<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อะไรก็ช่าง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 Jan 2022 06:12:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>อะไรก็ช่าง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Man v(alue)s Machine ถึงเวลารู้ค่ากลไก พัฒนาทักษะเพื่องานในยุคดิจิทัล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/the-challenge-for-tvet/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2022 08:47:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[จอร์จ สปอตเทิล]]></category>
		<category><![CDATA[กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50357</guid>

					<description><![CDATA[<p>การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของเศรษฐก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/the-challenge-for-tvet/">Man v(alue)s Machine ถึงเวลารู้ค่ากลไก พัฒนาทักษะเพื่องานในยุคดิจิทัล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของเศรษฐกิจ หากทักษะของคนงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำและความไม่สมดุลในตลาดแรงงานอาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้ เป็นเหตุให้มนุษย์มีการพัฒนาและปรับตัวให้คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หุ่นยนต์ เทคโนโลยี 3 มิติ และความเป็นจริงเสมือน (virtual reality) ล้วนแต่เป็นแรงผลักดันที่ส่งผลต่อทุกด้านของชีวิต อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างมุมมองใหม่ในการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับโลกและสิ่งต่างๆ รอบตัว นอกจากนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เกิดขึ้น ยังส่งผลกระทบต่องานและทักษะในการทำงานของผู้คนนับล้าน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ทุกคนจะต้องทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความสามารถด้านดิจิทัลที่ทันสมัย และปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงถือเป็นประเด็นสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์</p>



<p>101 จึงชวนมองประเด็นนี้ ผ่านงานเสวนาวิชาการนานาชาติในหัวข้อ<em>&nbsp;‘งานแห่งอนาคตและความท้าทายสำหรับ TVET: ข้อคิดจากโปรแกรมฝึกอบรมของ RECOTVET ในประเทศอาเซียน’ (Future of jobs and the challenge for TVET: Insights from RECOTVET training programs in ASEAN)</em>&nbsp;ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ชวนมองการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติที่อุตสาหกรรมต้องการจากแรงงานที่มีทักษะ รวมถึงตอบคำถามว่าการฝึกวิชาชีพจะสามารถแก้ไขปัญหาในอนาคตของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ได้อย่างไร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>อุตสาหกรรม 4.0 กับทักษะใหม่ของการศึกษาสายอาชีพ</strong></h2>



<p><br><strong>ศ.ดร.จอร์จ สปอตเทิล</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยี งานและอาชีวศึกษา (Center of Technology, Work and TVET) ประจำมหาวิทยาลัยเบรเมน ประเทศเยอรมนี เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ก่อให้เกิดความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในสถานที่ทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้ยกตัวอย่างว่าเมื่อ 60 ปีที่แล้ว คู่มือซ่อมแซมรถยนต์มีจำนวนหน้าเพียงไม่ถึงพันหน้าเท่านั้น แต่ในปัจจุบันคู่มือซ่อมแซมรถยนต์ได้เพิ่มจำนวนหน้าเยอะมากถึง 13,866 หน้า เนื่องจากเริ่มมีการบูรณาการของสหวิชาพื้นฐานการวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมระบบและควบคุม อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือที่เรียกว่า เมคคาทรอนิกส์ (mechatronics) รวมถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีระบบดิจิทัลเป็นระบบพื้นฐานของชีวิต</p>



<p>“ผู้ที่ทำหน้าที่ช่างจะต้องฝึกอบรมให้รับมือกับความซับซ้อนของการทำงานของรถยนต์ ดังนั้นในปัจจุบันการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพขึ้นจากกระบวนการทำงานในสถานที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”</p>



<p>งานวิจัยล่าสุดในประเทศเยอรมนีเผยว่าในอนาคตจะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นถึง 3 ล้านอาชีพ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจะต้องมีการฝึกอบรมคนงานให้เข้ามาทำอาชีพใหม่ ที่เป็นผลมาจากการการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ที่กำลังเกิดขึ้น</p>



<p>ศ.ดร.จอร์จ สปอตเทิล กล่าวถึงผลกระทบของอุตสาหกรรม 4.0 ว่าเป็นสถานการณ์ใหม่สำหรับลูกจ้าง เนื่องจากลักษณะงานและเวลาทำงานจะมีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เวลาในการส่งมอบงานก็จะสั้นลง นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลให้กลุ่มแรงงานที่มีทักษะมีการตัดสินใจร่วมกันที่ดีขึ้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม คนงานยังต้องรับมือกับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล รวมถึงการควบคุมกระบวนการต่างๆ ให้สมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับลูกจ้าง</p>



<p>องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (International Labour Organization) วิเคราะห์ว่าแรงงานที่ทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า เช่น โรงงานการผลิตในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนามกว่า 60% มีความเสี่ยงสูงจากการถูกแทนที่ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ (automation)</p>



<p>“งานที่ใช้ทักษะต่ำหรือไร้ทักษะจะได้รับผลกระทบ งานมีการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นกิจวัตรเป็นหลักจะมีการใช้คอมพิวเตอร์มาทำงานแทน ผู้มีทักษะต่ำจะมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะตกงาน แต่การใช้ระบบดิจิทัลก็อาจจะส่งผลในเชิงบวกสำหรับบริษัทที่มีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรม 4.0 ในเชิงลึก”</p>



<p>ผลสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มต่างๆ ในกลุ่มบริษัทสัญชาติเยอรมันที่ใช้เทคโนโลยีในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจชี้ให้เห็นว่า หากบริษัทมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีการจ้างงานในกลุ่มแรงงานที่มีทักษะ เช่น ช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่เทคนิค และงานกึ่งวิศวกร เพิ่มขึ้นสูงถึง 20-30% ดังนั้นแรงงานที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิชาชีพขั้นสูง หรือด้านวิศวกรรมที่ได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ย่อมมีแนวโน้มที่จะได้งานที่ดีและมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูงมาก</p>



<p>ศ.ดร.จอร์จ อธิบายว่าบทบาทของแรงงานที่ต้องใช้ทักษะจะเปลี่ยนแปลงไป คนงานจะต้องสามารถดำเนินงานร่วมกับทีมที่ประกอบไปด้วยระบบ เครื่องยนต์กลไก และวิศวกรการผลิตได้ ซึ่งปัญหาที่มักจะพบก็คือคนงานที่ไม่มีทักษะเพียงพออาจจะไม่เข้าใจภาษาทางวิชาการหรือศัพท์เทคนิคของวิศวกรที่เชี่ยวชาญได้ ดังนั้นจึงมีเงื่อนไขของทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม 4.0 คือคนงานต้องมีความสามารถในการทำความรู้จักกับโครงสร้างของเครือข่าย เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างเชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีการทำงานกับรูปแบบข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงทำความเข้าใจและพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของทางเลือกทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ อีกด้วย</p>



<p>การทำให้อุตสาหกรรม 4.0 มีความยั่งยืนต้องอาศัยมิติ 3 ประการ คือ เทคโนโลยีดิจิทัล งาน และนัยทางสังคม หากนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรล้าสมัยมาใช้ในโรงงาน หรือนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับกระบวนการต่างๆ ให้เป็นระบบควบคุมอัตโนมัติ ให้เทคโนโลยีเป็นตัวนำและควบคุมทุกอย่าง โดยมนุษย์มีหน้าที่ต้องทำตาม ไม่มีการพูดคุยกัน ความสามารถของแรงงานทักษะสูงอาจถูกจำกัดได้ แต่ถ้าหากนำระบบต่างๆ มาพัฒนาและปรับใช้ในฐานะเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนแรงงานทักษะสูง โดยมีมนุษย์เป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงานและเป็นผู้ที่รับผิดชอบในภาพรวม ก็จะถือว่าอุตสาหกรรม 4.0 นั้นมีความยั่งยืนในทั้ง 3 มิติ</p>



<p>“ในทุกพื้นที่ทั่วโลกและทุกภาคส่วนของสังคม เราจำเป็นต้องเริ่มดำเนินโครงการสำหรับการสร้างพันธมิตรด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการเรียนรู้ พันธมิตรเหล่านี้ควรมีเจตนาที่จะสร้างความมั่นใจว่า การพึ่งพาอาศัยกันทั้งหมดในชีวิตของเรานั้นจะเน้นไปที่การมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา (technical and vocational education and training – TVET) ให้เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มาเป็นตัวชี้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4”</p>



<p>โครงการ RECOTVET ได้ดำเนินการฝึกอบรมผู้ขยายผลโดยใช้การพัฒนาการเรียนรู้ผ่านงานที่ได้รับมอบหมาย (learn and work assignments) โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรม 4.0 และมีการวางแผนบทเรียนและการใช้แนวทางการสอนแบบมัลติฟังก์ชัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจที่มีต่ออุตสาหกรรมที่เน้นระบบดิจิทัลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมพัฒนาอาชีพสำหรับครูสอน TVET เกี่ยวกับอุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย</p>



<p>ในช่วงท้าย ศ.ดร.จอร์จ ได้กล่าวถึงกล่องเครื่องมือ (toolbox) ที่ใช้ในการช่วยเหลือให้ผู้สอนในศูนย์ TVET ดำเนินการสอนอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิผลมากขึ้น โดยเน้นที่ 6 หัวข้อดังต่อไปนี้</p>



<p>1. ส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพและการทำงานเป็นทีมที่สถาบันอาชีวศึกษา</p>



<p>2.&nbsp;ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการเรียนรู้และการสอนของสถาบัน TVET</p>



<p>3.&nbsp;สร้างตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นถึงคุณภาพ และสร้างมาตรฐานสำหรับการพัฒนาคุณภาพ</p>



<p>4.&nbsp;วิธีการสอนในห้องเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง</p>



<p>5.&nbsp;ประเมินผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ ใช้เครื่องมือในการประเมินในห้องเรียน</p>



<p>6.&nbsp;ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>พัฒนากำลังคน สู่การสร้าง ‘แรงงานระดับโลก</strong>‘</h2>



<p><br><strong>รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์&nbsp;</strong>รองอธิการบดีด้านวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อธิบายถึงปัญหาในการขับเคลื่อนประเทศว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมานานถึง 43 ปี โดยได้อ้างอิงรายงานจากธนาคารโลกที่ให้ข้อมูลว่า ประชากรไทยในปี 1976 มีรายได้ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่มากกว่าจีนที่มีรายได้ต่อหัวประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชากรไทยในปี 2020 มีรายได้ประมาณ 7,260 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาเลเซียและจีนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 10,410-11,200 ดอลลาร์สหรัฐ</p>



<p>นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (World Competitiveness Center) โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (The International Institute for Management Development – IMD) ประจำปี 2021 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 28 จากทั้งหมด 64 ประเทศ ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าประเทศในอาเซียนด้วยกัน เช่น มาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 25 และสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับที่ 5</p>



<p>จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังขาดแคลนความสามารถในการแข่งขัน หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญเพื่อสร้างแรงงานระดับโลกให้ได้ โดยทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการในระดับโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดทางอารมณ์ และความยืดหยุ่นทางปัญญากลายมาเป็นทักษะสำคัญในปัจจุบัน</p>



<p>รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ชี้ให้เห็นว่าแรงงานกว่า 50% ในโลกต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ภายในปี 2025 และในอีก 5 ปีข้างหน้า 40% ของทักษะหลักที่เป็นที่ต้องการก็จะมีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เนื่องจากการจ้างงานในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทักษะทางเทคโนโลยี การคิดเชิงวิเคราะห์ การเรียนรู้เชิงรุก ความเป็นผู้นำ และความอดทนต่อความเครียด</p>



<p>“จะต้องมีการเพิ่มทักษะและเสริมทักษะใหม่เหล่านี้ให้กับนักศึกษาหรือบัณฑิตในอนาคตอย่างเร่งด่วน เพื่อตอบโจทย์และเกื้อหนุนให้พวกเขามีทักษะที่มีคุณภาพในอนาคตให้ได้”</p>



<p>ในปี 2020 อัตราการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติอยู่ที่ 33% แต่ภายในปี 2025 จะเพิ่มเป็น 47% เนื่องจากจะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น และงานอื่นๆ จะถูกแทนที่โดยมีการแบ่งงานระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ซึ่งส่งผลต่อความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในด้านงานวิเคราะห์ข้อมูล ความเชี่ยวชาญด้าน AI และความเชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล เพราะเป็นทักษะที่เครื่องจักรไม่สามารถทำเองได้</p>



<p>ในรายงานทักษะการทำงานโลกประจำปี 2564 (Global Skills Reports 2021) ของบริษัท Coursera ซึ่งแสดงข้อมูลสถานะทักษะการทำงานในด้านต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ข้อมูล จาก 108 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 76 โดยมีการเริ่มเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล 46% และเทคโนโลยี 39% ส่วนทักษะด้านธุรกิจยังคงล้าหลังอยู่ที่ 19% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะต้องเริ่มมีการขยับตัวและพัฒนาบุคลากรอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศให้ได้</p>



<p>ถ้าหากประเทศไทยผลักดันแค่อุตสาหกรรมเดิมๆ ประเทศก็จะไม่สามารถเติมโตได้ ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมที่ผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา โดยจะต้องมีแนวคิดในการพัฒนากำลังคนเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างคนให้เป็นแรงงานฝีมือ แรงงานที่มีทักษะสูง นักประดิษฐ์ และผู้ประกอบการ ตามลำดับ</p>



<p>ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก คือ</p>



<p>1.&nbsp;เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร การท่องเที่ยว และฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับการแพทย์ โครงข่ายคมนาคม และส่งเสริมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย</p>



<p>2.&nbsp;สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค – เสริมสร้างศักยภาพ SMEs วิสาหกิจ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และลดความยากจนข้ามรุ่น</p>



<p>3.&nbsp;วิถีชีวิตยั่งยืน – พัฒนาพลังงานหมุนเวียน และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ</p>



<p>4.&nbsp;ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศ – ภาครัฐทันสมัย ระบบการศึกษาและพัฒนาฝีมือแรงงานมีคุณภาพ</p>



<p>“หมุดหมายทั้งหมดที่เราจะต้องพัฒนาแรงงานคนให้ได้นั้น เป็นหน้าที่หลักของสถาบันการศึกษาในการผลิตกำลังคนให้มีศักยภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอนาคต ระบบการศึกษาจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนเพื่อจะสนับสนุนคนทุกช่วงวัย”</p>



<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังมี ‘แผนพัฒนากำลังคนแห่งชาติ’ ซึ่งประกอบด้วยแผนงาน 4 ด้านหลัก คือ</p>



<p>1.&nbsp;university-industry link curriculum – สร้างหลักสูตรพัฒนากำลังคนเพื่ออุตสาหกรรม</p>



<p>2.&nbsp;brain circulation – นำคนที่มีความรู้ความสามารถทั้งในและนอกประเทศ เข้ามาหมุนเวียนเพื่อช่วยในการผลักดันและยกระดับความสามารถของบุคลากรของประเทศให้เร็วยิ่งขึ้น</p>



<p>3.&nbsp;entrepreneurial university – ผลักดันมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาและบัณฑิตคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการ</p>



<p>4. live long learning – ผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ มองว่าสถานการณ์ที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาต้องเผชิญนั้นนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งปัญหาเรื่องอัตราการเกิดลดลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการศึกษาเนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมาย และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อของนักศึกษา รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีถูกจำกัดด้วยความสามารถทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ก็เป็นปัญหาที่ทำให้สถาบันการศึกษาไม่ปรับตัวและผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาดออกมา</p>



<p>“สิ่งที่เราต้องการจะสร้างก็คือแรงงานระดับโลก (global worker) ให้นักศึกษาในประเทศสามารถทำงานได้ทั่วโลก ไม่จำเป็นจะต้องทำงานเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อตอบสนองอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เราต้องคัดสรรนักศึกษาที่มีคุณภาพ และผลิตการศึกษาที่มีคุณภาพไปพร้อมกัน”</p>



<p>จากตอนต้นที่ได้กล่าวถึงปัญหาว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังติดกับดักรายได้ปานกลางมานานถึง 43 ปีนั้น รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขว่าจะต้องมุ่งไปช่วยรากหญ้าและชุมชนให้มากขึ้น ทั้งนี้ยังต้องปรับปรุงระบบการบริหาร กลไกการเงินและงบประมาณ พัฒนาระบบการผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง พัฒนาคุณภาพนักศึกษาและทักษะทางอาชีพ รวมถึงพัฒนาระบบการวางแผนด้านกำลังคน ปฏิวัติระบบการศึกษาไทยเพื่อให้ประเทศมีความเข้มแข็งและพร้อมจะก้าวไปสู่โลกาภิวัตน์ หรือการมีแรงงานระดับโลกได้</p>



<p>“ระบบการศึกษาทุกวันนี้แค่เรียนหนังสือ (studying) ไม่ได้แล้ว แต่ต้องเรียนรู้ (learning) ด้วย อาจารย์เองก็ต้องเป็นผู้สร้างระบบการฝึกสอน (coaching) ไม่ใช่เป็นแค่วิทยากร (lecturer) เพื่อช่วยกันปฏิวัติระบบการศึกษา และสร้างกลไกให้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ”</p>



<p>รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ทิ้งท้ายด้วยการอธิบายถึงโครงการหนุนเสริม สนับสนุนวิชาการ ติดตาม และประเมินผลการทำงาน ให้แก่สถานศึกษาสายอาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นโครงการของ กสศ. โดยมุ่งเน้นให้ความดูแลใน 3 ด้าน ได้แก่</p>



<p>1. การดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของผู้รับทุนให้สามารถเรียนจบตามกำหนดเวลา</p>



<p>2.&nbsp;การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูง</p>



<p>3.&nbsp;การส่งเสริมการมีงานทำของผู้ที่จะจบการศึกษา</p>



<p>ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีได้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกให้ทุนสำหรับนักเรียนในสายวิชาชีพ โดยมีหน้าที่คือตรวจสอบความพร้อมของสถาบันการศึกษาที่ให้ทุนลงไป โดยมีมาตรฐานว่าจะต้องเป็นสถาบันที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต เพราะถ้าให้ทุนกับสถาบันที่ไม่พร้อม อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวังไว้ นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีการประเมินสมรรถนะวิชาชีพอย่างชัดเจน เพื่อให้บัณฑิตสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพ รวมถึงให้ทุนกับคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดศักยภาพของการทำงานและผลิตกำลังคน และเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/the-challenge-for-tvet/">Man v(alue)s Machine ถึงเวลารู้ค่ากลไก พัฒนาทักษะเพื่องานในยุคดิจิทัล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งบน้อย ครูไม่พอ เปลี่ยนภาพจำแง่ลบเด็กอาชีวะฯ: เปิดโลก ‘ครูสายอาชีพ’ ที่ยังสอนอยู่บนข้อจำกัด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tvet-teachers/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2022 08:37:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ประทิน เลี่ยนจำรูญ]]></category>
		<category><![CDATA[เปองีงัน ฮาจิ โมฮัมหมัด วาฮับ บิน เปองีรัน ฮาจี อับดุลฮ์]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ครูอาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50343</guid>

					<description><![CDATA[<p>หาก ‘แรงงานฝีมือสายอาชีพ’ คือจิกซอว์ที่หายไปในภาพใหญ่ขอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tvet-teachers/">งบน้อย ครูไม่พอ เปลี่ยนภาพจำแง่ลบเด็กอาชีวะฯ: เปิดโลก ‘ครูสายอาชีพ’ ที่ยังสอนอยู่บนข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หาก ‘แรงงานฝีมือสายอาชีพ’ คือจิกซอว์ที่หายไปในภาพใหญ่ของการพัฒนาประเทศ ‘ครูอาชีวะฯ’ ก็เปรียบเสมือนผู้สร้างจิกซอว์ที่จะเข้ามาต่อเติมภาพนั้นให้กลายเป็นจริงได้ กล่าวให้ชัดคือ หากปราศจากครูอาชีวะผู้ประสิทธิ์ประสาท ‘ทักษะ’ บุคลากรวิชาชีพที่มีทักษะเฉพาะทางก็ไม่อาจเติบโตอย่างมีคุณภาพได้</p>



<p>แต่ความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น – นอกจากความเป็นครู ทักษะเฉพาะ และความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายทอดทักษะที่ครูอาชีวะฯ ต้องมีแล้ว ความท้าทายใหญ่ที่ครูหนีไม่พ้นเช่นกันคือ ‘งบไม่พอ’ ‘ครูขาด’ และ ‘ภาพลบของเด็กช่าง’</p>



<p>นี่คือเสียงที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ของคนเป็นครู – จากทั้งไทยและเทศ</p>



<p>ในวันที่การศึกษาสายอาชีพคือความหวังในการพาประเทศก้าวต่อไปข้างหน้า 101 สนทนากับ 2 ครูอาชีวะ ผู้เป็นเบื้องหลังสำคัญในการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพที่มีทักษะและความชำนาญเฉพาะทาง ว่าด้วยโลกการเรียนการสอนสายอาชีพ การถ่ายทอดทักษะความชำนาญจากครูสู่ศิษย์ คุณภาพการเรียนการสอน และภาพฝันของอาชีวศึกษา จากมุมมองของ ‘ครู’</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B9-%E2%80%98%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AF%E2%80%99--%E2%80%93--%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8D-"><strong>ครูการตลาดผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้และชุบชู ‘เด็กอาชีวะฯ’</strong>&nbsp;–&nbsp;<strong>ประทิน เลี่ยนจำรูญ</strong></h2>



<p>“ถ้าถามว่าการสอนสายอาชีพเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอนทฤษฎีมากไปกว่าการสอนภาคปฏิบัติ”&nbsp;<strong>ครูประทิน เลี่ยนจำรูญ</strong>&nbsp;‘ครูอาชีวะ’ ผู้มีประสบการณ์การสอนสายอาชีพมายาวนานกว่า 30 ปีจากโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสาตร์ วิทยาลัยเทคนิคพังงา เล่าถึงแก่นของการเรียนการสอนสายอาชีวะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1dfabf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/pratin-EEF-1-768x511-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เมื่อการ ‘ลงมือทำ’ คือหัวใจสำคัญ สำหรับครูประทินที่สอนวิชาการตลาดและเศรษฐศาสตร์ และวิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ กระบวนการเรียนการสอนที่ครูประทินนำมาใช้สร้างนักเรียนอาชีวะให้มีทักษะผู้ประกอบการที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์คือ ‘การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน’ (project-based learning) ซึ่งเป็นผลงานบุกเบิกนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการสอนสายอาชีพของครูประทิน</p>



<p>ไม่มีการสอนใดที่เปิดให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การทำธุรกิจได้ดีเท่ากับการได้ลองเป็นผู้ประกอบธุรกิจเอง การจัดสถานการณ์จำลองให้นักเรียนได้ทดลองเป็นผู้ประกอบการ ทำโปรเจ็กต์วางแผนธุรกิจการตลาด ออกแบบสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ให้ทั้งตอบโจทย์ความต้องการหรือ pain point ของชุมชนลูกค้า และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในเวลาเดียวกัน จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและลงมือในภาคปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>“ในการสอนผ่านการทำโปรเจ็กต์ เราจะให้เด็กลองไปตีโจทย์ว่า pain point หรือความต้องการของชุมชนและลูกค้าคืออะไร แล้วหาไอเดียในการผลิตสินค้าที่เป็นไปได้ออกมา เราจะสอนให้เขาคิดว่า จะผลิตอย่างไร จะขายให้กับใคร จะขายที่ไหน ต้นทุนเท่าไร แล้วจะสนับสนุนการขายอย่างไรเพื่อให้สินค้าขายได้ หลังจากนั้นให้ผลิต แล้วทดลองจำหน่ายจริง</p>



<p>“ตัวอย่างหนึ่งคือ มีนักเรียนคิดธุรกิจไอศกรีมโฮมเมดจำปาดะออกมา นักเรียนกลุ่มนี้บอกว่าที่บ้านเขามีจำปาดะ ซึ่งบางครั้งราคาถูก หรือถ้าส่วนหัวเน่า ราคาจะยิ่งถูกมาก แต่จริงๆ แล้วส่วนที่เน่าจะไม่ลามไปถึงส่วนอื่น เลยคิดว่าน่าจะลองเอาเนื้อส่วนที่เหลืออยู่มาแปรรูปเป็นไอศกรีมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและให้ทานง่ายขึ้น เพราะปกติจำปาดะมีกลิ่นฉุน เขาก็พัฒนาสินค้าออกมาทดลองกับตลาดไปเรื่อยๆ รับฟีดแบ็กมาปรับปรุงสินค้า จนสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ไอศกรีมถ้วย มีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ขายได้ทั่ว สร้างรายได้อย่างมาก” ครูประทินเล่าถึงการสร้างนักเรียนให้กลายเป็น ‘ผู้ประกอบการนวัตกรรม’ ที่ไม่ได้มีแค่ทักษะเท่านั้น แต่ยังมี ‘จิตสำนึกผู้ประกอบการ’ ด้วย</p>



<p>“การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ใช้โครงงานเป็นฐานจะทำให้ผู้เรียนตื่นตัวต่อการเรียนรู้ มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การเรียนอาชีวศึกษาก็จะไม่น่าเบื่อหน่าย”</p>



<p>ในวันที่รัฐเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาแรงงานทักษะสูงให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบการ ครูประทินมองว่า คุณภาพการจัดการเรียนการสอนสายอาชีพและหลักสูตรในภาพรวมพัฒนาไปไม่น้อย และภายในกรอบการทำงาน ครูอาชีวะฯ เองก็สามารถมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนผ่านการคิดค้นนวัตกรรมการสอนที่สอดคล้องวิชาชีพที่สอนได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการตลาด วิชาช่าง หรือวิชาการโรงแรมก็ตาม กระนั้น โลกการเรียนการสอนอาชีวะยังต้องเผชิญต่อความท้าทาย</p>



<p>ความท้าทายแรกอยู่ที่เรื่องบประมาณที่ค่อนข้างน้อย “ส่วนหนึ่งถ้ารัฐจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอเพื่อนำไปใช้ในการจัดหาสิ่งก่อสร้าง หรือห้องปฏิบัติการต่างๆ อย่างเหมาะสมและเพียงพอกับเด็กนักเรียนทุกสาขาวิชาชีพ ก็สามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้”</p>



