<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สช. | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%8a/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Jun 2022 10:29:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สช. | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง&#8230;โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-210622/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2022 10:27:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=57146</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กทุกคนต้องได้เรียนต่อ กสศ. ศธ. ตชด. อปท. สช. สร้างกล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210622/">เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง…โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เด็กทุกคนต้องได้เรียนต่อ กสศ. ศธ. ตชด. อปท. สช. สร้างกลไกช่วยเหลือและติดตามนักเรียน ในช่วงชั้นรอยต่อ ป.6 และ ม.3 ที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาให้กลับมาเรียน ภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน</p>



<p><strong>ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> เปิดเผยในเวทีเสวนา “เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง&#8230;โรงเรียน” ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ ว่าในปีการศึกษา 2563-2564 พบมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 238,000 คน จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนเดินหน้าติดตามพาน้องกลับมาเรียน ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือเพียง 17,000 คนเท่านั้นที่ยังตามกลับเข้ามาไม่ได้ กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งศูนย์ประสานงานตามน้องกลับมาเรียน ติดตามเด็กกลุ่มนี้ให้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8bb9b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo2_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การตามนักเรียนให้กลับมาถือว่ายากแล้ว แต่ที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรไม่ให้ต้องหลุดออกไปอีกครั้ง เพราะปัญหาของเด็กที่มีความซับซ้อนมากกว่าแค่ 1 เรื่อง จึงมองแต่ตัวเด็กไม่ได้ แต่ต้องมองไปถึงผู้ปกครองด้วย ทั้งเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ถ้าจะให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จทุกหน่วยงาน ทั้ง กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ จะต้องร่วมกันดูแลอย่างเป็นระบบไปจนถึงตัวผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนเองก็จะเป็นหัวใจหลักในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่”</p>



<p><strong>ในเวทีเสวนา ยังได้ยกกรณีตัวอย่างกลไกการช่วยเหลือ “น้องนนท์” (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.1 อายุ 14 ปี ซึ่งเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชนสองภาษา มีผลการเรียนระดับดีมาก จากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ครอบครัวเกิดปัญหาความยากจนเฉียบพลัน ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม จึง ทำให้ “น้องนนท์”&nbsp; ไม่มีสิทธิสอบ ไม่มีสิทธิเข้าเรียน จนในที่สุดต้องหลุดจากระบบไป 1 ปีการศึกษา&nbsp; เปิดเทอมปีการศึกษา 2565 มาหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ได้กลับไปเรียน</strong></p>



<p><strong>นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี</strong> เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาและนำ “น้องนนท์” กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการใช้ “ไทรน้อยโมเดล” โดยทำงานร่วมกันกับศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤติทางการศึกษา กสศ. &nbsp; ด้วยแนวทางรับเด็กเข้าเรียนทันที&nbsp; แม้จะเปิดเทอมมาแล้วกว่า 1 เดือน&nbsp; เพราะเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันที่ยิ่งทำให้เด็กเสียโอกาส ปัญหาที่โรงเรียนเก่าค่อยมาหาทางแก้ไขกันทีหลัง ขอให้เด็กได้กลับมาเรียนก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าหนังสือ และอื่นๆ ทางโรงเรียนไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้ เพราะสามารถนำไปเฉลี่ยกับเด็กทั้งหมดได้</p>



<p>“ไทรน้อยโมเดล เป็นระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีปัญหา โดยไม่ใช่แค่การพาเด็กกลับเข้าระบบมาแล้วส่งเข้าห้องเรียนแค่นั้น แต่จะมีการสำรวจความพร้อม และความต้องการของเด็กหลังจากหยุดเรียนไป 1 ปี และจัดทำโปรแกรมการฟื้นฟูทุกด้าน โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายในโรงเรียน  และมีการประสานนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลเพราะการหยุดเรียนไปนานส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจพอสมควร ซึ่งโรงเรียนของเรามีความเชื่อว่าเมื่อเด็กอยากเรียนแล้วเขาก็จะมีพลังบวกในตัวเอง โดยตอนนี้ น้องนนท์ได้กลับมาเข้าเรียนต่อในระดับ ม.2 แล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a23cb3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo1_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)</strong> เปิดเผยว่า การพาน้องกลับมาโรงเรียนได้ จะได้รับการดูแลและสวัสดิการต่างๆ ที่รออยู่ที่โรงเรียน เช่น ทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ทุนเสมอภาค นมโรงเรียน อาหารกลางวัน&nbsp; ซึ่งครอบครัวก็ได้รับประโยชน์ตรงนี้ด้วย โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่ที่มีความหมายมากกว่าการไปเรียนหนังสือ ดังนั้นการพาเด็กกลับมาได้นับแสนคนจึงถือว่าเป็นคุณูปการต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคม ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในระยะยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>กสศ. ร่วมกับโรงเรียน 17,432 แห่ง 4 สังกัด (สพฐ. ตชด. อปท. สช.) ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่นักเรียนยากจนพิเศษ ช่วงชั้นรอยต่อ เคยศึกษาในภาคเรียนที่ 2 /2564 เพื่อติดตามสถานะการศึกษาต่อของนักเรียน และให้กลับมารับทุนการศึกษาลมหายเพื่อน้องที่โรงเรียน เนื่องจากคุณครูมีประสบการณ์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ติดตามนักเรียนกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า หลังเปิดเทอมยังมีเด็กจำนวนมากที่ไปไม่ถึงโรงเรียน หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือปัญหาความยากจนเฉียบพลัน โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กนักเรียนใน กทม.ผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมประมาณ 37,000 บาทต่อคน  ต่างจังหวัดจะอยู่ที่ 17,800 บาทต่อคน ดังนั้นถ้าเราไม่ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจให้กับผู้ปกครอง โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะได้ไปต่อก็ยากขึ้น และยังพบว่าเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดสูงนั้นจะมีปัญหามากกว่า 1 เรื่องทั้งเศรษฐกิจ ครอบครัว การหย่าร้าง และสุขภาพ โดยตัวอย่างการทำงานในหลายพื้นที่ของโครงการพาน้องกลับมาเรียนในวันนี้ทำให้เห็นว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่หลังจากนี้จะต้องมีนโยบายเข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้เด็กหลุดซ้ำ เพราะตอนนี้เราดึงกลับมาได้แล้วกว่า 2 แสนคน ต้องหาทางประคับประคองไม่ให้กลุ่มนี้หลุดซ้ำ สิ่งที่ช่วยได้ก็คือเรื่องของทุน การมีงานทำ และการมีครูที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-293331"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo3_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทุกปัญหาในครอบครัวทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การมีงานทำ ปัญหาสังคม ผลกระทบทุกอย่างจะตกไปอยู่ที่ตัวเด็กทั้งหมด ดังนั้นการแก้ปัญหา จึงต้องเข้าไปแก้ปัญหาถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่ต้องมีการกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันในการดูแล และในภาวะแบบนี้ควรจะต้องพลิกมุมมองจากการดูแลเด็กจากเด็กเก่งและดี เป็นดูให้เด็กรอด และต้องบูรณาการการทำงานของ 4 กระทรวงในทุกๆ พื้นที่ โดย กสศ.จะทำหน้าที่ป้องกันให้พ้นวิกฤติ แล้วส่งต่อให้จังหวัดดูแลต่อในระยะยาว”</p>



<p>“โครงการพาน้องกลับมาเรียน” เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ 14 องค์กร และเอกชน เพื่อสร้างกลไกการค้นหาและติดตามเด็กที่ประสบปัญหาความยากจน พิการซ้ำซ้อน ไม่มีค่าเดินทาง ต้องเสียสละให้น้องเรียน ไม่ได้จ่ายค่าเทอม ไม่มีวุฒิไปเรียนต่อ จนทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการร่วมกันพาน้องกลับโรงเรียน&nbsp; โดยมีบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ร่วมสมทบเงินบริจาค 150 ล้านบาท จากโครงการลมหายใจเพื่อน้อง เพื่อช่วยนักเรียนช่วงชั้นรอยรอยต่อที่หลุดนอกระบบ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210622/">เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง…โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2021 12:00:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัทร จำปาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[ด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48054</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกชนโรงเรียนประเภทสายสามัญทั่วประเทศ 3,900 แห่ง หวังเป็นฐานข้อมูลช่วยเหลือติดตามนักเรียนอย่างทันท่วงที รวมถึงพัฒนาครูและสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนเพิ่มสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8364e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ &nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</span> </strong>&nbsp;กล่าวว่า &nbsp;วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายดีที่ทำความร่วมมือกันระหว่าง ศธ.และ กสศ.ขับเคลื่อนระบบการศึกษาโดย&nbsp;</p>



<p>1. สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน&nbsp;</p>



<p>2. ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ&nbsp;</p>



<p>3. สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน นักเรียนพิการและด้อยโอกาส เพื่อลดความเลื่อมล้ำ ในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b314c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนเอกชนมักจะถูกมองว่าเด็กมักจะมีฐานะดีแต่ในข้อเท็จจริงโรงเรียนเอกชนยังมีเด็กที่ด้อยโอกาสและผู้พิการ และครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้ใช้แอปพลิเคชันของ กสศ. ที่มีมาตรฐาน และได้ใช้มาในทุกระบบของการศึกษา ครั้งนี้จำนวนอาจจะยังไม่ได้เข้าเป้ามากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่กระทรวงศึกษาธิการจะรับไปปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงสถานศึกษาจำนวนมากขึ้น โอกาสต่อไปก็คือ นักเรียน ครู และสถานการศึกษา จะได้รับความร่วมมือจาก กสศ.เพื่อพัฒนาระบบการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาคือ พัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ยากไร้” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว</p>



<p>ดร.กนกวรรณกล่าวด้วยว่า ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ต้องเรียนอย่างยากลำบาก ครูจึงต้องหาวิธีการให้นักเรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ในส่วนของการเรียนแบบ On-Site และ On-Hand ต้องทำด้วยความยากลำบาก เพราะต้องทำควบคู่กับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังหาช่องทางให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมด้วย ซึ่งนับเป็นความเสียสละและความท้าทายของผู้บริหารและครูของโรงเรียนเอกชน จึงอยากขอบคุณจากใจ&nbsp;</p>



<p>สำหรับผู้ปกครองบางรายมีจำนวนมากที่เกิดภาระจากการว่างงาน เป็นข้อจำกัดของสภาพครอบครัว ส่งผลไปยังบุตรและลูกหลานในปกครอง &nbsp;วันนี้จึงเป็นวันสำคัญที่เราจะมาร่วมพัฒนาอนาคตที่สดใดของเด็กด้อยโอกาสให้มีความสุขมากขึ้น จึงอยากให้การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ศธ.และ กสศ. บรรลุวัตถุประสงค์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-497e23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</span> </strong> กล่าวว่า เด็กยากจนจำนวนมากมีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา  กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ  และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ   </p>



