<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุราษฎร์ธานี | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 May 2026 05:59:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สุราษฎร์ธานี | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>นับหนึ่งที่ ‘จาก’ : บันทึกการเรียนรู้จากผ้ามัดย้อมของเด็ก ‘ในบาง’ โจทย์ยากที่ทำให้เด็กอดทน ฮึดสู้ อยู่และทำกินได้ในชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 05:59:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101888</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ลูกจาก’ อาจเป็นเพียงผลของต้นจากสำหรับคนนอกพื้นที่ แต่ส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120526/">นับหนึ่งที่ ‘จาก’ : บันทึกการเรียนรู้จากผ้ามัดย้อมของเด็ก ‘ในบาง’ โจทย์ยากที่ทำให้เด็กอดทน ฮึดสู้ อยู่และทำกินได้ในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ลูกจาก’ อาจเป็นเพียงผลของต้นจากสำหรับคนนอกพื้นที่</p>



<p>แต่สำหรับคนในตำบลบางชนะ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ทำงานของ ‘กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์’ หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ด้วยการสนับสนุนของ กสศ. ลูกจากไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นวิถีชีวิตและสัญลักษณ์ของคนบางชนะ</p>



<p>“ลูกจากเป็นสัญลักษณ์ของคนในบาง (บางชนะ) ถ้าลองถามว่าพวกเขาได้อะไรจากลูกจากบ้าง คำตอบจะหลากหลายมาก ทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ นำไปทำลอยแก้วได้ ส่วนใบจากก็ใช้ทำยาสูบ ทำหลังคาบ้าน สารพัดประโยชน์” สายสุนีย์ ประทุมทอง จากสโมสรโรตารีศรีตาปี 1 ในเครือข่ายที่สนับสนุนกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อธิบาย</p>



<p>แต่คุณค่าของลูกจากไม่ได้มีแค่นี้ เพราะลูกจากสามารถให้สีธรรมชาติสำหรับ ‘ผ้ามัดย้อม’ งานฝีมือที่กลายเป็นอาชีพเล็กๆ ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่</p>



<p>สำหรับ ‘น้ำข้าว’ วัย 16 ปี เยาวชนภายใต้กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ผ้ามัดย้อมจากลูกจากนอกจากทำให้เธอมีรายได้ ยังทำให้เธอมีโอกาสที่จะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนออกไปสู่สายตาคนนอกพื้นที่ ผ่านผลงานที่เธอทำด้วยสองมือของตัวเอง</p>



<p>“ลูกจากอยู่ริมน้ำติดบ้านเรา เวลานักท่องเที่ยวมาที่นี่ เขาก็มาดูต้นจากกัน ส่วนผลงานมัดย้อมของเราก็มาจากลูกจาก มีครั้งหนึ่งคนมาถามว่า ถ้าเอาผลงานเราไปตั้งที่คาเฟ่ที่อื่น เรายินดีไหม หนูยินดีมากนะ หนูภูมิใจ แล้วก็รู้สึกว่าเราได้มีอาชีพที่พึ่งพาตัวเองได้” น้ำข้าวเล่า</p>



<p>แม้ว่าเด็กๆ ในพื้นที่นี้จะเกิดมาก็เห็นต้นจากอยู่ข้างบ้าน แต่ถ้าไม่มีการส่งเสริมการเรียนรู้โดยเริ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้อาจจะต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยการออกไปทำงานนอกชุมชน</p>



<p>ในตอนนี้ลูกจากในสายตาของเด็กๆ จึงไม่ใช่แค่ผลจากต้นจาก แต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างผ้ามัดย้อม และเป็นสิ่งที่เด็กๆ รู้ว่าสามารถเอาไปต่อยอดอะไรได้บ้าง ที่แม้กระทั่ง ‘หลง’ แฟนของ ‘บัว’ วัย 17 ปี เยาวชนในพื้นที่การทำงานของโครงการ ที่ถนัดออกเรือหาปลามากกว่าพูด ยังสามารถเล่าได้ว่าต้นจาก 1 ต้นให้ประโยชน์อะไรได้บ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="763" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง-763x1024.jpg" alt="" class="wp-image-101905" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง-763x1024.jpg 763w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง-224x300.jpg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง-768x1030.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง-1145x1536.jpg 1145w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_หลง.jpg 1200w" sizes="(max-width: 763px) 100vw, 763px" /><figcaption class="wp-element-caption">หลง</figcaption></figure></div>


<p>ทักษะอาชีพที่เติบโตจากทรัพยากรของชุมชนจึงไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของตัวเอง และอยู่รอดได้ในพื้นที่ที่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29.jpeg" alt="" class="wp-image-101904" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-29-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์’ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>บริเวณหน้าบ้านริมคลองร้อยสายที่ ‘ครูอู๊ด-นิวัต โฮ้เต้กิ้ม’ กับ ‘ครูจิบ-ขจรศรี โฮ้เต้กิ้ม’ คณะทำงานกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์และครูอาสาใช้เป็น 1 ในพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีราวตากผ้าที่เรียงรายไปด้วยผ้ามัดย้อมหลากสี และผ้ามัดย้อมส่วนใหญ่เป็นฝีมือของ ‘น้ำข้าว’ เยาวชนในโครงการที่เชี่ยวชาญทักษะการทำผ้ามัดย้อมจนสามารถนำไปใช้ทั้งในการประกวดและการหารายได้ให้กับตัวเอง</p>



<p>น้ำข้าวเข้ามาในหน่วยและสนิทกับทีมพี่เลี้ยงในกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ เพราะรู้จักกับครูจิบ ครูอู๊ด และคนอื่นๆ มาตั้งแต่น้ำข้าวอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งน้ำข้าวบอกว่า “ถูกพามาเลี้ยง พามานอนที่บ้านครูจิบตั้งแต่เด็กๆ”&nbsp;</p>



<p>พอน้ำข้าวออกจากโรงเรียนหลังจบประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะมีปัญหากับกลุ่มเพื่อน ก็เลยมานั่งเรียนรู้ทักษะชีวิต ฝึกการทำผ้ามัดย้อมแบบจริงจังกับทางหน่วย ผ่านห้องเรียนผ้ามัดย้อมที่จัดกิจกรรมอยู่ที่โรงเรียนวัดประสิทธาราม โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบไปก่อนที่ชุมชนจะเรียกร้องให้กลับมาเป็นโรงเรียนอีกครั้ง จนเกิดเป็นห้องเรียนโรงเรียนวัดประสิทธาราม ทำให้น้ำข้าวเรียนรู้การมัดย้อม จนเชี่ยวชาญและสามารถเป็นวิทยากรสอนวิธีทำผ้ามัดย้อมให้กับคนอื่นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว.jpg" alt="" class="wp-image-101906" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/03_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี_บัว_น้ำข้าว-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">(จากซ้าย) บัว, น้ำข้าว</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“พวกเขาก็ส่งเสริมมาตั้งแต่เล็กจนโตค่ะ แต่เขาก็ไม่คิดว่าโตมายังจะอยู่ด้วยกัน เขาบอกว่าไม่รู้ชาติก่อนไปทำอะไรมาถึงกลับมาเจอกันอีก (หัวเราะ)” น้ำข้าวเล่า</p>



<p>ในพื้นที่หน่วยการเรียนรู้แห่งนี้ นอกจากน้ำข้าว ยังมี ‘บัว’ เพื่อนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกันกับน้ำข้าว ที่เรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ามาเรียนรู้ผ้ามัดย้อม ผ่านการชวนของน้ำข้าว</p>



<p>“น้ำข้าวเขาพาไปทำผ้ามัดย้อมที่โรงเรียนวัดประสิทธาราม ตอนนั้นหนูไม่เคยย้อมผ้า ก็ไปลอง แล้วทีหลังก็มาทำผ้ามัดย้อมกับครูจิบ ครูจิบเขาก็ให้ย้อมเอง มัดเอง ทำเองทุกอย่าง” บัวเล่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="891" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/04_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี.jpg" alt="" class="wp-image-101907" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/04_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/04_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี-300x223.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/04_ผ้ามัดย้อม_บางชนะ_สุราษฎร์ธานี-768x570.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">(ภาพขวา) ลูกจาก</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ผ้ามัดย้อมเป็นภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ผ้ามัดย้อมของน้ำข้าว และบัว ที่เกิดขึ้นภายใต้การร่วมมือของ ‘กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์’ มีความพิเศษคือสีจาก ‘ลูกจาก’</p>



<p>ซึ่งจุดเริ่มต้นของผ้ามัดย้อมจากลูกจาก เป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจ เพราะน้ำข้าวบอกว่า เธอได้ลองเอายางลูกจากมาทำสีมัดย้อม เนื่องจาก‘ครูวุ้น-จิราภรณ์ สุดสิน’ กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ที่ปัจจุบันเป็นครูแผนกวิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยาถูกเตือนให้ระวังยางเลอะเสื้อจากการสับลูกจาก</p>



<p>“ตอนนั้นครูพี่วุ้นถูกเตือนให้ระวังยางลูกจากติดเสื้อ ทางกลุ่มครูอาสาเขาก็เลยคิดไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาลูกจากที่มียางมาย้อมผ้าแล้วมันมีสี มันจะสามารถส่งเสริมเด็กต่อได้นะ”</p>



<p><strong>ไอเดียนี้ไม่ได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือทำ เพราะสียางลูกจากเป็นสีที่จาง ไม่ชัด ตอนที่ย้อมครั้งแรกสีก็ไม่ติดกับผ้า น้ำข้าวและเพื่อนๆ ที่ลองฝึกทำผ้ามัดย้อมด้วยกันภายใต้คำแนะนำของครูวุ้นและครูจิบจึงใช้เวลากว่า 2 ปีในการทดลอง คิดค้นเทคนิค ปรับปรุงสีให้ชัดขึ้น</strong></p>



<p>ซึ่งเรื่องราวของผ้าผืนแรกที่สำเร็จยังอยู่ในความทรงจำของน้ำข้าว</p>



<p>“ผืนแรกเป็นผ้าผืนเล็กๆ ที่ฝึกกับครูพี่วุ้น นั่งทำกันตรงศาลาริมคลองที่โรงเรียนวัดประสิทธิธาราม เขาแจกผ้าคนละผืนสองผืน ให้ลองทำ ได้ไม่ได้ก็ลองทำดู ทำไปทำมาก็ได้ลายชิงดวงกับพระจันทร์ทรงกลด” น้ำข้าวเล่า</p>



<p>ลายชิงดวง คือ ลายที่ใช้ฝาขวดน้ำมาเป็นอุปกรณ์เสริมในการมัด ทำให้ได้ลวดลายวงกลมหลายๆ วง ส่วนลายพระจันทร์ทรงกลด คือ ลวดลายที่มีแสงรอบๆ วงกลม กระจายออกไปข้างๆ คล้ายพระจันทร์ทรงกลด ซึ่งทั้ง 2 ลาย แม้จะเป็นลายพื้นฐานสำหรับการทำผ้ามัดย้อม แต่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนในการฝึกฝน ถึงจะทำให้ได้ลวดลายที่ต้องการ</p>



<p>กว่าจะรู้ว่าต้องใช้อะไรผสมถึงจะได้สีอื่น กว่าจะรู้ว่าแต่ละลายต้องมัดยังไง น้ำข้าวกับบัวก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ตามประสาคนที่เริ่มทุกอย่างจาก 0 โดยต่อยอดมาจากความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำผ้ามัดย้อมที่ครูวุ้นสอน</p>



<p>“ตอนนั้นที่เริ่มทำก็ทำไม่เป็นหรอก ทำๆ ไป มัดมั่วๆ มันก็ออกมาเป็นลายก้อนเมฆ เราเลยลองใช้ลูกแก้วมาทำเป็นลายจุดๆ ” บัวอธิบาย</p>



<p>ขั้นตอนการทำผ้ามัดย้อมที่เด็กๆ ฝึก เริ่มจากการวางแผนก่อนว่าจะทำลายอะไร และใช้หนังยางมัดให้เป็นลายที่คิดไว้ หลังจากนั้นเอาไปแช่ในหม้อต้มสีที่เตรียมไว้ พอครบเวลาก็เอาผ้าไปล้างน้ำก่อนจะนำไปตากผึ่งลมให้แห้ง</p>



<p>“มัดหนังยางจนปวดมือไปหมดเลยค่ะ” น้ำข้าวบอกว่าการมัดผ้าก่อนย้อมเป็นขั้นตอนที่ไม่ยาก แต่ถ้าไม่ได้ฝึกฝนก็อาจจะไม่ได้ลายที่ต้องการ เหมือนที่น้ำข้าวมักจะมือบวมบ่อยๆ เพราะมัดหนังยางเพื่อสร้างลายบนผ้ามัดย้อม</p>



<p>หลังจากลองทำไปเรื่อยๆ จนชำนาญมากขึ้น น้ำข้าวก็ถามครูจิบว่า “ไม่คิดจะทำสีอื่นบ้างเลยเหรอ” ครูจิบจึงให้น้ำข้าวกับบัวลองใช้ของอย่างอื่นนอกเหนือจากลูกจากมาย้อมสี ไม่ว่าจะเป็น สีเหลืองจากดาวเรือง สีเขียวจากใบหูกวาง สีแดงจากเปลือกฝาง และลองใช้มอร์แดนท์ (Mordant) มาช่วยปรับเฉดของสี เช่น สีแดงจากฝางไปจุ่มน้ำปูนจะได้สีชมพู แต่ถ้าไปจุ่มสารส้มจะได้สีม่วงบานเย็น ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการค้นคว้าและทดลองด้วยตัวเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30.jpeg" alt="" class="wp-image-101908" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-30-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption"> (จากซ้าย) ธัญนันท์ พรหมบัลลังก์, สายสุนีย์ ประทุมทอง</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>พอทำสีได้หลากหลายมากขึ้น รู้จักเทคนิคในการสร้างลายในแบบต่างๆ ผลงานของน้ำข้าว บัว และเพื่อนๆ จึงได้ออกไปเฉิดฉายในงานต่างๆ และหลายงานก็มาจากการสนับสนุนของ ‘สโมสรโรตารีศรีตาปี’ ที่ครูจิบไปติดต่อประสานงานด้วย เนื่องจากสโมสรโรตารีศรีตาปีเองก็อยากช่วยส่งเสริมอนาคตของเด็กไปพร้อมๆ กับร่วมพัฒนาชุมชนผ่านทุนทรัพย์ เช่น การนำผ้ามัดย้อมจากเด็กๆ ไปใช้เป็นองค์ประกอบของชุดในประเพณีชักพระประจำปีของจังหวัด พอมีคนสนใจก็ส่งต่อช่องทางการติดต่อของครูจิบให้ และการจัดคณะทัวร์การเรียนรู้ พาชาวต่างชาติมาลองทำผ้ามัดย้อมที่ห้องเรียนโรงเรียนวัดประสิทธิธาราม</p>



<p>“ชุมชนแข็งแรงอยู่แล้ว เรามาเป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยเสริมเขาในสิ่งที่เขาไม่มี เขาไม่มีที่ซักล้าง ไม่มีเตาสำหรับย้อม เราก็ไปหาทุน ไปหาอุปกรณ์มาให้ จัดห้องโชว์รูมไว้ให้โชว์ผลงาน ความคาดหวังเราตอนนั้นแค่หวังชุมชนจะมีรายได้ไปจ้างครูมาสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนยุบไปแล้ว” สายสุนีย์กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101909" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31-1024x1536.jpeg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-31.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><figcaption class="wp-element-caption">ครูจิบ-ขจรศรี โฮ้เต้กิ้ม</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>การที่คนภายนอกเห็นผลงานมากขึ้น จึงทำให้เกิดการสร้างรายได้จากการรับออเดอร์ผลิตผ้ามัดย้อมเป็นลำดับถัดมา ทำให้จากเดิมที่มีการทำผ้ามัดย้อมจากสีลูกจากเป็นเพียงการฝึกทักษะจากของรอบตัว ทำแล้วก็ชื่นชมกันอยู่ในพื้นที่ ก็เปลี่ยนเป็นทักษะในการสร้างงานที่มีมูลค่าขึ้นมาได้</p>



<p>“มีร้านโทรมาทางครูจิบ ครูจิบเลยบอกหนูกับบัวว่าให้ทำผ้ามัดย้อม 30 ผืน แต่ตอนนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นออเดอร์จากข้างนอก บอกแค่ครูมีงานให้ทำนะ เราก็ทำๆ กันไป มันก็ออกมาดีเลย” น้ำข้าวเล่าไปยิ้มไป</p>



<p>หลังออเดอร์นี้ถูกส่งถึงมือลูกค้า ลูกค้าก็กลับมาสั่งผ้ามัดย้อมผ่านทางครูจิบเป็นระยะๆ น้ำข้าวกับบัวจึงมีรายได้ทางนี้เข้ามา บางครั้งก็ได้ประมาณ 500-600 บาทต่อสัปดาห์ และก็มีบางครั้งที่ได้ถึง 3,000 บาท สลับกับงานอื่นๆ ที่ตัวเองทำ เช่น งานรับจ้างทั่วไป&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="766" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32-766x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101910" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32-766x1024.jpeg 766w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32-224x300.jpeg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32-768x1027.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32-1148x1536.jpeg 1148w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-32.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 766px) 100vw, 766px" /></figure></div>


<p></p>



<p>พอถามว่าอะไรยากที่สุดในการทำผ้ามัดย้อม น้ำข้าวกับบัวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘สี’ โดยบัวให้เหตุผลว่า ถ้าทำแต่สีเดิมๆ ลูกค้าจะเบื่อ ส่วนน้ำข้าวบอกว่า สีเป็นสิ่งที่คุมยาก แค่เปลี่ยนชนิดผ้า ก็สามารถทำให้สูตรสีที่เราคิดมาใช้ไม่ได้</p>



<p>“บางทีคาดหวังนะ อยากได้สีเขียว ก็ย้อมเป็นสีเหลืองไปก่อน แล้วไปจุ่มมอร์แดนท์ แต่สีเขียวมันไม่ติด ย้อมซ้ำๆ มันก็กลายเป็นสีที่ดูสกปรก แต่ก็แก้นะ จนออกมาเป็นสีน้ำตาล เพราะเสียดายผ้า รอยมัดรอบแรกยังอยู่อยู่เลย” น้ำข้าวเล่าพร้อมชี้ไปยังผ้าสีน้ำตาลต้นเรื่อง</p>



<p>แม้การแก้งานจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับใครก็ตาม แต่มันก็ต้องมีการแก้งานที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อยากจะแก้ต่อไปแล้ว เพราะแก้เท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้นสักที เหตุการณ์แบบนี้เองก็เกิดขึ้นกับน้ำข้าวเช่นกัน</p>