<p>“อีกอย่างหนึ่งที่อาชีวะฯ ควรจะได้รับอย่างมากคือ เงินรายหัวที่เพียงพอที่จะซื้อวัสดุอุปกรณ์ฝึกวิชาชีพให้นักเรียน”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ครูประทินมองว่า มีความพยายามในการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนอาชีวะฯ ให้ดีขึ้น ผ่านการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางอาชีวศึกษา (Excellent Center) แยกออกมาตั้งแต่ปี 2564 โดยรวบรวมสถานศึกษาที่มีความโดดเด่นในแต่ละวิชาชีพ และร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำของประเทศ หรือสถานประกอบการในต่างประเทศในการส่งนักเรียนไปฝึกงาน</p>



<p>ส่วนความท้าทายที่สองที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ที่ ‘ครู’</p>



<p>“ถ้าถามว่าครูสายอาชีพเพียงพอไหม ต้องบอกว่าไม่เพียงพอแน่นอน สายอาชีพประสบปัญหาขาดแคลนครูอย่างมาก ต้องใช้วิธีการจ้างครูอัตราจ้างมาสอน ซึ่งค่าตอบแทนก็ไม่มากพอที่จะดึงดูดครูเก่งๆ มาสอนได้ ก็กระทบต่อคุณภาพของเด็กอาชีวะที่จบออกมาด้วย</p>



<p>“ครูอาชีวะฯ ทำงานเยอะมาก ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่สอนอย่างเดียว แต่ยังมีงานของวิทยาลัย งานนโยบาย งานพัฒนาจังหวัดและชุมชน ซึ่งที่จริงแล้วเป็นสิ่งดีที่งานพัฒนาจังหวัดเปิดโอกาสให้เด็กอาชีวะได้นำองค์ความรู้ไปช่วยเหลือสังคมและฝึกทักษะนอกห้องเรียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน เช่นให้เด็กช่างไฟฟ้าไปช่วยติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ก็ต้องมีการบริหารจัดการครูให้เพียงพอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ในเวลาเดียวกันที่ครูต้องพานักเรียนอาชีวะออกไปช่วยงานพัฒนา ครูคนเดียวกันก็ติดสอนนักเรียนอีกกลุ่มด้วย” และที่ยิ่งไปกว่านั้น งานเอกสารคืองานที่ครูประทินมองว่าควรต้องแบ่งภาระหน้าที่ออกไปจากครู เพื่อให้ครูมีเวลาไปการพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น การพัฒนาครูก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ</p>



<p>“หลักสูตรจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับครูที่นำหลักสูตรไปใช้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือจะพัฒนาครูอย่างไรเพื่อให้ครูประยุกต์นำหลักสูตรไปใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้ดีหรือ หรือชัดเจนยิ่งขึ้น”</p>



<p>ในมุมมองของครูประทิน ทักษะสำคัญที่ครูสายวิชาชีพควรมี คือทักษะระดับสูงในวิชาชีพเฉพาะทางในสาขาที่สอน</p>



<p>“ในไทยเป็นอย่างนี้จริงๆ ที่คนเรียนครูสายวิชาชีพ พอเรียนจบปุ๊บ ก็มาสอบบรรจุเป็นครูเลย ถามว่าครูจบใหม่มีทักษะวิชาชีพไหม เขามี แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะมาสอนวิชาชีพ อาจจะเคยฝึกงานก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยประกอบอาชีพจริง”</p>



<p>และแม้จะมีการจัดฝึกอบรมครูในสถานประกอบการตามวิชาชีพในช่วงปิดภาคเรียน เช่น ให้ครูสอนการโรงแรมไปทำงานโรงแรม หรือให้ครูสอนการตลาดทำงานในห้างสรรพสินค้าหรือในร้านค้าที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ครูไปนำประสบการณ์วิชาชีพมาใช้ในการถ่ายทอดทักษะแก่นักเรียน แต่จะดียิ่งไปกว่านั้น หากครูประกอบอาชีพที่ตัวเองสอนควบคู่ไปกับการเป็นครูด้วย</p>



<p>“จริงๆ ครูควรจะประกอบอาชีพที่ตัวเองสอนด้วยนะ ถึงจะนำองค์ความรู้และทักษะมาถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องชัดเจน อย่างเช่นถ้าสอนการตลาด ครูก็ต้องมีความรู้และทักษะด้านการตลาด และพยายามตกผลึกความรู้จากการทำธุรกิจเองด้วย ว่าธุรกิจแบบนี้ต้องวางแผนอย่างไร หรือขายของออนไลน์ต้องทำอย่างไรบ้าง” ครูประทินยังเสริมอีกว่า “ครูอาชีวะฯ ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้”</p>



<p>อีกอย่างที่ขาดไปไม่ได้คือทักษะในการปรับเปลี่ยนการจัดการสอนให้ทันสมัยต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และแน่นอน – ทักษะในการทำความเข้าใจวัยรุ่น โดยเฉพาะสำหรับเด็กอาชีวะฯ ที่เรียนไม่เก่งมากนัก มีปัญหา หรือมีฐานะยากลำบาก “ทักษะนี้สำคัญมากในการช่วยให้เราเข้าถึงเด็ก เข้าอกเข้าใจเด็ก และลงไปช่วยเหลือดูแลเขาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f1e2a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/pratin-EEF-3-768x511-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็นครูอาชีวะฯ ย่อมมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องรับมือกับ ‘เด็กอาชีวะฯ’</p>



<p>แม้ในความเป็นจริง จากประสบการณ์ตรงของครูประทิน ‘เด็กอาชีวะฯ’ ส่วนหนึ่งคือเด็กเรียนเก่งแต่มีฐานะยากจน ขาดโอกาส ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่ประกันว่าเรียนจบไปแล้วจะมีงานรองรับ สามารถใช้วิชาชีพที่เรียนมาเพื่อทำงานเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัวได้จริง หรือเป็นเด็กที่ไม่ถนัดเรียนวิชาการ และตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพที่เน้นการลงมือปฏิบัติมากกว่าเพื่อให้ทำงานได้จริง แต่ความจริงอีกส่วนหนึ่งก็ไม่เกินไปจากภาพจำที่สังคมเข้าใจว่า เด็กอาชีวะฯ คือเด็กที่เกเร อ่อนเรียน</p>



<p>แต่ภายใต้ยอดภูเขาน้ำแข็งนี้ ยังมีความซับซ้อนที่มากไปกว่าแค่ภาพที่เราเห็น เพราะในหลายครั้ง หลังเด็กเหล่านี้ผ่านการเรียนในรั้วโรงเรียนอาชีวะฯ และจบการศึกษาออกไป เขาคือคนที่มีหน้าที่การงานดี และประสบความสำเร็จในชีวิต</p>



<p>“ในช่วงปีแรกที่มาเรียน เขาอาจจะยังดื้อ ไม่สนใจเรียน ขาดเรียน เกเร ทะเลาะต่อยตี เราต้องทำความเข้าใจเขา เราต้องใช้ความอ่อนเข้าหาเขาเพื่อเข้าถึงเขาให้ได้</p>



<p>“ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพูดคุยค่ะ ก่อนพูดคุย เราก็คอยสังเกตพฤติกรรมอยู่ห่างๆ ว่าก่อนหน้านี้เขามีปัญหาอะไรไหม ครอบครัว สภาพแวดล้อมมีปัญหาอะไรหรือเปล่า พอเราเข้าใจแล้วว่าเขามีปัญหาอะไร ก็จะเริ่มค่อยๆ ดึงเขามาช่วยงาน ทำกิจกรรม ส่งเสริมสนับสนุนเขา เขาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเอง</p>



<p>“ถามว่าเด็กทุกคนเกเรมาตั้งแต่แรกไหม ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขามีพฤติกรรมแบบนั้น เขาคือเด็กธรรมดาทั่วไป เพียงแต่เราต้องลงไปทำความเข้าใจเขา สุดท้ายพอเขาไว้วางใจเรา เราก็จะช่วยเปลี่ยนเขาได้&nbsp;</p>



<p>“มีเด็กหลายคนมากที่เคยเป็นเด็กเกเร แต่สุดท้ายกลายเป็นคนละคน ประสบความสำเร็จในชีวิต มีหน้าที่การงานที่ดี ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ทำงานบริษัท บางคนก็ทำงานเก็บเงินจนเรียนต่อปริญญาตรีได้”</p>



<p>แต่หากจะให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อ ‘เด็กอาชีวะฯ’ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเท่าไหร่ แม้ว่าทุกวันนี้ภาพเด็กอาชีวะฯ ตีรันฟันแทงจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพเด็กอาชีวะฯ นักประดิษฐ์นวัตกรรม นักออกแบบ หรือนักสร้างสรรค์จากการนำเสนอของสื่อในระยะหลังก็ตาม สำหรับครูประทิน สิ่งที่ครูอาชีวะฯ สามารถช่วยเปลี่ยนภาพจำได้ คือการพาเด็กอาชีวะฯ ไปทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมหรือชุมชน</p>



<p>“การที่ชุมชนได้เห็นเด็กอาชีวะฯ ลงไปทำกิจกรรมดีๆ ช่วยก่อสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัย หรือลงไปช่วยสอนวิชาชีพในชุมชน จะค่อยๆ ทำให้สังคมรู้จักว่าจริงๆ แล้วเด็กอาชีวะฯ เป็นอย่างไร และก็ทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมได้ไม่ต่างจากคนอื่น”</p>



<p>นี่คือพลังของเด็กอาชีวะฯ ที่สังคมมักจะมองข้ามไป</p>



<p>ในวันที่อาชีวศึกษากำลังทวีความสำคัญขึ้น ครูประทินมองเห็นหนทางในการพาอาชีวศึกษาไปให้ไกลขึ้นในอนาคต หนึ่งในนั้นคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำในการพัฒนาการเรียนการสอนสายอาชีพ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ</p>



<p>“อยากให้สถานประกอบการเข้ามาช่วยร่วมพัฒนาเด็กอาชีวะฯ ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาในการจัดการศึกษาทั้งระบบทวิภาคี และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน ร่วมพัฒนาตั้งแต่หลักสูตร ส่งผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการที่มีประสบการณ์ในวิชาชีพมานาน ชำนาญเรื่องทักษะมาร่วมวางแผนฝึกทักษะเด็กอาชีวะฯ หรือมาเป็นครูอาชีวะฯ เลย รับรองว่าเด็กที่ผ่านกระบวนการเรียนเช่นนี้จะเป็นเด็กอาชีวะฯ ที่มีศักยภาพ</p>



<p>“เมื่อเด็กจบออกไปมีงานรองรับ อาจจะเป็นสถานประกอบการที่เข้ามาร่วมฝึกที่มาจ้างงานก็ได้ ก็จะยิ่งทำให้สังคม ชุมชน หรือพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่า เรียนอาชีวะฯ จบแล้ว มีงานทำแน่นอน”</p>



<p>เมื่อถามถึงภาพฝันอาชีวศึกษา ครูประทินมองว่าอยากให้อาชีวศึกษามีการแบ่งออกเป็น 2 ระดับ</p>



<p>“ไม่ได้หมายความว่ามี 2 เกรดนะ แต่ฝันที่บอกว่าอยากให้มีอาชีวะฯ 2 ระดับคือ มีทั้งระดับที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเข้มข้นและเต็มที่ เพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานสายอาชีพให้เทียบเท่าต่างประเทศ อย่างที่มีการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางอาชีวะฯ ขึ้นมา จบออกมาก็จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีความสามารถทางภาษาต่างประเทศ และระดับที่มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กอาชีวะฯ ในระดับที่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพอย่างมีคุณภาพ”</p>



<p>ในฐานะครูผู้สอน ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมองเห็นทักษะ ศักยภาพ ความชำนาญในวิชาชีพ และความหนักเอาเบาสู้ ขยันมุ่งมั่น อดทนต่อความยากลำบาก ไม่ย่อท้อ ไม่เกี่ยงงานที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของเด็กอาชีวะฯ และต่อให้อาชีวศึกษาจะได้รับความสำคัญมากขึ้นจากรัฐบาลและหลากหลายภาคส่วน แต่หากขาดความเข้าใจของสังคม รวมถึงสถานประกอบการ พลังศักยภาพของเด็กสายอาชีพและอาชีวศึกษาก็อาจยังถูกมองข้าม ฉะนั้น อีกภาพฝันหนึ่งที่ครูประทินอยากเห็นคือ การที่สายอาชีพได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าและศักดิ์ศรีเทียบเท่าการศึกษาสายสามัญและการศึกษาระดับอุดมศึกษา</p>



<p>“นโยบายที่ว่าจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 15,000 บาท ทำให้คนอยากเรียนสายสามัญมากกว่า ไม่อยากเรียนสายอาชีพ ฉะนั้น จะทำอย่างไรที่จะให้เด็กที่จบ ปวช. หรือจบ ปวส. มีคุณค่าและราคาไม่แตกต่างจากคนที่จบปริญญาตรี”</p>



<p>แต่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ความสุขในการเป็นครูอาชีวะฯ ของครูประทินนั้นเรียบง่าย</p>



<p>“ความสุขของการเป็นครูคือ เราเห็นเด็กที่จบไปแล้วมีงานทำ มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นคนดีในสังคม แล้วกลับมาส่งต่อสิ่งที่เขาเคยได้รับให้คนรุ่นหลังค่ะ มีเด็กหลายคนที่จบไปแล้วกลับมาให้ทุนการศึกษารุ่นน้อง หรือกลับมาพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นต่อไป</p>



<p>“นี่คือสิ่งที่เราคิดว่ามันคุ้มค่ามากกับการที่พร่ำสอนเขามาหลายปี แล้วเห็นดอกเห็นผลจากการที่เขาเป็นคนอย่างที่เราตั้งใจอยากให้เป็น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb70fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/pratin-EEF-2-768x511-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94--%E2%80%93--%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%9A-"><strong>ครูคหกรรมผู้สอนบนข้อจำกัด</strong>&nbsp;–&nbsp;<strong>วาฮับ</strong></h2>



<p>ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยที่อาชีวศึกษากำลังทวีความสำคัญอย่างมากตามความต้องการ ‘คนสายอาชีพ’ เพื่อไปเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคต หากมองไปยังประเทศเพื่อนร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp;<em>บรูไน</em>เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังอยู่ในกระแสเดียวกับไทย</p>



<p>ต่างออกไปตรงที่ว่า สังคมบรูไนมองเห็นและเข้าใจคุณค่า ศักดิ์ศรี และความสำคัญของ ‘ทักษะ’ แบบสายอาชีพ</p>



<p>“จริงๆ ก่อนหน้านี้ เมื่อสัก 20 ปีก่อน โรงเรียนสายอาชีพในบรูไนก็ถูกมองว่าเป็นทางเลือกของเด็กนักเรียนที่เรียนไม่เก่งจนต้องถูกให้ออกจากโรงเรียน เรียนวิชาการแบบสายสามัญไม่ได้ ไม่มีที่ไป</p>



<p>“แต่หลังจากที่นักเรียนอาชีวะที่จบการศึกษาออกไปเริ่มประสบความสำเร็จ มีที่ทางในตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลหรือในบริษัทต่างๆ ภาพความสำเร็จของศิษย์อาชีวะเลยค่อยๆ เปลี่ยนความเข้าใจของคนในสังคม” ‘<strong>วาฮับ</strong>’ หรือเปองีงัน ฮาจิ โมฮัมหมัด วาฮับ บิน เปองีรัน ฮาจี อับดุลฮ์ (Pengiran Haji Mohd Wahab Pengiran Haji Abdullah) ครูสอนวิชาศิลปะการประกอบอาหารผู้มากด้วยประสบการณ์การสอนและทักษะ จาก School of Hospitality and Tourism, Institute of Brunei Technical Education (IBTE), Sultan Saiful Rijal Campus เล่าถึง ‘ภาพ’ ของอาชีวศึกษาในบรูไน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9448a7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/Wahab-1-768x768-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ประกอบกับในช่วงปี 2013 ที่บรูไนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาสายอาชีวะครั้งใหญ่ โรงเรียนสายอาชีพจึงถูกมองว่าเป็นโรงเรียนสำหรับการศึกษาเพื่อฝึก ‘ทักษะ’ หากต้องการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพ โรงเรียนสายอาชีพคือโรงเรียนที่ตอบโจทย์นั้น ทั้งหมดนี้ทำให้การจ้างงานแรงงานสายอาชีพทะยานเพิ่มสูงขึ้นในตลาดแรงงานบรูไน</p>



<p>“การที่สถานศึกษาร่วมมือกับสถานประกอบการเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนสายอาชีพ ซึ่งจะตามมาด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์ หากปราศจากความร่วมมือจากสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือในการออกแบบหลักสูตรหรือการส่งนักเรียนอาชีวะฯ ไปฝึกงานก็ตาม การฝึกทักษะนักเรียนให้มีคุณภาพก็จะเป็นเรื่องยาก” วาฮับกล่าว</p>



<p>สำหรับวาฮับ แน่นอนว่าการถ่ายทอดทักษะที่จำเป็นในห้องครัวและร้านอาหารจากตัวครูไปสู่นักเรียนคือหัวใจสำคัญของการเป็นครูสอนวิชาศิลปะการประกอบอาหารและการบริหารจัดการอาหาร</p>



<p>“แน่นอนว่าทักษะที่ครูอาชีวะฯ ต้องมีคือความเชี่ยวชาญในทักษะวิชาชีพนั้นๆ เข้าใจความต้องการของสถานประกอบการว่าต้องการทักษะแบบไหนจากนักเรียน แต่ยิ่งไปกว่านั้น ครูยังต้องเป็นผู้สื่อสารที่ดี เข้าใจผู้เรียน โดยเฉพาะความต่างของนักเรียนที่แต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้ช้าเร็วต่างกัน”</p>



<p>ในการถ่ายทอดทักษะในชั้นเรียน วาฮับอธิบายว่า ก่อนอื่นครูต้องรู้จักขอบเขตความรู้และทักษะของตัวเองก่อน จากนั้นต้องลงไปทำความเข้าใจแบ็กกราวด์และพื้นฐานของผู้เรียนว่ามีพื้นฐานความรู้ด้านอาหารมากน้อยแค่ไหน ถึงจะจัดคลาสให้เหมาะสมกับพื้นฐานของนักเรียนได้ จากนั้นในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนเรียนไปพร้อมๆ กันหมด ไม่มีใครแซงหน้าใครหรือมีใครเรียนได้ช้ากว่าเพื่อน วาฮับจะจับคู่ให้นักเรียนที่เรียนเร็วช่วยนักเรียนที่เรียนช้าทำความเข้าใจหรือฝึกทักษะ</p>



<p>“เราพยายามปฏิบัติกับนักเรียนเหมือนกันหมด พยายามไม่ให้มีใครที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะเรียนไม่ทัน เชื่อว่าจะช่วยให้นักเรียนรู้สึกว่าพวกเขาได้รับความใส่ใจและมีแรงจูงใจในการเรียนต่อไป”</p>



<p>“ในการฝึกทักษะให้นักเรียน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ตัวอย่าง สมมติว่านักเรียนหั่นผักไม่ถูกใช่ไหม เราจะใช้วิธีเปลี่ยนตัวอย่าง ให้ตัวอย่างอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะการหั่นแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ เพราะถ้าได้เห็นตัวอย่างอื่นๆ ที่ต่างออกไป ก็อาจะหัดจนได้ทักษะได้เหมือนกัน” นี่คือวิธีที่วาฮับใช้ทลายความยากในการฝึกให้นักเรียนรู้จักวัตถุดิบ หั่นวัตถุดิบ ประกอบอาหาร หรือจัดบริการ จนสามารถพัฒนาความรู้และทักษะให้กลายเป็นของตัวเอง</p>



<p>“เราต้องเป็นเพื่อนกับนักเรียน ในช่วงเวลาที่ต้องเจอกับความยากบางอย่างในการเรียนหรือฝึก สิ่งที่นักเรียนต้องการคือเพื่อน” วาฮับกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-712acf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/Wahab-2-768x1152-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ที่บรูไน แม้อาชีวศึกษาและนักเรียนสายอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ แต่ก็ไม่ต่างกับที่อื่นในโลกและไทยที่การสอนสายอาชีพต้องเผชิญต่ออุปสรรคและความท้าทายเช่นกัน นั่นคือ ‘ทรัพยากรขาดแคลน’ ในที่นี่คือ ขาดแคลนทั้งครู วัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงขาดวิทยาลัยและสาขาที่เปิดสอนที่เพียงพอต่อความต้องการ</p>



<p>ผลกระทบลูกโซ่ต่อมาก็คือ ‘จำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนได้และจบออกมาแต่ละปีมีจำนวนเพียงหยิบมือ’</p>



<p>“เรามีโรงเรียนสายอาชีพเอกชนอยู่อีก 2-3 แห่งก็จริง แต่ก็เปิดสอนแค่สาขาบริหารธุรกิจหรือคอมพิวเตอร์ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วขอบเขตของอาชีวศึกษากว้างกว่านั้น คือรวมสาขาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว หรือคหกรรมด้วย ที่บรูไน มีแค่ที่ IBTE ที่เดียวที่เปิดสอนสาขาเหล่านี้</p>



<p>“ที่นักเรียนสมัครเรียนน้อย ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากเรียนนะ แต่โรงเรียนเรารับจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนได้ในแต่ละรอบค่อนข้างจำกัด อย่างที่สถาบันการจัดการบริการ โปรแกรมคหกรรมมีคนสมัครครั้งหนึ่งกว่า 200 คน แต่เรารับนักเรียนได้เต็มที่แค่ 40 คนเท่านั้น เพราะห้องปฏิบัติการไม่พอ” วาฮับเล่า</p>



<p>และเมื่อทรัพยากรจำกัด หมายความว่าครูต้องพยายามจัดการสอนภายใต้ข้อจำกัดให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ผมเคยรับตำแหน่งหัวหน้าโปรแกรมในการจัดทำหลักสูตรการปรุงอาหารและบริหารจัดการอาหารแบบมืออาชีพ หน้าที่คือต้องพัฒนาและอัปเดตหลักสูตร พูดคุยหารือกับสถานประกอบการ บริหารจัดการตารางในการใช้ห้องปฏิบัติการสำหรับครูและนักเรียน และแน่นอน สอน</p>



<p>“นี่คือสาเหตุว่าทำไมผมพูดเรื่องปัญหาขาดแคลนทรัพยากรขึ้นมา เราต้องหาเอาชนะข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรไม่พอให้ได้ โดยเฉพาะในการฝึกปฏิบัติ</p>



<p>“ที่วิทยาลัยเรามีครัวแค่ 3 ครัว แต่ว่าทุกสัปดาห์จะมีฝึกปฏิบัติอย่างน้อย 5 ครั้ง เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางบริหารตารางให้ลงตัวสำหรับครูและนักเรียน สำคัญมากที่จะต้องจัดไม่ให้ตารางชนกัน”</p>



<p>นอกจากเรื่องทรัพยากรแล้ว ความท้าทายอีกอย่างคือเรื่องครู วาฮับมองว่าปัจจุบันการคัดเลือกคนเข้ามาเป็นครูสายอาชีพยังคงมีปัญหาอยู่พอสมควร เพราะครูบางส่วนไม่มีประสบการณ์จริงในวิชาชีพนั้นๆ มาก่อน ทั้งๆ ที่ทักษะวิชาชีพสำคัญมากในการสอนนักเรียนสายอาชีพ ก็ต้องอาศัยการส่งครูไปฝึกงานกับสถานประกอบการเพื่อเพิ่มทักษะ</p>



<p>สุดท้ายแล้ว เมื่อชวนวาฮับมองข้ามข้อจำกัดไปวาดภาพฝันอนาคตของอาชีวศึกษาในฐานะครู นี่คือคำตอบที่วาฮับทิ้งท้ายไว้</p>



<p>“ผมอยากให้อาชีวศึกษามีพลังที่จะสามารถพัฒนาทักษะระดับสูงให้นักเรียนแต่ละคนได้ มีศักยภาพสูงระดับโลกเลย เพื่อให้ตอบโจทย์การจ้างงานมากกว่าเดิม</p>



<p>“นอกจากนี้อาชีวศึกษาต้องหันมาให้ความสนใจกับ long-life skills ของนักเรียนมากขึ้น เพราะตอนนี้ที่ IBTE การวัดทักษะความสามารถของนักเรียนอยู่ที่แค่ทักษะวิชาชีพอย่างเดียวเท่านั้น และเป็นเกณฑ์ที่ตั้งโดยวิทยาลัย ต้องไม่ลืมความต้องการของสถานประกอบการด้วย</p>



<p>“ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกับสถานประกอบการ เพราะนั่นจะทำให้นักเรียนอาชีวะที่จบออกไปเป็นที่ต้องการมากของตลาดแรงงานมากขึ้น</p>



<p>“ผมเชื่อว่าการศึกษาสายอาชีพคือพลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาประเทศ”</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tvet-teachers/">งบน้อย ครูไม่พอ เปลี่ยนภาพจำแง่ลบเด็กอาชีวะฯ: เปิดโลก ‘ครูสายอาชีพ’ ที่ยังสอนอยู่บนข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เข้าใจระบบอาชีวศึกษาไทยใน 9 ภาพ: เด็กสายอาชีพอยู่ตรงไหนในตลาดแรงงาน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vocational-education-infographic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2022 08:20:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[สายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50338</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าเราจะมองอาชีวศึกษาหรือการเรียน ‘สายอาชีพ’ แบบไหน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-infographic/">เข้าใจระบบอาชีวศึกษาไทยใน 9 ภาพ: เด็กสายอาชีพอยู่ตรงไหนในตลาดแรงงาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ว่าเราจะมองอาชีวศึกษาหรือการเรียน ‘สายอาชีพ’ แบบไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจละเลยคือความจริงที่ว่า ‘นักเรียนสายอาชีพ’ เป็นอนาคตและเป็นบุคลากรที่สำคัญต่อสังคม ไม่ว่าประเทศจะพึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยี หรือการท่องเที่ยวและบริการ</p>



<p>การพัฒนาคุณภาพแรงงานกลายเป็นหนึ่งโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทยในการพยายามก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยเฉพาะการวางเป้าหมายเพิ่มแรงงานทักษะสูง</p>



