<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สกลธี ภัททิยกุล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 20 May 2022 06:19:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สกลธี ภัททิยกุล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-200522/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 May 2022 04:17:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อัศวิน ขวัญเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนแออัด]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[โฆสิต สุวินิจจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สกลธี ภัททิยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ศิธา ทิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=55988</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ชุมชนแออัดในเมืองหลวง’ อีกหนึ่งปมปัญหามหากาพย์ที่อยู่ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200522/">‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ชุมชนแออัดในเมืองหลวง’ อีกหนึ่งปมปัญหามหากาพย์ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครมายาวนาน เมื่อความขาดแคลนด้อยโอกาสที่ห้อมล้อมเด็กเยาวชน ได้พาพวกเขาไปสู่วงจรยาเสพติด อาชญากรรม ค้าประเวณี ฯลฯ</p>



<p>ในโค้งสุดท้ายของการชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และ PPTVHD36 ชวนผู้สมัครร่วมประชันวิสัยทัศน์ปัญหาคนกรุง กับแนวทางนโยบายต่อสู้กับวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจเป็นทางออกของปัญหา และจะส่งผลต่อการกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 นี้ ไปจนถึงอีกหลายปีข้างหน้า</p>



<p>‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง และครูอาสาผู้คลุกคลีกับปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตยมาเกือบ 10 ปี เผยว่า ปัญหาของเด็กเยาวชนในชุมชนมีความซับซ้อนและซ้อนทับด้วยหลายประเด็น จากจุดตั้งต้นที่ความยากจนขาดแคลนโอกาส ส่วนสำหรับทางออก ตนมองว่าทางเดียวที่จะทำให้เด็กเยาวชนหลุดพ้นไปได้ คือทำให้ทุกคนเข้าถึง ‘การศึกษา’ แต่ที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่า ‘ระบบการศึกษา’ ได้เข้ามาซ้ำเติมน้อง ๆ จนเป็น ‘ปัญหาใหม่’ ที่กดทับลงมาอีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82bc0c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ครูอ๋อมแอ๋ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราพยายามนำการศึกษารูปแบบที่ต่างไปจากในโรงเรียนมาให้เด็ก ๆ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ ความฝัน เปิดโลกทัศน์ให้เขามองออกไปไกลกว่าแค่ชีวิตในชุมชน อยากมีชีวิตในวันข้างหน้าที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่า<strong>กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนหนึ่งคนที่มีคุณภาพได้ พร้อมฝันวัยเยาว์ที่เคยมี ว่าอยากประกอบอาชีพดี ๆ สักอย่าง ระหว่างทางนั้นเขาแทบไม่เคยเห็นสังคมปกติภายนอก ไม่เคยมีใครบอกให้พูดสวัสดี ขอบคุณ หรือสอนเรื่องการแบ่งปัน ทั้งยังต้องเจอนานาอุปสรรคมาบั่นทอน ตั้งแต่ความลำบากของครอบครัว พ่อแม่ไม่มีงานทำ คนรอบตัววนเวียนในวงจรยาเสพติด ได้พบเห็น รับรู้ ซึมซับว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัว และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันก็ยากที่เราจะหวังให้เขาเติบโตขึ้นมามีคุณภาพได้</strong>”</p>



<p>“ไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ เล่นบทบาทสมมติกัน โดยจำลองสถานการณ์การขายยา ขายตัว สวมบทเป็นแม่เล้า เป็นโสเภณี หรือเป็นคนซื้อบริการ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แล้ววงจรเหล่านี้ พอใครสักคนหลงเข้าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลุดพ้นออกมา ชีวิตจะเบนไปในมาตรฐานสังคมอีกแบบหนึ่ง ยากจะปรับตัวอยู่กับคนหมู่มากได้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูแอ๋มฝากถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. บนเวทีดีเบตครั้งนี้ว่า&nbsp; “เราต้องลงทุนกับมนุษย์คนหนึ่งมากกว่านี้ เพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่มีอาหารกิน หรือแค่มีชีวิตรอด แต่ต้องพัฒนาไปถึงจุดที่เป็นคนมีคุณภาพ และมีศักยภาพเต็มกำลังที่จะช่วยพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป”</p>



<p>สำหรับตนเองในฐานะครูที่ทำงานกับเด็ก ๆ ในชุมชน อยากเสนอว่าในการทำงานที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือ กทม. ด้วยติดปัญหาเรื่องขั้นตอนกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่นการจัดตั้งงบประมาณที่ไม่ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ หรือข้อกำหนดระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบระเบียบเหล่านี้ทำให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทำได้ล่าช้า ไม่ทั่วถึง และไม่สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครูแอ๋มกล่าวว่า “ปีนี้เรามีความหวัง หลังได้เห็นผู้สมัครหลายคนที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลง คนทำงานก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้น นอกจากนี้เรายังเห็นการตื่นตัวทางการเมือง เห็นคนรุ่นใหม่ที่คิดไกลไปถึงภาพสังคมโดยรวม หรือเด็กหลายคนในคลองเตยเองที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนด้วย</p>