<p>ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน &nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรากังวล แม้ยังไม่หลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้ามาโรงเรียน ท้องยังหิว &nbsp;เดินทางด้วยความยากลำบาก หรือได้รับการเรียนการสอนไม่ตรงกับการใช้ประโยชน์ในชีวิต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กสศ.จึงจัดงบประมาณลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือด้านอาหารเช้า การเดินทาง การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม ให้ตรงกับประโยชน์ที่นักเรียนจะใช้ได้จริง &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากเด็กๆ ในสังกัด สพฐ. ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล  และได้ขยายไปสู่สังกัด อปท. ตชด.  ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก หนึ่งในนั้นคือสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช.   กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องงบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปี  ในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรก     </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb5e56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การดำเนินงานจะมีเงื่อนไขคือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) &nbsp; ของ กสศ. เพื่อให้รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบประมาณ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณถูกคน ยากจนจริง &nbsp;ทั้งนี้ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช.กว่า 3,902 แห่ง&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า &nbsp;ในปีแรก กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่งจากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน &nbsp; &nbsp;ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขคนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ada7b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตามการสนับสนุนอาจยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้หลายเท่า &nbsp; ซึ่งรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจคัดกรองเร็วขึ้น เพื่อสามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขวางขึ้นในปีถัดไป &nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 ประมาณ 27 แห่ง &nbsp;ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน &nbsp;ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน &nbsp;สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ กระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบประมาณหมด หรืองบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก  เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย  เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข   โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน”  นพ.สุภกรกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1396"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-09.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.สุภัทร จำปาทอง  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</span>  </strong>กล่าวว่า ตลอดสามปี ที่ กสศ.กำเนิดขึ้นมา เป็นการเติมเต็มช่องว่างในสังคมไทย  เปลี่ยนชีวิตเด็กให้เป็นบุคคลสำคัญ ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต   อย่างไรก็ตามนักเรียนที่อยู่ในสถานศึกษามีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งจากสภาวะทางเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะในวิกฤตโควิด-19  ทำให้มีการย้ายถิ่นฐาน  ผู้ปกครองว่างงาน  ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไทย   ทำให้มีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่พบว่าศึกษาต่อในระบบ  เป็นเด็กตกหล่นประมาณ 43,000 คน    โดยขณะนี้เหลืออีกราว 20,000 กว่าคน ที่กระทรวงศึกษากำลังเร่งรัด ติดตาม ซึ่งเรามีชื่อเด็กทุกคน เพื่อให้เข้าสู่การศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบหรือเรียนอาชีวะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c77361"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการ<br>ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) &nbsp;กล่าวว่า การสนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ สช.มีฐานข้อมูลความยากจนของนักเรียนที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ สช.นำข้อมูลไปใช้ในการขอรับงบประมาณประจำปี สำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจน ด้อยโอกาสได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ สช.และ กสศ.ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ผ่านโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Program: TSQP ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของระบบบริหารจัดการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูงในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2021 05:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[งานเสวนา โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ครั้งที่ 1 ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Gap]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์แนวราบ]]></category>
		<category><![CDATA[empowerment]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ก่อการ]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47886</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญคืออยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่าระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment หรือความสัมพันธ์แนวราบ”</strong></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และประธานอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ กล่าวว่า Learning Loss ภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Gap ช่องว่างการเรียนรู้เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยมานานและมากกว่าที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 แต่หลายฝ่ายไม่รู้ตัว เป็นช่องว่างที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาโดยใช่เหตุ ไม่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เต็มศักยภาพ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f78c7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์_FB_0-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ถ้าไม่ระวังจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้และไม่ได้รับการดูแล เป็นช่องว่างที่ต้องปิดเพื่อทำให้อย่างน้อยนักเรียนทุกคนต้องบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ นี่เป็นเป้าหมายที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง&nbsp;</p>



