<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สสส. | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%aa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 11 Jul 2023 09:01:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สสส. | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. ร่วมเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่น เสนอสร้างสังคมแห่งโอกาส ชี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำยังน่าห่วง เร่งฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้แก่เยาวชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110723-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2023 09:01:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีสานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ศวช.]]></category>
		<category><![CDATA[สํานัก 3]]></category>
		<category><![CDATA[ศวภ.]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70121</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110723-2/">กสศ. ร่วมเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่น เสนอสร้างสังคมแห่งโอกาส ชี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำยังน่าห่วง เร่งฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้แก่เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘การสร้างและการเข้าถึงความเท่าเทียม’ ในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ภายในงาน ‘เวทีสานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน’ ณ ห้อง Royal Jubilee ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโดยสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สํานักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สํานัก 3) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายภาค (ศวภ.) สํานัก/ฝ่ายของ สสส. และภาคีร่วมสร้างปฏิบัติการสุขภาวะชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสานพลังเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสุขภาวะชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b82f3d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ช่วงหนึ่งของการเสวนา <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบันว่า ถึงแม้ความเหลื่อมล้ำจะมีมานานก่อนการมาถึงของโควิด-19 ทว่าสถานการณ์โรคระบาดกลับยิ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขยายตัวเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>ผลพวงจากพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุคโควิด-19 หลายครอบครัวต้องประสบปัญหาการเงิน ทำให้จำนวนเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของเด็กยากจนพิเศษอยู่ที่ 1,044 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 34 บาทเท่านั้น ซึ่งความยากจนเฉียบพลันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจข้อมูลของ กสศ. เกี่ยวกับสถานการณ์นักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ปี 2563-2565 ระบุว่า จำนวนนักเรียนยากจนพิเศษมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษา 2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน ขณะที่ปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1,307,152 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e91674"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ต่อมา <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวเสริมในประเด็น ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา’ อันเนื่องมาจากการหยุดเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยชี้ว่าต้องเร่งฟื้นฟูปัญหาเรื่องทักษะทางการเรียนรู้ที่ขาดหายในเด็กอย่างเสมอภาค หากไม่แก้ไขและฟื้นฟูอย่างเท่าเทียม จะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จากโรงเรียน 74 แห่ง ใน 6 จังหวัดของภาคใต้ เกี่ยวกับพัฒนาการทางร่างกายของนักเรียน หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระบุว่า 98 เปอร์เซ็นต์ของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีแรงบีบที่มือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน และส่งผลให้เด็กอีก 50 เปอร์เซ็นต์ จับดินสอไม่ถูกวิธี อันเนื่องมาจากปัญหากล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f49555"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากโควิด-19 จะส่งผลกระทบทางกายแล้ว ยังส่งผลกระทบทางจิตใจให้กับนักเรียนด้วย ซึ่งเป็นปัญหาที่มีนัยสำคัญต่อระบบการศึกษาและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ข้อมูลจาก ‘รายงานสรุปการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบและบริการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคม สำหรับเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก’ ปี 2565 โดยองค์การ UNICEF ประเทศไทย ระบุว่า เยาวชนไทยอายุระหว่าง 10-19 ปี มีความผิดปกติทางจิตและมีพัฒนาการที่ผิดปกติ 1 ใน 7 คน ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้นเยาวชนเหล่านี้จึงควรได้รับบริการด้านจิตใจและจิตสังคมเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้ <strong>ดร.ไกรยส</strong> ยังกล่าวว่า ไม่เพียงปัจจัยด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำแล้วนั้น ปัจจัยด้านครอบครัวก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษา จาก ‘รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2565’ จัดทำโดย กสศ. ได้สำรวจสถานภาพครอบครัวของเด็กยากจนพิเศษในปีการศึกษา 2565 พบว่า มีเด็กกว่า 41 เปอร์เซ็นต์ ที่พ่อแม่หย่าร้าง และไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ 37.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้สถานภาพของครอบครัวที่มั่นคงจึงมีผลโดยตรงต่อการดูแลเด็กคนหนึ่งให้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c40e09"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-81174a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/5-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาหัวข้อ ‘การสร้างและการเข้าถึงความเท่าเทียม’ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่นำเสนอโดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> แล้ว ยังประกอบด้วยประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ‘คนจนเมือง’ โดย <strong>กฤษดา สมประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ‘คนไร้สัญชาติ’ โดย <strong>สันติพงษ์ มูลฟอง</strong> ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และ ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ โดย <strong>รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล</strong> นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมสร้างสังคมสุขภาวะที่เท่าเทียมในสังคมไทยต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110723-2/">กสศ. ร่วมเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่น เสนอสร้างสังคมแห่งโอกาส ชี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำยังน่าห่วง เร่งฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้แก่เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย รู้จัก &#8216;Safe Zone&#8217; เว็บแอปพลิเคชันคลายเครียดเพื่อเพื่อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/career-capital-safe-zone-240822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Aug 2022 14:43:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[Safe Zone]]></category>
		<category><![CDATA[Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59523</guid>