<p>น้ำข้าวบอกว่า เคยเจอโจทย์ยากที่ทำให้รู้สึกไม่อยากทำผ้าผืนนั้นแล้ว แต่ก็อาศัยความอดทนร่วมกับครูจิบ และ ‘ฮึบ’ ขึ้นได้จนสำเร็จ จากการนึกถึง ‘เอี้ยง-ภัสรา รู้พันธุ์’ 1 ในแกนนำสำคัญของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ที่ทำกิจกรรมด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และชุมชน สืบสานภูมิปัญญาด้วยกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาตั้งแต่สมัยยังเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา และเป็นผู้บุกเบิกการฝึกฝนทักษะผ้ามัดย้อม</p>



<p>“คำพูดของพี่เอี้ยงผุดขึ้นมาในหัว พี่เอี้ยงเคยสอนว่า “ถ้าไม่เข้มแข็งก็อยู่ไม่ได้หรอกบนโลกนี้” แล้วแกก็เคยบอกว่า “สู้นะน้อง ทำไป ไม่มีงานอะไรที่ง่ายสบายหรอก” เราก็อดทนทำๆ จนชำนาญทุกลาย ทุกสี ตอนนี้ก็เก่งหมดแล้ว เหลือแค่เรื่องเนื้อผ้านี่แหละ” น้ำข้าวอธิบาย</p>



<p>หลังจากนั้นเป็นต้นมา หากเจอโจทย์ผ้าที่ยาก นอกจากฮึบขึ้นมาแล้ว น้ำข้าวก็พยายามผ่อนคลายตัวเอง เช่น ที่ผ่านมามีลูกค้าต้องการผ้า 100 ผืนใน 1 อาทิตย์ น้ำข้าวก็แก้เครียดด้วยการกินขนมที่บ้านครูจิบจนหมด ก่อนจะลุกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33.jpeg" alt="" class="wp-image-101911" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-33-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">น้ำข้าว</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>หากให้ย้อนไปสมัยยังเรียนอยู่ในโรงเรียน วิชาโปรดของเด็กหญิงน้ำข้าวคือ วิชาศิลปะ จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำข้าวจะชอบการทำผ้ามัดย้อม จนกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง น้ำข้าวก็จะใช้เวลาตรงนั้นในการวาดรูป ออกแบบลวดลาย รวมไปถึงสีในการทำผ้ามัดย้อมชิ้นต่อไป หรือบางครั้งต่อให้ไม่มีออเดอร์เข้ามา เธอก็จะลุกไปย้อมผ้าอยู่ดี</p>



<p>ซึ่งถ้าไม่มีห้องเรียนผ้ามัดย้อม ไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก ไม่มีออเดอร์เข้ามา การวาดภาพก็จะเป็นแค่งานอดิเรกจากความชอบ แต่ตอนนี้น้ำข้าวมีผ้ามัดย้อมเป็นทั้งทักษะ รายได้ และ ‘ความสุข’</p>



<p>“ผ้ามัดย้อมคือความสุขนะ เพราะว่าเรานั่งทำคนเดียว เงียบๆ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีใครมาเกะกะ เราได้มีความสุขของเรา”</p>



<p>นอกจากความสุขแล้ว น้ำข้าวยังเสริมอีกว่า ผ้ามัดย้อมทำให้เธอมีทักษะหลายอย่าง มีคะแนนสำหรับการเรียน กศน. และทำให้เธอกำลังจะได้วุฒิ ม.3</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34.jpeg" alt="" class="wp-image-101912" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-34-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">บัว</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ส่วนบัวเอง ก็มีผ้ามัดย้อมเป็นงานที่น่าตื่นเต้นและสนุก เพราะบางครั้งไม่ได้ตั้งใจมัดก็ออกมาสวย แต่บางครั้งที่ตั้งใจมากๆ ก็ออกมาไม่ดี&nbsp;</p>



<p>“เรามัดมั่ว แต่พอเราย้อมสีเสร็จ เปิดแล้วสวย ก็ตื่นเต้นดีใจว่า อุ๊ย วันนี้ทำได้ดี หนูสามารถมั่วแล้วก็ออกมาลายสวยมาก ลายที่เราไม่คาดหวังจะออกมาดีมาก แต่ลายอะไรที่เราคาดหวังจะแย่ทุกลาย แต่มันคือศิลปะ ไม่มีผิด ไม่มีถูกค่ะ”</p>



<p>ทักษะผ้ามัดย้อม ทำให้บัวได้ออกนอกพื้นที่ ไปเป็นวิทยากรให้กับคนอื่นๆ แต่พอบัวรู้ว่าตัวเองท้อง บัวก็เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ทำผ้ามัดย้อมอีก</p>



<p>“หนูกลัวเขาไม่ให้ทำงาน เลยไม่ได้บอก เราอยากไปทำ เราอยากไปให้ความรู้กับน้องๆ ตามที่ต่างๆ อยากไปร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่นๆ เวลาไปไทดำเนี่ย ก็อยากไปที่สุดนะ สนุก” บัวเสริม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="765" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35-765x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101913" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35-765x1024.jpeg 765w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35-224x300.jpeg 224w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35-768x1028.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35-1147x1536.jpeg 1147w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-35.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 765px) 100vw, 765px" /><figcaption class="wp-element-caption">การทำผ้ามัดย้อม</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“ถ้าผ้ามัดย้อมมันไปต่อไม่ได้ หนูก็อยากไปทำงานเซเว่น”</p>



<p>สำหรับน้ำข้าว ทักษะการทำผ้ามัดย้อมสามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายอย่าง อย่างในตอนนี้น้ำข้าวก็กำลังจะต่อเติมพื้นที่ข้างบ้านเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ผ้ามัดย้อม</p>



<p>“ตอนนี้กำลังจะทำศูนย์การเรียนรู้มัดย้อมข้างบ้าน ให้ครูจิบช่วยส่งของส่งอะไรมาให้ ลองทำไปก่อน ถ้ารอดก็ทำต่อ ถ้าไปไม่รอดก็จะไปทำงานเซเว่น”</p>



<p>แต่การทำผ้ามัดย้อมมีความไม่แน่ไม่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความสนใจของคน น้ำข้าวจึงวางแผนว่า หลังจากได้วุฒิ ม.3 จากการเรียน กศน. ในเทอมนี้ เธอจะเรียนต่อให้ได้วุฒิ ม.6 เพราะอาชีพทั้งในพื้นที่ชานเมืองและในเมืองเดี๋ยวนี้รับวุฒิขั้นต่ำอยู่ที่ ม. 3</p>



<p>หากเป็นอาชีพที่ไม่ใช้วุฒิในพื้นที่ จะมีเพียงไม่กี่อาชีพเท่านั้น เช่น การทำประมง การทำสวนทำไร่ และการรับจ้างทั่วไป แต่อาชีพเหล่านี้ก็ไม่มีความแน่นอนด้านรายได้ การมีวุฒิเพื่อเข้าไปหางานในเมืองจึงดูมั่นคงกว่า</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36.jpeg" alt="" class="wp-image-101914" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-36-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“หนูก็มีความคิดนะว่าจะไปทำงานปั๊ม ทำงานเซเว่น ถ้าเกิดมัดย้อมมันไม่รอด แล้วเขาต้องการวุฒิ ม.3 เทอมนี้ก็เลยจะเร่งให้ได้วุฒิค่ะ ถ้าได้วุฒิ ม.3 ก็ไม่คาดหวังอะไรกับวุฒิ ม.6 แล้ว เพราะเขาบอกว่าไม่ว่าทำงานอะไร ม.3 ก็พอ ส่วน ป.6 เขาไม่ใช้แล้ว”</p>



<p>ส่วนในมุมของบัว แม้จะหยุดเรียน กศน. มาพักหนึ่งเพราะต้องดูแลลูก แต่บัวก็ยังอยากมีวุฒิ ตอนนี้บัวจึงตัดสินใจว่าจะเรียนโรงเรียนมือถือตามคำแนะนำของครูจิบ เพราะถ้าได้ไปทำงานที่เซเว่นก็จะช่วยบรรเทาภาระที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้</p>



<p>“คิดว่าถ้าเรียนจบก็จะทำงานเพราะว่าเรามีภาระ มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบ ทำงานเซเว่นก็ยังดี แต่เมื่อก่อนหนูไม่ได้ทำงานหรอก ไปกับครูจิบบ้าง ออกทะเลกับแฟน ออกรอบวางอวนอะไรแบบนี้ค่ะ แต่ออกทะเลยากกว่าทำมัดย้อมนะ หนูว่ายน้ำไม่เป็น” บัวขำ</p>



<p>หากเป็นก่อนหน้านี้บัวและน้ำข้าวอาจจินตนาการไม่ออกว่า จะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยได้อย่างไร เพราะแค่เรียนในระบบอย่างเดียวก็ไม่อยากเรียนแล้ว แต่จากกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ของทีมพี่เลี้ยงยุวชนสร้างสรรค์ น้ำข้าวและบัวจึงมีโอกาสในการเรียนรู้ มีโอกาสในการที่จะได้วุฒิ โดยที่ไม่ขาดรายได้ และถ้าวันไหนที่การทำมัดย้อมไปไม่รอดอย่างที่น้ำข้าวบอก อย่างน้อยพวกเขาก็จะมีวุฒิในการเลือกประกอบอาชีพใหม่ในอนาคต</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์ <br>ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย<br>ภาพประกอบ : บัว คำดี</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120526/">นับหนึ่งที่ ‘จาก’ : บันทึกการเรียนรู้จากผ้ามัดย้อมของเด็ก ‘ในบาง’ โจทย์ยากที่ทำให้เด็กอดทน ฮึดสู้ อยู่และทำกินได้ในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิชาปากท้อง วิชาชีพ วิชาความเป็นมนุษย์ : นิเวศการเรียนรู้ฉบับไททรงดำ แห่งพุนพิน สุราษฎร์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-070526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 04:08:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. กับโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101810</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีเด็กกลุ่มหนึ่งในพื้นที่รอยต่ออำเภอพุนพินและตำบลทัพทวี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070526/">วิชาปากท้อง วิชาชีพ วิชาความเป็นมนุษย์ : นิเวศการเรียนรู้ฉบับไททรงดำ แห่งพุนพิน สุราษฎร์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีเด็กกลุ่มหนึ่งในพื้นที่รอยต่ออำเภอพุนพินและตำบลทัพทวี จังหวัดสุราษฎร์ธานี รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ในระบบการศึกษา การเรียน 7-8 คาบต่อวันที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางทฤษฎี กลายเป็นกำแพงสูงชันที่ทำให้พวกเขาเลือกหันหลังให้โรงเรียน แล้วก้าวเข้าสู่โลกของ ‘เด็กนอกระบบ’ ทำงานรับจ้างตัดปาล์ม ทำสวนกรีดยาง ถูกตีตราในฐานะ ‘เด็กไม่ดี’ แทนที่การได้รับวุฒิการศึกษา และผลักดันตัวเองเข้าสู่ตลาดงานอื่นๆ ในอนาคตแบบที่เด็กส่วนใหญ่ทำ</p>



<p>ที่ชุมชนดอนมะลิ ในอำเภอพุนพิน ก็มองเห็นปัญหานั้น และเลือกให้ความสำคัญเรื่องการเรียนรู้ของเด็กนอกระบบผ่านสายใยของชุมชนชาติพันธุ์ไททรงดำ และการทำงานของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ในฐานะหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>จากวลีที่กล่าวว่า ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป หน้าตาหมู่บ้านจะไม่เหมือนเดิมแต่ที่ชุมชนดอนมะลิลูกหลานไททรงดำ กลุ่มชาติพันธ์ุที่ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ พยายามประคับประคอง ‘เด็กหลุดระบบ’ ในหมู่บ้านตัวเอง และพื้นที่รอบๆ ผ่าน การใช้ ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรมและชุมชนเป็นฐาน’ เพื่อสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและโอบรับเด็กทุกคน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่องว่างที่กว้างกว่ารั้วโรงเรียน</strong></h3>



<p>“เด็กกลุ่มนี้เขาไม่ไหวกับระบบที่ต้องเรียนวันละ 7-8 คาบ มันแน่นเกินไป เขาชอบการเรียนแบบ Action หรือปฏิบัติการมากกว่าทฤษฎี”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-12-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101811" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-12-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-12-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-12-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-12.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘ครูอู๊ด’ นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ครูอู๊ด-นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม แกนนำกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อดีตครูวิชาแนะแนว และเป็นผู้คลุกคลีกับเด็กเยาวชนนอกระบบมาอย่างยาวนาน เล่าถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างห้องเรียนในระบบกับเด็กเยาวชนในพื้นที่ตำบลทัพทวี และอำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี ที่นับเป็นกลุ่มเด็กชายขอบเมือง&nbsp;</p>



<p>สาเหตุของการหลุดออกจากระบบมีความซับซ้อน ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเปราะบางของครอบครัว ไปจนถึงความรู้สึกแปลกแยกจากหลักสูตรแกนกลางที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตความเป็นจริง และความรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนกินไม่ได้&nbsp;</p>



<p>“เราพบว่าเด็กบางคนต้องออกจากโรงเรียนมาตัดปาล์ม มาช่วยงานโรงงาน เพราะชีวิตมันรอไม่ได้ แต่พอกลับไปเรียนในระบบ เขาก็ตามเพื่อนไม่ทัน กลายเป็นปมด้อยที่ทำให้เขาถอยห่างออกมาเรื่อยๆ” ครูอู๊ดอธิบายเสริมถึงวงจรที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนชายขอบของการศึกษา</p>



<p>เมื่อโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์จึงพยายามเปลี่ยนนิเวศการเรียนรู้ใหม่ โดยแปลงทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของไททรงดำเป็นรากที่แข็งแรงพอจะยึดเหนี่ยวเด็กๆ ไว้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อทุนวัฒนธรรม คือลมหายใจและอาวุธของชาวไททรงดำ ดอนมะลิ</strong></h3>



<p>ที่วัดดอนมะลิ มักจะมีเสียงแคนและจังหวะการย่ำเท้าในท่วงท่ารำไททรงดำ ออกมาจาก ‘ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ’ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของการศึกษาภูมิปัญญาไททรงดำในพื้นที่พุนพินแห่งนี้&nbsp;</p>



<p>เดิมทีกลุ่มชาติพันธ์ุไททรงดำ หรือลาวโข่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่สิบสองจุไทย หรือเดียนเบียนฟูในเวียดนามปัจจุบัน แต่ก็มีการเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ในภาคกลางหลักๆ จะอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี และในภูมิภาคอื่นๆ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-13-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101812" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-13-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-13-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-13-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-13.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p></p>



<p>สำหรับกลุ่มไททรงดำในสุราษฎร์ธานีนั้น เกิดจากการขยับขยายที่ทำกินของชาวไททรงดำจากเพชรบุรีและราชบุรีในช่วงหลายสิบปีก่อน โดยอพยพลงมาทางใต้เพื่อแสวงหาพื้นที่อุดมสมบูรณ์ในการทำเกษตร จนมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่สองฝั่งแม่น้ำตาปีในที่สุด&nbsp;</p>



<p>ในเขตพุนพินและทัพทวี ชาวไททรงดำรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในพื้นที่ หมู่ 1 และหมู่ 4 ตำบลทัพทวี และ ชุมชนดอนมะลิ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางในปัจจุบัน</p>



<p>วัดดอนมะลิ คือสถานที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำ &nbsp;เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ไทดำให้ได้ศึกษาเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งจะล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14.jpeg" alt="" class="wp-image-101813" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-14-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“ถ้าเหตุการณ์ไม่บังคับเรื่องที่ดินนะ เราก็รำไม่เป็น เพราะมันรำยากมาก ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย แต่มันต้องใช้เพื่อยืนยันว่าเราอยู่ที่นี่มานาน”</p>



<p>ประโยคของยายเรียม-รัชนี ม่านสอาด ครูภูมิปัญญาไททรงดำ อายุกว่า 80 ปี กล่าวถึงภูมิปัญญาด้านการฟ้อนรำ ที่ยายเรียมอยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง&nbsp;</p>



<p>ในพื้นที่ตำบลทัพทวี ตอนนี้ชุมชนไททรงดำกำลังเผชิญปัญหาการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ทับที่ดินทำกินของชาวบ้านกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาสำรวจภูมิปัญญาของตัวเองอย่างจริงจัง</p>



<p>อ้น-จันทรัตน์ รู้พันธ์ แกนนำชาวไททรงดำและสมาชิกกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อธิบายว่าข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ของชาวบ้านไททรงดำ มีภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมกว่า 200 ปีของชุมชนนี้เป็นจุดคานงัด และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านกฎหมาย</p>



<p>“การสู้เรื่องที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องโฉนด แต่มันคือการรักษาพื้นที่วัฒนธรรมและแหล่งรายได้เดียวของเรา ถ้าไม่มีที่ดิน วิถีชีวิตไททรงดำก็อยู่ไม่ได้” อ้นเล่า&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15.jpeg" alt="" class="wp-image-101814" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-15-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>ก้อย-อิสรีย์ พรายงาม ทีมพี่เลี้ยงยุวชนสร้างสรรค์และแกนนำไททรงดำ กล่าวว่าสิทธิที่ดินทำกินกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของชีวิตคนไททรงดำที่นี่ เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คนในชุมชนไททรงดำที่ลืมเลือนท่าฟ้อนรำ อาหาร และภาษากลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง จนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาของไททรงดำได้&nbsp;</p>



<p>“ที่นี่ไม่ใช่แค่เด็กๆ หรือคนที่ต้องการศึกษามาเท่านั้น แต่ลูกหลานของไททรงดำที่ลืมวัฒนธรรมเราไปแล้วก็ได้กลับมาฟื้นสิ่งนั้นกลับคืน และอาจจะส่งต่อไปสู่ลูกหลานในอนาคตไม่ให้ความเป็นไทดำหายไป”</p>



<p>วัฒนธรรมไททรงดำจึงกลายเป็นอาวุธทางปัญญา ที่ใช้พิสูจน์กับภาครัฐว่าชุมชนไททรงดำตั้งถิ่นฐานที่พื้นที่แห่งนี้ และสืบทอดภูมิปัญญาต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะมีการขีดเส้นแบ่งในแผนที่ทางราชการเสียอีก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุนชีวิต ที่มีรากมาจากทุนทางวัฒนธรรม</strong></h3>



<p>ทุนทางวัฒนธรรมของไททรงดำไม่ได้มีไว้เพื่อการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังถูกแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิต’ ให้กับเยาวชนทั้งในและนอกระบบในพื้นที่ ผ่านการทำงานของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ หน่วยจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ (ABE)</p>



