัดหาให้ โดยอาหารกลางวันเหล่านี้จะมีแคลอรีไม่เกิน 530 แคลอรี ตลอดจนมีอาหารหมุนเวียนหลากหลาย และมีนักโภชนาการตรวจสอบ พบว่าเมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา การทดลองดังกล่าวลดโอกาสที่เด็กๆ จะเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 7 ซึ่งเบอร์จิตตา แรบ (Birgitta Rabe) หนึ่งในผู้วิจัยยืนยันว่า แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย “ก็ได้ผลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้อยู่เดิม ทั้งการกำหนดให้นักเรียนวิ่งเป็นระยะทางหนึ่งไมล์ต่อวัน หรือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการที่ดีในชั้นเรียน”<a><sup>[5]</sup></a></p>



<p>หลายคนรู้แล้วว่าอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไร้ค่าใช้จ่ายมีประโยชน์ในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีรายได้แตกต่างกัน แต่เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ของการมีอาหาร ‘คุณภาพดี’ จากความร่วมมือของผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วน และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นอย่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงเท่านั้น ทว่ารวมถึงผลลัพธ์ระยะยาวอย่างการมีสุขภาพกายที่ดีซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตต่อไป</p>



<p>เท่ากับที่เป็นการลดภาระของระบบสาธารณสุข และสร้างประชากรวัยทำงานที่แข็งแรงในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายอาหารโรงเรียนในฝัน … สู่การปฏิบัติจริง</strong></h2>



<p>แม้การจัดหาอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและไร้ค่าใช้จ่ายให้นักเรียนถ้วนหน้าจะเย้ายวนใจเพียงใด ปัจจุบันกลับมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่นักเรียน ‘ทุกคน’ เข้าถึงอาหารฟรีจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับระดับรายได้ของผู้ปกครอง เช่น อินเดีย (ถึงอายุ 13-14 ปี) บราซิล สวีเดน ฟินแลนด์ (ถึงอายุ 17-19 ปี) ฯลฯ ขณะที่อาหารกลางวันโรงเรียนในบางประเทศอย่างฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นมีราคาต่ำด้วยการอุดหนุนค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และประเทศร่ำรวยหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร จัดหาอาหารโรงเรียนให้เฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน</p>



<p>คำตอบของความแตกต่างนี้ไม่ตายตัว ทั้งระบบเศรษฐกิจ บริบททางการเมือง รวมถึงอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม</p>



<p>ฟินแลนด์ที่ปัจจุบันเป็น ‘ยักษ์ใหญ่แห่งวงการศึกษา’ ด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงลิ่วและความพึงพอใจในอาชีพของครูที่หลายประเทศพยายามถอดแบบนั้นไม่เพียงมีอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียน แต่ยังมีของว่างที่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกเวลาเรียนรวมถึงนักเรียนในชมรมต่างๆ ด้วย</p>



<p>หลักสูตรแกนกลางการศึกษาแห่งฟินแลนด์ที่ครูทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการออกแบบระบุชัดเจนว่า นักเรียนทุกคนต้องได้รับอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยอาหารนั้นต้องมีโภชนาการที่สมดุล ผ่านการดูแลอย่างเหมาะสม และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ</p>



<p>หากเด็กมีความต้องการพิเศษด้านสุขภาพ อาทิ แพ้อาหารบางประเภท ผู้ปกครองของเด็กจะมีส่วนร่วมในการออกแบบมื้ออาหารในโรงเรียน ทั้งนี้ เด็กๆ ในโรงเรียนจะได้รับโอกาสร่วมปรับปรุงมื้ออาหารและดูแลการจัดหาอาหารกลางวัน เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่น และบ่มเพาะสายสัมพันธ์กับชุมชน</p>



<p>เว็บไซต์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบระบุอีกด้วยว่า มาตรฐานอาหารกลางวันที่ ‘ดี’ ในฟินแลนด์นั้น ประกอบด้วยอาหารหลักปรุงสดใหม่ โดยอาจมีส่วนผสมหลักเป็นปลา เนื้อสัตว์ หรือถั่วและต้นอ่อนของพืชหากนักเรียนรับประทานอาหารมังสวิรัติ ทั้งนี้ต้องมีผักเคียง ขนมปัง นมขาดมันเนยหรือพร่องมันเนย และน้ำดื่ม ขณะที่อาหารว่างส่วนใหญ่ที่โรงเรียนจัดหาให้ รวมถึงอาหารว่างในตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติไม่ควรเป็นน้ำอัดลมและขนมหวาน<a><sup>[6]</sup></a></p>



