<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a8-%e0%b8%99%e0%b8%9e-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%8a/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Dec 2024 02:36:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-181224-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 04:57:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โรงสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[VASK]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88920</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนาเป็น Learning Development ของผู้เรียน ครู และของระบบการศึกษา หมายถึง ‘ระบบการศึกษา’ จะต้องเรียนรู้จากของจริงที่เกิดขึ้น และโรงเรียนแห่งอนาคต ยังต้องเป็นกลไกปฏิสัมพันธ์ของระบบการศึกษา ลดการส่งต่อจากบนสู่ล่างหรือ top-down ให้เกิดการเรียนรู้บนแนวราบหรือ bottom-up มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ซึ่งคือกลไกพัฒนาความเป็นมนุษย์ ถ้าทำอย่างนั้น โรงเรียนจะเป็นแหล่งเชื่อมโยงความรู้และทฤษฎีจากประสบการณ์จริง สถานการณ์จริง เป็นแหล่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนที่ไม่ได้มีบทบาทแค่ถ่ายทอดวิชาความรู้”<br><br><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong></p>
</blockquote>



<p>จากปี 2562 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ใน <strong>‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’</strong> หรือ <strong>Teacher and School Quality Program (TSQP)</strong> ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) โดยกระตุ้นให้เกิดการ ‘พัฒนาคุณภาพระบบบริหารจัดการโรงเรียน’ และ ‘พัฒนาการจัดการเรียนการสอน’ ให้มีคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ผ่านการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ 4 ด้าน คือ คุณค่า (Values) ทัศนคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และ ความรู้ (Knowledge) หรือจำกัดความสั้น ๆ ว่า <strong>‘VASK’</strong></p>



<p>ถึงปี 2566 ผลการประเมินโครงการโดยทีมวิจัยและประเมินผลมูลนิธิศึกษาธิการ พบว่า 636 โรงเรียนในโครงการ TSQP สามารถยกระดับได้สำเร็จ และได้เดินหน้าสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอีกขั้น โดยยกระดับจาก TSQP เป็น <strong>‘TSQM’</strong> ที่อักษร P ซึ่งหมายถึง Project ได้เปลี่ยนมาเป็น M อันมีความหมายถึงการ ‘Movement’ หรือคือเปลี่ยนจากการทำงาน ‘วงแคบ’ ในลักษณะ Project เป็นการทำงานใน ‘วงกว้าง’ ระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัด ซึ่งจะอาศัยพลังความร่วมมือขององคาพยพที่หลากหลายในท้องถิ่นนั้น ๆ มาช่วยหนุนวงจรการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมกับพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาทั้งระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ <strong>‘สร้างผู้นำความเปลี่ยนแปลง’</strong> หรือ <strong>‘พื้นที่ต้นแบบ’</strong> ที่จะขยายผลส่งต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้เดินหน้าพัฒนาไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เป้าหมายสำคัญของ ‘TSQM’ ยังมีเรื่องของมาตรการ ‘School Zero Dropout’ ที่จะสร้างและพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และสอดส่องค้นหาเด็กเยาวชนในวัยการศึกษาภาคบังคับที่หลุดออกจากระบบ เพื่อฟื้นฟูประคับประคองและส่งเสริมให้เข้าสู่วิธีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น-มีทางเลือก-ตอบโจทย์ชีวิต ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของการทำงานอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ecb76"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.ปาฐกถาพิเศษ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. </strong>กล่าวถึงการปรับแนวคิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง โดยใช้การหนุนกลไกระดับพื้นที่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System change) ให้เกิดการทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ หรือระดับจังหวัด และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสร้างเครือข่ายโรงเรียนให้เป็นเจ้าของร่วมและดำเนินการด้วยตนเอง เพื่อขยายผลจากโรงเรียนแกนนำสู่โรงเรียนอื่น ๆ ตามแนวคิดของ TSQM และเพื่อให้เกิดเป็น ‘ระบบนิเวศทางการศึกษา’ ที่ยั่งยืนจากต้นทุนเดิมของจังหวัด โรงเรียน และทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม ว่า&nbsp;</p>



<p>“เมื่อพูดถึงการศึกษา เราต้องไม่ลืมเป้าหมายแท้จริงว่าหัวใจของการเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียน จะมาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Transformative Learning) และต้องเกิดขึ้นในทุกด้านของ V-A-S-K ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงที่ความรู้ หรือ ‘K’ เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่ควรตระหนักในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ คือต้องเอื้อต่อความหลากหลายของ ‘ผู้เรียนทุกคน’ โดยจะ ‘ไม่ทำร้ายหรือทำลายบางคน’ อย่างไม่ตั้งใจ ทีนี้พอเข้าใจตรงกันแล้วว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน ระบบนิเวศที่จะออกแบบจึงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่รองรับทุกอารมณ์และทุกความซับซ้อนของมนุษย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การจัดการเรียนรู้ที่รองรับต่อนิเวศของการเรียนรู้ที่ดี ‘เด็ก’ หรือ ‘ผู้เรียน’ ควรมีส่วนช่วยในการออกแบบ เท่ากับเป็นหน้าที่ของครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนสังคม ที่จะต้องมีวิธีการทำให้เด็กขยับเข้ามามีส่วนร่วม แล้วเราจะมองเห็นความเป็นไปได้ของนิเวศการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาตัวเองไปได้พร้อม ๆ กัน เพราะการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นจากการรู้ความต้องการของตนเองและรู้ความต้องการของผู้อื่น จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลาย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce38bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวถึงทฤษฎีการศึกษาที่สำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ว่า การพาผู้เรียนไปถึงผลลัพธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ คุณค่า ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ ได้พร้อม ๆ กัน การจัดการเรียนรู้ต้องบูรณาการแบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งมีวิธีการมากมายหลายแบบ อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญที่สุดคือครูและโรงเรียนจะต้องออกแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนไม่เพียงได้ ‘เรียนรู้จากประสบการณ์’ (Experiential Learning) แต่ต้องพาไปให้ถึงการ ‘เกิดความคิด’ และมี ‘วิธีตกผลึก’ ผ่านประสบการณ์ในเชิงหลักการ ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ (David A. Kolb, Institute for Experiential Learning)</p>



<p>“หัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้เรียนต้องสามารถสังเกตจากประสบการณ์ แล้วมีการ ‘สะท้อนกลับ’ (Reflection) ด้วยการคิดไปสู่หลักการเชิงนามธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเดิมที่คุ้นเคย ที่เป็นการเรียนจากทฤษฎีแล้วเอาไปปฏิบัติ โดยวิธีการนี้จะทำย้อนกลับจากภาคปฏิบัติเพื่อคิดไปหาทฤษฎี ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง (Agentic Personality) และผลลัพธ์จากการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้ คือเราจะผลิตคนที่มีความคิดของตัวเอง กล้าคิด กล้าริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังยอมรับและเคารพในความคิดของคนอื่นด้วย ซึ่งคือผลผลิตจากการเรียนรู้ที่ยุคปัจจุบันและอนาคตต้องการ&nbsp;</p>



<p>“การสะท้อนคิดไปสู่หลักการนั้นมีแก่นอยู่ที่การ ‘ตั้งคำถาม’ โดยเฉพาะในภาพรวมที่ผู้เรียนต้องรู้ว่าเรียนแล้วจะนำไปสู่อะไร สองสิ่งสำคัญที่ควรได้รับ คือ 1.แรงบันดาลใจที่จะทำอะไรบางอย่าง และ&nbsp; 2.เกิดทักษะการตั้งคำถามเพื่อพาตัวเองออกไปให้ไกลกว่าสิ่งที่เรียนรู้ตรงหน้า ซึ่งคือ ‘วงจรสร้างปัญญา’ ที่จะหมุนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด และเกิดการค้นคว้าหาความรู้อื่น ประสบการณ์อื่นมาเทียบ เพื่อสะท้อนคิดเชิงหลักการไปสู่ทฤษฎีที่ใช่ที่สุด ณ เวลานั้น ๆ ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ นอกจากเด็กหรือผู้เรียนแล้ว โรงเรียนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของครู ของผู้บริหาร ของกรรมการโรงเรียน ของผู้ปกครองและชุมชน ที่จะปรับบทบาทหรือหน้าที่ให้สอดคล้องกับการส่งต่อความรู้-ความเชื่อ-ความเข้าใจ ได้อยู่ตลอดเวลา เป็นวงจรของการปรับ-เปลี่ยน-พัฒนา เรื่อยไปไม่สิ้นสุด การเรียนรู้ในวันนี้และอนาคตจึงเป็นการ ‘สร้าง’ มากกว่า ‘รับถ่ายทอด’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนได้กว้างและลึกกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ครูและหน่วยอื่น ๆ ทั้งหมดในวงจรการเรียนรู้จะไม่ให้น้ำหนักที่การถ่ายทอดความรู้ แต่จะช่วยกันออกแบบการเรียนรู้ที่พาผู้เรียนไปสู่การปฏิบัติ และสะท้อนคิดหลักการด้วยตัวเอง หรือเป็น Facilitator และทั้งหมดนี้คือหลักการของ ‘การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง’ ที่ผู้เรียนต้องสามารถคิดจากประสบการณ์ เพื่อตั้งคำถามสะท้อนคิดไปให้ถึงการ ‘ท้าทายความเชื่อเดิม’ ให้ได้ เพราะความหมายของการเรียนรู้คือการไม่หยุดนิ่ง หรือการเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนใจด้วยความมั่นใจในหลักการ เมื่อเกิดการค้นพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่มาสนับสนุน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3ff60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวสรุปว่า ถ้าโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนเป็น ‘แหล่งหนุนการเรียนรู้’ โดยเฉพาะสำหรับ ‘ระบบการศึกษา’ แล้ว การก้าวต่อไปข้างหน้าของการศึกษาทั้งระบบก็จะเป็นแค่เพียงการยึดโยงกับภาคทฤษฎี ขณะที่ความจริงที่ปรากฏขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ๆ หรือในพื้นที่หนึ่ง ๆ กลับไม่ถูกมองเห็นและทำความเข้าใจ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การทำงานของทุกฝ่ายที่เข้าร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในวาระนี้ ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ในพื้นที่หนึ่งจะมีสถานะเป็นแหล่งการเรียนรู้ ผ่านหลักการ Double-Loop Learning ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ที่ให้ผลสองต่อ คือต่อแรกเมื่อทำแล้วเกิดผล ผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปที่การขยายวิธีการทำงานออกไป ส่วนต่อที่สองคือผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปยังภาคทฤษฎีหรือหลักการ หรือคือการสะท้อนไปถึง ‘ระบบเชิงโครงสร้าง’ ว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่และอย่างไร ถ้าจะพัฒนางานให้ดีขึ้นไปอีก ฉะนั้นโรงเรียนต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้ เพื่อเป็นต้นทางของ ‘ความคิดที่ต่างไปจากทฤษฎีซึ่งมีอยู่เดิม’ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p><strong>“โรงเรียนแห่งอนาคตจึงไม่ใช่โรงสอน แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ โดยมีครูเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ สร้างบันไดให้นักเรียนได้ปีน สามารถปลดปล่อยพลังที่ซ้อนเร้นในมนุษย์ เป็นพลังหนุนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ให้สามารถผลิตผู้เรียนที่เป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งคนแบบนี้คือนวัตกร (Innovator) แห่งอนาคต เป็นมนุษย์อารมณ์บวก (Positive Mindset) ที่พร้อมมุ่งฝ่าฟันความยากลำบาก และเป็นบุคคลแห่งสุขภาวะสำหรับตนเอง ครอบครัว และสังคมโลก”</strong></p>
</blockquote>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p><em>*เรียบเรียงจาก ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศทางการเรียนรู้ สู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กและเยาวชน’ ณ เวทีการจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ‘School Zero Dropout’ ระหว่างวันที่ 13 &#8211; 15 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</em></p>