<p>ก้อย ในฐานะทีมพี่เลี้ยงกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ บอกว่ากระบวนการที่กลุ่มทำงานกับเด็กนอกระบบ ไม่ใช่การเดินไปบอกเด็กว่าต้องเรียนหนังสือ แต่เริ่มจากการปรับสายตาของคนในชุมชนเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-16-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101817" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-16-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-16-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-16-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-16.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘ก้อย’ อิสรีย์ พรายงาม</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>เมื่อผู้ใหญ่ในชุมชนเลิกตัดสินและเริ่มรับฟัง กระบวนการจัดการศึกษาจึงเปลี่ยนจากการยัดเยียดเป็น ‘การสร้างพื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) ที่อนุญาตให้เด็กๆ ได้ลองผิดลองถูก และค้นพบคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง</p>



<p>“ไม่รอให้เด็กเดินมาหา แต่ครูชุมชนและพี่เลี้ยงจะลงพื้นที่ไปหาเด็กถึงบ้าน สวนปาล์ม หรือโรงงาน หิ้วขนมไปฝาก นั่งคุยเพื่อติดตามชีวิตและการเรียนรู้” ก้อยเล่า&nbsp;</p>



<p>ครูอู๊ด อธิบายเพิ่มว่าแม้ว่าเด็กในพื้นที่พุนพินจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรายได้ แต่อย่างน้อยถ้าได้วุฒิการศึกษาจะสามารถต่อยอดได้อีกไกล&nbsp;</p>



<p>กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ แบ่งประเภทเด็กออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มเด็กเยาวชนที่สามารถกลับเข้าสู่โรงเรียนได้ ทั้งโรงเรียนปกติและ<a href="https://www.eef.or.th/infographic-1school3formats-181224/">โรงเรียน 3 ระบบ</a> กลุ่มที่สองคือเด็กที่เข้าเรียนกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งเดิมคือ สำนักงาน กศน. และ โรงเรียนมือถือ และสามคือกลุ่มที่ยังไม่อยากเรียนต่อ จึงต้องเน้นการสร้างอาชีพ&nbsp;</p>



<p>“เราพยายามออกแบบตารางเรียนตามวิถีชีวิตจริง หากเด็กต้องทำงานรับจ้างตัดปาล์ม ก็สามารถเรียนในช่วงเวลาที่ว่างได้ อาจจะส่งให้ไปเรียนโรงเรียนมือถือ หรือถ้าใครพร้อมที่จะกลับเข้าเรียนแบบปกติ เราก็จะแนะนำโดยพี่เลี้ยงที่ช่วยเด็กวางเป้าหมายชีวิต”&nbsp;</p>



<p>ต้นทุนทางวัฒนธรรมไททรงดำ จึงกลายมาเป็นฐานการเรียนรู้เสริมเพิ่มเติมเข้าไปในส่งเสริมเด็กๆ ทั้ง 3 กลุ่ม&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17.jpeg" alt="" class="wp-image-101818" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-17-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>ครูอู๊ดอธิบายว่า การศึกษาบนฐานชุมชนถูกจัดขึ้นโดยเอาความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง วิชาเป็นตัวประกอบ, ทั้งเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง ชุมชน ธรรมชาติ วัฒนธรรม นิเวศ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม, รวมถึงเพิ่มชุดความรู้ยุคปัจจุบัน สมัยใหม่เข้าไปอย่างจากการฟัง พูด อ่าน เขียน การวิเคราะห์ ฝึกอบรม ร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ลงมือทำ ทดลองฝึก สร้างอาชีพ&nbsp;</p>



<p>การเรียนรู้ภูมิปัญญาไททรงดำ ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ของเก่า แต่คือการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตจริงผ่าน 3 ฐานความรู้หลัก ซึ่งเด็กๆ จะมาเรียนศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ&nbsp;</p>



<p>ฐานอาหาร คือวิชาปากท้อง ฐานลายผ้าและหัตถกรรม คือวิชาชีพ และฐานประวัติศาสตร์และสิทธิ คือวิชาความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดคือความรู้จากไททรงดำที่ครูภูมิปัญญาและทีมพี่เลี้ยงสอนแก่เด็กๆ&nbsp;</p>



<p>อ๊อด-สุเดช หมู่กอง ทีมหนุนเสริมหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) และเป็นคนไททรงดำในชุมชนดอนมะลิ เล่าว่าในฐานการเรียนรู้อาหารภูมิปัญญา เด็กๆ ได้หัดทำน้ำพริกปลาร้า ผักจุ๊บ และแจ่วต่างๆ&nbsp;</p>



<p>“ภูมิปัญญาที่เด็กชอบที่สุดคืออาหาร เพราะมันทำง่ายและได้ชิม พอเขาทำเป็น เขาก็รู้สึกว่าความเป็นไททรงดำมันอยู่ใกล้ตัวเขา”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18.jpeg" alt="" class="wp-image-101819" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-18-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>นอกจากอาหาร ลายผ้าไททรงดำที่เคยอยู่แค่บนหมอนหรือเสื้อผ้า ก็ถูกนำมาตีโจทย์ใหม่ผ่านงานเย็บหน้าหมอนและหัตถกรรมที่สร้างรายได้จริงให้กับครอบครัว ทำให้เด็กเยาวชนมองเห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของคนแก่ที่น่าเบื่อ แต่เป็นต้นทุนที่ช่วยให้เขามีอาชีพและมีที่ยืนในบ้านเกิด</p>



<p>“อย่างการเย็บลายผ้าไททรงดำถูกยกระดับสู่การสร้างอาชีพ เด็กๆ ได้เรียนรู้การผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดสมัยใหม่” ก้อยกล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19.jpeg" alt="" class="wp-image-101820" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/image-19-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>ในวงรำไททรงดำที่จัดขึ้นกลางศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทดำวัดดอนมะลิ &nbsp;ยายเรียม ครูภูมิปัญญาที่ถนัดเรื่องท่าฟ้อนรำที่สุดเล่าว่าเด็กรุ่นใหม่รำฟ้อนแคน ที่เป็นท่ารำในวัฒนธรรมไททรงดำไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าารำไม่ได้แล้ว จะรำไม่ได้ตลอดไป</p>



<p>“มือแข็งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็อ่อนเองแหละ มันต้องฝึก” ยายเรียมกล่าว</p>



<p>สำหรับที่ชุมชนดอนมะลิ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไททรงดำ กว่า 200 ปี ได้กลายเป็นอาวุธในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในที่ดิน อีกด้านสิ่งนี้ได้แปลงเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กไม่หลุดหายไปจากชุมชน ซึ่งยายเรียมก็หวังว่าเด็กๆ จะเข้าใจ หวงแหน และได้ประโยชน์จากรากเหง้าของตัวเองในวันใดวันหนึ่ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070526/">วิชาปากท้อง วิชาชีพ วิชาความเป็นมนุษย์ : นิเวศการเรียนรู้ฉบับไททรงดำ แห่งพุนพิน สุราษฎร์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กมีอนาคต ด้วยองค์ความรู้กินได้ แปลงผักจากวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ที่สอนให้เด็ก ‘นิ่ง’ เพื่อสร้าง ‘ชีวิต’ ด้วยมือตัวเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-070426-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 13:08:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงผักท่าสะท้อน]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงเพาะผักไฮโดรโปนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101212</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางมุมมองส่วนหนึ่งต่อการศึกษาที่อาจจะมอง ‘ความสำเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070426-2/">เด็กมีอนาคต ด้วยองค์ความรู้กินได้ แปลงผักจากวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ที่สอนให้เด็ก ‘นิ่ง’ เพื่อสร้าง ‘ชีวิต’ ด้วยมือตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางมุมมองส่วนหนึ่งต่อการศึกษาที่อาจจะมอง ‘ความสำเร็จ’ ผ่านวุฒิ มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่หลุดไปตามรอยแยกของระบบ ทั้งความจน ปัญหาครอบครัว หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ การบุลลี่ และถูกตีตราในแบบต่าง ๆ ฯลฯ</p>



<p>ทำให้เด็กบางส่วนมองว่าโลก คือสนามรบที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงกลายเป็นพื้นที่ทดลองครั้งสำคัญ เมื่อ ‘วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด’ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่’ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อพิสูจน์ว่า การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต อาจเริ่มต้นที่ ‘แปลงเพาะผักไฮโดรโปนิกส์’ ก็ได้ และถ้าหากเราหยอดเมล็ดพันธุ์ลงถูกที่ และมีนั่งร้านที่แข็งแรงพอ เด็กกลุ่มนี้จะผลิบานได้อย่างสง่างามเพียงใด</p>



<p>หากมองอย่างผิวเผิน การที่ ผู้ใหญ่เอก เอกชัย ทิพยวัลย์ และคณะทำงานวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ชวนเยาวชนมาปลูกผัก ทำฟาร์ม หรือพาไปดูงานเรื่องสวนกล้วยหอม อาจดูเหมือนการฝึกแรงงานภาคเกษตรทั่วไป แต่ในความจริง นี่คือภาพหนึ่งของการสร้างคุณค่าตัวเอง ที่สามารถเปลี่ยนสถานะของเด็กจาก ‘ผู้รอความช่วยเหลือ’ ให้กลายเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพได้เหมือนกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36.jpeg" alt="" class="wp-image-101215" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-36-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>&#8220;เราเห็นปัญหาในพื้นที่ชัดเจนครับ เด็กที่หลุดจากระบบส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิต กลางคืนไม่นอน เล่นเกม หรือบางกลุ่มก็ไปยุ่งเกี่ยวกับน้ำกระท่อม ในฐานะผู้นำชุมชน เรามองว่าถ้าปล่อยไว้ อนาคตชุมชนจะมีปัญหาแน่ เราจึงตัดสินใจ &#8216;ตัดไฟแต่ต้นลม&#8217; ดึงเด็กกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ที่เราดูแลได้&#8221;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-38-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101217" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-38-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-38-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-38-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-38.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘กบ’ สุริยันต์ ชอบผล</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>สุริยันต์ ชอบผล หรือกบ ประธานสภาองค์กรชุมชนท่าสะท้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นด้วยแววตาจริงจังว่า ปัญหาเด็กหลุดระบบในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งการมั่วสุม น้ำกระท่อม หรือการใช้ชีวิตล่องลอยกลางคืน รวมถึงกลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางด้านพัฒนาการ เผชิญโรคซึมเศร้า มีภาวะโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD ก็ถูกขับออกจากระบบไม่ต่างกัน</p>



<p>หนึ่งในบาดแผลใหญ่ของการศึกษาไทยคือการจัดการกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และเด็กชายขอบเมือง ซึ่งมักจะถูกระบบคัดทิ้งเนื่องจากไม่สามารถนั่งนิ่งในห้องเรียนได้</p>



<p>“ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กที่ไม่จบ ม.3 หรือบางคนเรียนรู้ช้ากว่าปกติ เขาเลยไม่อยากเรียนต่อ อย่างเด็ก LD บางทีเขียนหนังสือไม่ได้ คิดเลขไม่ถูก แต่เขาชอบขายของ เราไม่เอาปมด้อยเขามาพูดในกลุ่ม เราทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนปกติ ให้เขาจับไมค์พูดแนะนำตัว ฝึกซ้ำๆ จนเขากล้าแสดงออก&#8221;&nbsp; กบ กล่าว&nbsp;</p>



<p>เอกชัย ทิพยวัลย์&nbsp; หรือผู้ใหญ่เอก ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านท่าสะท้อน เล่าเสริมว่าถ้าเด็กมีปัญหา สักวันหนึ่งเด็กเหล่านี้ก็ต้องโตมาเป็นผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีปัญหาเหมือนกัน ดังนั้นแล้วหน้าที่ก็คือการช่วยเหลือกันและกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39.jpeg" alt="" class="wp-image-101218" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-39-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘ผู้ใหญ่เอก’ เอกชัย ทิพยวัลย์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“เราเห็นเด็กกลุ่มนี้แล้วรู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้ อนาคตชุมชนลำบากแน่ เราจึงใช้ความเป็นพี่น้อง ความเป็นจิตอาสาของคนในชุมชน เข้าไปดึงเขาออกมา มอบพื้นที่ปลอดภัยให้เขา แทนที่จะไปนั่งจับกลุ่มเสี่ยง ก็เปลี่ยนมานั่งในโรงเรือนแทน” ผู้ใหญ่เอกกล่าว</p>



<p>การทำงานของท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดไม่ได้เริ่มจากตำรา แต่เริ่มจาก ‘สายตา’ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการ ‘X-ray’ พื้นที่เพื่อค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบ เมื่อพบแล้ว โจทย์ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้เด็กที่เคยชินกับอิสระยอมเดินเข้ามาในโรงเรียนที่ชื่อว่าชุมชน</p>



<p>ในช่วงปีแรกที่วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดเข้ามาทำงานในฐานะหน่วยการเรียนรู้คือการเน้นการให้โอกาส และเปลี่ยนภาพจำจาก ‘เด็กมีปัญหา’ ให้กลายเป็น ‘สมาชิกของวิสาหกิจชุมชน’ โดยเน้นการยอมรับและไม่ตัดสินพฤติกรรมในอดีต&nbsp;</p>



<p>&#8220;เราไม่ได้มองว่าเขาเคยเป็นใคร เราไม่ได้เดินเข้าไปบอกว่า &#8216;คุณต้องเลิกยา&#8217; แต่เราบอกว่า &#8216;มาลองทำสิ่งนี้ดูไหม&#8217; เราใช้ความไว้ใจและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขามีที่ยืน เรามองว่าวันนี้เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญของท่าสะท้อนได้ การให้ที่ยืนในวิสาหกิจชุมชน คือการบอกเขาว่าที่นี่คือบ้าน และเขามีค่าเสมอ&#8221; ผู้ใหญ่เอกกล่าว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40.jpeg" alt="" class="wp-image-101219" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-40-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>นั่งสมาธิ ศึกษาดูงานนอกสถานที่ WorkShop จากสิ่งที่ต้องการ และได้ปลูกผัก คือกิจกรรมคร่าวๆ ที่หน่วยการเรียนฯ จัดให้เด็กๆ ทำ ซึ่งกิจกรรมหลักที่วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดไม่ขอเอ่ยถึงไม่ได้คือการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์</p>



<p>“ไฮโดรโปนิกส์มันมีระบบของมัน มีรอบการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน และที่สำคัญคือเรามีตลาดรองรับที่แน่นอนเมื่อเด็กเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันไปปรากฏอยู่บนเชลฟ์ในห้าง เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีตัวตนในสังคมขึ้นมาทันที มันไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่มันคือการฝึกความรับผิดชอบและการวางแผนธุรกิจ”</p>



<p>จากจุดตั้งต้นเดิมที่หน่วยการเรียนรู้อยากให้เด็กมีอาชีพด้วยการปลูกผักไฮโดรฯ ขาย แต่ ณ ปัจจุบัน การปลูกผักได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ความรู้แบบไม่รู้ตัว&nbsp;</p>



<p>“เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่กับป่ายาง กับสวนผัก แต่เขาไม่เคยหันมาสนใจจริงจัง อีกอย่างมันเป็นการปฏิบัติที่ส่งผลได้จริง ขายได้จริง แปลงผักไฮโดรฯ ก็เลยเป็นหนึ่งในกิจกรรม เหมือนกับที่เราเรียนวิธีว่ายน้ำบนบก ถ้าไม่เห็นของจริง ไม่ลงน้ำจริง มันก็ทำไม่เป็น แต่พอเขาได้ลงมือทำบ่อยๆ มันเกิดความชำนาญ ความเคยชิน เขาก็สามารถทำเองได้”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41.jpeg" alt="" class="wp-image-101220" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-41-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>แต่เมื่อทดลองปลูกผักไปจวบจนโครงการหน่วยการเรียนรู้เข้าเฟสที่ 2 ผู้ใหญ่เอกและทีมทำงาน ต้องหันกลับมามองการปลูกผักใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“<strong>777</strong> รู้จักไหม คือการที่เราต้องใช้เวลาเพาะต้นอ่อน ซึ่งการเพาะต้องใช้ทั้งเวลาและสมาธิ เพราะเมล็ดผักเล็กมาก ค่าน้ำตอนเพาะก็ต้องวัดความเป็นกรดด่าง เมื่อรอต้นอ่อนแข็งแรงก็ย้ายลงกระถาง แล้วก็รอโตจนถึงเวลาที่จะตัดผักขายได้ ช่วงนี้ก็ต้องถ่ายน้ำปุ๋ยออก ใส่น้ำปกติเพื่อกันสารเคมีเวลาทำอาหาร หรือการตัดผักก็ต้องมีเทคนิค ถ้าตัดตอนสายผักจะขม ตัดตอนเช้าผักจะไม่ขมขายได้ราคาดี เทคนิคมีเยอะไปหมด” ผู้ใหญ่เอกแจกแจงให้ฟัง&nbsp;</p>



<p>‘โรจน์’ วโรจน์ สกุลโต นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ปรึกษาของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด หน้าที่ของโรจน์คือเข้ามาเติมเต็มงานส่วนวิชาการ และการดูแลภาพรวมของหน่วยการเรียนรู้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42.jpeg" alt="" class="wp-image-101221" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-42-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘โรจน์’ วโรจน์ สกุลโต</figcaption></figure></div>


<p>“หลักๆ ถ้าน้องๆ ต้องการอะไร ทีมก็จะพยายามคุยกันเพื่อเอาความรู้เข้ามาเติมเต็ม อย่างการปลูกผักก็ต้องใช้ทั้งทฤษฎี และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาชี้แนะ” โรจน์บอก&nbsp;</p>



<p>ผู้ใหญ่เอก และโรจน์ มองตรงกันว่าการปลูกผักให้อะไรมากกว่าการปลูกผัก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการที่มักจะมีอาการที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน&nbsp;</p>



<p>“เชื่อไหมว่าเราพาเขาไปนั่งสมาธิ เวลาทำกิจกรรมขอให้งดติดหน้าจอ กับตอนเพาะเมล็ดผัก พวกเขานั่งฟังเรา บางคนนิ่งขึ้น มีสมาธิขึ้น ยิ่งตอนเพาะเมล็ดที่ต้องใช้สมาธิมากๆ ในศาลาที่ทำกิจกรรมอยู่จะเงียบหมดเลย”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43.jpeg" alt="" class="wp-image-101222" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-43-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>ผู้ใหญ่เอกเล่าว่าที่ผ่านมามีเด็กคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการพูด ไม่เข้าสังคม และขี้อาย แต่เด็กคนนั้นสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองการปลูกผัก จากงานการประชุมวิชาการระดับชาติ ขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 46 สิ่งนี้ทำให้หน่วยการเรียนรู้ภูมิใจมาก&nbsp;</p>



