<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สง่า วงศ์ษาพาน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Jul 2021 07:28:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.14</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สง่า วงศ์ษาพาน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</title>
		<link>https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=poverty-technology-disruption</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 07:28:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ภัทระ คำพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[technology disruption]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สง่า วงศ์ษาพาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42492</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากการถ่ายกล้องฟิล์ม กลายเป็นกล้องดิจิทัล</p>



<p>“เราข้ามยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีโดยที่ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง”</p>



<p>คำกล่าวของ&nbsp;<strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong>&nbsp;ที่ปรึกษา<a href="https://www.the101.world/category/projects/eef-x-101/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a>&nbsp;(กสศ.) และประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ในงานประชุมระดมความเห็นเรื่อง “Disruptive Technology กับการพัฒนาแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส” ฉายภาพพัฒนาการทางเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมหลายมิติ</p>



<p>ทั้งมิติที่เล็กที่สุดอย่างการดำเนินชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ไปจนถึงกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) Auto Machine Learning และอีกสารพัดที่กำลังจะเกิดขึ้นภายภาคหน้า ถ้าเราต้องการอยู่รอดในตลาดแรงงานท่ามกลางความก้าวหน้าเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือ หาทักษะใหม่ให้แก่ตนเองและคนในประเทศ</p>



<p>แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยยังคงประสบกับปัญหาเรื้อรังเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ทำให้กลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และกลุ่มคนชายขอบรับมือกับผลกระทบจากเทคโนโลยียากลำบากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะความขัดสนทำให้มีโอกาสพัฒนาตนเองน้อยลง ทั้งยังได้สัมผัสนวัตกรรมใหม่เป็นลำดับท้ายๆ ของสังคม การทำให้คนเหล่านี้มีทักษะอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการเพื่อเพิ่มรายได้และหลุดพ้นจากความยากจน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กสศ. เล็งเห็นและวางแผนเข้าไปช่วยแก้ไข</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือกลุ่มคนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือ การระดมความคิดจากหลายภาคส่วนเพื่อค้นหาแนวทางอันเหมาะสม สาระจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นการทบทวน 5 เรื่องสำคัญ ก่อนมุ่งหน้าวางแผนขับเคลื่อน สร้างทักษะแก่เหล่าแรงงานผู้ด้อยโอกาสและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#1</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>มองภาพ Disruptive Technology</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ให้</strong><strong>ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษา และหน้าที่ของรัฐ</strong></h1>



<p><strong>“</strong>Disruption หมายถึงการหยุดยั้ง ทำให้สิ่งที่เคยดำเนินมาเกิดความชะงักงัน”</p>



<p><strong>ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</strong>&nbsp;จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นถึงความหมายของศัพท์ที่อาจได้ยินจนคุ้นหู ก่อนขยายความ ‘สิ่งที่เคยดำเนินมา’ ว่าหมายถึงระบบอุตสาหกรรมและทักษะการทำงานของคนในสังคม</p>



<p>“เทคโนโลยีจะเข้าไปดัดแปลงคน ดัดแปลงกระบวนการการผลิต ทำให้ทักษะของคนซึ่งเคยใช้ทำงานแบบหนึ่งจะหมดประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคือคนตกงานจำนวนมาก เพราะมีหุ่นยนต์เข้าไปทำแทน อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้ งานบางชนิด เช่น พ่นสีรถยนต์ คนก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และลักษณะงานก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ</p>



<p>“ส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก Disruptive Technology มาก น่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก และคนที่จะตกงานเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน คือกลุ่มแรงงานในระบบ</p>



<p>“ด้านแรงงานนอกระบบผมยังมองว่ามีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นและไม่มีรูปแบบการทำงานตายตัว อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งอาหาร หรือรับจ้างเข้าคิวเพื่อจองอสังหาฯ ดังนั้น เทียบกันแล้ว แรงงานนอกระบบอาจมีทางออกมากกว่าแรงงานในระบบ</p>



<p>“ถึงประเทศไทยจะถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำ แต่ถ้าผมตกงาน ผมก็คงไม่มานั่งภูมิใจกับตัวเลขการว่างงานต่ำหรอกครับ” ศาสตราภิชาน แล แสดงความเห็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a589dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/ศาสตราภิชาน-แล-ดิลกวิทยรัตน์01-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>อันที่จริง ปรากฏการณ์ Technology Disruption นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากมีมาตลอดบนหน้าประวัติศาสตร์โลก และทุกๆ ครั้ง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทำนองเดียวกัน นั่นคือเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนคน ทำให้คนกลุ่มหนึ่งตกงาน จนต้องขวนขวายหาทักษะอาชีพแบบใหม่ๆ หรือไม่ ก็อาจจะสร้างความปั่นป่วนในสังคมระลอกถัดมา</p>