<p>ประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีทำได้ แต่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยทำอยู่ในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ และเปลี่ยนระบบ เรื่องนี้เป็นเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ กสศ.ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. สช. และ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-773bbf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“GAP หรือช่องว่างมีมากกว่าและใหญ่กว่า COVID GAP เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของการศึกษาของเรา ไม่ใช่แค่ประเทศไทย อีกกว่าครึ่งโลกก็เป็น แต่หลายประเทศรู้ตัวและหาทางแก้ไข ประเทศฟินแลนด์ใช้เวลากว่า 30 ปี จัดระบบที่ให้นักเรียนไม่ว่าอยู่ห่างไกลแค่ไหน แต่ต้องได้รับการศึกษาที่คุณภาพเท่าเทียมกัน เรื่องนี้สามารถทำได้ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นนโยบาย นโยบายของไทยขณะนี้ แม้ว่าต้องการให้เท่าเทียม แต่วิธีปฏิบัติสร้างความแตกต่าง สร้างความไม่เท่าเทียม สร้างความด้อยโอกาสให้แก่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล นี่คือปัญหา เช่น ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณแบบเดียวกัน เหมือนกันหมดทั้งประเทศ นโยบายนี้สร้างช่องว่าง โดยไม่รู้ตัว ในนามของความหวังดี แต่จริง ๆ แล้วคือนโยบายที่ไม่ดี” ศ. นพ.วิจารณ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-937b07"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าครูไม่เรียนรู้จากการทำหน้าที่ของตน นี่คือหัวใจในโลกปัจจุบันการศึกษา การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ทั้งมุมของเด็กและครู ดังนั้นแม้ครูเรียนมาจากสถาบันที่เก่งเท่าไหร่ พอมาทำงาน ความรู้ประสบการณ์เหล่านั้นไม่พอ ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครู ครูต้องเป็นนักเรียน เรียนจากการทำงานในหน้าที่ครู เรียนร่วมกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องเป็นชุมชนการเรียนรู้ (learning community) ทั้งของครูและของศิษย์&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-78595b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมเชื่อว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กไม่มีวันเต็ม 100% เด็กแต่ละคนเต็มไม่เท่ากัน ผมเข้าใจว่า ขณะนี้โดยเฉลี่ยของเด็กไทย น่าจะไม่ถึง 30% เด็กเก่งอาจไม่ถึง 80-90% แต่จะมีเด็กบางคนอาจได้แค่ 10-20% ไม่ใช่พูดให้ท้อถอย หรือตำหนิใคร แต่ชี้ให้เห็นว่า ครู โรงเรียน มีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมากมาย ช่วยกันหาทางเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น” ศ. นพ.วิจารณ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ae44e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์กล่าวว่า ถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดี หลายครั้งนักเรียนที่หงอย ไร้แรงบันดาลใจ กลายเป็นคนมีชีวิตชีวา เท่ากับว่าครูได้ชุบชีวิตของนักเรียนขึ้นมา กรณีเด็กเกเร ครูก็สามารถช่วยได้ โดยการใช้เรื่องของปฏิสัมพันธ์เชิงบวก นอกจากนี้ยังมีช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการใช้ปฏิสัมพันธ์แบบนายกับลูกน้องระหว่างครูกับผู้บริหาร ปฏิสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง เชิงอำนาจ เป็นตัวบั่นทอนคุณภาพการศึกษา เป็นคำพูดของนักการศึกษาทั่วโลกที่ทำวิจัยมา และชี้ให้เห็นว่า การสร้างเงื่อนไข กติกา ออกข้อบังคับ ออกหลักสูตรให้ดีอย่างไร แต่ครูไม่เป็นครูผู้ก่อการ ทำงานเพื่อสนองนาย สนองคำสั่ง ระบบการศึกษาไม่มีวันที่มีคุณภาพได้ นี่คือผลการศึกษาวิจัยจากทั่วโลก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef8b06"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้นความเป็นกัลยาณมิตร ระหว่างผู้บริหารกับครูนั้นหมายความว่า ปฏิสัมพันธ์เน้นความเป็นแนวราบ ผู้บริหารต้อง Empower ครู ไม่ใช่สั่งการครู ทำให้ครูมีพลังขึ้นมา เพื่อจะทำงานพัฒนา ครูนั้นไม่ใช่เป็นเพียงผู้ทำงานเชิงเทคนิคหรือสอนเท่านั้น แต่เป็นผู้ทำงานพัฒนาในทุกระดับ จนถึงระดับจังหวัดระดับประเทศ ครูเป็นผู้ส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ผู้รอรับคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df640d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับช่องว่างหรือ GAP ระหว่างต้นสังกัดใหญ่ โรงเรียนและครู นั้นต้องร่วมกันสร้างสัมพันธ์แนวราบในระบบการศึกษา เป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ ไม่ใช่สายการบังคับบัญชา เพื่อให้ทุกจุดของระบบมีพลังสร้างสรรค์ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยไปถูกทาง เป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัว การศึกษาไทยปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่มีการเรียนรู้ เพราะสั่งการจากเบื้องบนหมด ข้างล่างปฏิบัติตามคำสั่งและมีการมาตรวจวัด ไม่มีวันที่เราจะทำให้การศึกษามีคุณภาพอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab1eed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญคือ อยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่า ระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment หรือความสัมพันธ์แนวราบ” ศ.นพ.วิจารณ์กล่าว</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <br>สรุปสาระสำคัญ<br>งานเสวนา โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ครั้งที่ 1 ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19<br>วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="งานเสวนา : โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ &quot;ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19&quot; ครั้งที่ 1" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/1jat9qkrb6Y?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครม.ไฟเขียวปรับค่าอาหารกลางวันตั้งแต่เด็กเล็ก-ป.6 ในอัตรา 21 บาท</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-09-02-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2021 04:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองพัทยา]]></category>
		<category><![CDATA[อนุชา บูรพชัยศรี]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[คณะรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[สถ.]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27098</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9  ก.พ. 2564  การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-09-02-21/">ครม.ไฟเขียวปรับค่าอาหารกลางวันตั้งแต่เด็กเล็ก-ป.6 ในอัตรา 21 บาท</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-27100" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/18-ครม.ไฟเขียว-ปรับค่าอาหารกลางวันนักเรียน_th.jpg" alt="" width="864" height="454" /></p>
<p><b>เมื่อวันที่ 9  ก.พ. 2564  การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบในหลักการของการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียน</b></p>
