<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศ.วุฒิสาร ตันไชย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a8-%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 24 Sep 2026 11:07:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.14</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศ.วุฒิสาร ตันไชย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สมาคม อบต.แห่งประเทศไทย จับมือ กสศ. เดินหน้าความเสมอภาคทางการศึกษา ดึงพลังท้องถิ่นค้นหาเด็กนอกระบบ–จัดการเรียนรู้ให้เข้าถึงเด็กทุกพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-240926/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-240926</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 11:05:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=105870</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240926/">สมาคม อบต.แห่งประเทศไทย จับมือ กสศ. เดินหน้าความเสมอภาคทางการศึกษา ดึงพลังท้องถิ่นค้นหาเด็กนอกระบบ–จัดการเรียนรู้ให้เข้าถึงเด็กทุกพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 <strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> พร้อมด้วย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> และคณะทำงานสำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ. เข้าพบ <strong>รศ.ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม</strong> พร้อมด้วย <strong>นายชัยรัตน์ ทองใบ เลขาธิการสมาคมฯ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ</strong> และ <strong>นายคุณพจน์ แพรดำ ผู้อำนวยการสมาคมฯ</strong> ณ สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือส่งเสริมความเสมอภาคและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ อบต. ทั่วประเทศ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02.jpg" alt="" class="wp-image-105875" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03.jpg" alt="" class="wp-image-105876" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ความร่วมมือมุ่งเชื่อมศักยภาพของ <strong>อบต. ซึ่งเป็นกลไกที่ใกล้ชิดเด็ก ครอบครัว และชุมชน เข้ากับเครื่องมือและองค์ความรู้ของ กสศ. เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงเด็กในระดับพื้นที่</strong> ตั้งแต่การสนับสนุนเด็กจากครัวเรือนยากจนพิเศษผ่านทุนเสมอภาค การเชื่อมโยงบทบาทของครูรัก(ษ์)ถิ่นกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ ตลอดจนการใช้กลไกท้องถิ่นร่วมค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กที่กำลังเผชิญอุปสรรคได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและไม่หลุดหายไปจากการเรียนรู้</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญคือ <strong>การพัฒนาการศึกษาที่ยืดหยุ่นในระดับพื้นที่</strong> โดย อบต. จะมีบทบาทเชื่อมทรัพยากร บุคลากร ภูมิปัญญา อาชีพ และพื้นที่การเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชน เข้ากับการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์เด็กแต่ละคน โดยเฉพาะเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ภายใต้รูปแบบหรือเงื่อนไขของระบบการศึกษาทั่วไป เพื่อให้ยังสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และมีเส้นทางไปต่อทั้งด้านการศึกษาและอาชีพ</p>



<p><strong>สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยและ กสศ.</strong> เตรียมพัฒนากรอบความร่วมมือเพื่อขยายการดำเนินงานสู่พื้นที่ อบต. ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในเร็ว ๆ นี้ เพื่อร่วมกันป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบ และสร้างทางเลือกการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img decoding="async" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-01.jpg" alt="" class="wp-image-105878" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-01.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/09/0924_สมาคม-อบต.แห่งประเทศไทย-01-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240926/">สมาคม อบต.แห่งประเทศไทย จับมือ กสศ. เดินหน้าความเสมอภาคทางการศึกษา ดึงพลังท้องถิ่นค้นหาเด็กนอกระบบ–จัดการเรียนรู้ให้เข้าถึงเด็กทุกพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-250925/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-250925</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Sep 2025 10:01:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[สถ.]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล เจริญภูมิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=96237</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22–23 กันยายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250925/">7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22–23 กันยายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งแบบ Onsite และ Online</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60.png" alt="" class="wp-image-96242" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-60-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</figcaption></figure></div>


<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน หลังจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 หน่วยงาน 11 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ</p>



<p>ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59.png" alt="" class="wp-image-96241" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-59-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">สุรพล เจริญภูมิ</figcaption></figure></div>


<p><strong>นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</strong> กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด</p>



<p>“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว พร้อมย้ำว่า อปท. สามารถใช้ระเบียบและทรัพยากรที่มี เช่น งบช่วยเหลือประชาชน และทุนการศึกษา มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และแก้ปัญหาเด็กนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53.png" alt="" class="wp-image-96240" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53.png 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53-750x500.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/image-53-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ศ.วุฒิสาร ตันไชย</figcaption></figure></div>


<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบและประธานคณะทำงานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์</strong> กล่าวในการประชุมว่า การศึกษาที่มีคุณภาพคือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="96244" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1.jpg" alt="" class="wp-image-96244" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/5-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="96243" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1.jpg" alt="" class="wp-image-96243" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/4-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="96245" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1.jpg" alt="" class="wp-image-96245" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/6-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="96246" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7.jpg" alt="" class="wp-image-96246" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/09/7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครื่องมือการทำงานที่จำเป็น อาทิ ระบบข้อมูลและระบบสนับสนุนการเรียนรู้ กระบวนการค้นหาและวางแผนการช่วยเหลือ ตำบลต้นแบบ&nbsp; โรงเรียนและการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 และโรงเรียนมือถือ (Mobile School) เพื่อเสริมศักยภาพ อปท. ในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250925/">7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-061223-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-061223-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Dec 2023 11:22:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (หนึ่ง) คำตอบการลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75005</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061223-2/">ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ ‘การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (หนึ่ง) คำตอบการลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่’ โดยมีคณะทำงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือ Area based Education : ABE จาก 12 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก สุโขทัย สมุทรสงคราม ระยอง ขอนแก่น สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี สงขลา และปัตตานี ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. รวมถึงตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านการกระจายอำนาจทางการศึกษาของประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง</p>



<p>โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการเคลื่อนงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย ด้วยแนวคิดการบริหารจัดการแบบย่อส่วน ลุยสร้างโอกาสและทบทวนข้อติดขัดในการทำงานไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค เชื่อมต่อการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงานในพื้นที่ระดับอำเภอและระดับจังหวัด</p>



