<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หลักสูตรฐานสมรรถนะ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Jan 2022 06:26:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>หลักสูตรฐานสมรรถนะ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2022 06:26:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรฐานสมรรถนะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50572</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ในหมู่นักการศึกษา แต่ยังสดใหม่และเป็นที่กล่าวถึงทั่วไปด้วยความรู้สึกหลากหลายในขณะนี้ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นความหวัง ความเคลือบแคลง หรือความสนใจก็ตาม เพราะอนาคตของเด็กๆ ในศตวรรษที่ 21 ดูจะผูกพันกับคำสั้นๆ ที่มีความหมายคลุมเครือนี้อย่างแยกไม่ออก</p>



<p>โดยทั่วไป หลักสูตรฐานสมรรถนะหมายถึงหลักสูตรที่เน้นส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียนในการปรับใช้องค์ความรู้ที่หลากหลายในสถานการณ์จริง ออกแบบกลยุทธ์และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยพลิกแพลงและอย่างยืดหยุ่นในระยะยาว ตลอดจนมีสุขภาวะที่ดี สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้สอดคล้องกับความผันผวนของโลกและความก้าวหน้าทางวิทยาการได้</p>



<p>ฟังเผินๆ ดูจะไม่แตกต่างจากปลายทางแห่งการปฏิรูปการศึกษาที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่คำถามที่ว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะจะส่งเยาวชนในวันนี้สู่ฝั่งฝันในวันหน้าได้จริงหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ว่าอุปสรรคซึ่งขัดขวางเจตนารมณ์อันดีนั้นอยู่ที่ใด และหากหลักสูตรใหม่จะเป็นความหวังได้จริง การปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเวลาอันใกล้นี้ จะเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดในอดีตได้บ้าง</p>



<p>คำตอบของอันเดรอัส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) ในงานเสวนาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คือการปรับใช้หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งต้องไม่เป็นเพียงคำสั่งหรือกระทั่งนโยบาย แต่ต้องเป็น ‘วัฒนธรรม’</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-"><strong>หลักสูตรฐานสมรรถนะในระบบการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>OECD จัดงานเสวนา&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=287816036507005" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Teaching, learning, and assessing 21st century skills: Thailand’s experience</a>&nbsp;เพื่อทบทวนสถานการณ์ทั่วไปของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย และเพื่อรวบรวมความคิดเห็นตลอดจนคำชี้แนะของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ</p>



<p><strong>สิริกร มณีรินทร์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไล่เรียงกำหนดการปัจจุบันของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ นับแต่การเล็งเห็นข้อบกพร่องของการจัดการเรียนรู้โดยยึดโยงกับเนื้อหารายวิชาเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางหลักของการจัดการศึกษา จนถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อออกแบบหลักสูตรใหม่ และการเริ่มต้นนำร่องหลักสูตรในระดับประถมศึกษาตอนต้น ในวันที่ 11 ตุลาคม 2564</p>



<p>สิริกรอธิบายว่า มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษานับแต่โลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยความตระหนักว่าระบบการศึกษาไทยขณะนั้นไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่อีกต่อไป และไม่ช้าก็เร็ว เยาวชนไทยจะขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความพยายามปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จนักด้วยความผันผวนทางการเมือง ทำให้การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาขาดความต่อเนื่อง กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษาจึงทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะจวบจนปัจจุบัน ท่ามกลางความไม่พอใจของนักเรียนที่แสดงออกผ่านการชุมนุมและเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน</p>



<p>โดยสมรรถนะหลัก 6 ประการที่ปรากฏในร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะไทย ได้แก่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base1.png" alt="" class="wp-image-290695"/><figcaption>จากเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://cbethailand.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-2/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-6-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cbethailand.com</a></figcaption></figure></div>