<p>“วันนี้ประเทศของเรากำลังอยู่ในกระแสทางสังคมการเมืองที่ดีขึ้น เราจะทำยังไงให้กระแสนี้มันถูกพัฒนาในเชิงลึก และมีคุณภาพจริง ๆ ใช่เพียงพัดวูบมาแล้วหายไป ให้คนที่ด้อยโอกาสได้มีความหวังที่จะหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นอยู่ ด้วยอาชีพ สวัสดิการ นโยบายการช่วยเหลือดูแลที่ทำให้ทุกคนในสังคมมีชีวิตที่ดีกว่านี้”</p>



<p>&#8230;จากนี้ขอเชิญร่วมติดตามว่า ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. แต่ละท่าน จะมีวิสัยทัศน์ต่อประเด็นปัญหาเด็กเยาวชนในชุมชนอย่างไร?</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างชุมชนแนวตั้ง ชวนคนเข้าใจปัญหาร่วมกำหนดนโยบาย&nbsp; &nbsp;</strong></h2>



<p>ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 กล่าวว่า กทม. สามารถเอางานเป็นตัวตั้ง แล้วบูรณาการกระบวนการร่วมกับคนที่เขาขลุกอยู่กับปัญหาเป็นเวลาสิบปี หรือบ้างยาวนานกว่านั้น เพราะคนเหล่านี้เองที่เขารู้ปัญหา ทำได้ทันที แล้วยังช่วยคิด ช่วยชี้ทางได้ว่าจะใช้เงินทุกบาทอย่างไรให้เกิดผลคุ้มค่าที่สุด&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e6642"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/05ศิธา-ทิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แก่นปัญหาเรื่องนี้คือเด็กส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในระบบการค้ายาเสพติดไปแล้ว มีเด็กส่งยาอายุ 7-8 ขวบที่ทำงานแลกกับขนมราคาไม่กี่บาท ตำรวจจับไปก็สาวไม่ถึงต้นตอ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมันคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน คนลุกมาต่อต้านบางทีต้องกลายเป็นแกะดำของชุมชน ไม่มีใครคุยด้วย แล้วเด็กไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิด คนค้ายามีทองใส่ กินหรูอยู่สบาย ชีวิตสนุกสนานได้ทุกวัน เรื่องพวกนี้เด็กเห็นจนชินตาอยู่แล้ว ตรงนี้จึงต้องเข้าไปแก้ไขที่ทัศนคติให้ได้”</p>



<p>“ผมมองว่าการแก้ปัญหาของผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมาเหมือนกรรไกรที่คมด้านเดียวคือด้านบน แต่จากนี้ไปผมจะจะลับให้คมจากด้านล่าง ด้วยการจัดตั้งคอมมิวนิตี้สำหรับคนในชุมชน ให้เขามีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมกำหนดงบประมาณ สามารถแนะนำ เสนอแนะ มีส่วนร่วมในการเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการได้”</p>



<p>“แล้วเมื่อก่อนคำว่าชุมชนคือเป็นแค่แนวระนาบเดียว คือคนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว<strong> เราสามารถทำชุมชนแนวตั้ง หรือชุมชนออนไลน์ได้ ด้วยการรวมคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ กทม. ต้องไม่คิดเบ็ดเสร็จคนเดียว ชวนชาวบ้านมาช่วยคิดช่วยทำ ชวนคนที่สนใจเรื่องการศึกษา เข้าใจปัญหายาเสพติด คนที่เขารู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร แล้วคนเหล่านี้จะกำหนดงบประมาณให้ผู้ว่าฯ ช่วยคิดว่าจะแก้ปัญหานั้น ๆ อย่างไร</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ / เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม</strong></h2>



<p>รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 กล่าวว่า สิ่งที่ กทม. ยุคใหม่ทำได้คือ ต้องเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมช่วยรัฐอย่างจริงจัง เพราะพวกเขาช่วยมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งที่ไม่เคยได้รับการสนับสนุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd6dae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04รสนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในเรื่องงบประมาณ ถ้าลดการทุจริตลงได้จะมีทรัพยากรเหลือเยอะมาก อย่างโรงเรียน 437 โรงเรียนใน กทม. เราใช้เงินแค่ 700 ล้านบาทในการดูแล แต่งบกำจัดขยะตกปีละ 7 พันล้านบาท ทั้งที่ขยะสามารถแปรรูปกลับมาให้เป็นทรัพย์สินได้ ฉะนั้น<strong>ขอเสนอว่า 1.เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ 2.เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลย ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่คนหน้างานเขารู้ นี่คือมือมากมายที่เขาพร้อมเข้ามาช่วยช้อนเด็ก ๆ พร้อมดูแลแก้ปัญหา</strong> แต่ละเคสสามารถลงไปดูได้ในรายละเอียด อาศัยคนที่ทำงานกับเด็ก ๆ อยู่แล้วให้มีส่วนร่วมจริงจัง แล้วข้อดีอีกอย่างคือเขาไม่ติดกรอบการทำงานเหมือนราชการ”</p>



