<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สัญญาณทำร้ายตนเอง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 05 Feb 2022 07:41:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สัญญาณทำร้ายตนเอง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อังกฤษออกคู่มือแนะแนวฉบับปรับปรุงสังเกตสัญญาณทำร้ายตนเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-self-harm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Feb 2022 07:41:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาณทำร้ายตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51477</guid>

					<description><![CDATA[<p>อังกฤษออกคู่มือแนะแนวฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่แ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-self-harm/">อังกฤษออกคู่มือแนะแนวฉบับปรับปรุงสังเกตสัญญาณทำร้ายตนเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อังกฤษออกคู่มือแนะแนวฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่และนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อสังเกตสัญญาณพฤติกรรมของคนที่เสี่ยงทำร้ายตนเอง โดยคู่มือฉบับใหม่นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รวมเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนและเรือนจำทั่วอังกฤษและเวลส์ ให้ร่วมทำหน้าที่ช่วยระบุตัวบุคคลที่เสี่ยงทำร้ายตนเอง หลังมีรายงานว่านักเรียนและนักโทษมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งหมายรวมถึงการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา</strong></p>



<p>ทั้งนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังการจัดทำคู่มือในครั้งนี้กล่าวว่า คนทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการช่วยจัดการปัญหาการทำร้ายตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่หน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเท่านั้น</p>



<p>ขณะที่องค์กรการกุศลด้านสุขภาพจิตกล่าวสนับสนุนคู่มือฉบับใหม่ เพราะจะช่วยให้คุณครูสามารถช่วยเหลือเยาวชนได้ พร้อมเตือนว่า โรงเรียนทั่วอังกฤษในขณะนี้ต้องการแรงสนับสนุนทางด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษรายงานว่า คู่มือฉบับนี้เป็นแนวทางปฏิบัติใหม่ฉบับแรกที่จัดทำโดย National Institute for Health and Care Excellence (NICE) ในรอบ 11 ปี และจะมีการสอบถามความเห็นกับสาธารณะเกี่ยวกับคู่มือแนวทางดังกล่าวจนถึงวันที่ 1 มีนาคม</p>



<p>สำหรับการทำร้ายตัวเองคือพฤติกรรมที่ใครสักคนจงใจสร้างความเสียหายหรือทำร้ายร่างกายของตนเพื่อพยายามรับมือกับความทุกข์ทางอารมณ์ หรือรู้สึกว่าการทำร้ายตนเองทำให้ตนเองสงบควบคุมได้ และมีอีกหลายกรณีหลายเหตุผลที่ตัดสินใจทำร้ายตนเอง</p>



<p>โดยจากการสำรวจในปี 2017 พบว่า วัยรุ่นหญิง 1 ใน 5 และวัยรุ่นชาย 1 ใน 10 อายุระหว่าง 17-19 ปี เคยทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย และในกลุ่มเด็กอายุ 11-16 ปี แบ่งเป็นเด็กหญิง 7% และเด็กชายมากกว่า 3% ซึ่งจัดเป็นผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตจะมีแนวโน้มที่จะทำร้ายตัวเอง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ทีมผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ตัวเลขผลการศึกษาดังกล่าวอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หมายความว่าตัวเลขจริงอาจมีมากกว่า เนื่องจากมีเพียงไม่กี่คนที่ไปโรงพยาบาลและปัญหามักถูกซ่อนไว้</p>



<p>เอลซ่า อาร์โนลด์ (Elsa Arnold) วัย 20 ปี จากอีสต์ ลอนดอน ยอมรับว่า เริ่มต้นทำร้ายตนเองครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี เนื่องจากถูกกลั่นแกล้งรังแกที่โรงเรียน โดยเจ้าตัวรู้สึกว่าไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตวัยรุ่นที่โรงเรียนได้ บวกกับแรงกดดันในเรื่องการเรียน ทำให้การทำร้ายตนเองยิ่งหนักข้อขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6b06f3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/03-แปล-อังกฤษออกคู่มือแนะแนว-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อาร์โนลด์เล่าว่า แรกเริ่มทางโรงเรียนแนะนำให้เข้าร่วมคอร์สบำบัด แต่เจ้าตัวปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรรุนแรง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้มีอาการหนักขึ้น จนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า โชคดีที่สุดท้ายเธอตัดสินใจเข้ารับการบำบัดกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง</p>



