<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หนี้ครู | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 24 Mar 2024 09:41:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>หนี้ครู | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>101 In Focus Ep.203: หนี้ครู – เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-203/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jan 2024 07:45:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าราชการครู]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานราชการ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สหกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาหนี้สิน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตครู]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าราชการ]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76535</guid>

					<description><![CDATA[<p>คลิกเพื่อฟังรายการ หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-203/">101 In Focus Ep.203: หนี้ครู – เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><a href="https://w.soundcloud.com/player/?visual=true&amp;url=https%3A%2F%2Fapi.soundcloud.com%2Ftracks%2F1660602549&amp;show_artwork=true&amp;maxheight=1000&amp;maxwidth=750&amp;secret_token=s-LzMg9Mr9Hkf" target="_blank" rel="noopener" title="คลิกเพื่อฟังรายการ">คลิกเพื่อฟังรายการ</a></strong></h4>



<p>หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องรับมือทุกยุคทุกสมัยคือปัญหา ‘หนี้ครู’ ซึ่งก็เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบันเช่นกัน</p>



<p>ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานราวกับว่าเป็นปัญหาคู่สังคมไทย น่าสนใจว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไรและเราจะแก้ไขอย่างไร เพราะการศึกษาไทยคงจะพัฒนาได้ยาก หากว่าบุคลากรแนวหน้าประสบปัญหาหนี้สินมหาศาล</p>



<p>ทั้งนี้หากจะพูดถึงปัญหาเรื่องหนี้ครู คงไม่สามารถพูดถึงเฉพาะตัวเลข หรือบอกว่าเป็นความฟุ้งเฟ้อส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงมีหลายมิติมากกว่านั้น</p>



<p>101 In Focus สัปดาห์นี้ชวนสำรวจปัญหาหนี้ครูผ่านชีวิตข้าราชการครูที่สะท้อนรากของปัญหาหลายด้าน ทั้งค่านิยมในสังคม จำนวนเงินเดือนน้อย คุณภาพชีวิตครู การออกแบบการทำงานของครู ไปจนถึงพลังของทุนนิยม</p>



<p>ดำเนินรายการโดย วจนา วรรลยางกูร และ ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย บรรณาธิการ The101.world</p>



<p>อ่านเพิ่มเติมที่</p>



<p><a href="https://www.the101.world/teacher-debt/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต: ขุดรากปัญหาหนี้ครูที่ตัวเลขไม่ได้บอก</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><a href="https://open.spotify.com/episode/2WaRBHOK63WZlyV9Q0ZSAR?si=e7eabfaa1da04e87"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Spotify@4x.png" alt="" class="wp-image-247025"/></a></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><a href="https://soundcloud.com/the101world/101infocus-ep203-mixdown/s-LzMg9Mr9Hkf?in=the101world/sets/101-in-focus&amp;si=2a1ff252c7294ac0afed701c1b72325f&amp;utm_source=clipboard&amp;utm_medium=text&amp;utm_campaign=social_sharing" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Soundcloud@4x.png" alt="" class="wp-image-247023"/></a></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Apple-Podcasts@4x.png" alt="" class="wp-image-247024"/></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/11/20231108-infocus-poster-1200x1200.jpg" alt="" class="wp-image-362199"/></figure></div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-203/">101 In Focus Ep.203: หนี้ครู – เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต: ขุดรากปัญหาหนี้ครูที่ตัวเลขไม่ได้บอก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teacher-debt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 09:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สหกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาหนี้สิน]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตครู]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้ครู]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78974</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 ปี 2527 ชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี สอบบรรจุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teacher-debt/">เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต: ขุดรากปัญหาหนี้ครูที่ตัวเลขไม่ได้บอก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong></h2>



<p>ปี 2527 ชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี สอบบรรจุครูครั้งแรกได้ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย วันแรกที่เขาเดินทางไปโรงเรียน เขาลงรถประจำทางสายเลย-พิษณุโลก นั่งรถเล็กของชาวบ้านต่อไปอีก 23 กิโลเมตรจนถึงโรงเรียน ผ่านทางดินลูกรังที่เมื่อถึงฤดูฝนจะกลายเป็นโคลนเหนียวหนืด รถไม่สามารถผ่านได้ ที่นั่นมีบ้านพักครูเก่าโทรมหลังหนึ่ง เขาต้องพักอาศัยกับเพื่อนครูอีกสองคนในบ้านหลังนั้น ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ และต้องไปอาบน้ำที่หนอง</p>



<p>เขาได้อัตราเงินเดือนเดือนแรกอยู่ที่ 2,765 บาท และได้เบี้ยกันดาร 20% ของเงินเดือน จากการถูกส่งมาบรรจุที่โรงเรียนห่างไกล รวมแล้วเขาจะได้เงินเดือนละ 3,318 บาท เขาต้องเดินทางไปรับเงินเดือนเองที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอภูเรือ แต่ไม่จำเป็นต้องเดินทางทุกเดือน เพราะเขาได้เงินเดือนจริงๆ หลังจากทำงานครบสามเดือนแล้ว ภาษาที่ข้าราชการเข้าใจกันคือเพิ่งได้ ‘ตกเบิก’</p>