					<description><![CDATA[<p>“Safe Zone เป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับผ่อนคลายความเครียด  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/career-capital-safe-zone-240822/">เพราะเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย รู้จัก ‘Safe Zone’ เว็บแอปพลิเคชันคลายเครียดเพื่อเพื่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“Safe Zone เป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับผ่อนคลายความเครียด ที่สร้างขึ้นมาเพื่อกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ คำว่า Safe Zone ที่เราใช้ชื่อนี้เพราะเราอยากให้มีพื้นที่ เป็นเหมือนกับพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนที่เข้ามาใช้บริการได้เมื่อตนเองมีอาการเครียด พวกเราเล็งเห็นปัญหาความเครียดตรงนี้มาตั้งแต่ตอนที่เกิดโควิดระบาดในช่วงแรก ๆ และต้องมีการเรียนออนไลน์ เราเลยสร้างเครื่องมือนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปัญหาความเครียดในกลุ่มเยาวชนนั้นผ่อนคลายลง”</p>



<p>น้องเอเป็ค &#8211; นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้น ปวส.1 แผนกพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว วิทยาลัยเทคนิคพังงา อธิบายถึงที่มาที่ไปของเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ที่เขาร่วมกับเพื่อนในกลุ่มอีก 2 คนคือ น้องนัส &#8211; นัฐศิกานต์ เพ็งจันทร์ และน้องส้ม &#8211; พิยะดา นิลบุศย์ ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อหวังเปิดพื้นที่สำหรับผ่อนคลายความเครียดให้กับเพื่อนเยาวชนที่ต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบที่สืบเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-503fcf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ผลงานของนักศึกษากลุ่มนี้ นอกจากจะเคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดรางวัล Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2564 แล้ว และในการประชุมวิชาการนานาชาติ โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 7 ณ โรงแรมเกรซแลนด์ เขาหลัก บีช รีสอร์ท ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 16 &#8211; 19 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าร่วมนำเสนอผลงาน 6 ประเทศ คือ ไทย, สิงคโปร์, บังคลาเทศ, ญี่ปุ่น, อินเดีย, และ จีน ซึ่งผลงาน Safe Zone ของพวกเขายังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงานตัวอย่างที่นำเสนอบนเวทีในระหว่างพิธีเปิดการประชุมด้วย&nbsp;</p>



<p>งานนี้ น้องเอเป็ค น้องนัส และน้องส้ม ในฐานะนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้นำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว สร้างความประทับใจให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก แม้น้อง ๆ กลุ่มนี้จะมีพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ได้เพียบพร้อมเหมือนคนอื่น ๆ แต่พวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การได้รับโอกาส และการใช้โอกาสที่ได้รับอย่างมีค่า สามารถนำพาชีวิตพวกเขามาสู่จุดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนรอบข้างได้ไม่แพ้คนอื่น ๆ เลย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fff945"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(จากซ้ายไปขวา) น้องนัส &#8211; นัฐศิกานต์ เพ็งจันทร์ / น้องเอเป็ค &#8211; นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล / น้องส้ม &#8211; พิยะดา นิลบุศย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>น้องเอเป็ค เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของ Safe Zone แม้จะมีต้นตอความคิดมาจากผลพวงของความเครียดที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 แต่ปรากฎว่าเมื่อได้ลงมือศึกษาข้อมูลด้วยการทำแบบสอบถามไปยังเพื่อน ๆ นักศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคพังงา ก็ได้พบความจริงเพิ่มเติมว่าความเครียดในกลุ่มเยาวชนไม่ได้เกิดจากการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือแม้แต่การที่เทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ก็ส่งผลให้มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเผชิญกับปัญหาความเครียดสะสมได้เช่นกัน</p>



<p>“เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้น เยาวชนเองก็มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อที่จะให้มีงานดี ๆ ทำ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เยาวชนเกิดความกดดันและความเครียด ไม่นับรวมปัญหาเศรษฐกิจที่แย่ลงในช่วงการระบาดของโควิด เด็กหลาย ๆ บ้าน ไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่เพียบพร้อมมากนัก เมื่อเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ บ้านเขาก็เริ่มมีเงินน้อยลง เขาก็เริ่มเครียด นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เราอยากมีพื้นที่สำหรับแก้ปัญหาตรงนี้ให้กับเพื่อนเยาวชนครับ”</p>



<p>น้องเอเป็ค เล่าต่อไปว่า ในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ช่วงเริ่มต้น มีการวางกรอบความคิดว่าโปรแกรมนี้ควรจะมีฟังก์ชันอะไรบ้าง เขาใช้คำว่า “เริ่มแรกพวกเรา คิดเอง เออเอง ว่าควรจะมีฟังก์ชั่นอะไร” แต่เมื่อได้ไปปรึกษากับนักจิตวิทยา ผู้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ทำให้ได้รับคำแนะนำมาว่า เราควรจะไปเริ่มต้นที่การสอบถามกับกลุ่มเป้าหมาย ว่าพวกเขาต้องการอะไร เราจะได้ออกแบบเครื่องมือสำหรับแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างตรงจุดที่สุด</p>