<p>“นอกจากนี้ดิฉันขอเสนอนโยบายกระจายงบประมาณเขตละ 50 ล้านบาท เพื่อจัดทำงบประมาณแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) ทดลองกระจายงบ ให้ ผอ.เขต เอาไปลงเรื่องการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมสำหรับเด็กในชุมชน โดยเฉพาะช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ 120 วัน ให้เขาได้มีพื้นที่ มีโอกาสเติมประสบการณ์ดี ๆ เพื่อถอยห่างจากเส้นทางอบายมุข แล้วต้องสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมทั้งหมดเข้ามามีส่วนช่วย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปลดล็อคข้อบัญญัติ เพื่อกระจายเงินลงไปทุกภาคส่วน</strong></h2>



<p>สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 เสนอว่า ปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่สุ่มเสี่ยงต้องแก้ที่ระบบ การถมเงินไปอย่างเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายจะวนลูปเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b40de2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06สกลธี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่ภาครัฐจะให้ได้คือเงินตั้งต้น แล้วติดอาวุธทางความรู้ให้ผู้ปกครองในการประกอบอาชีพ หาสถานที่ทำมาหากินให้ ส่วนปัญหาการทำงานของภาคประชาสังคม ผมเข้าใจ เพราะระบบราชการมีความอุ้ยอ้าย เราต้องปรับ ผู้ว่าฯ ต้องวางโครงสร้างการแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่แรก ดูเรื่องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมด เบิกจ่ายได้สะดวกไม่ซับซ้อน”</p>



<p>“ปัญหาอีกประการคือเงิน กทม. ยังไม่สามารถลงในพื้นที่สาธารณะได้ ด้วย กทม. ไม่อยากรับภาระเยอะ ลำพังพื้นที่สาธารณะเงินก็ลงไม่พออยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินนอกกรอบมาเติม แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด<strong> ไม่มีอีกแล้วโครงการสองสามพันล้านที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้ม แต่เงินต้องกระจายไปทั่วทุกภาคส่วน ปลดล็อคแก้ข้อบัญญัติที่ปิดไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องเด็ก แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ถ้าปลดได้ เงินจะลงไปถึงเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้หมด</strong> ผมว่า กทม. ได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะแม้แต่กระทรวงพัฒนาสังคม ฯ ที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่มีเซลล์ที่ละเอียดเหมือนภาคประชาสังคมในแต่ละเขต แล้วงบ พม. ปีละไม่เท่าไหร่ ช่วยคลองเตยยังไม่ถึงครึ่งชุมชนก็หมดแล้ว ที่ต้องทำคือเพิ่มเงินลงไป ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินให้ได้ แล้วต้องพยายามให้โอกาสคนในการประกอบอาชีพ ให้คนมีความรู้ติดตัว ต้องแก้ตรงนั้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างวิถีการเรียนรู้นอกระบบ ส่งเสริมการทำมาหากินสร้างรายได้</strong></h2>



<p>โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการศึกษา การเรียนในระบบอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเปลี่ยนสู่วิถีใหม่ให้เป็น ‘การเรียนรู้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’ ให้เด็กเข้าใจการเรียนรู้จากนอกระบบด้วย เพื่อให้เด็กเยาวชนมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ถูกต้อง ทุกโรงเรียนต้องสอนเรื่องนี้ได้หมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7aeae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/02โฆษิต-24ชั่วโมง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“วิถีใหม่คือการปลูกฝังเรื่องทำมาหากินแต่เด็ก เป็นเถ้าแก่อายุน้อย ขายของเป็น มีรายได้ สำคัญคือบูรณาการ ผมเคยเป็นประธานบูรณาการเครือข่ายภาค กระทรวงยุติธรรม เจอเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานจริงจำนวนมาก กทม. ต้องดึงมาร่วมงาน พวกเครือข่ายประชาสังคมและเอกชนที่อยากทำ CSR เขาพร้อมทำ แต่ต้องมีเจ้าภาพที่ดี รวมได้ วางเป้าหมายชัด แล้วถ้าเขาเห็นชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขายินดีช่วยอยู่แล้ว”</p>