<p>ระหว่างนั้นครูหนุ่มก็ไปสอบบรรจุครูที่ขอนแก่นไว้ เพราะคาดหวังว่าจะได้กลับไปอยู่ในเมือง หลังจากสามเดือนแห่งความยากลำบาก ที่ขอนแก่นก็เรียกบรรจุเขาไปเป็นครู แล้วชีวิตการเป็นข้าราชการครูก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอยตั้งแต่ตอนนั้น</p>



<p>เขาย้ายไปเป็นครูที่ขอนแก่นได้สามปี ก็ยื่นกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 35,000 บาท ด้วยเหตุผลว่าเอาเงินไปแต่งงาน</p>



<p>การเป็น ‘ครูน้อย’ ในต่างจังหวัด แม้จะมีเงินเดือนน้อยนิด แต่สิ่งที่เป็นสัจจะถาวรคือครูจะได้เงินเดือนทุกเดือน ไต่ลำดับขั้นบันไดไปจนวันเกษียณ เรื่องพวกนี้ทุกคนรู้ และคนที่รู้ดีที่สุดคือเหล่าบริษัทห้างร้าน นั่นทำให้พวกเขาส่งเซลส์แมนมาขายของตามโรงเรียน บุกทะลุทะลวงไปถึงครูทุกหมู่เหล่า ขายตั้งแต่นาฬิกา แว่นตา เตาแก๊ส เครื่องใช้ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงอาหารทะเล – ของเหล่านี้ถูกเสนอขายในราคาผ่อนจ่าย ปลายเดือนส่งคนมาเก็บเงินที่โรงเรียน ผ่อนหลักร้อย สบายๆ เหมือนได้ฟรี นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ครูหลายคนเป็นทั้งหนี้ก้อนใหญ่และก้อนเล็กทับถมพอกพูนไปไม่รู้จบ</p>



<p>เมื่อผ่อนของมาก เงินเดือนเหลือน้อย เงินไม่พอใช้ก็วนกลับไปกู้เงินก้อนใหญ่กับสหกรณ์ฯ ในขณะที่เงินเดือนกว่าจะขยับไปในระดับที่เหมาะสมก็กินเวลาเป็นสิบปี ถึงตอนนั้นหนี้สินก็พอกพูนเกินกว่าจะจัดการเงินได้ กลายเป็นหนี้ที่ต้องสะสางตลอดชีวิต</p>



<p>นี่เป็นชีวิตของครูเมื่อ 40 ปีที่แล้ว และดูเหมือนว่าเรื่องราวแบบเดิมยังฉายซ้ำวนเวียนไม่รู้จบ กลายเป็นปัญหาก้อนใหญ่ที่เรียกว่า ‘หนี้ครู’ กว่า 1.4 ล้านล้านบาทของครูกว่าเก้าแสนคนของประเทศไทยในปัจจุบัน</p>



<p>เรื่องนี้หากจะโทษเป็นความฟุ้งเฟ้อส่วนบุคคลก็อาจถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะแท้จริงแล้วโครงสร้างสังคมล้วนเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ปัญหาก็คือเราจะมองเรื่องนี้อย่างไรให้ทะลุ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong><strong></strong></h2>



<p>ตัวเลขหนี้สินครูเมื่อปี 2565 ชี้ว่า ครูไทยจำนวนเก้าแสนคนเป็นหนี้รวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของครูคือ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์ครู’ ที่ครูเป็นหนี้อยู่กว่า 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 64% ของยอดหนี้ทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5.64%</p>



<p>ส่วนสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รองลงมา ได้แก่ &nbsp;</p>



<p>ธนาคารออมสิน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 25% ของยอดหนี้ อัตราดอกเบี้ย 6.9%</p>



<p>ธนาคารกรุงไทย 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดหนี้ อัตราดอกเบี้ย 7.12%</p>



<p>และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 6.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดหนี้ อัตราดอกเบี้ย 6.4%</p>



<p>นี่เป็นเพียงหนี้ในระบบที่ตามเก็บตัวเลขได้เท่านั้น แต่ครูยังมีหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงลิบลิ่วอยู่อีกจำนวนมาก คำว่า ‘ชักหน้าไม่ถึงหลัง’ ถูกใช้เรียกชีวิตทางการเงินของครูจำนวนมาก ด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับภาระทางบ้านและภาระในหน้าที่การงาน</p>



<p>“ข้าราชการกู้ง่ายมากจริงๆ ยิ่งสหกรณ์ครูฯ ยิ่งกู้ง่าย ยื่นเอกสารวันนี้ ได้เงินพรุ่งนี้แล้ว ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจกู้ได้แบบไม่คิดมาก” พล (นามสมมติ) ข้าราชการครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งเล่าถึงเหตุผลการเป็นหนี้ของครู</p>