<p>“หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมปี 1770 เป็นต้นมา เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำได้เข้าไปแทนที่งานใช้แรงคน แรงสัตว์ และทำให้เกิดการผลิตสินค้าปริมาณมาก จนช่างฝีมือที่ดำรงชีพด้วยการทอผ้า การปั้นเครื่องปั้นดินเผา หรือหล่อโลหะตกงานกันบานตะเกียง กลายเป็นว่าเกิดขบวนการแอนตี้การใช้เครื่องจักร ที่เรียกว่าขบวนการ Luddite ก่อความวุ่นวายเผาโรงงานขึ้น” ศาสตราภิชาน แล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ</p>



<p>“หรือจากประสบการณ์ของผม สมัยหนึ่งตำแหน่งเลขานุการเป็นตำแหน่งที่ได้เงินเดือนดีมาก และคนที่จะเป็นเลขาได้ต้องเก่งวิชาชวเลข ใครสอบได้ที่หนึ่งวิชาชวเลขจะมีโอกาสเข้าทำงานในบริษัทดังๆ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเทปอัดเสียงเกิดขึ้น ปรากฏว่าเลขาที่เคยจดชวเลขได้เร็วที่สุดกลับตกงาน มานั่งชงกาแฟให้นายอย่างเดียว เพราะความรู้ที่เคยถือว่าวิเศษสุดกลายเป็นศูนย์ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Disruption ที่เห็นชัด”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ยังเสริมว่า การที่ทักษะแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปอาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานเพียงเรื่องเดียว แต่ส่งผลถึง ‘หน้าตา’ ในสังคมของบุคคลนั้นอีกด้วย</p>



<p>“มีหนังสือเก่าเรื่องหนึ่งเล่าตัวอย่างเรื่อง Disruption ไว้น่าสนใจมาก คือ “ไหมอีสาน” เป็นเรื่องราวของครูคนหนึ่งคอยสอนวิธีการทำไหม กรอไหม สาวไหมให้แก่คนในชุมชน การที่เขามีทักษะการผลิตเช่นนี้ ทำให้คนมาเรียนรู้งานจากเขา ยกย่องชื่นชมเขา ใครแต่งงานก็เชิญเขาไปเป็นประธาน ใครตายก็เชิญเขาไปร่วมงานศพ แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีโรงงานผลิตผ้าไหมไปตั้ง ทำให้จากเดิมที่ครูคนนี้เป็นแกนนำการผลิต ก็กลายเป็นลูกจ้างทอไหม ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในชุมชนซึ่งมีความรู้ด้อยกว่า&nbsp; สถานะทางสังคมของเขาถูกลดขั้นลงมาเพราะการ disruption ฉะนั้น Disruptive Technology อาจไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องการผลิต เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของสังคม เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วย”</p>



<p>ดังนั้น การสร้างทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูจึงเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งศาสตราภิชาน แล เห็นว่าควรเริ่มต้นจากระบบการศึกษา เพียงแต่ปัญหาหนึ่งซึ่งคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน คือการเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยช่วยสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดเลย</p>



<p>“ประเด็นหนึ่งที่พูดกันบ่อยคือการศึกษาของเราไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน มีงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์หลายเรื่องที่สะท้อนว่าการศึกษาในปัจจุบันผลิตคนไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบแล้ว กลับต้องไปเทรนกับนายจ้างเหมือนนับหนึ่งใหม่ ไม่ก็ฝึกกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ทำงานได้ คำถามคือแล้วเราเรียนอะไรกันมา ทำไมจบแล้วถึงทำงานไม่ได้ ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิต กับทักษะที่ตลาดต้องการยังจูนได้ไม่ตรงกันใช่หรือไม่?”</p>



<p>นอกจากประเด็นเรื่องเนื้อหาการเรียนการสอนใช้จริงไม่ได้ ศาสตราภิชาน แล ยังเพิ่มเติมว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญซึ่งไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ประเด็นเรื่องการพัฒนาทักษะกับคนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่รากฐานของการศึกษาและความเสมอภาค”</p></blockquote>



