<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สมาคม IMPECT | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-impect/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 Mar 2026 08:26:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สมาคม IMPECT | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 20:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มอวาคี]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคม IMPECT]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนมอวาคี]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านหนองมณฑา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100568</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120326/">เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ที่บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะมีถนนลาดยาง ก่อนที่รถจะวิ่งได้สะดวก เด็กๆ ชนเผ่ากะเหรี่ยงหรือที่พวกเขาเรียกตนเองว่า “ปกาเกอะญอ” ในพื้นที่สูง ต้องเดินเท้าข้ามเขาลำเนาไพรกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปโรงเรียนของรัฐ หลายคนไปไม่ถึง หลายคนไปแล้วก็หลุดออกมา</p>



<p>ในปี 2535 อาจารย์ “นายจอนิ โอ่โดเชา” ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงในตอนนั้น เห็นปัญหาชัดเจนสองประการ คือ&nbsp;</p>



<p><strong>หนึ่ง</strong> รัฐกำลังผลักดันนโยบายอพยพคนออกจากป่า แต่ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนด้วยภูมิปัญญาที่มีอยู่&nbsp;</p>



<p><strong>สอง</strong> การศึกษาของรัฐอยู่ห่างเกินไป เด็กๆ ต้องการพื้นที่เรียนรู้ที่เข้าถึงได้</p>



<p>“นายจอนิ โอ่โดเชา&#8221; จึงหารือกับสมาคม IMPECT องค์กรพี่เลี้ยงในตอนนั้น และ กศน. เกิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ขึ้นมาท่ามกลางป่า ท่ามกลางทุ่งนา เป็นที่ที่เด็กได้เรียนรู้ทั้งความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาของตัวเอง ทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง</p>



<p>ต่อมาในปี 2559 จึงจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนมอวาคีอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ&nbsp;</p>



<p>นับจากปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 34 ปีแล้ว แต่ความท้าทายบางอย่างกลับยังคงอยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่องว่างในกฎหมาย: เมื่อคำว่า “อาจ” กลายเป็นกำแพง</strong></h3>



<p>ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการของศูนย์การเรียนมอวาคี ที่มีบทบาทเป็นผู้ร่วมดูแลการจัดการศึกษา<strong>และ</strong>เป็นลูกหลานปกาเกอะญอ เธอเล่าถึงปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของศูนย์การเรียนด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่แฝงด้วยความหนักใจ</p>



<p><strong>ปัญหาคือ ศูนย์การเรียนมอวาคี และศูนย์การเรียนที่จัดโดยองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่เพราะกฎหมายรองรับแบบ “ไม่รับรอง”</strong></p>



<p><strong>กฎกระทรวงว่าด้วยศูนย์การเรียนขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ใช้ถ้อยคำว่าศูนย์การเรียนประเภทนี้ “อาจได้รับ” สิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุน ในขณะที่กฎกระทรวงฉบับอื่นๆ เช่น ศูนย์การเรียนของสถานประกอบการ ใช้คำว่า “ต้องจัดสรร” และเปิดโอกาสให้ได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่แรก</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2.jpg" alt="" class="wp-image-100569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>คำเพียงคำเดียว ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน</p>



<p>ศูนย์การเรียนมอวาคีจึงต้องพึ่งพาเงินจากภายนอก ทั้งจากองค์กรเอกชน องค์กรการกุศล&nbsp; กสศ. การบริจาค และการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่าย&nbsp; ซึ่งไม่มีความแน่นอนและไม่ยั่งยืน แม้กระทั่งอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ก็ต้องพึ่งพาการบริจาค</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำหน้าที่เหมือนโรงเรียน แต่ไม่ได้สิทธิเหมือนโรงเรียน</strong></h3>