<p>ในฐานะผู้มีประสบการณ์ อาร์โนลด์กล่าวว่า หนุ่มสาววัยรุ่นมักรอให้ตนเองไปจนถึงจุดวิกฤตก่อนจึงจะตัดสินใจขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ โดยในกรณีของตนเองหากได้รับการสนับสนุนที่ดีในช่วงวัยรุ่น ช่วงชีวิตในวัยนั้นย่อมเป็นความทรงจำที่ดีของตน</p>



<p>ปัจจุบันอาร์โนลด์กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยเจ้าตัวกล่าวว่า ไม่รู้สึกติดอยู่ในวังวน หรือถูกเข้าใจผิดเหมือนที่โรงเรียน และกำลังรณรงค์หาทุนสนับสนุนศูนย์เพื่อเยียวยาจิตใจสำหรับเด็กอายุ 11 ถึง 25 ปีทั่วประเทศอังกฤษ ซึ่งให้การสนับสนุนเยาวชนเมื่อต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตของตนเป็นครั้งแรก</p>



<p>ด้านศาสตราจารย์นาฟ คาปูร์ (Nav Kapur) ที่ปรึกษาการจัดทำคู่มือฉบับปรับปรุงใหม่ และเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตเวชและสุขภาพประชากรแห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าวว่า &#8220;การทำร้ายตัวเองสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย รวมถึงไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดก็ตาม และคู่มือฉบับใหม่เป็นโอกาสในการแก้ไขปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในมุมมองที่จะประเมินสังเกตอาการเบื้องต้นและการให้การดูแลในภายหลัง”</p>



<p>สื่อท้องถิ่นอังกฤษรายงานว่า คู่มือแนะแนวฉบับใหม่จะขยายให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือทำงานในสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่ด้านกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการดูแลสังคม และนักสังคมสงเคราะห์</p>



<p>ทั้งนี้ สาระสำคัญสำหรับคู่มือฉบับใหม่ก็คือการให้แนวทางสำหรับใครก็ตามที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและบังเอิญพบกรณีการทำร้ายตนเอง ให้สามารถจัดการประเมินทางจิตสังคมโดยเร็วที่สุด ซึ่งแต่เดิมการกระทำดังกล่าวควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยการประเมินเหล่านี้จะเป็นการพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดบุคคลนั้นจึงทำร้ายตัวเองและให้การรับรองว่าคนเหล่านี้จะได้รับการดูแลตามที่ต้องการ ในขณะเดียวกันก็ให้แนวทางสำหรับการแจ้งข้อมูลกับสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับสภาพของผู้ที่มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง</p>



<p>ขณะที่ ดร.พอล ไครสป์ (Paul Chrisp) แห่ง NICE กล่าวว่า &#8220;เป็นสิ่งสำคัญที่คณะกรรมการของเราได้เสนอแนะสำหรับสถาบันการศึกษาและกระบวนการทางอาญา โดยข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนที่ทำงานในภาคส่วนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากคำแนะนำที่ชัดเจนว่าพวกเขาควรช่วยเหลือผู้ที่ทำร้ายตนเองอย่างไร ซึ่งคู่มือนี้กำหนดแนวทางให้ทุกคนที่ทำร้ายตัวเองรู้ว่าจะได้รับการสนับสนุนและการรักษาที่พวกเขาต้องการ&#8221;</p>