<p>“ถ้าเรามองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพย์สินในตัวบุคคล เราต้องพูดถึงปัญหาของระบบการศึกษากับโอกาสในการเข้าถึงความรู้ควบคู่ไปกับเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานด้วย ยกตัวอย่างที่บอกกันว่าหากรู้ภาษาอังกฤษจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ใหม่ๆ ใช้พัฒนาตัวเองได้ทั่วโลก แต่สำหรับกลุ่มคนขาดแคลนทุนทรัพย์นี้&nbsp; การเรียนภาษาอังกฤษก็มีต้นทุน โรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษได้ดีก็มีค่าเทอมแพงกว่าโรงเรียนวัด เด็กที่จบโรงเรียนอินเตอร์มีโอกาสหางานทำที่ดีกว่า</p>



<p>“ต่อให้เราบอกว่าการลดความเหลื่อมล้ำของเราจะเป็นการผลักดันคนด้อยโอกาส คนข้างล่างขึ้นไปทัดเทียมกับคนข้างบน แต่ถ้าคนข้างบนยังไม่หันกลับมาช่วยเหลือกัน มัวแต่ตักตวงผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ประโยชน์ที่จะเหลือให้คนข้างล่างอย่างไรมันก็น้อย ช่องว่างก็จะยิ่งห่างออกไปขึ้นทุกที ดังนั้น เราควรดูเรื่องการกระจายรายได้และทรัพย์สินในสังคม ปรับโครงสร้างของการจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย”</p>



<p>ขณะเดียวกัน ศาสตราภิชาน แล ยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมในประเทศมีส่วนช่วยสร้างความก้าวหน้าด้านระบบการศึกษา โดยยกตัวอย่างประเทศเวียดนามว่า</p>



<p>“เวียดนามมีวัฒนธรรมคล้ายจีนและญี่ปุ่น คือสมาทานลัทธิขงจื๊อมาเป็นหลักดำเนินชีวิต ซึ่งลัทธินี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก คนเวียดนามเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่สอนเราครั้งเดียว คนคนนั้นจะเป็นครูของเราตลอดชีวิต ทำให้สังคมยกย่องอาชีพครูมาก แม้จะมีเงินเดือนไม่สูง แต่สถานะทางสังคมสูง ถ้าใครเรียนเก่ง เขาก็มักจะเรียนครูกัน นอกจากนี้เด็กเวียดนามยังขยันเรียนมาก เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชีวิตลำบาก เขาจึงถือว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการยกระดับชีวิตตนเอง</p>



<p>“ดังนั้น ระบบศึกษาของเวียดนามพัฒนาได้เพราะมีจิตวิญญาณ ค่านิยมเรื่องนี้เป็นตัวผลักดันสำคัญ ไม่ใช่วิธีการวางแผนหรือใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรามีฐานความเชื่อ ค่านิยมให้ยึดโยงเหมือนกันแบบเวียดนาม การพัฒนาอะไรสักอย่างก็จะง่าย”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในทัศนะศาสตราภิชาน แล มองว่าสุดท้ายแล้ว ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนรับมือผลกระทบจาก Technology Disruption คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล</p>



<p>“ถ้า Disruptive Technology เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศเร็วโดยที่รัฐไม่ทันเข้ามาดูแล ผลกระทบทางสังคม เรื่องคนตกงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ความวุ่นวายต่างๆ ต้องเกิดขึ้นแน่”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ตั้งคำถามถึงการเตรียมพร้อมรับมือกระแสเทคโนโลยีที่นับวันจะคืบคลานเข้ามาใกล้ว่า “จากประวัติศาสตร์ความวุ่นวายในอังกฤษช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนตระหนักได้ว่าบางทีเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่แท้จริงคือความรับผิดชอบของนายทุนและรัฐบาลที่ควรจะเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าวันนี้เกิดปรากฏการณ์ Technology Disruption จนทำให้คนตกงาน ความรับผิดชอบของนายจ้างที่ได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีอยู่ที่ไหน ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องการให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้อยู่ไหน วันนี้เรายังมองไม่เห็นตรงนี้เลยนะครับ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39e801"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-3-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หนึ่งในมาตรการรับมือ – หรืออย่างน้อยคุ้มครองลูกจ้างที่ดีที่สุดคือการใช้หลักนิติธรรม ทว่า จากที่ศาสตราภิชาน แล วิเคราะห์ตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่ากฎหมายในประเทศไทยยังเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง</p>