<p>โดยเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ เป็นการถอดบทเรียนและประสบการณ์การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ เพื่อขยายผลและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการกระจายอำนาจทางการศึกษา พร้อมร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยคณะทำงานการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-983bf8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</strong> กล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ 6 ประเด็น ได้แก่ <strong>1. ความเป็นไปได้ของ “การกระจายอำนาจและการสร้างหุ้นส่วนในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่”</strong> ให้กับคณะทำงาน/กลไกการทำงานระดับพื้นที่ ซึ่งสืบเนื่องมาจากความเข้าใจ บริบทพื้นที่ในมิติที่หลากหลายของคณะทำงานในฐานะของ “คนใน” ทำให้การวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบการช่วยเหลือเป็นระบบ <strong>2. การกระจายให้เกิดกลไกระดับจังหวัด ที่สามารถเชื่อมโยงกลไกย่อยที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กกว่าจังหวัด</strong> ทำให้เกิด “ระบบข้อมูล” ชี้เป้าที่แม่นยำ <strong>3. การขยายภาพของสถานการณ์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น </strong>ที่มีผลต่อการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน <strong>4. การกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มองเห็นปัญหา และตระหนักต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong> รวมไปถึงการ “เปิดพื้นที่” ให้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา <strong>5. เกิดรูปแบบของ “การบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม</strong> <strong>6. การกระจายจุด (dot) หรือ สถานีความรู้</strong> ซึ่ง จุด หรือ Dot หมายถึง หน่วยของการทำงาน/คณะทำงานที่ปฏิบัติการในระบบนิเวศของการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย อาทิ หน่วยจัดการเรียนรู้ภาคประชาสังคม สมัชชาการศึกษา เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7aeaaf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการทำงานเชิงพื้นที่จำเป็นจะต้องเชื่อมโยง จุด (dot) ให้เชื่อมต่อกัน และขยายความสำเร็จของแต่ละจุดให้ใหญ่ (enlarge) มากขึ้น และเสริมสร้างความสำเร็จนั้นจนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อการทำงานของแต่ละจุด โดยเอื้อต่อเด็กและเยาวชนให้เพิ่มโอกาสและทางเลือกของการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีมากขึ้น</p>



<p>สำหรับการขับเคลื่อนงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ <strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> ได้ให้ข้อคิดเห็นเรื่องหลักการกระจายอำนาจไปในพื้นที่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ คือ ความมีอิสระที่ประกอบไปด้วย 2 เรื่อง คือ 1. อิสระการกำหนดวิธีการแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ และ2. อิสระในการกำหนดวิธีการที่จะแก้ปัญหาที่แตกต่างตามศักยภาพ และสภาพการณ์ ซึ่งวิธีการเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากร และสามารถจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7600f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน  ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน&nbsp; ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong>&nbsp; กล่าวว่า การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) เป็นการทำงานเพื่อประสานเป้าหมายทางนโยบาย 4 ด้านของ กสศ. คือ 1) สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยทำให้เด็กเยาวชนและประชาชนผู้เข้าไม่ถึงโอกาสในสังคม ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและปราศจากข้อจำกัดในการพัฒนาตนเอง 2) การศึกษาและการพัฒนาตนเองนั้นต้องตอบโจทย์บริบทชีวิตผู้เรียน โดยเป็นการจัดการศึกษาในระบบหรือในสถานศึกษา รวมถึงการจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 3) การศึกษาต้องมีทางเลือกที่หลากหลาย ออกแบบให้สอดรับความต้องการและข้อจำกัดของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ครอบคลุมผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ผ่านการต้องโทษในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ และต้องเกิดการสร้างตัวแบบที่จะขยายผลไปสู่การทำงานระดับประเทศ 4) ระดมความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำองค์ความรู้ไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่จะทำให้เกิดการทำงานอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ การบูรณาการ 4 โจทย์งานเข้าด้วยกัน จะทำให้แต่ละจังหวัดหรือแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานใดหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลภารกิจทั้ง 4 ด้านโดยเฉพาะ ซึ่งความร่วมมือของคนในจังหวัดจะนำไปสู่การค้นพบเครื่องมือและกระบวนการทำงาน จนเกิด ‘กลไกกลาง’ ในการรับข้อมูลและรายงานสถานการณ์ภายใน ทำให้แต่ละจังหวัดสามารถมีกระบวนการดูแลการศึกษาของตนเองได้อย่างเป็นอิสระ</p>



<p>“การทำงานภายใต้ข้อจำกัดและทรัพยากรที่มีอยู่ของ 12 จังหวัดต้นแบบ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดตัวแบบที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่จังหวัดขอนแก่นที่สามารถเดินหน้าสู่การก่อตั้งสมัชชาการศึกษาจังหวัด เกิดกลไกการคุ้มครองทางสังคมที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนจังหวัดพะเยามีการดึงสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรายังเห็นการจัดทำข้อมูลของจังหวัดระยอง ที่เชื่อมโยงจากระดับจังหวัดลงไปสู่ตำบล เพื่อค้นหาเด็กเยาวชนผู้ตกหล่นจากระบบการศึกษา เห็นการทำงานของจังหวัดสงขลาและสมุทรสงคราม ที่นำข้อมูลด้านสุขภาพมาเป็นฐานการทำงานด้านการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad9bb1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อีกประเด็นหนึ่งของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ คือการทำ ‘แผนบูรณาการความร่วมมือ’ เพื่อระดมทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่มาทำงานร่วมกัน เราเห็นตัวอย่างจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ทำระบบข้อมูลบูรณาการทรัพยากร จนเกิดแผนงานการจัดการศึกษาจังหวัด หรือที่จังหวัดลำปางก็มีการดึงทรัพยากรจากภาคเอกชนและประชาสังคมมาเติมเต็ม ทำให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านเด็กปฐมวัยที่แข็งแรง ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีแผนตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนภายในจังหวัดเพื่อการจัดการศึกษาระยะยาวของคนในพื้นที่ หรือตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการดูแลเป้าหมายเฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจ ที่จังหวัดพิษณุโลกมีการเซ็ตระบบทำงานแบบ ‘One Stop Service’ เพื่อดูแลประชากรกลุ่มเสี่ยง หรือที่สุรินทร์ก็มีการทำงานกับกลุ่มคุณแม่วัยใสที่เป็นเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปัตตานีมีการดึงทุนวัฒนธรรมในพื้นที่มาออกแบบการทำงาน และทั้งหมดนี้คือรูปธรรมของกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน”</p>



<p>รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนและประสบการณ์การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ เพื่อกำหนดข้อเสนอเชิงสังคม และส่งเสียงไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่ากรณีศึกษาของแต่ละจังหวัดจะนำไปสู่การทำงานในทิศทางใดต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นการปรับเปลี่ยนกฎกติกาเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่ในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ ตามมาตรา 18 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่มีประเด็นว่า รัฐสามารถยอมรับให้มีการรวมตัวของภาคประชาสังคมและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อระดมทรัพยากรและทำงานเรื่องการจัดการศึกษาของพื้นที่ไปด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc5d19"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระบวนการวิจัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระบวนการวิจัย </strong>กล่าวว่า การจัดการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษา ต้องมีการสนับสนุนเชิงงบประมาณและทรัพยากรเป็นตัวตั้ง อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญกว่าคือ พื้นที่ต้องมีความพร้อมของกลไกการขับเคลื่อน โดยจังหวัดหรือพื้นที่นั้น ๆ ต้องมองเห็นปัญหาของตนเอง และพร้อมเคลื่อนงานเพื่อปิดช่องว่างที่อำนาจจากส่วนกลางมองไม่เห็นหรือทำไม่ได้&nbsp;</p>