<p><strong>ข่าวที่เกี่ยวข้อง:</strong><a href="https://www.eef.or.th/news-141224/" target="_blank" rel="noopener" title=""> กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช : What Next All For Education แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา ด้วยพลังของทุกคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260824/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Aug 2024 05:12:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[All for Education: Education For All]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85658</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260824/">ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช : What Next All For Education แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา ด้วยพลังของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> <strong>ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวกับผู้เข้าร่วมมหกรรมรวมพลังนักสร้างการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน “All For Education: Education For All ปลุกพลังปวงชนเพื่อเด็กไทยทุกคน” ที่ IMPACT Forum เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2567 ว่าเรามาร่วมประชุมกันสองวันเกือบสามวัน จากที่ทั้ง 8 ห้องมาสรุปความประทับใจให้พวกเราฟังแล้ว ประเด็นของก้าวต่อไปง่ายนิดเดียว คือทุกคนกลับไป ณ ที่ตั้งแล้วก็ทำในสิ่งที่ท่านใฝ่ฝัน ทำในสิ่งที่จะทำให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น ทำให้พลเมืองไทยมีคุณภาพยิ่งขึ้น เพราะว่างานนี้ไม่ใช่เฉพาะการศึกษาของเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ของเด็กก็เกี่ยวข้องกับคนในทุกหน้าที่และทุกย่างก้าวของชีวิตด้วย คือ Education For All และ All For Education</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef6f20"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก้าวต่อไปในสายตาของผมนั้น มองว่าสามวันนี้และรวมถึงก่อนหน้านี้ที่ กสศ. และภาคีได้ทำหน้าที่เป็นกลไก Networking ต้องไม่ใช่แค่ทำกันอยู่สามวันต่อปีเหมือนอย่างงานในสามวันนี้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอีก 362 วันที่เราจะ Networking กัน ซึ่งมีอีกหลายกรณีใน 362 วันนั้นเป็นของจริงยิ่งกว่า ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง และช่วยเหลือกันได้ในสภาพของความเป็นจริง ได้เรียนรู้ในสภาพความเป็นจริงได้ยิ่งกว่า&nbsp;</p>



<p>การรวมพลังการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองไทยและสร้างคุณภาพการศึกษานั้น หัวใจคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ เรียนรู้จากเรื่องที่อยู่ในชีวิตจริงของผู้คน ต้องช่วยกันทำให้ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ออกไปนอกโรงเรียนได้เยอะขึ้น ให้เด็กได้ออกไปเรียนในพื้นที่ของชีวิตจริงให้มากขึ้น เป็นเรื่องสำคัญของการเรียนรู้ที่เรียกว่า Experiential learning หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งมีประสบการณ์แล้วต้องใช้เครื่องมือการสะท้อนคิดที่เรียกว่า Reflection ทันที ผู้ใหญ่ต้องตั้งคำถามชวนเด็กสะท้อนคิด แล้วฝึกให้เด็กตั้งคำถามแก่ตัวเองและเพื่อนด้วยเพื่อสะท้อนคิดร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในโลกของการเรียนรู้ยุคปัจจุบันและในอนาคตไม่มีที่สิ้นสุด อาจจะเรียกได้ว่า KOLB’s experiential learning cycle ซึ่งเป็นวงจรแห่งปัญญาที่แท้จริง&nbsp;</p>



<p>การเรียนที่รับถ่ายทอดจากหนังสือหรือครูเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเรียนรู้ที่สำคัญอีกอย่างคือ Multiple loop learning คือการเรียนลึกเข้าไปถึงการตั้งคำถามถึงสมมติฐานหรือความเชื่อบางอย่าง ทั้งหมดนั้นเราต้องการการพลิกโฉมระบบการศึกษาไทย หรือ System transformation ซึ่งเป็นเหมือนในปัจจุบันไม่ได้เพราะจะทำให้บ้านเมืองล่มจมและทำให้พลเมืองไทยคุณภาพตกต่ำลง เราต้องช่วยกัน Transform education system ให้ได้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-589857"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>KOLB’s experiential learning cycle เป็นวงจรการเรียนรู้ที่เริ่มจากการมีประสบการณ์ตรงจากการสังเกตหรือ Concrete experience จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของ Reflective observation คือการสังเกตแล้วสะท้อนคิดในทันที เมื่อสะท้อนคิดแล้วจะนำไปสู่ขั้นตอนที่สามคือทักษะหรือวิธีการ แต่ที่เขาแนะนำว่าปัญญาสูงคือต้องฝึกสะท้อนคิดสู่หลักการที่เป็นนามธรรมที่เรียกว่า Abstract conceptualization ซึ่งสำคัญที่สุด เราต้องฝึกสะท้อนคิดสู่หลักการให้เป็น โดยคนทั่วไปถ้าไม่ฝึกจะสะท้อนคิดสู่วิธีการ ซึ่งดีแต่ยังดีไม่พอ ต้องไปสู่หลักการที่อาจจะสอดคล้องกับที่เคยอ่านเคยพบมา หรือมีข้อแตกต่าง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญญา เมื่อได้แนวคิดใหม่แล้ว หลักการสำคัญคืออย่าเชื่อทั้งหมด ให้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ต้องฝึกเด็กว่าไปทำอะไรมาต้องสะท้อนคิดแล้วถ้ามีสิบคน ต้องได้การสะท้อนคิดหลายแบบไม่ใช่เหมือนกันหมด แล้วจึงรวบรวมความคิดมาปรึกษากันเพื่อหาประเด็นสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การทดลองหรือ Active experimentation ว่าได้ผลอย่างที่เราคิดหรือไม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นเป็นล้านครั้งในชีวิต ซึ่งจะช่วยให้บุคคลเกิดปัญญา มีการคิดจากประสบการณ์ตรงและคิดจากหลักการ ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้สมัยใหม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c61e77"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในภาพนี้คือ Double loop learning หรือบางทีเรียกว่า Multiple loop learning หมายความว่าจะมีกล่องทางซ้ายเกิดขึ้นอีกหลายกล่อง หลักการคือเราทำอะไรมีเป้าหมายคือกล่องสีเขียว วิธีการคือกล่องสีแดง และหลักการหรือวิธีการคือกล่องสีฟ้าทางซ้ายมือ ซึ่งหลักการจะนำไปสู่วิธีการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกล่องสีเขียวมักจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ตรงทั้งหมด ข้อมูลการทำงานจึง Feedback ไปที่กล่องสีแดง คือไปเปลี่ยนวิธีการหรือ Action ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งกว่าถ้ามี Feedback กลับไปที่กล่องสีฟ้า คือการตั้งคำถามต่อสมมติฐานหรือความเชื่อบางอย่าง ถ้าจะเป็น Multiple loop learning คือมีกล่องที่ 4 อยู่ทางซ้ายมืออีก อาจจะเป็นเรื่องของกฎหมายกติกาบ้านเมืองที่ยังไม่ดี ซึ่งวงจรนี้จะทำให้คนมีปัญญาและสังคมมีปัญญา คือหลักการของการเรียนรู้แบบ Feedback loop</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f6326"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งหมดนี้จะเป็นเครื่องมือนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมของการศึกษาหรือการเรียนรู้ในสังคมไทย โดยการใช้ข้อมูลจากหลักฐานไม่ใช่การคิดเอาเองหรือเอามาจากตำราที่ไหน แต่เจาะข้อมูลไปว่าเราทำแบบนี้แล้วผลที่เด็กเป็นอย่างไร ดู Learning outcome ของเด็กในด้าน VASK เช่น การสร้างค่านิยมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เราตั้งคำถามกับเด็กว่า ความซื่อสัตย์สำคัญอย่างไร เป็นคำถามเชิงค่านิยม ด้านเจตคติหรือทัศนคติอาจจะตั้งคำถามว่า การใช้ท่าทีแบบนี้นำไปสู่ผลแบบนี้ แล้วถ้าอยากให้ดีกว่าต้องมีทัศนคติแบบไหน รวมถึงด้านทักษะและความรู้ต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือ Learning outcome ที่ครบด้าน VASK หรือ Head Heart Hand นี้ โรงเรียนแต่ละแห่งจะจัดทำเพื่อใช้หมุนยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กเองเป็นหลัก ถ้าทำได้แล้วการทำรายงานต่อหน่วยเหนือนั้นง่ายมากและไม่ต้องกังวล แต่ต้องเน้นที่การทำระบบข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการ Feedback การทำงานของตัวเอง และรายงานเป็นผลพลอยได้ ที่สำคัญคือถ้าเราจะมีหลักฐานแบบนี้ส่วนกลางต้องช่วยหนุนเสริม ซึ่งท่าทีของการหนุนเป็นการ Empower ให้โรงเรียนทำได้อย่างแม่นยำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a63d6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป้าหมายที่ก้าวต่อไปในระยะยาว คือ การพลิกโฉมระบบหรือ System transformation โดยใช้แนวทางในการพูดคุยสามวันนี้ที่เราทำงานกันมาหลายปี การศึกษานั้นไม่ได้ทำอยู่ที่เฉพาะโรงเรียน และไม่ใช่เฉพาะครูกับผู้อำนวยการเท่านั้น ยังมีภาคีอีกมากมายที่มาช่วยกันอย่างที่จะเห็นในห้องประชุมต่าง ๆ ที่มีการช่วยกันหลายฝ่าย ในโลกยุคปัจจุบันนี้ที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น มีความไม่แน่นอน ปั่นป่วน ผันผวน ทุกคนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา การพลิกโฉมระบบการศึกษาหัวใจสำคัญที่สุด คือเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยจากระบบแนวดิ่งสั่งการด้วยอำนาจมาเป็นแนวราบ เป็นระบบที่เอื้ออำนาจหรือ Empower หน่วยปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ และมีตัวอย่างที่มีการใช้กันอยู่แล้วโดยไม่ได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์กติกา </p>