<p></p>



<ol type="1"><li><strong>การจัดการตนเอง (Self-management)</strong>&nbsp;รู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีเป้าหมายในชีวิต จัดการอารมณ์และความเครียดได้ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ตลอดจนฟื้นคืนสู่ภาวะสมดุลหลังเผชิญวิกฤตได้ และมีสุขภาวะที่ดี</li><li><strong>การคิดขั้นสูง (Higher Order thinking)</strong>&nbsp;สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณด้วยเหตุผลรอบด้าน เข้าใจความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ใช้จินตนาการและองค์ความรู้แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้</li><li><strong>การสื่อสาร (Communication)&nbsp;</strong>รับสารและส่งสารได้อย่างปราศจากอคติ มีสติ เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง เลือกใช้กลวิธีสื่อสารได้อย่างเหมาะสมโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา</li><li><strong>การรวมพลังทำงานเป็นทีม (Teamwork collaboration)</strong>&nbsp;จัดระบบและออกแบบกระบวนการทำงานทั้งของตนเอง และกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความเป็นผู้นำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี และจัดการความขัดแย้งภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายได้</li><li><strong>การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (Civic literacy)</strong>&nbsp;เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เคารพกติกา และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสาธารณะอย่างมีวิจารณญาณ ยึดมั่นในความเท่าเทียม ค่านิยมประชาธิปไตย และสันติวิธี</li><li><strong>การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน (Sustainable coexistence with nature and science)</strong>&nbsp;เข้าใจปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติในชีวิตประจำวัน สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้</li></ol>



<p><strong>วิจารณ์ พานิช</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสริมว่าการร่างกรอบหลักสูตรนี้ ตลอดจนการกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเดิมล้วนอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันเป็นผลลัพธ์จากแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เน้นใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและความร่วมมือกับหลากหลายองค์กร โดยที่<strong>ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;รองผู้จัดการกองทุนฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักที่กองทุนฯ พบจากการรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านหลักสูตร และยังต้องการคำชี้แนะจากองค์กรพันธมิตรทั้งในและระหว่างประเทศ คือปัญหาการขาดแคลนครูที่พร้อมปรับใช้หลักสูตรดังกล่าวในหลายโรงเรียน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base2-1.png" alt="" class="wp-image-290698"/><figcaption>แนวทางปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย</figcaption></figure>



<p>โดยแผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทยนั้นเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา และความพร้อมในการปรับใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่างๆ ติดตามด้วยการปรับปรุงพื้นฐานและยกระดับความพร้อมของโรงเรียนผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโรงเรียน หรือการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อให้การปรับใช้หลักสูตรเป็นไปโดยราบรื่น สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์สู่ตลาดแรงงานแห่งศตวรรษที่ 21 ได้จริง โดยระหว่างทางจะมีการรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรระดับปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนานโยบายและหลักสูตรต่อไป</p>



<p>“ต้องประสานความร่วมมือกับโรงเรียนตั้งแต่เริ่มร่างกรอบหลักสูตร ไม่ใช่ร่างโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครแล้วให้ทุกโรงเรียนปรับใช้ เพราะแต่ละโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาแตกต่างกัน” สิริกรร่วมแจกแจงแนวทางข้างต้น “ดังนั้น ในขั้นตอนการร่างกรอบหลักสูตร คณะกรรมการจึงเปิดโอกาสให้อาสาสมัครมากกว่า 100 คน ให้ข้อมูลด้วย โดยมากกว่า 30 คนในนั้นเป็นครู นอกจากนั้นก็เป็นผู้แทนจากหน่วยงานเอกชน โดยคณะกรรมการได้จัดทำเว็บไซต์ cbethailand.com เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นโดยเฉพาะ”</p>



<p>เมื่อได้รับฟังแนวคิด แผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และความท้าทายที่นักการศึกษาไทยต้องเผชิญแล้ว อันเดรอัส ชไลเชอร์ ผู้แทนจาก OECD จึงกล่าวว่าเขาชื่นชอบสมรรถนะหลักหกประการของไทยทีเดียว แต่ “ปัญหาที่แท้จริงคือ หลักสูตรฐานสมรรถนะของคุณสอดคล้องกับกลไกอื่นๆ ในระบบการศึกษาหรือไม่ ทั้งการฝึกหัดครู และนโยบายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะนั่นเป็นจุดที่หลายประเทศ ‘ตกม้าตาย’”</p>