<p>“เราก็เลยลงไปสัมภาษณ์ครับ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเยาวชนนักศึกษาในวิทยาลัยของเราเอง เด็กทุนที่อาศัยอยู่ในหอพักของวิทยาลัย กลุ่มนี้มีเรียน 6 วันในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ก็เริ่มมีความเครียดแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเป็นกลุ่มเด็กนักศึกษาทุน กสศ. ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฐานะทางบ้านขาดแคลนทุนทรัพย์ พวกหนูเองก็เหมือนกัน ซึ่งหนูเองก็พอที่จะเข้าใจว่าความเครียดมันเป็นยังไง ก็ไปสัมภาษณ์เค้าว่าเวลาเค้ามีความเครียดเค้าจัดการยังไง ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เราก็เอาเครื่องมือเหล่านั้นมาสรุปแล้วทำออกมาเป็นฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุดครับ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักของเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71b82a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนนี้เรากำหนดนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเอาไว้แค่ใน จ.พังงา เรายังไม่อยากเผยแพร่ออกไปสู่วงกว้าง เพราะว่าระบบมันยังไม่เสถียร แต่กลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ เลย ที่เราคิดว่าเขาควรจะได้ใช้เว็บแอปพลิเคชันนี้ก็คือกลุ่มเยาวชนทั่วไปในประเทศไทย เพราะว่าเว็บแอปพลิเคชันลักษณะนี้มันมักจะมีค่าใช้จ่าย เช่น เวลาที่ต้องการปรึกษาจิตแพทย์ เรื่องปัญหาความเครียด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เราเลยอยากให้มีพื้นที่ที่มันฟรีและเค้าสามารถใช้งานได้ง่าย เข้าได้ทุกช่องทางที่เค้าอยากจะเข้า เมื่อเค้ามีความเครียด”&nbsp;</p>



<p>น้องนัส &#8211; นัฐศิกานต์ เพ็งจันทร์ สมาชิกอีกคนในกลุ่มได้กล่าวเสริมในเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ของเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ว่า สาเหตุที่ต้องมีการจำกัดกลุ่มเป้าหมายในช่วงทดลองใช้ เนื่องจากจะมีการเก็บข้อมูลฟีดแบ็คจากผู้ใช้นำมาทำการวิเคราะห์ร่วมกับโปรแกรม google analytics เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น การพัฒนาในส่วนนี้จะมีการทำอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้โปรแกรมสามารถใช้งานและตอบสนองผู้ใช้ได้ดีที่สุด โดยปัจจุบันมียูสเซอร์หรือผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับเว็บแอพพลิเคชั่น&nbsp; Safe Zone แล้วประมาณ 364 รายชื่อ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนท่องเที่ยว ไม่มีความรู้ด้าน IT แต่มาพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0d1c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>น้องส้ม &#8211; น.ส.พิยะดา นิลบุศย์ สมาชิกอีกคนในกลุ่มเล่าถึงการแบ่งบทบาทหน้าที่กันในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ว่า ส้มมีหน้าที่ในการออกแบบรูปร่างหน้าตาของเว็บขึ้นมา ในขณะที่เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ใช้ร่วมกันผลิตเนื้อหาขึ้นมาเผยแพร่ในเว็บ ถ้านับเวลาจากจุดเริ่มต้นมาถึงปัจจุบัน เว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone เปิดใช้งานมาเป็นเวลาปีกว่า ๆ แล้ว ทั้ง 3 เคยนำผลงานนี้ไปเข้าร่วมประกวดในงาน Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเงินรางวัลที่ได้รับมา มาพัฒนาต่อยอดเว็บแอพพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดียิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เป้าหมายของพวกเราคือ แม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลใด ๆ จากการส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนั้น แต่พวกเราก็จะตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นนี้ต่อไปให้ดีที่สุดตามกำลังและทรัพยากรเท่าที่มีค่ะ”&nbsp;</p>



<p>น้องเอเป็ค กล่าวเสริมว่า พวกเขาเรียนอยู่ในแผนกพาณิชยกรรมและบริการ ฐานวิทยาศาตร์ สาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี IT หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมาก่อนเลย ทำให้พวกเขาทำงานได้ค่อนข้างยากลำบากในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อก้าวแรกเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ยากที่ก้าวที่สอง ที่สาม และก้าวต่อ ๆ ไป จะตามมา&nbsp;</p>