<p>อีกประเด็นที่สำคัญคือทุกคนมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่โยนความรับผิดชอบให้ครูหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่ทั้งผู้ปกครอง ครอบครัวที่บ้าน ชุมชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเข้ามาร่วม หัวใจสำคัญของระบบทุกระบบคือ EQE ซึ่งมาจาก Equity, Quality, Effectiveness &amp; Efficiency รวมถึงระบบข้อมูลซึ่งจากการฟังในห้องย่อย D ก็มีคนมาพูดเรื่อง Q-info ที่สามารถช่วยหนุนได้เห็นปัญหาของเด็กหลายคนเพื่อจะเข้าไปช่วยเหลือได้ ทั้งหมดนั้นเป็นการใช้ระบบข้อมูลเพื่อหนุนทั้งตัวเด็กเป็นรายคนและหนุนการเปลี่ยนระบบ โดยมีหัวใจสำคัญก็คือ GPA mindset เกี่ยวข้องกับ Growth mindset Positive mindset การมองในด้านบวกแม้จะมีความยากลำบาก และ Authentic คือการพูดเรื่องจริง ไม่ใช่พูดเอาใจนายให้สบายใจ และสุดท้ายคือการทำและเรียนรู้ร่วมกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-768bd6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/What-Next-All-For-Education-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260824/">ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช : What Next All For Education แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา ด้วยพลังของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เราทุกคนควรหัดเชื่อตัวเองเพียงแค่ครึ่งเดียวเสมอ และสงสัยเอาไว้ก่อนว่าเราอาจจะไม่ได้คิดถูก”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-130524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 May 2024 11:12:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81528</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีงานประชุมสัมมนาอันเป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-130524/">“เราทุกคนควรหัดเชื่อตัวเองเพียงแค่ครึ่งเดียวเสมอ และสงสัยเอาไว้ก่อนว่าเราอาจจะไม่ได้คิดถูก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีงานประชุมสัมมนาอันเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับระบบการศึกษาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 ณ อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี นั่นคืองาน <strong>‘Schools That Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’</strong> ที่เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP)</p>



<p>นอกเหนือจากการเสวนาหารือระดมสมองในประเด็นต่างๆ ร่วมกันอย่างขันแข็งระหว่างโรงเรียนต่างๆ ในภาคี และการประกาศเจตนารมณ์อันแรงกล้าของ กสศ. นำโดย <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา ภายใต้แนวคิด Education for All – All for Education อย่างเป็นทางการแล้ว อีกหนึ่งบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเชิญให้มากล่าวปิดงานในหัวข้อ ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน’ คือ <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP)</p>



<p>ทั้งนี้ ศ.นพ.วิจารณ์ได้กล่าวสรุปสาระสำคัญที่ได้จากงานไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ อีกทั้งยังพ่วงมากับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยหลายประการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-97e161"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเปลี่ยนแปลงที่ประเทศไทยต้องการ</strong></h2>



<p>อ้างอิงจากหนังสือ <em>World Development Report 2018: Learning to Realize Education&#8217;s Promise</em> ศ. นพ.วิจารณ์อธิบายว่า การศึกษาคุณภาพสูงอันจะนำมาซึ่งพลเมืองคุณภาพสูงนั้นประกอบด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ประการสำคัญที่สุดที่เปรียบเสมือนหัวใจของงาน School That Matter ซึ่งได้มีการเน้นย้ำมาตลอดตั้งแต่เริ่มจนจบงาน นั่นคือ <strong>การยกระดับอัตราการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและการพัฒนาการศึกษาให้ครบรอบด้าน</strong> เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง</p>



<p>ถัดมาอีกประการคือ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อให้มั่นใจว่าสถานศึกษาเป็นระบบนิเวศในการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ผ่านวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ให้ครู ผู้บริหาร และนักการศึกษาเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นวิธีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเด็กและของโรงเรียนอย่างแท้จริง</p>



<p>“อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการวางแผนพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้เป็น ‘Agentic Person’ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีความคิดริเริ่ม มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการทำงานให้กับคนรอบข้างโดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่ง เพราะเมื่อเด็กนักเรียนถูกรายล้อมไปด้วยบุคลากรที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ จะทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเติบโตมาเป็น Agentic Person ด้วยเช่นกัน” ศ. นพ.วิจารณ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-590fd5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน</strong></h2>



<p>กระบวนการเรียนรู้และปรับตัวที่ยั่งยืนนั้นต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั้งจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องอาศัยแรงขับช่วงเริ่มต้นจากล่างขึ้นบนเป็นแกนก่อน จากนั้นการพัฒนาจากบนลงล่างจึงจะตามมา</p>



<p>“การพัฒนาจากล่างขึ้นบน คือการนำประสบการณ์จากหน้างาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้น มาทบทวน เรียนรู้ และตีความเพื่อหาหลักการ ทฤษฎี หรือปัจจัยความสำเร็จ นี่คือ<strong>กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning)</strong> ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”</p>



<p>กระนั้นก็ตาม ศ.นพ.วิจารณ์ก็ยังไม่ลืมที่จะเน้นย้ำว่าพัฒนาการจากทั้งสองทิศทางต่างมีความสำคัญทั้งหมด ไม่สามารถขาดทางใดทางใดหนึ่งไปได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Kolb’s Experiential Learning Cycle</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์เชื่อใน Experiential Learning ว่านี่คือหนทางหนึ่งที่เราจะพัฒนาสมรรถนะในการเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้ เขายืนยันว่าความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์นั้นมีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้จากการเรียนภาคทฤษฎี</p>



<p>เพื่อให้มองภาพตามได้ง่ายๆ เขาได้นำเสนอภาพกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ โดยใช้โมเดลที่มีชื่อเสียงของ<strong>เดวิด เอ โคลบ์ (David A. Kolb)</strong> นักทฤษฎีการศึกษาชาวอเมริกัน</p>



<p>Kolb’s Experiential Learning Cycle เป็นวงจรการเรียนรู้ที่ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่</p>



<ol>
<li style="font-size:16px"><strong>ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Experience) </strong>ขั้นตอนที่ผู้เรียนทดลองลงมือทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดประสบการณ์ อันจะนำมาซึ่งการรับรู้และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับขณะนั้น</li>



<li style="font-size:16px"><strong>การสะท้อนคิดจากการสังเกต (Reflective Observation) </strong>ขั้นตอนที่ผู้เรียนพยายามเฝ้าสังเกตและไตร่ตรองทำความเข้าใจสิ่งที่ตนมองเห็น</li>



<li style="font-size:16px"><strong>การสร้างแนวคิดที่เป็นนามธรรม (Abstract Conceptualization) </strong>ขั้นตอนที่ผู้เรียนพยายามสรุปผล ตีความ จับจุดที่ได้จากการสังเกต<strong>4. การทดลองปฏิบัติจริง (Active Experimentation) </strong>ขั้นตอนที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติซ้ำเพื่อทดลองนำแนวคิดที่ตนเองสร้างมาปรับใช้</li>
</ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-68d917"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ คุณหมอยังยกตัวอย่างอีกแนวคิดหนึ่งที่คล้ายกัน คือ <strong>Double-loop Learning </strong>อย่างไรก็ดี เขาคอยย้ำเตือนผู้ฟังในงานอยู่เสมอว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากแนวทางอีกมากมาย และแน่นอนว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด</p>



<p>“อย่างที่กล่าวเตือนไปแล้วตอนต้น ทุกท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อผม เพราะผมเองก็เชื่อว่าตนเองไม่ใช่คนที่รู้ดีที่สุด” คุณหมอกล่าวด้วยอารมณ์ขัน นี่เป็นวิธีคิดที่สอดคล้องกับวงจรของโคลบ์ด้วยเช่นกัน</p>



<p>“เราทุกคนควรหัดเชื่อตัวเองเพียงแค่ครึ่งเดียวเสมอ และสงสัยเอาไว้ก่อนว่าเราอาจจะไม่ได้คิดถูก แม้จะมีประสบการณ์จากขั้นที่ 1 คือ Concrete Experience มาแล้ว แต่ก็ไม่เสียหายที่หลังจากผ่านกระบวนการคิดมาแล้วในขั้นที่ 2 &#8211; 3 เราจะทดสอบความเข้าใจซ้ำอีกครั้งในขั้นที่ 4 หรือ<strong> </strong>Active Experimentation” ศ.นพ.วิจารณ์กล่าวปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-130524/">“เราทุกคนควรหัดเชื่อตัวเองเพียงแค่ครึ่งเดียวเสมอ และสงสัยเอาไว้ก่อนว่าเราอาจจะไม่ได้คิดถูก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับทิศทางการศึกษาโลก ขับเคลื่อนการศึกษาไทย : ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210923-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 10:53:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72213</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทิศทางการศึกษาโลกมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาและแน่นอนว่าย่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210923-3/">จับทิศทางการศึกษาโลก ขับเคลื่อนการศึกษาไทย : ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทิศทางการศึกษาโลกมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาและแน่นอนว่าย่อมมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อแนวทางการจัดการศึกษาของไทย เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ <strong>ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทิศทางการจัดการศึกษาในโลกปัจจุบัน และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดภูเก็ต” ในเวทีมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับพื้นที่  ครั้งที่ 3 “กลไกขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดภูเก็ต สู่งานมหกรรมการศึกษาไทย” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยเน้นให้เห็นว่า <strong>ทิศทางการศึกษาโลกนั้นมีอยู่แล้วที่เมืองพหุวัฒนธรรมอย่างภูเก็ต และเมื่อครูเข้าใจทิศทางเหล่านี้แล้วจะทำให้เกิดพลังที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้จริง</strong></p>



<p>ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ได้สรุป 8 ทิศทางการจัดการศึกษาโลกในปัจจุบัน ได้แก่ ครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง, เป้าหมายมีความซับซ้อน, การคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของนักเรียน, การเรียนรู้เชิงลึกและห้องเรียนสมรรถนะสูง, การเรียนกับการประเมินเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน, ครูเรียนรู้ไปด้วยกันกับศิษย์, ครูมีพันธมิตรร่วมพัฒนาห้องเรียนสมรรถนะสูง และโรงเรียนต้องมีหุ้นส่วนร่วมทำงานใหญ่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>1. ครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์เห็นว่าหัวใจสำคัญของทิศทางการศึกษา​ ณ​ ขณะนี้​คือ​ การจัดระบบให้ครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง​ และหากพิจารณาคำแนะนำองค์การสหประชาชาติ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้เมื่อเรายอมรับว่าการศึกษากำลังเป็นเรื่องวิกฤต การเปลี่ยนแปลงควรจะเปลี่ยนที่เป้าหมายของการศึกษาและสาระเนื้อหาการเรียนรู้​ รวมไปถึงเปลี่ยน “ระบบ” การศึกษา​ด้วย</p>



<p>เป้าหมายของผลลัพธ์การศึกษาที่ควรกำหนด ได้แก่ การเรียนเพื่อเรียนรู้เป็น (Learn to Learn) อยู่กับคนอื่นเป็น (Learn to Live Together) ทำเป็น (Learn to Do) ดำรงตนเป็น (Learn to Be) และเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง (Learn to Transform) ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายจะไม่มีการเรียนรู้เพื่อที่จะรู้​ (Learn How to​ Know) อีกต่อไป​ แต่เป็นการเรียนเพื่อทำให้ได้​ ส่วนการเปลี่ยนระบบการศึกษาทำได้โดยการเปลี่ยนระบบนิเวศการเรียนรู้ ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนจึงสำคัญ</p>