<p>อันเดรอัสตื่นเต้นที่จะได้เห็นการนำร่องหลักสูตรในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 และเขาเห็นด้วยกับการนำร่องอย่างยิ่ง ในฐานะการเคลื่อนไหวที่รอบคอบ กระนั้น “สิ่งที่คุณต้องพิจารณาคือ จะทำอย่างไรให้ข้อบังคับที่ดีกลายเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม และจะทำอย่างไรให้แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกลายเป็นวัฒนธรรม” อันเดรอัสให้ความเห็น “จุดที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษไม่ใช่จำนวนโรงเรียนที่สามารถปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ อย่างที่หลายประเทศก้าวพลาดเสียแล้ว และจุดที่ต้องให้ความสำคัญก็ไม่ใช่จำนวนงานวิจัยหรือหลักฐานที่รวบรวมได้ แต่เป็นคำถามที่ว่าจะเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยเหล่านั้นเป็นกรอบความคิดของผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้อย่างไร”</p>



<p>ประเทศที่ทำได้ดีสำหรับอันเดรอัสคือหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฟินแลนด์ และหากเป็นในเอเชีย ก็คือสิงคโปร์และญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีใต้ที่กำลังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดยสิงคโปร์นั้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้เป็นนักวิจัย กล่าวคือไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนางานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานใหญ่ๆ มากไปกว่าสนับสนุนให้ครูสามารถดำเนินการวิจัยอย่างมีคุณภาพด้วยตนเอง และนำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันนวัตกรรมระหว่างครูด้วยกัน</p>



<p>“สิ่งที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์สามารถทำให้ค่านิยมหลัก (core values) ของหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นแกนของทุกสิ่งในประเทศได้ สิงคโปร์ไม่ได้เพียงแขวนคำว่า ‘สมรรถนะ’ (competency) ไว้เหนือเนื้อหาในหลักสูตร แต่เขียนเนื้อหาในหลักสูตรใหม่โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน เพื่อให้เด็กควบคุมตนเองได้ มีความรับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และใฝ่รู้” อันเดรอัสอธิบาย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base3.png" alt="" class="wp-image-290697"/></figure></div>



<p>กรอบความคิดว่าด้วยสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง</p>



<p>จากเว็บไซต์<a href="https://www.moe.gov.sg/education-in-sg/21st-century-competencies" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์</a></p>



<p>ดังที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ สิงคโปร์กำหนดให้ค่านิยมหลัก 6 ประการเป็นแกนกลางของการจัดการศึกษาและการกำหนดนโยบาย ได้แก่&nbsp;<strong>ก)</strong>&nbsp;<strong>ความเคารพ (respect)</strong>&nbsp;เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น&nbsp;<strong>ข) ความรับผิดชอบ (responsibility)</strong>&nbsp;ประพฤติตนโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองชุมชน&nbsp;<strong>ค) ความยืดหยุ่น (resilience)</strong>&nbsp;เข้มแข็งเมื่อเผชิญวิกฤต และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม&nbsp;<strong>ง) ความมีคุณธรรม (integrity)</strong>&nbsp;กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้อง&nbsp;<strong>จ) ความเอาใจใส่ (care)</strong>&nbsp;มีเมตตาและโอบอ้อมอารี และ&nbsp;<strong>ฉ) ความรอมชอม (harmony)</strong>&nbsp;ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายในสังคม</p>



<p>จากนั้นจึงกำหนดสมรรถนะเชิงสังคม-อารมณ์ (วงกลมสีชมพู) คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง (Self-Awareness) ความสามารถในการจัดการตนเอง (Self-Management) ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ (Responsible Decision-Making) ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสังคม (Social Awareness) และความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์ (Relationship Management)</p>