<p>“แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเราอยู่เฉยๆ จะอยากเป็นหนี้นะ ครูเงินเดือนน้อยมาก แต่มีค่าใช้จ่ายเยอะมาก” พลขยายความ เขาเล่าให้ฟังว่าช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานของครูคือช่วงที่ยากลำบากที่สุด และส่งผลต่อวินัยการเงินตั้งแต่แรกเริ่ม</p>



<p>“เงินเดือนครูน้อย ยิ่งคนที่ต้องบรรจุไกลบ้านยิ่งลำบาก ตอนแรกผมบรรจุที่อำเภอห่างไกล ต้องข้ามเขาไปสองลูก ห่างจากตัวอำเภอ 30 กิโลเมตร แรกๆ ไม่อยากอยู่บ้านพักครู เพราะโทรมมาก ไม่น่าอยู่เลย ก็ต้องไปเช่าห้องอยู่ เดือนละ 4,000 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟเป็น 4,000 นิดๆ จ่ายค่าน้ำมันอีกเดือนละประมาณ 4-5 พัน ค่าโทรศัพท์อีกประมาณ 1,000 บาท เงินเดือนบรรจุตอนแรก 15,500 บาท เหลือได้ใช้จริงๆ ประมาณ 5,000-6,000 บาท” พลเล่า</p>



<p>นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว พลยังเล่าให้ฟังว่า มีค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมากที่ครูต้องควักเองในการทำงาน เช่น ค่าน้ำมันพาเด็กไปแข่งวิชาการ ค่าอุปกรณ์ทำโครงการ ไปจนถึงค่าหมึกเครื่องถ่ายเอกสารที่การเบิกจ่ายล่าช้าจนครูต้องออกเงินกันเองในโรงเรียน</p>



<p>พลยกตัวอย่างเฉพาะเจาะจงว่า เขาเคยได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการให้ดูแลโครงการธนาคารขยะ แต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนในการเริ่มต้นทำโครงการแม้แต่น้อย</p>



<p>“ผอ. อยากให้ทำโครงการธนาคารขยะ ผมถามว่ามีงบให้ไหมครับ ผอ. บอกว่าไม่มี ผมก็ถามว่าแล้วผมจะเอาเงินไหนไปซื้อถังขยะ ตะแกรงเก็บขวด ตาชั่ง ฯลฯ ผอ. ก็บอกว่า เอางี้สิครูพล จัดการเองเลย ออกเงินไปก่อนทุกอย่าง เสร็จแล้วขายขยะได้เท่าไหร่ ครูพลก็เก็บเงินเข้าตัวเองเลย” พลเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต แล้วอธิบายต่อว่า</p>



<p>“ฟังเหมือนจะดีใช่ไหม แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ผมขับรถเก๋ง เวลาจะเอาขยะไปขาย ก็ต้องทำความสะอาดขยะทั้งหมดแล้วใส่เบาะหลังรถเพื่อขับไปขายระยะทาง 30 กิโลเมตร รวมไปกลับประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 200-300 บาท ซึ่งขายขยะครั้งหนึ่งได้ 400 บาท แทบจะไม่คุ้มค่าน้ำมันอยู่แล้ว แล้วต้องทำอยู่อย่างนี้ 2-3 ปี” พลเล่า</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องโครงการธนาคารขยะเท่านั้น แต่หลายต่อหลายครั้งครูต้องเจอกับวลีที่ว่า “ออกเงินไปก่อน” กับอีกหลายเรื่อง เช่น ขับรถไปอบรมในระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งสุดท้ายแม้จะได้เงินค่าน้ำมันก็จริงอยู่ แต่ได้กลับมาเพียง 200 บาทเท่านั้น</p>



<p>“ครูที่อยู่กันมานาน เงินเดือน 30,000-40,000 บาท อาจจะไม่ลำบาก แต่คุณครูบรรจุใหม่ที่เงินเดือนยังแค่ 15,000-20,000 บาท อันนี้ก็อาจมีปัญหาบ้าง” พลสรุปประเด็น</p>



<p>ทั้งนี้แม้ครูจะมีค่าใช้จ่าย ‘จำเป็น’ อยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันพลก็ยอมรับว่า ครูก็มีค่าใช้จ่ายที่ ‘ไม่จำเป็น’ อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่แต่ละคนเลือกจัดการชีวิตตัวเอง</p>



<p>พลบอกว่าทันทีที่ครูสอบบรรจุได้ จะมีสิ่งเร้าจำนวนมากเข้ามาในนามของสินค้าผ่อนจ่ายและบัตรเครดิต ทุนนิยมทำงานอย่างมั่นคงและหนักข้อ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเหมือนครูเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน</p>