<p>“ผมเห็นว่าหลายครั้ง พอธุรกิจมี Disruptive Technology เข้ามาแล้ว กฎหมายมีทางออกสำหรับนายจ้างเสมอ นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ถ้าจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าถูกต้อง แต่อาจไม่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ตัวอย่างที่คล้ายกันเช่น เจ้าของห้างแห่งหนึ่งบอกลูกจ้างรายวันว่าให้ลางานได้เพราะกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ&nbsp; เขาจะรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่จะไม่ให้ค่าจ้างเหมือนปกติที่ลูกจ้างรายวันไม่มาทำก็ไม่ได้เงิน สิ่งนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างที่ต้องเอาปากท้องเป็นเดิมพัน</p>



<p>“จากประเด็นนี้เราต้องคิดต่อเรื่องความรับผิดชอบของนายจ้างสู่สังคม และรัฐในฐานะผู้ดูแลความสงบสุขของสังคม ถ้ารัฐยังรับมือกับ Disruptive Technology ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ด้วยมาตราการเท่าที่มีอยู่ ด้วยกฎหมายเงินชดเชย กฎหมายประกันการว่างงานที่ยังมีข้อจำกัด คงไม่ทันการณ์ การปรับตัวรับมือต้องเกิดขึ้นไวกว่านี้”</p>



<p>และสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ไวที่สุดในห้วงเวลานี้ คือการที่รัฐเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ โดยเข้ามามีส่วนช่วยพยากรณ์และออกแบบทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน รวมถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว</p>



<p>“เราต้องพยากรณ์ความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างน้อยในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ว่าประเทศต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะหรือคุณสมบัติแบบไหนที่จะเข้ากันได้กับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ และการที่เราจะสร้างคนขึ้นมารองรับกับความต้องการ ต้องนึกถึงโครงสร้างและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจของเราขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่มันเป็นเศรษฐกิจเปราะบาง ไม่แน่นอน ในวันนี้ที่เกิดโรคโควิด-19 นักท่องเที่ยวหายไป รายได้ประเทศก็หดหายตาม เราจึงต้องหันไปหาแกนกลางของเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอื่นที่มั่นคงกว่านี้”</p>



<p>สุดท้าย ศาสตราภิชาน แล เน้นย้ำกว่ารัฐและหน่วยงานต่างๆ ต้องอย่าลืมนิยามคำว่า ‘Disruptive Technology’ ‘<a href="https://www.the101.world/report-futurising-thailand-2-part-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อุตสาหกรรม 4.0</a>’ และ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน</p>



<p>“ตอนนี้เรายังพูดเรื่อง 2 อย่างซ้อนทับกัน คือ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ กับ ‘อุตสาหกรรม 4.0’ ซึ่ง ไทยแลนด์ 4.0 คือการพัฒนาประเทศเพื่อข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่อุตสาหกรรม 4.0 พูดถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็น Disruptive Technology เข้ามา จนอาจซ้ำเติมปัญหาการว่างงาน ทำให้รายได้โดยเฉลี่ยตกต่ำแทนที่จะขยับขึ้น ถ้าเราพูดกันไม่เคลียร์ สุดท้ายอาจจะเข้าใจผิด ออกนโยบายกันคนละทิศคนละทางก็ได้”</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;2</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ทบทวนทักษะที่เคยมี มองหาทักษะใหม่</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และต้นทุนแฝงของการฝึกแรงงานในระบบ</strong></h1>



<p>ในแง่บทบาทของรัฐด้านการช่วยเสริมทักษะให้แก่แรงงาน&nbsp;<strong>สง่า วงศ์ษาพาน</strong>&nbsp;ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐมอบอำนาจให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดูแล ซึ่งทางกรมมีการปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมกระบวนการฝึกฝีมือแรงงานมาตลอด</p>



<p>“นอกจากการฝึกเพื่อสร้างทักษะประกอบอาชีพ เรายังผลักดันให้เกิดมาตรฐานฝีมือแรงงานในแต่ละสายอาชีพ โดยประกอบไปด้วยเกณฑ์วัด 5 ด้าน คือ ด้านทักษะ องค์ความรู้ ความปลอดภัยในการทำงาน ความประณีตและฝีมือในการทำงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูง”</p>