<p>สำหรับจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดสุโขทัยที่นำตัวแบบมานำเสนอในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าทางเดินไปสู่เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เช่น สุโขทัยใช้วิธีเชื่อมร้อยหน่วยงานในพื้นที่จนเกิดกลไกการทำงาน โดยเฉพาะส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและวิชาการ ส่วนสมุทรสงครามมีจุดเน้นที่การเอาปัญหาของเด็กเป็นตัวตั้ง ทำให้มองเห็นกลุ่มเป้าหมายชัดขึ้น และสามารถทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ในมิติที่ครอบคลุมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ก่อนขยายความร่วมมือในการทำงานออกไปในระยะที่ ‘มือเอื้อมถึง’ จนเกิดการรวมตัวขึ้นเป็นเครือข่ายของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาจังหวัด</p>



<p>ขณะเดียวกัน จุดที่เหมือนกันมากของทั้งสองจังหวัดและเป็นจุดเด่นที่ควรเน้นย้ำ คือการทำงานด้านข้อมูล โดยสุโขทัยและสมุทรสงครามต่างมีข้อมูลที่ ‘สำรวจ-จัดทำ-ปรับปรุง-ตรวจสอบ’ โดยคณะทำงานในจังหวัด ทำให้สามารถนำมาเชื่อมโยงการทำงานได้ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปถึงระดับอำเภอและตำบล ทั้งสองจังหวัดทำให้เห็นว่าสามารถใช้ข้อมูลมาแปลงเป็นเครื่องมือ เป็นแผนงาน เป็นการระดมความร่วมมือ และเป็นโครงการที่จะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้ และในอีกทางหนึ่งข้อมูลขนาดใหญ่นี้ ยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของหน่วยงานระดับประเทศ ในการนำไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดมาตรการทางนโยบายทั้งในภาพใหญ่ระดับชาติ รวมถึงการทำงานที่ย่อส่วนเล็กลงในระดับพื้นที่อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75ca1c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ แสดงให้เห็นถึงความ ‘สุกงอม’ หรือความพร้อมของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา ที่หลังจากนี้จะต้องดำเนินไปสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบาย โดยพยายามผลักดันพื้นที่นำร่องให้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ เพื่อสื่อสารไปถึงผู้กำหนดนโยบายของประเทศ ว่าการกระจายอำนาจการจัดศึกษาที่เกิดจากการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของคนภายในจังหวัดหนึ่ง ได้ทำให้ประเทศไทยมีนวัตกรรมทางการศึกษาและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตกลุ่มผู้ด้อยโอกาส 15 เปอร์เซ็นต์ล่างสุดของประเทศได้จริง&nbsp;</p>



<p>“ถ้าผู้กำหนดนโยบายเห็นพื้นที่ต้นแบบ ในมุมของความเปลี่ยนแปลงที่ลงไปถึงคนที่เคยเข้าไม่ถึงโอกาสในสังคมมาก่อน ความเป็นไปได้ของการพิจารณาแก้ไขระเบียบ กฎกติกาต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา ก็จะยิ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้รับการมองเห็นในวงกว้าง และเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเป็นไปเพื่อการดูแลคน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจแบบหักดิบ&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นต้องนำเสนอข้อค้นพบและแง่มุมที่มีความสำคัญจากพื้นที่นำร่อง เช่น จังหวัดสมุทรสงครามที่มีการแก้ปัญหาเรื่องการไม่ได้รับอาหารเช้าของเด็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หรือการมีส่วนร่วมของวัดในการสนับสนุนโรงเรียนให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่าย เหล่านี้ล้วนเป็นความร่วมมือในระดับพื้นที่ที่เราเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมแล้ว ส่วนจังหวัดสุโขทัยได้พยายามจัดการศึกษาที่คำนึงถึงความหลากหลายเป็นตัวตั้ง มีการคลี่คลายขยายหลักสูตรการศึกษาที่พ้นไปจากรั้วโรงเรียน เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความยืดหยุ่น สอดคล้องต่อความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน ในการพัฒนาตนเองตามศักยภาพตามความสนใจและความถนัด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4fd3c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวอีกว่า แนวทางเหล่านี้จะเป็นตัวแบบของการจัดศึกษาของประเทศไทยในอนาคต ที่ไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงเส้นทางเดียวคือการศึกษาในโรงเรียน แต่การจัดการศึกษาในวันนี้และสำหรับวันข้างหน้า จะต้องมีทางเลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพัฒนาของคนทุกคน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061223-2/">ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-abe-080523/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-abe-080523</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2023 06:13:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ดุริยา อมตวิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาสินี โรจนคุณกำจร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67481</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระดมความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจทางการศึกษาเพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้คืออะไร</strong></h2>



<p>แนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ (learning city) เริ่มขึ้นในปี 2558 เมื่อองค์การสหประชาชาติจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) จำนวน 17 เป้าหมาย โดยมีประเด็นเรื่องการศึกษาอยู่ในเป้าหมายที่ 4 เพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพการศึกษา ให้มีความครอบคลุมทั่วถึง สนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อเป็นรากฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอื่นๆ ต่อไป</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ หมายถึง เมืองที่ใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกคนและทุกระดับ มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) จึงพยายามจัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC) เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้น&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันมีเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งหมด 294 เมือง จาก 76 ประเทศ และประเทศไทยมีเมืองที่อยู่ในเครือข่าย 7 เมือง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดพะเยา จังหวัดสุโขทัย และเทศบาลนครหาดใหญ่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้</strong></h2>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร ตันไชย</strong> รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยเน้นที่การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้แต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p>



<p>“เมืองแห่งการเรียนรู้ คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความหลากหลายของคนในเมืองนั้น หัวใจสำคัญคือ การไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเพื่อโอบรับการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82d5a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq2-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>เปรียบเทียบว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คล้ายเมืองที่มีสถานีพลังงานหรือปั๊มน้ำมันจำนวนมากและหลากรูปแบบ เพื่อให้คนในเมืองได้เติมพลังงานในเวลาที่ขาดแคลน โดยพลังงานสำหรับชีวิตเหล่านั้นหมายถึง ความรู้ ปัญญา และทักษะของพลเมืองที่มีความแตกต่างกันไป การพัฒนาเมืองจึงต้องโอบรับและสนใจ pain point ที่ไม่เหมือนกันเลยเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>อธิบายว่า การขับเคลื่อนสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ต้องพิจารณา 3 แกนพร้อมๆ กัน ได้แก่ หนึ่ง การระบุเป้าหมาย (identify) หมายถึง การจำแนกพลเมืองแต่ละกลุ่มตามความต้องการและเงื่อนไขในชีวิต เพราะแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน สอง เนื้อหาสาระ (content) ต้องค้นคว้าให้ได้ว่า สาระแบบใดที่จะตอบโจทย์พลเมืองแต่ละกลุ่ม และสาม ช่องทางหรือวิธีการในการทำให้เป้าหมายข้างต้นบรรลุผล</p>



<p>“ปัญหาของคนแต่ละกลุ่มคือ dot หรือจุด การเชื่อม dot เหล่านี้เข้าด้วยกันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ และ learning city ก็คือการสร้างสถานีที่จะแก้ไขปัญหาที่หลากหลายเหล่านั้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองต้นแบบ</strong></h2>