<p>“อีกอย่างคือเราไม่ได้ใช้พลังชุมชนเลย อุตส่าห์มีเลือกตั้งกรรมการชุมชน แต่มันจะเข้มแข็งได้ยังไงถ้าเขามีงบประมาณไม่พอ กรรมการชุมชนไม่เกินสามร้อยครัวเรือนได้เดือนละ 5 พันบาท ปีละ 6 หมื่นบาท ตกหลังคาเรือนละ 2 ร้อยบาท ทั้งปี มันจะพัฒนายังไง ทำไมไม่เพิ่มงบตรงนี้ให้เขา ที่ผ่านมากรรมการชุมชนจะทำโครงการ ทำกิจกรรมแต่ละที ต้องสำรองจ่ายแทน จ่ายก่อนเบิกทีหลัง บางอย่างเบิกไม่ได้ ควักเนื้อ ทำไปทำมาเครือข่ายชุมชนหมดไฟ หมดแรง”</p>



<p>“<strong>ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเราต้องแบ่งเป็นมิติ หนึ่งเรื่องวิถีเรียนรู้ใหม่ ทำให้เด็กมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ มีรายได้ ให้เขารู้ว่าทำอย่างนี้ดีกว่าเสี่ยงไปค้ายา มิติที่สองคือชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมพัฒนากรรมการชุมชน มีสวัสดิการ ร่วมบูรณาการกับภาคีเครือข่าย</strong> มิติที่สามคือทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในการให้ประชาชนทั่วไปช่วยชี้ช่องยึดทรัพย์ รับรางวัลนำจับ 1-2% ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดที่ต้นตอ และให้ทุกคนมีส่วนร่วมขจัดปัญหายาเสพติดไปด้วยกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือการกระจายงบประมาณ</strong></h2>



<p>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 กล่าวว่า ประการแรกผู้ว่าฯ กทม. สามารถดึงงบกลางมาใช้แก้ปัญหาได้ทันที ประการที่สอง กทม. ต้องตัดงบผูกพันมากมายจากการแปะโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายล้านบาทซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-404381"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/03วิโรจน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กทม. มีงบผูกพันปี 65 คือ 1 หมื่น 5 พันล้าน ปี 66 อีก 2 หมื่น 7 พันล้าน ผมคิดว่ากลไกนี้ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิด พอจะเอางบกลางมาใช้ก็ไม่สามารถทำได้”</p>



<p>“แล้วรัฐมีวิธีคิดที่ผลักภาระให้กับครอบครัว จะเห็นว่าการปิดโรงเรียนไม่ได้เป็นไปเพื่อเร่งฉีดวัคซีน หรือเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุข แต่นี่คือปิดเพราะถ้าเด็กติดโควิด ก็ถือว่าอยู่นอกความรับผิดชอบของโรงเรียน ทั้งที่ถ้าว่ากันเรื่องความเสี่ยงจริง ๆ เด็กอยู่โรงเรียนมีครูดูแล กับอยู่ในชุมชน ง่ายมากที่จะมองว่าอย่างไหนเสี่ยงกว่ากัน แต่วิธีคิดของ กทม. คือจะผลักภาระอย่างเดียว ล็อคโรงเรียนไว้ นี่คือปัญหา”</p>



<p>“วันนี้ผมว่าประชาชนเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงต้องสร้างรัฐสวัสดิการให้ได้ เพราะเงิน Top Up ที่กระจายไปถึงคนเพิ่มขึ้น จะทำให้คนตัวเล็กทุเลาลง ตัวเบาขึ้นจากการแบกรับความกดดันในชีวิต ส่วนที่ภาคประชาสังคมไม่เคยทำงานได้เต็มที่ เป็นเพราะว่ารัฐไม่เคยกระจายอำนาจ ซึ่ง<strong>การกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือกระจายงบประมาณ ผมจึงมีนโยบายจะกระจายงบที่กระจุกอยู่ตรงกลางทั้งหมด ดึงเงินออกมา 4 พันล้าน เอาไปลงที่ชุมชน ชุมชนละ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท พื้นที่ที่ไม่ใช่ชุมชนอีก 2 พัน 4 ร้อยล้าน ใน 50 เขต ทีนี้พอภาคีเครือข่ายมีงบ มีความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชน เราก็สามารถผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และตรงโจทย์ความต้องการของประชาชนจริง ๆ</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง</strong></h2>