<p>การเป็นคนที่เติบโตมาในพื้นที่ ขันแก้วเข้าใจดีว่าความไม่เท่าเทียมไม่ได้อยู่ที่สัญชาติของเด็ก แต่อยู่ที่ระบบ เธอสะท้อนความขัดแย้งที่เห็นมาตลอดว่า เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ยังได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กไทยทุกประการ ทั้งอาหารกลางวัน ทั้งเครื่องแบบ ทั้งอุปกรณ์การเรียน</p>



<p>แต่เด็กที่เรียนในศูนย์การเรียน กลับไม่ได้รับสิทธิอะไรเลย</p>



<p>“จากประสบการณ์ตรง เราเห็นว่านักเรียนที่ไม่ใช่คนไทย ที่ไม่มีสัญชาติ แต่เวลาที่เขาเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของรัฐแล้ว เขาก็มีสิทธิเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ศูนย์การเรียนหรือว่านักเรียนที่เขาอยู่ในระบบการเรียน ถึงแม้จะเป็นคนไทย แต่เพียงแค่เขาไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาของรัฐ เขากลับไม่ได้รับสิทธิ์ใดๆ”</p>



<p>ขันแก้วพูดช้าๆ “มันยังไม่มีความเท่าเทียม ยังไม่มีความเป็นธรรมสำหรับเด็กทุกคน”</p>



<p>นี่คือความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้าง ไม่ใช่ในจิตใจของใคร แต่อยู่ในตัวอักษรของกฎหมาย ที่รอวันแก้ไข</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5.jpg" alt="" class="wp-image-100570" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายที่หนักกว่าเงิน คือถูกมองเป็น “โรงเรียนเถื่อน”</strong></h3>



<p>หากปัญหางบประมาณยังแก้ได้ด้วยการหาทุน สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ การไม่ถูกรับรู้ การไม่ถูกยอมรับ</p>



<p>เด็กที่จบจากศูนย์การเรียนมอวาคี เวลาไปสมัครเรียนต่อหรือสมัครงาน มักถูกถามด้วยสายตาสงสัย “จบที่ไหน? ไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนนี้เลย เป็นโรงเรียนเถื่อนหรือเปล่า?”</p>



<p><strong>คำว่า “โรงเรียนเถื่อน” นี้เจ็บปวดกว่าการขาดงบประมาณ เพราะมันทำลายความมั่นใจของเด็ก ทำให้เด็กต้องมานั่งอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ศูนย์การเรียนไม่ใช่โรงเรียนเถื่อน แต่เป็นสถานศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มีหลักสูตรครบ 8 สาระ เทียบเคียงได้กับโรงเรียนทั่วไป</strong></p>



<p>“ทุกวันนี้เรายังต้องเอา ปพ.1&nbsp; มาเทียบเกรดให้เด็ก&nbsp; แต่เราไม่ได้มีปัญหาตรงนี้หรอกค่ะ เพราะที่ศูนย์การเรียนมีครบ 8 สาระ เทียบเคียงหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ.ได้อยู่แล้ว” ขันแก้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อย&nbsp;</p>



<p>“แต่เราอยากให้รัฐรับรองสถานะ อยากให้หน่วยงานด้านการศึกษาต่างๆ เข้าใจเสียทีว่า ศูนย์การเรียนก็ได้รับการรับรองจากรัฐไม่ต่างจากสถานบันศึกษาอื่น เพราะถ้าศูนย์การเรียนได้รับการรับรองและยอมรับ ครูในศูนย์ฯ ก็จะมั่นใจขึ้น เด็กเองก็จะมีความมั่นใจว่าเขาไม่ได้มาจากโรงเรียนเถื่อน เพราะศูนย์ฯ ก็ขึ้นกับ สพฐ. เหมือนกัน เพียงแค่ยังไม่ได้รับงบประมาณแค่นั้นเอง”</p>



<p><strong>เธอชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนในโรงเรียนของรัฐที่ไม่รู้จักศูนย์การเรียน แต่อยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การที่ศูนย์การเรียนไม่ถูกนำเสนอในภาพการศึกษาของประเทศอย่างชัดเจน</strong></p>