<p>เมื่อมองไปที่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นต้นทางในการสร้างคนส่งต่อไปยังตลาดแรงงาน ส่วนหนึ่งที่ยังขาดคือแรงงานมีฝีมือจากอาชีวศึกษา</p>



<p>101 ชวนทำความเข้าใจระบบอาชีวศึกษาไทยใน 9 ภาพผ่านตัวเลขและสถิติ เด็กสายอาชีพอยู่ตรงไหนในตลาดแรงงาน ปัญหาคอขวดในการพัฒนาอาชีวศึกษาอยู่ตรงไหน และโจทย์แบบไหนที่เราต้องตอบ</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>ภาพรวมตลาดแรงงานไทย เมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยน</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-2-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287491"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>ประมาณการเข้าสู่ตลาดแรงงานและอัตราว่างงานเทียบจากระดับการศึกษา</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-3-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287492"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>ภาพใหญ่ระบบอาชีวศึกษาไทย</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-4-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287493"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>ความต้องการของนายจ้างกับคุณภาพของนักเรียนสายอาชีพ</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-5-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287494"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>อัตราการจบตรงอุตสาหกรรมเป้าหมาย</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-6-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287495"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">::&nbsp;<strong>ทักษะพื้นฐานของนักเรียนสายอาชีพ</strong>&nbsp;::</h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-7-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287496"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>งบประมาณการศึกษาสายอาชีพเทียบกับระดับการศึกษาอื่น</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-8-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287497"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: อัตราส่วนครูต่อนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษา (1) ::</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-9-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287498"/></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: อัตราส่วนครูต่อนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษา (2) ::</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211208-eef-10-edit-1200x800.png" alt="" class="wp-image-287541"/></figure>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-infographic/">เข้าใจระบบอาชีวศึกษาไทยใน 9 ภาพ: เด็กสายอาชีพอยู่ตรงไหนในตลาดแรงงาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พิทักษ์ หังสาจะระ : ต้นกล้าจากอาชีวะ สู่นักจัดดอกไม้ระดับโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/pitag-hungsajara-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2022 08:12:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[นักจัดดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[พิทักษ์ หังสาจะระ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50329</guid>

					<description><![CDATA[<p>จะปลูกดอกไม้ให้งาม ทั้งดินทั้งน้ำต้องอุดมสมบูรณ์ดี เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/pitag-hungsajara-interview/">พิทักษ์ หังสาจะระ : ต้นกล้าจากอาชีวะ สู่นักจัดดอกไม้ระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จะปลูกดอกไม้ให้งาม ทั้งดินทั้งน้ำต้องอุดมสมบูรณ์ดี</p>



<p>เช่นเดียวกับการที่คนเราจะเติบโตเบ่งบาน ประสบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพ ย่อมต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญอย่างการศึกษาที่มีคุณภาพและพื้นที่แสดงศักยภาพของผู้เรียน ซึ่งในสายตาของ&nbsp;<strong>พิทักษ์ หังสาจะระ</strong>&nbsp;นักจัดดอกไม้ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย การเรียนอาชีวะมอบให้เขาทั้งสองอย่าง</p>



<p>แตกต่างไปจากการเรียนสายสามัญ — หลักสูตรสายอาชีพถูกออกแบบมาเพื่อสอนทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง เน้นการเรียนรู้ผ่านการรังสรรค์ชิ้นงาน และเติมเต็มประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ แม้มองผ่านๆ เราอาจคุ้นเคยกับภาพช่างกล เครื่องยนต์ และช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง อาชีวะยังมีแง่มุมด้านสุนทรียศาสตร์ มีทางเลือกให้คนรักศิลปะได้ฝึกปรือฝีมือและความคิดสร้างสรรค์มากมายไม่แพ้กัน</p>



<p>ถึงกระนั้นเราต่างรู้ดีว่าการเป็น ‘เด็กศิลป์’ ในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเด็กศิลป์สายอาชีวะยิ่งท้าทาย หลายคนต้องเผชิญกับคำถามและความกังขา ตั้งแต่เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร เรียนจบแล้วเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือไม่ แล้วตัวตนในฐานะศิลปินล่ะ จะไปได้ไกลสักแค่ไหน ฯลฯ</p>



<p>ตัวตนของพิทักษ์ คือหนึ่งในเครื่องพิสูจน์ว่าเด็กศิลป์สายอาชีวะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากเด็กเรียนสายอื่นๆ เขากลายเป็นนักจัดดอกไม้มีชื่อระดับโลก เจ้าของร้านและสตูดิโอสอนจัดดอกไม้ Flower Decor คร่ำหวอดในวงการมากว่า 30 ปี ปัจจุบันนี้ยังคงมีงานจ้างวานจัดดอกไม้แก่ห้างร้านและแบรนด์ดังอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ทั้งหมดนี้ พิทักษ์บอกกับ 101 ว่าเขาเริ่มต้นเลือกเรียนอาชีวะด้วยเหตุผลเดียว</p>



<p>คือมันเป็นการเรียนที่ตอบโจทย์สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดในระบบการศึกษาไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bcc76e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/S__26484901-768x1153-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>คุณเริ่มต้นมาเรียนอาชีวะ เรียนการจัดดอกไม้ได้อย่างไร</strong></h3>



<p>หลังเรียน ม.ต้นสายสามัญจบ เรามาเรียนต่อ ปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ซึ่งสมัยก่อน เด็กจบ ม.ต้นหลายคนยังไม่รู้ตัวเองหรอกว่าชอบอะไร หลายคนยังสนุกอยู่กับเพื่อนๆ ถ้าเพื่อนเลือกเรียนอะไรก็เฮกันไปทางนั้น แต่เรารู้ตัวเองมานานแล้วว่ามีความสุข สนุกเวลาเรียนวิชางานฝีมือ งานศิลปะ เวลาทำงานแล้วได้รับคำชื่นชมจากครูบาอาจารย์แล้วรู้สึกมีพลัง มีกำลังใจ เลยคิดว่าเราน่าจะลองเรียนสายอาชีวะ ก็ไปดูว่ามีแผนกไหนให้เลือกบ้าง เผอิญไปเจอแผนกคหกรรมศาสตร์ที่สอนทั้งงานดอกไม้ งานเย็บปักถักร้อย เสื้อผ้าและอาหาร จึงไปลองเรียนดู</p>



<p>ตอนเรียน ปวช. ครูบาอาจารย์ท่านชื่นชมเรามาก บอกว่าพิทักษ์ทำงานดอกไม้ได้ดี ทำได้สวย ได้คะแนนค่อนข้างโดดเด่น เราก็ยิ่งมีกำลังใจเรียนต่อระดับ ปวส. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ พอมาเรียนกรุงเทพฯ ได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ได้ไปดูงานดอกไม้ตามที่ต่างๆ อย่างสมัยก่อนมีงานดอกไม้ที่โรงแรมปาร์คนายเลิศทุกปี เราได้เห็นดาราเซเลป ดีไซน์เนอร์จัดดอกไม้โชว์กันแบบแปลกใหม่ เห็นงานพี่แพน เผ่าทอง ทองเจือ นำผ้าไทยมาจัดผสมกับดอกไม้ เรายิ่งรู้สึกว่างานดอกไม้ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มันไปได้ไกลกว่าที่เราคิดเยอะ ยิ่งเรียน ยิ่งเห็นก็ยิ่งเกิดความประทับใจ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>พอเล่าได้ไหมว่าการเรียนจัดดอกไม้ของอาชีวะ เรียนกันแบบไหน</strong></h3>



<p>แผนกที่เราเรียนคือคหกรรมศาสตร์ สมัยก่อนจะมีสามวิชาเอกให้เลือก คือ เอกทำอาหาร เอกเสื้อผ้า และเอกศิลปะทั่วไป เราเลือกเอกศิลปะทั่วไป เพราะจะได้เรียนทั้งการทำอาหาร เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้า งานใบตอง งานดอกไม้สด ดอกไม้ประดิษฐ์ ค่อนข้างครบ งานดอกไม้ก็มีตั้งแต่ร้อยมาลัย เย็บแบบ ทำพานพุ่ม กระทง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับดอกไม้สด ส่วนดอกไม้ประดิษฐ์จะเป็นการนำดอกไม้สดมาแกะแบบ ประดิษฐ์ดอกไม้ด้วยผ้า แล้วรีด สมัยก่อนใช้เครื่องรีดมือ รีดแล้วมาเข้าช่อให้เหมือนจริงที่สุด จากนั้นค่อยนำมาจัด&nbsp; &nbsp;</p>



<p>ในระดับ ปวส. ยังคงแบ่งเอกเหมือนเดิม เราเรียนศิลปะทั่วไปเหมือนเดิม เพียงแต่สามารถเลือกได้ว่าจะเรียนดอกไม้เยอะหน่อย มีงานเสื้อผ้าน้อยหน่อย อาหารน้อยหน่อย &nbsp;</p>



<p>สมัยก่อนเขาสอนงานดอกไม้แบบจัดทรงสามเหลี่ยม ทรงกลม ทรงพุ่ม ไม่ได้หลากหลายเท่าปัจจุบัน และไม่สะดวกเท่าตอนนี้ เพราะเมื่อหลายสิบปีที่แล้วไม่มีโอเอซิสหรือฟลอรัลโฟมไว้จัดดอกไม้อะไรเลย ต้องใช้ถุงน้ำ ประดิษฐ์จากไม้ลูกชิ้นต่อสำลี ใส่ถุงมัดหนังยางแล้วปักดอกไม้ หรือใช้ฟาง ใช้ผักตบชวา ลำบากลำบนพอสมควร แต่ด้านหนึ่งมันก็สนุกและท้าทายดี อย่างตอนเรียนเทคนิคสมุทรปราการ จะใช้ดอกไม้มาทำงานสักที นักเรียนต้องนั่งรถเมล์ไปซื้อดอกไม้ถึงปากคลองตลาดซึ่งมันก็ลำบาก เราเลยอาศัยตัดดอกไม้ เก็บกิ่งไม้แห้งตามแถววิทยาลัย แถวชายทะเลมาจัด ปรากฏว่าคนที่ใช้ดอกไม้นอกได้คะแนนน้อยกว่าเราที่ใช้ของท้องถิ่นเสียอีก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เคยมีตัวเลือกอื่นในใจไหมว่าถ้าไม่เรียนจัดดอกไม้ เป็นนักจัดดอกไม้ อยากเรียนหรืออยากเป็นอะไร</strong></h3>



<p>จริงๆ เราชอบเรียนทำผมมาก เท้าความสักหน่อยว่าครอบครัวมีคุณพ่อทำนา คุณแม่เป็นแม่บ้าน เวลาว่างๆ ท่านจะไปเรียนทำผมกับป้าเจ้าของร้านตัดผมข้างบ้าน ซึ่งตอนเด็กๆ ท่านไม่มีลูกมือ เลยเรียกให้เราไปเป็นลูกมือช่วยหิ้วตะกร้าไปทำผม ดัดผมตามบ้าน เราเห็นก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีและสวย พอเรียน ปวช. เลยบอกแม่ว่าเราอยากเรียนทำผมช่วงว่างๆ หลังเลิกเรียนหรือเสาร์อาทิตย์ แม่ก็พาไปสมัครโรงเรียนสอนทำผม ทำให้เราได้เรียนหนังสือไปด้วย เรียนทำผมไปด้วย บางครั้งก็รับงานทำผมระหว่างเรียน</p>



<p>พอเรียนจบ ปวช. คุณแม่ก็เปิดร้านทำผมให้ เราเลยรับงานแต่งหน้าเพิ่มขึ้นมา เช่น แต่งหน้าเจ้าสาว แต่งหน้ารับปริญญา แต่งหน้านางแบบแฟชั่นไปถ่ายแมกกาซีน ช่วงชีวิตส่วนใหญ่จึงยุ่งกับการเรียนและการทำงาน ตอนเรียน ปวส. เรารับงานเยอะมาก มือหนึ่งต้องหิ้วกระเป๋าทำผม อีกมือถือกระเป๋าอุปกรณ์แต่งหน้า หนังสือเรียนใส่เป้สะพายหลัง แต่งหน้าเจ้าสาวตั้งแต่ตีสองยันตีห้า จากนั้นไปนั่งหลับที่วิทยาลัยเพื่อตื่นมาเรียนภาคบ่าย ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย รู้สึกสนุก มีความสุข เพราะเราชอบแฟชั่น ได้เจอคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่ไม่เคย มันชวนให้ตื่นเต้นตลอดเวลา</p>



<p>อันที่จริงอาชีพทำผมได้เงินเยอะนะ ตอนนั้นยังไม่รู้เหมือนกันว่าสักวันตัวเองจะกลายมาเป็นนักจัดดอกไม้ บางทีก็เป็นเรื่องของพรหมลิขิตที่ทำให้เราเดินมาทางนี้ แต่ทุกวันนี้ยังไม่ลืมวิชาทำผมนะ ที่ทำงานยังมีห้องทำผมอยู่เลย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ประสบการณ์การที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วย มอบอะไรให้แก่คุณบ้าง</strong></h3>



<p>เราชอบทั้งสองอย่าง ทั้งการจัดดอกไม้และทำผม และเราคิดว่ามันเป็นงานศิลปะสายเดียวกัน สามารถนำมาเชื่อมโยงเข้าหากันได้ด้วยซ้ำไป ตอนนี้นอกจากเราจะทำงานจัดดอกไม้ เปิดโรงเรียนสอนจัดดอกไม้ เรายังมีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นโชว์บ่อยๆ ใช้ดอกไม้มาทำแฟชั่นโชว์ ทักษะแต่งหน้าทำผม เรื่องเสื้อผ้า อะไรต่างๆ ที่เรียนคหกรรมมาได้ใช้หมดเลยในธุรกิจของเรา และการประยุกต์ความรู้ต่างๆ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นขึ้นมา ไม่เหมือนใคร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0ea48"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/48390717_1952944824758939_1788865866037723136_n.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ตอนที่คุณเลือกเรียนต่อสายอาชีวะ ทางบ้านคิดเห็นอย่างไร สนับสนุนไหม</strong></h3>



<p>อันที่จริงทางบ้านไม่ได้เห็นด้วยที่เราจะเรียนอาชีวะ แม้เขาไม่ได้รู้สึกว่าอาชีวะกับสายสามัญแตกต่างกันมาก แต่เขาอยากให้ลูกเรียนแล้วมีงานที่มั่นคง เรียนอะไรก็ได้ที่มีงานทำ อยากให้เรารับราชการ เพราะคนสมัยก่อนมักคิดว่าทำงานราชการมีบำเหน็จบำนาญและอยู่สบาย ดังนั้นเลยไม่ได้สนับสนุนให้เราเรียนอาชีวะสายศิลปะเท่าไหร่ คุณแม่อาจจะแล้วแต่เรา เพราะท่านค่อนข้างตามใจ หัวสมัยใหม่หน่อยๆ ชอบงานศิลปะ แต่คุณพ่อไม่ค่อยสนับสนุน ซึ่งเราก็เข้าใจพ่อแม่นะ แต่เราก็บอกว่าขอลองเรียนดูก่อนว่าจะเป็นยังไง รับรองว่าจะตั้งใจเรียน เขาก็อนุญาต</p>



<p>สมัย ปวช. ยังเคยโกหกคุณพ่อด้วยซ้ำว่าไปเรียนคหกรรมศาสตร์ เรียนทำอาหารเพื่อเป็นกุ๊กโรงแรม ฟังดูหรูหราน่าเชื่อถือ ไม่บอกว่าไปเรียนเอกศิลปะเพราะพ่อไม่ชอบเด็กศิลป์ เมื่อก่อนเด็กศิลป์เขามักแต่งตัวเสื้อผ้ายับๆ คนหาว่าเหมือนกุ๊ยเพราะเสื้อผ้าดูไม่เรียบร้อย แต่จริงๆ เราชอบสไตล์แบบนั้นมากเลย มีเพื่อนหลายคนที่เป็นแบบนั้น</p>



<p>พอถึง ปวส. ก็ไปเรียนโดยที่คุณพ่อไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนอะไรเพราะท่านทำงานหนัก และเราก็ไม่ใช่คนเกเร ทำงานและเรียนอย่างเดียว ชีวิตวนเวียนแค่เปิดร้านทำผมกับเรียนหนังสือ มีไปทำกิจกรรมประกวดบ้าง ทำกระทง จัดดอกไม้ วิทยาลัยส่งไปแข่งขันที่ไหนก็ไป ไม่เคยรู้จนเราเรียนจบมาบวช</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>พอได้มาเรียนอาชีวะสมความตั้งใจ อะไรคือสิ่งที่คุณชอบหรือมองว่าเป็นข้อดีของการเรียนสายอาชีพ</strong></h3>



<p>เราว่ามันให้อิสระด้านความคิด ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบมาก ตอนเราเรียน อาจารย์ให้อิสระในการออกแบบผลงาน ออกไอเดียว่าจะทำงานหนึ่งชิ้นให้สำเร็จได้ยังไง พิทักษ์ เธอลองออกแบบมาสิ ถ้าเธอจะทำกระกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี เธอจะออกแบบเป็นทรงไหน ใช้ดอกอะไร สีอะไร แล้วเธอรู้สึกยังไงกับงาน การที่เราได้ทำงานที่แสดงออกถึงความคิดของเรา ได้ใช้มุมมอง ใส่ไอเดียลงไปอย่างเต็มที่ ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้ปล่อยเราอิสระไปทุกเรื่องนะ กฎระเบียบก็ยังมีอยู่ สมัยเรียน ปวส. เราโดนครูเรียกไปยืนหน้าห้องทุกอาทิตย์ เรื่องผมผิดระเบียบ หน้าผิดระเบียบ เล็บ เสื้อ กางเกง เข็มขัด รองเท้า ผิดระเบียบหมดเลย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เรียกได้ว่าการเรียนสายอาชีวะก็ยังเจอข้อจำกัดเรื่องการแต่งกายเหมือนสายสามัญ</strong></h3>



<p>เราเป็นช่างทำผมแต่งหน้า สมัย ปวส. ก็เริ่มแต่งให้ดารานางแบบลงแมกกาซีนแล้ว คิดดูสิว่าช่างควรจะแต่งตัวแบบไหนล่ะ เงินที่ได้จากการแต่งหน้าทำผมหน้าละ 1,500 บาท 30 ปีที่แล้วถือว่าไม่น้อย เดือนหนึ่งแต่งหลายหน้า เราก็มีเงินมากพอจะจ่ายค่าเทอม เลี้ยงข้าวเพื่อน เหลือมาจ่ายค่าแต่งตัวของตัวเองได้ไม่เดือดร้อนใคร เราก็ทำผมทรงสิเรียมดัดหยิกทั้งหัว เขียนคิ้วใหญ่ๆ แบบสินจัย หงษ์ไทย ในเรื่อง ‘ช่างมันฉันไม่แคร์’ ปากสีส้ม ขนตาสีฟ้า สวมเสื้อลินินกับสร้อยข้อมือเงินแท้ข้างละหลายๆ เส้น แล้วก็ทาเล็บสีดำ แต่งไปโรงเรียนแบบนั้นคนเดียวเพราะเราอินแฟชั่นมาก ไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองประหลาดหรือไม่ประหลาด รู้แต่ว่าเรามีความสุข แล้วครูก็จะเรียกไปด่า (หัวเราะ)</p>



<p>แต่ทุกวันนี้เราซี้กับอาจารย์ท่านนั้นแล้วนะ เพราะเราไปเป็นวิทยากรให้กิจกรรมอบรมครูอาชีวะทั่วประเทศที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แทบทุกปี มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์ที่คอยดุเราสมัยเรียนมาอบรม กลายเป็นลูกศิษย์เราอีกที อาจารย์ท่านเดินมาถาม พิทักษ์ จำครูได้ไหม เราก็แบบ…แหม ทำไมจะจำไม่ได้ (หัวเราะ) เห็นอาจารย์มาอบรมเราก็ดีใจ เพราะเราตั้งใจอยากให้ครูอาชีวะได้พัฒนาฝีมือ ไม่อยู่กับที่ งานจัดดอกไม้เป็นงานศิลปะที่พัฒนาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราไม่พัฒนาครูก่อน แล้วเด็กจะพัฒนาได้ยังไง เราดีใจที่ได้นำประสบการณ์ความรู้จากการทำงานมาสอนครูอาชีวะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ทราบมาว่าหลักสูตรของอาชีวะมีการจัดให้นักเรียนได้ออกไปฝึกงานที่สถานประกอบการ สำหรับสายงานจัดดอกไม้ คุณได้ไปฝึกงานที่ไหน อย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>ตอนนั้นเพื่อนๆ ส่วนใหญ่เลือกไปฝึกงานร้านอาหาร ร้านดอกไม้ ส่วนเราเลือกฝึกงานที่โรงแรมแมนดารินสามย่าน เพราะเดินทางจากบ้านได้สะดวก ตอนแรกกลัวมากเพราะคนขู่ไว้เยอะว่าเรียนคหกรรม ระวังนะเขาจะส่งไปขัดบันไดทองเหลืองทั้งวันจนมือดำเมี่ยม ปูเตียงโยนเหรียญบาทให้มันเด้ง เราก็ไม่อยากทำ อยากจัดดอกไม้ พอเอาเอกสารฝึกงานไปยื่นกับทางโรงแรมและสัมภาษณ์เลยบอกเขาว่าเราอยากทำงานห้องจัดดอกไม้ ไม่อยากปูเตียง ไม่อยากขัดบันได (หัวเราะ) บอกเขาตรงๆ แบบนี้เลย เขาถามกลับว่าทำไมเราถึงมั่นใจว่าจะจัดดอกไม้ได้ คิดเหรอว่าโรงแรมจะให้จัด เราก็บอกว่าผมไม่ได้มั่นใจ แต่ผมพร้อมจะเรียนรู้ เพราะผมชอบดอกไม้มาก พอมีประสบการณ์ระดับหนึ่งแต่อาจจะไม่ถูกใจพี่ๆ ดังนั้นให้ผมทำอะไรในห้องจัดดอกไม้ไปก่อนก็ได้ เก็บกวาดเช็ดถู ส่งของ ทำได้หมดเลย แล้วถ้าวันไหนพี่มองว่าผมพร้อมทำงานจัดดอกไม้แล้วผมก็จะทำให้เต็มที่</p>



<p>สุดท้าย ฝึกงานไปสักพักก็ได้จัดดอกไม้จริงๆ ตอนแรกได้จัดดอกไม้ให้ห้องพักแขก ห้องจัดเลี้ยง วันหนึ่งมีพี่บอกให้ไปจัดดอกไม้ห้องล็อบบี้ เราแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แรกๆ จัดกับพี่ๆ หลังๆ เขาปล่อยให้เราจัดคนเดียว ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราตอนนั้นที่ได้จัดดอกไม้กลางล็อบบี้โรงแรมใหญ่ๆ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ฟังดูแล้ว อาชีพนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่ทำงานได้หลายแห่งนอกเหนือไปจากในร้านดอกไม้อย่างที่เราเข้าใจ</strong></h3>



<p>ปัจจุบันอาชีพนักจัดดอกไม้สามารถทำได้ทั้งงานโรงแรม wedding organizer wedding planner เปิดร้านเป็นของตัวเอง หรือเป็นช่างฟรีแลนซ์ก็ยังได้ ฟรีแลนซ์นี่ค่าแรงกะละ 2,000-2,500 บาท เข้ากะครั้งละ 8 ชั่วโมง หลายร้านเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำให้เสร็จสรรพ&nbsp;ถ้าอยู่เลยกะก็บวกเงินขึ้นไปอีก บางคนมีงานติดกัน เดือนหนึ่ง 20-30 งาน คูณเงินเข้าไปก็ได้หลายหมื่นอยู่ ช่วงโควิด-19 อาจจะมีงานให้ช่างดอกไม้น้อยลงไปบ้าง แต่ในช่วงก่อนโควิด-19 เราเห็นเลยว่าตลาดแย่งตัวช่างดอกไม้กันมากพอสมควร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หลังเรียนจบอาชีวะ เส้นทางชีวิตของคุณในฐานะนักจัดดอกไม้เป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>หลังเรียน 2 ปีในระดับ ปวส. จบก็มาบวชให้คุณพ่อคุณแม่ก่อน ตอนใกล้สึกเราเห็นว่าบริษัทคลาสสิกฮาน่า ซึ่งเป็นบริษัททำงานจัดดอกไม้โดยตรงของญี่ปุ่นเปิดรับสมัครพนักงาน เราวางแผนจะสึกมาสมัครทำงาน แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม เพราะตอนเราอยู่วัดช่วยงานจัดดอกไม้ให้วัดหลายงาน สุดท้ายพอไปคุยกับพระด้วยกัน พระรูปอื่นเลยรวมตัวกันไปคุยกับเจ้าอาวาสว่าถ้าไม่ยอมให้เราสึก จะสึกพร้อมกันทั้งหมด ท่านเลยต้องยอม</p>



<p>พอเราสึกออกมา ปรากฏว่าบริษัทกลับปิดรับสมัครไป เราไม่รู้จะทำยังไงเพราะผิดแผนไปหมด สุดท้ายไปบอกเขาว่าให้เราทำตำแหน่งอะไรก็ได้ เขาเลยรับเราเป็นพนักงานดูแลสต็อก คอยทำงานจิปาถะ แต่ถึงจะทำสากกะเบือยันเรือรบ เราก็ยังสนุกนะ (หัวเราะ) มีความสุขตลอดเวลาที่ได้อยู่ในห้องดอกไม้</p>



<p>เผอิญบริษัทนี้เปิดสาขาอยู่ตามห้าง วันหนึ่งพนักงานห้างขาด เราจึงได้ไปขายชั่วคราว เดือนแรกทำให้ยอดเขาเพิ่มขึ้น เดือนสอง เดือนสามยอดก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เราเลยได้เป็นช่างดอกไม้สมใจ ไม่ต้องอยู่ดูแลสต็อกแล้ว ทั้งหมดใช้เวลาครึ่งปีกว่า ถัดมาไม่ถึงปีเราได้ขึ้นเป็นหัวหน้าช่าง คอยตรวจร้านสาขาต่างๆ สอนจัดดอกไม้ แต่ทำได้ปีกว่าเราก็ออก เพราะต้องการมาสมัครเป็นครูในโรงเรียนสอนจัดดอกไม้แห่งแรกของประเทศไทยที่เพิ่งก่อตั้ง อีกอย่างคนที่อยู่ในบริษัทมาก่อนเรายังไม่ได้ตำแหน่งหัวหน้า เราอยู่ไปก็ลำบากใจ เลยเลือกออกไปหาประสบการณ์ใหม่ดีกว่า</p>