<p>ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ดีที่สุดคือ ‘การศึกษา’ นิยามง่ายที่สุดคือคนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง เรามีตัวอย่างของเด็กที่เติบโตในพื้นที่ชุมชน 70 ไร่ คลองเตย แต่สามารถใช้การศึกษาพาตัวเองไปจนจบปริญญาเอก ได้งานในบริษัทปูนซีเมนต์ ยกระดับครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น นี่คือผลของการศึกษาที่เป็นหัวใจสำคัญให้คนหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตัดวงจรความยากจนไม่ให้ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dd1f1b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ชัชชาติ-d.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำคัญคือทำให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และจำเป็นต้องมุ่งทำศูนย์ก่อนวัยเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อเริ่มพัฒนาเด็กตั้งแต่วัย 0-6 ปี เพราะถ้ารอถึง ป.1 ก็สายไปแล้ว พอถึงโรงเรียนระดับประถม ต้องมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน มีการสอน 3 ภาษา มีคอมพิวเตอร์แลป ต้องลดภาระครู คืนครูให้นักเรียน ช่วยเรื่องการขยับวิทยฐานะ เอาเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่องการเรียนการสอน”</p>



<p>“ข้อเสนอหนึ่งคืออยากให้มีการ<strong>เปิดโรงเรียนช่วงวันเสาร์อาทิตย์สำหรับในพื้นที่ชุมชน ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้นอกเหนือจากวิชาปกติ จัดให้มีกิจกรรมดนตรี กีฬา สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น มีอินเทอร์เน็ตฟรีให้เด็กใช้ มีสาธารณูปโภคครบครัน ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนช่วยดูแลเด็ก ๆ ไปด้วยกัน พร้อมชักชวนครูอาสาในชุมชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือภาคเอกชนที่มีใจอยากร่วมพัฒนาหลักสูตรนอกเวลาให้กับเด็ก ๆ มาช่วยกัน สถานที่เช่นนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ เนื่องจากเด็ก ๆ จะได้เจอกับคนที่มีความรู้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นต้นแบบของอาชีพที่หลากหลาย แล้วอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ พาน้องห่างไกลยาเสพติด</strong></h2>



<p>อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6 พ่วงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กล่าวว่า “เด็กจากชุมชนแออัดเหล่านี้เขาเหมือนม้าที่อยู่ในซอง ระยะสายตาจำกัด มองอะไรไม่เห็น ครอบครัวก็ไม่มีเงิน ผมจึงทำโครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เอาเด็กหลังห้อง ผลการเรียนกลาง ๆ มาทำกิจกรรมรุ่นละ 20 คน เสาร์อาทิตย์พาไปเที่ยว เช่นไปทะเลบางแสน ซึ่งบางคนไม่เคยเห็นไม่เคยไปเลย พาไปสนามบินดอนเมือง ดูเครื่องบิน ผมทำอยู่ 15 สัปดาห์ เกือบ 4 เดือน สัปดาห์สุดท้ายเราบอกเขาว่าจะพาไปขึ้นเครื่องบิน เด็กดีใจกันใหญ่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09580b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ที่มา-เพจFBอัศวิน-ขวัญเมือง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พอรุ่นสองเราพาไปเคปแลนด์ สิงคโปร์ รุ่นสามไปเมลเบิร์น 5 วัน รุ่นสุดท้ายไปดัลลัส เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 12 วัน ทั้งหมดไม่ใช้งบราชการเลย สิ่งที่เห็นคือพอเด็กกลับมาปั๊บ ทั้งหมด 80 คน 4 รุ่น ทุกคนเรียนต่อ ม.1 หมด ครอบครัวอบอุ่นขึ้น เพราะ<strong>ในกิจกรรมต่าง ๆ เราให้การศึกษาสอดแทรกเข้าไป สอนให้เขาห่างไกลยาเสพติด การพนัน คือเรื่องอย่างนี้ต้องค่อย ๆ แทรกไปในความสนุกสนาน ในการเรียนรู้ทักษะชีวิต แล้วเราเสริมสร้างบุคลิกภาพ สร้างลานกีฬา แนะนำให้เขาเล่นกีฬา มันก็ทำให้เขามีทางไปที่ดีในชีวิตได้”</strong>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200522/">‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ดีเบต’ โค้งสุดท้าย! ชิงดำผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาผ่านเคสตัวอย่าง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180522/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 May 2022 04:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โฆสิต สุวินิจจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สกลธี ภัททิยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ศิธา ทิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[PPTV]]></category>
		<category><![CDATA[ดีเบต]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่ากทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ทองพูล บัวศรี]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=55901</guid>