<p>“บุคลากรทางการศึกษาที่อยู่โรงเรียนของรัฐ หรือเป็นครูโรงเรียนของรัฐ ตอนนี้เขาแทบจะไม่รู้เลย ว่าศูนย์การเรียนคืออะไร” เธอพูดช้าๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักของแต่ละคำ “แล้วพอเด็กจากศูนย์การเรียนไปสมัครเรียนต่อ เขาก็จะถามเด็กว่า จบจากไหน ไม่รู้จัก ซึ่งมันฟังดูน่าสะเทือนใจสำหรับเด็ก”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2.jpg" alt="" class="wp-image-100571" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพราะเด็กต้องการ “ราก” ไม่ใช่แค่ “เกรด”</strong></h3>



<p>ที่ศูนย์การเรียนมอวาคี เน้นการศึกษาแบบสองวัฒนธรรม คือผสานความรู้ส่วนกลางเข้ามาด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งรากฐานวัฒนธรรมชุมชน&nbsp;</p>



<p>นี่ไม่ใช่ความดื้อดึง แต่เป็นการตระหนักว่า การศึกษาไม่ควรมีแค่แบบเดียว</p>



<p>ขันแก้วเล่าถึงอดีตของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แม้แต่ตัวเราสมัยก่อน เราก็ถูกให้เรียนหลักสูตรแกนกลาง เพราะโรงเรียนรัฐไม่มีสอนภาษาของชุมชนเรา กว่าเราจะได้เรียนภาษาของตัวเอง ก็ตอนที่มีครูสอนศาสนาเข้ามาช่วยสอนในวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้น”&nbsp;</p>



<p>“เมื่อก่อนตอนเราไปเรียนโรงเรียนรัฐ เราไม่กล้าบอกว่าฉันเป็นกะเหรี่ยง เพราะกลัวเพื่อนล้อ เวลาพูดไม่ชัดก็จะอาย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เราที่เจอ แต่เด็กชนเผ่าพื้นเมืองทุกคนก็เจอเรื่องนี้”</p>



<p>เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น “พอชุมชนมีโอกาสจัดทำหลักสูตรการสอนเพื่อใช้ในศูนย์การเรียน ชุมชนก็เห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องรากของเขา ตัวตนของเขา เขาจะได้รู้ว่าฉันคือใคร มาจากไหน รากก็สำคัญไม่แพ้เกรด”</p>



<p>นี่คือเหตุผลที่มอวาคียืนกรานว่า เด็กต้องได้เรียนรู้ทั้งความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง เพราะการมีรากทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวตน</p>



<p>นี่คือสิ่งที่เด็กต้องการ ไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา แต่คือความมั่นใจในตัวตน ความภาคภูมิใจในที่มาของตัวเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>น้ำบ่อหน้า น้ำบ่อหลัง และกระจกมองข้างหลังของรถเบนซ์</strong></h3>



<p>ปราชญ์ชาวบ้านที่มอวาคีมักใช้คำเปรียบเทียบที่ทรงพลัง ขันแก้วเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่มีรอยยิ้ม</p>



<p>ท่านหนึ่งเปรียบเทียบว่า เด็กต้องการทั้ง “น้ำบ่อหลัง” คือความเป็นตัวตน รากแก้วของตัวเอง ภูมิหลัง และ “น้ำบ่อหน้า” คือการเรียนรู้ไปข้างหน้า การมองโลกภายนอก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2.jpg" alt="" class="wp-image-100572" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>อีกท่านหนึ่งถามว่า “รถที่แพงที่สุดในโลกคือรถอะไร? รถเบนซ์ใช่ไหม? แล้วทำไมรถเบนซ์ถึงต้องมีกระจกมองข้างหลังด้วย ถ้ามันดีที่สุดแล้ว ทำไมต้องมองข้างหลัง?”</p>



<p>คำตอบคือ เพราะเราต้องการความปลอดภัย เราต้องรู้ว่าเรามาจากไหน ข้างหลังมีอะไร เพื่อจะได้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ</p>