<p>พอมาเซ็นสัญญากับบริษัทแห่งใหม่ เขาก็ส่งให้เราไปเรียนที่สถาบันมานาโกะ ฟลาวเวอร์ อคาเดมี ไปเรียนจัดดอกไม้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนจะมาเป็นครู เรียนจบเราก็สอนอยู่ที่นั่นราว 5 ปี ระหว่างนั้นได้ทำผลงานต่างๆ เช่น เป็นตัวแทนประเทศไทยไปโชว์จัดดอกไม้ในการประชุมสภาดอกไม้โลกที่ฮ่องกง ทำช่อดอกไม้ให้นางงามจักรวาลในการจัดงานประกวดครั้งแรกที่ประเทศไทย ประกวดดอกไม้ชิงถ้วยสมเด็จพระเทพฯ ทำแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์สิริกิติ์ ควบคู่กันไปกับการทำงานสอน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>แล้วอะไรทำให้คุณตัดสินใจออกมาตั้งสถาบัน Flower Decor ของตัวเอง</strong></h3>



<p>เราไม่เคยคิดจะออกเลย แต่ก็เหมือนบริษัทหลายแห่งที่มีปัญหาเรื่องบุคลากร สุดท้ายจึงเลือกมาเปิดร้านของตัวเอง หลังจากคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว ช่วงนั้นมีคนเตือนเยอะพอสมควรเรื่องทำธุรกิจ แต่เราก็สู้ คิดว่าอยากลองทำดู เราเริ่มเปิดร้านกับหุ้นส่วนก่อน ทำมาได้ปีกว่า ค่อยมีความคิดเปลี่ยนมาทำร้านเพียงคนเดียวแถวสุขุมวิท 53 ซึ่งเรายอมรับว่าสำหรับคนไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราเกือบฆ่าตัวตายสองรอบมาแล้ว เพราะเจอภาวะฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไม่ดี และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในร้านเยอะมาก เสียค่าเช่าร้านเดือนละ 35,000 บาท ถือว่าแพงมากในสมัยก่อน มีช่วงหนึ่งเราต้องลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายด้วยการออกไปตระเวนหาของ ตัดดอกไม้ กิ่งไม้ด้วยตัวเองมาใช้จัดใช้สอนนักเรียน ซื้อน้อยหน่อย ขยันออกไปหาของเองมากหน่อย&nbsp;</p>



<p>พอเริ่มตั้งตัวได้ เราก็เกิดความคิดว่าถ้าต้องเช่าร้านต่อไปจะไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย เลยไปปรึกษาธนาคารเพื่อเริ่มหาซื้อตึก โดยตั้งใจว่าเราทำธุรกิจเกี่ยวกับดอกไม้ ร้านต้องอยู่ในพื้นที่ที่คนมีกำลังทรัพย์มากพอจะใช้จ่าย ซื้อดอกไม้ของเรา จนมาเจอตึกที่สุขุมวิท 39 ชอบมาก อยากได้ จึงตัดสินใจขอกู้แบงก์มาซื้อตึก บังเอิญตอนนั้นเรารับงานตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัทบางกอกกรีนซึ่งขายดอกกล้วยไม้ใส่กล่องที่สนามบิน มีเงินเดือนประจำ กับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ส่งออกต่างประเทศ ช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ ก็ใช้ตำแหน่งเหล่านี้กับผลงานที่เคยทำมาไปขอกู้ ตอนแรกทำใจว่าอาจไม่ได้ เพราะขั้นตอนกู้แบงก์สมัยนั้นยุ่งยากมาก แต่สุดท้ายก็ได้ ตอนที่รู้นี่ดีใจจนแทบจะเป็นลม</p>



<p>ประสบการณ์เหล่านี้สอนเราหลายอย่างมาก ทั้งความอดทน ทักษะบริหารจัดการ และโชคดีที่เราเคยทำงานบริษัทมาก่อน เคยเจอปัญหามาก่อน ถ้ามาทำธุรกิจโดยไม่ได้ผ่านประสบการณ์การทำงานจากที่อื่นๆ เลย เวลาล้ม เราอาจจะล้มแรงกว่านี้ ดังนั้นหลายคนที่เรียนจบแล้วอยากเปิดร้าน เพราะเชื่อว่าตัวเองเก่ง มีผลงานมามาก มันไม่ใช่แค่นั้น การทำธุรกิจต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยเวลา มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f6064"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/32257317_1665667456820012_3023603538400903168_n.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เมื่อย้อนมองเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา คุณคิดว่าการเรียนอาชีวะมอบอะไรให้แก่คุณบ้าง</strong></h3>



<p>เราคิดว่าอาชีวะสอนเรื่องความรับผิดชอบ อันที่จริงทุกสถาบันก็คงสอนนักเรียนเรื่องความรับผิดชอบ แต่อาชีวะต่างออกไปที่เวลาสอน เขาให้ทำงานออกมาเป็นชิ้นงาน คุณต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงด้วยดี ซึ่งงานแต่ละชิ้นก็ไม่ง่าย ดังนั้น มันจะสอนเรื่องความอดทนให้แก่เรา แทบทุกสาขา ทั้งการทำเสื้อผ้าสักชุด เครื่องยนต์สักเครื่อง ดอกไม้ อาหาร ทุกอย่างต้องใช้ความคิดในการรังสรรค์ หาวัตถุดิบมาทำให้สำเร็จ &nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้อาจารย์ในอาชีวะยังให้อิสระกับการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการสอนทักษะ ทำให้เราได้ใช้ทักษะลงมือทำงานที่เราชอบได้เต็มที่ ในอาชีวะมีวิชาที่ต้องออกแบบ ใช้ความคิดเยอะ การที่เราได้คิด ได้สนุกกับงาน ทำให้ทุกวันนี้เรายังทำงานด้วยความสนุก รู้สึกเหมือนเรียนหนังสือตลอดเวลา</p>



<p>หลายคนอาจมองว่าอาชีวะเรียนเน้นสายอาชีพหนัก แต่จริงๆ เราก็ได้เรียนวิชาพื้นฐานที่ต้องใช้เหมือนกัน เช่น ภาษาอังกฤษ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>คำกล่าวที่ว่าเมื่อเรียนอาชีวะจบออกมาแล้วจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็ว มีงานทำแน่นอน ประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณคิดว่าเป็นจริงไหม</strong></h3>



<p>น่าจะจริง ปัจจุบันคนเรียนจบอาชีวะมาน่าจะมีโอกาสสูง เนื่องจากอาชีวะสอนงานที่ต้องใช้ทักษะ ใช้ฝีมือ มีประสบการณ์ทำงาน ดังนั้นสถานประกอบการที่ต้องการคนมีฝีมือเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า โรงแรม ร้านดอกไม้ อาชีวะสามารถตอบโจทย์ได้เลย และถ้าบอกว่าสมัยนี้คนมีความรู้เรื่องเดียวจะทำงานลำบาก อาชีวะก็ถือว่าสอนให้นักเรียนทำอะไรได้หลายอย่าง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หลังจากเรียนจบออกมา คุณสังเกตเห็นหลักสูตร วิธีการเรียนการสอนอาชีวะว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร</strong></h3>



<p>นอกจากเราจะกลับไปเป็นวิทยากรให้การอบรมครูอาชีวะทั่วประเทศที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดทุกปี ภายหลังที่เปิดร้านของตัวเองก็ได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรให้สถาบันอาชีวะต่างๆ เพราะส่วนใหญ่เขาอยากเชิญเราไปบรรยายในฐานะรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ แต่เผอิญเราไม่ได้สอนประจำเลยอาจจะไม่เห็นภาพชัดนัก อาศัยว่าเราสนิทกับอาจารย์อาชีวะหลายๆ ที่ เนื่องจากเราเป็นประธานอนุกรรมการสาขาช่างจัดดอกไม้ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อคัดเลือกและฝึกเยาวชนไทยแข่งขันระดับโลก คณะอนุกรรมการเป็นคนจากสถาบันอาชีวะต่างๆ เราเลยได้คุยกับอาจารย์อาชีวะบ่อยๆ อาจารย์ก็เล่าเรื่องเด็ก เรื่องวิชาความรู้ปัจจุบันให้ฟังบ้าง &nbsp;</p>



<p>ตอนนี้ตัวอาจารย์อาชีวะเองก็พัฒนาขึ้นจากเดิมมาก เปิดกว้างมากขึ้นกว่าสมัยก่อน เปิดรับไอเดียใหม่ ทำให้เด็กมีโอกาสแสดงศักยภาพมากขึ้น มีเวทีเยอะขึ้น มหาวิทยาลัยก็พยายามส่งเสริมเด็กมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย นี่เป็นหนึ่งในความฝันของเราเช่นกันว่าอยากให้อาชีวะหรือแผนกคหกรรมศาสตร์มีเวที มีผลงานปรากฏให้คนได้ชื่นชม ตอนนี้มีมากขึ้นแล้ว เราก็รู้สึกภูมิใจในฐานะรุ่นพี่</p>



<p>ประเด็นคือเท่าที่เรามอง อาชีวะบางสถาบันมักเน้นฝึกเด็กให้เก่งเพื่อไปแข่งขัน ต้องให้ได้ที่หนึ่ง ได้รางวัลเยอะที่สุด แต่นอกจากเก่งแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีทักษะทางสังคม นิสัยอื่นๆ ที่ดีด้วย เช่น ความรับผิดชอบ มารยาท จรรยาบรรณ ความนอบน้อมถ่อมตน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยปลูกฝังกันตั้งแต่สมัยเรียน มันอาจจะยากเพราะนักเรียนอาชีวะเป็นวัยที่เด็กๆ เริ่มโตกันแล้ว แต่ต่อให้เขาไม่ฟัง เราก็ไม่ควรทิ้งเรื่องเหล่านี้ ต้องคอยบอกคอยพูดเตือนกันว่าอย่าทะนงตัว อย่านึกว่าฉันเก่งที่สุด ทำผลงานได้ดีที่สุด แล้วไม่คิดเรียนรู้สิ่งใหม่</p>



<p>เราอยู่ในวงการอาชีพนี้มานาน เรียกว่าอยู่มานานเหมือนสี่แผ่นดิน (หัวเราะ) เห็นความเปลี่ยนแปลงมามาก เห็นคนเก่งมากมายหายไป ที่เรายังอยู่ได้เพราะเราศรัทธาในอาชีพนี้ มีความนอบน้อมถ่อมตัว ทำตัวเล็กจิ๋วอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราหมั่นพัฒนาตัวเอง วางตัวดี มีความอ่อนน้อม ต่อให้เราอยู่มานานยังไงก็มีงานทำไม่ขาดสาย ลูกค้าเก่าแก่ก็อยากอยู่กับเรา และเป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้อยู่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีอะไรที่คนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีวะบ้าง</strong></h3>



<p>เยอะ โดยเฉพาะการเหยียด ถ้าเรียนสายสามัญ คนมักจะมองว่าเรียนจบมาเป็นหมอ เป็นวิศวกร ฟังแล้วดูดี แต่เรียนอาชีวะ คนไม่เข้าใจว่าทำอะไรได้บ้าง มองว่าเรียนจบมาก็เป็นคนใช้แรงงาน การบอกว่าเรียนจบอาชีวะเปรียบเทียบกับจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อหน่อยยังฟังดูมีดีกรีต่างกัน ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว คนที่เป็นผู้บริหารองค์กรจะรับคนเข้าทำงานควรวัดกันที่ความสามารถกับประสบการณ์ &nbsp;</p>



<p>มันไม่ผิดหรอกที่อยากส่งลูกเรียนหมอ มองว่าเป็นงานมั่นคง ได้เงินเยอะ แต่อาชีวะเองก็สามารถทำงานที่มั่นคงได้เหมือนกัน ทำงานราชการได้ เป็นครูได้ เป็นอะไรต่างๆ ได้มากมาย ท้ายที่สุดแล้วมันขึ้นกับตัวเราว่าตั้งใจแค่ไหน คุณจะเรียนอะไรก็ได้ จะจบสายสามัญหรือสายอาชีวะก็ได้ ขอให้ถามตัวเองว่าที่เรียนมามันใช่ตัวตนของเราจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่เรียนเพราะพ่อแม่อยากให้เรียน แต่ไม่ใช่ตัวเองเลย เวลาเลือกเรียนเลือกสิ่งที่มีความสุขกับมัน สิ่งที่เราคิดว่าใช่ ต่อให้จบมาอาจไม่ได้ทำงานตรงสายเสียทีเดียว แต่ใครจะรู้ มันอาจจะมีประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคตของเราทางอ้อมก็ได้&nbsp; &nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>คุณเคยเจอประสบการณ์การเหยียดที่ว่าด้วยตัวเองไหม</strong></h3>



<p>เขาดูถูกทั้งคณะเลยไม่ใช่แค่การจัดดอกไม้ บอกว่าเรียนคหกรรมอย่างมากก็ไปขัดบันไดทองเหลือง ไปเป็นแม่บ้าน อย่างมากก็เป็นแม่บ้านโรงแรม เรานึกภาพตามก็กลัวนะ แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงผลักดันให้เรา เรียนจบมาเรามีทางเลือกอาชีพอื่นๆ ตั้งเยอะ และคนที่ทำงานขัดบันได ทำงานปูเตียงในโรงแรมเขาอาจจะแฮปปี้มีความสุขกับงานที่ทำก็ได้ แค่คุณไม่เห็น</p>



<p>เราคิดว่าทางสถาบันอาชีวะควรร่วมมือกันผลักดันคนที่ประสบความสำเร็จออกมาให้สังคมชื่นชมเหมือนกับที่ชื่นชมหมอ ทำให้เกิดชื่อเสียง เกิดภาพลักษณ์ที่ดี กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้เห็นผลงานของอาชีวะ เพราะอาชีวะผลิตคนเก่งเยอะมากนะ เชฟดังๆ นักจัดสวนดังๆ ก็เรียนจบอาชีวะ หลายคนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ถูกโปรโมตขึ้นมา คนส่วนหนึ่งจึงยังมองว่าเรียนอาชีวะแล้วไม่ดีเท่าเรียนหมอหรือสายสามัญ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ประเด็นเรื่องเพศ เช่น มองว่างานช่างกล ช่างเครื่องเป็นอาชีพของผู้ชาย การจัดดอกไม้เป็นงานของผู้หญิง ยังเป็นประเด็นปัญหาในอาชีวะปัจจุบันอยู่ไหม</strong></h3>



<p>โลกมันเปลี่ยนไปมาก ยุคนี้ใครคิดแบบนั้นเชยมากเลยนะ ในงานระดับโลก WorldSkills Competition ที่เหมือนงานแข่งขันโอลิมปิกแรงงาน เราเคยไปเป็นกรรมการหลายครั้ง เห็นผู้หญิงอยู่แผนกช่างกลเยอะมากในต่างประเทศ ส่วนงานดอกไม้ สมมติมีคนเข้าร่วม 15 ประเทศ มีผู้หญิงเป็นตัวแทนแค่ 2 ประเทศ นอกนั้นเป็นผู้ชายหมดเลย เดี๋ยวนี้โลกเปิดกว้างมาก เราก็มองว่าใครจะเลือกทำงานสายไหนก็เลือกตามที่ชอบจริงๆ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ หรืออายุ ความรวยความจน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>คุณมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับการพัฒนาอาชีวะไทยในอนาคตบ้าง</strong></h3>



<p>เท่าที่เห็น ครูรุ่นใหม่ของอาชีวะตอนนี้เก่งขึ้น พยายามนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามานำเสนอนักเรียนนักศึกษา ให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ขอชื่นชม ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังอยากแนะนำให้พัฒนาครูผู้สอนมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการไปดูงาน ศึกษางานในสถานประกอบการหรือจากคนที่ประกอบอาชีพเพื่อให้รู้จริง เหมือนเด็กไปฝึกงานเลย แต่ให้ครูไปแทน เราเข้าใจว่าสมัยนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ใช้หาความรู้ได้ แต่ความรู้บางอย่างเป็นความรู้ที่ได้จากการสัมผัสประสบการณ์หน้างาน จากคนทำงานจริง ทั้งเทคนิค วิชามาร เป็นสิ่งที่คุณอาจไม่ได้จากภาพในเน็ต อย่าคิดว่าเป็นครูแล้วหยุดแค่นั้น ครูต้องหมั่นอัปเดตความรู้ตัวเองตลอดเวลาไม่ให้ล้าสมัย &nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ อยากให้ครูมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเด็กควบคู่ไปกับคุณธรรม ไม่ใช่ฝึกให้เด็กเก่ง เน้นให้แข่งชนะอย่างเดียว จะพัฒนาคนได้ดีต้องสอนให้มีคุณธรรมด้วย เราคิดว่าถ้าพัฒนาครูดี นักเรียนและการศึกษาก็จะดีตาม ด้านสถาบัน ผู้บริหารเองก็ควรสนับสนุนให้บุคลากรได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ สนับสนุนให้นักเรียนที่ประสบความสำเร็จถูกมองเห็นในสังคม ถ้าไม่สนับสนุน ช่วยโปรโมตกัน จะหวังให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเรียน หวังให้อาชีวะมีภาพพจน์ดีๆ ก็คงยาก นี่เป็นเรื่องที่เราอยากแนะนำจากสิ่งที่เคยสัมผัสมา</p>



<p>ส่วนน้องๆ นักเรียนอาชีวะก็อยากแนะนำคล้ายกับครู คืออยากสนับสนุนให้เรียนในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่ชอบอย่างเต็มที่ เวลาเรียนเกรดจะดีหรือไม่ดีไม่ว่า แต่จบมาอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง หมั่นดูงานของคนอื่น ทั้งจากแหล่งข้อมูลในเน็ตและสถานประกอบการจริง มีคุณธรรม ความรับผิดชอบ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>สุดท้ายนี้ ถ้าคุณจะเลือกดอกไม้แทนชีวิตตัวเอง คุณจะเลือกดอกอะไร</strong></h3>



<p>คำถามนี้โดนถามมาหลายครั้ง และดอกไม้ของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สำหรับตอนนี้เราชอบดอกแมกโนเลียที่สุด ไม่รู้ความหมายเป็นพิเศษหรอก แต่เวลาที่เห็นแล้วเรารู้สึกมีความสุขมาก เป็นดอกไม้สีขาวที่ไม่ขาวบริสุทธิ์ มีเสน่ห์ ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่จริงๆ มีความบอบบางแฝงอยู่ มีกลิ่นหอมอ่อน ขณะเดียวกัน ถึงจะไม่มีดอก กิ่งก้านและใบของเขาก็ยังงดงาม แค่นี้เองที่ชอบ</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p><em>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</em></p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/pitag-hungsajara-interview/">พิทักษ์ หังสาจะระ : ต้นกล้าจากอาชีวะ สู่นักจัดดอกไม้ระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2021 06:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคกล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[กนก วงษ์ตระหง่าน]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50961</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแทนที่การทำงานมนุษย์ ทักษะความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกำหนดนโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในภาพใหญ่ที่จะช่วยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ทั้งในแง่มุมทางเศรษฐกิจและแรงงานในอนาคต</p>



<p>101 Policy Forum เปิดเวทีแลกเปลี่ยนในประเด็น ‘นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่’ กับผู้มีส่วนกำหนดนโยบายนอกเหนือไปจากพื้นที่ในสภา โดยมีตัวแทนจากภาคการเมืองมาร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่&nbsp;<strong>กนก วงษ์ตระหง่าน</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,&nbsp;<strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล,&nbsp;<strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม&nbsp;</strong>กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และ<strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาทีมนโยบายการศึกษาเพื่ออาชีพพรรคกล้า ดำเนินรายการโดย จิรัฐิติ ขันติพะโล</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="LIVE: 101 Policy Forum #15 นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/Wn2NQ08JDE8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กนก วงษ์ตระหง่าน: นโยบายการศึกษาสายอาชีพต้องมุ่งเน้นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kanok-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289730"/><figcaption>กนก วงษ์ตระหง่าน</figcaption></figure>



<p>เวทีแลกเปลี่ยนเริ่มต้นด้วยประเด็นความสำคัญของนโยบายศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อไปสู่การตั้งโจทย์ที่ตรงจุดและคำตอบที่เป็นรูปธรรม กนกเกริ่นว่าแม้การรับรู้ของสังคมส่วนใหญ่ในอดีตจะมองภาพด้านลบว่าการศึกษาสายอาชีพเป็นการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่เรียนสายสามัญไม่ได้หรือมีความยากจนจึงจำต้องไปเรียนสายวิชาชีพ แต่แท้จริงแล้วการศึกษาสายอาชีพเป็นการสร้างแรงงานทักษะขั้นกลางและขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะต่อความเจริญก้าวหน้า การแข่งขันของประเทศ ไปจนถึงการแก้ไขความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ</p>



<p>“การศึกษาสายอาชีพจึงเป็นมากกว่านโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการศึกษา นโยบายแรงงาน ตรงกันข้ามผมย้ำว่าการศึกษาสายอาชีพคือทางรอดของประเทศ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศหลังจากโควิด-19” กนกกล่าวพร้อมให้ความเห็นว่าหากมีการปรับรื้อระบบการศึกษาสายอาชีพ เน้นสร้างทักษะและสมรรถนะของการทำงานของแรงงานทุกอาชีพอย่างรวดเร็วในวันที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนผ่านจะช่วยทำให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และทำให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ไม่ยาก</p>



<p>อย่างไรก็ดีกนกมองว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามีปัญหาคอขวดใหญ่อยู่ 3 ประการ</p>



<p><strong>1.</strong>&nbsp;<strong>โครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่ให้คุณค่าทักษะวิชาชีพ</strong>&nbsp;รายได้ของผู้ที่จบสายอาชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่จบปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานในภาครัฐใช้วุฒิการศึกษาเป็นเกณฑ์ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนนี้บังคับให้ผู้เรียนที่ครอบครัวไม่ได้มีต้นทุนการทำธุรกิจมากนักไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อการันตีรายได้ที่สูงกว่า รวมไปถึงส่งผลต่อทัศนคติของคนในสังคมไทยว่านักเรียนอาชีวศึกษาไม่เก่ง ทั้งที่ควรกำหนดค่าตอบแทนจากผลของการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ</p>



<p><strong>2. ระบบงบประมาณและระบบราชการที่ไม่ได้พิจารณางบประมาณตามภารกิจ</strong>&nbsp;ยกตัวอย่างว่า ครม. มีมติเห็นชอบอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. พ.ศ. 2564 จากเดิมปีละ 450 บาท/คน เป็น 2,000 บาท/คน แต่สำนักงบประมาณจะไม่จัดสรรเงินอุดหนุนอาชีวศึกษาเพิ่มในสัดส่วน 4 เท่าเช่นเดียวกับเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน โดยจะเพิ่มลักษณะ 2-3% ตกอยู่ประมาณปีละ 9,000-9,500 บาท/ปี</p>



<p><strong>3. คุณภาพของการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา&nbsp;</strong>ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้สอน หลักสูตรการเรียนและอุปกรณ์เครื่องมือในห้องปฏิบัติการที่ไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>กนกเสนอว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพเป็นควรนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพื่อให้เกิดการบูรณาการจากหลากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการศึกษา เทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรม และเสนอให้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถูกคัดเลือกมาจากผู้ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพื่อให้มีเวลาทำงานต่อเนื่องในการสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งควรจะพัฒนาขีดความสามารถการสร้างแรงงานที่มีทักษะในระดับดีขึ้น 100% เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันกับต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด ไม่แพ้ให้กับค่าแรงขั้นต่ำของประเทศใกล้เคียง</p>



<p>กนกยังย้ำว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพควรจะต้องดำเนินนโยบายให้ลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการสร้างผู้ประกอบการวิชาชีพที่มีทักษะขั้นสูงในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparison advantage) ซึ่งเขามองว่ามี 4 เรื่อง อันได้แก่ เกษตรกรรม อาหาร หัตถกรรมและการท่องเที่ยว โดยอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพจะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว ยกตัวอย่างการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรว่าแทนที่เกษตรกรจะขายฟ้าทะลายโจรแห้งในราคาต่ำ แต่อาชีวศึกษาควรมีบทบาทในการใช้เทคโนโลยีตรวจวัดความเข้มข้นของสารแอนโดรกราโฟไลด์ สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น หรือการขายในรูปแบบสารสกัดออกฤทธิ์แทน</p>



<p>กนกยังเสริมเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรว่าหลักสูตรแกนกลางของอาชีวศึกษาอาจจะเหมือนกัน แต่การประยุกต์ใช้ต้องเข้ากับความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่และเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก นอกจากนี้ต้องปรับการให้งบประมาณคิดตามภารกิจ กล้าลงทุนงบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ยกระดับความรู้อาจารย์ที่มีอยู่และดึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสอน โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลสำเร็จ (performance audit) รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร: อาชีวศึกษาต้องแปรความสนใจเป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ในเวทีโลก</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Wiroj-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289737"/><figcaption>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</figcaption></figure>



<p>“การศึกษาสายอาชีพคือกระบวนการที่เปลี่ยนจากความสนใจส่วนตัวให้กลายเป็นทักษะ และมีกลไกที่เปลี่ยนทักษะนั้นให้กลายเป็นคุณค่าทางวิชาชีพและคุณค่าทางพาณิชย์ที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งและเลี้ยงชีพให้มีความสุขกับการวิ่งตามความฝัน พร้อมกับสะสมความสุข-ความมั่งคั่งไปกับตัวเองและครอบครัวที่เรารักได้ด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาอาชีวศึกษา พร้อมให้ความเห็นว่าสิ่งสำคัญของนโยบายการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายพัฒนาคน คือจะต้องทำให้ผู้เรียนสามารถฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้</p>