<p>สง่าอธิบายว่ามาตรฐานเหล่านี้ ไม่เพียงทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ยังทำให้คนที่ผ่านเกณฑ์สามารถขอขึ้นค่าแรงสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมๆ กันนั้น ทางกรมยังคงตรวจสอบมาตรฐานทักษะอาชีพอันตรายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น ช่างไฟฟ้า ตามคำประกาศกระทรวงแรงงาน ที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเข้มข้น</p>



<p><strong>“</strong>การช่วยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานอีกด้าน คือการตั้งเงินกองทุนตามพระราชบัญญัติพัฒนาส่งเสริมฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 เป็นกองทุนที่สนับสนุนให้สถานประกอบการกู้ยืมเพื่อไปพัฒนาทักษะแรงงานของตน</p>



<p>“หลายท่านอาจสงสัยว่าสถานประกอบการอาจมีเงินอยู่แล้ว จำเป็นต้องกู้ด้วยหรือ? ผมเรียนว่าสำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่คงไม่น่าเป็นห่วง ฝ่ายที่น่าห่วงคือ SMEs ไทย เพราะกลุ่มนี้ยังมีปัญหาเรื่องทักษะกำลังแรงงาน และยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงมีเงินกองทุนนี้สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็กถึงกลางได้มีโอกาสสร้างทักษะให้แก่คนในธุรกิจตนเอง”</p>



<p>คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปมีส่วนช่วยดูแล คือกลุ่มเด็กยากจนที่ไม่สามารถเรียนต่อ แต่ก็ไม่สามารถเข้าทำงานได้เพราะอายุต่ำกว่าเกณฑ์</p>



<p>“เด็กยากจนส่วนหนึ่ง กว่าจะเข้าทำงานได้ก็ต้องมีอายุ 18 ปีตามกฎหมาย ระหว่างนั้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้เข้าไปช่วยสอนทักษะอาชีพให้บางส่วน เพราะเราทิ้งคนเหล่านี้ไว้ข้างหลังไม่ได้ หลายคนผ่านการฝึกอาชีพจากกรมไป เช่น ทักษะการนวด การทำขนม เขาก็ได้เข้าทำงานเมื่ออายุถึงเกณฑ์” สง่าเล่า และเสริมว่าทักษะบางอย่าง เช่น ทอผ้า ทำอาหาร อาจจะฟังดูล้าสมัย แต่ในความเป็นจริง ทักษะเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้ให้แก่บางชุมชนอยู่</p>



<p>“บางแห่งยังคงต้องการคนมีทักษะง่ายๆ อยู่ อย่างในชุมชนชาวม้ง เมื่อเราเข้าไปช่วยเหลือ สอนให้เขาตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น เขาก็สามารถผลิตสินค้าเฉพาะตัวผสานกับภูมิปัญญาของเขา ส่งออกต่างประเทศมีรายได้”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สง่าเองก็ยอมรับว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็จำเป็นต้องหาทักษะใหม่ๆ ที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ เช่น การเชื่อมเครื่องจักร ซ่อมแซมหุ่นยนต์ ดูแลเครื่องจักรใต้น้ำ เป็นต้น”</p>



<p>และอีกหนึ่งข้อเสนอจาก&nbsp;<strong>ภัทระ คำพิทักษ์</strong>&nbsp;อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกี่ยวกับการฝึกทักษะแรงงานในอนาคตที่ควรคิดต่อคือ เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฝึกของแรงงาน</p>



<p>“ผมคิดว่าในอนาคตจะต้องคิดต่อว่าใครจ่ายต้นทุนในการฝึกทักษะแรงงาน อย่างนายจ้าง เขาจะยอมให้ลูกจ้างไม่มาทำงาน แล้วไปฝึกสักหนึ่งอาทิตย์โดยที่เขายังจ่ายเงินให้อยู่ไหม หรือถ้านายจ้างไม่จ่าย แต่ให้แรงงานลาไปฝึกทักษะได้ ลูกจ้างจะไปจริงหรือไม่”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc94c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-2-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภัทระ คำพิทักษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“อันที่จริงการช่วยฝึกฝีมือให้แรงงานพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาคือ ในเมื่อการส่งคนเข้ามามีต้นทุน ทั้งค่าธรรมเนียมฝึก ค่าเดินทาง ค่าข้าว แล้วยังมีค่าเสียโอกาสที่จะมีรายได้ของลูกจ้าง หรือค่าเสียโอกาสที่นายจ้างจะใช้ลูกจ้างทำงานหลังจ่ายเงินไปแล้ว ถ้าแรงงานต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย ก็คงไม่มีใครอยากมา หรือถ้าจะมาก็คงเป็นตอนถูกเลิกจ้างแล้ว เพราะตอนนั้นคงว่าง ต้องมาสร้างทักษะใหม่ให้สอดรับกับตลาดแรงงาน เพื่อจะได้หางานใหม่</p>