<p>นอกจากระบบการศึกษาที่ก้าวหน้า ฟินแลนด์ยังมีชื่อเสียงในฐานะรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง มีโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม (safety net) รองรับประชากรทุกกลุ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการสุขภาพไร้ค่าใช้จ่าย เงินสนับสนุนสำหรับเด็กแรกเกิด หรือระยะเวลาลาคลอดและดูแลเด็กอ่อนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย</p>



<p>ด้วยแนวทางการจัดเก็บภาษีและจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีมื้อกลางวันฟรีในทุกโรงเรียน กระนั้น การคงความสามารถในการอุดหนุนประชากรทุกกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องของฟินแลนด์ก็ยังชวนถอดรหัส และกุญแจสำคัญอาจเป็นการทำให้การเกื้อกูลกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ หยั่งรากลึกเป็น ‘วัฒนธรรม’ ไม่ใช่เพียงข้อบังคับ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างฟินแลนด์และชาติร่ำรวยอื่นๆ ในยุโรปที่มองข้ามไม่ได้</p>



<p>ปี 2021 ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก (Pasi Sahlberg) นักการศึกษาชื่อดังชาวฟินแลนด์ ร่วมกับทิโมธี ดี. วอล์กเกอร์ (Timothy D. Walker) เปิดตัวหนังสือ&nbsp;<a href="https://pasisahlberg.com/news/new-book-in-teachers-we-trust/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>In Teachers We Trust: The Finnish Way to World-Class</em></a>กล่าวถึง ‘วัฒนธรรมความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ที่โรงเรียนต่างๆ ในฟินแลนด์ถ่ายทอดสู่เยาวชนผ่านการแสดงออกซึ่งความเชื่อมั่นในศักยภาพและวิจารณญาณของกันและกัน การไม่ด่วนตัดสินและคาดโทษ ตลอดจนมีท่าทีพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเข้าอกเข้าใจเสมอ<a><sup>[7]</sup></a></p>



<p>การแสดงออกที่ว่าแทรกซึมอยู่ในหลากหลายแนวปฏิบัติ ไม่ว่าจะในการให้อิสระครูเพื่อริเริ่มปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในการออกแบบแบบเรียนและหลักสูตรการศึกษา ไม่ถูก ‘หน่วยเหนือ’ จับผิดหรือรัดรึง การไม่เน้นลงโทษนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แต่เน้นสร้างความเข้าใจและปรับพฤติกรรมผ่านข้อตกลงร่วมกัน การปฏิบัติต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ทั้งความชอบ ความถนัด ข้อจำกัด และอุปนิสัยอย่างเท่าเทียม รวมถึงความโปร่งใสของข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาที่ผู้ปกครองในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย</p>



<p>นอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจนี้จะเป็นกุญแจสู่การมีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวหน้า วัฒนธรรมดังกล่าวยังสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้เด็กๆ ซึ่งต่อมาจะขยับขยายเป็นความผูกพันและไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมฟินแลนด์ด้วย</p>



<p>ในที่สุด การเห็นคุณค่าของความรู้สึกปลอดภัย การให้และได้รับโอกาส รวมถึงสายสัมพันธ์ในชุมชนนี้เองที่เป็นรากฐานของรัฐสวัสดิการที่มั่นคง</p>



<p>นอกจากนี้ ใน<a href="https://bookscape.co/interview-finnish-thai-teachers" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทสัมภาษณ์หนึ่งของอิโลนา เลมุ</a>&nbsp;(Ilona Leimu) คุณครูชาวฟินแลนด์ เกี่ยวกับวัฒนธรรมดังกล่าว เธอยังย้ำว่านอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจจะสร้างรัฐสวัสดิการแล้ว ความรู้สึกว่า ‘ไม่ต้องประชันขันแข่งกับใคร’ ที่รัฐสวัสดิการมอบให้ ยังทำให้วัฒนธรรมนี้ยิ่งทรงพลัง</p>