<p>“จากคนที่พ่อแม่ไม่คิดว่าจะรอด ตอนนี้ได้รางวัล ทุกคนชื่นชม มีภาพติดไว้ที่ศาลา กล้าพูด กล้าคุยมากขึ้น ได้กลับมามีที่เรียนอีกครั้ง ผมภูมิใจมากเลย” ผู้ใหญ่เอกกล่าว&nbsp;</p>



<p>เหมือนกับที่ กบ เสริมว่า สิ่งนี้อาจจะจุดเล็กๆ ที่สำคัญในแง่ของการทำงานของหน่วยการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p>“ทำงานกับเด็กยากนะ และท้อด้วย บางคนก็มีงานหลายบทบาททั้ง อสม. ทั้งคณะกรรมการชุมชน ไหนจะอาชีพของตัวเอง แล้วพวกเขาก็เข้ามาเป็นทีมพี่เลี้ยงด้วย พอเด็กคนนั้นได้รางวัล เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กว่าสิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า มันรู้สึกดีมากเลยว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-44-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101223" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-44-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-44-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-44-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-44.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p></p>



<p>นอกจากการปลูกผัก ในเฟสแรก วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ยังมีกิจกรรมเสริมที่ช่วยสร้างรายได้และฝึกความรับผิดชอบ เช่น การจ้างเด็กๆ มาช่วยในร้านขายของมือสองญี่ปุ่น เพื่อให้พวกเขาเห็นโอกาสในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ</p>



<p>“พอน้องอยากจะทำขายของเองจริงๆ เราก็บอกว่าพี่ๆ คอยสนับสนุนอยู่ เด็กก็ภูมิใจว่าตัวเองทำได้ และเราก็ยังอยู่ในกติกาของเราอยู่ หรือการปลูกผัก ทีมเราก็มีการดีลกับตลาด กับแผงห้างร้านที่รู้จักรับซื้อไปขายต่อ ไม่มีทางที่จะขายไม่ได้”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="683" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-45-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-101224" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-45-683x1024.jpeg 683w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-45-200x300.jpeg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-45-768x1152.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-45.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p></p>



<p>วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด มองว่าการให้อาชีพที่จำกัดในชุมชนแค่นั้นอาจจะยังไม่พอ การทำงานในฐานะหน่วยการเรียนรู้จึงขยับต่อไปที่การเปิดโลกของเด็กๆ ให้กว้างขึ้น</p>



<p>“ปีแรกเราเน้นเรื่องโอกาส แต่ปีนี้เราเติมเรื่อง ‘แรงบันดาลใจ’ ครับ เราพาเด็กๆ ออกไปดูโลกกว้าง พาไปดู ‘กะลาเงินล้าน’ ที่พัทลุง พาไปดูศูนย์เกษตรที่เกาะสมุย เพื่อให้เขาเห็นว่าวัสดุเหลือใช้ในชุมชนหรืออาชีพเกษตรกรมันสร้างมูลค่ามหาศาลได้ถ้ามีไอเดีย เราต้องการทลายกำแพงความคิดที่ว่าการอยู่บ้านนอกไม่มีอนาคต”</p>



<p>โรจน์เล่าว่าการพาไปดูความสำเร็จของ ‘กะลาเงินล้าน’ ที่พัทลุง หรือพาไปเปิดโลกทัศน์ที่สมุย คือการเปิดโลกทางความคิด ให้เด็กๆ เห็นว่าคนบ้านเราก็รวยได้ เก่งได้ ถ้ามีไอเดีย และการทำให้เด็กเห็นว่าทรัพยากรในบ้านเกิดสามารถเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคงได้</p>



<p>“สิ่งที่เราเติมขึ้นมาคือการทำเรื่องของการพาไปข้างนอก คือการไปศึกษาดูงานข้างนอก เพราะเรามองว่าเด็กเขาขาดโอกาสที่จะออกไปข้างนอก เราสอดแทรกการพาไปพัฒนาทักษะ พาไปศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้เกิดไอเดีย ให้เกิดอะไรใหม่ๆ ให้เขาเห็น&#8221;</p>



<p>“ทุกกระบวนการที่เราพาไปเนี่ย เราจะคิดแล้วว่าเขาน่าจะพัฒนา ได้อะไรบ้าง เป้าหมายของเราคือการทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ก็ตาม&#8221; ผู้ใหญ่เอกกล่าว&nbsp;</p>



<p>ณ ปัจจุบันเยาวชนในกลุ่ม ยังมีการไลฟ์สดขายสินค้าที่โกดังสินค้ามือสอง ผ่านความร่วมมือที่ทางหน่วยการเรียนรู้เป็นผู้ประสานงานให้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46.jpeg" alt="" class="wp-image-101225" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-46-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>วันนี้การปลูกผักที่ท่าสะท้อนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเกษตร แต่มันคือองค์ความรู้ที่กินได้ ผ่านการหยอดเมล็ดแห่งความเข้าใจ เพาะต้นอ่อนของโอกาส ที่พิสูจน์แล้วว่าการยอมรับและไม่ตัดสินสามารถสร้างชีวิตใหม่ได้จริง</p>



<p>“เป้าหมายของเราคือการทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ก็ตาม”</p>



<p>คำว่า ‘เรา’ หมายถึงผู้ใหญ่เอก และทีมงานอีก 10 กว่าชีวิต ในการประคองเด็กที่หลุดจากระบบให้เดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ซึ่งความโดดเด่นของหน่วยการเรียนรู้ในสุราษฎร์ฯ คือ ‘ระบบทีม’ ที่เชื่อมประสานกันอย่างลงตัว</p>



<p>“ที่นี่มีทีมพี่เลี้ยง ที่เป็นทั้ง<a href="https://www.google.com/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;sca_esv=1bb468758b87f7dc&amp;rlz=1C5GCEA_enTH877TH877&amp;biw=1780&amp;bih=897&amp;sxsrf=ANbL-n4SP1gcz7jtBkwcLaTXI6EPDiDK0Q%3A1774602609819&amp;ei=cUnGaaXaMdGfvr0P8MiMsQE&amp;ved=2ahUKEwiDy6ih3r-TAxW-bPUHHdtwCswQgK4QegYIAQgAEAQ&amp;uact=5&amp;oq=%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A1.%0D%0A&amp;gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiC-C4reC4quC4oS4KMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHMgoQABiwAxjWBBhHSPcKUOUIWOUIcAR4AZABAJgBAKABAKoBALgBA8gBAPgBAvgBAZgCBKACHJgDAIgGAZAGCJIHATSgBwCyBwC4BwDCBwMyLTTIBxaACAA&amp;sclient=gws-wiz-serp">อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</a> (อสม.) อย่างนิต มีหัวหน้าชุมชนอย่างกบ มีทีมนักวิชาการและจัดการอย่างโรจน์ มีคนที่พร้อมช่วยเหลืออย่างบริษัทคิงส์วิชที่คอยรับซื้อผัก มีโกดังของมือสองที่รับเด็กๆ ในกลุ่มเราไปทำงาน”&nbsp;</p>



<p>ผู้ใหญ่เอก เล่าต่อว่าทีมทำงานไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนที่หายออกไปบ้าง มีทั้งคนที่ขอยุติหน้าที่ แต่ทุกคนที่หายหน้าหายตาไปก็สามารถกลับมาสู่การเป็นพี่เลี้ยง หรือทีมทำงานได้เสมอถ้าพร้อม</p>



<p>“บางคนทำหลายหน้าที่มาก เขาเลยขอหยุดออกไปจัดการสิ่งที่ทำอยู่ เราก็จะประชุมกันว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเพราะทุกคนเข้าใจเป้าหมายเดียวกันอยู่แล้ว การทำงานมันเลยต่อเนื่อง ซึ่งเวลามีกิจกรรม เราก็ยังเชิญคนที่ออกจากลุ่มไปเข้ามามีส่วนร่วม มาทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนเดิมถ้าเขาพร้อมมา”</p>



<p>ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐแบบพึ่งพาพึ่งอาศัย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47.jpeg" alt="" class="wp-image-101226" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-47-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“บางทีการฝึกสอนเด็กเราต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เลยต้องไปขอความร่วมมือกับภาครัฐ กับองค์กรท้องถิ่นบ้าง นอกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ใช้ติดต่อแล้ว ยังมีเคล็ดลับคือเราโพสเฟซบุ๊กขอบคุณ เพราะทำให้คนที่เข้ามาช่วยเราภูมิใจ แล้วหลังจากนั้นเขาจะอยากเข้ามาช่วยเราอีก หรือเราก็ต้องไปช่วยเขาคืนบ้างถ้าหน่วยงานต่างๆ เขาร้องขอมา”&nbsp;</p>



<p>โรนจ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ที่ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการหน่วยการเรียนรู้ของกลุ่ม คือตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่าย</p>



<p>“อย่างโรจน์ ตอนแรกเขาไม่ได้มาทำงานกับเรานะ เป็นแค่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร แต่พอเราวางแผนว่าจะมีการปลูกผักเลยต้องใช้ความรู้เชิงวิชาการ เราก็ไปคุยไปดีลกับเขา ซึ่งพอเห็นความเป็นไปได้เขาก็เลยเข้ามาช่วยหน่วยการเรียนรู้แบบเต็มตัว ต้องขอบคุณเขาสำหรับงานเอกสาร การเติมเต็มองค์ความรู้แบบที่ชาวบ้านไม่ค่อยรู้”</p>



<p>ผู้ใหญ่ยังเอกยังฝากขอบคุณสมาชิกทีมอีกหลายๆ คน ที่ร่วมทำงานด้วยกันมา&nbsp;</p>



<p>ในโรงเรือนสีเขียวแห่งนี้ ผักสลัดอาจเป็นผลผลิตที่ส่งขายเลี้ยงชีพ แต่ ‘ความภาคภูมิใจ’ และ ‘โอกาส’ คือผลผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตเด็กๆ ท่าสะท้อนให้เติบโตอย่างสง่างามในบ้านเกิดของตัวเอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-070426-2/">เด็กมีอนาคต ด้วยองค์ความรู้กินได้ แปลงผักจากวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ที่สอนให้เด็ก ‘นิ่ง’ เพื่อสร้าง ‘ชีวิต’ ด้วยมือตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทุนการศึกษา” ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการต่อลมหายใจของอนาคต : ครูอรอุมา ทองรักษ์ โรงเรียนบ้านพรุยายชี อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-250425/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Apr 2025 06:29:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านพรุยายชี]]></category>
		<category><![CDATA[อรอุมา ทองรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92868</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ทุนเสมอภาคช่วยต่อลมหายใจให้เด็กนักเรียน” ครูอรอุมา ทอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250425/">“ทุนการศึกษา” ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการต่อลมหายใจของอนาคต : ครูอรอุมา ทองรักษ์ โรงเรียนบ้านพรุยายชี อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p><strong><em>“ทุนเสมอภาคช่วยต่อลมหายใจให้เด็กนักเรียน”</em></strong></p>
</blockquote>



<p><strong>ครูอรอุมา ทองรักษ์</strong> จากโรงเรียนบ้านพรุยายชี อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าถึงความสำคัญของทุนเสมอภาคที่มอบให้กับนักเรียนจำนวน 55 คน โดยกล่าวว่า เงินสนับสนุนนี้เป็นเหมือนหลักประกันโอกาส ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนต่อจนจบการศึกษาภาคบังคับ และระหว่างทางพวกเขาจะค่อย ๆ มองเห็นเป้าหมายของตนเอง เพื่อพัฒนาต่อยอดไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1c7d9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/02-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนโรงเรียนบ้านพรุยายชี</strong></h3>



<p>ครูอรอุมาเล่าให้ฟังถึงสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนในโรงเรียนว่า เด็กหลายคนมาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่กับญาติ หรืออยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเพียงลำพัง</p>



<p>ผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้จำนวนมากไม่มีงานประจำ รายได้จึงไม่แน่นอนและไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนจึงแทบไม่มีเงินพกติดตัว บางคนบ้านอยู่ไกลต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเมื่อไม่มีเงินก็จำเป็นต้องหยุดเรียน</p>



<p>หากวันไหนฝนตกหนัก การเดินทางยิ่งลำบากขึ้น เด็กบางคนต้องขาดเรียนติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้เรียนไม่ทันเพื่อน และในที่สุดอาจหลุดออกจากระบบการศึกษาไป&nbsp;</p>



<p>“ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสิ่งที่ทุนการศึกษาช่วยเติมเต็มได้ ซึ่งนอกจากทุนเสมอภาคแล้ว ทางโรงเรียนยังร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกทั้ง อบต. และกาชาด จัดหาทุนอื่น ๆ มาเพิ่ม และยังมีส่วนที่ผู้บริหารและครูของโรงเรียนเองช่วยกันสมทบเข้าไปอีกด้วย</p>



<p>“ส่วนหนึ่งคือเราเห็นแล้วว่าทุนเสมอภาคที่เติมลงมาที่เด็กและครอบครัว ทำให้เด็กมีค่าเดินทาง มีชุดนักเรียน มีชุดพละ มีชุดลูกเสือเนตรนารี หรือมีชุดอาเซียนครบ ส่วนที่เหลือก็เผื่อไปถึงพวกเครื่องเขียนอุปกรณ์การเรียน ค่าจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งถ้ารวม ๆ กันแล้วถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงและแทบไม่มีครอบครัวไหนจ่ายไหว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5925b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“ทุนเสมอภาค” ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการต่อลมหายใจของอนาคต</strong></h3>



<p>จากประสบการณ์การเป็นครูแอดมินทุนเสมอภาคที่โรงเรียนบ้านพรุยายชี ครูอรอุมาได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อพวกเขาได้รับ “โอกาส” ผ่านทุนการศึกษา</p>



<p>ครูอรอุมาอยากบอกกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยากเห็นเด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค ว่าการร่วมสนับสนุนเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทุนการศึกษา <strong>ถือได้ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของการ “ต่อลมหายใจ” ให้กับเด็กบางคนได้เรียนหนังสือต่อ</strong></p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นทุนเสมอภาคจาก กสศ. หรือทุนจากหน่วยงานอื่น ๆ ทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีพลัง เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น มีการศึกษา มีงานทำ พวกเขาจะกลับมาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาประเทศ และที่สำคัญคือ พวกเขาจะกลายเป็น “ผู้ส่งต่อโอกาส” ให้กับคนรุ่นต่อไป “สร้างพลังในการส่งต่อการให้อย่างไม่สิ้นสุด”&nbsp;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> หรือ <strong>กสศ.</strong> เป็นองค์กรที่มุ่งสนับสนุนเด็ก เยาวชน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างเต็มตามศักยภาพ ในแต่ละปีสามารถป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ผ่านการสนับสนุน “ทุนเสมอภาค” หรือ “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – ม.ต้น และ นำร่องชั้น ม.ปลาย ใน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน</p>



<p><strong>“ทุนเสมอภาค” </strong>ของ กสศ. เป็นทุนให้เปล่าที่สร้างโอกาสทางการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2567 ได้สนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 1.3 ล้านคน โดยมีการติดตามการมาเรียน การเจริญเติบโต และการคงอยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาคเรียนที่ 1 ที่ผ่านมาพบว่า “ทุนเสมอภาค” สามารถป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างได้ผล นักเรียนทุน 97.88% ยังคงอยู่ในระบบการศึกษา และได้เรียนต่อถึงระดับอุดมศึกษามากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250425/">“ทุนการศึกษา” ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือการต่อลมหายใจของอนาคต : ครูอรอุมา ทองรักษ์ โรงเรียนบ้านพรุยายชี อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทุนเสมอภาค “ทุนที่มาช่วยเติมเต็มรอยยิ้มสดใสของเด็ก ๆ” : ครูจารุวรรณ จันทร์เพชร โรงเรียนวัดนาราเจริญสุข อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180425/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 11:47:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดนาราเจริญสุข]]></category>
		<category><![CDATA[จารุวรรณ จันทร์เพชร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92642</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราไม่ได้เห็นแค่เครื่องเขียน เครื่องแบบ หรืออุปกรณ์การ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180425/">ทุนเสมอภาค “ทุนที่มาช่วยเติมเต็มรอยยิ้มสดใสของเด็ก ๆ” : ครูจารุวรรณ จันทร์เพชร โรงเรียนวัดนาราเจริญสุข อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><em>“เราไม่ได้เห็นแค่เครื่องเขียน เครื่องแบบ หรืออุปกรณ์การเรียนใหม่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เด็กไม่เคยมีจนถึงวันมีทุนมาเติมให้ ก็คือรอยยิ้มสดใสตามวัยของพวกเขา”</em></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ครูจารุวรรณ จันทร์เพชร โรงเรียนวัดนาราเจริญสุข อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี</strong> เปรยถึงความเปลี่ยนแปลงของเด็ก ๆ หลังได้รับทุนสมอภาค ภายใต้โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) ที่ช่วยวาดรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าน้อง ๆ หลังได้รับการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดพร่อง</p>



<p><strong>ครูจารุวรรณ </strong>ผู้เป็นแอดมินทุนเสมอภาคประจำโรงเรียนวัดนาราเจริญสุข เล่าว่าด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่โรงเรียนซึ่งอยู่ใกล้ชายทะเลและท่าเรือเฟอร์รี่ ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดตั้งแต่ชั้น อ.2-ป.6 ซึ่งมีจำนวน 150 คนจึงมีอาชีพรับจ้างและทำประมง และเกินกว่าครึ่งคือคนจากต่างพื้นที่ที่เข้ามาหางานทำในเกาะสมุย ซึ่งส่วนใหญ่ของรายได้ต้องเอาไปลงกับค่าที่พักอาศัยตกเดือนละ 2,000 &#8211; 3,000 ขณะที่งานรับจ้างและทำประมงไม่ได้มีรายได้แน่นอน วันไหนท้องฟ้าไม่เป็นใจมีมรสุมเข้าคลื่นลมแรง ก็จะออกทะเลไม่ได้และไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4dd8ad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/0418_ทุนเสมอภาค-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนเรื่องการศึกษา คุณครูบอกว่าการขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของเด็ก ๆ โดยบางคนไม่สามารถเรียนหนังสือจนจบการศึกษาภาคบังคับ เพราะต้องออกจากโรงเรียนไปทำงาน และด้วยวุฒิการศึกษาน้อยนิด งานที่ทำได้จึงไม่พ้นตามรอยอาชีพของผู้ปกครองอย่างไม่มีทางเลือก จนเกิดเป็นวงจรวนลูปของความยากจนด้อยโอกาส</p>