<p>&#8220;ครูต้องมีวิธีการ​ทำให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วม​ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ&#8221; ศ.นพ.วิจารณ์เน้นย้ำให้ครูเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วครูจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>2. เป้าหมายมีความซับซ้อน</strong></h2>



<p>เรื่องสำคัญลำดับต่อไปคือ ​ครูต้องรู้ว่าเป้าหมายในการเรียนรู้นั้นซับซ้อน​&nbsp;ศ.นพ.วิจารณ์ เห็นว่าผู้เรียนต้อง​เปลี่ยนตัวเองเป็นด้วย</p>



<p>“ในเรื่องของการศึกษา​ไม่ได้เป็นเส้นตรงจาก​ ก.​ ไป​ ข. แต่ต้องวนเป็นวงจรแล้วยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ​ แต่ละคนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลาจากประสบการณ์ที่ตัวเองประสบ&#8221;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เรื่องของทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ยังเป็นสิ่งที่ต้องฝึกเด็ก เพราะโลกยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและรุนแรงมาก การเรียนต้องฝึกให้เด็กเอาเจตคติ ค่านิยม ทักษะ ความรู้ (Value Attitude Skill Knowledge – VASK) ไปใช้ในอนาคตให้ได้ ทั้งนี้ระบบการศึกษาก็ต้องฝึกเด็กให้เกิดการเรียนรู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองด้วย​ (Transformative Learning) และอีกมุมหนึ่ง เด็กก็ควรจะมีทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นอาวุธติดตัว​ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการที่ใครมาบอก แต่ผ่านการทำด้วยตัวเอง​</p>



<p>“เมื่อคิดหลักการหรือทฤษฎีขึ้นมาได้จากการปฏิบัติแล้ว จงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เพื่อที่จะไปต่อ เอาไปหลอม เอาคอนเซ็ปต์ที่เราตกผลึกเองไปลอง เอาไปใช้ในสถานการณ์เดิมว่าดีขึ้นมั้ย ถ้าใช้ได้ก็แสดงว่าหลักการที่เราคิดก็น่าจะพอใช้ได้ อย่าลืมว่าวงจรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต” ศ.นพ.วิจารณ์ อธิบายทักษะการตกผลึกในเชิงนามธรรม (Abstract Conceptualisation) ที่จะช่วยให้เด็กรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ตัวเองได้</p>



<p>ผลลัพธ์จากการเรียนรู้ในข้อนี้ คือ เกิดการพัฒนาตัวเอง รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ต้องการเป็นคนแบบไหน ต้องการมีชีวิตแบบไหน ตัวเองมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหน หรือรู้จักอัตลักษณ์ของตนเอง&nbsp;“รากฐานของที่บ้านเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะฉะนั้นแต่ละคนเติบโตมาบนความแตกต่างของประสบการณ์ที่คนรอบข้างมอบให้ เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษา เราจะต้องสร้างระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้รู้จักศักยภาพของตนเอง&#8221;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>3. การคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของนักเรียน</strong></h2>



<p>การคำนึงถึงเรื่อง “ความแตกต่าง” จะนำไปสู่การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อนักเรียนทุกคน ด้วยลักษณะของนักเรียนที่แตกต่างกัน การช่วยให้นักเรียนทุกคนบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการจึงไม่มีสูตรตายตัว สิ่งหนึ่งที่ทำได้ก็คือการสนับสนุนให้นักเรียนค้นพบอัตลักษณ์และมีความมั่นใจในตัวเอง การเอาใจใส่นักเรียนจึงช่วยได้ เช่น ถ้านักเรียนชอบเตะฟุตบอล ครูก็สามารถทำให้นักเรียนมั่นใจในฝีมือการเตะฟุตบอลของตนเองก่อนจะโยงเข้าสู่เรื่องการเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>4. การเรียนรู้เชิงลึกและห้องเรียนสมรรถนะสูง</strong></h2>



<p>การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นการสอนแบบถ่ายทอดความรู้ให้น้อย และให้เด็กได้เรียนรู้เองจากการปฏิบัติให้มากแล้วสะท้อนคิดให้ได้ หรือให้เกิด &#8220;ห้องเรียนสมรรถนะสูง&#8221; ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความถึง การเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว แต่สถานที่รอบตัวด้านนอกก็สามารถกลายเป็นห้องเรียนให้เด็กๆ ได้ และ “ห้องเรียน&#8221; ก็ควรเป็นห้องเรียนที่นักเรียนมีเป้าหมายร่วมกันด้วย</p>



<p>“ห้องเรียนแบบ High Functioning (ห้องเรียนพลังสูง) ต้องให้นักเรียนร่วมกันตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ ไม่ใช่ครูเป็นเจ้าของเป้าหมาย เพราะฉะนั้นครูต้องมีกุศโลบายในการให้นักเรียนร่วมกันกำหนดเป้าหมาย จะเริ่มตั้งแต่วันแรกๆ ของปีการศึกษาแล้วค่อยๆ ย้ำ มีการเขียนเป้าหมายติดไว้เป็นป้ายไว้คอยเตือนสติ”&nbsp;ศ.นพ.วิจารณ์ อธิบายเพิ่มว่าครูควรจะทำให้ห้องเรียนมีทั้งความสนุกสนานและความจริงจัง ไม่ใช่สนุกอย่างเดียว เพราะนักเรียนจะได้ประสบการณ์จากการเอาชนะ การท้าทาย หรือจากความเครียด ซึ่งหากนักเรียนทำสำเร็จภายใต้สภาวะเช่นนั้นได้ก็จะเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี</p>



<p>“หัวใจของ Active Learning ไม่ใช่แค่ทำกิจกรรมเท่านั้น การจะสร้างสมรรถนะใส่ตัวต้องทำกิจกรรมแล้วตามด้วยการสะท้อนคิด Reflective Learning”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5. การเรียนกับการประเมินเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน</strong></h2>



<p>การเรียนรู้และการประเมินเป็นเรื่องเดียวกัน การประเมินมีสามแบบ ได้แก่ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning) เป็นการประเมินท่าทางและคำตอบของนักเรียนเพื่อสะท้อนกลับเชิงบวกไปยังนักเรียน การประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Assessment as Learning) นักเรียนต้องประเมินตัวเองได้ และเปิดโอกาสให้เพื่อนประเมินซึ่งกันและกันและสะท้อนกลับให้กัน และการประเมินการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เป็นการประมินโดยคนอื่นหรือส่วนกลาง&nbsp;</p>



<p>“การประเมินหลังจากที่นักเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จ เขาจะได้รู้ตัวเองว่า ในหนึ่งคาบเขาได้รับองค์ความรู้ เกิดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้เป็นผลดีกับตัวนักเรียนเอง เขาจะได้รู้ตัวว่าเขาจะต้องพยายาม ปรับปรุง และพัฒนาตัวเองตรงไหน รวมถึงครูผู้สอนที่เป็นผู้ประเมินก็จะต้องมีเครื่องมือที่หลากหลายในการประเมินนักเรียน เพื่อที่จะได้เข้าไปช่วยเหลือและซัพพอร์ตนักเรียนให้ดีที่สุด แล้วก็เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a43872"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0921_TSQP-ศ-วิจารณ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>6. ครูเรียนรู้ไปด้วยกันกับศิษย์</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์เห็นว่า ครูสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันกับเด็กได้ ครูต้องเก็บเกี่ยวสิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในชั้นเรียนไปทบทวน หรือทำ AAR (After Action Review) ครูยังสามารถช่วยกันสังเกตชั้นเรียนของกันและกัน หรืออาจจะใช้วิธีการถ่ายวิดีโอ เพื่อที่จะดูพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ศ.นพ.วิจารณ์ย้ำว่า การทำเช่นนี้เป็นการช่วยเพื่อนครูสังเกตนักเรียน ไม่ใช่เป็นการสังเกตครูด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างของการสังเกต เช่น ระหว่างการเรียน นักเรียนแสดงพฤติกรรมอย่างไร ครูจะจัดการการชั้นเรียนให้ดีขึ้นได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง โดยครูสามารถใช้การประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation &#8211; DE) และการทำวิจัยชั้นเรียน (Routine to Research &#8211; R2R) เข้ามาช่วยเพื่อให้ครูในแต่ละชั้นเกิดการสะท้อนคิด เกิดความเข้าใจในทฤษฎีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจากหนังสือเรื่อง Schools as Learning Communities ได้บอกไว้ด้วยว่าการที่โรงเรียนจะเป็นชุมชนการเรียนรู้ได้ต้องเรียนรู้โดยการฟังซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ครูกับครู นักเรียนกับครู และโรงเรียนกับชุมชน&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>7. ครูมีพันธมิตรร่วมพัฒนาห้องเรียนสมรรถนะสูง</strong></h2>



<p>ครูควรมีกัลยาณมิตรร่วมพัฒนาห้องเรียนไปด้วยกัน ศ.นพ.วิจารณ์ ยกตัวอย่างครูที่ภูเก็ตที่มีทีมโค้ชมาทำกระบวนการ TSQP (Teacher and School Quality Program) และ Online PLC Coaching เพื่อเพิ่มพูนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมไปถึงการทำ DE ก็มีทีมจากมูลนิธิสยามกัมมาจลมาช่วยแลกเปลี่ยน เป็นการให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทาง อำนวยความสะดวกให้กับครูเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมไปถึงช่วยดึงศักยภาพของครูออกมา&nbsp;</p>



<p>“เรามีการสอนแบบเปิด การมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเข้ามาทำให้รู้สึกว่าการเป็นครูมันไม่ใช่แค่มีหน้าที่สอนอย่างเดียว มันเปลี่ยนหลายๆ อย่าง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิถีแนวคิดเราในการที่จะมองนักเรียน ในการที่จะมองอาชีพ การที่มีอาจารย์เข้ามาไม่ได้เปลี่ยนแค่เรา (ครู) แต่เปลี่ยนนักเรียน เปลี่ยนวิถีเพื่อนรอบๆ ตัวเราด้วย”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>8. โรงเรียนต้องมีหุ้นส่วนร่วมทำงานใหญ่</strong></h2>



<p>เมื่อโรงเรียนมีหุ้นส่วนร่วมทำงานขนาดใหญ่จะช่วยกันผลักดันการเรียนการสอนของครูไม่ให้โดดเดี่ยว หุ้นส่วนอาจรวมถึงนักเรียน ผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์ หรือชุมชนก็ได้</p>



<p>“จะเห็นได้ว่า ทิศทางการศึกษาโลกเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนต้องร่วมทำไปด้วยกัน และจากเรื่องเล่าของครูที่ภูเก็ต คำกล่าวสรุปงานที่ว่า “ทิศทางการศึกษาโลกเกิดขึ้นแล้วที่ภูเก็ต” คงไม่ได้เกินจริงไป จากนี้การขับเคลื่อนภูเก็ตให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาต้องคิดต่อไปว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการกระจายอย่างทั่วถึงและยกระดับขึ้นไปได้</p>