<p>สำหรับเลมุ สวัสดิการรัฐในฟินแลนด์นั้น “อาจไม่ดีพร้อม แต่ก็ทำให้เราเบาใจได้ว่าถ้ามีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น จะมีคนดูแลเรา ฉันชอบนะที่ฟินแลนด์ไม่ใช่สังคมอุดมการแข่งขัน”</p>



<p>เธอยังยกตัวอย่างด้วยว่า การที่บุคลากรในโรงเรียนซึ่งรู้จักเด็กๆ ในโรงเรียนและชุมชนดีได้รับอิสระในการจัดการอาหารกลางวันด้วยความมุ่งมั่นช่วยเหลือเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวต่างฐานะกันนั้นให้ผลลัพธ์อย่างไร</p>



<p>“ครั้งหนึ่งฉันเห็นเด็กคนหนึ่งได้พายสามชิ้น ขณะที่เพื่อนๆ ได้ชิ้นเดียว จึงรีบถามครูของเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เธอตอบว่าเพราะเธอรู้ว่าเขาต้องหิวที่บ้านอย่างไรล่ะ จากนั้น แผนกครัวจึงตั้งใจทำอาหารที่ดีเป็นพิเศษในวันจันทร์และวันศุกร์ เพราะเด็กหลายคนไม่ได้กินดีอยู่ดีนัก”</p>



<p>เธอเสริมว่า “ฉันดีใจที่ระบบการศึกษาของเราใส่ใจเรื่องนี้ คุณเห็นไหมว่าการดูแลกันและกันฝังอยู่ในระบบนี้อย่างไร สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง ถึงไม่ร่ำรวยก็จะไม่เดือดร้อน มันทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า ‘เฮ้ พวกเขาพยายามดูแลเรานะ เราเชื่อใจพวกเขาได้’ มันอาจเป็นจุดเล็กๆ แต่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมนี้ทั้งหมด”</p>



<p>แต่แน่นอนว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเช่นนี้ย่อมไม่ง่ายดาย และจะเรียกร้องแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วน ทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรต่างๆ อย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสร้างเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนด้วยความสม่ำเสมอ</p>



<p>กระนั้น การส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกแบบนโยบายและจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ รวมถึงการเปิดโอกาสให้หน่วยเล็กๆ ในสังคมอย่างโรงเรียน นักเรียน และชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดหาและปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และอาจยับยั้งปัญหาที่พบในหลายประเทศซึ่งพยายามผลักดันให้มีอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนงบประมาณ การทุจริตในการบริหารจัดการ และปัญหา ‘ขยะอาหาร’ ซึ่งนับวันจะเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ</p>



<p>ขยะอาหารจากอาหารกลางวันโรงเรียนถ้วนหน้านั้นมาจากการเลือกรับประทานอาหารบางชนิดและความต้องการที่แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน รวมถึงความรู้สึกว่าตนไม่มีส่วนตัดสินใจเกี่ยวกับอาหารโรงเรียน ทั้งนี้ยังมีปัญหาการสร้างแผลใจให้เด็กบางกลุ่มที่เห็นว่าเพื่อนๆ มีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากกว่า โดยเฉพาะวัยรุ่นในโรงเรียนที่มีผู้เรียนจากครอบครัวต่างฐานะกันมากๆ ผู้ดูแลการจัดหาอาหารในโรงเรียนจึงต้องใส่ใจการแสดงท่าทีของตนไม่ให้เป็นการตอกย้ำช่องว่างระหว่างเด็กต่างกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การทิ้งอาหาร หรือกระทั่งการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียนได้<a><sup>[8]</sup></a></p>



<p>นอกจากนี้ บทความ&nbsp;<a href="https://www.theguardian.com/education/2022/aug/04/children-who-get-free-school-meals-in-england-earn-less-as-adults-study-finds" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Children who get free school meals in England earn less as adults, study finds</em></a>&nbsp;ใน&nbsp;<em>The Guardian</em>&nbsp;ยังระบุว่าความอิ่มท้องของเด็กๆ วัยเรียนเป็นเพียงบันไดขั้นแรกสู่ความเท่าเทียมทางสังคมเท่านั้น เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและเข้าสู่วัยทำงานจนมีอายุ 30 ปี เด็กๆ ที่เดิมได้รับอุดหนุนอาหารกลางวันโรงเรียนเพราะครอบครัวมีรายได้น้อยประสบความสำเร็จในชีวิตน้อยกว่าเด็กร่ำรวยในโรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนรูปแบบเดียวกันมาก โดยเด็กกลุ่มแรกมีรายได้เฉลี่ยปีละ 17,000 ปอนด์ ขณะที่เด็กกลุ่มหลังมีรายได้เฉลี่ยปีละ 71,000 ปอนด์ขึ้นไป ทั้งยังมีอัตราการเข้ามหาวิทยาลัยสูงกว่าด้วย</p>