<p>วิโรจน์มองว่าโจทย์สำคัญของการศึกษาสายอาชีพมี 2 ประการ</p>



<p><strong>1. การผลิตช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงตอบโจทย์ความต้องการของโลก</strong>&nbsp;เนื่องจากความต้องการจ้างงานช่างเทคนิคระดับสูงในตลาดของไทยมีจำนวนจำกัด อันเป็นผลจากการชะงักงันหรือการชะลอการลงทุนอุตสาหกรรมหนักตั้งแต่ยุคหลังต้มยำกุ้ง โดยปัจจุบันความต้องการช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงมีประมาณไม่เกิน 50,000 คน/ปี ขณะที่มีการผลิตช่างเทคนิค ปวช.3 110,000 คน/ปี และปวส.2 มีประมาณ 90,000 คน/ปี ทำให้จำเป็นต้องมองไปถึงการผลิตช่างเทคนิคที่ตอบโจทย์โลก</p>



<p><strong>2. การปรับระบบการศึกษาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความฝันของคนในสังคม</strong>&nbsp;ระบบการศึกษาไม่ควรเป็นแบบแพ้คัดออกเหมือนในปัจจุบันที่เป็นการลดอำนาจการคัดเลือกของโรงเรียน จากเดิมที่เรียนยาก สอบยาก ผู้ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ในสายสามัญ ขณะที่ผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกต้องเข้าสายอาชีพ ต้องปรับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจ พัฒนาการศึกษาสายอาชีพให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและความต้องการของตลาดแรงงานให้ผู้เรียนสามารถทักษะเฉพาะด้านให้เชี่ยวชาญจนเป็นทักษะวิชาชีพ เป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้</p>



<p>วิโรจน์เสนอว่า การปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษาหรือสายอาชีพในประเทศไทยควรจะเปิดให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอายุ แต่ควรมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเข้ามาร่วมกันทำงานกับอาชีวศึกษา เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่ยอมรับในระดับสากล โดยหยิบยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้อย่างวิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education – TAFE) ของประเทศออสเตรเลีย อันเป็นการเรียนรู้ทักษะในเชิงเทคนิคที่วัยเรียนและคนวัยทำงานสามารถจะกลับมาเพิ่มพูนทักษะได้อีกครั้ง ผ่านการให้อิสระแต่ละรัฐกำหนดและบริหารหลักสูตรได้เอง โดยมีกรอบคุณวุฒิการศึกษาออสเตรเลีย (Australian Qualifications Framework – AQF)&nbsp; เป็นมาตรฐานกลางของประเทศ และผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้ นอกจากนี้ควรพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการ สุขอนามัย ความปลอดภัยไปควบคู่กับหลักสูตร</p>



<p>ขณะที่หลักสูตรอาชีวศึกษาจะต้องตอบโจทย์การมุ่งพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน และทักษะที่จำเป็นในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ผ่านการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ยังควรเพิ่มทักษะการเป็นผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เรียน ผ่านการบูรณาการกับศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการการอาชีวศึกษา สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดกลาง ขนาดย่อมและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงรัฐบาลต้องให้งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุนครูในอาชีวศึกษาให้มีความมั่นคงทางชีวิตและติดอาวุธในการจัดการเรียนสอน เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มประชาคมวิชาชีพเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p>



<p>“การมีงบประมาณเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่มีงบประมาณก็ต้องไม่เอามาเหตุให้เรายอมจำนนกับสภาพ” วิโรจน์ยังย้ำถึงการพัฒนาหลักสูตรทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานกลางในการควบคุมคุณภาพของหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพในสถานการณ์จริงและพัฒนาวุฒิภาวะในการทำงานของตนเองและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางแรงงานราคาถูก</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม: ปลดล็อกกฎหมาย พัฒนาทวิภาคีเพื่อสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Nahatai-1-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289733"/><figcaption>ณหทัย ทิวไผ่งาม</figcaption></figure>



<p>ณหทัยให้ความเห็นว่าการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพเป็นวาระเร่งด่วนในการยกระดับฝีมือ (upskill) และสร้างการเรียนรู้สำหรับอาชีพใหม่ (reskill) เพื่อให้เท่าทันกับสหัสวรรษใหม่ที่จะเกิดขึ้น</p>



<p>เธอได้หยิบยกเรื่องกฎหมายว่าเป็นหนึ่งในปัญหาคอขวดที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาสายอาชีพ เนื่องจากไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของทั้งสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน อย่างคำสั่ง คสช. ที่ 8/2559 ที่โอนสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสู่การบริหารรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนจนทำให้เกิดการลักลั่นในการปฏิบัติ เช่น สถาบันอาชีวศึกษาเอกชนได้รับการอุดหนุน 75% ไม่เท่ากับสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียน</p>



<p>นอกจากนี้ณหทัยยังกล่าวถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยยกตัวอย่างผลงานของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาอย่างนโยบายแท็บเล็ตสำหรับนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ ลดช่องว่างในการศึกษาว่าเป็นนโยบายที่เร็วเกินไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในตอนนั้นยังไม่มีความพร้อม แต่ปัจจุบันราคาแท็บเล็ตถูกลงและอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจึงน่าสนใจว่าการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงและมีฮาร์ดแวร์ที่เข้าถึงได้จะช่วยส่งเสริมต่อการเจริญอย่างก้าวกระโดด</p>



<p>ณหทัยเห็นด้วยกับกนกว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพจะต้องทำงานร่วมกันหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจที่จะต้องมาช่วยยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี มีการใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based) ในการทำงานและมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเพื่อเร่งให้เกิดพัฒนาฝีมือแรงงานของประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องการสนับสนุนทวิภาคีที่สถาบันด้านอาชีวศึกษาต้องร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนให้มากขึ้นผ่านการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษีของภาครัฐ เพื่อช่วยให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนงบประมาณทั้งหมดในการผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการทำงานจริง รวมถึงเสนอให้อาชีวศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ ฟรีสำหรับผู้เรียนที่ต้องการเลือกสายอาชีพ</p>



<p>ณหทัยยังเสนอถึงการปลดล็อกและแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนการศึกษาสายอาชีพ และกล่าวว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง ได้แก่ ทำให้เกิดคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเกิดสถาบันพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ ทำหน้าที่ศึกษางานวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ วิจัยหลักสูตรและปรับเนื้อหาให้ตอบรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างบทเรียนที่ทันสมัย ทบทวนและปรับอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>“ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านปีหน้า นายกรัฐมนตรีเข้าใจในภารกิจว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหัวใจสำคัญที่จะพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ และคนไทยก็คิดเช่นเดียวกัน คิดว่าจะช่วยพาองคาพยพอื่นๆ พัฒนาตามไปด้วยอย่างรวดเร็วและประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้น่าจะต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ในการมองระยะสั้น ระยะกลาง และให้ความสำคัญกับเรื่องประโยชน์ของประชาชนมาอันดับแรกก่อนเรื่องอื่น”ณหทัยกล่าว</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้นณหทัยยังกล่าวว่าต้องพัฒนาครูให้สอดประสานไปกับการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร จูงใจให้ครูไม่ต้องไปอยู่ในกรอบของคำว่าต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนอกจากนี้ยังกล่าวถึงธนาคารเครดิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (credit bank) ผู้เรียนอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเริ่มทำอาชีพ เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้ โดยที่มีการเก็บข้อมูลภายใต้บัตรประชาชน มีหน่วยงานกลางรับผิดชอบอาจจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี และมีการสร้างเครือข่ายข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้โดยใช้บล็อกเชนอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึง เพื่อเป็นคลังข้อมูลในการคาดการณ์อาชีพในอนาคตหรือการจับคู่แรงงานกับสถานประกอบการเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์: ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ผู้เรียนร่วมออกแบบการเรียนรู้</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kittinun-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289731"/><figcaption>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</figcaption></figure>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าโดยส่วนตัวแบ่งการศึกษาสายอาชีพเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของการได้มาซึ่งวุฒิการศึกษา เช่น ปวช. ปวส. และส่วนที่เป็นการเรียนรู้ระยะสั้น การอบรมเพื่ออาชีพ สำหรับพรรคกล้านั้นมีมุมมองการศึกษาเพื่อการมีงานทำ อันเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่การสร้างเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ต้องการผลิตคนเป็นเครื่องจักรเหมือนที่เคยเป็นมา โดยระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องดูแลตั้งแต่การเตรียมแรงงานอันเป็นกลุ่มวัยเรียน ในระหว่างแรงงานซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสายงานหรืออาชีพ และหลังจากทำงาน เช่น การเกษียณ หรือลาออกจากงาน&nbsp;</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าปัญหาคอขวดของการศึกษาสายอาชีพสามารถแบ่งเป็น 2 ประการสำคัญ</p>



<p><strong>1. ระบบแนะแนวที่ทำให้เด็กไม่รู้จักตัวเองและไม่เข้าใจการเรียนสายอาชีพ</strong>&nbsp;กิตตินันท์ขยายความว่าครูแนะแนวส่วนใหญ่มาจากการเรียนสายสามัญทำให้ไม่มีภาพการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามากนัก ส่งผลต่อการรับรู้และส่งต่อข้อมูลของครูแนะแนวที่อาจจะไม่เห็นภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่เรียนสายอาชีวศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาเอก ทำให้หลายครั้งมองว่าผู้เรียนที่ไม่ถนัดด้านวิชาการ ควรไปสายอาชีวศึกษาเพื่อให้เรียนจบ รวมถึงโรงเรียนไม่ได้ให้คุณค่ากับนักเรียนสายอาชีวศึกษาเท่ากับสายสามัญ</p>



<p><strong>2. หลักสูตรของอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพที่ล้าหลัง</strong>&nbsp;หลักสูตรไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมในพื้นที่และบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนเลือกอันดับสาขาไล่ตามระดับโควตาทำให้ทุกสาขามีผู้เรียน แม้จะเป็นสาขาที่ตกยุคไปแล้วก็ตาม</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าการศึกษาต้องมีคุณภาพเป็นพื้นฐาน ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้หลากหลายในลักษณะตัดเสื้อพอดีตัว มีการใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (personal education plan – PEP) เพื่อให้เหมาะกับการพัฒนาในแต่ละทักษะของผู้เรียน และนโยบายการศึกษาสายอาชีพที่จะต้องจัดการร่วมกัน 2 ส่วนผ่านหน่วยงานกลางที่เข้ามาบริหารจัดการ ส่วนแรกเรื่องธนาคารแรงงาน (labor bank) เป็นระบบคล้ายกับหน่วยงานทำนายความเปลี่ยนแปลงแรงงานในอนาคตผ่านการใช้เทคโนโลยี machine learning เป็นคลังข้อมูลที่จะช่วยในการวางแผนอย่างแม่นยำทั้งสำหรับผู้เรียน และผู้กำหนดนโยบาย กับอีกส่วนคือการจัดการศึกษาระบบธนาคารหน่วยกิต (credit bank) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง เช่น การฝึกอบรม เพื่อเอามารวมในธนาคารหน่วยกิตสังเคราะห์เป็นวุฒิการศึกษา และประกอบอาชีพต่อไป โดยที่สถานศึกษาทำหน้าที่ให้ความรู้พื้นฐานและเป็นแหล่งอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือ ระบบทั้งสองส่วนจะช่วยทำให้เห็นเจ้าของ เจ้าภาพ เจ้ามือในการทำงาน นอกจากนี้เขายังเสนอว่าสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนรวมถึงสถาบันจากสถานประกอบการต้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน</p>



<p>“อาชีวศึกษาจะต้องเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับผู้ประกอบการได้” กิตตินันท์กล่าวแและทิ้งท้ายว่าควรจะสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการการสนับสนุนค่าตอบแทนในการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน หรือสร้างแรงจูงใจให้บุคคลทั่วไปผ่านการให้วอยเชอร์หรือให้งบในการพัฒนาตัวเอง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเด็นชวนขบคิด รอบรั้วสายอาชีพ</strong></h2>



<p>ในช่วงท้ายของการสนทนา ตัวแทนทั้งสี่พรรคการเมืองได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับอาชีวศึกษาไทย&nbsp;<strong>ประเด็นแรก เรื่องแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันการศึกษา&nbsp;</strong>วิโรจน์กล่าวว่าไม่ควรเหมารวมนักเรียนในสายอาชีวศึกษาว่ามีการใช้ความรุนแรง มีเพียงบางสถาบันหรือบางพื้นที่เท่านั้น สำหรับแนวทางการแก้ไขเริ่มจากการทำลายอำนาจนิยมในสถานศึกษา อันเป็นต้นต่อสำคัญของการใช้ความรุนแรงผ่านการประกาศนโยบายโรงเรียนปราศจากการกลั่นแกล้งรังแกทั้งระบบ โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่กิตตินันท์เสนอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว</p>



<p>ด้านกนกและณหทัยมองไปที่สาเหตุว่าเด็กหรือเยาวชนที่มีปัญหาเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งตีกันเกือบทั้งหมดมีแรงกดดันภายในจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องครอบครัว การเรียน เพื่อน หรือคนรัก กนกกล่าวว่าเด็กคิดและตอบสนองในระยะสั้น เนื่องจากมองไม่เห็นอนาคตจึงควรแก้โดยการทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีความฝันและมองในระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ณหทัยให้ความเห็นถึงการแก้ไขในเชิงระบบในระดับสถานศึกษา เช่น การลดหน้าที่งานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาเอาใจใส่เด็กแต่ละคนมากขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาของเด็กในเวลาอันรวดเร็ว หรือใช้ความเป็นหัวโจกของพวกเขาในด้านที่มีประโยชน์</p>



<p><strong>ประเด็นที่สอง</strong>&nbsp;<strong>เรื่องการยุบรวมสถานศึกษาสายอาชีพ เพื่อเพิ่มงบประมาณและยกระดับคุณภาพแต่ละแห่งให้ดียิ่งขึ้น</strong>&nbsp;กิตตินันท์ยืนยันว่าเขาไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่าควรกระจายสถานศึกษาสายอาชีพทั่วประเทศมากกว่า เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงโอกาสได้ง่ายกว่า ขณะที่วิโรจน์มองว่าด้วยอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นทั้งในการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ อย่างไรก็ตามการควบรวมสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทักษะบางอย่างอย่างเต็มที่และมีห้องปฏิบัติการที่มีการลงทุนสูงนั้นจะต้องลงทุนเรื่องบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่มองเรื่องการยุบสถานศึกษาเพื่อเพิ่มงบประมาณต่อสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่จะพัฒนาผู้เรียน</p>



<p><strong>ประเด็นที่สาม การสนับสนุนให้เรียนอาชีวะฟรีตอบโจทย์ช่วยดึงดูดผู้เรียนแค่ไหนในเมื่อปัจจุบันมีเงินให้กู้เรียนหรือทุนการศึกษาต่างๆ&nbsp;</strong>กิตตินันท์และณหทัยเห็นคล้ายคลึงกันว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่ใช่มีเพียงค่าบำรุงการศึกษา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ขณะที่เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้มีจำนวนมากนัก การสนับสนุนให้เรียนฟรีจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องมีความแม่นยำในการใช้งบประมาณ&nbsp; ขณะที่กนกกล่าวว่าเงินไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเรียน แต่เรียนฟรีอาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพการศึกษาการเรียนแล้วมั่นใจได้ว่าในอนาคตจะมีรายได้เข้ามาเมื่อจบการศึกษา</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชฟ – ช่างตัดเสื้อ – คนทำหุ่นยนต์ – ครูสอนศิลปะ รู้จักยอดฝีมือจากรั้วอาชีวศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vet-alumni/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 10:48:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48590</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อกล่าวถึง ‘อาชีวะ’ หลายคนอาจมีภาพจำเป็นการเรียน ‘ช่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vet-alumni/">เชฟ – ช่างตัดเสื้อ – คนทำหุ่นยนต์ – ครูสอนศิลปะ รู้จักยอดฝีมือจากรั้วอาชีวศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกล่าวถึง ‘อาชีวะ’ หลายคนอาจมีภาพจำเป็นการเรียน ‘ช่าง’ เห็นภาพเป็นเครื่องไม้เครื่องมือและความชำนาญในสายอุตสาหกรรม — แม้ภาพจำเหล่านั้นจะไม่ผิด แต่ก็ไม่อาจนิยามอาชีวศึกษาได้ทั้งหมด</p>



<p>อาชีวศึกษาหรือการเรียนสายอาชีพคือหนทางการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพ การลงมือปฏิบัติงานจริง เพื่อผลิตบุคลากรที่พร้อมด้วยประสบการณ์สู่สนามการทำงาน และ ‘งาน’ ที่ว่าไม่ได้มีเพียงสายอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพาณิชยกรรม, ศิลปกรรม, คหกรรม, เกษตรกรรม, ประมง, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมดนตรี, เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ฯลฯ</p>



<p>อาชีวศึกษาเต็มไปด้วยทางเลือกหลากหลาย ที่ล้วนนำไปสู่การสร้าง ‘ช่างฝีมือ’ หรือบุคลากรวิชาชีพที่มีทักษะเฉพาะทาง</p>



<p>101 สนทนากับ เชฟ – ช่างตัดเสื้อ – คนทำหุ่นยนต์ และครูสอนศิลปะ ตัวอย่างของยอดฝีมือตัวจริงที่ฝึกปรือวิชาจากรั้วอาชีวศึกษา พร้อมเรื่องราวที่ช่วยให้เห็นความหลากหลายของอาชีวศึกษามากยิ่งขึ้น</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><br><strong>เชฟอาหารไทยที่เติบโตจากรั้วอาชีวะและประสบการณ์ทำงานในโรงแรม</strong><br><strong>ฮูโต๋-เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e02c23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/S__69148676-683x1200-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลายคนอาจรู้จัก เชฟฮูโต๋-เชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ ในฐานะผู้ร่วมรายการ Top Chef Thailand หรือรายการเรียลลิตี้แข่งขันทำอาหาร แน่นอน เชฟที่เข้าร่วมรายการนี้ต่างต้องสู้กันในครัว ออกหมัดผ่านรสชาติอาหาร แต่เชฟฮูโต๋คนนี้ไม่ได้เป็นนักสู้แค่ในรายการทีวีเท่านั้น</p>



<p>ก่อนจะมาเป็นเชฟ ฮูโต๋ในวัยเด็กมักจะทำงานช่วยคุณแม่ที่ประกอบธุรกิจ ‘คาเฟ่’ ในความหมายแบบสมัยก่อน ซึ่งก็คือร้านที่ขายทั้งอาหาร แอลกอฮอล์ มีนักร้องและโชว์สร้างความเพลิดเพลินให้ลูกค้า เขามักช่วยคุณแม่ดูแลร้านบ้าง เด็ดผักบ้าง เป็นลูกมือในครัวบ้าง และลอบสังเกตการณ์ธุรกิจร้านอาหารอย่างใกล้ชิด จนเขาไม่คิดสนใจทำอาชีพเกี่ยวกับอาหาร เพราะความวุ่นวายที่เขาได้เห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก</p>



<p>“แต่อาจเป็นพรหมลิขิต” เขากล่าวก่อนจะเล่าว่า ในช่วงมัธยมต้น เมื่อธุรกิจของคุณแม่ล้มละลายและท่านต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ฮูโต๋ต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับครอบครัวเพื่อนของคุณแม่ที่ทำธุรกิจส่งขายผลไม้บริเวณแยกต่างๆ ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ</p>



<p>ในช่วงปิดเทอมเขาเริ่มช่วยงานคุณน้าจากการจดผลไม้ที่ขาดเล็กๆ น้อยๆ และท้ายที่สุด เขาก็เริ่มรวบรวมผลไม้ขายในช่วงเย็นจนดึกดื่น ทั้งยังตัดสินใจว่าเมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว เขาจะไม่เรียนต่อ</p>



<p>“พอเราสนุกกับการทำงาน เมื่อถึง ม.3 เราก็คิดว่าเรียนต่อไม่ได้แล้ว เราก็ขายผลไม้ไปเรื่อยๆ นี่แหละ จนกระทั่งวันหนึ่งบังเอิญเจอกับอาจารย์แนะแนวที่โรงเรียน เขาเจอเราตอนกำลังเข็นผลไม้ขายบนสะพานลอยที่อนุสาวรีย์ฯ อาจารย์ก็ทักและสอบถามว่าเราเป็นยังไงบ้าง ทำไมถึงไม่เรียนต่อ ม.4 ผมก็เลยมีโอกาสได้เล่าให้เขาฟัง”</p>



<p>“พออาจารย์ได้คุยกับเราก็บอกว่า เธอจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ เธอต้องทำอะไรสักอย่าง ภายหลังเขาก็ไปคุยกับคุณน้าที่เราอาศัยอยู่ด้วย และพาผมไปสอบชิงทุนเข้าอาชีวะ”</p>



<p>ฮูโต๋เล่าว่าในตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าการเรียนอาชีวะเป็นอย่างไร และเข้าใจว่าเป็นการเรียนในสายงานช่างเท่านั้น แต่อาจารย์ก็พยายามทำให้เขาเห็นว่ายังมีสาขาอื่นๆ มากมาย ทั้งยังแนะนำวิทยาลัยต่างๆ ที่สามารถสอบชิงทุนได้ หนึ่งในนั้นคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา สาขาอาหารและโภชนาการ ที่ฮูโต๋เลือกสอบชิงทุนจนได้ทุนการศึกษา</p>



<p>แม้จะเข้าเรียนได้แล้วเขาก็ยังทำงานควบคู่ไปด้วย หลังจากเลิกเรียนอาชีวะ เขาจะตามรุ่นพี่ไปทำงานครัวและจัดเลี้ยงตามโรงแรมต่างๆ นอกจากค่าแรงและอาหาร เขายังได้ประสบการณ์การทำอาหารนอกห้องเรียนด้วย</p>



<p>“ช่วงนั้นสนุกมาก ทุกวันหลังเลิกเรียนเราก็จะไปทำงาน บางวันโรงแรมไม่มีงานเลี้ยงหรอก แต่เราก็ไปหาเขาจนเขายอมให้ช่วย ผมก็ทำงานด้วยเรียนด้วยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งจบอาชีวะ และได้ทุนเรียนต่อด้านอาหารและโภชนาการที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร”</p>



<p>“ในช่วงมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แม้การทำงานไปด้วยจะเหนื่อย แต่มันก็คุ้มค่า เพราะเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในครัว เห็นทักษะ เห็นการไต่เต้าของรุ่นพี่หลายคน และได้มุมมองที่หลากหลายมากในธุรกิจอาหาร ผมยังรู้สึกขอบคุณจนวันนี้ที่อาชีวศึกษาเปิดโอกาสให้ผมได้เข้าไปทำงานพร้อมกับเรียนไปด้วย” ฮูโต๋กล่าว</p>



<p>ประสบการณ์การทำงานอย่างต่อเนื่องทำให้เขาไต่ไปถึงตำแหน่ง Demi Chef ในช่วงใกล้เรียนจบปริญญาตรี เขากล่าวว่า นี่เป็นผลลัพธ์ของการทุ่มเทที่ผลิดอกออกผล เขาย้ำว่า “การทำงานทำให้เราได้เห็นแนวทางชีวิตของตัวเองที่ชัดเจน &nbsp;ขณะที่การศึกษาเป็นอีกฟันเฟืองที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า”</p>



<p>หลังจากจบปริญญาตรี ฮูโต๋ยังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และยังทำงานไปด้วยเช่นเคย เขาต่อยอดประสบการณ์การทำงานไปอีกหลายแขนง นอกจากการเป็นเชฟแล้ว เขายังได้มีโอกาสทำรายการอาหาร ได้เข้าร่วมรายการ Top Chef Thailand รวมไปถึงการทำงานเกี่ยวกับมาร์เก็ตติ้งด้านอาหาร และการเป็นวิทยากรต่อยอดความรู้ให้เยาวชนที่สนใจการทำอาหาร</p>



<p>มองย้อนกลับไปเขากล่าวว่าทักษะทั้งหมดที่เขาใช้ทำงาน ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการเรียนอาชีวะ ความรู้หลายอย่างที่เขาได้มายังถูกถ่ายทอดส่งต่อให้คนอื่นต่อไปด้วย</p>



<p>“โรงเรียนอาชีวะกับโรงแรมเหมือนบ้านผมเลย เพราะชีวิตของผมอยู่ที่โรงเรียนแล้วครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันอยู่ที่โรงแรม มันเหมือนทำงานร่วมกัน ถ้าผมมีปัญหาการทำงานครัว ผมก็จะไปปรึกษาอาจารย์ พอเรามีปัญหาหรือความสงสัยจากโรงเรียน เราก็ไปทดลองทำที่โรงแรม หรือถามจากพี่ๆ ที่ทำงานในสนามจริงๆ ทั้งสองพาร์ทเอื้อกันตลอดเวลา เป็นครูของผมทั้งสองฝั่ง”</p>



<p>“ถ้าถามว่าอาชีวะให้ประโยชน์อะไรบ้างที่นำมาใช้ทำงาน ก็ต้องตอบว่าทักษะทั้งหมดเลยครับ เรารู้สึกว่าความใกล้ชิดของเรากับอาจารย์ที่อาชีวะมันมาจากการที่เราอินในเรื่องเดียวกัน เนิร์ดในเรื่องเดียวกัน ถามอะไรอาจารย์ก็ตอบได้ ผมผูกพันกับอาจารย์ที่อาชีวะมาก ทุกวันนี้เวลาที่เราเจอปัญหาหน้างานบางอย่าง เรายังเห็นเป็นภาพเป็นเสียงอาจารย์ขึ้นมาเลย และหลายอย่างกลายเป็นเรื่องราวที่เราถ่ายทอดให้คนอื่นต่อจนทุกวันนี้”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>24 ปีแห่งการตัดเย็บของช่างเสื้อที่เริ่มทำงานตั้งแต่เรียน ปวช.</strong><br><strong>เพชร – จารุต ภิญโญกีรติ เจ้าของห้องเสื้อเพชร</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b986c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/S__28516374-768x1024-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพชร – จารุต ภิญโญกีรติ เจ้าของห้องเสื้อเพชร คือผู้ที่ทำอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามากว่า 24 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเรียนอาชีวศึกษา ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น แผนกเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย</p>