<p><strong>นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์</strong> ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยินดีให้คำปรึกษาแก่เมืองใดก็ตามในประเทศไทยที่สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC</p>



<p><strong>นางสาวดุริยา</strong>อธิบายต่อว่า สมาชิกเครือข่าย GNLC จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเมืองตามกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมเครือข่าย หากการพัฒนาของเมืองนั้นเป็นได้ด้วยดีก็อาจจะได้รับการยอมรับและยกย่องเป็นโมเดลหรือ best practice ให้เมืองอื่นๆ สุดท้าย เมืองในเครือข่าย GNLC จะมีโอกาสได้เข้าร่วมการประกวดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ยอดเยี่ยมที่จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี</p>



<p>ทั้งนี้ เมืองที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC จะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกๆ 2 ปี (Biennial Progress Report) (ส่งรายงานภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีที่ครบกำหนด) โดยยูเนสโกจะประเมินรายงานความก้าวหน้านั้น หากพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า หรือไม่จัดส่งตามระยะเวลาที่กำหนด ยูเนสโกจะไม่ต่ออายุการเป็นสมาชิกให้เมืองนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมืองที่ถูกตัดสิทธิ์สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายได้อีกครั้งหากมีการเปิดรับสมัครจากยูเนสโก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d45a54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq3-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวโศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ </strong>เจ้าหน้าที่โครงการ กลุ่มงานการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาทักษะ (EISD) สำนักงานยูเนสโกเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ยกกรณีตัวอย่างของเมืองแห่งการเรียนรู้ในต่างประเทศหลายกรณี</p>



<p>ตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่โดดเด่น อาทิ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน มีการวางแผนและยุทธศาสตร์ชัดเจน ทุกภาคส่วนมีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเมือง สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ขึ้นทั่วเมืองทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ไม่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของเมือง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ มาช่วยสนับสนุนและปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่พลเมือง</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นคือ เมืองที่สามารถเชื่อมโยงภาคีต่างๆ เช่น สถานศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ (partner) ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้พร้อมกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้พลเมืองสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิทธิในการเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning) คือ สิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h2>



<p>ในเวทีสร้างแรงบันดาลใจ ‘การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยกระบวนการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คน ได้แก่ <strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ </strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร <strong>นางสาวจุฬาสินี โรจนคุณกำจร </strong>อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และ<strong>นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ </strong>นายกเทศมนตรีนครยะลา ดำเนินรายการโดย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ </strong>ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา</p>



<p><strong>รองผู้ว่าฯ ศานนท์ </strong>เห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายของการกระจายอำนาจคือ ให้ท้องถิ่นได้บริหารจัดการการศึกษาเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ พร้อมทั้งเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ของมนุษย์ ดังนั้น การทำให้คนรู้ว่ามีแหล่งเรียนรู้อยู่ที่ไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เขาได้มีพื้นที่ในการทดลองและเรียนรู้ชีวิต</p>



<p>ทั้งนี้ การเรียนรู้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมืองจะต้องมีแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ห้องสมุดชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ ตลอดจนมีอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึง เพื่อให้พลเมืองเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และสร้างอาชีพในอนาคตได้โดยไม่ต้องไปกระจุกอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพอย่างมหาวิทยาลัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72d8b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq4-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หน้าที่ของ กทม. คือการสร้าง infrastructure ให้พร้อม สิ่งที่เป็นจุดแข็งของ กทม. คือเครือข่าย แต่ความท้าทายคือเราไม่ควรทำเองคนเดียว การทำ learning city ไม่ใช่การทำอย่างโดดเดี่ยว เราต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น organizer (ผู้จัด) และ facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก)”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี </strong>อดีตนายก อบจ.พะเยา กล่าวว่า แม้พะเยาจะเป็นจังหวัดขนาดเล็กที่เคยเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็น learning city ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะเมืองใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและงบประมาณเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการค้นหาอัตลักษณ์ของเมืองแล้วพัฒนาจากจุดแข็งนั้น</p>



<p>“การเป็นเมืองรองไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือการสร้างเมืองที่รองรับทุกคน”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี</strong>อธิบายต่อไปว่า แม้ อบจ.พะเยา จะมีงบประมาณจำกัด การสร้างเมือง สร้างแหล่งเรียนรู้ สร้างคน และสร้างอาชีพจึงดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่เพราะเป็นเมืองเล็กจึงสามารถทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วนได้ง่าย และสามารถดึงภาคีเครือข่ายต่างๆ ตั้งแต่ส่วนราชการ เอกชน หอการค้า หรือภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองไปพร้อมกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b49257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq5-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การสร้างเมืองเพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้างภาคีและแสวงหาความร่วมมือจึงจำเป็นอย่างที่สุด”</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์ </strong>เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครยะลาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยวิสัยทัศน์ว่าจะพัฒนาเมืองให้เป็น ‘สิงคโปร์แห่งที่ 2’ ภายใต้ motto ‘สร้างเมืองให้น่าอยู่ สร้างความรู้สู่มวลชน’ โดยเห็นว่าต้นทุนของยะลาคือสิ่งแวดล้อม ผังเมืองที่ดี และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อทรัพยากรมนุษย์ยังไม่ได้รับการเติมเต็มศักยภาพ เมืองจึงพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพตามไปด้วย</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์</strong>เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองและสร้างทรัพยากรมนุษย์ได้เพียงลำพัง ดังนั้นจึงต้องเสริมพลัง (empower) ให้ชุมชนมีอำนาจจัดการและดูแลตนเอง สร้างสำนึกการเป็นเจ้าของ (sense of belonging) โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน ซึ่งเป็นผู้นำของเมืองในอนาคต</p>



<p>“การศึกษาเปรียบเหมือนอาวุธติดตัวประชาชนทุกคน และพลังนั้นจะย้อนกลับมาช่วยพัฒนาเมือง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bbf533"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq7-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สร้างได้อย่างไร</strong></h2>



<p>เวทีสุดท้ายชื่อว่า ‘How Might We…เราจะทำอย่างไรให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้’ เป็นการชวนคิดชวนคุยถึงวิธีการที่จะสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมีวิทยากร ดังนี้ <strong>ทวารัฐ สูตะบุตร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม </strong>รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์</strong> ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา <strong>นางสาวศิริพร พรมวงศ์ </strong>นวัตกรจากโครงการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเยาวชนคลองเตย (คลองเตยดีจัง) และ<strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน </strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ดำเนินรายการโดย <strong>นายสันติพงษ์ ช้างเผือก&nbsp;</strong></p>



<p>เริ่มจาก<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา </strong>เห็นว่า กลไกสำคัญที่ทำให้จังหวัดพะเยาสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ได้สำเร็จคือ การทำงานร่วมกันแบบภาคีเครือข่าย รวมถึงการเจรจาต่อรองเพื่อดึงภาครัฐและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง และที่สำคัญ เมืองที่ต้องการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ต้องรู้จักผู้คนในท้องถิ่นของตนเองเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าการเรียนรู้แบบไหนจึงจะตอบโจทย์</p>