<p>เอมมา โธมัส (Emma Thomas) จากองค์กรการกุศล YoungMinds ซึ่งทำงานขับเคลื่อนปัญหาสุขภาพจิตของคนหนุ่มสาว กล่าวว่า การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 &#8220;ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนกลุ่มนี้ ทำให้หนุ่มสาวอังกฤษจำนวนมากต่างหันมาทำร้ายตัวเองมากขึ้น</p>



<p>“ก่อนโควิด-19 ระบาด 1 ใน 3 ของโรงเรียนไม่ได้ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ดังนั้นเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนในการเปิดตัวทีมเหล่านี้ต่อไป และการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนอื่นๆ” เอมมา โธมัส กล่าว</p>



<p><strong>วิธีการสังเกตอาการทำร้ายตนเอง</strong></p>



<p>&#8211; ลองมองหาบาดแผลและรอยฟกช้ำในจุดที่คาดไม่ถึง<br>&#8211; ให้ความใส่ใจกับคนที่นับถือตนเองต่ำ (low self-esteem) และคนที่ดูเหมือนจะไม่ยอมเข้าสังคม หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลุ่ม</p>



<p><strong>วิธีหลีกเลี่ยงการทำร้ายตนเอง</strong></p>



<p>&#8211; ลองพูดถึงความรู้สึกของคุณกับเพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรืออาสาสมัคร<br>&#8211; ลองฝึกการหายใจให้สงบหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่รู้สึกผ่อนคลายเพื่อลดความรู้สึกวิตกกังวล<br>&#8211; ลองเขียนความรู้สึกของคุณลงบนกระดาษ โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครอ่าน<br>&#8211; ดึงตัวเองออกจากความรู้สึกลบด้วยการไปทำกิจกรรมอื่น เช่น การออกไปเดินเล่น ฟังเพลง หรือทำอย่างอื่นที่คุณสนใจ</p>



<p><strong>วิธีการบำบัดรักษาอาการทำร้ายตนเอง</strong></p>



<p>&#8211; พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ GP โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะหารือเกี่ยวกับทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือตนเองหรือเข้าหากลุ่มสนับสนุน<br>&#8211; สำหรับผู้ใหญ่ คู่มือแนะนำฉบับใหม่ได้แนะนำให้เสนอการบำบัดพฤติกรรมที่เรียกว่า Cognitive Behavioral Therapy หรือ CBT ซึ่งเป็นวิธีการทำจิตบำบัดรูปแบบหนึ่ง ด้วยการพูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความคิด ความเชื่อ หรือการรับรู้ของตนเองที่อาจผิดเพี้ยนไปจากความจริง มีเป้าหมายเพื่อจัดการสภาวะอารมณ์และกระบวนการคิดที่เป็นปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติหรือที่คล้ายกัน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ทำร้ายตัวเองโดยเฉพาะ<br>&#8211; สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้พฤติกรรมจะทำร้ายตัวเอง คู่มือแนะนำฉบับใหม่ระบุว่า ให้ลองพิจารณาประยุกต์ใช้การบำบัดรักษาแบบพฤติกรรมบำบัดวิภาษวิธี หรือ Dialectical behavior therapy (DBT) เป็นจิตบำบัดที่ออกแบบเพื่อช่วยให้เปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมที่ไร้ประโยชน์ เช่น การทำร้ายตัวเอง การคิดถึงการฆ่าตัวตาย และการติดสารเสพติด โดยวิธีนี้ช่วยให้ควบคุมอารมณ์และความคิดของตนได้มากขึ้น โดยเรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา และช่วยประเมินว่าจะใช้ทักษะเช่นไรในการรับมือกับลำดับเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.bbc.com/news/health-60026475" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.bbc.com/news/health-60026475">Self-harm guidance to include advice for schools and prisons</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-self-harm/">อังกฤษออกคู่มือแนะแนวฉบับปรับปรุงสังเกตสัญญาณทำร้ายตนเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