<p><strong>นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</strong> เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการของการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนเพิ่มอีกร้อยละ 5 เป็นอัตราละ 21 บาท/คน/วัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565</p>
<p>สำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีจำนวนโรงเรียน 49,861 โรงเรียน และจำนวนนักเรียน 5,894,420 คน งบประมาณทั้งสิ้น 25,436,304,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งอุดหนุนให้<strong>องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)</strong> 23,561,921,200 ล้านบาท และจัดสรรให้สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับนักเรียนเอกชนอีก 1,874,382,800 บาท</p>
<p>นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าอาหารกลางวันของนักเรียนครั้งนี้ปรับเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 5 เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย และค่าวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีราคาสูงขึ้น และคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการในการประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนอัตราใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ และจะทันต่อการเปิดเทอมครั้งที่ 2 ในปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ด้วย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-27101" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/18-ครม_0.ไฟเขียว-ปรับค่าอาหารกลางวันนักเรียน_Ph.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p>ทั้งนี้ ตามมติครม.เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นค่าอาหารกลางวัน ปรับมาใช้ในอัตราดังกล่าวด้วยเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนดังกล่าว มีค่าบริหารจัดการในการประกอบอาหารในสัดส่วนที่เพียงพอที่หน่วยงานจะสามารถบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนให้มีคุณภาพ มีความคุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>โดยแต่ละหน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสมสอดคล้องกับขนาดโรงเรียนและจำนวนนักเรียนในขั้นตอนการบริหารงบประมาณ</p>
<p>การขอปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในครั้งนี้ จะมีผลต่อภาระงบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น และสัดส่วนเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงความเสมอภาคตามความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายในทุกสังกัด และความซ้ำซ้อนกับการจัดสวัสดิการของรัฐในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการใช้จ่ายให้ครอบคลุมจากทุกแหล่งเงิน</p>
<p>อาทิ ดอกผลของเงินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา การสนับสนุนจากกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา และรายได้/เงินสะสม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาสมทบค่าอาหารกลางวันในส่วนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการกำหนดแนวทางให้ชัดเจนในทุกขั้นตอนสำหรับการบริหารโครงการอาหารกลางวันให้มีคุณภาพทางโภชนาการ มีความปลอดภัย มีการวางแผนการผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้ในทุกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในทุกมิติสำหรับการสนับสนุนโครงการดังกล่าวด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27102" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/18-ครม.ไฟเขียว-ปรับค่าอาหารกลางวันนักเรียน_Ph.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)</strong> เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้<strong>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)</strong> และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งงบประมาณ พิจารณาปรับเพิ่มการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ให้แก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนโรงเรียน 51,637 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 6,147,469 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2563) ค่าอาหารกลางวันที่เสนอเพิ่มขึ้นตามจำนวน และขนาดโรงเรียน จำนวน 200 วัน</p>
<p>สำหรับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สถ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา และจำนวน 252 วัน</p>
<p>สำหรับโรงเรียนในสังกัด สถ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเมืองพัทยา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เนื่องจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่ใช้ในการประกอบอาหารมีราคาสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราค่าอาหารกลางวันที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งการประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนจะต้องคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเป็นสำคัญ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-09-02-21/">ครม.ไฟเขียวปรับค่าอาหารกลางวันตั้งแต่เด็กเล็ก-ป.6 ในอัตรา 21 บาท</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รมว.ศธ.ลงนามประกาศให้สถานศึกษาเปิดทำการเรียนการสอน 1 ก.พ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-28-01-21-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2021 03:42:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=26639</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564  นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-28-01-21-2/">รมว.ศธ.ลงนามประกาศให้สถานศึกษาเปิดทำการเรียนการสอน 1 ก.พ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26641" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/12-ศธ.ประกาศเปิดโรงเรียน-1-ก.พ.-เว้นสมุทรสาคร_thu.jpg" alt="" width="864" height="454" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564  <strong>นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ</strong> ลงนามใน<strong>ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ</strong> เรื่อง การเปิดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 27 มกราคม 2564</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการเรียนการสอนตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป โดยต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรการของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเคร่งครัด</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26646" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/12-ศธ_3.