<p>“พอบรรจุแล้วเนื้อหอมเลย มาถวายกันถึงโรงเรียน” พลเริ่มเล่าเรื่อง</p>



<p>“ธนาคารจะมาหาครูที่โรงเรียน ไม่ใช่แค่บัตรเครดิตนะ ประกันก็มาบ่อย เขาก็จะมาขออนุญาต ผอ. ก็ต้องอนุญาตเป็นมารยาท เขาก็จะเดินไปตื๊อครูคนนั้นคนนี้ สอนๆ อยู่จะให้ทำให้ได้ ครูบางคนก็ไม่ชอบ เขาก็ไม่อยากทำ ส่วนใหญ่ครูเขาเอาสหกรณ์ฯ เป็นที่ตั้ง เพราะสหกรณ์ฯ มีสินเชื่อตัวหนึ่งเรียกว่าสินเชื่อฉุกเฉิน ที่คล้ายๆ กับบัตรเงินสด มีเงินใส่บัญชีให้เราเลย 300,000-500,000 บาท ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเดือนเรา” พลอธิบาย</p>



<p>มาถึงตรงนี้ หากครูคนไหนตัดสินใจทำบัตรเครดิตหรือซื้อประกัน ก็จะเริ่มมีภาระผูกพันรายเดือนเข้ามา และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัดสินใจกู้เงินก้อนใหญ่จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เงินเดือนที่น้อยอยู่แล้วก็จะร่อยหรอลงไปอีกจนกลายเป็นปัญหางูกินหางที่ต้องกลับมากู้ใหม่เพื่อใช้จ่าย</p>



<p>เป็นที่รู้กันว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็น ‘เพื่อนแท้ยามยาก’ ของเหล่าข้าราชการครูโดยแท้ เพราะทันทีที่บรรจุเป็นข้าราชการ ครูจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ และเริ่มจ่ายค่าหุ้นรายเดือน จนถึงระยะที่หุ้นถึงแล้วก็จะสามารถกู้เงินจากสหกรณ์ฯ ได้ โดยการกู้สหกรณ์ฯ มีข้อดีคือดอกเบี้ยตายตัวตลอดการชำระเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 5-7% (แล้วแต่สหกรณ์ฯ กำหนด) ผ่อนยาวๆ กันได้ถึง 200-250 งวด ทั้งนี้เมื่อถึงปลายปี สหกรณ์ฯ ยังมีปันผลเฉลี่ยให้เพื่อนสมาชิกครูด้วย</p>



<p>ด้วยการเป็นสถาบันการเงินที่ ‘ใจดี’ เช่นนี้ ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนแรกจากสหกรณ์ฯ เสมอ ส่วนมากมักกู้ไปทำเรื่องใหญ่และสำคัญในชีวิต เช่น แต่งงาน หรือโปะหนี้ก้อนใหญ่ของสถาบันการเงินอื่น เป็นต้น</p>



<p>พลเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ตัดสินใจกู้สหกรณ์ฯ ครั้งแรกเพื่อเอาเงินไปแต่งงาน เขากู้มาทั้งหมด 400,000 บาท หักเงินเข้าหุ้นสหกรณ์ 100,000 บาท เพื่อให้หุ้นถึง และเหลือมาใช้ประมาณ 300,000 บาท</p>



<p>ส่วนครั้งที่สองกู้ 150,000 บาท เอามาจ่ายหนี้บัตรเครดิต ที่ดอกเบี้ยขยายไปเหมือนไม่จบสิ้น พลจึงตัดสินใจเป็นหนี้สหกรณ์ทีเดียวเพื่อมาปิดหนี้บัตรเครดิต</p>



<p>พลยอมรับว่าเขาเองก็ตกหล่ม ‘การตื๊อ’ ของธนาคาร จนมีบัตรเครดิตหลายใบ แม้จะไม่ได้ใช้จ่ายจนเต็มวงเงินทุกใบ แต่ก็ใช้บัตรเครดิตใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำมัน ซื้อของใช้เข้าบ้าน ฯลฯ จนเป็นหนี้ดอกเบี้ยในที่สุด</p>



<p>พลบอกว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตคือการตัดสินใจซื้อบ้านและมีลูก มาถึงวันนี้เขาทำงานมา 8 ปี เงินเดือนอยู่ที่ 23,900 บาท ซึ่งพอหักลบกลบหนี้แล้วก็เหลือใช้ไม่กี่บาท ยิ่งเมื่อต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็ยิ่งทำให้การเงินอยู่ในภาวะลำบาก</p>



<p>เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์ที่บอกว่าปัญหาหนี้ครู ส่วนหนึ่งมาจากการฟุ้งเฟ้อของครูเองหรือไม่ พลตอบเร็วว่า “อันนี้มีส่วนมากเลย โดยเฉพาะในสังคมทุนนิยม ยิ่งตามชนบท เขามักจะถือหน้าถือตาเป็นใหญ่ ครูเป็นอาชีพทรงเกียรติ จะมาดูกระจอกไม่ได้ ใส่ซองงานบุญต้อง 500 บาทเป็นอย่างต่ำ คนคิดอย่างนี้ก็มี แต่ส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ยึดติดกับตรงนั้น” พลกล่าว</p>