<p><strong><em>“นอกจากส่วนที่รัฐจัดสรรให้เด็กผ่านนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทางโรงเรียนจำเป็นต้องหาทุนการศึกษาอื่น ๆ มาเติมเต็ม ซึ่งทุนเสมอภาคจาก กสศ. ถือว่ามีความสำคัญมาก ๆ เพราะไม่เพียงช่วยอุดช่องว่างของความขาดแคลน แต่ส่วนหนึ่งของทุนยังเข้าไปช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเด็ก และหลายครั้งก็เผื่อแผ่ไปถึงครอบครัวของเขาด้วย”</em></strong></p>



<p>คุณครูขยายความให้เห็นภาพของชีวิตคนส่วนหนึ่งบนเกาะสมุย ว่าความที่เป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก ค่าครองชีพจึงอยู่ในเกณฑ์ที่สูง ไม่ว่าค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสิ่งของเครื่องใช้ จนถึงค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีรายรับประจำย่อมหาได้ไม่พอรายจ่าย&nbsp;</p>



<p>“มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่มาเรียนโดยไม่ได้กินข้าวเช้า เด็ก ๆ เหล่านี้จะหิ้วท้องรอไปถึงมื้อกลางวัน เรื่องนี้คนเป็นครูไม่ต้องสังเกตก็เห็นว่าเมื่อเขาหิว สมาธิที่จะจดจ่อกับเรื่องเรียนก็ไม่มี หรือบางคนอายุไม่เท่าไหร่แต่เป็นโรคกระเพาะ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการจะเรียนให้ดี และเป็นเหตุเป็นผลสอดรับกันว่าทำไมผลการเรียนของเด็กเราจึงอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น นี่ยังไม่รวมถึงว่าอุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบนักเรียนของเด็ก ๆ กลุ่มนี้ไม่เคยมีพร้อม ต้องอาศัยเสื้อผ้าบริจาคบ้าง หรือชุดนักเรียนเก่า ๆ ที่ส่งต่อกันจากพี่ถึงน้อง และจากน้องต่อไปถึงครอบครัวถัดไป ไม่มีใครเคยได้สัมผัสของใหม่กันทั้งนั้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26804d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/0418_ทุนเสมอภาค-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตามคุณครูบอกว่านับตั้งแต่มีทุนเสมอภาคและทุนการศึกษาอื่น ๆ เข้ามาเติมเต็ม ภาพความขาดแคลนต่าง ๆ ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง โดยปีการศึกษาที่ผ่านมา (2567) โรงเรียนวัดนาราเจริญสุขมีนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาครวม 31 คน เมื่อติดตามการใช้จ่ายหลังรับทุน คุณครูพบว่าเงินที่ลงไปถึงเด็ก ๆ จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อชีวิตหรือต่อการประกอบอาชีพของคนในครอบครัว กับอีกส่วนหนึ่งผู้ปกครองจะนำไปซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนใหม่ นำมาซึ่งภาพตามที่เล่าไว้ข้างต้น ว่าการได้รับสิ่งของที่ไม่เคยมีเคยได้นี้ อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้เกิดรอยยิ้ม และจุดประกายในแววตาของเด็ก ๆ ให้สดใสขึ้น ดังที่ครูจารุวรรณบรรยายไว้ว่า </p>



<p>“เมื่อเด็ก ๆ ได้รับทุน ได้เอาเงินไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ใหม่ ๆ เขาจะมีรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แล้วจากการประเมินผลลัพธ์ของเด็กที่ได้รับทุนทุกเทอม เราพบว่าเด็กมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น มีน้ำหนักส่วนสูงเติบโตตามวัย และมีผลการเรียนที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งสำหรับเราที่เป็นครูแล้ว การได้เห็นเด็ก ๆ มีความสุขตัวเองก็มีความสุขตาม และยังบอกตัวเองว่าจะพยายามให้มากขึ้น เพื่อหาทางเติมเต็มและจะพาเด็ก ๆ เหล่านี้ไปถึงวันจบการศึกษาให้ได้ทุกคน”&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180425/">ทุนเสมอภาค “ทุนที่มาช่วยเติมเต็มรอยยิ้มสดใสของเด็ก ๆ” : ครูจารุวรรณ จันทร์เพชร โรงเรียนวัดนาราเจริญสุข อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ทุนเสมอภาค’ กับการส่งต่อโอกาสที่ไม่สิ้นสุด : ครูสุวรัตน์ แซ่ผั้ง โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-170325/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 09:05:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ]]></category>
		<category><![CDATA[สุวรัตน์ แซ่ผั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91856</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เคยมีเด็กยืน ๆ อยู่แล้วก็สลบและวูบไป เมื่อพยายามสอบถาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170325/">‘ทุนเสมอภาค’ กับการส่งต่อโอกาสที่ไม่สิ้นสุด : ครูสุวรัตน์ แซ่ผั้ง โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เคยมีเด็กยืน ๆ อยู่แล้วก็สลบและวูบไป เมื่อพยายามสอบถามหลายครั้ง เด็กจึงตอบว่าไปช่วยพ่อแม่ทำงาน พอเราดูตามมือก็พบรอยเบ็ดตกปลาขีดข่วนเต็มไปหมด ซึ่งมันเกิดจากการที่เด็กไปช่วยพ่อแม่หาปลาในทะเล”&nbsp;</p>



<p><strong>ครูสุวรัตน์ คุณครูแอดมิน ‘ทุนเสมอภาค’ โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ</strong> ต.เกาะพงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เล่าถึงสถานการณ์ของน้อง ๆ นักเรียนทุนเสมอภาคในความดูแล ที่เกือบ 100% มาจากครอบครัวชาวประมง&nbsp;</p>



<p>“ความเป็นพื้นที่เกาะ เป็นเมืองท่องเที่ยว ภาพที่หลายคนมองมายังเด็ก ๆ บนเกาะ ส่วนใหญ่จะเหมารวมว่าครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ แต่การเป็นครูโรงเรียนขยายโอกาสและเป็นครูแอดมินทุนเสมอภาค เราได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านทุกเทอม จึงบอกได้ว่าถ้าลงมาสัมผัสจริง ๆ จะเห็นเลยว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยบนเกาะพงันแห่งนี้ ที่เขาต้องพยายามทุกวัน เพื่อไปช่วยพ่อแม่ทำงานหารายได้ และเพื่อให้ตัวเองมีเงินใช้มาโรงเรียน”</p>



<p>ครูสุวรัตน์ กล่าวว่า ประเด็นหนึ่งที่ได้ยินบ่อยเมื่อพูดถึงเด็ก ๆ ทุนเสมอภาค คือความยากไร้ขาดแคลนโอกาสมักทำให้เด็กไม่มีเป้าหมายด้านการศึกษา แต่กับน้อง ๆ ทุนเสมอภาคที่มีอยู่ราว 20 คนที่โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ คุณครูบอกได้ว่าเด็กทุกคนรับรู้ว่าการศึกษาคือทางเดียวที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ทุกวันเราจะเจอเด็กที่มาโรงเรียนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะช่วงกลางคืนเขาออกทะเล และแม้จะพยายามกันเต็มที่แล้ว แต่การทำประมงก็เป็นอาชีพที่รายได้ไม่แน่นอน บางครั้งโชคเข้าข้างได้ปลามากพอจะแลกเป็นเงินมาใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น แต่หลายครั้งก็มักอับโชค แทบไม่ได้อะไรกลับมาเลยจากการออกทะเลทั้งคืน พอเป็นอย่างนั้นหลายคนก็หยุดเรียน เพราะเขาไม่มีเงินเดินทาง หรือพูดให้ถูกคือไม่มีแม้เงินพอเป็นค่าอาหารของคนในครอบครัวด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>“การมีอยู่ของทุนเสมอภาคที่เข้ามาถึงเด็กกลุ่มนี้ จึงสำคัญมากต่อความเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต ตั้งแต่อัตราขาดเรียนที่ลดลง การพักผ่อนที่เพียงพอของเด็ก จนถึงการกินอาหารครบมื้อ เพราะเมื่อเด็กและครอบครัวพอมั่นใจว่าแต่ละเทอมจะมีเงินมาช่วยอุดหนุนค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เด็กก็ไม่ต้องอดนอนไปออกทะเลตอนกลางคืน มีข้าวเช้าข้าวกลางวันกิน แล้วก็ไม่ต้องมาหลับในห้องเรียนหรือต้องเสี่ยงวูบไปอีกแล้ว”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูสุวรัตน์ขยายความความสำคัญของ ‘ทุนเสมอภาค’ ว่า จากที่ติดตามเด็กทุกปีจนเห็นพัฒนาการต่าง ๆ หลังจากได้รับทุน ในฐานะครูมองว่า<strong>ทั้งทุนเสมอภาคและทุนการศึกษาอื่น ๆ นั้น มีความหมายประหนึ่งบันไดที่ช่วยให้เด็กได้ไต่ขึ้นไปสู่อนาคต เช่นกันในมุมกลับถ้าไม่มีทุนมาเติมเต็มส่วนที่ขาดพร่อง ความฝันความหวังและอนาคตของเด็กเหล่านี้จะถูกทอดทิ้งและสิ้นสุดลงก่อนจะเริ่มต้นเสียอีก</strong></p>



<p>“การต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำงานก่อนถึงวัยที่เหมาะสม มันทำให้เด็กขาดโอกาสเรียนรู้ ขาดขั้นตอนที่จะใช้การศึกษามาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีทุนหรือความช่วยเหลือมาถึง ประเทศของเราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่วนเวียนในวัฏจักรความยากจนสืบรุ่นสู่รุ่น พวกเขาจะไม่มีแม้กระทั่งโอกาสพัฒนาความเป็นอยู่ของตัวเอง เพราะลำพังแค่ผ่านแต่ละวันที่อดมื้อกินมื้อ หรือต้องหาทางเลี้ยงปากท้องให้อยู่รอดตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิต มันก็คาดเดาได้เลยว่าวงจรเหล่านี้จะนำมาสู่อีกหลายปัญหาที่กระทบไปถึงสังคมและและประเทศ</p>



<p>&nbsp;“ถ้าถามว่าทุนเสมอภาคช่วยเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาได้อย่างไร ก็ต้องบอกว่าจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปีที่มีอยู่ มันไม่ได้รวมถึงค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาอื่น ๆ นอกจากค่าเทอม และโดยเฉพาะค่าอาหาร จากที่เก็บข้อมูลทุนเสมอภาคจึงพบว่าเด็กจะใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับค่ากินอยู่ โดยในสภาพครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ เมื่อเขาได้ทุนก็จะเอาไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งมาเก็บไว้ใช้กินนาน ๆ หรือบางทีเด็กอาจได้เอาไปซื้อขนมราคาห้าบาทสิบบาทมาลองกิน ซึ่งแค่นั้นก็ช่วยเติมความสุขได้ อีกส่วนหนึ่งคือเงินที่ได้จะเอาไปซื้ออุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนใหม่ จากเดิมทีที่ต้องใส่แต่เสื้อนักเรียนบริจาคที่บนหน้าอกปักไว้ด้วยชื่อของคนอื่น หรือบางตัวปักอักษรย่อของโรงเรียนอื่นมาด้วยซ้ำ ฉะนั้นการได้ซื้อเสื้อนักเรียนใหม่สักตัวหนึ่ง มันก็ช่วยคลายความรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อนนักเรียนคนอื่น และทำให้เด็กรู้สึกกระตือรือร้นอยากมาโรงเรียนมากขึ้นด้วย”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูสุวรัตน์ ทิ้งท้ายโดยชักชวนไปถึงผู้ที่มีใจอยากสนับสนุนการศึกษาว่า การลงทุนกับเด็ก ๆ ที่ยังขาดแคลนโอกาส เป็นการ ‘เปลี่ยนชีวิต’ ของเด็กอีกหลายคน เพื่อให้ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองและต่อยอดความฝัน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งต่อโอกาสไปยังอีกหลายชีวิต เพราะเมื่อวันใดที่เด็กคนหนึ่งประสบความสำเร็จ มีรายได้ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เขาจะเป็นผู้พลิกชีวิตของคนรอบตัว และจะเป็นคนที่พร้อมแบ่งปันโอกาสไปสู่เด็ก ๆ รุ่นถัดไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170325/">‘ทุนเสมอภาค’ กับการส่งต่อโอกาสที่ไม่สิ้นสุด : ครูสุวรัตน์ แซ่ผั้ง โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทุนเสมอภาค” คือหลักประกันโอกาส เติมเต็มความฝันให้เด็ก ๆ อยากเรียนต่อระดับสูง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-240225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Feb 2025 13:25:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติมา แสงตาขุน]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91267</guid>

					<description><![CDATA[<p>“นักเรียนของเราคือภาพแทนของเด็ก ๆ ที่เติบโตในชนบทห่างไก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240225/">“ทุนเสมอภาค” คือหลักประกันโอกาส เติมเต็มความฝันให้เด็ก ๆ อยากเรียนต่อระดับสูง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“นักเรียนของเราคือภาพแทนของเด็ก ๆ ที่เติบโตในชนบทห่างไกล เกินครึ่งอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายที่อาชีพหลักคือรับจ้างทำไร่ทำสวน บ้างเปิดร้านค้าเล็ก ๆ บ้างมีรายได้จากการรองานรับจ้างทั่วไป ดังนั้นแทบไม่มีบ้านไหนที่มีรายได้แน่นอน&nbsp;</p>



<p>“ในเรื่องการเรียนจึงยังมีเด็กที่ต้องขาดเรียนบ่อยเพื่อไปทำงาน บางคนต้องหยุดเรียนไปดูแลคนในครอบครัว หลายคนไม่มีโภชนาการที่เหมาะสม &#8230;ดังนั้นการเติมเต็มช่องว่างรายได้ครัวเรือนด้วยทุนเสมอภาค ถือว่ามีส่วนมาก ๆ ที่ทำให้เด็กได้เรียนจนจบ ป.6 รวมถึงมีกำลังใจจะเรียนต่อจนจบการศึกษาภาคบังคับ”</p>



<p><strong>ครูกิตติมา แสงตาขุน </strong>เป็นครูแอดมินที่ดูแลงานทุนเสมอภาค ภายใต้โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) ของ กสศ. ในโรงเรียนบ้านใหญ่<strong> </strong>ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเด็ก ๆ ที่ได้เข้าไปเยี่ยมบ้าน บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เข้าระบบ กสศ. และนำมาออกแบบการดูแลช่วยเหลือเด็ก ๆ ในโรงเรียน เพื่อประคับประคองพวกเขาให้มีโอกาสเรียนต่อ ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ</p>



<p>“โรงเรียนเราสอนเด็กอนุบาล 2 ถึง ป.6 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มี 8 ห้องเรียน ในปีการศึกษา 2567 นี้ มีเด็ก ๆ ได้รับทุนเสมอภาค 40 คน ต้องบอกว่าเงินอุดหนุนที่อนุบาลได้รับคนละ 4,000 บาทต่อปี ระดับประถม 3,480 บาทต่อปี เงินจำนวนนี้มีค่ามากในฐานะหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่ช่วยลดภาระผู้ปกครอง ให้นักเรียนมีค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าขนม และซื้ออุปกรณ์การเรียน&nbsp;</p>



<p>“ทุนเสมอภาคยังช่วยให้เด็ก ๆ ที่เคยหยุดเรียนเพื่อช่วยงานที่บ้าน ไม่ต้องขาดเรียนอีก หรือเด็กที่ต้องทนหิว อดมื้อกินมื้อ ก็ได้รับอาหารที่ดีขึ้น มีน้ำหนักและความสูงเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้และสมาธิในการเรียน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9bc6c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/ครูกิตติมา-แสงตาขุน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูกิตติมาเห็นว่าในพื้นที่ห่างไกล การขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้เป็นปัญหาหลักเพียงอย่างเดียว แต่ <em>‘แรงบันดาลใจ’</em> ในการเรียนรู้ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดหายไป เด็กในครอบครัวที่ไม่มีโอกาสเรียนสูง มักขาดการสนับสนุนและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ โรงเรียนจึงมุ่งเน้นในการ <em>‘จุดประกายเป้าหมายการศึกษา’</em> ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอก โดยเฉพาะจากแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอพนมและการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเห็นโลกกว้างและวิถีชีวิตที่แตกต่าง</p>



<p>“แน่นอนว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่ผู้ปกครองจบการศึกษาไม่สูงมาก ‘แรงใจ’ หรือ ‘การหนุนเสริม’ ที่เขาควรได้รับก็ยิ่งน้อยลงตามกัน ขณะที่สิ่งสำคัญต่อการศึกษาสมัยใหม่อย่างการเข้าถึงเทคโนโลยี เด็ก ๆ แทบไม่มีโอกาสเข้าถึง&nbsp;</p>



<p>“นอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน เรายังพยายามผลักดันให้เด็กเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ข้างนอก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพนม ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ก็เป็นการทำให้เด็ก ๆ ได้เปิดโลกออกไปว่ามีอาชีพน่าสนใจอีกมากมาย นอกจากนี้ยังเอาเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อให้เด็ก ๆ เห็นว่าอินเทอร์เน็ตสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ และจะช่วยให้เขาเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในแง่มุมอื่น ๆ ในพื้นที่อื่น ๆ อย่างไร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3c5594"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/ครูกิตติมา-แสงตาขุน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การที่โรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้และดำเนินการต่อเนื่องได้ เพราะมีทุนเสมอภาคเป็นแรงขับเคลื่อน</strong></h3>



<p>ครูกิตติมา บอกว่าทุนเสมอภาคช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำให้เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และโอกาสต่าง ๆ สนใจเล่าเรียนมากขึ้น “<strong>เราเชื่อว่าภาพระยะยาวของทุนเสมอภาคภาค คือการเป็นหลักประกันโอกาสให้เด็ก ๆ อยู่ในระบบจนจบการศึกษา ช่วยเพิ่มการมองเห็นเป้าหมาย ที่จะพยายามพาตัวเองไปถึงการเรียนต่อในชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายด้วย”</strong></p>



<p>เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองความยากจน ครูกิตติมาบอกว่าการเข้าไปเยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลเข้าระบบ เพื่อรับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขของทุนเสมอภาค “เมื่อทำต่อเนื่องทุกปีการศึกษา จะไม่รู้สึกถึงความยุ่งยากซับซ้อน แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป คือการสื่อสารกับผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อมูล และการส่งข้อมูลให้ตรงเวลา เพื่อโอกาสที่เด็กจะไม่เสียสิทธิ์ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะการที่เด็กคนหนึ่งพลาดโอกาสรับทุนไปแม้เพียงหนึ่งปีการศึกษา นั่นเท่ากับความเสี่ยงที่จะเรียนไม่จบ แล้วเส้นทางชีวิตของเด็กคนหนึ่งก็อาจต้องเปลี่ยนไปเลยในอนาคต”</p>