ประกาศเปิดโรงเรียน-1-ก.พ.-เว้นสมุทรสาคร_Pho.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับจังหวัดสมุทรสาครให้ปิดการเรียนการสอนต่อไป โดยให้กำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เช่น การสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจจัดการเรียนการสอนโดยใบสั่งงานหรือมอบหมายงานตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26644" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/12-ศธ_0.ประกาศเปิดโรงเรียน-1-ก.พ.-เว้นสมุทรสาคร_Pho.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครปฐม และจังหวัดปทุมธานี) ให้เปิดสถานศึกษาได้แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรการของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเคร่งครัด โดยให้มีจำนวนนักเรียนไม่เกินห้องละ 25 คน ในกรณีที่ห้องเรียนไม่เพียงพอ ให้จัดการเรียนการสอนด้วยการสลับวันเรียน</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26645" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/12-ศธ_2.ประกาศเปิดโรงเรียน-1-ก.พ.-เว้นสมุทรสาคร_Pho.jpg" alt="" width="864" height="831" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2564 ว่า จากการประชุมทำให้โรงเรียนเอกชนสามารถคำนวณจำนวนวันที่ไม่ได้ให้บริการอย่างชัดเจน ส่งผลให้มีการลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหารกลางวัน ค่ารถรับ-ส่ง ค่าทัศนศึกษา เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยแต่ละโรงเรียนจะมีแนวทางการตกลงกับผู้ปกครองแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละแห่ง และจะมีการรายงานให้<strong>สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)</strong> รับทราบด้วย ทั้งนี้มั่นใจว่าทุกโรงเรียนได้คำนึงถึงค่าบริการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านของรัฐบาล ขณะนี้กำลังพิจารณาเรื่องการช่วยเหลือค่าบริการ Internet โดยได้ประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. คาดว่าจะได้ความชัดเจนในเร็วๆ นี้</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-28-01-21-2/">รมว.ศธ.ลงนามประกาศให้สถานศึกษาเปิดทำการเรียนการสอน 1 ก.พ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สพฐ.-อปท.-สช.-กสศ. ร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-24-11-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Nov 2020 11:08:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[Teachers & School Quality Program]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ : ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=23886</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-24-11-20/">สพฐ.-อปท.-สช.-กสศ. ร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_23888" aria-describedby="caption-attachment-23888" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-23888 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-3.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-23888" class="wp-caption-text">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ</figcaption></figure></p>
<p><b>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</b><span style="font-weight: 400;"> ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง หรือ “โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง” กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ</span><b> “ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” </b><span style="font-weight: 400;">ภายใต้โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers &amp;</span> <span style="font-weight: 400;">School Quality Program: TSQP) ปีที่ 2 ในหัวข้อ </span><b>“ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความมั่นคงระยะยาวของประเทศชาติ”</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ว่า ทุกคนที่เข้ามาร่วมประชุมในวันนี้ คือคนที่จะทำให้เกิดคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับบ้านเมือง ซึ่งทุกคนถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่จะทำให้เกิดประโยชน์สำคัญกับ 3 กลุ่มเป้าหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมุ่งประโยชน์ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนครูได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็นอันดับสอง และประโยชน์สูงสุดคือ ประเทศชาติ  เพราะหากเด็กได้รับการศึกษาไม่เต็มศักยภาพ คนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ดังนั้นเป้าหมายของโครงการฯ คือการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนขนาดกลางที่ดูแลนักเรียนด้อยโอกาสจำนวน 10% ของโรงเรียนที่มีอยู่ประมาณ 8,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างต้นแบบให้กับโรงเรียนที่เหลืออีก 90% </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23890" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เน้นเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งไม่ใช่เพียงการรู้วิชา แต่เป็นการพัฒนาคนทั้งคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยพลังความร่วมมือจากทุกคนที่ต้องพยายามหาวิธีร่วมกันทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งอนาคต เป็นโรงเรียนที่เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง เป็นลักษณะ Spill over effect คือ หวังผลที่จะได้ทั้งผลกระทบทางตรง และผลกระทบทางอ้อม หรือผลพลอยได้ จากการยกระดับคุณภาพโรงเรียนต้นแบบ 733 แห่งในโครงการนี้ จะกระทบไปสู่โรงเรียนขนาดกลางทั่วประเทศ 8,000 แห่ง และกระทบต่อไปยังโรงเรียนทั่วประเทศอีกกว่า 30,000 แห่ง และสุดท้ายผลพลอยได้เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งต้องใช้ความสำเร็จเชื่อมโยงโรงเรียนพัฒนาตนเองและเครือข่ายที่พร้อมจะทำงานหรือสนับสนุน โดยการทำให้เกิดผลสำเร็จเช่นนี้จะไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนและครูเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังเช่น ระบบสุขภาพที่ดีของประเทศไทย ไม่ใช่หน้าที่ของหมอ พยาบาลเท่านั้น แต่ระบบสุขภาพที่ดีสำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมการดูแลรักษาสุขภาพ และการป้องกันโรคของทุกคน เช่นเดียวกับการเรียนรู้ของคน จะต้องเป็นเรื่องของทุกคน ขอให้ช่วยกัน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง” </span><b>ศ.