<p>ทั้งนี้พลยังขยายความว่าไม่ใช่ครูทุกคนที่ฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้ แต่หลายคนมีภาระทางบ้านติดค้างมาจนทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ &nbsp;“บางคนไม่ฟุ่มเฟือยอะไรเลย เป็นคนสมถะด้วยซ้ำ แต่เขาทำงานคนเดียว เป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องหาเลี้ยงน้อง เลี้ยงพ่อแม่ เงินเดือน 15,000 ให้ทางบ้านไปแล้ว 7,000 บาท จะเหลือใช้เท่าไหร่”</p>



<p>จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ถ้าหากจะเสนอวิธีแก้ปัญหา พลมองว่าอยากให้รัฐบาลเพิ่มเงินเดือนครูให้เหมาะสมกับความเป็นจริงในชีวิตมากขึ้น &nbsp;</p>



<p>“เงินเดือนครูที่เป็นอยู่ตอนนี้ น้อยเกินไปมากจริงๆ นะ แล้วครูทำงานไม่ได้โอที แต่สามารถถูกเรียกใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วเวลามีโครงการต่างๆ มาอยากให้มีงบประมาณให้ ไม่ใช่สักแต่ว่าสั่งแต่ไม่ให้งบ” พลกล่าว</p>



<p>เขายังเล่าอีกว่ามีครูน้อยคนมากที่จะไม่เป็นหนี้ ส่วนมากคือคนที่บ้านมีฐานะอยู่แล้ว ส่วนครูโดยทั่วไปไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยเงินเดือนครูเพียงอย่างเดียว ส่วนมากจึงต้องมีอาชีพเสริม เช่น ถ้าอยู่ตามชนบท ครูก็ทำนาทำไร่ จ้างคนมาตัดอ้อยให้เพื่อเก็บกินรายได้จากผลผลิต หรือถ้าอยู่ในเมืองก็สอนพิเศษหรือขายของ เป็นต้น</p>



<p>มากไปกว่าเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ครู พลมองว่า เขาอยากให้รัฐบาลเลิกโครงการผักชีโรยหน้าที่ทำให้ครูไกลจากห้องเรียน และทำให้มีค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย เขาทิ้งท้ายว่า “ผมอยากให้<a href="https://www.the101.world/teacher-s-life/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ครูได้สอน</a>จริงๆ เสียที”</p>



<p>ปัญหาที่ดูเป็นคนละเรื่องนี้ กลับเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>3</strong></h2>



<p>แม้ว่ากลุ่มข้าราชการครูจะเป็นกลุ่มที่ถูกพูดถึงมาก เมื่อพูดถึงปัญหาหนี้ครู แต่ยังมีครูอีกกลุ่มหนึ่งที่เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน และดูจะหนักหนากว่าด้วยในบางที คนกลุ่มนั้นคือ ‘พนักงานราชการ’ หรือครูที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการแต่ถือเป็นลูกจ้างของรัฐผ่านสัญญาจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ</p>



<p>“พนักงานราชการเจอปัญหาหนักกว่า เพราะข้าราชการมีทางแก้ มีสหกรณ์ฯ และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่พอจะรวมหนี้ให้ พอปลายทางอายุ 60 เขาก็มีเงินจากส่วนต่างๆ มาปิดหนี้” แก้ว (นามสมมติ) ผู้ดูแลด้านการเงินครูให้ข้อมูล</p>



<p>อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่าง ‘ข้าราชการครู’ และ ‘พนักงานราชการ’ คือ พนักงานราชการสามารถกู้เงินจากสหกรณ์ครูประมาณ 300,000-400,000 บาทเท่านั้น และต้องใช้หนี้ให้หมดภายในสัญญาทำงาน 3-4 ปี ซึ่งนั่นทำให้ยอดจ่ายแต่ละเดือนสูงมาก แตกต่างจากข้าราชการครูที่สามารถกู้สหกรณ์ฯ ได้ถึง 2-3 ล้านบาท (บางแห่งกู้ได้สูงถึง 5 ล้านบาท) และผ่อนเป็นระยะเวลานาน</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ แหล่งการเงินที่พนักงานราชการหันหน้าไปหากลายเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เปิดให้บุคลากรทางการศึกษา (รวมถึงพนักงานราชการ) สามารถกู้ได้ถึงหลักล้าน และ ช.พ.ค. นี่เอง ที่กลายเป็นฝันร้ายครั้งใหญ่ของครูหลายแสนคน</p>



<p>“ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคลากรต่างๆ เรื่องอัตราดอกเบี้ย มารู้เอาตอนที่ต้องแก้ปัญหาหนี้แล้วต้องกางสัญญาออกมาดู ถึงรู้ว่าดอกเบี้ย ช.พ.ค. ผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่หมด หรือหมดยากมาก” แก้วอธิบาย</p>