<p><strong>นี่คือเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ จากทุนเสมอภาค ของ กสศ. จากครูกิตติมา หนึ่งในคุณครูจำนวนกว่า 400,000 คน ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 1.3 ล้านคน ให้ไม่เพียงสามารถคงอยู่ในเส้นทางการศึกษา แต่ยังส่งเสริมให้พวกเขาได้เป็นคนแรกในครอบครัวที่จบการศึกษาระดับสูง และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและคนรอบตัวในระยะยาวได้อีกด้วย</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240225/">“ทุนเสมอภาค” คือหลักประกันโอกาส เติมเต็มความฝันให้เด็ก ๆ อยากเรียนต่อระดับสูง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทเรียนหน้าแรกของ “ครูน้ำฝน” ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 ในการเป็นครูโรงเรียนบ้านเกิด “เราจะยังอยู่ตรงนี้ เข้าออกประตูบานนี้ เฝ้าดูลูกศิษย์เติบโต”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/articl-011124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 09:42:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านคลองรอก]]></category>
		<category><![CDATA[อังคนา วัตรสังข์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=87901</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วันแรกที่เข้าห้องเรียนมาเจอเด็ก ๆ เราเห็นตัวเองในอีกหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/articl-011124/">บทเรียนหน้าแรกของ “ครูน้ำฝน” ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 ในการเป็นครูโรงเรียนบ้านเกิด “เราจะยังอยู่ตรงนี้ เข้าออกประตูบานนี้ เฝ้าดูลูกศิษย์เติบโต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“วันแรกที่เข้าห้องเรียนมาเจอเด็ก ๆ เราเห็นตัวเองในอีกหลายปีข้างหน้าทันที ว่าจะยังยืนอยู่ตรงนี้ เดินเข้าออกประตูบานนี้ ดูลูกศิษย์เติบโตทีละรุ่น แล้วจะพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากเห็นโลกกว้าง อยากเรียนสูง ๆ &#8230;แต่ก่อนถึงวันนั้น ภารกิจตรงหน้าคือต้องพาเด็กไปถึงโอกาสต่าง ๆ ให้มากขึ้นก่อน”&nbsp;</p>



<p><strong>‘ครูน้ำฝน’ อังคนา วัตรสังข์ </strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 กลับไปเป็นครูในโรงเรียนบ้านเกิดด้วยการเป็นครูอาสาสมัครช่วงเปิดเทอมแรกปีการศึกษา 2567 เธอบรรยายภาพที่ผุดขึ้นในใจ หลังก้าวผ่านประตูห้องเรียนไปหาลูกศิษย์ในฐานะครูเต็มตัวเป็นครั้งแรกว่า <strong><em>“วินาทีนั้นความรู้สึกผสมปนเปทั้งประหม่าทั้งดีใจ อีกอย่างที่คิดคือ แม้จะอยากให้เด็ก ๆ ผ่อนคลายและเรียนรู้อย่างสนุกสนานแค่ไหน แต่ยังไงก็ต้องให้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นจริงจังของเราด้วย”</em></strong>&nbsp;</p>



<p>ครบหนึ่งเทอมแล้วที่ครูน้ำฝนปฏิบัติหน้าที่ครูอาสาสมัคร เปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน เธอได้บรรจุเป็น ‘ข้าราชการครู’ อย่างเป็นทางการที่โรงเรียนบ้านคลองรอก ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี แม้หนึ่งเทอมเป็นเพียงช่วงเวลาไม่นาน แต่ครูน้ำฝนยืนยันมั่นเหมาะว่าการได้กลับมาเป็นครูในพื้นที่ที่เติบโตขึ้นมา คืองานที่รักและพร้อมทำเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในวันหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-124caf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/01-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูน้ำฝน’ อังคนา วัตรสังข์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>บ่ายหนึ่งของวันเรียนธรรมดา เรามีโอกาสไปเยี่ยม <strong>‘คุณครูคนใหม่’</strong> ถึงถิ่น ทำให้เห็นกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่นำเด็กทำกิจกรรม เข้าบทเรียน จนผ่านช่วงอาหารกลางวันและพาลูกศิษย์เข้านอนตอนบ่าย เมื่อนั้นครูน้ำฝนจึงมีเวลาทบทวนประสบการณ์แรกของการเป็นครูให้เราฟัง เริ่มที่ชั้นเรียนว่าตอนนี้รับหน้าที่ดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล 2-3 ที่มีรวมกันอยู่ทั้งหมด 13 คน ซึ่งเธอบอกว่า <strong><em>“อาจน้อยด้วยปริมาณ แต่มากด้วยความใกล้ชิด”</em></strong></p>



<p>“พอเด็กไม่เยอะ เราวางแผนการสอนได้หลากหลาย โดยเฉพาะการคิดกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วม ได้ลงมือทำ ได้ลองสลับบทบาทในกิจกรรม เกม หรือการจำลองบทบาทสมมติต่าง ๆ มันเหมือนเรายิ่งลงลึกที่ตัวเด็กทีละคนได้เท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นรายละเอียดสำคัญ เห็นจุดเด่นจุดด้อยเฉพาะตัวของแต่ละคน เห็นความแตกต่าง จนรู้ว่าคนไหนควรเสริมเติมหรือต้องช่วยปรับเรื่องอะไร แล้วข้อดีเรื่องจำนวนเด็กยังทำให้การ ‘ใช้เวลาร่วมกัน’ ทำได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong><em>“เพราะสำหรับเด็กวัย 4-5 ขวบแล้ว เวลาหนึ่งเทอมคือช่วงเรียนรู้อันยาวนาน ต่อการค่อย ๆ ทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ เพื่อจะเปลี่ยนผ่านความคิดมุมมองอย่างช้า ๆ ฉะนั้นการอยู่กับเด็กเล็ก เราต้องเข้าใจว่าแต่ละวันหรือสัปดาห์จะเหมือนเนิ่นนานไม่รู้จบ ทุกชั่วโมงนาทีที่ผ่าน จึงต้องเอาใจใส่และให้เวลากับเขาอย่างเต็มที่”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-899d89"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/02-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จาก ‘ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านคลองรอก’ ครูน้ำฝนไปศึกษาต่อที่คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในฐานะนักศึกษาทุนโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ก่อนจะเรียนจบกลับมาเป็นครูวันนี้ เราอยากรู้ว่าเวลาสี่ปีของการบ่มเพาะครูรัก(ษ์)ถิ่นนั้นแตกต่างจากหลักสูตรครูทั่วไปอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p><strong><em>“ตรงประเด็นที่สุดคือ พวกเราได้รับการเตรียมพร้อมให้ทำงานในพื้นที่เฉพาะ”</em></strong> ครูน้ำฝนสรุปสั้น ๆ ก่อนอธิบายว่าหลักสูตรครูรัก(ษ์)ถิ่น จะมี Enrichment Program เพื่อ ‘เสริมสมรรถนะ’ ให้ครูคนหนึ่งมีความเข้าใจและความชำนาญเหมาะสม สำหรับการกลับไปทำงานยังโรงเรียนปลายทางในพื้นที่ภูมิลำเนาที่อาศัย โดยโรงเรียนเหล่านั้นจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ภูเขา เกาะ พื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดน และด้วยตัวหลักสูตรกำหนดให้นักศึกษาครูได้ลงพื้นที่โรงเรียนปลายทางตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ก็ยิ่งทำให้มีข้อมูลและประสบการณ์เพียงพอ ที่จะกลับมาทำงานได้ทันทีเมื่อเรียนจบ พร้อมมีต้นทุนสำหรับการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับลักษณะพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd1432"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/03-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูอนุบาลคนใหม่บอกเราว่าตั้งแต่เด็กจนโต ในพื้นที่ของเธอมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือเรื่อง <strong><em>“โอกาสเรียนต่อ”</em></strong> หลังเด็ก ๆ จบชั้น ม.3 ด้วยความเป็นชุมชนที่ล้อมรอบด้วยภูเขา อยู่ไกลจากเมือง วิถีของคนในพื้นที่เกินครึ่งทำงานรับจ้างในสวนในไร่ รายได้น้อย วงจรการศึกษาของคนส่วนใหญ่จึงมีปลายทางที่ชั้นมัธยมต้น</p>



<p>“พอถึง ม.2-ม.3 จะมีเด็กทยอยหลุดออกมา มีคนเรียนจบบ้าง ไม่จบบ้าง แล้วเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กทั้งรุ่นจะไปทำงานทันที เพราะมันเป็นชุดความคิดที่ส่งกันรุ่นต่อรุ่น ว่าถึงเรียนสูงไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่เสียเงิน เสียเวลา เพื่อนรุ่น ๆ เราหลายคนก็เป็นอย่างนั้น &#8230;คืออย่าให้นับเลยว่าเด็กพ้น ม.3 แล้วไม่ได้เรียนกี่คน ถามว่ามีกี่คนที่เรียนต่อจะง่ายกว่า”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กบางคนไม่เคยเห็นรถไฟ บางคนไม่เคยเห็นทะเล ทั้งที่อำเภอเรามีชายหาดที่สวยงามอยู่ไม่ไกล…</strong></h3>



<p>“ต้องบอกว่าอะไรที่ไกลออกไปจากภาพคุ้นเคยในชุมชน เด็กจะไม่มีทางได้รู้จักเลยถ้าไม่มีใครช่วยเปิดมุมมองให้เห็น อย่างเครื่องบินที่ลอยอยู่ไกล ๆ บนฟ้า ถ้าเราไม่มีบทเรียนผ่านหนังสือภาพหรืออินเทอร์เน็ต บางคนก็ไม่รู้เลยว่ารูปร่างจริง ๆ ของเครื่องบินเป็นอย่างไร เราจึงไม่แปลกใจที่เด็กหลายคนเลิกเรียนไปหลังจบ ม.3” <em>ครูน้ำฝนเปรียบให้เห็นอุปสรรคที่กั้นขวางเด็กไว้จากการเรียนรู้</em></p>



<p>“ฉะนั้นคิดว่าก่อนจะไปถึงเรื่อง ‘เรียนอะไร?’ หรือ ‘เรียนอย่างไร?’ เราอาจต้องทำให้เด็กรู้ก่อนว่าเขา ‘เรียนไปทำไม?’ แล้วมันมีความเป็นไปได้แบบไหนบ้างที่รออยู่ในวันที่โตขึ้นกว่านี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8ea791"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/05-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่เพียงคิด แต่ยังเริ่มลงมือทำแล้ว ตลอดหนึ่งเทอมที่ผ่านมา ครูน้ำฝนได้ออกแบบแต่ละบทเรียนให้เชื่อมโยงกับผู้คน สิ่งของ สถานที่ หรืออาชีพที่เด็ก ๆ ยังไม่เคยสัมผัส&nbsp;</p>



<p>“การดูแลเด็กเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล สื่อการสอนสำคัญมาก ตั้งแต่สื่อทำมือง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอย่างบัตรภาพ หนังสือภาพ หรือนิทาน ที่เราจะเอาเรื่องราวของผู้คน เมืองที่แตกต่างออกไป หรืออาชีพต่าง ๆ ที่มีในสังคมมาเล่าให้เด็กฟัง จนถึงสื่อภาพเคลื่อนไหวอย่างทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ซึ่งเราใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้ เช่นหาคลิปน่าสนใจมาเปิดดูกัน แล้วชวนคุย กระตุ้นจินตนาการให้เกิดภาพ เกิดการประทับฝังข้อมูลลงในความทรงจำ</p>



<p>“เหนือกว่านั้นคือการออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กมีส่วนร่วม มีความสุขกับการเรียน และอยากมาโรงเรียน โดยทุก ๆ วันเราต้องให้เด็กได้แสดงสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา เพื่อเราจะได้รับรู้ หรือช่วยอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น จนถึงการช่วยกระตุ้นความสนใจ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้น คือแน่นอนว่าเด็กชั้นอนุบาล ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาจะโตไปเป็นอะไร หรือเดินไปทางไหนในวันข้างหน้า แต่ถ้าเด็ก ๆ รู้ว่าขนาดของสังคมและโลกนี้มันกว้างใหญ่ แล้วยังมีอะไรอีกมากที่พ้นไปจากภาพที่เห็นอยู่ทุกวัน เมื่อนั้นเด็กจะอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ทีนี้ครูก็จะเป็นผู้พยายามผลักดันให้เขาไปถึงโอกาส และได้รับการกระจายทรัพยากรอย่างเหมาะสม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-daace0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/04-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างที่บอกว่าครูน้ำฝนเป็นผู้รับทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกของ กสศ. เราจึงชวนให้เธอ ‘สรุปบทเรียนแรกของการเป็นครู’ ว่าอะไรคือสิ่งที่เธอได้เรียนรู้มากที่สุดในหนึ่งเทอมแรก ครูคนนี้บอกว่า “การปรับตัวคือทักษะสำคัญที่สุด และคือสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังตลอดเวลาที่เป็นนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะตลอดอาชีพของเราจะต้องเจอสิ่งใหม่ ๆ เวียนเปลี่ยนเข้ามาไม่หยุดยั้ง เราจึงต้องเปิดใจ พร้อมยอมรับและพัฒนาตนเองตามให้ทัน โดยเฉพาะกับลูกศิษย์เรายิ่งต้องปรับทัศนคติให้ทันต่อบริบทของเขา จากง่าย ๆ คือใครถนัดหรือไม่ถนัดอะไรต้องรู้ แล้วพยายามหาวิธีจัดการเรียนรู้ที่เอื้อกับเขา หรือที่ยากและซับซ้อนขึ้น คือปัญหาของเด็กแต่ละรุ่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมหรือเทคโนโลยี เราก็ต้องหาวิธีรับมือให้ได้”</p>



<p>กับอีกหนึ่งคำถามที่เชื่อว่าไม่เฉพาะเรา แต่หลายคนก็คงอยากจะรู้ คือหลังสลัดคราบนักศึกษาจนเป็นครูโดยสมบูรณ์ในวันนี้ ครูน้ำฝนมอง ‘เป้าหมายในอาชีพ’ ไว้อย่างไร เธอบอกว่า <strong><em>“อยากเป็นครูที่อยู่กับเด็ก ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และใช้เวลาเหล่านั้นพัฒนาเส้นทางเรียนรู้ของเด็กให้กว้างขึ้น ไกลขึ้น เข้าถึงโอกาสได้เยอะขึ้น และอยากค่อย ๆ เปลี่ยนทัศนคติชุมชนให้เห็นว่าการเรียนรู้คือสิ่งสำคัญ เพราะมันคือเส้นทางที่จะพาไปยังอนาคตที่ดีกว่า”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56842f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/06-บทเรียนแรกครูรักษ์ถิ่น-‘ครูน้ำฝน-อังคนา-วัตรสังข์-โรงเรียนบ้านคลองรอก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เราสงสัยว่าความหมายของการ “อยู่กับเด็กอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ” นั้นหมายถึง “วันเกษียณ” เลยใช่หรือไม่ เธอยิ้มแทนคำตอบ เราจึงย้ำว่านั่นเท่ากับครูน้ำฝนจะต้องเดินผ่านเข้าออกประตูบานเดิมทุกวันต่อไป ในอีกเกือบสี่สิบปีข้างหน้าจากนี้?</p>



<p>เธอบอกว่า “&#8230;ณ ตอนนี้ตั้งใจไว้อย่างนั้น ที่เหลือทุกอย่างขึ้นอยู่กับอนาคต ตอนนี้เรารักในสิ่งที่ทำ หลงรักในอาชีพนี้ เชื่อว่าจะอยู่กับมันต่อไปได้ แล้วในฐานะครูรัก(ษ์)ถิ่น เราได้รับการบ่มเพาะเพื่อกลับไปพัฒนาเด็ก ๆ ในบ้านเกิดของเรา ซึ่งสิ่งนี้คือความหวัง คือเป้าหมาย และคือความภาคภูมิใจ ว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ท้องถิ่นของเราดีขึ้น”</p>



<p><strong>เราย้อนทวนถ้อยคำที่คุณครูบอก ว่าไม่มีใครรู้ว่าเด็กอนุบาลคนหนึ่งจะเติบโตไปเป็นอะไรในวันข้างหน้า กับครูรัก(ษ์)ถิ่นคนหนึ่งก็เช่นกัน ที่หลายทศวรรษจากนี้ไป ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมายสักเท่าไหร่บนเส้นทางอาชีพ</strong></p>



<p><strong>&#8230;แต่สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจตั้งแต่วันนี้ คือครูน้ำฝนและเพื่อน ๆ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ซึ่งกลับไปที่ชุมชนของตนแล้ว จะเป็นหนึ่งความหวังของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลโอกาส และเป็นหนึ่งบทเรียนที่พวกเราจะร่วมติดตามดูไปด้วยกัน ว่าแนวทางการผลิตครูรุ่นใหม่เพื่อทำงานในพื้นที่เฉพาะ จะช่วยเปลี่ยนการศึกษาของประเทศในภาพรวมได้อย่างไร &#8230;ในอนาคต?</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/articl-011124/">บทเรียนหน้าแรกของ “ครูน้ำฝน” ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 ในการเป็นครูโรงเรียนบ้านเกิด “เราจะยังอยู่ตรงนี้ เข้าออกประตูบานนี้ เฝ้าดูลูกศิษย์เติบโต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่าย จัดกิจกรรมธนาคารโอกาสและถนนครูเดินครั้งที่ 2 ภาคใต้ ‘สมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานีผนึกการเมือง’ ประกาศสานต่อความร่วมมือเติมทรัพยากรโรงเรียนขาดแคลน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220824/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Aug 2024 04:16:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ALTV]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนครูเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกระจกเงา]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดศรีสุวรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85517</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567 กองทุนเพื่อความภาคทางการศึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220824/">กสศ. มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่าย จัดกิจกรรมธนาคารโอกาสและถนนครูเดินครั้งที่ 2 ภาคใต้ ‘สมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานีผนึกการเมือง’ ประกาศสานต่อความร่วมมือเติมทรัพยากรโรงเรียนขาดแคลน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567 กองทุนเพื่อความภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร และ ALTV ไทยพีบีเอส จัดกิจกรรม <strong>“ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน”</strong> ครั้งที่ 2 ภาคใต้&nbsp; ณ โรงเรียนวัดศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ครูจากโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนบนเกาะ พื้นที่ห่างไกล ร่วม 25 แห่งร่วมรับทรัพยากรทางการศึกษา</p>