<p>“เราไปเสาะหาความรู้เพิ่มเติมกันด้วยตัวเองครับ ทุกอย่างที่เราคิดว่าเป็นองค์ความรู้ที่ต้องใช้ในการทำเว็บแอปพลิเคชันตัวนี้ เราไปค้นหามาหมด ทั้งการทำกราฟิก การออกแบบรูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ เราศึกษาและให้ความสำคัญแม้กระทั่งเรื่องจิตวิทยาของการใช้สีต่าง ๆ ที่จะมีผลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจของผู้พบเห็น เพราะเราอยากให้มันได้ผลจริง ๆ ต่อเยาวชนครับ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ใช่ ‘ศาลาคนเศร้า’ แต่เป็น ‘พื้นที่ผ่อนคลายความเครียด’</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40f707"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วัยรุ่นที่เติบโตในช่วงทศวรรษ 1980 &#8211; 1990 คงจะยังจำนิตยสารเล่มหนึ่งที่ชื่อ ‘ศาลาคนเศร้า’ ได้อยู่บ้าง สมัยนั้นนิตยสารเล่มนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ผ่อนคลายความเครียด ความโศกเศร้า จากปัญหารุมเร้าต่าง ๆ ของผู้คนในสังคมยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ด้วยเนื้อหาที่มีข้อเขียนบทกลอน บทกวี ตีพิมพ์จรรโลงใจคนเหงา คนเศร้า อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ารูปแบบเนื้อหาและลักษณะของเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone นวัตกรรมผ่อนคลายความเครียดของน้อง ๆ กลุ่มนี้ มีรูปแบบเนื้อหาแตกต่างไปจากนิตยสารดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง พวกเขาออกแบบสิ่งนี้ไว้สำหรับเผยแพร่แต่สิ่งที่พวกเขาใช้คำเรียกว่า “อะไรที่บวก ๆ” เท่านั้น ต้องไม่มีอะไรที่ลบ ๆ ไม่มีความเหงา ความเศร้า ปนอยู่เลยในเนื้อหาที่เผยแพร่&nbsp;</p>



<p>“เราให้ความสำคัญมากกับการใช้สี เพราะเราอยากให้เมื่อคนที่มีความเครียดเปิดเข้ามาในหน้าเว็บแอปพลิเคชันของเราแล้ว เขาจะมีความรู้สึกผ่อนคลายได้ทันที โทนสีทั้งหมดที่เรานำมาใช้ก็จะอ้างอิงจากงานวิจัยทั้งหมดครับ ว่ามันสามารถผ่อนคลายความเครียดได้จริง”&nbsp;</p>



<p>อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงจะสงสัยกันแล้วว่าเว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ที่น้อง ๆ กลุ่มนี้พัฒนาขึ้นมาสามารถใช้เป็นพื้นที่ผ่อนคลายความเครียดให้กับเยาวชนผู้ใช้งานได้จริงหรือไม่ น้องส้ม อธิบายให้เราฟังว่าขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลรอบสุดท้ายจากผู้ใช้ เพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลการใช้งาน</p>



<p>“การเก็บข้อมูลรอบสุดท้ายของเรา เราใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะดูค่าเฉลี่ยต่าง ๆ ซึ่งเมื่อแปลผลออกมาพบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ใช้อยู่ในระดับที่สูงมาก ตรงนี้บางคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ เราก็เลยมีการติดตามน้องคนหนึ่ง ซึ่งมีภาวะซึมเศร้า ได้มีการสัมภาษณ์น้องว่าน้องมีความรู้สึกดีขึ้นไหมระหว่างก่อนใช้กับหลังใช้เว็บแอปพลิเคชัน Safe Zone ของเรา ผลปรากฎออกมาว่าน้องรู้สึกดีขึ้น มันไม่ถึงขั้นที่เราจะเข้าไปแก้ปัญหาของเขาได้หมด เพราะเราไม่ใช่จิตแพทย์ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาในส่วนของความเครียด แต่เราแค่สร้างเครื่องมือขึ้นมาอีกเครื่องมือหนึ่ง เพื่อไปผ่อนคลายให้กับคนที่มีความเครียด”</p>



<p>น้องนัส กล่าวเสริมว่า บางคนมีภาวะความเครียดจากการที่ไม่มีกิจกรรมอะไรทำในแต่ละวัน แอดมินผู้ดูแลระบบทั้ง 3 จึงพยายามเสาะหากิจกรรมสร้างสรรค์มาเป็นเครื่องมือในการคลายเครียดให้กับเยาวชนผู้ใช้งานด้วย&nbsp;</p>



<p>“เราสร้างกิจกรรมขึ้นมาเพื่อให้เค้าไม่ต้องมานั่งนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้เขามีความเครียดค่ะ เด็กที่พักอยู่ในวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กทุน การได้มาอาศัยอยู่รวมกันมันทำให้เรามองเห็นปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีเราอาจจะคิดว่าเราเจอมาหนักแล้ว แต่พอไปเจอคนอื่นมันก็ช่วยปรับมุมมองของเราได้ว่าปัญหาของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันและเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าหนักของเค้านั้น ไม่หนักสำหรับเรา หรือหนักของเราจะไม่หนักสำหรับเขา&nbsp;</p>



<p>“กิจกรรมที่เราคิดให้เพื่อน ๆ ได้มีส่วนร่วมก็เช่นการถ่ายรูปท้องฟ้า เพราะที่วิทยาเลยเทคนิคพังงาจะมีอยู่มุมหนึ่งที่ท้องฟ้าสวยมาก สวยทุกวัน ทุก ๆ วัน ตอนเย็น ๆ ทุกคนก็จะพากันออกมาดูท้องฟ้าเราก็โพสต์หัวข้อให้ทุกคนถ่ายรูปท้องฟ้ามาโชว์ตามไอเดียของแต่ละคน ซึ่งทุกคนก็กระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมมาก มันทำให้เราสนุกและมีความสุขที่ได้ทำอะไรร่วมกันค่ะ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทุนการศึกษา จาก กสศ. โอกาสในวันนั้น ทำให้มีวันนี้</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ca84a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/SAFEZONE-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราพูดเรื่องนี้กันมาตั้งแต่เรียนชั้น ปวช.1 ตั้งแต่พวกเราเริ่มได้รับทุน เพราะว่าพวกหนูเป็นนักศึกษาทุนรุ่นแรก ซึ่งเมื่อเราได้รับทุนตรงนี้เรารู้สึกว่าโอกาสมันยื่นเข้ามาหาเราจริง ๆ ค่ะ มันทำให้เราได้เรียนต่อ ส่วนหนึ่งก็คือถ้าสมมุติว่าวันนั้นเราไม่ได้รับทุน ตัวเว็บแอพพลิเคชั่นนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้นค่ะ”</p>