<p>ยิ่งเห็นได้ชัดว่าความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันขบคิดในระยะยาว และคงยากจะแก้ไขได้ตลอดรอดฝั่ง หากสมการแรกอย่างการมีปัจจัยสี่ที่มีคุณภาพในวัยเริ่มต้นชีวิตยังลุ่มๆ ดอนๆ</p>



<p>เพราะหากวันหนึ่งๆ ของหลายคนเริ่มต้นที่อาหารมื้อแรก ความอิ่มท้องในวัยเรียนก็เป็นบันไดขั้นที่หนึ่งสู่ความพร้อมพัฒนาตนเองและสังคมในอนาคตเช่นกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><th scope="row"><a>↑1</a></th><td>รายงาน&nbsp;<a href="https://docs.wfp.org/api/documents/WFP-0000147725/download/?_ga=2.25581117.1032859007.1684033844-951542012.1684033844" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>State of School Feeding Worldwide 2022</em></a>&nbsp;โดยโครงการอาหารโลก (World Food Programme – WFP) ระบุว่ามีนักเรียนไทยที่เข้าถึงอาหารโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 63 ซึ่งน้อยกว่าช่วงเวลาก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ราวร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวของภาวะขาดแคลนอาหารในเด็กวัยเรียน ประเทศร่ำรวยหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร จัดหาอาหารโรงเรียนให้เพียงนักเรียนจากครอบครัวที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ต่ำเท่านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาประกอบกับข้อมูลอื่นๆ ต่อไป</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑2</a></th><td>อ้างอิงจาก<a href="https://www.thairath.co.th/tags/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หัวข้อข่าวเกี่ยวกับอาหารกลางวันโรงเรียนของไทยรัฐออนไลน์</a>&nbsp;และรายงาน&nbsp;<a href="https://thepotential.org/social-issues/school-lunch/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>มื้อกลางวันวันนี้ อนาคตของชาติกินอะไรอยู่?</em></a>&nbsp;โดย ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑3</a></th><td>จากหน้าแรกของ&nbsp;<a href="https://www.wfp.org/school-meals" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘School meals’</a>&nbsp;ในเว็บไซต์โครงการอาหารโลก</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑4</a></th><td>จาก&nbsp;<a href="https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/240664-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>กรมอนามัย ห่วงวัยเรียน ‘อ้วน-เตี้ย’ เพิ่ม แนะโรงเรียนจัดชุดอาหารกลางวัน สร้างโภชนาการดี</em></a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑5</a></th><td>จาก&nbsp;<a href="https://www.theguardian.com/education/2020/mar/08/free-school-dinners-reduce-child-obesity-study-reveals" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Free school dinners ‘led to fall in childhood obesity rates’</em></a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑6</a></th><td>จากหน้า&nbsp;<a href="https://www.oph.fi/en/education-and-qualifications/school-meals-finland" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘School meals in Finland’</a>&nbsp;ขององค์การการศึกษาระดับชาติแห่งฟินแลนด์ (Finnish National Agency for Education – EDUFI)</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑7</a></th><td>อ่านสรุปเนื้อหาหนังสือ&nbsp;<em>In Teachers We Trust</em>&nbsp;ฉบับภาษาไทยได้ที่<a href="https://bookscape.co/read-in-teachers-we-trust" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เว็บไซต์ bookscape</a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑8</a></th><td>จากหน้า&nbsp;<a href="https://noahwebstereducationalfoundation.org/pros-and-cons-of-free-lunch-programs/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘Pros and Cons of Free Lunch Programs’</a>&nbsp;ของมูลนิธิเพื่อการศึกษาโนอาห์ เว็บสเตอร์ (Noah Webster Educational Foundation)</td></tr></tbody></table></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-school-meals/">ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UN สร้างเครือข่ายพันธมิตรอาหารโรงเรียน จัดหาส่งมอบมื้อกลางวันให้เด็กยากจนทั่วโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-school-lunches-hunger-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Nov 2021 04:37:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[WFP]]></category>
		<category><![CDATA[School Meals Coalition]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[มื้อกลางวัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48120</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (UN) ผนึกกำลังกับภาคีเครือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-lunches-hunger-children/">UN สร้างเครือข่ายพันธมิตรอาหารโรงเรียน จัดหาส่งมอบมื้อกลางวันให้เด็กยากจนทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (UN) ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายกับรัฐบาลนานาประเทศมากกว่า 60 ชาติ และหน่วยงานและองค์กรพันธมิตรในสังกัดของ UN อีก 50 แห่ง เปิดตัวโครงการจัดหาส่งมอบอาหารกลางวันที่โรงเรียนให้กับเด็กยากจนจำนวนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก</strong></p>