<p>“โจทย์ของพะเยาคือ แรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่คนตกงานทยอยกลับบ้าน เขาต้องได้รับการฟื้นฟูทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p>



<p><strong>นางสาวศิริพร </strong>เสนอว่า บันไดขั้นแรกสำหรับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ คือ รัฐกับประชาชนต้องไว้ใจกัน รัฐต้องวางใจว่าประชาชนมีศักยภาพพอที่จะจัดการตนเอง มีพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเป็นพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-743bcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเรียนรู้จะต้องโอบรับและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการรายได้ระหว่างเรียน หรือต่อให้ต้องออกจากการเรียนกลางคัน ก็หางานทำได้ยาก เพราะอายุไม่ถึงและไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ</p>



<p>“เราต้องมี learn and earn คือ การเรียนรู้ที่เด็กจะต้องได้ 3 เรื่อง ได้แก่ วุฒิการศึกษา ทักษะชีวิตกับทักษะการทำงาน และรายได้”</p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น </strong>เสนอว่า สิ่งที่สำคัญในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้คือ กลไกความร่วมมือ ใช้ความรู้จากงานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการปกติที่ควรเกิดขึ้นในทุกๆ เมือง</p>



<p>“แต่ละเมืองก็มีกระบวนการต่างกัน เรื่องที่ยังขาดคือ local study การสร้าง local wisdom ที่แข็งแรง เพื่อทำให้เนื้อหามีพลังขึ้นมา สุดท้ายคือการนำเนื้อหาไปใช้งานจริง เช่น การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย บางที่เป็นมิวเซียม บางที่เป็นตลาด บางที่เป็นประเพณี”&nbsp;</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>อธิบายว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คือการพยายามสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทั้งสังคมมีโอกาสเข้าถึงประตูแห่งการเรียนรู้ ไม่ว่าเมืองจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ งบประมาณมากหรือน้อย ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือ แต่ละท้องถิ่นควรเป็นเจ้าของในการดูแล เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการกระจายอำนาจทางการศึกษา</p>



<p>“เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ แต่อาจมีบางอย่างปิดกั้นศักยภาพเหล่านั้นอยู่ ซึ่ง กสศ. มีหน้าที่ทำให้อุปสรรคเหล่านี้ลดน้อยลงมากที่สุด”</p>



<p><strong>นายทวารัฐ</strong> กล่าวว่า OKMD เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (life long learning) และยินดีที่จะช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเป็น learning city ทั้งนี้ พื้นที่แห่งการเรียนรู้สาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเท่านั้น เพราะผู้คนไม่ได้รับรู้ผ่านการอ่านอย่างเดียว แต่ยังสามารถรับรู้ผ่านกิจกรรมทางสังคม การพบปะพูดคุย ดนตรี หรือศิลปะ</p>



<p>“เราจึงต้องการพัฒนาต้นแบบพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ ทั้งเชิงกายภาพ เช่น มิวเซียมสยาม (สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ) และ TK Park (สถาบันอุทยานการเรียนรู้) หรือพื้นที่แบบออนไลน์ เพื่อให้คนเข้าไปเรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจ”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายและความใฝ่ฝันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา บนความเชื่อมั่นว่าเมืองแห่งการเรียนรู้จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม และก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติได้ในที่สุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนุนท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-solve-the-problem-of-inequality-in-education-120222/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-solve-the-problem-of-inequality-in-education-120222</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 12 Feb 2022 03:47:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันพระปกเกล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โจทย์ใหม่ท้องถิ่นไทย : การเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา’]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51773</guid>

					<description><![CDATA[<p>เลขาฯ พระปกเกล้า ย้ำท้องถิ่นมีความพร้อมแก้ปัญหาความเหลื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-solve-the-problem-of-inequality-in-education-120222/">หนุนท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เลขาฯ พระปกเกล้า ย้ำท้องถิ่นมีความพร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เชื่อมั่นในจุดแข็งทั้งความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบการศึกษาตอบโจทย์พื้นที่ เดินหน้าสู่เป้าหมายความเท่าเทียม พร้อมจับมือ กสศ. เป็นกำลังเสริมช่วยเหลือ</strong></p>



<p>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในหัวข้อ ‘โจทย์ใหม่ท้องถิ่นไทย : การเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา’ โดยระบุว่า&nbsp; ปัญหาที่เป็นรากลึกของสังคมไทยคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจเป็นคานงัดสำคัญที่จะทำให้เราสามารถทำให้เรื่องอื่นขยับตัวได้ดีขึ้น โดยความเหลื่อมล้ำมีมิติการมองสองเรื่องคือ 1. การทำให้ทุกคนมีโอกาสที่ใกล้เคียงกันพูดถึงเรื่องการศึกษาคือทุกคนมีโอกาสเข้าเรียนไม่ปิดกั้นบุคคลใด และ 2. ความสามารถในการใช้โอกาสเพราะทุกคนมีโอกาสแต่ไม่ใช่ว่าจะใช้โอกาสได้เท่ากันยกตัวอย่างเช่นเด็กทุกคนจบประถมมีโอกาสเรียนต่อมัธยมทุกคนเพราะมีโรงเรียนให้แล้ว แต่ความสามารถในการใช้โอกาสไม่เท่ากัน เพราะบางคนต้องประกอบอาชีพเลี้ยงพ่อแม่พิการ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยอีกว่า มิติการมองเรื่องความเหลื่อมล้ำต้องมองทั้งสองด้าน ทั้งมิติเสนอทางเลือกโอกาสให้เขาได้รับประโยชน์ และการไปค้นหาข้อจำกัดของเขาว่าเพราะเหตุใดเข้าเรียนไม่ได้ ขอย้ำว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้แปลว่าทำให้ทุกคนเท่ากัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนเท่ากัน แต่จะช่วยลดความแตกต่างช่องว่างของการได้รับโอกาสและการเข้าถึงโอกาสให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น  ทำให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพการศึกษาใกล้เคียงกัน ไปดูว่าคนในพื้นที่เข้าถึงหรือไม่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำควรเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของยุทธศาสตร์ชาติที่จะเข้าไปแก้ไข ทั้งมิติสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ ความยุติธรรม การประกอบอาชีพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0154fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/ddd11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนและซับซ้อนมากขึ้นเ เช่น การเรียนออนไลน์ของเยาวชนแต่ละคนขาดความพร้อมเรื่องอุปกรณ์แทบเล็ต ไว-ไฟ&nbsp; หรือคุณภาพการเรียนการสอนที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งการเรียนออนแฮนด์ ออนไซต์ ออนไลน์ ซึ่งไมได้เข้าถึงทุกคน หน้าที่ของท้องถิ่นคือเข้าไปหาฐานข้อมูลเหล่านี้ รวมถึงคุณภาพการศึกษาผ่านการเรียนออนไลน์ ที่ไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้เท่าห้องเรียนจริง&nbsp; ๆ บางครั้งการจัดการเรียนออนไลน์ด้วยความไม่ถนัดของครูก็เป็นปัญหาซ้ำเติม โควิดทำให้เราต้องกลับมาคิดเรื่องการจัดการศึกษาทีลึกขึ้นและค้นหารายละเอียดมากขึ้นในการทำงาน&nbsp;</p>