<p>แก้วอธิบายว่าแม้แต่วันทำสัญญาต่างกันก็ส่งผลต่อดอกเบี้ยที่ต่างกัน เช่น นาย A ทำสัญญาวันที่ 10 แต่จ่ายเงินวันที่ 30 แม้จะเป็นเดือนเดียวกันแต่ดอกเบี้ยก็ยังเพิ่มขึ้น</p>



<p>“ครูบางคนกู้ ช.พ.ค. ไปล้านสอง ผ่อนมาแล้วสิบปี เงินต้นยังเหลืออยู่เก้าแสนอยู่เลย นี่เป็นปัญหาที่ระบบของโครงการ ซึ่งเกิดขึ้นไปแล้ว และเราไม่สามารถแก้ไขให้ได้เลย” แก้วกล่าว ทั้งนี้ทางธนาคารออมสินก็มีความพยายามลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเพื่อนครูที่ไม่สามารถชำระหนี้ ช.พ.ค. ได้</p>



<p>แก้วให้ข้อมูลว่าครูจำนวนมากกำลังเผชิญกับการหักหนี้หน้าบัญชีเงินเดือนที่หนักหนาสาหัส จนถึงกับมีการพูดกันในหมู่ครูว่าเงินที่ได้นั้นเป็น ‘เงินเดือนทิพย์’</p>



<p>แก้วยกตัวอย่างว่า สมมติครูหนึ่งคนมีอัตราเงินเดือน 20,000 บาท แต่พอสลิปเงินเดือนออกมาจริงๆ แล้ว จะมีส่วนที่ถูกหักหน้าบัญชี เช่น หนี้สหกรณ์ฯ ผ่อนบ้าน ช.พ.ค. และธนาคารอื่นๆ ซึ่งส่วนมากหนี้เหล่านี้จะแตะหลักหมื่น ทั้งนี้มีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดว่าต้องให้ผู้ได้รับเงินเดือนมีเงินดำรงชีพไม่ต่ำกว่า 30% ของเงินเดือน นั่นหมายความว่าถ้าครูผู้นั้นเงินเดือน 20,000 บาท หน่วยงานหักหนี้ได้แต่ต้องให้มีเงินเหลือไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท</p>



<p>“พอเราหักหน้าบัญชีไปตามนี้ แต่ถามว่าความจริงแล้วครูเหลือเงินดำรงชีพเพียงพอไหม คำตอบคือไม่ บางคนต้องเอาเงิน 6,000 บาทที่ได้ไปจ่ายหนี้นอกระบบอีก เช่น หนี้บัตรเครดิต งวดรถ บัตรกดเงินสด ฯลฯ บริหารกันวุ่นวายเลยทีนี้ เหมือนที่เขาพูดกันนั่นแหละว่าเป็นเงินเดือนทิพย์ นี่เป็นปัญหาของประเทศเลยนะ ถ้าให้เราแก้ก็ยากเหมือนกัน” แก้วกล่าว</p>



<p>จากที่รัฐบาลมีมาตรการนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 2564 โดยกระทรวงศึกษาธิการเปิดตัวโครงการ&nbsp;<a href="https://td.moe.go.th/app/main/index.php" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘สร้างโอกาสใหม่ ให้ครูไทย’</a>&nbsp;ให้ครูลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการแก้หนี้ในระบบของกระทรวงฯ ในหน่วยที่แก้วรับผิดชอบอยู่ มีครูเข้าร่วมลงทะเบียนแก้หนี้ 10-20% จากบุคลากรทั้งหมด โดยส่วนมากที่ลงทะเบียนมาเป็นพนักงานราชการ และมีครูเกิน 10 คนที่กำลังถูกฟ้องในชั้นศาล</p>



<p>ปัญหาเรื่องหนี้สินกลายเป็นความทุกข์ของชีวิตครู แก้วบอกว่าจริงๆ แล้วภาระหนี้สินของครูมีมากกว่าที่ลงทะเบียนมามาก จากการพูดคุยกับครูหลายคนรวมถึงมองภาระของตัวเองแล้ว ทำให้แก้วลงความเห็นว่าเรื่องหนี้ครูเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส ส่งผลต่อชีวิตของหลายคน และควรจะได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง</p>



<p>ถ้ากลับมาดูที่การเปิดให้ลงทะเบียนแก้หนี้ของกระทรวงศึกษาธิการ ระบบให้ครูกรอกข้อมูลว่ามีหนี้สินอะไรบ้างทั้งหนี้ที่หักในเงินเดือนและไม่ได้หักในเงินเดือน แต่แก้วก็ยังกังวลว่าแม้จะรายงานตัวเลขให้กระทรวงฯ รับรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครูได้จริงหรือไม่</p>



<p>แก้วกล่าวว่า จากการทำแบบสอบถามครูในพื้นที่ที่ดูแล พบว่าข้อเสนอที่ครูอยากให้ช่วยแก้ปัญหาที่สุดคือ ประสงค์ให้ลดอัตราดอกเบี้ย เช่น จากร้อยละ 7-8 อาจลดเหลือร้อยละ 2-3 ซึ่งอาจทำให้การผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลง จนเหลือเงินให้บริหารจัดการต่อเดือนมากขึ้น</p>