<p>น้องนัส บอกว่าโอกาสที่ได้รับจาก กสศ.เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเธอเดินทางมาจนถึงวันนี้ได้ วันที่พวกเธอสร้างเครื่องมือมาช่วยเยียวยากันและกันในกลุ่มนักเรียนทุนผู้มีพื้นฐานที่ขาดแคลนเกือบทุกด้าน ขณะที่น้องส้ม เสริมว่า เว็บแอพพลิเคชั่น Safe Zone ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้ได้ผ่อนคลายความเครียดเพียงเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>“แต่มันยังช่วยพัฒนาพวกเราทั้ง 3 คนด้วยค่ะ ทำให้เราพัฒนาในเรื่องของทักษะต่าง ๆ มีความรู้ความชำนาญมากขึ้น เวลาที่เราเห็นคนอื่นมีความสุข เราจะรู้สึกว่าเราไม่เหนื่อย บางครั้งเราก็รู้สึกท้อมากเลยเพราะว่าเรา 3 คนไม่ได้มีความรู้ทางด้าน IT มาก่อน เราอ่านงานวิจัยมาเป็น 40 เรื่อง เพื่อที่จะทำตรงนี้ เวลาที่เรานำเสนอตรงนี้ไปแล้วผู้คนสนใจ เราก็รู้สึกว่าโอเค เราหายเหนื่อยแล้วนะ วันนี้เรารู้สึกว่าเราคุ้มค่ากับการที่เราเหนื่อยค่ะ”&nbsp;</p>



<p>น้องเอเป็ค กล่าวปิดท้ายว่า ถ้าไม่ได้รับทุนพวกเขาจะไม่ได้มาเรียนที่นี่ ไม่ได้มาเห็นความเครียด ไม่ได้เปิดมุมมองเรื่องของปัญหา อยากขอบคุณ ตัวเองที่กล้าที่จะก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนแล้วมาทำสิ่งใหม่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม สองคือขอบคุณครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่หยิบยื่นทุนการศึกษามาสนับสนุน บางคนอาจจะไม่ได้ให้มาเป็นเงิน แต่ให้มาเป็นองค์ความรู้ ให้มาเป็นคำแนะนำ ซึ่งมีค่ามาก</p>



<p>“และสุดท้ายอยากขอบคุณ กสศ. ที่ทำให้เราได้มาเจอกันที่นี่ ทำให้เราได้เกิดเป็นชุมชนและเกิดเป็นเว็บแอพพลิเคชั่น Safe Zone ขึ้นมา เพื่อที่จะช่วยเหลือน้อง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาทุน กสศ. หรือว่าเยาวชนทั่วไป ต่อไปครับ”&nbsp;</p>



<p>สำหรับผู้ที่สนใจเว็บแอพพลิเคชั่น Safe Zone สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d16b65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/qr.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/career-capital-safe-zone-240822/">เพราะเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย รู้จัก ‘Safe Zone’ เว็บแอปพลิเคชันคลายเครียดเพื่อเพื่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนทั่ว กทม. หนุนนโยบาย อ.ชัชชาติ สร้างพื้นที่เรียนรู้กระจายทุกชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2022 06:53:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐยา บุญภักดี]]></category>
		<category><![CDATA[สุรนาถ แป้นประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกนี้ดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58189</guid>