<p>นิตยสารไทม์ (TIME) รายงานว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งฟื้นฟูโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนที่มีอยู่เดิม แต่ต้องหยุดชะงักไปนานกว่า 1 ปี เพราะวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ซึ่งในขณะนั้นมีนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาได้รับหรือต้องพึ่งพาอาหารกลางวันของโรงเรียนทั่วโลกอยู่ที่ราว 388 ล้านคน</p>



<p>นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อผลักดันให้เยาวชนด้อยโอกาสและเด็กกลุ่มเสี่ยงอีกราว 73 ล้านคน ซึ่งไม่เคยได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอาหารกลางวันก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารที่โรงเรียนในครั้งนี้ด้วย</p>



<p>รายงานระบุว่า โครงการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า School Meals Coalition หรือ “ความร่วมมือเพื่อมื้ออาหารโรงเรียน” โดยมีประเทศฝรั่งเศสและฟินแลนด์เป็นแกนนำหลัก และเพิ่งจะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการที่สำนักงานใหญ่ของยูเอ็นเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95ba9a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/18-แปล-UN-สร้างเครือข่าย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับการเปิดตัวในครั้งนี้ ทางเครือข่ายยังได้เปิดเผยเป้าหมายระยะยาวของโครงการ คือการสร้างหลักประกันเพื่อรับรองว่าเด็กทุกคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทั่วโลก จะได้รับมื้ออาหารเปี่ยมโภชนาการและเต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่โรงเรียนภายในปี 2030</p>



<p>ยุกกะ สโลวารา (Jukka Salovaara) ผู้แทนพิเศษของฟินแลนด์ประจำสหประชาชาติระบุว่า โครงการมื้ออาหารที่โรงเรียน หรือ School meals นี้เป็น เครื่องมือที่ช่วยรักษาความเท่าเทียมทางสังคม และอาหารที่ดีมีประโยชน์สามารถสร้างเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยทางสังคมภายในชุมชนได้</p>



<p>ผู้แทนพิเศษของฟินแลนด์ประจำสหประชาชาติกล่าวอีกว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีการริเริ่มเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ด้วยเป้าหมายของความร่วมมือที่ต้องการเข้าถึงเด็กทุกคนให้ได้ภายในปี 2030 ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากสังคมโลกในวงกว้างอีกมาก</p>



<p>ด้านโอลิเวียร์ ริชาร์ด (Olivier Richard) ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธกิจเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศสกล่าวกับบรรดาผู้สื่อข่าวว่า มื้ออาหารโรงเรียนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการช่วยฟื้นฟูสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เหตุผลเพราะมื้ออาหารโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียน นอกเหนือไปจากการช่วยยกระดับโภชนาการ สุขภาพ และพัฒนาการทางการศึกษาของเด็กแต่ละคน</p>



<p>นอกจากนี้ริชาร์ดยังยอมรับว่าความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่จำเป็นต้องให้หน่วยงานของสหประชาชาติที่มีการดำเนินงานและภาคีเครือข่ายทั่วโลกเข้าร่วมผลักดันโครงการดังกล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมของการเปิดตัวโครงการ หน่วยงาน 5 แห่งในสังกัดสหประชาชาติได้แสดงจุดยืนสนับสนุนความรณรงค์เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อมื้ออาหารโรงเรียน โดยระบุชัดเจนว่า โครงการด้านสุขภาพและโภชนาการของโรงเรียนสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาของเด็กนักเรียนและวัยรุ่น อีกทั้งยังสามารถช่วยต่อสู้กับความยากจน ความหิวโหย และภาวะทุพโภชนาการของเด็กได้ในทุกรูปแบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2390ea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/18-แปล-UN-สร้างเครือข่าย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดย 5 หน่วยหลักของยูเอ็นที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวครั้งนี้ประกอบด้วยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization &#8211; FAO), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (U.N. Educational, Scientific and Cultural Organization &#8211; UNESCO), กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (U.N. Children’s Fund), โครงการอาหารโลก (World Food Program &#8211; WFP) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization &#8211; WHO)</p>