<p>“แม้ว่าเราจะมีบริการฝึกให้พร้อม แต่บริการอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องแจงรายจ่ายในการฝึก ทั้งรายจ่ายจริงและรายจ่าย นี่เป็นเงื่อนไขแฝงที่เราต้องฝ่าไปให้ได้ มิฉะนั้นแผนที่วางไว้คงไม่ประสบความสำเร็จ” ภัทระทิ้งท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;3</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>วางแผนทักษะสำหรับแรงงานนอกระบบ</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และแรงงานในอนาคต</strong></h1>



<p>การฝึกทักษะแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในภายภาคหน้าอย่างนักเรียนยากจน ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือความปั่นป่วนที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้เช่นเดียวกัน</p>



<p><strong>“</strong>การสร้างทักษะใหม่เพื่อให้คนไม่ตกงาน เป็นความคิดที่มองแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มคนนอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขายก๋วยเตี๋ยว เราต้องตั้งคำถามให้ถูกว่าคนเหล่านี้จะถูก disrupt จากอะไร”&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>ธนานนท์ บัวทอง&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนคิด</p>



<p>“สิ่งที่ควรคุยกับแรงงานนอกระบบ คือรูปแบบการทำงานแบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/the-rise-of-gig-economy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Gig Economy</a>&nbsp;และเทรนด์ที่คนกำลังเข้าสู่ความเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เขาต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน รวมถึงปรับ mindset ตัวเอง เปิดรับมุมมองอาชีพใหม่ๆ เพราะความรู้เดิมๆ วิถีชีวิตแบบเดิมๆ อาจใช้ได้ไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างปัจจุบัน เราจะเห็นคนคนหนึ่งมีได้หลายอาชีพ เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับ grab ส่งเอกสารด้วย เราต้องให้เขาได้เห็นว่าโลกมันกว้างกว่าเดิม และมีโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายจากเทคโนโลยีมากกว่าเดิม</p>



<p>“ด้านคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต อย่างเด็กยากจน นอกจากเราจะช่วยส่งเสริมเรื่องทุนทรัพย์ ก็ควรจะต้องไกด์เขาว่า งานแบบไหนที่คนกำลังขาดแคลน ควรจะมีทักษะแบบไหน แนะนำให้เด็กเหล่านี้เข้ารับการศึกษาที่ตรงสาย จบไปจะได้มีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว” ดร.ธนานนท์กล่าว</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>มนทกานต์ ฉิมมามี&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็เห็นด้วยในประเด็นเรื่องส่งเสริมการเลือกเรียนของเด็กยากจน</p>



<p>“เด็กยากจนอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่กำลังจะพ้นจากประตูโรงเรียนและไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปทำอะไรต่อ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มรอเข้าประตูนิคมอุตสาหกรรม อาจเป็นได้ทั้งเด็กที่ไม่มีเงินเรียนต่อ กับเด็กที่ต้องออกจากระบบการศึกษามาทำงาน บางคนพยายามโกงอายุเพื่อให้ได้ทำงานเสียด้วยซ้ำ เด็กเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เราต้องใส่ใจ</p>



<p>“ปัญหาในขณะนี้คือ เราขาดการแนะนำอาชีพอย่างจริงจังในโรงเรียน มีเพียงครูแนะแนวเบื้องต้น ไม่ได้แนะนำเป็นรายบุคคลว่าเด็กคนนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ฉะนั้นเด็กจะไม่รู้ทิศทางของตัวเอง ถ้าเราช่วยชี้ให้เขาเห็นว่าตนเหมาะกับอะไร สามารถเข้าไปอยู่ในภาคส่วนไหน หรืออย่างน้อยสามารถมีตำแหน่งอะไรในอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มีเป้าหมายในการฝึกฝนทักษะอาชีพ เลือกเรียนได้ตรงสายชัดเจน พัฒนาศักยภาพตนเองได้ดีขึ้น” ดร.มนทกานต์เสนอ</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;4</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Mindset</strong><strong>&nbsp;คือพื้นฐานสำคัญที่สุด</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ของการพัฒนาตนเองให้เท่าทันโลก</strong></h1>