<p>เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&nbsp; กล่าวอีกว่า ถามว่าทำไมท้องถิ่นต้องเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเพราะท้องถิ่นมีความรับผิดชอบใน 3 ทาง คือ&nbsp; 1. ความรับผิดชอบทางกฎหายอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.กำหนดให้ท้องถิ่นต้องทำหน้าที่เรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิต&nbsp; 2.&nbsp; ความรับผิดชอบทางสังคม ต้องดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องลูกหลานคนในชุมชน และ 3. ความรับผิดชอบทางการเมืองงานท้องถิ่น เป็นเรื่องของอาสาสมัครไม่มีใครบังคับทำให้ท้องถิ่นตอบสนองต่อปัญหาได้เร็ว ความรับผิดชอบนี้มากกว่าความรับผิดชอบของส่วนราชการที่มีแค่ความรับผิดชอบตามกฎหมาย <strong>ดังนั้นท้องถิ่นจึงต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะหากแก้ได้ก็จะแก้ปัญหาอีกหลายเรื่อง</strong><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>“ทำไมท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา เดิมเราอาจคิดว่าโรงเรียนเทศบาลเป็นโรงเรียนชั้นสอง แต่ตอนนี้มีโรงเรียนเทศบาลที่เหนือกว่าโรงเรียน สพฐ. จำนวนมาก จากการการประเมินจัดการศึกษา โรงเรียนของท้องถิ่นอยู่ในอันดับที่ดีกว่าโรงเรียนของกระทรวง ท้องถิ่นสามารถเข้ามาจัดการศึกษาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยท้องถิ่นมีต้นทุนทางสังคมที่ดี มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น การศึกษาเป็นบันไดการเคลื่อนตัวของสังคม คนยากจนด้อยโอกาสถ้ามีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีจะมีโอกาสขยับฐานะทางสังคมได้” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6145a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/IMG_2593.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ท้องถิ่นยังมีความยืดหยุ่น และมีอิสระในการใช้ทรัพยากรทางการบริหารและมีความยืดหยุ่นที่จะออกแบบเป้าหมายได้มากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ เรามีหลักสูตรแกนกลางแต่จะออกแบบหลักสูตรอีกหลายเรื่องให้สอดรับกับท้องถิ่นควรมีความรู้เข้าใจเรื่องใดเป็นพิเศษ และการจัดการศึกษาเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่น สามารถนำปัญหาในชุมชนเป็นตัวตั้งเชื่อมกับการศึกษาเรียนรู้ของเด็ก ท้องถิ่นสามารถขยายปรัชญาการศึกษาเพื่อสร้าง Education for All หรือ การจัดการศึกษาที่ครอบคลุมทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้น ตอนนี้มีการพูดถึงเรื่อง Upskill Reskill มากขึ้น และ All for Education ขยายการเรียนรู้มากว่าในห้องเรียน &nbsp; การศึกษาของท้องถิ่นช่วยลดความเหลื่อมล้ำในท้องถิ่นได้&nbsp; การศึกษาคือคานงัดสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคม</p>