<p>ในการดำเนินงานต่อไปก็จะสร้างเรื่องราวของความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น สร้างการเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้มากมาย สร้างนักเรียนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลังสูงได้มากมาย โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้ของทุกคนในภูเก็ต” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>ที่มา :</strong> <em>มหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับพื้นที่&nbsp; ครั้งที่ 3 “กลไกขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดภูเก็ต</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210923-3/">จับทิศทางการศึกษาโลก ขับเคลื่อนการศึกษาไทย : ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/new-210923/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 05:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72252</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ ฯ &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 และกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันของสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปี 2566 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้แทนจากสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจาก 14 สถาบันเข้าร่วม</p>



<p>ในความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ได้มี 8 สถาบันร่วมลงนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be8e5f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>    </p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า กสศ. วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การศึกษาประเทศไทยพบว่า ในจำนวนโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีโรงเรียนกลุ่มที่เรียกว่า Protected School ซึ่งไม่สามารถควบรวมได้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเช่นบนเขาหรือในเกาะแก่ง โดยโรงเรียนเหล่านั้นถือว่าเป็นความหวังเดียวของคนนับร้อยนับพันชีวิตในพื้นที่ ขณะที่ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ห่างไกลเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาครูโยกย้ายบ่อย เนื่องจากครูที่ได้รับการบรรจุไม่ใช่คนในพื้นที่ ดังนั้นเมื่ออยู่ครบเกณฑ์ 2 ปี จึงมักทำเรื่องขอย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาของตน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เอง ที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดการศึกษา คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนปลายทางของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะปัญหาขาดแคลนครูเป็นเรื่องเร่งด่วน และจะปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกไม่ได้</p>



<p>นอกจากการแก้ปัญหาขาดแคลนครู กลุ่มเป้าหมายของนักศึกษาโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ยังคัดสรร คัดกรอง และคัดเลือกจากเยาวชนที่มีความตั้งใจที่จะเป็นครูเป็นตัวตั้ง รวมถึงเป็นเยาวชนจากกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขาดโอกาส ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของโครงการคือการทำให้น้อง ๆ เหล่านี้เป็นคนแรกของครอบครัวที่จบการศึกษาสูงกว่าภาคบังคับ และสามารถพาตนเองและครอบครัวพ้นจากกับดักความยากจนได้สำเร็จในรุ่นของตน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-79c22a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อวันที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นกลับไปบรรจุที่โรงเรียนปลายทาง พวกเขาจะพร้อมด้วยพลังคนรุ่นใหม่ ทักษะความเป็นครู และความเข้าใจบริบทพื้นที่ในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชน และนับจากปีการศึกษาหน้า หรือปี 2567 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น จะกลับคืนสู่โรงเรียนปลายทางราวปีละ 300 คน รวม 5 ปี 1,500 คน ซึ่งครูเหล่านี้จะไปทำประโยชน์ให้กับเด็กเยาวชนทั่วประเทศได้มากกว่า 300,000 ชีวิต ใน 50 จังหวัด 800 ตำบล หรือกินพื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ</p>



<p>“ไม่เพียงส่งครูรัก(ษ์)ถิ่นไปยังโรงเรียนปลายทาง กสศ. ยังมีการติดตามการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนต่อเนื่อง โดยนำเครื่องมือ นวัตกรรม และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเข้าไปหนุนเสริม เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้รับการระดมทรัพยากรอย่างเต็มที่ และเป็น 1,500 โรงเรียนที่จะเป็นฐานการขยายต่อการทำงานไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc9dd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า แนวคิดกระบวนการผลิตและพัฒนา ‘ครูของชุมชน’ เพื่อสร้างโอกาสให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล คือการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้กลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยโครงการ ฯ 4 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นของสถาบันผลิตและพัฒนาครู ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 1,500 คนเป็นหลักฐานยืนยันผลงานวิจัย ว่า ‘ระบบการผลิตและพัฒนาครูในระบบปิด’ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้ ด้วยขั้นตอนการค้นหาคัดกรองคัดเลือกเยาวชนที่มีความต้องการเป็นครู และขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา จากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนผลิตพัฒนาในหลักสูตรเฉพาะ จนได้ครูที่มีอัตลักษณ์เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงเป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการขนาดใหญ่ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 ปี ดังนั้นผลการศึกษาวิจัยที่จะได้จากสถาบันผลิตและพัฒนาครูนี้ จะเป็นคานงัดสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบผลิตและพัฒนาครู เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ แม้ว่าการลงทุนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะใช้ต้นทุนสูง แต่ถ้ามองถึงปลายทางว่าเราผลิตครูหนึ่งคนที่มีคุณภาพ และมีคุณสมบัติเฉพาะที่จะกลับไปพัฒนาชุมชนห่างไกล 1,500 แห่งทั่วประเทศ ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะจะมีนักเรียนและคนในชุมชนอีกเรือนแสนที่จะได้รับประโยชน์จากครูรุ่นใหม่ในโครงการนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e69a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ประวิต-เอราวรรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา </strong>(ก.ค.ศ.) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยระบบผลิตครูคุณภาพกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ใน 12 ประเทศที่มีผลลัพธ์ทางการศึกษาระดับสูง พบว่าในประเทศเหล่านี้ มีโครงการผลิตและพัฒนาครูที่คล้ายคลึงกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดสำคัญคือการพัฒนาครูตามช่วงวัยของวิชาชีพ ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อไปสู่ ‘สมรรถนะของวิชาชีพ’ ขั้นสูง โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย (Candidate Teacher Students) ที่เริ่มต้นด้วยคำถามสำคัญ ณ จุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตและพัฒนาครู ว่า ‘ใครควรจะมาเป็นนักศึกษาครู’</p>



<p>ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศเกาหลีใต้และฟินแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้เฉพาะเยาวชนที่จบชั้นมัธยมศึกษาด้วยคะแนนสูงสุด 15% แรกเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สอบเข้าเรียนคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ทำให้ครูเป็นอาชีพที่เตรียมไว้เฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ส่วนอีกระบบสำคัญคือการคัดเลือกคนเข้าเรียน ที่จะต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ความสามารถทางวิชาการ ความสามารถทางภาษา และคุณลักษณะความพร้อมในการเป็นครู ซึ่งจะวัดประเมินตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-afba56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>และเมื่อผ่านคัดเลือกแล้ว นักศึกษาครู (Teacher Students) จะต้องเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ควบคู่กันระหว่างในห้องเรียนกับหน้างานจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิธีการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ที่แตกต่างหลากหลาย สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมี Enrichment Program หรือหลักสูตรที่ช่วยเติมเต็มการทำงานในบริบทเฉพาะทาง จนถึงช่วงเริ่มต้นการเป็นครู (Beginning Teacher) ที่จะมีการดูแลอย่างต่อเนื่องระหว่างสถาบันผลิตและพัฒนาครู ร่วมกับโรงเรียนปลายทาง ภายใต้กรอบการพัฒนาครูใหม่ 3 ด้าน คือ 1.คุณลักษณะส่วนบุคคล 2.ทักษะทางวิชาชีพ และ 3.ทักษะทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชน</p>



<p>“อีกตัวอย่างที่น่าสนใจของการผลิตครูในระบบปิดเพื่อตอบโจทย์เชิงพื้นที่ คือในประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีหลายส่วนของประเทศที่กันดารและยากลำบาก ครูส่วนใหญ่จึงเลี่ยงจะเข้าไปทำงานตรงนั้น สองประเทศนี้จึงมีวิธีการผลิตครูสำหรับพื้นที่เฉพาะที่คล้ายคลึงกับหลักการของครู(ษ์)ถิ่น คือนำคนในพื้นที่มาเรียนรู้ในทักษะวิชาชีพครู ด้วยการเรียนรู้บทเรียนจากส่วนกลาง และนำองค์ความรู้ร่วมกับประสบการณ์เฉพาะตัว ไปต่อยอดทำงานในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาชุมชนที่เหมาะสม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f84ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า เมื่อโลกเคลื่อนผ่านสู่ยุค ‘Post Covid-19’ ระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem &amp; Education) ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสามเรื่องสำคัญ ได้แก่</p>



<p>1.การออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum design &amp; instruction) ที่ครูต้องเปลี่ยนจากการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กทั้งห้อง (One set to all students) เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กรายคน (Tailored made to each student) ครูรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม (Flexible Curriculum) สำหรับผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลาย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>2.ระบบโรงเรียน (Schooling) เปลี่ยนจากเดิมที่เอาเด็กมานั่งเรียนร่วมกันเป็นห้อง (Lectural Classroom) มาเป็น ‘ห้องเรียนเสมือนจริง’ (Virtual Classroom) และ ‘การเรียนรู้ด้วยตัวเอง’ (Self-learning Modules) มากขึ้น ครูต้องมีความสามารถในการ ‘หยิบฉวย’ และ ‘ออกแบบ’ การจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มาช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะได้เป็นรายคน</p>



<p>3.กระบวนการจัดการศึกษา (Education Setting) ที่ขยายฐานจากโรงเรียน (School Based) สู่บ้าน (Home Based) ซึ่งผู้ปกครองจะมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ฉะนั้นครูต้องสามารถยกระดับการสื่อสารและสร้างความความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง เพื่อดูแลช่วยเหลือเด็กไปด้วยกันได้</p>