					<description><![CDATA[<p>โค้งสุดท้ายกับการการชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. กสศ. และ PPT [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180522/">‘ดีเบต’ โค้งสุดท้าย! ชิงดำผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาผ่านเคสตัวอย่าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โค้งสุดท้ายกับการการชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. กสศ. และ PPTVHD 36 ชวนผู้สมัครร่วมประชันวิสัยทัศน์แก้ปัญหาคนกรุง ในหัวข้อ ‘เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำ’ นำเสนอเคสรับเปิดเทอม คุณยายวัยเกษียณสีไวโอลินเลี้ยงชีพ หาค่าเทอมส่งลูกเรียนชั้น ม.4 ซึ่งมีหนี้จากค่าเล่าเรียนเกือบ 1 แสนบาท เปิดปมปัญหาคน กทม. เรียนฟรีมีจริงหรือไม่ สะท้อนความรู้สึกคนรายได้น้อยในเมืองใหญ่ที่ต้องดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อให้ลูกหลานได้มีที่มีทางในระบบการศึกษา หวังเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงครอบครัวให้ดีขึ้น และฟังชัด ๆ ถึงแนวทางแก้ปัญหาของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. แต่ละท่าน ที่จะกำหนดอนาคตทางการศึกษาให้กับลูกหลานคนกรุงเทพ ฯ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-87a3c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/01-3ดีเบตโค้งสุดท้ายผู้ว่า.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>‘ครูจิ๋ว’ ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</strong> เผยภาพครอบครัวคุณยายจงกลกับน้องแมน ที่คุณยายมีรายได้จากเงินผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท และเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเดือนละ 200 บาททำให้ต้องเลี้ยงชีพด้วยการสีไวโอลินบริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม โดยรับช่วงงานจากคุณตาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน</p>



<p>ส่วนน้องแมนเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดี สามารถสอบเข้าเรียนหลักสูตร EP (English Program) ในโรงเรียนรัฐบาล แต่ก็แลกกับค่าใช้จ่ายต่อเทอมที่สูงถึงเทอมละ 20,700 บาท ทำให้ครอบครัวต้องเป็นหนี้การศึกษาติดค้าง 6 เทอม เป็นเงินเกือบ 1 แสนบาท</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f1ffb8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/01ครูจิ๋ว.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูจิ๋ว’ ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน<br>(ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูจิ๋วสะท้อนว่า เรื่องราวของครอบครัวคุณยายจงกลเป็นหนึ่งในเคสที่ฉายภาพปัญหาหนึ่ง ของครอบครัวคน กทม. ในฐานะสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำและโอกาสทางการศึกษาที่ยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า ‘เรียนฟรีไม่มีอยู่จริง’ และด้วยความสุ่มเสี่ยงรอบด้าน เมื่อมองในระยะยาวก็ไม่มีความแน่นอนใด ๆ เลยที่น้องแมนจะเรียนไปได้จนตลอดรอดฝั่ง ดังนั้น <strong>จะมีนโยบายด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยให้เด็กที่มีความสามารถ มีความตั้งใจ ได้เข้าถึงโอกาส มีความมั่นคงทางการศึกษา หรือสามารถทำงานที่เหมาะสมไปพร้อมเรียนไปด้วยได้ เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพและไม่หลุดไปจากระบบกลางคัน</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6436ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/01-2เคสตัวอย่าง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย</strong> <strong>‘มหานคร 24 ชั่วโมง’</strong></h2>



<p><strong>โฆสิต สุวินิจจิต</strong> <strong>ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24</strong> กล่าวว่าปัญหาใหญ่ของคนกรุงวันนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ จึงต้องเปลี่ยน กทม.ให้เป็นเมืองที่ทำมาหากินได้ 24 ชั่วโมง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาความยากจนหรือหนี้สินไปพร้อมกัน</p>



<p>“งานเร่งด่วนเลยคือเราต้องพักหนี้หรือช่วยไกล่เกลี่ยหนี้สิน เพื่อให้ทุกคนเดินต่อไปได้ เพราะอย่าลืมว่าความยากจนคือต้นตอของปัญหาที่จะลุกลามไปถึงปากท้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-677d72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/02โฆษิต-24ชั่วโมง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>คุณภาพชีวิต การศึกษา ยาเสพติด หรืออาชญากรรมต่าง ๆ ฉะนั้นการพา กทม. พ้นความยากจน เราต้องเร่งทำกิน ขยายงาน สร้างงาน แล้วเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนได้กลับมาทำงาน เมืองจะมีงบประมาณมากขึ้นในการพัฒนาส่วนอื่น ๆ”</p>