<p>งานวิจัยพบว่าผลการเรียนรู้ของผู้เรียน สอดคล้องกับคุณภาพการสอนของครู รวมถึงความพร้อมด้านทรัพยากรของโรงเรียน <em>‘นักเรียนในโรงเรียนชนบทมีผลการเรียนรู้ช้ากว่านักเรียนในเขตเมืองถึง 2 ปีการศึกษา’ </em>สาเหตุจากขาดแคลนอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของการเข้าถึงองค์ความรู้ในโลกปัจจุบัน ทว่าโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีอยู่ราว 15,000 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 900,000 คน ยังขาดแคลนทรัพยากรเหล่านี้</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="85520" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02.jpg" alt="" class="wp-image-85520" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="85521" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04.jpg" alt="" class="wp-image-85521" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="85522" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06.jpg" alt="" class="wp-image-85522" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="85523" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08.jpg" alt="" class="wp-image-85523" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนโครงการ ‘<a href="https://www.eef.or.th/news-010824-2/?fbclid=IwY2xjawEybHVleHRuA2FlbQIxMAABHeDtleTs78UpPeGraiFg5TMkTVNJ0L9r0SyKgKTzgyWKIdHPauDb6_1UNQ_aem_UynrUYGiNBsNkU3cnwn4JA" target="_blank" rel="noopener" title="">ธนาคารโอกาส</a>’ โดย กสศ. ร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนด้วยการเป็นแพลตฟอร์มกลาง รับ-ส่ง สิ่งของจากการระดมความร่วมมือไปยังโรงเรียนที่ต้องการผ่านกิจกรรมธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน โดยครั้งที่ 2 ภาคใต้ ได้ส่งมอบคอมพิวเตอร์ 250 เครื่อง และทรัพยากรด้านการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา หนังสือส่งเสริมการอ่าน สื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์สริมทักษะ ฯลฯ</p>



<p>อีกทั้งได้เปิดวงคุยขยายความร่วมมือ <strong>‘All For Education – Education For All: การกระจายทรัพยากรการศึกษาเพื่อโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’</strong> ระดมข้อเสนอจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว อาทิ เครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (ABE) จ.สุราษฎร์ธานี ผู้แทนสมัชชาการศึกษาจังหวัด หอการค้าจังหวัด ตัวแทนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ครูในเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (PMCA) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอท่าชนะ เขต 2 รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งต่างมองตรงกันว่า แม้ธนาคารโอกาสและถนนครูเดินจะช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที แต่การสร้างเครือข่ายการทำงานระดับพื้นที่และการปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรแบบมุ่งเป้าคือทางออกที่ยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60ffa4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สุชาดา ลิ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 </strong>กล่าวว่าการระดมพลังทุกภาคส่วน ช่วยให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาถูกแก้ไขได้รวดเร็ว เด็กนักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้ พัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพมากขึ้นจากความพร้อมที่มีมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a560aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ดร.สุชาดา-ลิ่มสวัสดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุชาดา ลิ่มสวัสดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สุราษฎร์ธานีมี 19 อำเภอ สพป.สุราษฎร์ธานีเขต 2 ดูแล 8 อำเภอ ครอบคลุม 178 โรงเรียน นักเรียนกว่า 30,000 คน ถ้ามองในภาพรวมเป็นตำบลหรืออำเภอหนึ่งนั้นทรัพยากรของจังหวัดไม่ได้ขาดแคลนจนน่ากังวล อย่างไรก็ตามการมีโรงเรียนขนาดกลาง 103 แห่ง และมีโรงเรียนขนาดเล็กถึง 73 แห่ง ตลอดมาเผชิญกับปัญหาครูไม่ครบชั้นและงบประมาณไม่พอ โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่พูดกันมายาวนาน นอกจากนี้ถ้ามองไปที่พื้นที่รับผิดชอบของ สพป.สุราษฎร์ธานีเขต 1 จะยิ่งเห็นภาพชัดด้วยมีโรงเรียนลักษณะพิเศษตั้งอยู่บนเกาะหลายแห่ง เช่นที่โรงเรียนบ้านเกาะนกเภาและโรงเรียนบ้านเกาะพลวย ที่มีนักเรียนไม่ถึง 10 คน ได้รับจัดสรรงบประมาณตามรายหัว การมาถึงของธนาคารโอกาสและความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่เกิดขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญของการบรรเทาปัญหาให้โรงเรียนขนาดเล็ก เป็นการส่งกำลังใจมายังครูและบุคลากรทางการศึกษา และยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดแนวทางการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรในเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ccc2b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ดร.อารี-อิ่มสมบัติ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d14533"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0821_บทความ-182_PHOTO8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) ดร.อารี อิ่มสมบัติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. </strong>เผยข้อมูลความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่ามีนักเรียนยากจนในระดับการศึกษาภาคบังคับ (อ.1-ม.3) 9,654 คน จากจำนวนนักเรียน 162,360 คน คิดเป็น 5.95% ของนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศ ติดอันดับ 8 จาก 14 จังหวัดภาคใต้ ในภาพรวมทั้งประเทศสุราษฎร์ธานีมีจำนวนนักเรียนยากจนอยู่ในระดับปานกลาง แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่สามารถดูเพียงค่าเฉลี่ยภาพรวมได้ เนื่องจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกลจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น ยกตัวอย่างโรงเรียนทีปราษฎร์วิทยา ที่ อ.เกาะสมุย มีจำนวนนักเรียนยากจนสูงที่สุดในจังหวัด คือ 276 คน สะท้อนว่า โรงเรียนนี้แห่งเดียวมีนักเรียนยากจนครึ่งหนึ่งของเกาะสมุย ดังนั้นจึงควรนำข้อมูลเชิงลึกมาออกแบบการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตั้งเป้าหมายเชิงพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d2924a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของสุราษฎร์ธานี ไม่สามารถประเมินจากค่าเฉลี่ยของจังหวัดหรืออำเภอได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของคนในพื้นที่ผ่านข้อมูลเชิงลึกเพื่อทราบว่าโจทย์คืออะไร หรือต้องแก้ปัญหาตรงจุดไหน สุราษฎร์ธานี ยังมีโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำด้านพื้นที่ตั้ง หรือลักษณะโรงเรียนพื้นที่พิเศษ นับเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 มีทั้งหมด 3 แห่ง คือโรงเรียนบ้านเกาะนกเภา โรงเรียนบ้านเกาะเต่า และโรงเรียนบ้านเกาะพลวย ข้อมูลระบุว่านอกจากเกาะเต่า โรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะอีกสองแห่งจัดการเรียนการสอนสูงสุดที่ชั้น ป.6 แน่นอนว่าด้วยปัญหาเรื่องอุปสรรคการเดินทาง จะมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถก้าวข้ามช่วงชั้นไปถึงมัธยมศึกษาได้”</p>



<p><strong>อ่าน : </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-210824/" target="_blank" rel="noopener" title="">ดร.อารี อิ่มสมบัติ: ปักหมุดจุดเหลื่อมล้ำโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จากดอยสูง จ.เชียงราย ถึงแดนใต้ จ.สุราษฎร์ธานี</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bbcac3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ดร.สมพร-เพชรสงค์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมพร เพชรสงค์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมพร เพชรสงค์ กรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> กล่าวว่า สุราษฎร์ธานีมีโรงเรียนเล็กที่ขาดแคลนจำนวนมาก ติดขัดด้วยข้อจำกัดการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม สมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานีซึ่งมีองค์กรหลักคือหอการค้าจังหวัด พยายามจะช่วยลดอุปสรรคการเรียนรู้ให้เบาบางลง ทำให้เด็กเยาวชนเข้าถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาสมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานีทราบว่าการส่งต่อโอกาสอยู่ แต่ไม่ทราบช่องทาง ธนาคารโอกาสจึงเป็นรูปแบบหนึ่งที่เราจะนำไปขยายผล ด้วยเชื่อว่าถ้าจุดใหญ่ทำได้ จุดเล็ก ๆ ก็ทำได้เช่นกัน</p>



<p>ทั้งนี้สุราษฎร์ธานีเป็น 1 ใน 20 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา แนวทางการเปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนให้เป็นแหล่งสร้างอาชีพถือเป็นหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ ยังมีความร่วมมือของหน่วยงานและผู้คนในจังหวัดที่ทำให้เกิดการระดมทรัพยากรจากท้องถิ่น เช่นมีทุนการศึกษาจากสมัชชาฯ ที่ตั้งไว้ในงบประมาณราว 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษา โดยนอกจากธนาคารโอกาสที่เป็นตัวแบบหนึ่ง สมัชชาฯ ยังต้องการองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาเติม เพราะเราทราบดีว่าข้อมูลและองค์ความรู้จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้พบทางออกในแต่ละปัญหาอุปสรรคที่ซับซ้อนและแตกต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ae473"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/อาร์ม-วงศ์อำไพพิสิฐ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี </strong>กล่าวว่า หอการค้าสุราษฎร์ธานี MOU กับ กสศ. และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เพื่อทำงานเรื่อง ‘All for Education-Education for All’ ในมุมมองภาคเอกชนคาดหวังเรื่องผลลัพธ์การลงทุน ปัญหาของสุราษฎร์ธานีอาจไม่ใช่ความยากจน รายได้มวลรวมของจังหวัดที่ 2 แสน 1 หมื่นล้านบาท GDP อยู่ที่ 1.84 แสนต่อประชากร 1 ล้านคนเศษ อย่างไรก็ตามตัวเลขผลิตภัณฑ์จังหวัด (Gross Provincial Products: GPP) กลับอยู่ที่อันดับ 6 ของภาคใต้ และเป็นที่ 20 กว่าของประเทศ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะยังมีประชากรกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หลุดจากระบบการศึกษา อีกกลุ่มคือประชากรที่ขาดความรู้ในการประกอบอาชีพ</p>



<p>หอการค้าจึงมองการพัฒนาจังหวัดที่การแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ด้วยการช่วยเหลือกลุ่มด้อยโอกาสทางการศึกษาเป็นวาระสำคัญ โดยทราบดีว่าไม่มีหน่วยงานใดหนึ่งที่จะทำงานด้านการศึกษาให้สำเร็จเพียงลำพัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมภาคีก่อตั้งสมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งการทำงานผ่านเครือข่ายโดยมีสมัชชาการศึกษาเป็นแกนกลาง ทำให้เกิดการเชื่อมระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และประชาชน ที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน สำหรับภาคเอกชนเราต้องการสร้างบุคลากรคุณภาพรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทนภาวะขาดแคลนแรงงาน ในภาวะที่ประชากรผู้สูงอายุในจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 16% ไปถึงเกือบ 20% สวนทางกับเด็กเกิดใหม่ที่ลดจาก 25% เหลือแค่ 18% ดังนั้นเราจึงต้องมองไปที่การแก้ปัญหาที่ต้นทางเพื่อไม่ให้มีเด็กหลุดจากระบบออกมาอีก และต้องทำให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น โดยวันนี้เราพูดกันถึงธนาคารโอกาส ซึ่งสิ่งที่ภาคธุรกิจเอกชนจะเข้ามาร่วมลงทุนและได้รับกลับคืน จึงเป็นเรื่องของทุนทางเศรษฐกิจ ทุนด้านองค์ความรู้ และทุนทรัพยากรมนุษย์ ถือเป็นการ Win-Win กับทุกฝ่าย&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70cc5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0822_กสศ.-มูลนิธิกระจกเงา-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน เป็นตัวแบบหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มความขาดแคลน ด้วยการทำงานผ่านการศึกษาข้อมูล ทำให้เรารู้ว่าโรงเรียนใดขาดโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียนใดขาดเทคโนโลยีสมัยใหม่ โรงเรียนใดขาดครู หรือโรงเรียนใดต้องการองค์ความรู้เรื่องการจัดการเรียนการสอน ในฐานะภาคเอกชนที่พร้อมเป็นฝ่ายสนับสนุน ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มองเห็นโอกาสของเด็ก ๆ เรื่องการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล ซึ่งจะเป็นบานประตูที่ช่วยเปิดไปพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต”</p>



<p>ด้านภาคการเมืองนำโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอท่าชนะ เขต 2 ได้ร่วมผลักดันนโยบายการจัดสรรทรัพยากรที่เสมอภาค โดยมองว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ถึงราก คือความร่วมมือของทุกคนในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5b10b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ปรเมษฐ์-จินา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ</strong> กล่าวว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีคำนึงถึงเรื่องการสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลด้านการศึกษา พยายามตั้งโจทย์การทำงานให้สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ เช่นสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ที่พยายามหาทางแก้ในหลายรูปแบบ หลายวิธีการ ใช้โมดูลหรือหน่วยการเรียนรู้ที่จำเป็นในพื้นที่ เข้ามาช่วยแก้ปัญหา เช่น บางโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความจำเป็นในเรื่องของการท่องเที่ยว ก็ใส่ในเรื่องขององค์ความรู้ด้านภาษา องค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยว สุราษฎร์ธานีมีอำเภออยู่ติดทะเลถึง 9 อำเภอ ก็เข้าไปดูปัญหาในเรื่องของการประกอบอาชีพการประมง ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในทั้ง 9 อำเภอ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66a33c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/ปรเมษฐ์-จินา-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ปรเมษฐ์ จินา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเพื่อค้นพบตัวเอง ค้นพบศักยภาพของตัวเอง อย่างประเทศที่เขาสำเร็จการศึกษาในระดับต้น ๆ ของโลก ครูจะให้เด็กพยายามค้นพบตัวเอง เหมือนน้องเทนนิส ที่ค้นพบว่าตัวเองชอบเทควันโด ก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อเล่นกีฬาชนิดนี้ให้ดี จนได้เหรียญโอลิมปิก ความสำคัญในประเด็นต่อมา ก็คือการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ ทุกองคาพยพในพื้นที่ ต้องมีการวางเป้าหมายร่วมกัน วางแผนการทำงานและพยายามไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยเดือนกันยายนจังหวัดสุราษฎร์ธานีกำลังจะมีการจัดงานสมัชชาการศึกษาขึ้นเพื่อระดมความคิดจากทุกภาคส่วนมาดูแลเรื่องนี้ เพื่อมีข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจนในการผลักดันการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษารายหัว ที่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e6d6e0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/บุญยิ่ง-ย้งลี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">บุญยิ่ง ย้งลี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณบุญยิ่ง ย้งลี สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตอำเภอท่าชนะ </strong>กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มองเห็นชัดขึ้นจากการจัดกิจกรรมนี้ คือการพยายามสร้างความเสมอภาคในการเรียนรู้ พยายามลดความแตกต่างเรื่องทรัพยากรด้านการศึกษา ระหว่างโรงเรียนเล็กและโรงเรียนใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมด้านการศึกษา มาเป็นเครื่องมือในการจัดการเรื่องการสร้างความเสมอภาคในการเรียนรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39f9b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/รัดเกล้า-อินทวงศ์-สุวรรณคีรี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ</strong> กล่าวว่า ปัญหาด้านการศึกษา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องมองเห็นมิติและความซับซ้อนต่าง ๆ อย่างรอบด้าน จากที่เคยศึกษาเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอน พบว่าแม้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์จะมีความสำคัญและมีบทบาทด้านการเรียนการสอน แต่สิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการผลิตครูที่มีความเข้าใจ และมีบทบาทในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนและจัดการศึกษา โดยคำนึงถึงสภาพปัญหาที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ โดยครูจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และคำนึงถึงการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวผู้เรียนโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะต้องนำไปทำงานต่อในพรรคร่วมรัฐบาล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de4f9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/พัฒนะพงษ์-สุขมะดัน-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า กสศ. มีภารกิจสำคัญเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมีสถาบันการศึกษา โรงเรียน และครู เป็น ‘ข้อต่อ’ ที่จะช่วยให้งานไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้ กสศ. ได้มีการทำงานเพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการศึกษาในระยะยาวจำนวนหนึ่ง เช่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่มุ่งปิดข้อจำกัดของการขาดแคลนครูและทรัพยากรของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยสนับสนุนเด็กเยาวชนในพื้นที่ที่ตั้งใจอยากเป็นครูและขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยหลักสูตรพัฒนาครูเพื่อทำงานในพื้นที่เฉพาะ และกลับมาเป็นครูในโรงเรียนบ้านเกิด สำหรับสุราษฎร์ธานีมีครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ที่จบการศึกษาและเตรียมบรรจุในเดือนตุลาคม 2567 นี้ 13 คน</p>



<p>ต่อมาคือการแก้ไขข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร ซึ่ง กสศ. คาดหวังว่าธนาคารโอกาสและถนนครูเดินจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดการส่งต่อทรัพยากรและยังเป็นการเติมความพร้อมให้กับครูและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้น โดยกิจกรรม ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’ ได้เริ่มจัดที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย และครั้งนี้ที่ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนเตรียมจัดต่อเนื่องครั้งที่ 3 ที่ภาคตะวันออก จังหวัดตราด และครั้งที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย นอกจากนี้ในภาพใหญ่ กสศ. ยังมีงานวิจัยเรื่องนโยบายการจัดสรรทรัพยากร ‘Equity Based Budgeting’ เพื่อจะทำให้งบประมาณจากส่วนกลางสามารถลงไปถึงโรงเรียนปลายทางได้ตามความจำเป็นพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กหลุดจากข้อจำกัดจากการจัดสรรทรัพยากรตามจำนวนนักเรียน อันเป็นสาเหตุของช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เกิดจาก ‘ขนาด’ ของโรงเรียน ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือการทำให้แต่ละ ‘พื้นที่’ สามารถจัดการเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง ‘สมัชชาการศึกษา’ จนเกิดการระดมความร่วมมือและจัดสรรทรัพยากรจากหน่วยงานและคนหลายภาคส่วนในจังหวัด เพื่อปรับเปลี่ยนและวางแผนงานด้านการศึกษาในพื้นที่ในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือการส่งเสริมโรงเรียนและครูให้มีความเข้มแข็ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220824/">กสศ. มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่าย จัดกิจกรรมธนาคารโอกาสและถนนครูเดินครั้งที่ 2 ภาคใต้ ‘สมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานีผนึกการเมือง’ ประกาศสานต่อความร่วมมือเติมทรัพยากรโรงเรียนขาดแคลน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-060723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jul 2023 13:03:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[หัสนะ ตาเยะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุรางค์ อาจณรงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย ทองเสน]]></category>
		<category><![CDATA[นันธวัช เจริญวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ หลีเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70043</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060723/">‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ <strong>“ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน”</strong> 4 ภูมิภาค เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การผลักดันนโยบายและวางทิศทางการดำเนินงานของ กสศ. ในปีงบประมาณ 2568 &#8211; 2570 ล่าสุดจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ที่เวทีภาคใต้ ณ โรงแรมแก้วสมุยรีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p>