<p>ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวว่า เป้าหมายของการศึกษาท้องถิ่นในปัจจุบันคือการศึกษาที่มีความเท่าเทียมทุกคนต้องได้รับโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ Education for Equalization รองรับทุกคนให้ได้เรียนไม่ให้มีใครหลุดไป โรงเรียนเทศบาลไม่มีสิทธิเลือกรับเด็ก ไม่ว่าจนหรือรวยต้องได้เรียน ระดับที่สองคือการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ อาจเลือกบางโรงเรียนพัฒนาเป็นโรงเรียนเพื่อความเป็นเลิศในบางด้านเช่น ดนตรี กีฬา หัตถกรรม การเดินทางทางการศึกษาของท้องถิ่นมีสองระดับ ระดับแรกคือทำให้เกิดความมเสมอภาคและเพื่อความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ เราสามารถกำหนดเป้าหมายได้ ถ้าเราทำได้ดีจะสร้างอนาคตได้ดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3971db"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/v-lt82.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมาท้องถิ่นทำเรื่องการศึกษาอยู่แล้วทั้งการจัดการศึกษา การสนับสนุนอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียน การเรียนเสริม โดย ปี 2563 มีอปท. ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น 48 แห่ง แต่ต้องถามว่าทำครบถ้วนหรือยัง ท้องถิ่นทำอะไรได้อีก เช่น&nbsp; 1. Coverage คือต้องไปดูว่ามีใครตกสำรวจ ทำให้ครบถ้วนเด็กทุกคนต้องเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา 2. Deepening ทำให้ลึกขึ้น และ 3. กำหนดเป้าหมายการศึกษาท้องถิ่นคือเรื่องความเสมอภาคและความเป็นเลิศ&nbsp; สรุปท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้&nbsp; โดยเริ่มจากกำหนดเป้าหมาย กำหนดแนวทางที่เหมาะสม และสร้างระบบเอื้ออำนวยต่อการจัดการศึกษาผนวกกำลังชุมชนในท้องถิ่น&nbsp; ผู้ปกครองชุมชนควรเป็นหุ้นส่วนวนในการตัดสินใจทิศทางการศึกษาควรเป็นอย่างไร&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมี กสศ. ที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและรวมพลังท้องถิ่น จะเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการพัฒนา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ และสถาบันพระปกเกล้าจะร่วมพัฒนาท้องถิ่นต่อไปโครงการนี้เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ช่วยกันเติมเต็ม หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้ท้องถิ่น&nbsp; 5,000-6,000 แห่งได้เกิดการเรียนรู้ นำไปรับใช้ในพื้นที่ ทางสถาบันพระปกเกล้าและ กสศ. พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกันต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-solve-the-problem-of-inequality-in-education-120222/">หนุนท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลดช่องว่างการศึกษา ดัน อปท. เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-10-03-21/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-10-03-21</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2021 03:49:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27894</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. สนับสนุนท้องถิ่นเดินหน้าเร่งเชื่อมโยงชุมชน เชื่อเป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-03-21/">ลดช่องว่างการศึกษา ดัน อปท. เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27896" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/กสศ.ผนึกพระปกเกล้า-เดินหน้าอปท.-Thumbnail-1.jpg" alt="" width="1110" height="583" /></p>
<p>กสศ. สนับสนุนท้องถิ่นเดินหน้าเร่งเชื่อมโยงชุมชน เชื่อเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดสร้างโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา ด้านสถาบันพระปกเกล้าเป็นห่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 หวัง ความเหลื่อมล้ำแทรกซึมทุกมิติสังคม มั่นใจ อปท.มีศักยภาพสามารถยกระดับการจัดการปัญหาเท่าโรงเรียนใน กทม.</p>
<p><strong>วิทยาลัยพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน (Friedrich Naumann Foundation)</strong> ร่วมกันจัดสัมมนาออนไลน์ <strong>“โครงการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”  </strong></p>
<p><strong>ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า</strong> ได้กล่าวในหัวข้อ “บทบาทของท้องถิ่นกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ ทำให้การศึกษาต้องเปลี่ยนบทบาทจากการสอนในโรงเรียน มาเป็นการสอนทางออนไลน์ ที่ไม่ได้หมายถึงมีเครื่องคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ก สัญญาณ wifi เท่านั้น แต่ยังต้องการวิธีการจัดการเรียนการสอนและวัฒนธรรมการเรียนการสอนที่ดีด้วย</p>
<p>“การเรียนหนังสือถ้าอยู่โรงเรียนครูคือผู้สนับสนุน แต่วันนี้เมื่อการศึกษาอยู่ที่บ้านการสนับสนุนอยู่ที่ผู้ปกครอง คำถามคือความสามารถในการสนับสนุนของผู้ปกครองเท่ากันหรือไม่ ครอบครัวที่มีความพร้อมผู้ปกครองมีเวลาช่วยสอนได้ ในขณะที่บางครอบครัวซึ่งพ่อแม่ต้องค้าขาย ไม่ได้มีเวลาหรือความรู้ที่สูงมากนักเริ่มมีปัญหา เมื่อครูให้การบ้านในการช่วยสอน ผู้ปกครองก็ไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร นี่เป็นปัญหาของคนจำนวนมาก คำถามคือกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนได้รับทราบปัญหานี้หรือไม่ คำถามนี้จะส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษา คุณภาพของการเรียน รวมไปถึงมาตรฐานการศึกษาในอนาคต ยิ่งมีการบอกว่าเรียนออนไลน์ไม่ต้องสอบให้เลื่อนขึ้นชั้นได้เลยโดยอัตโนมัติ นี่ยิ่งเป็นคำถามใหญ่ของคุณภาพการศึกษาว่าเรียนออนไลน์จบได้ปริญญา ได้ประกาศนียบัตร จบระดับชั้นประถม จะได้มาตรฐานเหมือนกับเรียนที่โรงเรียนหรือไม่” ศ.วุฒิสาร กล่าว</p>
<p>ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า ปัญหาที่มีความสำคัญในวันนี้ คือหลังโควิดไปแล้วจะทำให้จุดเริ่มต้นของปัญหาความเหลื่อมล้ำเข้าไปอยู่ในทุกมิติ ทุกพื้นที่ ทุกชุมชน การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเหมือนสึนามิที่กวาดอะไรไปบางอย่าง และเมื่อสถานการณ์เริ่มสงบเราคิดว่าสวยงามแต่ความจริงแล้วไม่ใช่</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27897" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/กสศ.ผนึกพระปกเกล้า-เดินหน้าอปท.-003-1.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>“เมื่อก่อนเราบอกว่าคนจนคือคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการ พอมีโควิดระบาดคนจนในเมืองกลายเป็นคนจนกลุ่มใหม่ ร้านเสริมสวย พนักงานนวด คนทำงานในโรงแรม เชฟจากโรงแรมห้าดาวเป็นคนตกงานที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ถ้าไม่มีครอบครัวอยู่ในชนบท คนเหล่านี้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่และมีอยู่ในทุกพื้นที่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่การให้ทุกคนได้เท่ากัน แต่เป็นความพยายามในการลดความแตกต่าง การให้ทุกคนได้เข้าถึงสุขภาวะที่ได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียม” ศ.วุฒิสาร ระบุ</p>
<p>ทั้งนี้ ศ.วุฒิสาร มองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและเท่าเทียม มี 2 ประเด็น ที่ต้องพูดถึงคือ 1.คือการสร้างโอกาส ยกตัวอย่างเด็กที่จบ ป.6 ทุกคนสามารถได้เรียนต่อในชั้นมัธยมหรือไม่ คำตอบในทางกฎหมายและปฏิบัติคือใช่เพราะมีโรงเรียนมัธยมอยู่ที่อำเภอ แต่ปัญหาอยู่ที่ทุกคนได้ใช้โอกาสนี้เท่ากันหรือไม่ 2.ความสามารถในการใช้โอกาสของทุกคนที่ไม่เท่ากัน</p>
<p>“หลังโควิดเศรษฐกิจที่จะถดถอยอย่างรุนแรงแต่การใช้จ่ายในด้านสุขภาพจะแพงขึ้น รายจ่ายของรัฐบาลเกือบทั้งหมดจะเป็นการเตรียมเพื่อสุขภาพ เตรียมวัคซีน เตรียมด้านการตรวจ และการเยียวยา ในขณะที่การจัดเก็บภาษีขยายเวลาออกไป ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินก็ถูกลดหย่อนลง รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นไปเพื่อการเยียวยาแก้ไข ในขณะที่รายได้ลดลง แล้ววเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่อย่างไร ภาคการท่องเที่ยวที่เคยมีรายได้สูงสุดวันนี้ทำรายได้น้อยมาก”</p>