<p>รองลงมาคือขอสินเชื่อที่รีไฟแนนซ์ได้ ลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกัน ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และลดยอดหนี้จากรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังมีกลุ่มที่กำลังจะอยู่ในขั้นถูกฟ้องและถูกฟ้องไปแล้ว ที่ต้องการให้มีการช่วยไกล่เกลี่ย</p>



<p>จากที่กล่าวข้างต้นว่า พนักงานราชการคือคนที่ต้องรับภาระหนี้สินหนักกว่าข้าราชการ เพราะเงื่อนไขการกู้เงินจากสหกรณ์ และเมื่อพนักงานราชการอยู่ในระบบสัญญาจ้าง เมื่อหมดสัญญาแล้วก็ย้ายที่ออกไป ทิ้งหนี้เอาไว้ กลายเป็นผู้ค้ำประกันถูกสถาบันการเงินเข้ามาบีบแทน เป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ในแวดวงครูที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเอง</p>



<p>“ตัวเราเองก็เป็นหนี้เหมือนกันนะ อาจจะเพราะความผิดพลาดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือไม่รู้ว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ได้คิดถึงอนาคต เป็นหนี้ที่ก่อมาตั้งแต่ก่อนสร้างครอบครัวแล้ว เห็นเพื่อนกู้ก็กู้ด้วย เอามาซื้อรถ ซื้อบ้าน อันนี้พูดจากตัวเองนะคะ สมัยก่อนด้วยความเด็ก ไม่ได้คิดรอบคอบเหมือนผู้ใหญ่ ไม่เคยศึกษามาก่อน ปัญหาเลยเกิดมาจนถึงตอนนี้ แต่ยังโชคดีว่าเราไม่ได้ติดหนี้ ช.พ.ค.” แก้วเล่าถึงสาเหตุการเป็นหนี้ของตัวเองที่เหมือนกับครูอีกจำนวนมาก &nbsp;</p>



<p>ตัวแก้วเองก็เล่าเหมือนพลว่า ครูเป็นอาชีพมั่นคงที่สถาบันการเงินมักวิ่งเข้าหา เพราะถือเป็นลูกค้าชั้นดี</p>



<p>“สมัยก่อนระบบไม่ได้กำหนดว่าเป็นหนี้ได้เท่าไหร่ๆ แต่ตอนนี้หนี้เกิดไปแล้ว ก็ต้องมานั่งคิดกันว่าจะหาทางแก้อย่างไร ถ้าบอกว่าจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มขึ้นเงินเดือนครู ก็ต้องมาดูว่าเพิ่มเท่าไหร่ ถ้าเพิ่มแค่ 3% ก็คงไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เงินเพิ่มมาแค่ 700-800 บาท ถ้าจะเพิ่มก็ต้องเพิ่มเป็นหมื่นถึงจะพอแก้ปัญหาได้ แต่ก็ต้องมาดูระบบการเงินระบบการคลังของประเทศว่าทำได้จริงไหม” แก้วกล่าว และยังกล่าวต่อถึงวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้ว่า</p>



<p>“จากใจคนที่คลุกอยู่ตรงนี้ คิดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะช่วยได้ สมมติตอนนี้ครูผ่อนหนี้สหกรณ์ฯ อยู่เดือนละ 13,000 บาท ถ้าลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 2-3% เขาก็จะเหลือจ่ายแค่เดือนละ 7,000 บาท ทำให้มีเงินเหลือใช้</p>



<p>“หรือในกรณีของ ช.พ.ค. เราอาจปรับสัญญาลูกหนี้ใหม่ได้ไหม ไม่ใช่แก้เฉพาะคนที่กำลังมีปัญหาฟ้องร้อง ทำอย่างไรให้เขาผ่อนถูกลง สมมติทุกวันนี้จ่ายหนี้ไป 8,000 บาท เข้าเงินต้นไปแค่ 1,000 กว่าบาท นอกนั้นเป็นดอกเบี้ยหมดเลย นี่ถึงเป็นเหตุผลที่เขาผ่อนอย่างไรก็ไม่หมด บางคนเสียชีวิตไปแล้ว ประกันไม่ได้ครอบคลุม ก็มาไล่ยึดทรัพย์เอากับผู้ค้ำประกันอีก กลายเป็นปัญหาวนเวียนเป็นงูกินหางไปเรื่อยๆ ถามว่าจะหมดเมื่อไหร่ ไม่หมดหรอก” แก้วกล่าว</p>