<p>เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายนักขับเคลื่อนด้านการเรียนรู้จากภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ วิชาชีพ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และภาคสื่อมวลชน จาก 14 จังหวัดเข้าร่วมกว่า 130 คน นับเป็นการระดมพลังครั้งสำคัญของการประกาศวาระความร่วมมือเพื่อนำเสนอโจทย์ปัญหาจากพื้นที่ สู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานและโมเดลต้นแบบเพื่อผลักดันให้เกิดแผนกลยุทธ์ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ไปสู่ระดับประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-22731f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02.jpg" alt="" data-id="70053" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70053" class="wp-image-70053" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg" alt="" data-id="70054" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70054" class="wp-image-70054" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>นันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> นำเสนอบริบทภาพรวมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของพื้นที่ภาคใต้ ที่ผ่านมาจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลจากฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE กสศ. ระบุว่าปีการศึกษา 2565 สุราษฎร์ธานีมีนักเรียนยากจนจำนวน 8,457 คน และมีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนมากถึง 10,713 คน ซึ่งทั้งนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษมีแนวโน้มอย่างมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56c307"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี </strong>กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ ได้อาศัยอาศัยความร่วมมือจากภาคีหลายฝ่าย เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการฝึกอาชีพ รวมถึงออกแบบวิธีการดูแลช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้คงอยู่ในระบบการศึกษาได้จนจบการศึกษาภาคบังคับและการมีงานทำในอนาคต เป็นที่มาของการจัดตั้ง <strong>‘สมัชชาการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี’</strong> ที่ทำงานร่วมกับ กสศ. บนฐานการทำงาน 4 ประการ คือ 1.การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยค้นหาเด็กเยาวชนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และวางแผนการดูแลเป็นรายบุคคล 2.พัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนทุกระดับและทุกสังกัด ให้สามารถจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ 3.จัดการศึกษาที่มีทางเลือก บนฐานความแตกต่างหลากหลายสำหรับเด็กเยาวชนและประชากรทุกช่วงวัย และ 4.มุ่งไปสู่การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืน ด้วยการส่งต่อข้อมูลและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-626c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นโยบายเร่งด่วนคือพาเด็กที่หลุดจากระบบกลับเข้าสู่เส้นทางพัฒนาตนเอง ซึ่งเรามีหลายหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน ทั้งการค้นหา แนะแนวทาง และออกแบบการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน โดย กศน. เป็นกำลังหลักที่สามารถพบตัวเด็กได้เกือบ 100% แล้ว แนวทางหลักที่นำมาส่งเสริมน้อง ๆ กลุ่มนี้คือเรื่องการฝึกอาชีพ ด้วยความร่วมมือของสถาบันฝีมือแรงงาน วิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีหลักสูตรระยะสั้น และเป็นการศึกษาที่มุ่งให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพได้จริง&nbsp;</p>



<p>“นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียม เพื่อลดปัญหาเด็กกระจุกตัวในเมืองใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความแออัด และเป็นการลดทอนคุณภาพของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยสิ่งที่เดินหน้าไปแล้วคือการเชื่อมโยงเครือข่ายโรงเรียนในทุกอำเภอ เพื่อหารือกันถึงการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งจังหวัด”</p>



<p><strong>รองผู้ว่า ฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> กล่าวต่อไปว่า เป็นโอกาสดีและเป็นประโยชน์ยิ่ง ที่เครือข่ายด้านการศึกษาภาคใต้ได้มาร่วมกันเสนอความคิดเห็นในเวทีนี้ เพราะแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคใต้เหมือนกัน หากแต่ละจังหวัดเองก็มีรูปแบบปัญหา ข้อจำกัด และลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่หลากหลาย การได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดนวัตกรรมระหว่างกัน จึงหมายถึงว่าแต่ละจังหวัดจะมี ‘ทางเลือก’ และ ‘ต้นแบบ’ การทำงานเพิ่มขึ้น ในการเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จในการจัดการศึกษาที่เสมอภาคสำหรับเด็กทุกคนในภูมิภาค และสะท้อนให้ กสศ. ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างตรงจุด</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03.jpg" alt="" data-id="70057" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70057" class="wp-image-70057" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg" alt="" data-id="70058" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70058" class="wp-image-70058" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>สมพงษ์ หลีเคราะห์ คณะหนุนเสริมทางวิชาการ ติดตามและถอดบทเรียนระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.</strong> กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กโดยตรง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือค่าเครื่องแบบ กระเป๋า รองเท้า โดยทุกปีการศึกษาผู้ปกครองต้องใช้เงินหลักพันต่อเด็กนักเรียนหนึ่งคน คำถามคือครอบครัวที่ดำรงชีพด้วยค่าแรงขั้นต่ำจะหาจากที่ไหนมาจ่าย นี่เป็นโจทย์ที่ต้องคุยกับโรงเรียนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน</p>



<p>ในส่วนของรูปแบบการทำงานที่ดำเนินไปแล้ว และพร้อมขยายผลความสำเร็จต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีการนำนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ทันสมัยมาทดลองกับโรงเรียนในระบบ โดยร่วมกับโรงเรียนนำร่อง 20 แห่ง ทั้งรัฐและเอกชน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) จังหวัดสตูล ด้วย ‘นวัตกรรมโครงงานฐานวิจัย’ ที่เปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นโค้ช ผ่านหลักสูตร Problem-based Learning: PBL วิธีการนี้เด็กจะได้เรียนผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งผู้เรียนจะไม่ได้แค่องค์ความรู้ แต่เป็นการสร้างกระบวนการคิด ที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนที่ลึกซึ้ง ทั้งนี้การนำการจัดการศึกษาในรูปแบบ Active Learning เข้ามาใช้ เชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับพื้นที่ห่างไกล และเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5592fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/สมพงษ์-หลีเคราะห์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สมพงษ์ หลีเคราะห์ คณะหนุนเสริมทางวิชาการ ติดตามและถอดบทเรียนระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับเป้าหมายระยะสั้นใน 3-5 ปีข้างหน้า มีสองประการที่เราต้องไปให้ถึง คือหนึ่งเราต้องหาคำตอบของการออกแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ว่า คนในบริบทที่แตกต่างเขาต้องการให้ลูกหลานเดินไปในเส้นทางแบบไหน เพราะหากยึดหลักสูตรแกนกลาง เราจะมีถนนเพียงเส้นเดียว แล้วการศึกษาจะไม่สามารถพาเด็กทุกคนไปสู่ความฝันของตัวเองได้ สองคือ ‘ครู’ หรือ ‘ผู้จัดการเรียนรู้’ จะต้องไม่ยึดโยงอยู่กับโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพื่อทำให้เป็นการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยมีบ้าน ชุมชน และโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งหมด หมายถึง 8,760 ชั่วโมงที่ผ่านไปในแต่ละปี ต้องเป็นชั่วโมงแห่งการเรียนรู้ ทั้งการเล่น การกิน หรือการนอน ที่เด็กสามารถเพิ่มพูนองค์ความรู้ได้ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่ง ณ วันนี้เรายังให้ค่าเวลาการเรียนของเด็กแค่ปีละราว 1,000 ชั่วโมง ฉะนั้นการศึกษาต้องขยายขอบเขตออกไป และมีระบบการวัดประเมินคุณค่าการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมงของเด็กได้”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนการทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษา <strong>สมพงษ์</strong>กล่าวว่าต้องตั้งอยู่บนแนวทางที่ว่าเมื่อค้นหาเด็กจนพบแล้ว เด็กต้องมีพื้นที่ปลอดภัยและได้รับโอกาสเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อนำชีวิตไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งการสร้างเครือข่ายคณะทำงานจากหลายพื้นที่ที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นอาจเป็นคำตอบ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำเชิงนโยบายไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือสถานศึกษาก็ตาม กลายเป็นว่างานที่เดินไปแล้วต้องชะงัก หรือหลายโครงการก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังนั้นถ้ามีเครือข่ายที่เข้มแข็งซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่อยู่กับปัญหาและทำงานมาเป็นเวลานานสามารถต่อกันติดและทำงานได้เต็มที่ โอกาสที่งานจะเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน และแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c47ea0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ศุภชัย-ทองเสน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศุภชัย ทองเสน สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศุภชัย ทองเสน สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> สะท้อนว่า แม้สุราษฎร์ธานีจะมีต้นทุนด้านทรัพยากร มีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 จากภาคการท่องเที่ยว แต่ในด้านการศึกษายังพบปัญหาการเข้าถึงโอกาสที่เสมอภาค เนื่องจากโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ขณะที่โรงเรียนในชุมชนยังคงขาดแคลนงบประมาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพ สืบเนื่องมาจากปัญหาของสูตรจัดสรรงบประมาณที่ยังเหลื่อมล้ำในโรงเรียนขนาดเล็ก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ คนที่มีรายได้สูงก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแล้วแต่บางพื้นที่ อย่างที่บ้านผมอยู่ที่ ต.คลองศก อ.พนม ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก ยังขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาที่สำคัญคือคุณครู ผมเห็นครูบางคนเป็นครูภาษาไทย แต่ต้องสอนวิชาคณิตศาสตร์ สอนสังคมศึกษาด้วย เพราะครูไม่พอ อีกเรื่องคือปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เราต้องดูด้วยว่าเด็กเขายากจนแค่ไหน ถึงโรงเรียนจะมีเด็ก 10-20 คน แต่เป็นเด็กยากจนทั้งหมดจะให้ไปเรียนในตัวอำเภอก็ต้องเดินทางเป็น 50-60 กม. ไปเรียนในตัวจังหวัดเดินทางมากกว่า 100 กม. จะให้เขาไปเรียนที่โรงเรียนที่อื่นได้อย่างไร”</p>



<p><strong>ศุภชัย</strong> เสนอภาพฝันความเสมอภาคทางการศึกษาว่า การมีระบบหลักประกันเรียนฟรีที่ฟรีจริงถึงระดับปริญญาตรีจะช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงห้องเรียนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งขณะนี้สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี พยายามปิดช่องว่างเรื่องนี้ด้วยการเข้าไปทำกิจกรรมสอนเสริมให้รุ่นน้องและกิจกรรมพัฒนาสภาพแวดล้อมโรงเรียน โดยพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งแกนหลักในการทำให้สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59d499"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/สุรางค์-อาจณรงค์-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สุรางค์ อาจณรงค์ ศึกษานิเทศก์ สพป. ปัตตานี เขต 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สุรางค์ อาจณรงค์ ศึกษานิเทศก์ สพป. ปัตตานี เขต 1 </strong>กล่าวว่า ประเด็นเร่งด่วนคือเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน โดยข้อมูลระบุว่าเด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่ มาจากครอบครัวที่มีพี่น้อง 4-5 คนโดยเฉลี่ย หมายถึงเราต้องทำงานกับเด็กเป็นรายคนและต้องทำงานเป็นรายครอบครัวด้วย ซึ่งจากปัญหาต้นทางที่ว่าผู้ปกครองจากครอบครัวเหล่านี้เกือบทั้งหมดยังไม่มีความพร้อมในการประกอบอาชีพ ทำให้หลายครอบครัวมีลักษณะแหว่งกลาง เด็กต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเป็นหลัก ส่งผลต่อการเรียนหนังสือและมีคุณภาพชีวิตที่ดี&nbsp;</p>



<p>“ภาพที่เราเห็นจนชินตาคือพ่อแม่วัยรุ่นจำนวนมากเลือกไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย โดยทิ้งเด็กไว้กับผู้สูงอายุซึ่งมีรายได้ทางเดียวคือเบี้ยคนชรา จึงไม่มีศักยภาพพอจะดูแลให้ได้รับอาหารครบมื้อและมีสารอาหารที่เพียงพอ การลงพื้นที่สำรวจพบว่าในหลายโรงเรียนมีเด็กมากกว่าครึ่งไม่ได้กินอาหารเช้า จะได้กินคือมื้อกลางวันที่โรงเรียนจัดไว้ บางโรงเรียนจึงต้องยอมทำผิดระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการงบอาหารกลางวัน โดยเจียดไปทำอาหารเช้าสำหรับเด็กกลุ่มนี้ หรือในครอบครัวเด็กที่ขาดแคลนระดับวิกฤต ครูก็ต้องแบ่งอาหารกลางวันจากโรงเรียนให้เด็กเอากลับไปแบ่งปันกับผู้สูงอายุที่บ้านด้วย&nbsp;</p>



<p>“ข้อมูลนี้สะท้อนให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากการจัดสรรนโยบายรายหัว และแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่เด็กจำนวนมากยังต้องมาโรงเรียนภายใต้ความไม่พร้อม เนื่องจากนโยบายที่มีอยู่ไม่อาจตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้จริง ดังนั้นก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณ และร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรถึงจะเชื่อมั่นได้ว่าเด็ก ๆ ของเราจะได้กินข้าวครบมื้อ ได้รับสารอาหารเพียงพอ นี่คือสิ่งที่เราต้องเริ่มต้น แล้วถึงจะมองไปที่ภาพความสำเร็จที่เด็กทุกคนจะเรียนดี เรียนจบ และมีอาชีพได้&nbsp;</p>



<p>“อีกประการหนึ่งคือโรงเรียนนั้นไม่ใช่สถานที่ แต่หมายถึงผู้คนและกระบวนการ ฉะนั้นถ้าถามว่าเรื่องไหนควรรีบทำเร็วที่สุด คิดว่าต้องนับหนึ่งที่การสร้างคนคือครูที่มีจิตวิญญาน มีศักยภาพ มีหัวใจของความเป็นครู หมายถึงก่อนจะว่ากันเรื่องระบบเราต้องมีคนทำงานที่พร้อมก่อน เพราะนอกจากให้ความรู้ ครูต้องให้ความรักความเมตาเอื้ออาทร มีการดูแลเอาใจใส่ลงไปถึงเด็กทุกคนได้จริง ๆ จากนั้นเราถึงจะไปที่ข้อสองคือการสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกได้ แล้วครูเหล่านี้จะเป็นคนพบว่าเด็กแต่ละคนขาดตรงไหน แล้วเขาจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นฐานการทำงานแกนกลางที่ส่งต่อระหว่างหน่วยงานได้โดยไม่สะดุด ดังนั้นในกระบวนการทำงานจากนี้ จึงต้องสร้างครูที่มีหัวใจของการเป็นครูให้ได้โดยเร็วและเพิ่มจำนวนได้มากที่สุด แล้วเราจะเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงว่าในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่มาก แต่ถ้าเป็นครูที่พร้อมทุ่มแรงกายแรงใจลงไปที่ตัวเด็ก ด้วยความรัก ไม่ใช่การจับผิด ทำให้เด็กมาโรงเรียนด้วยความสุข อยากมาโรงเรียน อย่างน้อยที่สุดโอกาสหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กก็ลดลงได้มาก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a7cac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/หัสนะ-ตาเยะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">หัสนะ ตาเยะ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง<br>อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ในสังกัด สพป.ปัตตานีเขต 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>หัสนะ ตาเยะ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง</strong> <strong>อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ในสังกัด สพป.ปัตตานีเขต 1</strong> เล่าถึงสถานการณ์ของครูจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านประสบการณ์การเป็นครูและผู้บริหารโรงเรียนว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายโรงเรียนมีบริบทของความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา มีเด็กส่วนหนึ่งที่ติดตามผู้ปกครองจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน หรือมีเด็กจากสถานสงเคราะห์เข้ามาเรียนด้วย ดังนั้นปัญหาที่พบของเด็กกลุ่มที่ขาดแคลนที่สุดคือไม่มีพ่อแม่ ทำให้เด็กต้องถูกเอาไปฝากเลี้ยงไว้กับญาติในครอบครัวขนาดใหญ่ จึงไม่ได้รับการดูแลทั่วถึง&nbsp;</p>



<p>“เด็กเหล่านี้มีความเปราะบางด้วยปัญหาต่าง ๆ การจะดูแลเด็กบนความแตกต่างหลากหลายเช่นนี้ ครูต้องมีเวลาเอาใจใส่เพียงพอ ขณะที่งานครูส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ในทุกวันนี้กลับต้องแบ่งไปรับใช้นโยบายต่าง ๆ จนครูไม่มีเวลาอยู่ในห้องเรียน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนที่สุด&nbsp;</p>



<p>“เราได้ยินกันมานานแล้วเรื่องการคืนครูให้กับนักเรียน แต่ถามว่าในการปฏิบัติจริงทำได้แค่ไหน ในเมื่อยังมีนโยบายการประกวดแข่งขันมากมายไหลบ่าเข้ามาเติมอยู่ในภารกิจของครูไม่หยุดหย่อน สุดท้ายครูก็ต้องทิ้งเด็กไว้ก่อน เพื่อไปทำงานตอบสนองนโยบายจากส่วนกลาง ฉะนั้นเมื่อมองย้อนกลับไป เราจะมีเด็กราว 30 คนถูกทิ้งเอาไว้ในห้องเรียนห้องหนึ่ง หากรวมหลายห้องหลายโรงเรียน ก็กลายเป็นว่ามีเด็กจำนวนมากที่เหมือนถูกทอดทิ้งเอาไว้ ปัญหาจึงไม่ได้รับการจัดการแก้ไข แล้วเวลาผ่านไปก็ยิ่งบานปลาย ขณะที่ในท้ายที่สุดทุกความคาดหวังในการแก้ปัญหาจะถูกโยนมาที่ครูหรือโรงเรียน ว่าเป็นต้นเหตุของการที่เด็กมีปัญหา หรือหลุดไปจากระบบ”</p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง</strong> กล่าวว่า อยากฝากข้อเสนอถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย เพื่อหาทางคืนครูให้กับเด็กได้จริง โดยเฉพาะในวาระสำคัญของการร่วมระดมความร่วมมือครั้งนี้ รวมถึงในวาระการเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับประเทศด้วย เพื่อให้ในวันหนึ่งครูทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ได้ออกแบบการจัดการเรียนการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่จริง ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beffc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ <strong>“ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน”</strong> 4 ภูมิภาค เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การผลักดันนโยบายและวางทิศทางการดำเนินงานของ กสศ. ในปีงบประมาณ 2568-2570 จะจัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เวทีภาคกลาง ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060723/">‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