<p>“ปัญหาของคุณยายจงกลกับน้องแมนคือประเด็นการศึกษา วันนี้เรายังเรียนฟรีไม่จริง มีค่าใช้จ่ายมากมายที่ตามมา&nbsp; ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคของคนรายได้น้อยที่เราต้องทำสิ่งแรกคือ<strong>ผลักดันให้เด็กเรียนฟรีจริง แล้วจัดตั้งกองทุนพิเศษ สนับสนุนคนที่มีความสามารถให้เขาไปสู่การเรียนในระดับสูง หรืออาชีพที่ต้องการผู้ชำนาญเฉพาะทาง ส่วนผู้สูงอายุที่มีความรู้ความสามารถ ต้องชักชวนให้เขานำประสบการณ์ความสามารถที่มีอยู่ มาถ่ายทอดในศูนย์ส่งเสริมอาชีพให้กับคนอื่น ๆ</strong> ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราดันให้เป็นนโยบายได้เลยไม่ต้องแก้กฎหมาย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘รัฐสวัสดิการ’ ทุเลาปัญหา พาให้เมืองเดินหน้าต่อไป</strong></h2>



<p><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1</strong> เสนอว่า 1 ใน 12 นโยบายที่เสนอไว้ คือการ ‘ระดมสวัสดิการ’ เช่นเติมเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 1,000 บาท เด็กแรกเกิดถึง 6 ปี และคนพิการ เพิ่มเป็นรายละ 1,200 บาท ต่อเดือน และต้องสนับสนุนให้มีการสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลคนทุกคน โดยแม้เงินที่เสนอให้เพิ่มเข้าไปจะมีจำนวนไม่มาก แต่จะช่วยทุเลาปัญหาได้ทันที</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-142f6b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/03วิโรจน์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เงินส่วนที่เติมให้กับทุกคนนี้ไม่ใช่เงินสงเคราะห์ แต่คือสวัสดิการที่จะทำให้เมืองนี้เดินต่อไปได้ เป็นเงินที่จะเข้าไปหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน นี่คือหลักการของการให้คนตัวใหญ่ดูแลคนตัวเล็ก ด้วยงบประมาณที่ตั้งไว้ราว 7,300 &#8211; 8,000 ล้านบาท เงินส่วนนี้ กทม. จะเก็บได้จากภาษีที่ดินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และทวงหนี้ค้าง 2 ปี ที่รัฐลดภาษีที่ดินรวมมูลค่า 3 หมื่นล้านบาทมาเติมเข้าไปด้วย นอกจากนี้จะมีการผลักดันการเก็บภาษีลาภลอยเข้าสภา อย่าลืมว่าพื้นที่เศรษฐกิจทุนนิยมที่มีห้างใหญ่โตหลายแห่ง คือประโยชน์จากการพัฒนาเมืองที่ทุนใหญ่ได้รับ ทั้งที่การพัฒนาเมืองนั้นมาจากเงินภาษีที่นายทุนไม่เคยต้องจ่าย ดังนั้น เราจะเอาเงินก้อนนี้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่”</p>



<p>“ส่วนเรื่องการศึกษาเท่าที่มีอยู่อาจจะมีฟรีจริง แต่ต้องแลกกับการศึกษาที่ห่วย ขณะที่น้องแมนเรียนในโปรแกรมที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพการศึกษา</p>



<p><strong>ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราต้องมีงบประมาณดูแลทุกโรงเรียนให้มีคุณภาพเสมอกัน ไม่ใช่ใครอยากเรียนฟรีจ่ายถูกต้องยอมรับความห่วย แล้วถ้าไม่ยอมจำนนคุณก็ต้องดิ้นรนหามาจ่ายเพิ่ม เราถึงต้องมีนโยบายปรับปรุงโรงเรียนให้มีมาตรฐานเท่ากันทุกแห่ง แล้วเราจะแก้ได้ที่รากของปัญหาเลย</strong>”&nbsp;</p>



<p>“แล้วผมอยากย้ำว่าต่อให้น้องเรียนไม่เก่ง เขาก็ต้องได้สิทธิ์ หรือโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกับคนอื่น เราต้องดูแลเด็กทุกคนไม่ว่าฉลาดเป็นพิเศษหรือเรียนไม่เก่งเลย เพื่อให้เขาได้เรียนเท่าที่เขามีความสามารถและอยากเรียน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กองทุนกู้ยืมไม่คิดดอกเบี้ย</strong> <strong>เพื่อตั้งต้นประกอบอาชีพ</strong></h2>



<p><strong>รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7</strong> กล่าวว่า เคสของยายจงกลและน้องแมน แยกออกได้เป็น 2 ปัญหา ข้อแรกคือ ต้องทำให้ทุกโรงเรียนใน กทม.เรียนฟรีจริง ครอบคลุมทุกอย่างทั้งค่าเทอม อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง เครื่องแบบ หรือหนังสือเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7d38c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04รสนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>ส่วนหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการศึกษา กทม. ต้องเข้าไปช่วย ถือเป็นหนึ่งในภารกิจของการดูแลสงเคราะห์ให้คนช่วยตัวเองไม่ได้สามารถลุกขึ้นตั้งหลักได้ อย่างกรณีนี้เขาไม่สามารถประกอบชีพได้ กทม. ต้องลงพื้นที่สำรวจแต่ละเขตว่าคนทำมาหากินทำอาชีพอย่างไร มีผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบางมากน้อยแค่ไหน แล้วต้องมีการจัดตั้งกองทุนกู้ยืมไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อเป็นเงินตั้งต้นให้คนประกอบอาชีพได้</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนุนเด็กที่มีความสามารถแต่ขาดทุนทรัพย์ให้เข้าถึงโอกาส</strong></h2>