<p>แม้เขาจะเริ่มต้นเรียนด้านเสื้อผ้าจากคำแนะนำของอาจารย์สมัยมัธยมโดยไม่ได้เริ่มต้นจากความชอบ แต่เขาก็ค่อยๆ เดินเข้าสู่สายอาชีพด้วยความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ เพชรเล่าว่าเมื่อแรกเข้าเรียนอาชีวศึกษา เขารู้สึกว่าการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นเรื่องยากมาก เสื้อผ้าที่เขาตัดได้เป็นเพียงกระโปรงที่มีโครงสร้างง่ายๆ เท่านั้น จนกระทั่งเขาเริ่มทำงานพิเศษในร้านเสื้อผ้า</p>



<p>“วันหนึ่งเพื่อนเรามาบอกว่า มีร้านที่เขาต้องการเด็กสอยผ้าอยู่ เราก็เลยไปสมัครทำงานพิเศษ และได้พูดคุยกับพี่เจ้าของร้าน พี่เจ้าของร้านเขาเย็บผ้า ทำแพทเทิร์นให้เราเห็นเลย ตอนที่เขาทำมันดูง่ายมากจนเราสงสัย เขาก็บอกว่าการทำแพทเทิร์นแค่วาดให้สวยและได้ตัวเลขตามที่เราต้องการ แค่นั้นก็จบแล้ว</p>



<p>“หลังจากนั้นมา เหมือนกับเราปลดล็อกว่าที่จริงแล้วการทำเสื้อไม่ได้ยาก เราแค่ต้องรู้หลักการว่าจะทำยังไง เรารู้ตัวว่าเป็นคนเรียนวิชาการไม่เก่งเท่าไหร่ แต่งานปฏิบัติเราจะชอบมาก” เพชรเล่า</p>



<p>เพชรทำงานตัดเย็บเสื้อผ้ามาตลอดระหว่างเรียน ขณะที่เรียนเทอม 2 ของระดับปวช. 1 เขาก็เริ่มรับงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกค้า และเมื่อต้องทำงานส่งอาจารย์ เขาก็มักจะใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บให้ลูกค้าส่งเป็นการบ้านเสมอ โดยที่ไม่ต้องออกเงินซื้อผ้าเอง</p>



<p>จุดเด่นของเพชรในการตัดเย็บเสื้อผ้าคือการทำแพทเทิร์นหรือการทำโครงสร้างเสื้อผ้า โดยเขามีโอกาสได้ฝึกงานและทำงานกับนักออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงระดับตำนานอย่าง ไข่-สมชาย แก้วทอง เจ้าของร้าน ‘ไข่ บูติก’ (Kai Boutique) ที่ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ การออกแบบแฟชั่น เพชรเล่าว่าการทำงานที่ไข่ บูติก นับเป็นความฝันของเขา ด้วยฝีมือการทำแพทเทิร์นอันเฉียบขาดของคุณไข่ ทำให้เพชรได้เรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์ทำงานนี้</p>



<p>“เราชอบเสื้อร้านนี้มาก เป็นเสื้อธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะมีแพทเทิร์นที่แปลกกว่าคนอื่น แพทเทิร์นดูโก้ ดูทันสมัยมากสำหรับตอนนั้น คือเป็นทรงฝรั่ง แต่อยู่ในชุดของผ้าไทย”</p>



<p>เมื่อถามถึงความสำคัญของการทำแพทเทิร์น เพชรอธิบายว่าแพทเทิร์นเป็นกระบวนการที่สำคัญ ราวกับเป็นหัวใจของแฟชั่น หากดีไซเนอร์ไม่มีความเข้าใจโครงสร้างของเสื้อผ้ามากพอ แฟชั่นอาจเป็นเพียงภาพสเกตช์ หรือเสื้อผ้าที่ใส่ได้เฉพาะนางแบบ และไม่สามารถตัดเย็บให้กลายเป็นชุดที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้</p>



<p>“ในการเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าหลายคนจะมองเรื่องการออกแบบ แต่ผมจะโฟกัสไปที่แพทเทิร์นเป็นหลัก มันสนุก ตื่นเต้น และท้าทาย ยิ่งสมัยก่อนเวลาเราลองสร้างแพทเทิร์นตามแบรนด์ระดับโลก แล้วเราทำออกมาได้สัก 80-90% เราจะสนุกมาก</p>



<p>“เรามีดีไซเนอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในแต่ละปีเยอะมาก มีนักศึกษาที่เรียนจบมาทำงานด้านแฟชั่นก็เยอะ มหาวิทยาลัยหลายแห่งพยายามผลักดันนักศึกษาในด้านการออกแบบให้นำสมัย แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการทำแพทเทิร์น หากดีไซเนอร์ไม่เข้าใจแพทเทิร์น ก็จะไม่สามารถสร้างชุดที่สวยกลมกล่อมออกมาได้ เสื้อผ้าที่สวยไม่ใช่แค่ทำออกมาให้เป็นเสื้อ เป็นกระโปรง แต่สำคัญที่สุดคือเมื่ออยู่บนเรือนร่างของคนใส่ มันต้องสวย และต้องสวยทุกไซส์ ดิไซเนอร์หลายคนในยุคนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องนี้” เพชรเล่า</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d5aeb0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/217629036_4444840588901195_302179393616282330_n-768x1024-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa71d9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/218239858_4444840712234516_4279104492896982335_n-768x1024-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการสะสมประสบการณ์มากมายสุดท้ายเพชรได้ทำกิจการห้องเสื้อของตัวเอง เขากล่าวว่าตลอดอายุการทำห้องเสื้อของเขานั้น เขาไม่เคยมีหน้าร้านเลย ห้องเสื้อเพชรคือบ้านที่ต้อนรับลูกค้าโดยใช้ห้องรับแขก โดยไม่มีแม้แต่หุ่นโชว์ และเริ่มมีลูกค้าจากการบอกปากต่อปาก จนมีลูกค้าไม่ขาดสายอย่างทุกวันนี้</p>



<p>เพชรเล่าว่าเขาเป็นช่างเสื้อที่ไม่เคยคิดเรื่องลายเซ็น ไม่ลุ่มหลงอยู่กับชุดใดเป็นพิเศษ เมื่อตัดเย็บเสื้อผ้าเสร็จ ส่งถึงมือลูกค้า และได้รับความพอใจและค่าตัดเย็บกลับมา เขาก็มุ่งหน้าไปที่เสื้อผ้าตัวใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนกระทั่งในช่วงโควิดที่ธุรกิจเสื้อผ้าได้รับผลกระทบ ไม่มีงานสังสรรค์หรืองานเลี้ยงที่ทำให้ลูกค้าต้องตัดชุดใส่ เขาจึงเริ่มนำงานที่ลูกค้าคนหนึ่งสั่งไว้กว่า 200 ชุด ออกมาทยอยทำ เป็นงานที่ตัดเย็บโดยใช้ผ้าไทย เป็นสาเหตุให้หลายคนจดจำเพชรด้วยเอกลักษณ์การใช้ผ้าไทยตัดเย็บอย่างทันสมัย</p>



<p>“ผมมีสต็อกงานลูกค้าอยู่คนหนึ่ง ต้องทำชุดให้เขาประมาณ 200 กว่าชุด เป็นลูกค้าที่ตัดกับผมมานานมากกว่า 20 ปีแล้ว ลูกค้าคนนี้เขาจะใช้ผ้าไทยทั้งหมด ช่วงนั้นผมก็เลยนำงานนี้ออกมาทำ แล้วก็ลงรูปในโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่ามีคนมาติดตามเยอะเลย คนมองว่าผ้าไทยทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ ตัดแบบนี้ได้ด้วยหรือ มีคนแชร์ต่อ มีคนคอมเมนต์มากมาย จนลูกค้าคนหนึ่งบอกกับผมว่านี่แหละคือลายเซ็นของผม</p>



<p>“จริงๆ ตัวผมรู้สึกว่ามันธรรมดามาก ด้วยความที่ผมทำงานผ้าไทยมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ก่อนทำเวอร์กว่านี้มากด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย และผมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยถ่ายรูปผลงานตัวเอง เพราะรู้สึกว่าถ้าลูกค้าชอบ ลูกค้าลองใส่แล้วออกมาสวย ทุกอย่างคือจบ ผมแฮปปี ผมจะเก็บแต่ภาพประทับใจที่เห็นด้วยตาและความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น” เพชรกล่าว</p>



<p>บนเส้นทางอันยาวไกลของช่างตัดเสื้อคนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปเพชรสะท้อนว่าเขารู้สึกโชคดีที่ได้เข้ารียนในยุคที่อาชีวะมีวิสัยทัศน์อันเข้มแข็ง “อาชีวะเป็นสถานที่ที่บ่มเพาะนักเรียนเพื่อเข้าตลาดงาน นั่นหมายความว่าคนที่จบอาชีวะคือคนที่ทำงานได้จริง” เขาอธิบายจุดแข็งในสายตาเขาและยังกล่าวถึงผู้ที่สนใจเรียนสายอาชีพว่า</p>



<p>“ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณอยากจะมาสายอาชีพ ชอบเย็บผ้า ชอบทำอาหาร ให้คุณเข้าไปเรียนเถอะ มันตอบโจทย์อาชีพที่สุดแล้ว” เพชรทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-29749f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/213625529_4413368548715066_6211061638161785074_n-1056x1200-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ตัวแทนประเทศในการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ</strong><br><strong>เฟรม-ขวัญเมือง อาญาเมือง ทีมหุ่นยนต์ขุนด่านปราการชล</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54778c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/246713542_431925555016117_5923773556945636538_n-768x510-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เฟรม-ขวัญเมือง อาญาเมือง คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังศึกษาระดับ ปวส.1 ในแผนกช่างอุตสาหกรรม วิทยาลัยเทคนิคนครนายก และเป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยที่จะไปแข่งขันการประกวดหุ่นยนต์ระดับนานาชาติประจำปี 2564</p>



<p>เฟรมเป็นสมาชิกของทีมขุนด่านปราการชล ทีมที่เข้าร่วมการประกวดสร้างหุ่นยนต์อาชีวศึกษา (ABU Asia Pacific Robot Contest)&nbsp;และคว้าแชมป์ในรอบระดับประเทศจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 90 ทีม เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเข้าร่วมทีมว่า ในแผนกการเรียนจะมีวิชาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ หากอาจารย์ประจำวิชาดังกล่าวเล็งเห็นว่าเด็กคนไหนมีความสามารถหรือมีความสนใจเรื่องหุ่นยนต์เป็นพิเศษ อาจารย์ก็มักจะชักชวน สอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมทีม – เฟรมคือหนึ่งในนั้น</p>



<p>โจทย์ในการแข่งขันหุ่นยนต์ที่เฟรมและทีมคว้าแชมป์มาได้คือการแข่งขันหุ่นยนต์ยิงธนู โดยแต่ละรอบการแข่งขัน หุ่นยนต์ต้องยิงลูกธนูให้ลงในถังที่กำหนดไว้ โดยกำหนดเวลารอบละ 3 นาที แม้เป็นกติกาที่ไม่ซับซ้อน แต่เบื้องหลังการทำงานนั้นคือการระดมสมองและพลังเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ขึ้นมา และการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพิชิตภารกิจดังกล่าว</p>



<p>“ในทีมจะมีทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ ปวส. และรุ่นน้อง ปวช. พวกเราจะวางแผนกันแล้วค่อยเริ่มออกแบบหุ่นยนต์ จากนั้นก็จะแบ่งงานกัน ซึ่งจะมีอาจารย์และรุ่นพี่คอยแนะนำอยู่ บางคนก็ทำหน้าที่ดูแลเครื่องกล บางคนก็ไปเขียนโปรแกรม อย่างผมเองรับผิดชอบด้านการเชื่อมและเดินไฟ”</p>



<p>“ถ้านับตั้งแต่การออกแบบ เขียนแบบ ขึ้นหุ่น แต่ละวันบางครั้งเราเริ่มทำงานกันตั้งแต่เช้า ทำยาวไปถึงดึก เที่ยงคืน ตีหนึ่ง พอวันต่อไปก็เริ่มใหม่แบบเดิม ทำอยู่อย่างนี้ ส่วนเวลาซ้อมบางทีก็เกินเวลาที่ตั้งไว้ ซ้อมกันถึงสว่างเลยก็มี และระหว่างนั้นเราก็ต้องคอยปรับคอยแก้ คอยจับตาส่วนที่ผิดพลาดตลอด” เฟรมเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานและการซ้อมของทีม</p>



<p>สำหรับเฟรมการทำหุ่นยนต์และการเรียนคือเรื่องที่สอดผสานกัน เขาเล่าว่าทุกอย่างที่อาจารย์สอนในวิชาเรียนก็จะถูกนำมาใช้ในการสร้างหุ่นยนต์ ขณะเดียวกันการเข้าแข่งขันก็เป็นอีกหนึ่งสนามทดลองให้เขาลงมือปฏิบัติจริง “เช่น เราเรียนโปรแกรม แล้วเราก็ต้องใช้โปรแกรมในการเขียนหุ่น นอกจากนี้ยังทำให้เราได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ พี่ๆ ในทีม ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมด้วย” เฟรมเสริม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5fe1b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/242354189_412399690302037_8538058577585361322_n-768x576-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มองย้อนกลับไปก่อนเข้าสู่เส้นทางอาชีวะ เฟรมเคยคิดจะเรียนสายสามัญ เขาเปรยว่าสนใจการเรียนด้านกฎหมาย แต่เมื่อสำรวจตัวเองดูแล้ว เขากลับตัดสินใจเดินต่อในเส้นทางอาชีวะ เพราะเหตุผลเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ</p>



<p>“ถ้าเราเรียนอาชีวะ ถึงจะเรียนจบแค่ ปวช.3 ก็สามารถไปประกอบอาชีพได้แล้ว หรือถ้าเราจะเรียนต่อไปจนจบเป็นวิศวกร ก็มีงานอะไรให้ทำมากมาย”</p>



<p>เฟรมกล่าวว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดเพราะการเรียนช่างอุตสาหกรรมทำให้เขาได้ลงมือปฏิบัติจริง เขาได้ฝึกพื้นฐานและทักษะที่จะนำไปประกอบอาชีพอย่างเข้มข้น ทั้งยังได้ร่วมทีมการแข่งขันหุ่นยนต์ประสบการณ์ที่ให้อะไรกับเขามากมาย</p>



<p>“มันมีการออกไปฝึกงาน มีการออกหน่วยซ่อม ทำให้เราได้ฝึกทักษะมากกว่าการนั่งเรียนในห้อง และมีอะไรอีกหลายอย่างให้เราทำ เช่น การเข้าทีมหุ่นยนต์</p>



<p>“หุ่นยนต์สอนอะไรผมหลายอย่างจริงๆ มันทำให้เราเห็นโลกอุตสาหกรรม ต่อไปในอุตสาหกรรมอาจจะไม่ต้องใช้คนเลยก็ได้ คนอาจจะเป็นแรงงานที่ควบคุมหุ่นอีกที หรือเป็นคนที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้”</p>



<p>นอกจากชนะการแข่งขันระดับนานาชาติในเดือนธันวาคมนี้ เป้าหมายของเฟรมคือการศึกษาต่อในด้านอุตสาหกรรม “ไปให้สุดๆ จนจบมาเป็นวิศวกรไฟฟ้า ถ้าไหว (หัวเราะ)” เด็กหนุ่มกล่าว</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><br><strong>ครูศิลปะที่เลือกเรียนสายอาชีพเพราะใจรัก</strong><br><strong>ครูอาร์ท ธนากร</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-18f3c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/260659108_3202709970011227_1930690570666240980_n.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ธนากร หรือ อาร์ท ปัจจุบันเป็นครูสอนวาดรูปที่ผ่านประสบการณ์ทำงานด้านศิลปะมาอย่างหลากหลาย และเป็นคนหนึ่งที่เลือกเส้นทางการเรียนสายอาชีพด้านศิลปะมาตั้งแต่ระดับปวช.1</p>



<p>สำหรับเขาในวัย 15 ปี การตัดสินใจเรียนสายอาชีพไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนอกเหนือไปจากความรักในการวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจและอยากจะทำมันต่อไปเท่านั้น</p>



<p>“ผมวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ อาจจะเป็นส่วนผสมชีวิตที่ถูกส่งเสริมให้ประกวดวาดรูปมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมต้นก็วาดรูปมาตลอด จนมันกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิต” เมื่ออาจารย์ศิลปะที่เห็นฝีมือมาตลอดแนะนำให้ยื่นโควตาเรียนศิลปะที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตพระนครใต้ (ปัจจุบันถูกยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) เขาจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้</p>



<p>“ตอนนั้นยังไม่ได้คิดถึงอนาคตเลย รู้สึกว่าแค่ชอบก็พอแล้ว” อาร์ทกล่าว</p>



<p>จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงความชอบวาดรูปในวันนั้น การเรียน ปวช. สาขาศิลปะกลับให้อะไรมากกว่าที่เขาคิด ด้วยหลักสูตรของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลในเวลานั้นที่เปิดกว้างให้ผู้เรียนได้ทดลอง ฝึกฝนทักษะรอบด้าน และยังเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนให้เขาได้ค้นหาความสนใจของตัวเอง</p>



<p>“การเข้าเรียนศิลปะ สำหรับเด็กทุกคนก็มักจะคิดว่าน่าจะได้วาดรูปอย่างเดียวใช่มั้ย ปรากฏว่าไม่ ราชมงคลฯ ยุคนั้นให้นักเรียนเรียนทุกอย่าง ทั้งปั้น ทั้งพิมพ์ ทั้งแกะสลัก แม้กระทั่งลายไทย เผอิญว่าผมไปอยู่ในที่ที่ไม่ได้สอนแยกสาขา ได้เรียนรู้ทุกอย่างก็เลยทำได้หลายอย่าง ผมมองว่ามันเป็นข้อดี เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กคนนึงอายุแค่ 15-18 ปี พอได้เรียนหลายๆ อย่างก็จะมีทางเลือกที่ชัดเจนขึ้นว่า ในระดับมหาวิทยาลัยหรือในระดับที่สูงขึ้นจะเลือกเรียนอะไรต่อ”</p>



<p>“อีกอย่างคืออาจารย์ที่นั่นค่อนข้างเปิดทางให้นักเรียนได้ทำงานศิลปะอย่างเต็มที่มากๆ ผมรู้สึกว่ามันส่งผลให้นักเรียนรุ่นผมค่อนข้างเก่ง นอกจากเก่ง ยังมีความสุขกับการทำงานด้วย ถึงขั้นที่ว่าเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งรถเมล์มาเรียน ไปดูดินที่ปั้นไว้ หรือไปนั่งวาดรูปกับเพื่อน บรรยากาศมันส่งเสริมให้ทำงานและเรียนรู้ เรามีเวลาฝึกฝน มีเวลาแข่งกันทำงาน แข่งกันวาดรูป แข่งกันว่างานชิ้นนี้ใครจะได้เอ สนุกกับเรื่องพวกนี้มาตลอด 3 ปี”</p>



<p>หลังจากเรียนจบ เขายังคงทำงานคลุกคลีอยู่ในแวดวงศิลปะอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะผันตัวมาเป็นครูสอนศิลปะอย่างในปัจจุบัน</p>



<p>“ตั้งแต่ก่อนรับปริญญาก็ได้ไปทำฉากละครเวที พวกแกะโฟม ทาสีฉาก ก่อนจะไปเริ่มทำงานประจำครั้งแรกเป็นนักวาดการ์ตูนที่บริษัทแห่งหนึ่ง ทำอยู่หนึ่งปีจนมีผลงานออกมา แล้วหลังจากนั้นผมก็ไปเปิดร้านวาดภาพเหมือนอยู่ที่สะพานพุทธ พอสะสมคอนเน็กชันมาเรื่อยๆ ผมก็ออกจากการทำงานที่สะพานพุทธแล้วมาอยู่บ้านวาดภาพอย่างเดียว เป็นนักวาดภาพประกอบให้พวกบริษัทต่างๆ ที่ต้องการงานวาดมือ มีผลงานทั้งภาพวาดประกอบในหนังสือ สคส. โปสการ์ด ปฏิทิน ช่วงนั้นงานเยอะมาก 2-3 ปีนั้นคือวาดรูปทุกวัน ไม่ได้ออกไปไหนเลย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fc604"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/260121491_877190566307140_3986403676053147205_n-768x768-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เขาตกตะกอนกับว่าความสามารถทางศิลปะที่หลากหลายและโอกาสการทำงานที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาทั้งหมดนั้นต้องย้อนกลับไปที่การเรียนอาชีวะ ซึ่งได้มอบเครื่องมือหาเลี้ยงชีพให้เขาหลายอย่าง จนสั่งสมเป็นทักษะและองค์ความรู้ที่มากพอจะถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ ที่มีความสนใจในศิลปะเช่นเดียวกับเขาได้</p>



<p>ปัจจุบันอาร์ทคือครูสอนศิลปะที่มีลูกศิษย์รวมกันตลอด 9 ปีของการสอนกว่า 500 คน โดยคนที่สมัครเข้ามาเรียนวาดรูปกับเขามีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ตลอดจนคนที่ชื่นชอบผลงานของเขาและสนใจมาเรียนด้วย นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่การสอนแบบนัดพบกันตัวเป็นๆ ทำได้ยากขึ้นและการสอนออนไลน์ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดนัก เขายังเริ่มทำงานเสริมด้วยการขายผลงานศิลปะที่เก็บรวบรวมไว้ในรูปแบบ NFT ไปด้วย</p>



<p>แม้จะเป็นคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในสายงานของตัวเอง แต่เมื่อถามถึงค่านิยมและภาพจำที่สังคมมีต่อเด็กที่เรียนอาชีวะ เขาบอกกับเราว่าคำถามอย่าง ‘เรียนปวช. แล้วมีตีกันมั้ย’ หรือการเหมารวมอย่างง่ายๆ ว่าเด็กสายอาชีพไม่ฉลาดเท่าเด็กสายสามัญ ก็เป็นสิ่งที่ได้ยินมาตลอดและถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง</p>



<p>“จริงๆ สังคมอาชีวะมันหลากหลายมากนะ มันไม่ได้มีแต่คนที่ต้องใส่ช็อป ขาเดฟ แล้วก็ตีกัน ไม่ใช่แค่นั้น อย่างที่ผมอยู่เป็นสังคมที่มีแต่คนใส่กางเกงโคร่งๆ เล่นสเกตบอร์ด ผมไม่เคยตีกับใครเลยเอาง่ายๆ ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนั้นด้วยนะ ผมว่าเราเลือกได้ที่จะอยู่กับกลุ่มคนแบบไหน”</p>



<p>“ส่วนค่านิยมที่ว่าสายสามัญดีกว่าสายอาชีพ ผมมองว่าใครจะคิดยังไงก็ไม่ได้ผิดนะ จริงอยู่ที่เรียนสายอาชีพเน้นการปฏิบัติงาน แต่ว่าก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเดียว ความรู้ ความเข้าใจโลก หรือความเข้าใจในหลักวิชาการมันเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน อย่างผมเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว โดยเฉพาะศาสนาและปรัชญา ยิ่งผมเรียนจิตรกรรม เป็นสาขาที่ต้องค่อนข้างรู้รอบ ต้องหาประเด็นของโลก ของสังคมมาสร้างเป็นงานศิลปะ ช่วงนั้นผมก็อ่านหนังสือเยอะมากแทบทุกแขนง เพราะฉะนั้นเรื่องความฉลาดไม่ฉลาดมันอยู่ที่คนด้วย”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vet-alumni/">เชฟ – ช่างตัดเสื้อ – คนทำหุ่นยนต์ – ครูสอนศิลปะ รู้จักยอดฝีมือจากรั้วอาชีวศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ของอาชีวศึกษา &#8211; ว่าด้วยแนวทางการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/scenarios-for-vet-in-the-21st-century/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 10:19:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉากทัศน์ของอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวะสร้างชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48578</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางกระแส digitalization และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/scenarios-for-vet-in-the-21st-century/">เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ของอาชีวศึกษา – ว่าด้วยแนวทางการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางกระแส digitalization และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า แรงงานไทยกำลังอยู่บนทางแพร่งของการตัดสินใจระหว่าง ‘จะไปต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ในอนาคตอันใกล้<a href="https://www.the101.world/labour-skills-and-automation-in-thailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มีการคาดการณ์</a>ว่า แรงงานไทยมีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและ AI ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หลายคนต้องเปลี่ยนตำแหน่งงานหรือจำเป็นต้องย้ายสายงานใหม่ คนที่ ‘ไปต่อ’ คือคนที่สามารถพัฒนาทักษะและยกระดับรายได้ตัวเองได้ ส่วนคนที่ ‘พอแค่นี้’ คือคนที่เสียงาน หรือเปลี่ยนงานใหม่แล้วไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทักษะเดิมที่ตัวเองมีได้</p>



<p>ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ปัญหาตลาดแรงงานสองขั้ว และความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานทักษะสูงและแรงงานทักษะต่ำ</p>



<p>ไม่ต้องเถียงกันมาก ทุกคนย่อมรู้ดีว่า ‘การพัฒนาทักษะแรงงานและยกระดับคุณภาพคน’ คือคำตอบสำหรับการเตรียมความพร้อมประเทศไทยและคนไทยในการรับมืออนาคต แต่คำถามที่น่าปวดหัวกว่านั้นคือ แล้วจะทำอย่างไร?</p>



<p>ในประเทศพัฒนาแล้ว หนึ่งวิธีการสำคัญในการเตรียมแรงงานให้พร้อมต่อการเผชิญโลกอันผันผวน คือการพัฒนาคนผ่านระบบอาชีวศึกษาและการศึกษาสายอาชีพ กระนั้นผู้กำหนดนโยบายต่างก็รู้ดีว่า วิธีคิดและการจัดการระบบอาชีวะแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการ ‘คิดใหม่’ และ ‘ยกเครื่อง’ กันครั้งใหญ่</p>



<p>101 ชวนเจาะลึก 3 ฉากทัศน์ของอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจความเป็นไปได้ของแนวทางการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้มองเห็นว่าอะไรคือเงื่อนไขสำคัญที่จะเป็นจุด turning point ของอาชีวศึกษาในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อาชีวศึกษากับการปะทะกันของ 2 เรื่องเล่า</strong></h2>