<p>และอีกท่านหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างต้นไม้ในป่ากับต้นไม้ในรีสอร์ท ว่าต้นไม้ในรีสอร์ทตั้งเป็นแถวเป็นแนว สวยงาม แต่ต้องรดน้ำทุกวัน ถ้าไม่รดน้ำวันเดียว ก็เหี่ยวเฉาตาย เพราะไม่มีราก</p>



<p>แต่ต้นไม้ในป่า มีทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ มีวัชพืช มีความหลากหลายทางชีวภาพ มันอาจดูไม่เป็นระเบียบเท่า แต่มันยั่งยืน มันอยู่ได้เอง เพราะมันมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์</p>



<p><strong>“เราไม่ได้โทษว่าการศึกษาของไทยไม่ดี หรือว่าการเรียนแกนกลางไม่ดี มันดี แต่มันจะเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร มันจะเสริมให้เด็กที่มีความแตกต่าง มีฐาน มีราก มีภูมิคุ้มกันของตัวเอง รู้จักตัวเอง แล้วก็รู้จักภายนอกได้อย่างไร”</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่นี่เราเรียนในป่า เรียนในนา เรียนใต้ถุนบ้าน</strong></h3>



<p>ด้วยแนวคิดเหล่านี้ ผู้สอนของศูนย์การเรียนมอวาคีจึงไม่ใช่แค่ครูจากทางการ แต่เป็นการบูรณาการของครูสามกลุ่ม <strong>คือ ครูที่มีความรู้ทางวิชาการ</strong> <strong>ผู้รู้ในชุมชนที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น</strong> และ<strong>ครูประจำการที่เป็นชาวกะเหรี่ยงจบปริญญาสาขาครู</strong> ที่รู้ทั้งภาษาของตัวเอง รู้วิถีวัฒนธรรม และรู้หลักสูตรสมัยใหม่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม แต่เกิดขึ้นในทุ่งนา ในป่า ใต้ถุนบ้าน ใต้ต้นไม้</p>



<p>“บางทีคนอื่นเขาอาจจะมองว่ามันสะเปะสะปะ เเดี๋ยวเรียนในห้องเรียน เดี๋ยวไปเรียนในทุ่งนา เดี๋ยวก็ไปเรียนในป่า เดี๋ยวก็ไปเรียนใต้ถุนบ้าน ใต้ต้นไม้ ไม่เห็นเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม”</p>



<p>แต่ขันแก้วอธิบายว่า นี่คือการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จริง ด้วยการปฏิบัติจริง เพื่อให้เด็กมีทั้งความรู้และทักษะชีวิต เพื่อให้เด็กเห็นว่าความรู้ในตำราเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายที่ต้องการ : จากคำว่า “อาจ” สู่ “ให้”</strong></h3>



<p>การเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงกฎกระทรวงว่าด้วยศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 จึงเป็นความหวังสำคัญ โดยนับจนถึงตอนนี้ มีการประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อพัฒนากฎกระทรวงฯ ให้สามารถขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ซึ่งมีสองประเด็นหลักที่ถูกขับเคลื่อนอยู่ ดังนี้</p>



<p><strong>ประการแรก</strong> <strong>ปลดล็อกคุณสมบัติผู้เรียน จาก “ผู้ขาดโอกาส” เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส”</strong> สำหรับนักเรียนทุกคนที่ต้องการการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความสนใจและจังหวะชีวิตของตนเอง</p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong> และสำคัญที่สุด คือ <strong>ยืนยันสิทธิด้านเงินอุดหนุน จากคำว่า “อาจได้รับ” เป็น “ให้ได้รับ” สิทธิประโยชน์</strong>ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการศึกษา เพื่อให้ศูนย์การเรียนได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเท่าเทียมสถานศึกษาทุกประเภท</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1.jpg" alt="" class="wp-image-100573" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ขันแก้วบอกว่า <strong>หากได้รับงบประมาณอย่างเท่าเทียม ศูนย์การเรียนจะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษา สนับสนุนเด็กด้านอาชีพมากขึ้น</strong> เช่น การส่งเด็กไปฝึกงาน การเทียบประสบการณ์ “เด็กก็ได้ทั้งในเรื่องของอาชีพ ได้รายได้ แล้วก็เราสามารถเข้าไปเทียบประสบการณ์เด็กออกมาเป็นวุฒิได้ด้วย”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ้นไปจากงบประมาณ คืออยากเห็นเด็กเรียนอย่างเป็นสุข</strong></h3>