นพ.วิจารณ์</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ </b><span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ด้วยความร่วมมือของ 3 หน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23891" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ</span> <span style="font-weight: 400;">ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ในกลุ่มโรงเรียนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมจำนวน 226 แห่ง ใน 11 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนับว่ามีจำนวนโรงเรียนมากที่สุดในรุ่นที่ 2  ดังที่ ศ.นพ.วิจารณ์ ได้กล่าวไว้ว่า เป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองนั้น หวังผลพลอยได้ที่เป็นผลกระทบทางอ้อมที่นำไปสู่การขยายผลให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับ กสศ. ที่ให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดต้นแบบที่นำไปสู่การขยายผลใน 4 ประเด็น ได้แก่  </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนด้อยโอกาสหนาแน่นให้สามารถพัฒนาคุณภาพตนเองได้ทั้งระบบ และสามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้สอดคล้องกับบริบท  </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนครูให้ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 (Learning Outcome) </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตามแนวทาง “จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ”</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนการศึกษาวิจัย ติดตาม ประเมินผล (เชิงปริมาณและคุณภาพ) และถอดบทเรียน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบโรงเรียน (School Transformation)</span></li>
</ol>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23889" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3 กลุ่มเป้าหมายที่หวังผลเพื่อก้าวต่อไปสู่การทำงานที่ยั่งยืน คือ  </span><b>โรงเรียน</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถคิดและพัฒนาคุณภาพตนเองได้ทั้งระบบ และเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สามารถขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้  </span><b>ครู </b><span style="font-weight: 400;">มีทักษะจัดการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท และ</span><b>เครือข่าย </b><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้ร่วมกันในระดับโรงเรียน ระหว่างโรงเรียน และชุมชน เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ให้ไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งสู่ Learning Outcome ซึ่งประกอบด้วย </span></p>
<ol>
<li><b>ความรู้</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้และได้รับประสบการณ์จากกิจกรรมต่างๆ เห็นความสำคัญและคุณค่าของสิ่งที่เรียนรู้ </span></li>
<li><b>ทักษะ </b><span style="font-weight: 400;">ด้านการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา และวิพากษ์อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การใช้ความรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต</span></li>
<li><b>ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์</b><span style="font-weight: 400;"> ทั้งการมีวินัย เคารพกติกาของสังคมที่ดี มีความซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะ ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีและเหมาะสมกับบริบท ซึ่งสอดคล้องกับฐานสมรรถนะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-24-11-20/">สพฐ.-อปท.-สช.-กสศ. ร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/25050-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 07:59:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นณริฏ พศลยบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[Intergenerational Privilege]]></category>
		<category><![CDATA[Glabal Database on Intergenerational Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัตน์ สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยประชากรและสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[วปส.]]></category>
		<category><![CDATA[สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15861</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย จากรายงาน</span><b>สุขภาพคนไทย ปี 2563</b><span style="font-weight: 400;"> ในหัวข้อ </span><b>“สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ”</b><span style="font-weight: 400;">  ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.)​ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้มีการสะท้อนปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาในรายงาน​ดังกล่าวระบุว่า แม้คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด บุคลากรทางการศึกษาที่มีความสามารถและสถาบันที่เพียบพร้อมที่จะให้การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เยาวชนมีอยู่จำนวนไม่น้อย เพียงแต่ ทรัพยากรที่ดี ๆ กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และมีเพียงคนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นประเด็นใหญ่ที่การปฏิรูปการศึกษาทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไข  แม้จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-15867" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg" alt="" width="1527" height="1289" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg 1527w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-300x253.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-1024x864.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-768x648.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-750x633.jpg 750w" sizes="(max-width: 1527px) 100vw, 1527px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณา </span><b>“อัตราการเข้าเรียนสุทธิ”</b><span style="font-weight: 400;"> ของประเทศไทย ในระดับชั้นประถมที่อยู่ที่ร้อยละ 87 นับตั้งแต่  พ.