<p>ปัจจุบันการศึกษาสายอาชีพวางอยู่บนการปะทะกันของเรื่องเล่า (narrative) อย่างน้อย 2 ชุด</p>



<p>เรื่องเล่าแบบแรก – เป็นการมองอาชีวศึกษาในแง่ลบ (pessimistic) กล่าวคือ การศึกษาสายอาชีพจะกลายเป็นการศึกษาที่ผู้คนมองข้ามและเป็นตัวเลือกที่สองในการศึกษา ฐานคิดสำคัญของเรื่องเล่านี้คือ การศึกษาสายอาชีพไม่เพียงพอต่อการรับมือการดิสรัปต์ทางเทคโนโลยีและกระบวนการ digitization ในเศรษฐกิจ เมื่อตลาดแรงงานเกิดปรากฏการณ์ตลาดแรงงานสองขั้ว (job polarization) หรือปรากฏการณ์ที่แรงงานทักษะสูงและทักษะพื้นฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่แรงงานทักษะระดับกลางหรือกลุ่มแรงงานฝีมือจะค่อยๆ หายไป คนที่จบอาชีวศึกษาส่วนใหญ่จะตกอยู่ในกลุ่มหลัง</p>



<p>เรื่องเล่าแบบที่สอง – เป็นการมองอาชีวศึกษาในแง่บวก (optimistic) กล่าวคือ การศึกษาสายอาชีพจะขยายขอบเขตการเรียนรู้มากกว่าที่เคย และไม่ได้จำกัดการเรียนรู้อยู่แค่วัยใดวัยหนึ่ง แต่ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้ โดยมีการปรับหลักสูตร รูปแบบ ตลอดจนสถานที่ในการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หากมองในแง่นี้จะกล่าวได้ว่าการศึกษาสายอาชีพจะขึ้นมามีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะระบบการศึกษาที่ผลิตแรงงานระดับสูงที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันก็ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานในภาคบริการ และสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ตลาดแรงงานสองขั้ว</p>



<p>เรื่องเล่าทั้งสองชุดต่างตอบโต้และถ่วงดุลกันเสมอมา มีหนึ่งองค์กรที่ศึกษา ติดตาม และวิเคราะห์ประเด็นนี้อย่างจริงจัง คือ Cedefop (European Centre for the Development of Vocational Training) หรือหน่วยงานของสหภาพยุโรปที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรมระดับอาชีวศึกษาประจำสหภาพยุโรป โดย Cedefop ได้จัดทำรายงาน&nbsp;<a href="https://www.cedefop.europa.eu/files/3083_en.pdf?fbclid=IwAR1c9LGLxEkc2mkmIBQ_l0GWOOxrEoaVKnRCoHe3vQbfrY71wOVKYzMFX_c" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Vocational education and training in Europe 1995-2035 : Scenarios for European vocational education and training in the 21st century</a>&nbsp;ที่ประมวลองค์ความรู้ที่ได้จากการติดตามความเป็นไปของระบบการศึกษาสายอาชีพในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 1995 และการสัมภาษณ์เชิงลึกของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น หน่วยงานภาครัฐ กลุ่มนายจ้าง แรงงาน เป็นต้น เพื่อสร้างฉากทัศน์ (scenario) อาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21</p>



<p>วัตถุประสงค์หลักของการสร้างฉากทัศน์นี้ขึ้นมา คือเพื่อทำให้เห็นถึงภาพความเป็นไปได้และการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากระบบอาชีวศึกษาเป็นการพัฒนาในลักษณะขึ้นกับเส้นทางในประวัติศาสตร์ (path dependent) อย่างมาก ฉะนั้นการจะปรับเปลี่ยนการศึกษาสายอาชีพให้ตอบโจทย์โลกที่มีความผันผวนสูงขึ้นอยู่กับนโยบายที่เลือกใช้ในวันนี้</p>



<p>Cedefop สร้างฉากทัศน์อาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 ออกมา 3 ฉาก ซึ่งมีหลักและเนื้อหาที่ต่างกันออกไป ได้แก่ (1) Lifelong learning at the heart – Pluralist VET (2) Occupational and professional competence at heart – Distinctive VET และ (3) Job-oriented training at the heart – Special purpose and/or marginalised VET  </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ฉากทัศน์ที่ 1 : อาชีวศึกษาแบบพหุนิยม โดยมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นศูนย์กลาง</strong></h2>



<p>สำหรับ ‘อาชีวศึกษาแบบพหุนิยม โดยมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นศูนย์กลาง’ (lifelong learning at the heart – pluralist VET) นั้นวางอยู่บนพื้นฐานของการขยายความเข้าใจ ความหมาย และแนวคิดของการศึกษาสายอาชีพเสียใหม่ โดยให้น้ำหนักกับการเรียนรู้ที่อิงกับตลาดแรงงาน นอกจากนี้การเรียนรู้ในระบบอาชีวศึกษาจะไม่ถูกจำกัดว่าจะต้องเรียนในสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบบูรณาการ (integrated lifelong learning)</p>



<p>อาชีวศึกษาแบบพหุนิยมเป็นการนิยามความหมายของการศึกษาสายอาชีพใหม่ จากเดิมที่อาชีวศึกษาจะเป็นการเรียนการสอนที่แยกย่อยไปตามทักษะเฉพาะ เช่น ช่างยนต์ ช่างกล ช่างก่อสร้าง ฯลฯ ในฉากทัศน์นี้รูปแบบการศึกษาดังกล่าวจะพบเห็นได้น้อยลง ในทางกลับกันจะเห็นรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะเชื่อมโยงและผสมผสานมากขึ้น เนื่องจากทักษะการรู้รอบกลายเป็นเรื่องสำคัญในโลกยุค VUCA (volatility&nbsp;หรือความผันผวน,&nbsp;uncertainty&nbsp;หรือความไม่แน่นอน,&nbsp;complexity&nbsp;หรือความซับซ้อน และ&nbsp;ambiguity&nbsp;หรือความคลุมเครือ)</p>



<p>ในฉากทัศน์อาชีวศึกษาแบบพหุนิยม ขอบเขตระหว่างการศึกษาสายอาชีพและสายสามัญจะพร่าเลือนและทับซ้อนกันมากขึ้น ไม่ได้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา และยังเน้นย้ำความจำเป็นในการผสมผสานทักษะอาชีวศึกษาและวิชาทั่วไปเข้าด้วยกัน โดยจะโฟกัสที่การพัฒนาทักษะและความสามารถโดยรวม</p>



<p>สำหรับอาชีวศึกษาในฉากทัศน์นี้ยังต้องการการวางทิศทางการศึกษาใหม่ จากที่แต่ก่อนเมื่อจบการศึกษามาก็จะได้วุฒิการศึกษาตามทักษะที่เรียนเพื่อเอาไปใช้ต่อสำหรับการทำงานในสายอาชีพนั้นๆ แต่อาชีวศึกษาแบบพหุนิยมจะเปิดให้วุฒิการศึกษาครอบคลุมทักษะที่กว้างมากขึ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทักษะและความสามารถเฉพาะทาง ตลอดจนความจำเป็นที่ผู้เรียนต้องมีการปรับปรุงและเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคผันผวน</p>



<p>ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของการเรียนอาชีวศึกษาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน กลุ่มเป้าหมายจะเกิดการขยายกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นที่ความต้องการของผู้เรียนทุกวัย ซึ่งสอดคล้องกับระบบหลักสูตรที่จะเน้นไปที่การออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) และการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน (project-based learning) จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายและผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ ตลอดจนรูปแบบการสอนให้หลากหลายที่สุด</p>



<p>และหากมองต่อไปยังเส้นทางความก้าวหน้าของอาชีวศึกษาในฉากทัศน์อาชีวศึกษาแบบพหุนิยมก็อิงอยู่กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีความโปร่งใสในทุกระดับ เพื่อลดกำแพงที่จะกั้นการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในอาชีพ ขณะเดียวกันด้วยการคาดการณ์ว่าอาชีวศึกษาจะขยับไปในทางที่โฟกัสทักษะที่ครอบคลุม กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะ และการเรียนรู้โดยการทำงานจริง ทั้งหมดส่งผลต่อการกำกับดูแลการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือกลุ่มทุน เช่น การกำหนดทิศทางหลักสูตร การเปิดรับผู้เรียนเข้าฝึกงาน หรือการสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากร เป็นต้น</p>



<p>ด้านบทบาทของภาครัฐเอง แม้จะไม่ได้ถึงขั้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในระดับโครงสร้างและเนื้อของระบบอาชีวศึกษา แต่ภาครัฐก็จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดนโยบายและกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับทิศทางการศึกษาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในฉากทัศน์นี้ที่การศึกษาสายอาชีพมีเส้นทางการเติบโตที่ยืดหยุ่นและผู้เรียนมีทักษะที่กว้างขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกการกำกับดูแลและการร่วมมือระหว่างภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นหากกลไกที่ว่านี้อ่อนแอลง ฉากทัศน์อาชีวศึกษาแบบพหุนิยมมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดการกระจัดกระจาย (fragmentation) และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ฉากทัศน์ที่ 2 : อาชีวศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยเน้นทักษะด้านวิชาชีพเป็นศูนย์กลาง</strong></h2>



<p>สำหรับ ‘อาชีวศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยเน้นทักษะด้านวิชาชีพเป็นศูนย์กลาง’ (occupational and professional competence at heart – distinctive VET) มีความพยายามที่จะเสริมย้ำจุดโดดเด่นของอาชีวศึกษา อย่างการศึกษาวิชาชีพที่จะนำไปประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>



<p>อาชีวศึกษาในฉากทัศน์นี้จะถูกจัดระเบียบตามข้อกำหนดและเอกลักษณ์ของอาชีพหรือวิชาชีพนั้นๆ โดยมีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนจะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับตลาดแรงงาน แต่ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงการรักษาสมดุลระหว่างการเรียนภาคทฤษฎีในโรงเรียนกับการฝึกอบรมในสถานประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม</p>



<p>สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักคือเยาวชนที่ศึกษาในสายอาชีพ นอกจากนี้ภารกิจหลักของอาชีวศึกษาก็คือการช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นอย่างมืออาชีพ ชำนาญการในทักษะเฉพาะของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมเปิดรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ</p>



<p>ด้านแนวทางการเรียนรู้จะเน้นที่การจัดการเรียนรู้แบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน (practice-based learning)&nbsp;และการเรียนรู้โดยการใช้การทำงานเป็นฐาน (work-based learning) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการฝึกงานให้ทันสมัยและการเรียนรู้ภาคปฏิบัติเป็นพิเศษ โดยการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกผ่านการฝึกงานจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงที่ผ่านมา และหากพิจารณาถึงเป้าหมายของอาชีวศึกษาพบว่า มุ่งเน้นที่จะสร้างการเรียนรู้โดยการใช้การทำงานเป็นฐานเป็นมาตรฐานหลักครอบคลุมทุกสายงานและทุกระดับชั้น</p>



<p>นอกจากนี้ในเชิงนโยบายจากภาครัฐอาจมีการสนับสนุนโมเดลการศึกษาแบบเฉพาะทางด้วยการทำ MOU ส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน การบัญญัติข้อตกลงเกี่ยวกับอาชีพและภาคส่วนต่างๆ เช่น การกำหนดมาตรฐานร่วมกัน เป็นต้น</p>



<p>แต่กระนั้น ฉากทัศน์อาชีวศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงก็มีความเสี่ยงที่ผู้เรียนอาจตามเทคโนโลยีและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ทัน ประเด็นเรื่องบทบาทของแรงงานทักษะระดับกลางและความมั่นคงในระยะยาวของอาชีพก็ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถาม</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ฉากทัศน์ที่ 3 : อาชีวศึกษาแบบวัตถุประสงค์พิเศษ โดยมีการฝึกฝนที่เน้นอาชีพเป็นศูนย์กลาง</strong></h2>



<p>สำหรับ ‘อาชีวศึกษาแบบวัตถุประสงค์พิเศษ โดยมีการฝึกฝนที่เน้นอาชีพเป็นศูนย์กลาง’ (job-oriented training at the heart – special purpose and/or marginalised VET) เป็นฉากทัศน์ที่ตีความความเข้าใจ ความหมาย และแนวคิดของการศึกษาสายอาชีพให้แคบลง โดยจะโฟกัสที่การฝึกฝนสำหรับการประกอบอาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็น (reskilling) และการพัฒนาทักษะ (upskilling) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานระยะสั้นและระยะกลาง</p>



<p>หากมองในแง่ตำแหน่งแห่งที่ของอาชีวศึกษาในระบบการศึกษาโดยรวมพบว่า เน้นไปที่การให้ผู้เรียนได้ฝึกงานในตลาดแรงงานและสนับสนุนให้ผู้เรียนได้มีทักษะพื้นฐานเพื่อการจ้างงาน (employability skills) ซึ่งหากมองต่อไปในเรื่องคุณค่าของแรงงาน (employability) ในความหมายแคบ ก็เพื่อให้แรงงานกลุ่มเสี่ยงที่จะตกงานได้มีทักษะใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และหากมองในความหมายที่กว้างขึ้นมา ก็เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่เน้นการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด (lifelong learning) แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาสายอาชีพในฉากทัศน์นี้ก็ยังไม่อาจทัดเทียมกับการศึกษาสายสามัญได้</p>



<p>นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายของอาชีวศึกษาก็หดตัวลงเช่นกัน โดยกลุ่มผู้เรียนหลักคือกลุ่มแรงงานผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นและการพัฒนาทักษะเดิมแบบทันท่วงที หรือกลุ่มแรงงานที่เสี่ยงต่อการตกงานในโลกยุคใหม่ ไม่เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตัวหลักสูตรเองก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน</p>



<p>หลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพในฉากทัศน์นี้จะมีคอร์สการฝึกอบรมที่สั้นลง โดยเปิดสอนผ่านแหล่งการเรียนรู้ทางการศึกษาระบบเปิด (open educational resources) ซึ่งทิศทางการสอนในลักษณะนี้จะกลายมาเป็นทิศทางหลักในการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา ไม่ใช่แค่นั้น การสอนเพื่อพัฒนาทักษะรายบุคคลตามความถนัดยังเป็นอีกเทรนด์ของการสอน เนื่องจากผู้เรียนมีความใกล้ชิดกับตัวงานผ่านการฝึกฝนในขณะที่ทำงานจริง (on-the-job training)</p>



<p>ในแง่ของเส้นทางและโอกาสในการก้าวหน้าของแรงงาน อาชีวศึกษาภายใต้ฉากทัศน์นี้ต้องการการจัดฝึกอบรมที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้กลุ่มแรงงานผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงหลักสูตรและโปรแกรมการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการของเขาได้ง่ายขึ้น</p>



<p>ด้วยหลักสูตรที่เน้นให้ผู้เรียนได้สัมผัสวิชาชีพนั้นๆ ผ่านการลงมือทำงานจริง แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมส่งผลต่อความสำคัญของสถาบันการอาชีวศึกษา พบว่าในฉากทัศน์นี้สถาบันการอาชีวศึกษามีความสำคัญน้อยลง เมื่อเทียบกับความสำคัญของภาคเอกชน ที่จะขึ้นมามีบทบาทหลักในการกำกับดูแลการศึกษาสายอาชีพแทน เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนทั้งในแง่ของความรู้ สถานที่ทำงาน ตลอดจนแหล่งทุนนั่นเอง</p>



<p>หลังจากได้เห็นทิศทางอนาคตของอาชีวศึกษาแบบวัตถุประสงค์พิเศษแล้ว ประเด็นถัดมาคงไม่พ้นคำถามที่ว่านโยบายจากภาครัฐควรมีหน้าตาอย่างไรเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะของตนเองได้เต็มศักยภาพตามแผนการศึกษาที่วางไว้ ซึ่งนโยบายที่สำคัญคงหนีไม่พ้นนโยบายด้านความโปร่งใสเพื่อป้องกันการที่แรงงานจะถูกเอาเปรียบ หรือระบบเอื้อให้แรงงานหรือกลุ่มทุนใดมากจนเกินไป ซึ่งหากพิจารณาในแง่นี้แล้ว นโยบายที่ดูจะเกี่ยวข้องน่าจะเป็นนโยบายทางตลาดแรงงานมากกว่านโยบายที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>นอกเหนือไปจากเรื่องนโยบายของภาครัฐ  ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือเรื่องความเสี่ยงที่จะต้องระวังในอาชีวศึกษาในฉากทัศน์นี้ พบว่าการศึกษาสายอาชีพมีการประเมินทักษะพื้นฐานและทักษะการข้ามสายงานหรือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st century skills, transversal skills) ที่ต่ำเกินไป ซึ่งประเด็นนี้อาจกลายมาเป็นผลเสียต่อแรงงานในอนาคตได้</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สังคมต้องเป็น ‘ผู้กำหนดอนาคต’ ของ ‘อาชีวะ’</strong></h2>



<p>การศึกษาฉากทัศน์ไม่เพียงทำให้เราพอมองเห็นว่า การศึกษาสายอาชีพในยุคอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ยังทำให้เรารู้ด้วยว่า สังคมใดจะมุ่งไปสู่ฉากทัศน์แบบไหนขึ้นอยู่กับว่าสังคมนั้นมองเห็นการเปลี่ยนแปลงและเลือกที่จะลงทุนเชิงนโยบายเพื่อวางรากฐานให้กับระบบอาชีวะหรือไม่ เพราะการออกแบบระบบอาชีวศึกษานั้นยึดโยงอยู่กับการออกนโยบายทางการเมือง นโยบายทางการศึกษา ตลอดจนนโยบายทางเศรษฐกิจ</p>



<p>การมีวิสัยทัศน์มองเห็นโอกาสและความท้าทายในโลกที่ผันผวน มองเห็นศักยภาพของระบบอาชีวะและสายอาชีพ และเข้าใจความเหลื่อมล้ำที่เป็นคอขวดสำคัญของการพัฒนามาอย่างยาวนาน หากปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายเพียงภาคส่วนเดียวคงจะเป็นเรื่องยากเกินไป ภาคเอกชนเองมีส่วนอย่างมากในการกำหนดทิศทางของอาชีวศึกษา ผ่านการร่วมออกแบบหลักสูตรการฝึกทักษะเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ตลอดจนร่วมสนับสนุนทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนความรู้ ทุนมนุษย์ หรือทุนทรัพย์ เป็นต้น</p>



<p>เหนืออื่นใดคือทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อการศึกษาสายอาชีพ หากสังคมยังคงมองว่าอาชีวศึกษาเป็นเพียงแหล่งรองรับนักเรียนที่ไร้ความสามารถและมีคุณค่าไม่เทียบเท่ากับการศึกษาสายสามัญ ก็คงเป็นการยากที่อาชีวะจะสามารถขึ้นมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะแม้นโยบายจะดึงดูงใจมากเพียงใด แต่หากค่านิยมเช่นนี้ยังคงถูกผลิตซ้ำออกมาในสังคม คงไม่มีประชาชนคนใดจะคิดและเชื่อว่าการศึกษาสายอาชีพจะสร้างชีวิตใหม่ให้พวกเราได้จริงๆ</p>



<p>นี่จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนจะมองข้ามไม่ได้</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/scenarios-for-vet-in-the-21st-century/">เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ของอาชีวศึกษา – ว่าด้วยแนวทางการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียนต่างประเทศ ไขสูตรสำเร็จปั้น ‘อาชีวศึกษา’ สู่กระดูกสันหลังสร้างชาติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vocational-education-abroad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 09:38:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวะสร้างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลีใต้]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48565</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนไปช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เยอรมนีเพิ่งผ่านพ้นความชอกช้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-abroad/">ถอดบทเรียนต่างประเทศ ไขสูตรสำเร็จปั้น ‘อาชีวศึกษา’ สู่กระดูกสันหลังสร้างชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนไปช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เยอรมนีเพิ่งผ่านพ้นความชอกช้ำจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะเดียวกันในฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดของโลก หลังเพิ่งผ่านไฟสงครามเกาหลี ส่วนเกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ หลังเจ้าอาณานิคมอังกฤษถอนตัวออกไป ก็ไร้ที่พึ่ง ขณะที่ทรัพยากรก็แทบไม่มี จนใครๆ ก็ต่างกังวลว่าจะไปรอดด้วยปีกของตัวเองได้หรือไม่</p>



<p>ภายใต้ความบีบคั้น ทั้งสามชาติไม่ได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แต่พยายามดิ้นรนหาทางรอด โดยต่างคิดตรงกันว่าหนทางหนึ่งที่จะพาประเทศหลุดพ้นความยากลำบากได้ คือการยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น และการจะทำอย่างนั้นได้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ ‘ทรัพยากรมนุษย์’ ของประเทศต้องมีความรู้และทักษะที่ส่งเสริมกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของชาติ ดังนั้น การศึกษาและการพัฒนาคนจึงกลายเป็นโจทย์ตั้งต้นสำคัญของประเทศเหล่านี้</p>



<p>ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นในตอนนั้น ทั้งสามประเทศตระหนักดีว่า การมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือทางอุตสาหกรรมขั้นสูงเป็นเรื่องสำคัญ ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาชาติจึงไม่ได้เน้นแต่เพียงการเรียนสายสามัญ แต่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศึกษาสายอาชีพ</p>



<p>ขณะที่หลายๆ ประเทศมองข้ามการศึกษาสายอาชีพ ด้วยค่านิยมทางสังคมที่มักมองการเรียนอาชีวะว่าไม่มีศักดิ์ศรีเทียบเท่าการเรียนสายสามัญ หรือเป็นเพียงแค่แหล่งรองรับนักเรียนนักศึกษาระดับหางแถวที่ไปไม่รอดกับการศึกษาทั่วไปเท่านั้น แต่ทั้งเยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์เลือกผลักดันอาชีวศึกษาขึ้นเป็น ‘กระดูกสันหลัง’ แห่งการพัฒนาประเทศ จนทุกวันนี้ทั้งสามประเทศสามารถผงาดขึ้นมายืนแนวหน้าของเศรษฐกิจโลกได้ ก็ด้วยทรัพยากรคุณภาพจำนวนมากที่เป็นผลผลิตจากสถาบันอาชีวศึกษา</p>



<p>ทุกวันนี้ การเรียนอาชีวศึกษาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในเยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อีกทั้งยังมีคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก สามารถดึงดูดนักเรียนนักศึกษาต่างชาติให้เข้าไปเรียนได้มากมาย และยังได้รับยกย่องเป็นโมเดลของการพัฒนาอาชีวศึกษาในหลายประเทศ</p>



<p>เส้นทางของการศึกษาสายอาชีพของบรรดาประเทศที่ประสบความสำเร็จอาจมีรายละเอียดยิบย่อยที่แตกต่างกัน แต่เมื่อขยับมามองภาพใหญ่ขึ้นแล้ว จะเห็นว่าแต่ละประเทศล้วนมีสูตรสำเร็จหลายอย่างคล้ายกัน เราขอพาไปไขบทเรียน ถอดสูตรสำเร็จของประเทศเหล่านี้ในการพัฒนาการศึกษาสายอาชีพ จากที่ถูกมองข้ามมาตลอดจนก้าวขึ้นมาเป็นกลจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยดูตัวอย่างจากประเทศเยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-"><strong>อย่าหยุดพัฒนา ปั้นทรัพยากรคนให้ตรงเทรนด์เศรษฐกิจ</strong></h2>



<p>เมื่อประเทศเหล่านี้มีแผนมุ่งเดินหน้ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของชาติ การพัฒนาระบบการศึกษาสายอาชีพย่อมดำเนินมาคู่กันเสมอ หากแต่เป็นที่รู้ประจักษ์กันดีว่ากระแสเศรษฐกิจโลกไม่เคยหยุดนิ่ง แต่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดเวลา ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนภายใต้ระบบอาชีวศึกษาจึงไม่สามารถแช่แข็งได้ แต่จำเป็นต้องปฏิรูปปรับเปลี่ยนให้สอดรับคลอคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง</p>



<p>ในประเทศเกาหลีใต้ แผนการพัฒนาการเรียนการสอบระบบอาชีวศึกษาเริ่มมีขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950s จนถึง 1960s ซึ่งตอนนั้นยังให้ความสำคัญกับการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมเบา เกษตรกรรม และประมง แผนพัฒนาแต่ละฉบับมีอายุ 5 ปีก่อนที่จะทบทวนสู่การใช้แผนฉบับใหม่</p>



<p>ถัดมาในช่วงทศวรรษ 1970s เกาหลีใต้ก็ปรับเปลี่ยนไปเน้นการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมหนัก โดยเริ่มนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่การเรียนการสอนอย่างเข้มข้นขึ้น ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังผลักดันอุตสาหกรรมประเภทเหล็ก การต่อเรือ ผลิตภัณฑ์เคมี และเครื่องจักร ตามเทรนด์โลกในตอนนั้น และมีการปรับเปลี่ยนใหญ่อีกประการหนึ่งคือการผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการเรียนการสอนมากขึ้น ทำให้นักเรียนนักศึกษาในระบบสายอาชีพได้เรียนรู้อย่างเข้มข้นขึ้นผ่านการสัมผัสประสบการณ์ในอุตสาหกรรมจริง ผ่านมาถึงทศวรรษ 1980s เมื่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจขยับออกจากอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานและทุนอย่างเข้มข้นไปสู่การพึ่งพาเทคโนโลยี สถาบันอาชีวศึกษาก็ต้องขยับตามไปสู่การเรียนการสอนในภาคอุตสาหกรรมไฮเทค รวมทั้งยังติดปีกให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้รอบด้านมากขึ้น มีทักษะพื้นฐานในการปรับตัวได้อย่างว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกในแต่ละช่วงเวลา และปัจจุบันนี้อาชีวศึกษาเกาหลีใต้ก็กำลังมุ่งหน้าพัฒนาตามเส้นทางเศรษฐกิจ 4.0 และเศรษฐกิจหลังโควิด</p>