<p>เมื่อถามถึงความหวังสูงสุดของศูนย์การเรียน ขันแก้วไม่ได้พูดถึงอาคารสถานที่ ไม่ได้พูดถึงงบประมาณ</p>



<p>แต่เธอพูดถึงเด็ก</p>



<p>“ความหวังสูงสุดของเราคือ อยากให้เด็กในศูนย์การเรียนมีความเชื่อมั่น มีความมั่นใจ และที่สำคัญคืออยากเห็นเขาเรียนด้วยความสุขในทุกวัน ในทุกวิชา และเมื่อจบออกมาแล้ว เขาจะได้เป็นเด็กเยาวชน หรือจะเป็นผู้นำคนต่อไปที่มีภูมิปัญญา เป็นผู้นำสองวัฒนธรรม หรือผู้นำพหุวัฒนธรรม รู้จักตัวตนแล้วก็รู้จักผู้อื่น ทั้งในชุมชนและนอกชุมชน”</p>



<p>นอกจากนี้ ขันแก้วยังกล่าวย้ำว่า ทุกสถานศึกษาล้วนมีคุณค่าและความหมาย ไม่อยากให้ครูหรือเขตพื้นที่การศึกษา ตีตราเด็กจากแค่เกรดเฉลี่ยเท่านั้น</p>



<p><strong>“ทุกสถานศึกษามันมีความหมายแล้วก็มันมีคุณค่า ศูนย์การเรียนมอวาคีเราไม่ได้เน้นแค่เกรด แต่อยากให้เด็กได้เรียนรู้ตามความถนัดของเขา เพราะเขาอาจมีความสามารถเฉพาะด้านในหลากหลายมิติ คิดว่าสิ่งสำคัญคือเราควรเปิดช่องทางให้เด็ก เพื่อที่เขาจะเดินไปอย่างมั่นใจ” เธอกล่าวปิดท้าย</strong></p>



<p>34 ปีที่ศูนย์การเรียนมอวาคียืนหยัดในพื้นที่ห่างไกล พิสูจน์แล้วว่า การศึกษาสองวัฒนธรรมคือรากฐานที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง มีรากลึก มีภูมิคุ้มกัน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น <strong>การปรับปรุงกฎกระทรวงเพื่อให้ศูนย์การเรียนได้รับสิทธิเท่าเทียมกับสถานศึกษาอื่นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจาก “อาจได้รับ” เป็น “ให้ได้รับ” เงินอุดหนุนจากรัฐ รวมถึงงบประมาณบุคลากร ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินอย่างเดียว</strong></p>



<p>แต่เป็นเรื่องของการยอมรับว่า ระบบการศึกษาของเรามีความหลากหลาย เด็กมีความต้องการที่แตกต่างกัน และทุกเด็กสมควรได้รับโอกาสที่เหมาะสมกับพวกเขา</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p style="font-size:14px"><em>บทความนี้เขียนจากการสัมภาษณ์ ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ผู้ประสานงานการจัดการความรู้และวิชาการ จากสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)/ IMPECT / และผู้จัดการศึกษาศูนย์การเรียนมอวาคี</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120326/">เมื่อกฎหมาย “อาจ” กลายเป็นกำแพง ทำให้เด็กศูนย์การเรียน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ว่าด้วยเคสของมอวาคี กับ 34 ปีที่ยืนหยัดมา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