<p>การมีทักษะวิชาชีพสอดคล้องกับยุคสมัยอาจทำให้คนรอดพ้นจากการตกงานชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เคยหยุดนิ่ง ย่อมต้องมีวิธีคิด หรือ Mindset ที่พร้อมปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e6cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-1-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในฐานะที่<strong>&nbsp;จรัล งามวิโรจน์เจริญ&nbsp;</strong>Chief Data Scientist และ VP of Data Innovation Lab&nbsp;&nbsp; บริษัทเซอร์ทิส คลุกคลีอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมานาน เขามองว่าทุกวันนี้นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และชาญฉลาดมากขึ้นทุกที</p>



<p>“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราเริ่มต้นคุยกันเรื่อง Data Science หรือการนำข้อมูลมาทำให้เกิดประโยชน์ กลายเป็นการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ จากเครื่องมือด้านสถิติ เป็น AI เป็น Machine Learning ซึ่งมีอัลกอริทึมเรียนรู้จากชุดข้อมูลและสรุปหาอินไซด์บางอย่าง จนทุกวันนี้ อีกเทรนด์หนึ่งซึ่งกำลังมาแรง คือ Automatic Machine Learning (Auto ML) ที่สามารถใส่ข้อมูลลงไปให้โปรแกรม generate ออกมาเป็นโมเดล พร้อมเลือกชุดข้อมูลที่ดีที่สุดให้คุณใช้งาน</p>



<p>“ต้องบอกว่าพัฒนาการของนวัตกรรมเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก 4 ปีที่ผ่านมา ทักษะที่ผมเคยใช้ทำงานด้าน Data Science เองก็หมดอายุไปแล้ว กลายเป็นความรู้พื้นฐาน ก.ไก่ ข.ไข่ ของการทำงานสมัยนี้</p>



<p>ตอนนี้เราได้เห็น Auto ML ซึ่งเกือบจะมาแทนที่ Data Scientist แล้ว เพราะมันสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เริ่มเป็น Generative Technology ที่สามารถเขียนโค้ด สร้างภาพ สร้างสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ Responsive Technology ที่เราต้องใส่ข้อมูลให้มันประมวลผล และในอนาคต มันคิดว่าความก้าวหน้าต่างๆ จะใช้เวลาสั้นลงกว่านี้”</p>



<p>จากความก้าวหน้าที่ผ่านมา ทำให้จรัลคิดว่าการถอดบทเรียนจากเทคโนโลยี และสอนทักษะใหม่แก่คนอาจไม่ทันการณ์ ในทางกลับกัน การสร้าง Mindset รักการเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และทักษะที่สำคัญแทบทุกยุคสมัยอย่าง Critical Thinking น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้แรงงานอยู่รอดได้อย่างมั่นคง</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่ผมได้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ ผมมองว่าสิ่งที่เราควรจะทำคือ การสร้างทักษะ Critical Thinking ให้แก่เด็ก ฝึกเด็กตั้งคำถามให้เป็น เพราะถ้าตั้งคำถามไม่เป็นจะทำให้เขาขาดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เดี๋ยวนี้เรามีการสร้าง Open Innovation เป็นแหล่งความรู้ สร้าง Community of Learning หรือมี&nbsp;&nbsp; Crowdsourcing ที่เปิดกว้างมากมาย ความรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในวงผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว การฝึกให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงมีทักษะภาษาอังกฤษสำหรับเข้าถึงแหล่งข้อมูลใหม่ได้เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ</p>



<p>“นอกจากนี้ เราควรต้องมี Mindset แบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/fish-climbing-on-tree-4-0/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Growth mindset</a>&nbsp;คือเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาได้และกล้าลงมือทำ หรือไม่ ก็ต้องมี Mindset เรื่องความถึก ความอดทน ต่อให้รู้น้อย แต่ขยัน คิดว่าเราทำได้จึงทำ ถ้าสร้าง Mindset เหล่านี้ได้ เดี๋ยวทักษะเฉพาะทาง (specific skill) จะตามมาเอง</p>