<p>“การผลิตและพัฒนาครูในวันนี้ จึงมีความท้าทายอย่างยิ่งกับการพัฒนาประชากรสู่ศตวรรษใหม่ ในโลกที่มุ่งสู่การเรียนรู้เพื่อการ ‘คิดได้-ทำเป็น’ โดยไม่ยึดติดกับเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและตลอดเวลา ครูต้องตามการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาให้ทัน และนำมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning ให้ได้ ดังนั้นโจทย์ความต้องการใช้ครูในอนาคต จึงต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องอัตรากำลัง รวมถึงการจัดสรรครูที่ตรงสาขา ตรงตามความต้องการของลักษณะของแต่ละโรงเรียน เราต้องมี ‘ครูที่ถูกต้อง’ เพื่อไปสอนใน ‘โรงเรียนที่ถูกต้อง’ และนี่เป็นภารกิจที่สถาบันผลิตและพัฒนาครูจะต้องทำ ด้วยการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติสอดรับกับทิศทางการการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน และตอบสนองความต้องการใช้ครูในอนาคต ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นคือแนวทางหนึ่ง ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานระบบการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยในวันข้างหน้า”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9661c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น </strong>กล่าวว่า บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา คือ ‘ครู’ โดยเริ่มทำได้จากภายในห้องเรียน เพราะเราเห็นแล้วว่าวิธีการกำหนดกรอบเกณฑ์เดิมที่ทำจากบนลงล่าง หรือ Top-Down นั้น แม้จะมีแนวคิดหลักการหรือเจตนาที่ดีอย่างไร แต่ผลที่พิสูจน์แล้วได้แสดงให้เห็นว่า ‘ไม่เวิร์ก’ ฉะนั้นถ้าจะให้ ‘เวิร์ก’ การเปลี่ยนแปลงต้องมาจาก ‘กลุ่มครู’ และโรงเรียน ด้วยการทำงานที่มีเป้าหมายตั้งต้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ ภายใต้คำถามว่าอยากจะให้ลูกศิษย์ได้อะไรติดตัวไปเมื่อจบการศึกษา หมายถึง ‘กลุ่มครู’ ต้องรวมกลุ่มกันเรียนรู้จากการปฏิบัติ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันผ่านกระบวนการ PLC: Professional Learning Community หรือ ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ เพื่อการออกแบบชั้นเรียนแล้วนำไปใช้ จากนั้นเก็บข้อมูลและตีความเพื่อปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของศิษย์ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ)ถิ่นที่ดำเนินมาถึงรุ่นที่ 5 สถาบันผลิตและพัฒนาครูได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจะหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ‘ครู’ ในขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก่อนที่ครูรุ่นใหม่เหล่านี้จะเข้าไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชนในระดับพื้นที่ โดยมีส่วนกลางเป็นผู้คิดกรอบวางแนวทางและกำหนดเป้าหมาย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและให้การสนับสนุน เพื่อให้ครูและโรงเรียนได้มีบทบาทในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20a654"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ดร.อุดม-วงษ์สิงห์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า การร่วมงานกับสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 คือบทสรุปหนึ่งของโครงการในระยะแรก คือเป็นช่วงผลิตและพัฒนาครู 5 รุ่น รุ่นละ 4 ปี (2563-2571) โดยเป็นการวิจัยค้นหาสถาบันผลิตครูต้นแบบ หาเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาทุน และออกแบบหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ และนับจากปีนี้ไปจะเป็นการร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบการทำงานในระยะสนับสนุนติดตามอีก 6 ปี (2571-2577) ที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นจะทยอยเข้าไปเติมในโรงเรียนปลายทางจนครบ 1,500 แห่ง และเป็นจุดเริ่มของการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้กรอบแนวคิด 3 ด้าน ได้แก่ 1.สร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้กับเยาวชนที่มีศักยภาพและขาดแคลนโอกาส 2.สร้างสถาบันต้นแบบและนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ 3.พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลด้วยหลักสูตรที่ตรงกับบริบทพื้นที่</p>



<p>สำหรับหลักสูตรการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 5 จะครอบคลุมสาขาวิชาปฐมวัย ประถมศึกษา และวิชาเอกคู่ (ปฐมวัย-ประถมศึกษา)  329 อัตรา ตอบโจทย์พื้นที่เป้าหมายโรงเรียนปลายทางใน 40 จังหวัด โดยแบ่งการทำงานเป็นสามระยะคือ ‘ต้นน้ำ’ หรือ 6 เดือนแรกกับการลงพื้นที่ค้นหา คัดกรอง คัดเลือก นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรัศมีโรงเรียนปลายทางที่ระบุไว้ ‘กลางน้ำ’ คือนำนักศึกษาทุนเข้ารับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรและมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรในระยะเวลา 4 ปี ส่วน ‘ปลายน้ำ’ คือช่วงการสนับสนุนติดตาม และประเมินการปฏิบัติงานของครูรัก(ษ์)ถิ่นในโรงเรียนปลายทางอีก 6 ปี โดยหัวใจของการทำงานคือการดูแลนักศึกษาทุนที่แตกต่างหลากหลายด้วยต้นทุนและภูมิหลังของชีวิต สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมีการออกแบบการทำงานใหม่ร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์ในสถาบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a10249"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อุดม กล่าวว่า ในปี 2567 หรือปีการศึกษาหน้า จะเป็นปีแรกที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จบการศึกษา และได้รับการบรรจุเข้าปฏิบัติการในโรงเรียนปลายทาง ถือเป็นการเริ่มต้นของการทำงานในระยะสนับสนุนติดตาม และจากนั้นจะเป็นการถอดบทเรียนและขยายผล ขณะเดียวกัน กสศ. จะดำเนินการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเป็นต้นแบบของการผลิตและพัฒนาครูในโครงการอื่น ๆ และครอบคลุมไปถึงการผลิตและพัฒนาครูในสังกัดการศึกษาอื่น ๆ นอกเหนือจากโรงเรียนปลายทางในสังกัด สพฐ. ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือ สกสว. ผนึกพลัง 2 กองทุนขับเคลื่อนงานวิจัย ‘แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2023 05:22:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[สกสว.]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ความร่วมมือของ กสศ. และ สกสว. จะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70103</guid>

					<description><![CDATA[<p>10 กรกฎาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110723/">กสศ. จับมือ สกสว. ผนึกพลัง 2 กองทุนขับเคลื่อนงานวิจัย ‘แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>10 กรกฎาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)</strong> ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา พร้อมทั้งความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพของบุคลากรด้านการวิจัยและนักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถของการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง</p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานที่ปรึกษาคณะทำงานบูรณาการประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวเปิดงานว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญในการร่วมทำประโยชน์ให้แก่วงการการศึกษาไทย โดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมด้านการศึกษาที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง  (Utilization-focused Education Research) เป็นตัวขับเคลื่อนในลักษณะของสถาบันวิจัยระบบการศึกษา มุ่งเน้นตั้งโจทย์วิจัยที่มีคุณค่าและส่งเสริมให้ระบบการศึกษาไทยมีการเรียนรู้และปรับตัว ดึงผู้ได้รับประโยชน์จากงานวิจัย (demand-side) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งผลักดันให้พลังของมวลชนร่วมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาตามแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งคือการสร้างความรู้และปัญญา สื่อสารสู่สังคมและผลักดันสู่ภาคนโยบายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศด้านการศึกษาต่อไป<strong> </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9bb2cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/a-mou10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานที่ปรึกษาคณะทำงานบูรณาการ<br>ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ สกสว.<br>และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ระบบวิจัยที่จะช่วยกันพัฒนาขึ้น จะสร้างนวัตกรรมเชิงระบบที่เข้าใจเรื่องปฏิสัมพันธ์ในระบบการศึกษา ซึ่งหากนักสังคมศาสตร์ นักมานุษยวิทยา นักมนุษยศาสตร์ มาช่วยกันทำโจทย์วิจัยก็จะยิ่งช่วยให้เข้าถึงปัญหาระบบสังคมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้อย่างหลากหลายขึ้น เป็นประเด็นสำคัญในการเพิ่มคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งของนักเรียน ครู และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งงานวิจัยลักษณะนี้ต้องมีเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจนร่วมกันในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพการศึกษา”&nbsp;</p>



<p>“เป้าหมายสำคัญอีกด้านหนึ่ง ก็คือยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนและครู ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างห้องเรียนสมรรถนะสูง พร้อมๆกับการสร้างเครื่องมือประเมินที่หนุนการพัฒนาเด็ก เชื่อมั่นว่าบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพการศึกษา คือการทำให้ข้อมูลหลักฐานกระจ่างชัดและครอบคลุมปัญหาสำคัญให้ครบถ้วนที่สุด กระบวนการร่วมกันตั้งโจทย์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่และเป็นประเด็นสำคัญในการสร้างปัญญา สร้างความรู้ แล้วนำไปสื่อสารกับสังคม รวมถึงสื่อสารไปถึงผู้ดูแลเรื่องนโยบายการศึกษา” ศ.นพ. วิจารณ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-625e7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/a-mou40.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม </strong>กล่าวว่าบทบาทสำคัญของ สกสว. คือการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ด้วยการใช้องค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นกำลังคนสำคัญในการพัฒนาประเทศ&nbsp; และในแผนด้าน ววน. ได้กำหนดแผนงานสำคัญด้านการลดความยากจนและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยพุ่งเป้าไปที่การศึกษาเป็นประเด็นสำคัญ<strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>รศ.ดร.ปัทมาวดี</strong> กล่าวว่าความร่วมมือกับ กสศ. ซึ่งมีเป้าหมายในการทำงานด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา สนับสนุนภารกิจการศึกษาวิจัยองค์ความรู้ และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา สนองความต้องการทางด้านกำลังแรงงาน และการยกระดับความสามารถของคนไทย จึงมีความสอดคล้องกับ สกสว. โดยเฉพาะการตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการบูรณาการและเสริมศักยภาพด้านการวิจัย ขับเคลื่อนงานวิจัย และนวัตกรรมเชิงระบบ&nbsp; จึงได้วางกรอบการทำงานร่วมกันในเวลา 3 ปี โดยจะ สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งเมื่อพูดถึงการศึกษาจำเป็นที่จะต้องตีความไปถึงการเรียนรู้ และกำหนดเรื่องนี้ให้เป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะการศึกษาเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p>“จากประสบการณ์การทำงานเป็นนักวิจัย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เราก็จะพูดถึงงานด้านนวัตกรรม เมื่อเราตั้งโจทย์ที่ใหญ่ขึ้นก็ต้องกำหนดว่าเป้าหมายของการศึกษาคืออะไร เป้าหมายของการเรียนรู้คืออะไร แล้วจะใช้วิธีไหนได้บ้างเพราะการศึกษามีผู้เล่นในระบบเป็นจำนวนมาก ต้องไปมองว่าระบบโรงเรียนเป็นอย่างไรระบบวิจัยการสร้างและพัฒนาครูเป็นอย่างไร ระบบการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ ระบบการนิเทศการศึกษา ซึ่งประเด็นที่สำคัญมากก็คือผู้เล่นต่าง ๆ ในระบบ และประเด็นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของนักวิจัยที่จะช่วยกันหาวิธีการที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นต่าง ๆ ในระบบการศึกษา โรงเรียนกับเด็ก ครูกับเด็ก ฝ่ายนโยบายกับโรงเรียน โรงเรียนกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองกับนักเรียน และนโยบายภาพใหญ่ของการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้กับภาคส่วนต่าง ๆ จะทำงานอย่างไรเพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d418a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/a-mou41.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“วิธีการดำเนินการที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่กล่าวมาเบื้องต้น จำเป็นที่จะต้องหาวิธีเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็ก ซึ่ง กสศ. ดำเนินการเรื่องนี้มาได้อย่างโดดเด่น และมีฐานขององค์ความรู้ต่าง ๆ เรื่องของเครื่องมือและเครือข่ายการทำงาน และสิ่งที่สำคัญมากก็คือความเข้าใจด้านเศรษฐานะของผู้ปกครอง ซึ่งมีการคุยกันว่าจะต้องมีการเก็บข้อมูลรายครัวเรือนระยะยาว เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลง หากมีการติดตามข้อมูลในด้านนี้ก็จะทำให้ทราบว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นตรงจุดไหนบ้าง หลังจากดำเนินนโยบายต่าง ๆ ไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>“สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้งานจริง รวมถึงต้องตระหนักว่าการพัฒนานักวิจัย จำเป็นต้องทำงานร่วมกับสาขาต่าง ๆ และทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานแบบสหวิชาการและมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมทำงานวิจัยเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้”&nbsp; รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าว</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า ความร่วมมือของ กสศ. และ สกสว. จะช่วยส่งเสริมภารกิจของทั้ง 2 หน่วยงานในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถเป็นคานงัดสำคัญในการทำให้เด็กเยาวชนไทยจากครัวเรือนยากจนที่สุด 20% ล่างของทั้งประเทศจำนวนมากกว่า 2 ล้านคนให้หลุดจากกับดักความยากจนข้ามชั่วรุ่นด้วยการศึกษาและการพัฒนากำลังคนที่เสมอภาค ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญช่วยให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาล และยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ในหมุดหมายที่ 9 ด้านการลดความยากจนข้ามรุ่น และหมุดหมายที่ 12 ในการทำให้ประเทศไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง โดย กสศ. และ สกสว. จะมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นตัวคูณเชิงระบบที่สำคัญ (System Multiplier) ในการขับเคลื่อนวาระความเสมอภาคทางการศึกษา และการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b38215"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/a-mou3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ภายใต้กรอบการทำงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ กสศ. และ สกสว. จะร่วมขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน เกิดผลกระทบเชิงระบบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายผลจากการทำงานในพื้นที่ไปสู่ระดับประเทศ เช่น การสนับสนุนการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมการสะสมทุนมนุษย์ของประชากรวัยแรงงานไทยราว 38 ล้านคนที่ปัจจุบันมีการศึกษาเฉลี่ยสูงสุดเพียง 8.7 ปี ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าระดับการศึกษาภาคบังคับและขั้นพื้นฐาน 9-12 ปี ด้วยกระบวนการที่ยืดหยุ่นผ่านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในและนอกระบบการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์ในการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตของเยาวชนและกำลังคนวัยแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>