<p>ในที่สุด จึงออกแบบสมรรถนะแห่งศตวรรษที่&nbsp; 21 (วงกลมสีแสด) ให้สอดคล้องกับค่านิยมเหล่านั้นด้วย คือมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมโลก มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และคิดได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็น ‘ผลลัพธ์’ แห่งการเรียนรู้ที่ชาวสิงคโปร์คาดหวัง คือเป็นผู้เรียนที่นำการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เป็นผู้มีความมั่นใจตนเอง เป็นพลเมืองผู้ตระหนักรู้ และเป็นผู้เต็มใจอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (อักษรสีชมพู)</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ เมื่อครูชาวสิงคโปร์ปฏิบัติการสอนในแต่ละวัน พวกเขาจึงมีเป้าหมายชัดเจนว่าเด็กจะนำองค์ความรู้นั้นๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร เมื่อเรียนรู้แล้วจะมีสมรรถนะใดบ้าง ขณะที่ฟินแลนด์เน้นสร้างสมรรถนะทั้ง 7 ของเยาวชนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ กล่าวคือให้นักเรียนเป็นผู้กำหนดปรากฏการณ์ที่ตนสนใจศึกษา และเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ของปรากฏการณ์นั้น ผ่านมุมมองที่หลากหลายของสารพัดสาขาวิชา ซึ่งมีหลักการดังนี้</p>



<p>เจตนารมณ์ของวิธีการนี้ไม่ใช่เพื่อทดแทนการเรียนเนื้อหารายวิชา แต่เป็นการมองวิชาต่างๆ ในมุมที่กว้างขึ้น เรายังสามารถศึกษาเนื้อหารายวิชาด้วยการเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ได้ด้วย เมื่อผู้เรียนสืบเสาะหาความรู้โดยตั้งตนจากคำถามของพวกเขาเอง ความสร้างสรรค์ก็จะได้รับการปลูกฝังลงไปด้วย …</p>



<p>โดยพื้นฐาน การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์นั้นควรไปไกลเกินขอบเขตสาขาวิชาเดียว ปรากฏการณ์ซึ่งกำหนดโดยผู้เรียนถือเป็นหัวใจของการเรียนรู้ ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะได้พัฒนาโมเดลความคิดที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ช่วยวิเคราะห์ปราฏการณ์ต่างๆ ในโลก เช่น ความยากจน การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือเศรษฐกิจโลก และผ่านกรอบของสาขาวิชาต่างๆ โดยไม่ใช่เพียงการกระโจนลงไปสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่มีอยู่เดิมของเราขึ้นมาใหม่ ขณะที่ผู้เรียนทบทวนสมมติฐานที่มีอยู่เดิมด้วยการอภิปราย วาดแผนผังความคิด เขียน หรือวิธีอื่นๆ แล้วไตร่ตรองคำถามที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญจริงๆ พวกเขาก็ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อื่นๆ อีกมากมายไปด้วย<a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_edn1">[i]</a></p>



<p>สอดคล้องกับความกังวลอีกอย่างหนึ่งของผู้แทนจาก OECD คือ อุปสรรคในการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงไม่ใช่อุปสรรคภายในระบบการศึกษา แต่เป็นผู้ปกครองของนักเรียน เพราะโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของหลักสูตรนี้คือจะทำอย่างไรให้ครูสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้น้อยลงได้ โดยที่เด็กสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้นั้นด้วยตนเองได้ดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในสังคมอนุรักษนิยมที่ให้ความสำคัญแก่องค์ความรู้และการเตรียมสอบเป็นพิเศษ หลายประเทศแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม การสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้ปกครองนั้น “จะรีบร้อนไม่ได้ ดังนั้นจึงผูกการศึกษากับการเมืองไม่ได้ เพราะการพัฒนาการจัดการศึกษาต้องใช้เวลา จะเปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับไม่ได้”</p>



<p>สิริกรเห็นด้วยกับความกังวลดังกล่าว และอธิบายว่าขั้นตอนการสร้างความเข้าใจในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ไม่เพียงกับครูและผู้ปกครองเท่านั้น แต่รวมถึงกับมหาวิทยาต่างๆ ด้วย เพราะหากความคาดหวังของแต่ละมหาวิทยาลัยต่อองค์ความรู้ของเด็กยังคงเดิม การปฏิรูปการศึกษาก็ไม่อาจไปได้ไกลกว่านี้</p>