					<description><![CDATA[<p>อ.ชัชชาติ ‘ประกาศผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กทั่ว กท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110722/">กสศ. ร่วมผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนทั่ว กทม. หนุนนโยบาย อ.ชัชชาติ สร้างพื้นที่เรียนรู้กระจายทุกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อ.<strong><strong>ชัชชาติ ‘ประกาศผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กทั่ว กทม.’ จับมือ กสศ. สสส. ผนึกพลังชุมชน &#8211; ภาคประชาสังคม จัดเทศกาลบางกอกกำลังดี&#8230;ที่ฝั่งธน สนับสนุนให้เกิดพื้นที่เรียนรู้กระจายทุกชุมชน ผู้จัดการ กสศ. ระบุ ‘พื้นที่เรียนรู้’ ช่วยปลดล็อกทักษะอารมณ์สังคมและฟื้นฟูความรู้ถดถอย พร้อมเดินหน้าสนับสนุน กทม. สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้</strong></strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2565 <strong>นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</strong> กล่าวในงานบางกอกกำลังดี &#8230;ที่ฝั่งธน ณ สวนบางขุนนนท์ ถึงการผลักดันนโยบายการศึกษาว่ามีสองคำที่สำคัญคือ <strong>‘พื้นที่’</strong> และ <strong>‘เรียนรู้’</strong> เนื่องจากมองว่านับจากนี้ถึงอนาคตคำว่า <strong>‘การศึกษา’</strong> จะไม่สำคัญเท่ากับ <strong>‘การเรียนรู้’</strong> โดยอธิบายว่าการศึกษาจะเป็นเพียงหลักสูตรที่คนกลุ่มหนึ่งกำหนดไว้ ขณะที่โลกในอนาคตทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ดังนั้นเด็กจำเป็นต้องมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีพื้นที่เรียนรู้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาพบว่า กทม. ยังไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเด็ก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3ff22"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในเรื่องการเรียนรู้ กทม. ไม่ได้เก่งเท่าเครือข่ายที่ทำงานด้านนี้โดยตรง แต่เรามีหน้าที่ผลักดันให้พื้นที่ของประชาชนเปิดกว้าง รวมถึงต้องสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่ง กทม. มีพื้นที่เยอะแยะ ทำได้ทุกเขต เรามีสวนสาธารณะ มีตึกที่มีพื้นที่เหลือใช้งาน หนึ่งในนั้นคือเราสามารถเปลี่ยนโรงเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ในวันเสาร์อาทิตย์ ทั้งนี้ต้องไม่เป็นภาระของครู แต่เราให้คนในชุมชนมาใช้ ดูแลกันแบบพี่สอนน้อง มีอาสาสมัครมาช่วยดูแล กทม. ยืนยันว่าเรื่องนี้สำคัญและจะเต็มที่ทุกอย่าง เพราะสิ่งที่ทำวันนี้คือการเตรียมพร้อมให้กับเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เขาจะเป็นเจ้าของเมืองเมืองนี้ต่อไปในอนาคต”</p>



<p><strong>ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร </strong>ระบุว่า นโยบายผลักดันพื้นที่เรียนรู้ ต้องใช้ความร่วมมือของ 4 เกลียวการทำงาน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และกำลังหลักคือชุมชน เพื่อให้ได้ผลงานที่ตอบโจทย์จริง เพราะเมืองจะดีขึ้นไม่ได้ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2220e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/06-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า กทม. มีพลัง เราได้ต้นไม้ 1 ล้าน 3 แสนต้น ภายในเดือนเดียวโดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท แค่ทุกคนมาร่วมมือกัน นี่เป็นแค่มิติแรก ๆ เท่านั้น ผมว่าเรามีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันทางมุมมอง ถ้าเราเอาส่วนที่เหมือนเป็นหลักคืออยากให้เยาวชนมีอนาคตที่ดี มีพื้นที่เรียนรู้คุณภาพ แล้วค่อยแก้ส่วนที่แตกต่างกัน ผมเชื่อว่าเราจะได้กรุงเทพ ฯ ที่ดีกว่าครับ”</p>



<p>ด้าน <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า กสศ. ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ กทม. เพื่อสร้างพื้นที่ส่งเสริมให้กรุงเทพ ฯ เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตามแนวทางขององค์การยูเนสโก   ทั้งนี้พื้นที่เรียนรู้ที่มีความสุขไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่สำคัญคือต้องการความมีส่วนร่วมของคนทุกคนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งในการออกแบบกิจกรรม และทำให้เป็นพื้นที่ที่เด็กเยาวชนจากชุมชนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e847f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/03-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การผลักดันให้ กทม. เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้นั้น สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองในระดับนานาชาติ ที่ให้บทบาทท้องถิ่นมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ขณะนี้มีเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ 229 แห่งทั่วโลก ที่สามารถจัดการทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนให้เกิดการการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกคนและทุกระดับ มีการเรียนรู้ที่เสมอภาค และทั่วถึง รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยต้องปิดโรงเรียนเป็นเวลานาน ผลกระทบที่ตามมาคือเด็กมีความเครียด เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ หรือ Learning Loss ซึ่งการจะแก้ไขปัญหาบนความยั่งยืนไม่ใช่การอัดเนื้อหาทางวิชาการ แต่ต้องปลดล็อกทักษะด้านอารมณ์สังคมของเด็กด้วยพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นให้เด็กเยาวชนมีภูมิคุ้มกันในการเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต มีมุมมองแง่บวก กระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นถ้ามีพื้นที่เรียนรู้ที่ดึงเด็กให้ออกจากบ้าน ก้าวข้ามความเครียด กังวล ความกลัว ความไม่มั่นใจต่าง ๆ แล้วออกมาแสดงความสามารถในสิ่งที่เขาทำได้ดี เด็กจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยแล้วกลับไปสู่การเรียนรู้ได้ ซึ่ง กสศ. จะเข้ามาร่วมทำงานกับ กทม. และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน ประชาชน ในการดึงการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนไปด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b76caf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/04-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับ <strong>นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) </strong>กล่าวว่า การสร้างพื้นที่เรียนรู้ คือสิ่งที่ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงในการทำให้เด็กก้าวทันโลกปัจจุบัน กทม. มีพื้นที่ที่ทำได้มากมาย เช่น สถานที่ราชการมีสนามหญ้า หรือสวนสาธารณะต่าง ๆ สำคัญคือต้องมีกิจกรรมสร้างสรรค์ ทำเป็นประจำต่อเนื่อง มีความหลากหลาย และเข้าถึงวิถีชีวิต เพราะเคล็ดลับของพื้นที่เรียนรู้คือเด็กเยาวชนต้องได้คิดเองว่าต้องการอะไร แล้วผู้ใหญ่คอยช่วยจัดหาสิ่งจำเป็นมาให้เขาได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้สนุกสนาน จากนั้นให้เขาสรุปและถอดบทเรียนจากสิ่งที่ทำ พื้นที่แบบนี้ต้องทำให้มีทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน เพื่อให้เด็กไม่ต้องเดินทาง แค่ไม่กี่ก้าวจากบ้านเขาต้องไปถึง จึงอยากชักชวน กทม. มาช่วยกันร่วมมือคิดหาทางทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้กระจายไปยังพื้นที่เรียนรู้ให้กว้างขวาง ดึงเด็กมาทำกิจกรรมที่จะทำให้เขามีทักษะชีวิต ห่างไกลอบายมุข อยู่รอดปลอดภัยได้ในโลกยุคใหม่</p>