<p>&#8220;โครงการพันธมิตรเครือข่ายมื้ออาหารโรงเรียนดึงดูดเด็กๆ ให้มาโรงเรียน และมีส่วนในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว” เนื้อความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ที่ลงนามด้วยภาคีเครือข่ายของรัฐบาลและหน่วยงานของยูเอ็นระบุ</p>



<p>ตามรายงานของกลุ่มเครือข่ายพันธมิตร จำนวนนักเรียน 388 ล้านคนที่ได้รับอาหารกลางวันที่โรงเรียนก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ระบาด คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาทุกๆ สองคนทั่วโลก</p>



<p>คาร์เมน เบอร์บาโน (Carmen Burbano) ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลก (World Food Program &#8211; WFP) ที่มุ่งจัดการแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าภายในเดือนพฤษภาคม 2020 มีเด็ก 370 ล้านคนทั่วโลกสูญเสียการเข้าถึงอาหารเนื่องจากโรงเรียนปิดตัวลง ทำให้โดยพื้นฐานแล้ว โควิด-19 ทำให้โครงการมื้ออาหารที่โรงเรียนที่ทำมาทั้งหมดนี้พังทลายลง</p>



<p>&#8220;ปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดของเราคือ เด็ก 238 ล้านคนได้กลับมาเข้าถึงโปรแกรมเหล่านี้อีกครั้ง แต่เราประเมินได้ว่ายังมีเด็กอีก 150 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมเหล่านั้นได้ในขณะนี้ สาเหตุหลักมาจากโรงเรียนต่างๆ ยังคงปิดให้บริการในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก”</p>



<p>เบอร์บาโนกล่าวอีกว่า ตัวเลขเด็ก 73 ล้านคนที่ไม่ได้รับอาหารก่อนเกิดการระบาดใหญ่นั้นอยู่ใน 60 ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานะยากจนขั้นรุนแรงและ 80% ของคนกลุ่มนี้อยู่ในแอฟริกา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f2c31d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/18-แปล-UN-สร้างเครือข่าย-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลต่างๆ ใช้เงินงบประมาณระหว่าง 4-5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากงบประมาณประเทศสำหรับโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียน ดังนั้นเป้าหมายแรกของกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรคือการเรียกร้องให้ผู้นำฟื้นฟูสิ่งที่เคยทำก่อนเกิดการระบาดครั้งใหญ่ เบอร์บาโนกล่าวย้ำ</p>



<p>โดยผู้อำนวยการโครงการอาหารโลกรายนี้คาดว่าน่าจะต้องใช้เงินงบประมาณราว 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้โครงการมื้ออาหารโรงเรียนสามารถเข้าถึงเด็ก 73 ล้านคน ที่ตกหล่นจากการดำเนินการของโครงการในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระบาดได้</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น เบอร์บาโนยังประเมินอีกว่า ในตัวเลขงบประมาณดังกล่าว ราว 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะมาจากงบประมาณในประเทศ และอีก 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐจะมาจากผู้บริจาคเพื่อช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางมากในบางพื้นที่ของแอฟริกา รวมถึงในประเทศที่ยังมีสงครามความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถาน เยเมน ซีเรีย และประเทศอื่นๆ ที่ไม่สามารถจ่ายโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนได้ในขณะนี้</p>



<p>รายงานระบุว่า ขณะนี้ทางเครือข่ายพันธมิตรกำลังร่วมมือกับยูเอ็นเร่งระดมเงินทุนให้ได้ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงระดมเงินทุนอีกเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปี 2030</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://time.com/6120401/school-lunches-hunger-children/" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://time.com/6120401/school-lunches-hunger-children/">A Coalition Has Been Launched to Provide School Lunches to Hundreds of Millions of Needy Children Worldwide</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-lunches-hunger-children/">UN สร้างเครือข่ายพันธมิตรอาหารโรงเรียน จัดหาส่งมอบมื้อกลางวันให้เด็กยากจนทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