<p>กสศ. จะอาศัยประสบการณ์ เครือข่าย องค์ความรู้ ฐานข้อมูล จากการทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย สถานศึกษา เครือข่ายในพื้นที่และนักวิชาการที่ทำงานด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อร่วมกับ สกสว. ในการกำหนดโจทย์วิจัยสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการทำงานวิจัย การจัดการความรู้ และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่นำไปสู่การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงานและการนำต้นแบบที่ประสบความสำเร็จของ กสศ. ไปขยายผลในพื้นที่การทำงานของหน่วยบริหารและจัดการทุนภายใต้ สกสว. โดยมีประเด็นวิจัยร่วม เช่น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาครู และการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อเป็นทางเลือกตอบโจทย์ผู้เรียนทุกกลุ่มและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เป็นต้น และจะร่วมกันสร้างเครือข่ายบุคลากรด้านการวิจัยและวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายความรู้และนิเวศการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง&nbsp;</p>



<p>“สุดท้าย กสศ. จะร่วมเรียนรู้และพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนวาระความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับเครือข่ายวิชาการและนโยบายทั้งในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้านความเสมอภาคและการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืนสืบไป” ดร.ไกรยส กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110723/">กสศ. จับมือ สกสว. ผนึกพลัง 2 กองทุนขับเคลื่อนงานวิจัย ‘แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-010723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 01 Jul 2023 06:23:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=69754</guid>

					<description><![CDATA[<p>การรวมตัวของเครือข่ายในวันนี้ เป็นการเปลี่ยนจาก project [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010723/">การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การรวมตัวของเครือข่ายในวันนี้ เป็นการเปลี่ยนจาก project เป็น movement จากโครงการไปเป็นขบวนการ เปลี่ยนเจ้าของจาก กสศ. เป็นตัวท่านทุกคน และเครือข่ายของท่าน เราหวังว่าประเทศไทย ระบบการศึกษาไทย จะได้รับประโยชนนี้อย่างยั่งยืน จากตัว P (Project) ไปเป็น ตัว M (Movement) จากการเปลี่ยนเจ้าของ ในครั้งนี้</p>



<p>คุณค่าของสิ่งที่เราร่วมกันทำมาสามปี และร่วมกันทำอีกต่อไปยาวนานไม่มีวันจบ แต่ไม่เหมือนเดิม เราจะยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ&nbsp;โดยเป้าหมายการศึกษา คือตอบโจทย์ชีวิต และเป้าหมายของกสศ. ซึ่งประเทศไทย ต้องการอย่างยิ่ง คือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงความเหลื่อมล้ำในทุกด้านๆ ของสังคม เศรษฐกิจ ชีวิต คนที่เคยไปประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ เช่น ประเทศญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จะเห็นว่าเป็นคนละสังคมกับบ้านเรา บ้านเรา เป็นสังคมที่ค่อนข้างเลียนแบบอเมริกัน ซึ่งความเหลื่อมล้ำสูงมาก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B8--"><strong>การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืออะไร ทำอย่างไรให้บรรลุ ?</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a28989"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ต้องเป็นการศึกษาที่ช่วยให้คนปรับเปลี่ยนตัวเองในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงคนได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&nbsp; คำว่า <strong>การศึกษาน่าจะเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้</strong> <strong>ในสมัยใหม่ VUCA World หรือโลกที่ผันผวน สลับซับซ้อน ไม่แน่นอน คำว่า การศึกษาที่ความหมายแข็งตัว ยึดโยงตัวระบบ โดยเฉพาะระบบราชการ น่าจะปรับเข้าหาคำว่าการเรียนรู้ ซึ่งมีนัยยะเน้นที่ตัวผู้เรียนรู้ในทุกวัย&nbsp;มากกว่า</strong> ที่สำคัญต้องเรียนรู้ทุกด้าน&nbsp; การศึกษาไทยและในประเทศต่างๆส่วนใหญ่ในโลก ก็ยังเน้นอยู่ที่ การเรียนวิชาหรือความรู้ แถมทักษะเข้าไปด้วย แต่ไม่เอาใจใส่เรื่อง V (Value) กับ &nbsp;A (Attitude)&nbsp; หรือ ค่านิยมและเจตคติ</p>



<p><strong>ความคิดที่ว่า ค่านิยมของเด็กไม่ใช่หน้าที่ของระบบการศึกษา&nbsp; นี่เป็นข้อจำกัด</strong> ถ้าให้ได้เป้าหมายที่เราต้องการต้องครบ VASK (V = values &#8211; ค่านิยม, A = attitude &#8211; เจตคติ, S = skills -ทักษะ, K = knowledge -ความรู้) ซึ่ง OECD องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศที่พัฒนาแล้วกำหนดว่าเป้าหมายการศึกษาถึงปี 2030 เพื่อ Well-Being ของทุกคน ผ่านการพัฒนา VASK</p>



<p>ต้องหนุนการเรียนรู้ที่ไม่อยู่แค่ระดับตื้น (Superficial) ต้องเคลื่อนไปสู่ระดับลึกและเคลื่อนต่อไปสู่ระดับเชื่อมโยง เอาไปใช้ได้ในสถานการณ์อื่นๆที่นักเรียนยังไม่เคยเจอ ซึ่งในความหมายใหม่ คือการพัฒนา Future Skill (ทักษะแห่งอนาคต) / Future Competency หรือ&nbsp;Transferable Skills ไม่ใช่เรียนแค่รู้&nbsp;(Declarative Learning)&nbsp;ต้องไปสู่ ทำได้ ปฏิบัตได้ อย่างเป็นอัตโนมัติ (Procedural Learning )เป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้บรรลุ ต้องให้ความสำคัญกับ<strong>กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในยุคใหม่</strong></p>



<p>การศึกษาต้องไม่ใช่การศึกษาที่โฟกัสที่สถาบันการศึกษาแต่ต้องโฟกัสตัวผู้เรียน พลเมืองไทย ทุกอายุ ตั้งแต่ ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน หมายถึง รับผิดชอบคุณภาพพลเมือง ไม่ใช่คุณภาพสถาบันการศึกษาไม่สำคัญ แต่ต้องมองเลยไปถึงตัวผู้เรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-22ff18"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><em>การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต สิ่งที่สำคัญคือ ชีวิตคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน แต่เท่าเทียมกันได้ การศึกษาที่มีรูปแบบเดียวตายตัว มีมาตรฐานเดียวตายตัว ไม่สนองโจทย์ของชีวิต เพราะคนเราเกิดมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ตอบโจทย์ชีวิตที่เลี้ยงตัว และครอบครัว หลุดจากบ่วงปัญหาความยากจนได้ ในขณะเดียวกัน ทำประโยชน์แก่สังคม ชุมชน โลกได้ด้วย ที่สำคัญไม่ตกเป็นเหยื่อ ของอบายมุข และทางเสื่อมทั้งหลาย</em></strong></p>



<p>ตัวช่วยคือ V Value ค่านิยม กระบวนการจัดการเรียนรู้ หรือจัดการศึกษา การช่วยเด็กพัฒนาตัว V และ A ต้องบูรณาการในทุกชั่วโมงของการเรียน บูรณาการอยู่ในการออกแบบ Learning Ecosystem&nbsp;ระบบนิเวศการเรียนรู้ ไม่เฉพาะโรงเรียน แต่รวมถึง บ้าน ชุมชน และในไอที สื่อสังคมด้วย </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89----%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D-wicked-problem-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-"><strong>ตอบโจทย์ ชีวิต สังคม ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้&nbsp;</strong><br><strong>เผชิญ Wicked Problem ตัวปัญหาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้</strong></h2>



<p>ชีวิตคนเรายุคนี้ ทุกคนต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีส่วนอาจจะเล็กๆ น้อยๆ แต่ต้องมีคุณสมบัติของการเป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง Change Agent การศึกษาต้องทำให้ผู้เรียนบรรลุสิ่งนี้&nbsp;ตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต โลกที่ VUCA, BANI, Wicked&nbsp;มันเปลี่ยนตลอดเวลา เอาแน่เอานอนไม่ได้ การเรียนรู้ในทุกย่างก้าวของชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก Learning Skills เป็นเป้าหมายสำคัญ และ Learning Skills ที่สำคัญมากในโลกยุคปัจจุบัน คือเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)</p>



<p>การที่คนเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ในท่ามกลางโลกดังกล่าว คนเราต้องสามารถคุมอารมณ์บวกของตัวไว้ให้จงได้ ในการมองโลกแง่ดี มีความหวัง มีพลัง มี passion และมีคุณธรรม จริยธรรม เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งหมดที่เราต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a694a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เรื่องลดความเหลื่อมล้ำ เราอยากให้โรงเรียน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกล รับใช้คนยากลำบาก หรือยากจนแค่ไหน มีคุณภาพใกล้เคียงหรือเท่าเทียมกัน สามารถทำได้ในหลายประเทศ</p>