<p>ขณะที่ <strong>นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ จากโครงการ ‘บางกอกนี้ดีจัง’</strong> กล่าวเสริมว่า การเกิดขึ้นของพื้นที่เรียนรู้แห่งหนึ่ง จะเป็นต้นแบบความสำเร็จที่ขยายไปสู่ชุมชนอื่น ๆ และดึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเข้ามาผลักดันช่วยกันได้มากขึ้น ที่ผ่านมาเครือข่ายบางกอกนี้ดีจังได้ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ฝั่งธน ฝั่งพระนคร และเขตอื่น ๆ เรามีคนในชุมชนที่เป็นผู้นำธรรมชาติ มีแกนนำเด็กเยาวชน มีพี่เลี้ยง มีกลุ่มและเครือข่ายเด็กเยาวชนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ แข็งแรงในด้านภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ซึ่งมีอิทธิพลช่วยสื่อสารให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c91b87"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/05-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ จากโครงการ ‘บางกอกนี้ดีจัง’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นอกจากความร่วมมือของชุมชน เราได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิและหน่วยงานต่าง ๆ เพราะปัญหาบางอย่างแก้ด้วยคนในชุมชนไม่พอ ต้องมีการนำองค์ความรู้บางอย่างเข้ามาช่วย โดยตั้งอยู่บนฐานของการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน พยายามเพิ่มมิติของแหล่งเรียนรู้ ถ้าหากชุมชนสามารถดึงคุณค่าภายในออกมาได้ ทุกอย่างจะหมุนไปได้โดยวิถีธรรมชาติ ชุมชนเรามีองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมค่อนข้างเยอะ เราต้องตั้งรับด้วยการทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้แนวคิดฝังอยู่กับชุมชน และองค์กรที่เข้ามาต้องรู้จักชุมชนเราพอสมควรถึงจะทำงานร่วมกันได้”</p>