<p>เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า จากสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังเป็นปัญหาหลัก และสถานการณ์โควิดทำให้ ความเหลื่อมล้ำชัดเจนขึ้น มีหลายมิติ เห็นคความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงมากขึ้น เห็นกลุ่มเสี่ยง รวมถึงกลุ่มเปราะบางใหม่ สาเหตุที่ท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญกับความเหลื่อมล้ำ มี 3 ประการ 1.เป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย เป็นหน้าที่ 2.ความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นความสมัครใจที่ไม่มีใครบังคับ 3.ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้อง ลูกหลานและญาติมิตร คนในชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดการกับการศึกษา ด้วยการทำให้มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงกิจกรรมการศึกษาไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ การศึกษาของท้องถิ่นช่วยลดความเหลื่อมล้ำในท้องถิ่นและสังคมได้ และค้นหาจัดการการศึกษาให้ครบถ้วน หากลุ่มเสี่ยงที่เข้าไม่ถึง เป็นการลงทุนที่จะมีผลระยะยาว</p>
<p>“เด็กที่ไม่มีที่เรียน ไปสมัครโรงเรียนเทศบาลอย่างไรก็ต้องได้เรียน นี่เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่งจะปล่อยให้เด็กไม่มีที่เรียนไม่ได้ เด็กต้องได้รับอาหารกลางวัน อุปกรณ์ต้องทันสมัย ผมสนับสนุนให้โรงเรียนเทศบาลซื้ออุปกรณ์ที่ดีเหมือนโรงเรียนในกรุงเทพ คนตรวจสอบต้องไม่มาตั้งคำถามว่าทำไมถึงแพง แต่ต้องตั้งคำถามว่าเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดจะเรียนและมีคุณภาพที่ดีเท่ากับเด็กในกรุงเทพหรือไม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ สนับสนุนให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้เข้าถึงมากขึ้น ในด้านการศึกษา อปท. ได้รับการคัดเลือกในปี 2562 ถึง 48 แห่ง ท้องถิ่นต้องทำการศึกษาที่เป็นมิติชีวิตทั้งหมด และตั้งเป้าหมายทางการศึกษาท้องถิ่นต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย กำหนดแนวทางการจัดบริการที่เหมาะสม การสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้ออำนวย โดยให้อิสระกับโรงเรียนในการแก้ปัญหาแล้วรายงานกลับไปยังผู้ปกครอง” ศ.วุฒิสาร กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27898" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/กสศ.ผนึกพระปกเกล้า-เดินหน้าอปท.-002-1.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>ขณะที่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวในหัวข้อ “ลดช่องว่างการศึกษา ท้องถิ่นทำได้แค่ไหน อย่างไร?” ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย ปัจจุบันมีนักเรียนยากจน ด้อยโอกาสจำนวน 2.1 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 29.9 จากนักเรียนทั้งหมด มีเด็กนอกระบบ ซึ่งอายุระหว่าง 6-14 ปี จำนวน 4.3 แสนคน และคุณภาพโรงเรียนในชนบทล้าหลัง 2 ปีการศึกษาเมื่อเทียบกับโรงเรียนในเมือง</p>
<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในปีที่ผ่านมาทำให้มีเด็กยากจนเพิ่มขึ้น 3 แสนคน และเด็กยากจนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเพียง ร้อยละ 5 ต่อรุ่น  โดยช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาระหว่างคนรายได้น้อยกับปานกลางห่างกันถึง 20 เท่า แม้จะมีกฎหมายระบุว่าต้องมีการจัดการศึกษาภาคบังคับให้กับเด็ก ไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในปัจจุบันมีเด็กประมาณ 1.1 ล้านคนที่พร้อมจะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ตลอดเวลาเพราะความยากจน บางคนอยู่ในวัยที่ต้องขึ้นชั้นประถมแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เข้าเรียน ส่วนเด็กที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วมีอยู่ประมาณ 1.7 ล้านคน นอกจากนี้เด็กที่อยู่ในช่วงวัยหลังการศึกษาภาคบังคับ อายุ 15-25 ปี ล่าสุดจำนวนที่หลุดออกมาจากการศึกษาแล้วประมาณ 1 ล้านคน</p>
<p>“ท้องถิ่นสามารถทำได้เลย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใน 2 ขวบปีแรกสามารถดูแลได้เต็มที่ ท้องถิ่นเป็นสะพานที่สำคัญที่สุดในชีวิตเด็กเหล่านี้ เพราะถ้าเด็กจะไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้เข้าอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะเป็นประตูบานแรกของเด็กเหล่านี้ เช่นเดียวกับเด็กหลังวัยการศึกษาภาคบังคับที่อยากจะเรียนแต่ยากจน ระดับอาชีวะ อุดมศึกษา ท้องถิ่นก็เป็นกลไกสำคัญให้เด็กเหล่านี้สามารถมีอาชีพ มีทักษะที่จะเป็นผู้ประกอบการเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โจทย์คือการเข้าถึงโอกาส เด็กอยู่ในระบบเราต้องป้องกันไม่ให้เขาออกไปจากระบบการศึกษา เพราะถ้าเขาออกไปแล้วยากมากและแพงมากที่จะดึงกลับเข้ามา เป้าหมายของเราคือส่งให้เด็กเหล่านี้ไปถึงชั้นมัธยมปลายหรือสูงกว่านั้น”</p>
<p>ดร.ไกรยส  กล่าวอีกว่า โรงเรียนเทศบาลหลายแห่งในท้องถิ่นมีศักยภาพที่สูง ซึ่งโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและคุณภาพของการศึกษา ยังคงเป็นปัญหาที่จะอยู่ในสังคมไทยไปอีกระยะหนึ่ง</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27899" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/กสศ.ผนึกพระปกเกล้า-เดินหน้าอปท.-001-1.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p>“หลายคนเชื่อว่าเด็กต้องได้ของเท่ากัน ต้องได้เงินเท่ากัน เด็กที่ จ.นราธิวาสต้องได้เงินเท่ากับเด็กที่ กทม. ความเป็นจริงเด็กแต่ละคนเกิดมาต้นทุนไม่เท่ากัน คนที่อยู่ในพื้นที่จะเห็นว่ามีใครที่ขาดแคลน มีเด็กพิการกี่คน ซึ่งท้องถิ่นจึงสามารถเข้าไปเติมในสิ่งที่ขาดได้ทันที ไม่ใช่ถม ท้องถิ่นได้เจอเด็กทุกวัน คนที่อยู่ในกระทรวงส่วนกลางอยู่ห่างไกลไม่สามารถรู้ได้ว่าเด็กคนไหนขาดอะไร ขาดเท่าไร แล้วจะเติมให้ใคร กลไกท้องถิ่นจึงเป็นความหวังเดียวของประเทศไทยที่จะเติมเต็มสิ่งที่ขาดได้อย่างใกล้ชิดดีที่สุด”</p>
<p>รองผู้จัดการ กสศ. ยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบ มีแนวทางเพื่อความยั่งยืนคือต้องป้องกันไม่ให้เด็กที่อยู่ในระบบหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากเด็กที่หลุดออกไปเพราะเป็นแม่วัยใสหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะไม่สามารถกลับมาเข้ามาสู่ระบบการศึกษาอีกเลย ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรทำควบคู่ไปพร้อมกับการเข้าไปในพื้นที่เพื่อเติมให้กับคนที่ขาด</p>
<p>“ยูเนสโกประเมินความเสียหายจากปัญหาเด็กนอกระบบ ปัจจุบันสูงถึง 1.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศไทย หรือ 2 แสนล้านบาทต่อไป ประเทศไทยปีนี้ยังไม่แน่เลยว่าจีดีพีจะโตถึง 1.7 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ถ้าเราสามารถมองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือปัญหาความมั่นคงในเศรษฐกิจเช่นกัน การนำเงินไปแก้ปัญหาความยากจนในปลายทางมีแต่จะใช้เงินเป็นจำนวนมากและได้ผลจำกัด ถ้าปีนี้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้น แล้วท่านสามารถทำให้เห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเชื่อมกับเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่นของท่านมีความมั่นคง อ้างตัวเลขยูเนสโกตัวนี้ได้ว่าการที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามันเกี่ยวข้องกันอย่างจริงๆ เราจะได้ไม่ต้องมากังวลว่าวันนี้แก้ปัญหาปากท้องก่อน อย่าเพิ่งแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผมไม่อยากเห็นวิวาทะอย่างนั้น เรื่องปากท้องกับเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามันเป็นเรื่องเดียวกัน มันเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นวันหน้า อย่าแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เท่านั้นที่จะสามารถบอกประชาชนได้ว่า2เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องทำตั้งแต่วันนี้เลย” ดร.ไกรยส กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยส ย้ำว่า การสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ขิดกับประชาชนที่สุดจึงมีศักยภาพที่สุดในการประสานความร่วมมือของคนในพื้นที่ ทั้งหน่วยราชการ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อร่วมสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-03-21/">ลดช่องว่างการศึกษา ดัน อปท. เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