<p>“หากเราทำให้คนด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือแรงงานที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ มีเครื่องมือที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ มี Mindset ที่ดี แบบนี้ภาระจะไม่ตกอยู่ที่รัฐจนเกินไป ไม่ต้องคอยพึ่งพารัฐหรือใครในการช่วยสร้างอาชีพให้ตัวเอง” จรัลตบท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;5</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>เอกชนลงมือช่วยชุมชน</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>อีกหนึ่งทางรอดจากปรากฏการณ์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Technology Disruption</strong></h1>



<p>ไม่เพียงภาครัฐ หรือองค์กรอิสระเท่านั้นที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือแรงงานให้รอดพ้นจากผลกระทบของ Technology Disruption ในฝั่งตัวแทนภาคเอกชน อย่าง&nbsp;<strong>พรเทพ เจริญผลจันทร์&nbsp;</strong>ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ก็แสดงให้เห็นว่า นายจ้างสามารถช่วยเหลือแรงงานและชุมชนได้เช่นกัน</p>



<p>“ในฐานะตัวแทนจากภาคเอกชน เรายอมรับว่าบริษัทและโรงงานก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยดำเนินการ” พรเทพกล่าว “แต่เราเองก็คิดด้วยเช่นกันว่า จะออกแบบทักษะใหม่ๆ อย่างไรให้กับแรงงานของเรา ในเมื่อเราสามารถพยากรณ์ได้ว่าต้องนำเครื่องจักรเข้ามาเท่าไร ต้องควบคุม และดูแลรักษาอย่างไรบ้าง ดังนั้น เราจะช่วยเพิ่มทักษะดังกล่าวให้กับแรงงาน เพื่อให้เขาได้ปรับตัว และทำงานต่อไปได้”</p>



<p>นอกจากแรงงานใต้สังกัดของตน พรเทพยังเพิ่มเติมว่า นายจ้างหรือนายทุนยังสามารถช่วยเหลือคนตกงานจากปรากฏการณ์ Technology Disruption ในชุมชนใกล้เคียงโรงงานได้เช่นกัน</p>



<p>“ ถ้าตกงานกลับมา เราอาจจะไม่มีตำแหน่งว่างในโรงงานให้ก็จริง แต่เราสามารถสนับสนุน รับซื้อสินค้า วัตถุดิบ งานฝีมือจากเขามาได้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนตกงาน กลับมาปลูกข้าวโพดที่บ้าน เราก็รับซื้อข้าวโพดของเขามาเลี้ยงสัตว์ ใครปลูกพืชผัก ก็รับซื้อมาให้พนักงานของเรากิน บางที่เรายังให้ชุมชนช่วยจัดทำเครื่องอุปโภคบริโภคจากงานฝีมือของเขา เช่น ทำไม้กวาดแล้วมาส่งให้เราใช้ หรือไม่ ก็ช่วยหาลู่ทางให้สินค้าของชุมชนได้ส่งออกผ่านเครือข่ายของเรา และช่วยสอนเขาเรื่องการออม การขยายกิจการ ช่วยทำธนาคารพัฒนาชุมชน”</p>



<p>พรเทพชี้ให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเน้นเอาตัวรอดใต้บริบทความเปลี่ยนแปลง สอนทักษะแค่ให้คนในสังกัดไม่ตกงาน แต่เป็นการช่วยเหลือให้ทุกฝ่ายปรับตัวไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ลูกจ้างของตน ไปจนถึงชุมชนแวดล้อมโรงงาน</p>



<p>“ทุกวันนี้เมื่อเราต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะ เช่น ช่างดูแลแอร์ เครื่องยนต์ เราก็จะบอกให้คนชุมชนได้รู้ และถามว่าใครพอมีทักษะส่วนไหนหรือไม่ ขาดแคลนหรือสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง ทำแบบนี้ชุมชนก็จะได้รู้ความต้องการและปรับตัวตามทัน</p>



<p>“ถ้าเราทำให้คนในชุมชนมีทักษะที่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมในท้องถิ่นได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนขึ้น”</p>



<p>มองปัญหาในปรากฏการณ์ Technology Disruption ให้ครอบคลุมทุกด้าน – ทบทวนทักษะที่เคยมี และวางแผนทักษะแห่งอนาคต ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ – เติมด้วย Mindset แห่งการเรียนรู้ — พร้อมตระหนักเรื่องความยั่งยืนในระดับชุมชน</p>



<p>ทั้งหมดคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราพร้อมเดินหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีต่อไป</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