<p>ไกรยสยอมรับเช่นกันว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะไทยต้องการเวลาเพื่อหยั่งรากและสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องอีกมาก “คุณต้องการวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้เรายังมุ่งไปข้างหน้าด้วยนโยบาย และยังผลักหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่สังคมไม่ได้ ตลอดจนไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม การผสานองค์ความรู้กับการสนับสนุนจากสังคมในอัตราส่วนที่เหมาะสมคือความก้าวหน้าที่เราพยายามไปให้ถึง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเพียงองค์กรเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสังคมและผู้กำหนดนโยบาย และเราจะพยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิรูปนี้ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนต่อไป”</p>



<p>วิจารณ์เห็นด้วยกับไกรยส และเสริมว่ากองทุนได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนโรงเรียนในการปรับใช้หลักสูตรอย่างมหาศาล ด้วยหวังว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่จากบนลงล่าง “เราเริ่มต้นจากการฟังครูให้มากๆ พยายามสร้างสายสัมพันธ์ด้วยความปรารถนาดี สื่อสารว่าเราจะนำแนวคิดใหม่ๆ ทรัพยากรใหม่ๆ มาให้โรงเรียน แต่เราต้องฟังโรงเรียนด้วยว่าโรงเรียนกำลังพยายามทำอะไรดีๆ ให้เด็กๆ และชุมชนอยู่หรือเปล่า จากนั้น เราที่เป็นคนนอกของชุมชนการเรียนรู้นี้จึงเข้าไปแทรกแซง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดี และทำให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับทีมวิจัยของเรา”</p>



<p>โดยเขาหวังว่า เมื่อเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างโรงเรียนได้แล้ว ก็จะขยายวงแห่งความร่วมมือไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาการผลิตครูรุ่นถัดไปได้ กระนั้น วิจารณ์เองก็เห็นว่าระบบการศึกษาไทยยังต้องเรียนรู้อยู่มาก</p>



<p>อันเดรอัสจึงส่งท้ายการเสวนาอย่างคมคายว่า “คุณมีประเด็นและความตั้งใจที่ดีแล้ว แต่อาจจะรอให้สังคมมาสนับสนุนคุณเท่านั้นไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้อง คุณต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่าหลักสูตรใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของลูกหลานของพวกเขาอย่างไร และการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ปกครองของเด็กคือหนทางที่ดีที่สุดในการจูงใจพวกเขา”</p>



<p>“พวกเขาอาจไม่ได้อยู่บนยอดพีระมิดของนโยบายนี้ แต่ก็เป็นครูของเยาวชนของเราเหมือนกัน พวกเขาได้ยินทุกรัฐบาลให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่มีใครทำให้พวกเขาเชื่อถือได้ ดังนั้น หากคุณดึงผู้ปกครองเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาได้ พวกเขานั่นเองที่จะเป็นกำลังสำคัญของการปรับใช้หลักสูตรนี้ กระทั่งการเปลี่ยนผ่านประสบความสำเร็จ”</p>



<p>ปัจจุบัน หลักสูตรฐานสมรรถนะสำหรับช่วงชั้นที่หนึ่งที่ประกอบด้วย 7 สาระการเรียนรู้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักการศึกษาจำนวนไม่น้อยว่าสับสน ไม่สามารถพัฒนาสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีสำนึกประชาธิปไตยได้จริง ซึ่งหากการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างราบรื่นต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคม ตลอดจนความร่วมมือในระยะยาวระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบการศึกษา ประเด็นดังกล่าวก็เป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังความคิดเห็นและแสวงหาหนทางแก้ไขต่อไป</p>



<p></p>



<p><a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_ednref1">[i]</a>&nbsp;จากหนังสือ&nbsp;<em>Phenomenal Learning: นวัตกรรมการเรียนรู้แห่งอนาคตแบบฟินแลนด์</em>&nbsp;(สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป, 2563)</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