<p>เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ยุทธศาสตร์การศึกษาสายอาชีพต้องคอยผันเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชาติ รัฐบาลสิงคโปร์เห็นความสำคัญของการพัฒนาคนในระบบอาชีวศึกษามาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศใหม่ๆ เพราะจำเป็นต้องผลิตแรงงานให้สอดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม จนเกิดโรงเรียนสายอาชีพพร้อมศูนย์ฝึกอาชีพขึ้นมามากมาย ผ่านการได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมือจากต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น กระทั่งทศวรรษ 1970s รัฐบาลเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมไปในทิศทางการพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นหลัก จึงเกิดการปรับปรุงหลักสูตร รวมทั้งการก่อตั้งสถาบันอาชีวศึกษาใหม่ๆ ที่เน้นอุตสาหกรรมประเภทดังกล่าว โดยจับมือกับต่างประเทศเข้มข้นขึ้นอีก ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สิงคโปร์ได้เรียนรู้โมเดลความสำเร็จของอาชีวศึกษาจากหลายๆ ประเทศ แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง จนเป็นรากฐานสำคัญของระบบอาชีวศึกษาสิงคโปร์ปัจจุบัน เช่น การได้รูปแบบการเรียนการสอนด้านอาหารมาจากฝรั่งเศส และระบบการสอนแบบเรียนไปทำงานไปจากเยอรมนี</p>



<p>สถาบันการศึกษาสายอาชีพของสิงคโปร์ทบทวนปรับปรุงทิศทางการศึกษาเป็นประจำ อย่างสถาบันเทคนิคศึกษา (Institute of Technical Education – ITE) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสายอาชีพหลักของสิงคโปร์ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1992 มีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทุกๆ 5 ปี โดยเมื่อเข้าสู่ปี 2000 ที่โลกาภิวัตน์กำลังเฟื่องฟู ITE ก็ได้วางโรดแมปผลักดันให้ ITE ก้าวขึ้นจากการเป็นสถาบันการศึกษาระดับประเทศสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ถัดมาในปี 2005 ก็วางเป้าหมายทะเยอทะยานขึ้นคือการเป็นสถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำของโลก และในปัจจุบัน แผนพัฒนา ITE ฉบับปี 2020-2024 หลังเศรษฐกิจโลกกำลังถูกดิสรัปต์จากวิกฤตโควิด ก็มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการปรับตัว พัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองได้อย่างยืดหยุ่น สอดรับกับโลกที่ไม่แน่นอนสูง พร้อมกับส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย</p>



<p>ขณะที่ประเทศเยอรมนีก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาตามเทรนด์เศรษฐกิจอย่างไม่หยุดนิ่งเหมือนกัน เยอรมนีมีการตั้งกลไกที่ประกอบไปด้วยทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย สหภาพการค้า สมาคมธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ รวมทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ ในการระดมสมองออกแบบหลักสูตรร่วมกัน การพูดคุยเจรจาระหว่างกันหลายขั้นตอน กระทั่งได้หลักสูตรที่ลงตัวต่อความต้องการของทุกภาคส่วน ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพการศึกษา สภาวะความต้องการแรงงานในภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐ โดยการระดมสมองมีขึ้นต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เท่าทันสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีการสำรวจตลาดแรงงานอยู่ต่อเนื่อง ทั้งด้วยการทำวิจัยทางวิชาการ และการลงสำรวจภาคส่วนต่างๆ ทั้งบริษัทห้างร้าน บริษัทจัดหางาน รวมถึงแรงงาน เพื่อจะรับรู้ได้อย่างแท้จริงว่า ทักษะแรงงานที่เหมาะสมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในช่วงเวลานั้นๆ ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอในการปรับหลักสูตรให้สอดรับกับเทรนด์</p>



<p>นอกจากเยอรมนีแล้ว ทั้งสิงคโปร์และเกาหลีใต้ก็มีกลไกที่เปิดให้ภาคการศึกษากับภาคเอกชนออกแบบและอัปเดตหลักสูตรร่วมกันในลักษณะนี้เช่นกัน อย่างเกาหลีใต้ก็มีคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม-สถาบันการศึกษา (Industry-School Cooperation Committee) ที่คอยทำหน้าที่นี้ ขณะที่ในสิงคโปร์ อย่างสถาบัน ITE ก็มีคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ (Academic Advisory Committees – AACs) ที่มีทั้งคนระดับแนวหน้าจากภาคการศึกษาและภาคเอกชนในหลายแวดวงมาร่วมพิจารณาและให้คำแนะนำการปรับปรุงหลักสูตร</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="2--%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-"><strong>เรียนไปทำงานไป พัฒนาคนด้วยประสบการณ์จริง</strong></h2>



<p>ไม่ว่าจะประเทศไหนก็แล้วแต่ การปฏิรูปการเรียนการสอนอาชีวศึกษาในแต่ละช่วงเวลามีจุดประสงค์หลักคือการผลิตแรงงานให้ตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการแรงงานในตอนนั้นๆ แต่การจะผลิตทรัพยากรคนให้ตอบโจทย์อย่างแท้จริงสำหรับการศึกษาสายอาชีพ แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การเน้นไปที่การเปิดตำรา นั่งเรียนในห้องเรียน แต่คือการเปิดทางให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ สัมผัสวิชาชีพนั้นผ่านประสบการณ์จริงให้ได้มากที่สุด</p>



<p>อาชีวศึกษาในประเทศเยอรมนีใช้ระบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี (dual system) ที่มีทั้งการเรียนภาคทฤษฎีที่โรงเรียน ควบคู่ไปกับการฝึกงานในสถานประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมแบบได้รับเงินเดือนไปด้วย โดยให้น้ำหนักไปที่การฝึกงานมากกว่า โดยทั่วไปใน 1 สัปดาห์ ผู้เรียนจะได้ใช้เวลาราว 3-4 วันไปกับการฝึกงานในสถานประกอบการที่ตนสังกัด และอีก 1-2 วันเป็นการเรียนในห้องเรียน ซึ่งผู้เรียนจะได้นำประสบการณ์จากการฝึกงานมาถ่ายทอดแบ่งปันในชั้นเรียนด้วย ระบบ dual system นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะทำให้สามารถผลิตผู้เรียนที่มีทักษะเป็นไปตามความต้องการของบริษัทได้จริง โดยมีความพร้อมทำงานจริงได้ทันทีที่เรียนจบ ซึ่งหลายคนก็มักทำงานต่อกับบริษัทที่ฝึกงาน หรือต่อให้ไม่ได้ทำงานกับบริษัทนั้น ก็ยังคงมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับบริษัทอื่นๆ ได้เหมือนกัน</p>



<p>ความสำเร็จของโมเดล dual system ของเยอรมนีกลายเป็นต้นแบบให้กับการเรียนการสอนอาชีวศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก อย่างเกาหลีใต้ ก็นำโมเดลของเยอรมนีไปสู่การนำร่องโรงเรียนอาชีวศึกษารูปแบบใหม่ ‘ไมซ์เตอร์’ (Meister) ตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการทำงานจริงเป็นสำคัญควบคู่ไปกับการเรียนที่โรงเรียน รวมทั้งยังเน้นการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน (Project-based Learning – PBL) เพื่อช่วยเสริมสร้าง soft skills สำคัญๆ ต่อการทำงาน ทั้งการวางแผน การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ Meister ยังใช้แนวคิด ‘ทำงานก่อน เรียนต่อมหาวิทยาลัยทีหลัง’ (Employment First, University Later) คือให้ผู้เรียนเริ่มทำงานในภาคอุตสาหกรรมทันทีหลังเรียนจบจากสถาบัน Meister เพื่อให้มีประสบการณ์การทำงานจนแน่น ก่อนไปเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติมในระดับอุดมศึกษาต่อไป</p>



<p>สถาบันอาชีวศึกษาในสิงคโปร์ ก็ให้ความสำคัญมากกับการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง อย่าง ITE ก็ให้น้ำหนักการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติต่อการเรียนรู้ตามทฤษฎีในสัดส่วน 70:30 ขณะเดียวกันก็มีหลักสูตรในรูปแบบการเรียนไปทำงานไป (Work-study Program) ให้เลือกเรียนเหมือนกัน โดยทุกวันนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังเดินหน้าผลักดันให้มีการเรียนในรูปแบบ work-study มากขึ้นทั้งในสายวิชาชีพและสายสามัญ เพื่อเติมเต็มทักษะความรู้และประสบการณ์ของประชากรให้เข้มข้นขึ้นต้อนรับการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังโควิด</p>



<p>การศึกษาสายอาชีพของทั้งเยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์นับว่าประสบความสำเร็จในการปั้นคนให้เป็นแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างเยอรมนี พบว่าคนที่เรียนจบจากการศึกษาสายอาชีพ ได้รับการจ้างงานมากถึงร้อยละ 88 และยังเป็นปัจจัยให้เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป ขณะที่เกาหลีใต้ ก็พบว่าคนที่เรียนจบจากสถาบันการศึกษาระบบ Meister มีงานทำหลังเรียนจบสูงถึงร้อยละ 90-95 ส่วนสถาบัน ITE ของสิงคโปร์ ก็พบว่าบัณฑิตที่เรียนจบไปราวร้อยละ 80 ได้รับการจ้างงานภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังเรียนจบ</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="3--%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%99-"><strong>ผนึกกำลังรัฐ สานความร่วมมือเอกชนแนบแน่น</strong></h2>



<p>ความสำเร็จของอาชีวศึกษาในเยอรมนี เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ที่มีส่วนสำคัญมาจากการเปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตร รวมถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบที่เน้นการเรียนรู้จากการเข้าไปทำงานกับสถานประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นหลัก คือสิ่งที่บ่งชี้ว่าความร่วมมือกับภาคเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ</p>



<p>ในประเทศเหล่านี้ สถาบันอาชีวศึกษามักผูกความร่วมมือกับบรรดากลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแนบแน่น โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันมากมาย อย่างสถาบันอาชีวศึกษาในเกาหลีใต้ ก็มีความร่วมมือกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มแชโบล (Chaebol) เช่นเดียวกับในเยอรมนีที่มีอุตสาหกรรมชั้นแนวหน้าหลายเจ้า รวมทั้งธุรกิจ SMEs เข้ามาร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งมีตลาดในประเทศขนาดเล็กก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทข้ามชาติค่อนข้างมาก</p>



<p>รูปแบบการเข้ามาให้ความร่วมมือของกลุ่มเอกชน ไม่ใช่เพียงการร่วมกำหนดทิศทางหลักสูตร และการเปิดรับผู้เรียนเข้าฝึกงานเท่านั้น แต่เป็นการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเรียกได้ว่าครบวงจร ทั้งการสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรสำหรับการเรียนการสอน การสนับสนุนเชิงเทคนิคความรู้ การให้คำปรึกษา ซึ่งช่วยให้สถาบันการศึกษามีเงินทุนและทรัพยากรมากขึ้นที่จะดำเนินการและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขณะเดียวกัน การเข้ามาของสถาบันเอกชนยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนหันมามองสถาบันอาชีวศึกษามากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการให้การสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษา และการทำสัญญารับนักเรียนที่เรียนจบเข้าทำงานตามโควตา</p>



<p>ไม่เพียงแต่ภาคเอกชนเท่านั้น อีกภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของสถาบันอาชีวศึกษาในประเทศเหล่านี้ แน่นอนว่าย่อมเป็นภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เห็นความสำคัญของการศึกษาสายอาชีพมาก จึงมีนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาของสถาบันอาชีวศึกษามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้วยการให้การสนับสนุนทั้งเงินทุน ทรัพยากร รวมทั้งการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในสถาบันการศึกษาให้ทันสมัย อย่างในประเทศเยอรมนี ภาครัฐเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายกิจการภายในโรงเรียนหลายด้าน เช่น การบริหารโรงเรียน เงินเดือนครู การฝึกหัดครู การก่อสร้างปรับปรุงอาคาร และการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน</p>



<p>นอกจากนี้ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น อย่างในประเทศเกาหลีใต้ ที่รัฐบาลมีนโยบายยกเว้นค่าเล่าเรียนให้สำหรับผู้เรียนในระบบ Meister มีการเสนอมอบทุนการศึกษา รวมทั้งยังอนุญาตให้เลื่อนเข้ารับการเกณฑ์ทหารได้ถึง 4 ปีหากผู้เรียนได้รับการจ้างงานทันทีหลังเรียนจบ</p>



<p> &nbsp;</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="4--%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2-"><strong>เพราะความรู้ไม่ได้สิ้นสุดแค่ใบปริญญา</strong></h2>



<p>เยอรมนี สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ผลิตทรัพยากรจากระบบการศึกษาสายอาชีพออกมาจำนวนมาก หากแต่สำหรับประเทศเหล่านี้ ความรับผิดชอบในการพัฒนาคนไม่ได้สิ้นสุดแค่วัยศึกษาเล่าเรียน เพราะตระหนักดีว่าท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แรงงานจำเป็นต้องพัฒนาทักษะตัวเองต่อเนื่อง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ทันโลกอย่างต่อเนื่อง แม้จะจบการศึกษาแล้วก็ตาม การส่งเสริมให้ทรัพยากรคนจากระบบอาชีวศึกษา ‘เรียนรู้ตลอดชีวิต’ จึงเป็นงานสำคัญ และยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จของการพัฒนาคนของประเทศเหล่านี้</p>



<p>ประเทศเยอรมนีมีโปรแกรม Continuing Vocational Education Training (CVET) สำหรับแรงงานที่เรียนจบจากการศึกษาสายอาชีพและมีประสบการณ์การทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ที่งานของตัวเองอาจถูกดิสรัปต์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ หรืออาจมีความต้องการส่วนตัวที่จะอัปเกรดทักษะของตัวเอง CVET ใช้รูปแบบ dual system คือแรงงานสามารถทำงานพร้อมกับเรียนไปด้วยได้ โดยระยะเวลาเรียนขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้เรียน นายจ้าง และสถาบันการศึกษา ขณะที่รัฐก็มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเข้าสู่ระบบ CVET ต่อเนื่องผ่านการสนับสนุนค่าเล่าเรียนให้กับแรงงาน รวมทั้งยังมีการสนับสนุนเป็นพิเศษให้กับคนว่างงานและแรงงานทักษะต่ำด้วย</p>



<p>ขณะที่สิงคโปร์ก็มีโครงการ SkillsFuture Singapore (SSG) ซึ่งรัฐบาลร่วมมือสถาบันการศึกษาและบริษัทต่างๆ สร้างหลักสูตรระยะสั้นที่เกี่ยวข้องกับแวดวงสาขาอาชีพต่างๆ มากเกินกว่า 10,000 หลักสูตร สำหรับแรงงานที่ต้องการพัฒนาทักษะของตัวเอง โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่แรงงานที่จบจากระบบการศึกษาสายอาชีพเท่านั้นและเช่นเดียวกับเยอรมนี รัฐบาลสิงคโปร์ยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าเรียนในหลักสูตร SkillsFuture โดยให้เงินเครดิตตั้งต้นกับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 25 ปี คนละ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 12,500 บาท) และมีการเติมเงินเครดิตให้เป็นระยะตามโอกาส เป็นการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีแพ็คเกจให้เงินสนับสนุนค่าเล่าเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะการเรียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะให้สอดรับโลกหลังโควิด เช่นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งยังเพิ่มหลักสูตรใหม่ๆ ให้ประชาชนเลือกเรียนมากขึ้นด้วย</p>



<p>เกาหลีใต้ก็เป็นอีกประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานหลังเรียนจบ โดยภาครัฐทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ร่วมกับสภาหอการค้าและสถาบันการศึกษาสายอาชีพต่างๆ จัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะหลายแห่งและคอร์สเรียนที่หลากหลาย รวมทั้งมีแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์อย่าง K-MOOC (Korean Massive Open Online Course) โดยที่รัฐบาลก็สร้างแรงจูงใจผ่านการสนับสนุนค่าเล่าเรียนเหมือนเยอรมนีและสิงคโปร์ และขณะนี้ ภายใต้แผนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตฉบับที่ 4 (2018-2022) รัฐบาลเกาหลีใต้ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาขยับขยายหลักสูตรทางด้านอาชีวศึกษา รับการเปลี่ยนผ่านของโลกแรงงานสู่ยุค 4.0 &nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="5--%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%9B-"><strong>ปรับความคิด พลิกมุมมองประชาชน<br>ไม่ให้อาชีวศึกษาเป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป</strong></h2>



<p>ประสบการณ์จากเยอรมนี สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ล้วนให้บทเรียนว่า การจะยกระดับการศึกษาสายอาชีพจนเป็นแกนหลักแห่งการขับเคลื่อนประเทศจนถึงทุกวันนี้ได้ ต้องอาศัยแรงผลักดันจากหลายด้านหลายภาคส่วนประกอบกัน ทั้งภาคการศึกษาเอง วิสัยทัศน์และการส่งเสริมจากภาครัฐ รวมทั้งการสนับสนุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ลำพังปัจจัยทั้งหมดที่ถูกพูดถึงด้านบนก็ยังไม่เพียงพอที่จะพัฒนาอาชีวศึกษาได้ หากปราศจากอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ นั่นคือภาคประชาชนที่ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาในระบบสายอาชีพ เพราะไม่เช่นนั้น ไม่ว่าจะใช้นโยบายใดหรือจะใช้กี่ภาคส่วนมาช่วยขับเคลื่อน การพัฒนาอาชีวศึกษาจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย</p>



<p>การมีค่านิยมยอมรับการศึกษาสายสามัญว่าสูงส่งกว่าการศึกษาสายอาชีพเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เยอรมนี สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนให้ยอมรับการศึกษาสายอาชีพมากขึ้นจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากของทั้งประเทศเหล่านี้</p>



<p>สิงคโปร์จัดว่าเป็นประเทศที่รุกหนักมากในการสร้างภาพจำใหม่ให้กับการศึกษาสายอาชีพ ผ่านการทำการตลาดอย่างเข้มข้น อย่างสถาบัน ITE ก็ใช้วิธีโหมโฆษณาตามพื้นที่สาธารณะหลายช่องทาง ทั้งทางหนังสือพิมพ์ รถโดยสารสาธารณะ ป้ายโปสเตอร์ และใบปลิว รวมทั้งการทำกิจกรรมอย่างการทำโรดโชว์ตามโรงเรียน กิจกรรม Open House เปิดสถานศึกษาให้เข้าชม รวมทั้งกิจกรรมจัดการแข่งขันประชันฝีมือบนรายการโทรทัศน์ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับอาชีพต่างๆ และการแจกรางวัลคนประสบความสำเร็จในสายอาชีพ ให้สาธารณชนได้เห็นภาพความสำเร็จของคนทำงานในสายนี้มากขึ้น โดยผลสำรวจพบว่า ระหว่างปี 1997-2006 การทุ่มเททำการตลาดของ ITE ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของ ITE ที่มีต่อสาธารณะดีขึ้นถึงร้อยละ 76</p>



<p>ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ยังกำหนดวิชาประเภทงานช่างต่างๆ เช่น งานไม้ งานไฟฟ้า งานเหล็ก และการเขียนแบบ เป็นวิชาบังคับในระดับชั้นมัธยมศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนมีโอกาสได้สัมผัสและทำความคุ้นเคยกับงานสายอาชีพมากขึ้น เพิ่มโอกาสที่นักเรียนจะเลือกเดินบนเส้นทางสายอาชีวศึกษาในอนาคต</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การประโคมการตลาดเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะจูงใจคนให้หันมามองอาชีวศึกษามากขึ้น เพราะถึงแม้จะโหมกระหน่ำโฆษณาขนาดไหน แต่ถ้าสาธารณชนไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าอาชีวศึกษาก็สามารถมอบเส้นทางอนาคตที่สดใสได้ ก็ย่อมไม่อาจเปลี่ยนใจมายอมรับการศึกษาสายอาชีพได้ เพราะฉะนั้น กุญแจสำคัญที่สุดในการจะเปลี่ยนมุมมองของคนที่มีต่ออาชีวศึกษา ก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างการพัฒนาคุณภาพการศึกษา</p>



<p>สถาบัน ITE ของสิงคโปร์เองก็จูงใจคนด้วยการพาสถาบันให้เดินหน้าสู่ความเป็นสถาบันอาชีวศึกษาระดับโลก สร้างความรับรู้ทั่วไปว่า ITE สามารถให้คุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และสามารถเปิดประตูอนาคตการทำงานสู่ระดับนานาชาติได้ โดย ITE ทุ่มเททั้งปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร ยกระดับเครื่องไม้เครืองมือและรูปแบบการเรียนการสอน ถึงขั้นที่มีการยกเครื่องบินจริงๆ มาไว้ในสถาบันการศึกษาให้ผู้เรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเครื่องบินและงานบริการในสนามบินได้เรียนรู้จากของจริง รวมทั้งยังลงทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งยังปรับภูมิทัศน์ ดึงดูดใจให้เยาวชนอยากเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอาชีวศึกษาแห่งนี้</p>



<p>สิงคโปร์จัดว่าประสบความสำเร็จในการจูงใจประชาชนให้เลือกเรียนสายอาชีพมากขึ้น ทุกวันนี้สิงคโปร์มีนักเรียนที่เลือกเรียนในสายอาชีพสูงถึงราว 60-70 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมด เทียบกับในช่วงทศวรรษ 1960s ซึ่งสิงคโปร์เพิ่งก่อตั้งประเทศใหม่ๆ ที่ตอนนั้นยังมีนักเรียนเลือกเรียนในสายอาชีพไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์</p>



<p>เยอรมนีก็เป็นอีกประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนให้หันมาเรียนอาชีวศึกษา โดยมีนักเรียนเรียนอยู่ในระบบนี้ราวครึ่งหนึ่งของประเทศ โดยเยอรมนีสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติประชาชนให้ยอมรับอาชีวศึกษาได้ ด้วยการทุ่มเทพัฒนาคุณภาพการศึกษาจนไปสู่ระดับโลก เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ขณะที่เกาหลีใต้มีสัดส่วนนักเรียนในระบบสายอาชีพอยู่ราวร้อยละ 18 โดยภาครัฐเกาหลีใต้กำลังพยายามจูงใจให้คนหันมาเลือกเรียนสายอาชีพกันมากขึ้น แนวทางหนึ่งคือการพัฒนาโรงเรียนอาชีวศึกษาระบบ Meister ที่มีความทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงานมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และเครื่องไม้เครื่องมือทางการศึกษาต่างๆ ซึ่งทางการเกาหลีใต้ก็เชื่อว่าจะช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคตินักเรียนให้สนใจอาชีวศึกษามากขึ้นได้ในอนาคต</p>



<p>การจะปั้นอาชีวศึกษาให้เป็นหัวหอกแห่งการพัฒนาได้ ทัศนคติของประชาชนที่ให้การยอมรับอาชีวศึกษาถือว่าเป็นรากฐานสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทัศนคตินี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเริ่มจากการมีรัฐบาลที่มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีวศึกษา มองเห็นว่าอาชีวศึกษาก็มีความสำคัญ และสามารถเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ เมื่อทัศนคติแบบนี้เริ่มต้นจากรัฐบาล คำว่า ‘อาชีวะสร้างชาติ’ ก็มีโอกาสเป็นจริงขึ้นมาได้ในประเทศนั้นๆ &nbsp;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p class="has-text-align-center"><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://archives.kdischool.ac.kr/bitstream/11125/42257/1/%282013%29%20Modularization%20of%20Korea%27s%20development%20experience_the%20development%20of%20vocational%20high%20schools%20in%20Korea%20during%20the%20industrialization%20period.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">2013 Modularization of Korea’s Development Experience: The Development of Vocational High Schools in Korea during the Industrialization Period</a></p>



<p><a href="https://uil.unesco.org/system/files/2018_lifelong_learning_in_korea_vol.1.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">2018 Lifelong Learning in Korea</a></p>



<p><a href="https://www.krivet.re.kr/eng/eu/zc/euZ_prB.jsp?gn=E1%7CE120200969%7C0%7C3" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Meister High School System in Korea 2020</a></p>



<p><a href="https://www.cedefop.europa.eu/en/country-reports/vocational-education-and-training-europe-germany-2018" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Vocational education and training in Europe: Germany</a></p>



<p><a href="https://www.cedefop.europa.eu/en/publications/4184" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Vocational education and training in Germany: Short Description</a></p>



<p><a href="https://www.oecd-ilibrary.org/education/strengthening-the-governance-of-skills-systems_3a4bb6ea-en" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Case study: The Alliance for Initial and Further Training in Germany (in Strengthening the Governance of Skills Systems: Lessons from Six OECD Countries</a><a href="https://www.oecd-ilibrary.org/education/strengthening-the-governance-of-skills-systems_3a4bb6ea-en" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.oecd-ilibrary.org/education/strengthening-the-governance-of-skills-systems_3a4bb6ea-en">)</a></p>



<p><a href="https://www.ncee.org/wp-content/uploads/2014/01/The-Phoenix1-7.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Phoenix: Vocational Education and Training in Singapore</a></p>



<p><a href="https://openknowledge.worldbank.org/handle/10986/6432?locale-attribute=en">Toward a Better Future: Education and Training for Economic Development in Singapore since 1965</a></p>



<p><a href="https://unevoc.unesco.org/pub/tvet_country_profile_-_singapore_revised_may_2020_final.pdf">TVET Country Profile: Singapore June 2020</a></p>



<p><a href="https://unevoc.unesco.org/wtdb/worldtvetdatabase_kor_en.pdf">TVET Country Profile: Republic of Korea November 2018</a></p>



<p><a href="https://www.scmp.com/news/hong-kong/education/article/3033640/how-singapore-has-overturned-perceptions-vocational">How Singapore has overturned perceptions of vocational education, showing Hong Kong the way forward</a></p>



<p><a href="https://www.oecd-ilibrary.org/education/education-at-a-glance-2021_b35a14e5-en">Education at a Glance 2021: OECD Indicators</a></p>



<p><a href="https://www.ite.edu.sg/docs/default-source/who-we-are-docs/ite-create-ecopy.pdf?sfvrsn=e444e9f6_12">ITE Create (2020-2024)</a></p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-abroad/">ถอดบทเรียนต่างประเทศ ไขสูตรสำเร็จปั้น ‘อาชีวศึกษา’ สู่กระดูกสันหลังสร้างชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