<p>ทั้งนี้ การผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนทั่ว กทม. จะนำร่องจัดกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ ใน 12 เขต ผ่านโครงการพื้นที่สาธารณะพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต ประกอบด้วยกิจกรรมศิลปะ ดนตรี ตลาด เวิร์กช็อป การละเล่นสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน และคนทุกเพศทุกวัย เริ่มวันอาทิตย์ที่ 17 ก.ค. 2565 จัดที่สวนบางกอกใหญ่ ตั้งแต่เวลา 15.00 – 20.00 น. <strong>สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่ เพจ บางกอก กำลังดี</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f159ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/07-งานบางกอกกำลังดี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110722/">กสศ. ร่วมผลักดันพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนทั่ว กทม. หนุนนโยบาย อ.ชัชชาติ สร้างพื้นที่เรียนรู้กระจายทุกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/25050-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 07:59:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[วปส.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยประชากรและสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัตน์ สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[Glabal Database on Intergenerational Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Intergenerational Privilege]]></category>
		<category><![CDATA[นณริฏ พศลยบุตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15861</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย จากรายงาน</span><b>สุขภาพคนไทย ปี 2563</b><span style="font-weight: 400;"> ในหัวข้อ </span><b>“สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ”</b><span style="font-weight: 400;">  ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.)​ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้มีการสะท้อนปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาในรายงาน​ดังกล่าวระบุว่า แม้คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด บุคลากรทางการศึกษาที่มีความสามารถและสถาบันที่เพียบพร้อมที่จะให้การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เยาวชนมีอยู่จำนวนไม่น้อย เพียงแต่ ทรัพยากรที่ดี ๆ กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และมีเพียงคนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นประเด็นใหญ่ที่การปฏิรูปการศึกษาทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไข  แม้จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-15867" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg" alt="" width="1527" height="1289" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg 1527w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-300x253.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-1024x864.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-768x648.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-750x633.jpg 750w" sizes="(max-width: 1527px) 100vw, 1527px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณา </span><b>“อัตราการเข้าเรียนสุทธิ”</b><span style="font-weight: 400;"> ของประเทศไทย ในระดับชั้นประถมที่อยู่ที่ร้อยละ 87 นับตั้งแต่  พ.ศ. 2558 และขยับขึ้นเป็นร้อยละ 88 ในปี 2560  ส่วนระดับมัธยมต้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 67-68 มาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2560 เช่นเดียวกับระดับมัธยมปลายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55-57 ตลอดช่วงเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถือว่ายังคืบหน้าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปลายทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ร้อยละ 90 สะท้อนให้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร โดยแบ่งเป็น 10 กลุ่ม เท่าๆ กัน เรียงตามลำดับรายได้ตั้งแต่กลุ่ม 10% แรกที่มีรายได้น้อยที่สุด ไปจนถึงกลุ่ม 10% ที่มีรายได้มากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษาในแต่ละระดับ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งในระดับอนุบาลช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาของผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้สูงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่มากนัก โดยผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 86-87 % ส่วนผู้ที่มีรายได้ 10% ที่รวยที่สุดที่อัตราการเข้าเรียน 91-92%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ช่องว่างดังกล่าวจะสูงขึ้นในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังจะเห็นว่าในระดับมัธยมต้น ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราการเข้าเรียนสุทธิประมาณ 64-64% ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราเข้าเรียน 81%  ส่วนระดับมัธยมปลายรวม ปวช. ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราเข้าเรียนสุทธิ 42-50 % ในขณะที่ผู้มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 72-78%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งมีความต่างกันมากขึ้นเมื่อถึงระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถและฐานะความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเพียง  3-4 %ของ ผู้มีรายได้ 10% ที่จนที่สุด​ที่สามารถผลักดันตัวเองให้เข้าถึงระดับปริญญาตรี หรือ ปวส. ได้ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีโอกาส 58-63%</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-15865" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg" alt="" width="864" height="1318" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-197x300.jpg 197w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-671x1024.jpg 671w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-768x1172.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-750x1144.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง เมื่อพิจารณาไปยังประชากรระดับรายได้  50% ล่างสุด ของสังคมไทย มีคนที่เข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ปวส. ได้เพียง 48-51% เท่านั้น</span></p>
<p><b>อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;"> จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เชื่อมโยงระหว่างความความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ ความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคมไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Glabal Database on Intergenerational Mobility ของธนาคารโลก สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นและยิ่งทำให้ช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างสะสมขึ้น  โดยในรายงานพยากรณ์ไว้ว่า  2 ใน 3 ของคนที่มีระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมไทย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะยังคงอยู่ครึ่งล่างเช่นเดิม</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับกลุ่มเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 25 % แรก จะมีโอกาสหลุดร่วงลงไปสู่ระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมเพียง  20 % เท่านั้น  แต่ อีก 48% จะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีรายได้ในระดับ 25% แรกเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ธนาคารโลกเรียกว่า Intergenerational Privilege หรือ กลุ่มที่สืบทอดอภิสิทธิข้ามรุ่น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มผู้มีรายได้จะไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรม รวมทั้งโอกาสต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันที่ทำให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีกว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า</span></p>
<p><b>นณริฏ พศลยบุตร</b><span style="font-weight: 400;"> จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  วิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย พบว่าความแตกต่างด้านสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความเหลื่อมล้ำมากที่สุด  และความแตกต่างของความพร้อม รวมถึงค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวที่มีฐานะยิ่งมีความพร้อมที่จะทุ่มทุนติดอาวุธทางปัญญาเพื่อให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความพร้อมอยู่ในแวดวงเครือข่ายเพื่อนร่วมชั้นที่มีระดับฐานะใกล้เคียงกัน และครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้งานที่มีรายได้สูง และมีโอกาสพบรักและสร้างครอบครัวกับคนที่อยู่ในฐานะระดับเดียวกัน  กลายเป็น Intergenerational Privilege ดังที่ธนาคารโลกวิเคราะห์ไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนทั้งสิ้น 30,525 แห่ง ครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน)​ ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และเป็นที่เล่าเรียนของเด็กไทยชั้นอนุบาลถึง ม.6  กว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทำให้ได้รับการการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างน้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผู้ปกครองต้องรับสภาพให้ได้ว่านี่คือระดับคุณภาพที่รัฐสามารถจะให้ได้ และแม้ว่ารัฐจะช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนแต่อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนนับวันจะแพงขึ้น และอาจจะต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่าหรืออาจมากกว่าค่าเล่าเรียนด้วยซ้ำ  การฝ่าฟันให้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายพ่อแม่ในครอบครัวที่มีฐานะอยู่ระดับฐานพีระมิดของสังคมไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยไม่คิดฝันที่จะให้ลูกได้เรียนไปไกลกว่านั้น และจบลงด้วยการเรียนอะไรที่จบเร็ว แล้วรีบช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน นักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับการเตรียมความพร้อมทางสติปัญญาน้อยลงไปและเป็นผู้ด้อยโอกาสข้ามรุ่น (Intergenerational Underprivileged) และยิ่งนานวันจะยิ่งลืมตาอ้าปากได้ช้าลงเมื่อเทียบกับคนที่มีฐานะดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