<p><strong>ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11</strong> กล่าวว่า ครอบครัวคุณยายจงกลคือตัวอย่างที่ดีในแง่ของทัศนคติด้านการศึกษาที่พร้อมสนับสนุนให้น้องได้เรียนอย่างดีที่สุด ประกอบกับน้องแมนมีความตั้งใจมีความสามารถ ใฝ่รู้ ประเด็นนี้ กทม. ต้องเข้ามาดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กเรียนฟรีได้จริง เพราะที่ผ่านมา ครอบครัวถือเป็นกลไกหนึ่งที่ดึงเด็กออกนอกระบบการศึกษา ดังจะเห็นว่ามีผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่เขาลำบาก เมื่อส่งลูกหลานไปเรียนแล้วต้องรับภาระการศึกษาที่หนักเกินกำลัง เขาจะคิดว่าเอาลูกกลับมาดีกว่า อย่างน้อยออกมาจากโรงเรียนก็เป็นการเพิ่มแรงงานหาเงินเข้าบ้านอีกหนึ่งคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dd98c5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/05ศิธา-ทิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>เด็กที่มีพรสวรรค์เรียนดี กทม. ต้องคัดออกมา สนับสนุนให้เขาได้เรียนตรงตามความสามารถ ทัดเทียมกับเด็กคนอื่น ๆ แล้วทำให้น้องเติบโตขึ้นมาสร้างประโยชน์กับสังคมในอนาคต</strong> สำหรับคุณยายจงกลเราต้องดูเรื่องการส่งเสริมให้ประกอบอาชีพ เพราะที่ต้องมาสีไวโอลินเนื่องจากหลังคุณตาเสียไป เขาก็ไม่มีทางอื่นที่จะประกอบอาชีพได้เลย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีความเป็นนักบริหาร หาเงินนอกกรอบได้</strong></h2>



<p><strong>สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3</strong> กล่าวว่า การพัฒนาสังคมคือปัญหาหลักที่ต้องเร่งจัดการไม่แพ้น้ำท่วมหรือรถติด โดยจากประสบการณ์ในตำแหน่งรองผู้ว่า กทม. พบว่า งบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จะลงไปที่งานพัฒนาสังคมเพียง 2 ร้อยล้าน ซึ่งยืนยันได้ว่ายังไม่เคยมีการให้น้ำหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eeedab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06สกลธี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การพัฒนาสังคมเราต้องตั้งต้นที่เงินทุน ในแง่ของการเติมในสิ่งที่เขาอยากได้ แล้ว กทม. สามารถเข้าไปสนับสนุน ซึ่งเรามีระเบียบการจ่ายเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว ที่สำคัญคือเราต้องติดอาวุธให้เขาด้วย กทม. มีโรงเรียนฝึกอาชีพอยู่แล้ว ต้องทำให้ครบวงจร ตั้งแต่อบรมอาชีพจนถึงหาที่ทำกินที่ยั่งยืน”</p>



<p><strong>“ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีความเป็นนักบริหาร สามารถหาเงินนอกกรอบ จะรอเงินจากรัฐอย่างเดียวมาแก้ปัญหาไม่พอแน่ ศักยภาพตรงนี้ผู้ว่าต้องมี เช่นเอาขยะให้เอกชนไปแปรเป็นเงินกลับมา หรือการเก็บภาษีโรงแรมจากชาวต่างชาติ ซึ่งเงินจากส่วนนี้เราเอามาช่วยคนได้อีกมาก</strong> ส่วนเรื่องโรงเรียน กทม. ได้เปรียบตรงที่ใน 50 เขต เรามีโรงเรียนถึง 437 โรงเรียน เฉลี่ยเขตละ 10 โรงเรียนใกล้บ้าน ปัญหาคือมาตรฐานยังไม่ดี เราต้องทำให้คุณภาพเท่ากัน และเรียนฟรีหมด นี่คือสิ่งที่ กทม. ทำได้ ด้วยอำนาจอิสระไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง สำคัญคือต้องมีเงิน และติดอาวุธให้กับเขาด้วย”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180522/">‘ดีเบต’ โค้งสุดท้าย! ชิงดำผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาผ่านเคสตัวอย่าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