ศ. 2558 และขยับขึ้นเป็นร้อยละ 88 ในปี 2560  ส่วนระดับมัธยมต้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 67-68 มาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2560 เช่นเดียวกับระดับมัธยมปลายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55-57 ตลอดช่วงเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถือว่ายังคืบหน้าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปลายทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ร้อยละ 90 สะท้อนให้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร โดยแบ่งเป็น 10 กลุ่ม เท่าๆ กัน เรียงตามลำดับรายได้ตั้งแต่กลุ่ม 10% แรกที่มีรายได้น้อยที่สุด ไปจนถึงกลุ่ม 10% ที่มีรายได้มากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษาในแต่ละระดับ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งในระดับอนุบาลช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาของผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้สูงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่มากนัก โดยผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 86-87 % ส่วนผู้ที่มีรายได้ 10% ที่รวยที่สุดที่อัตราการเข้าเรียน 91-92%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ช่องว่างดังกล่าวจะสูงขึ้นในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังจะเห็นว่าในระดับมัธยมต้น ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราการเข้าเรียนสุทธิประมาณ 64-64% ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราเข้าเรียน 81%  ส่วนระดับมัธยมปลายรวม ปวช. ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราเข้าเรียนสุทธิ 42-50 % ในขณะที่ผู้มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 72-78%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งมีความต่างกันมากขึ้นเมื่อถึงระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถและฐานะความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเพียง  3-4 %ของ ผู้มีรายได้ 10% ที่จนที่สุด​ที่สามารถผลักดันตัวเองให้เข้าถึงระดับปริญญาตรี หรือ ปวส. ได้ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีโอกาส 58-63%</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-15865" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg" alt="" width="864" height="1318" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-197x300.jpg 197w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-671x1024.jpg 671w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-768x1172.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-750x1144.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง เมื่อพิจารณาไปยังประชากรระดับรายได้  50% ล่างสุด ของสังคมไทย มีคนที่เข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ปวส. ได้เพียง 48-51% เท่านั้น</span></p>
<p><b>อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;"> จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เชื่อมโยงระหว่างความความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ ความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคมไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Glabal Database on Intergenerational Mobility ของธนาคารโลก สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นและยิ่งทำให้ช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างสะสมขึ้น  โดยในรายงานพยากรณ์ไว้ว่า  2 ใน 3 ของคนที่มีระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมไทย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะยังคงอยู่ครึ่งล่างเช่นเดิม</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับกลุ่มเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 25 % แรก จะมีโอกาสหลุดร่วงลงไปสู่ระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมเพียง  20 % เท่านั้น  แต่ อีก 48% จะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีรายได้ในระดับ 25% แรกเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ธนาคารโลกเรียกว่า Intergenerational Privilege หรือ กลุ่มที่สืบทอดอภิสิทธิข้ามรุ่น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มผู้มีรายได้จะไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรม รวมทั้งโอกาสต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันที่ทำให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีกว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า</span></p>
<p><b>นณริฏ พศลยบุตร</b><span style="font-weight: 400;"> จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  วิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย พบว่าความแตกต่างด้านสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความเหลื่อมล้ำมากที่สุด  และความแตกต่างของความพร้อม รวมถึงค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวที่มีฐานะยิ่งมีความพร้อมที่จะทุ่มทุนติดอาวุธทางปัญญาเพื่อให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความพร้อมอยู่ในแวดวงเครือข่ายเพื่อนร่วมชั้นที่มีระดับฐานะใกล้เคียงกัน และครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้งานที่มีรายได้สูง และมีโอกาสพบรักและสร้างครอบครัวกับคนที่อยู่ในฐานะระดับเดียวกัน  กลายเป็น Intergenerational Privilege ดังที่ธนาคารโลกวิเคราะห์ไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนทั้งสิ้น 30,525 แห่ง ครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน)​ ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และเป็นที่เล่าเรียนของเด็กไทยชั้นอนุบาลถึง ม.6  กว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทำให้ได้รับการการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างน้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผู้ปกครองต้องรับสภาพให้ได้ว่านี่คือระดับคุณภาพที่รัฐสามารถจะให้ได้ และแม้ว่ารัฐจะช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนแต่อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนนับวันจะแพงขึ้น และอาจจะต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่าหรืออาจมากกว่าค่าเล่าเรียนด้วยซ้ำ  การฝ่าฟันให้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายพ่อแม่ในครอบครัวที่มีฐานะอยู่ระดับฐานพีระมิดของสังคมไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยไม่คิดฝันที่จะให้ลูกได้เรียนไปไกลกว่านั้น และจบลงด้วยการเรียนอะไรที่จบเร็ว แล้วรีบช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน นักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับการเตรียมความพร้อมทางสติปัญญาน้อยลงไปและเป็นผู้ด้อยโอกาสข้ามรุ่น (Intergenerational Underprivileged) และยิ่งนานวันจะยิ่งลืมตาอ้าปากได้ช้าลงเมื่อเทียบกับคนที่มีฐานะดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