<p>อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นปัญหาคือ หลายคนทำงานเป็นพนักงานราชการมาหลายปี จนเงินเดือนแตะหลัก 25,000 ขึ้นไป ครั้นจะสอบเป็นข้าราชการใหม่เพื่อรับเงินเดือน 15,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก ยิ่งสำหรับคนอายุ 40 ปีขึ้นไปแล้ว การจะถอยกลับมาที่บันไดเงินเดือนขั้นแรกเพื่อรับสวัสดิการอย่างข้าราชการนั้น ยิ่งเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เมื่อมองจากภาระครอบครัวที่ต้องแบกรับ ทำให้พนักงานราชการเป็นหนึ่งในกลุ่มครูที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้าใจเงื่อนไข</p>



<p>“แต่ละเหตุการณ์ แต่ละคน แต่ละเงื่อนไข ไม่เหมือนกันเลยสักคน ด้วยภาวะทางครอบครัว สิ่งแวดล้อมบริบทรอบตัว คนหนึ่งมีลูก คนหนึ่งไม่มีลูก คนหนึ่งมีพ่อแม่ต้องดูแล แต่คนหนึ่งไม่ต้องดูแล เราในฐานะคนดูแลเรื่องนี้เหมือนจะเป็นโรคซึมเศร้าเลย ฟังสถานการณ์ของแต่ละคนไม่รู้จะช่วยอย่างไร บางคน บ้านที่อยู่กำลังจะถูกยึด เขาจะมายึดแล้วๆ ก็พากันขนพ่อแม่หนีไป เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าให้เกิด ไม่น่ามีแบบนี้ อยากให้กระทรวงจริงใจในการแก้ไขปัญหาของเราจริงๆ”</p>



<p>แก้วกล่าวถึงชีวิตการเป็นครูไว้คล้ายกับพลว่า ครูต้องแบกรับทั้งภาษีสังคม เช่น การจ่ายเงินค่าซองงานบุญ และมีบุคลิกภาพการแต่งตัวที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันครูก็ต้องแบกรับค่าครองชีพ เพราะครูเป็นข้าราชการที่ไม่มีที่พักให้ หรือถึงมีก็ทรุดโทรมจนไม่อาจใช้ชีวิตในนั้นได้จริง ยังไม่นับว่าถ้าครูอยากเลื่อนตำแหน่งเป็นครูชำนาญการ เป็นผู้อำนวยการ ก็ต้องขวนขวายไปเรียนปริญญาโทเพิ่ม สร้างผลงาน ในขณะที่เงินเดือนก็น้อยนิด ทางเดียวที่จะแก้ได้จึงเป็นการกู้สหกรณ์ฯ</p>



<p>“ปัญหาวนงูกินหาง ต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่ให้ประชาชนยอมรับชะตากรรม” แก้วกล่าวสรุป &nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>4</strong></h2>



<p>ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลเองรวมถึงสถาบันการเงินก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ครู เช่น<a href="https://mgronline.com/daily/detail/9660000055188" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ในปีที่ผ่านมา</a>&nbsp;มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง มีการปรับโครงสร้างหนี้มารวมหนี้ไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ที่เดียว กําหนดให้สามารถหักเงินสวัสดิการ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค) ในกลุ่มแรก (ร้อยละ 70 ของเงินเดือน) เพื่อให้สามารถใช้เงิน ช.พ.ค เป็นหลักประกันเงินกู้ได้</p>



<p>ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2566 คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนฯ&nbsp;<a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/333188" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เคาะวงเงิน 200 ล้านบาท</a>&nbsp;แก้วิกฤตหนี้สินครู ให้กู้ยืมคนละไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าผู้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนต้องมีหนี้สินที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นหนี้เงินกู้ที่มีสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินอื่นตามกฎหมาย หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือบัตรสินเชื่อเงินสด หรือเป็นหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันที่มีคำพิพากษา</p>



<p>โดยเปิดโอกาสให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ไม่เป็นผู้ที่ถูกฟ้องร้องคดีล้มละลาย หรือมีคำสั่งศาลให้พิทักษ์ทรัพย์ สามารถกู้ยืมเงินคนละไม่เกิน 500,000 บาท ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 12 ปี (144 งวด) โดยสามารถยื่นคำขอกู้ยืมได้ที่ต้นสังกัด ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566</p>



<p>รวมถึงล่าสุด 2 พฤศจิกายน 2566 มีประกาศจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ เรื่องการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีภายในพฤศจิกายน 2566</p>



<p>ทั้งนี้การโยนเงินลงไปหรือปรับเงื่อนไขกับสถาบันทางการเงิน อาจเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในเบื้องต้น แต่รากของปัญหาที่แท้จริง มีเรื่องที่มากกว่าตัวเลขซ่อนอยู่ กล่าวคือเป็นเรื่องค่านิยม ความเชื่อ การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ไปจนถึงการดึงให้ ‘ทุกคน’ อยู่บนเส้นคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ต้องมีใครแบกใครเกินจำเป็น ทั้งหมดนี้อาจต้องแก้ไปพร้อมกัน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teacher-debt/">เงินเดือนน้อย กู้ง่าย จ่ายตลอดชีวิต: ขุดรากปัญหาหนี้ครูที่ตัวเลขไม่ได้บอก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