<p>เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว เราเชิญศาสตราจารย์ท่านหนึ่งมาจากฟินแลนด์มาที่สถาบันอาศรมศิลป์ กระทรวงศึกษาธิการเอ่ยเรื่อง ปัญหาประเทศไทยคือ โรงเรียนประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล ไม่พร้อม ต้องหาทางแก้ปัญหา&nbsp; และขอความเห็นท่าน ท่านมองหน้าแล้วทำหน้าประหลาดๆ ท่านบอกว่า สภาพปัญหานี้เป็นสภาพที่ฟินแลนด์ ฟินแลนด์ก็เป็นแบบนี้ แต่ของเขาโรงเรียนห่างไกลอย่างไร การันตีคุณภาพมาตรฐาน เท่าเทียมกับโรงเรียนในเมือง มีการจัดการเชิงระบบ เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียม ใกล้เคียงกัน อาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ใกล้เคียงกัน อันนี้ให้เห็นว่าวิธีมองเรื่องคุณภาพเท่าเทียม บ้านเรากับฟินแลนด์มองคนละแบบ</p>



<p>ที่สำคัญคือ นักเรียนทุกคนเรียนแล้วบรรลุ Learning Outcome ขั้นต่ำ เราจะเห็นว่า เวลามีรายงานผลการศึกษา ทดสอบต่างๆทีไร จะเห็นว่า เด็กของเราไม่ถึงครึ่งบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ เป็นแบบนี้เป็นสิบปี แล้วความรับผิดรับชอบ อยู่ที่ไหน</p>



<p><strong>ในเรื่องลดความเหลื่อมล้ำถ้าเราไม่ระวัง โรงเรียนจะเป็นแหล่งของความเหลื่อมล้ำ เพราะโรงเรียน ยกย่องแต่เด็กฉลาดทางวิชาการ ไม่ยกย่องเด็กที่ฉลาดทางด้านกีฬา ทางด้านศิลปะ ทางด้านที่ไม่ใช่วิชาการ ซึ่งมีอีกหลาย intelligence </strong>เมื่อเป็นอย่างนี้ เด็กที่ไม่ได้รับยกย่อง ก็ถูกกดความรู้สึก ความมั่นใจในตัวตนจะหายไป แทนที่เขาจะพัฒนาได้ดี เขาเข้าใจว่าตนเองอ่อนแอ&nbsp;ทั้งที่เป็นคนแข็งแรง แต่แข็งแรงคนละด้าน แต่บังเอิญว่าระบบยกย่องเฉพาะคนเรียนหนังสือเก่ง อันนี้คือความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในโรงเรียนเอง&nbsp;ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมความเหลื่อมล้ำในสังคม ครอบครัว&nbsp;วัฒนธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b22cdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%99-%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โรงเรียนและสถานศึกษาต้องใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ต้องเข้าใจ หลากหลายมิติ บริบทที่จำเพาะ และเปิดโอกาสให้โรงเรียนดำเนินการตามบริบทของตน นี่คือประเด็นของการไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แล้วทำอย่างไร?</strong></h2>



<ul><li>จัดการศึกษาโดยมุ่งสร้างLearning Outcome เป็นเป้าหมายหลัก สิ่งที่อยากจะย้ำ &nbsp;ไม่ใช่แค่ Learning Outcome ของนักเรียน แต่ต้อง Learning Outcome ของครูด้วย และรวมทั้ง Learning Outcome &nbsp;ของระบบการศึกษา ทั้งระดับmicro (โรงเรียน), meso(พื้นที่การศึกษาและจังหวัด), macro (ประเทศ)</li><li>มุ่งสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ &nbsp;เราต้องเรียนรู้ไม่ใช่แค่ระดับบุคคล ต้องเป็นระดับที่ใหญ่กว่าบุคคลด้วย&nbsp;&nbsp; เวลาจัดการเรียนรู้หรือจัดการศึกษา &nbsp;ต้องเข้าใจว่า เราต้องช่วยกันทำให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัว มุ่งสร้างการเปลี่ยนขาด (transformation)&nbsp; ในส่วนต่างๆ ของระบบการศึกษา&nbsp;&nbsp; มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง &nbsp;</li><li>ที่สำคัญคือ การศึกษาต้องมุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้แก่บ้านเมือง &nbsp;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือทุกคน ในสังคมไทย เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกัน ในต่างบริบท ต่างบทบาท &nbsp;ทั้งนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และพลเมืองทุกคน เป็นผู้นำการเปลี่ยน (agentic citizen, agentic teachers)&nbsp;เป็นผู้ที่ไม่นิ่งดูดายกับปัญหาต่างๆ ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศ กล้าคิดกล้าลอง กล้าหมุนวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์</li><li>หนุนให้ครู นักการศึกษา เป็นนักเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ ทำให้ดียิ่งตลอดเวลา หมุนวงจรการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนา การทำงานของครูและโรงเรียน ส่วนใหญ่ 80% หมุนโดยวงจรการเรียนรู้ของตัวเอง คนอื่นมาช่วย ส่วนกลางมาช่วย แต่ส่วนใหญ่ต้องเป็นผลงานของตัวเอง หรือร่วมกัน โดยพัฒนาอย่างมีเป้าหมาย (Purpose)&nbsp;เป้าหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ ลึกซึ้งมาก เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายที่เลยจากผลประโยชน์ตัวเอง ขณะเดียวกัน ต้องมีเป้าหมายที่เล็กลงมา สามารถบรรลุได้อย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ &nbsp;(OKR, KRA, KPI)&nbsp;ช่วยกำหนดหางเสือ พฤติกรรมได้อย่างดี เป็นการพัฒนาต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด &nbsp;</li><li>หัวใจสำคัญอีกอันหนึ่งคือ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้&nbsp;ต้องเปลี่ยน Mindset การเรียนรู้ จากถ่ายทอดความรู้ แต่สร้างความรู้ใส่ตัว<br>&#8211; จาก (รับ) ถ่ายทอดความรู้ (Passive Leaning)&nbsp;เป็น สร้างความรู้ใส่ตัว (สัดส่วน 20 : 80) (Active Learning) การเรียนรู้เชิงลึก<br>&#8211; ครูต้องเปลี่ยนบทบาท จากครูสอน ครูรู้ ผู้บอก เป็น ครูเป็นนักออกแบบ นักตั้งคำถาม และนักสังเกตลูกศิษย์ เรียนไปถึงไหน คนไหนเป็นอย่างไร ตรงนี้สำคัญมาก ลูกศิษย์ 20 คน 20 แบบ บางคนเบื่อเรียนง่าย ต้องหาวิธีกระตุ้นให้ได้ทำในสิ่งที่สนุกด้วย&nbsp; &nbsp;(สัดส่วน 20 : 80)<br>&#8211; จากครูรับคำสั่ง&nbsp;เป็น ครูร่วมกันคิด และริเริ่ม (สัดส่วน 20 : 80)<br>&#8211; จากเรียนจากครู/โรงเรียน เท่านั้น เป็น เรียนรู้จาก “พื้นที่ 2/3” ด้วยการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น ผู้เกี่ยวข้องต้องตระหนักว่า นักเรียนไม่ได้เรียนรู้แค่ที่โรงเรียน หรือดำเนินการโดยโรงเรียนเท่านั้น เด็กยังมีพื้นที่ 2 ใน 3 หรือ 16 ชั่วโมง ที่ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน แต่นักเรียนเรียนรู้ด้วย&nbsp;ต้องเอาใจ่ใสช่วยกันดูแลจัดการด้วย<br>&#8211; ต้องไม่ใช่แค่เรียนเพื่อรู้วิชาหรือมีทักษะเท่านั้น แต่ต้องเอาใจใส่เรื่อง V และ A ด้วย<br>&#8211; เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้ สัดส่วน 20:80<br>จากเรียนเพื่อรู้ (declarative learning) เป็น เรียนเพื่อทำได้ (procedural learning)<br>จากเรียนในห้องเรียน สู่ เรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)&nbsp;<br>จากเรียนทฤษฎีของคนอื่น สู่ การตั้งทฤษฎีด้วยตนเอง (conceptualization ด้วยการสะท้อนคิดจากประสบการณ์)&nbsp;</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bfda9f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพื่อบรรลุเป้าหมาย ห้องเรียนหรือการจัดการเรียนรู้ของครูต้องทำให้เกิดห้องเรียนพลังสูง หรือกระบวนการเรียนรู้พลังสูง High Functioning Classroom</p>



<p><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ คือการศึกษาที่หนุนพลังความเป็นมนุษย์ การศึกษาที่ผิดพลาดลดทอนมิติความเป็นมนุษย์&nbsp; ทำให้พลเมืองอ่อนแอ&nbsp;ไม่เข้มแข็ง ทำให้ประเทศของเราไม่เข้มแข็ง</strong> อันนี้สำคัญมาก และลึกซึ้งตีความได้เยอะ&nbsp;ผมมีความเชื่อว่า มิติความป็นมนุษย์ยิ่งใหญ่ มีพลังสูงมาก สิ่งที่เรียกว่าการศึกษา การเรียนรู้ เป็นการช่วยให้แต่ละคน ดึงเอามิติความเป็นมนุษย์ พลังความเป็นมนุษย์ออกมา โดยร่วมกับเพื่อน ร่วมกันครู พ่อแม่ คนรอบตัว ที่เรียกว่าเป็น Social Learning เป็นเรื่องใหญ่มาก สามารถจะมีการคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากมาย การศึกษาตอบโจทย์ชีวิตลดความเหลื่อมล้ำ ต้องยึดหยุ่น มีความหลากหลาย&nbsp;ไม่ใช่มีรูปแบบตายตัว และหนุนการเป็นผู้ก่อการ&nbsp;เป็นการศึกษาตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ไม่ใช่แค่ที่คนเข้าไปอยู่ใน โรงเรียนหรือสถาบันเท่านั้น และเป็นการศึกษา ที่ทุกคนหมุนวงจรการเรียนรู้ของตัวเองเพื่อฝึกให้ตัวเอง เป็น Learning Person&nbsp;และทำให้ เป็น Learning Society อย่างต่อเนื่องตลอดไป&nbsp;&nbsp;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>เรียบเรียงจากการกล่าวเปิดวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุม Magnolia โรงแรมทีเค. พาเลซ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010723/">การศึกษาตอบโจทย์ชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Apr 2023 04:48:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สันติ มุ่งหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์)]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณิการ์ เกศคำขวา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ณ โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น หนึ่งใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/">‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ณ <strong>โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น</strong> หนึ่งใน<a href="https://www.eef.or.th/tsqp/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP รุ่น 1</a> โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทลายเส้นแบ่งของคำว่า ‘เด็กหน้าห้อง’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ เรียบร้อยแล้ว เมื่อคำว่า “ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ถูกจัดวางให้เป็นเป้าหมายของการเรียนรู้</p>



<p>ที่นั่น สร้างพื้นที่ให้คุณครูได้ฝึกฝนและทดลอง เพื่อยกระดับเป็น ‘นักจัดการเรียนรู้’ เปลี่ยนแปลงนักเรียนให้เป็น ‘นักเรียนรู้’ ผ่านบทเรียนรอบตัว ด้วยการตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ จนเกิดการบ่มเพาะประสบการณ์เฉพาะบุคคล ที่ทำให้เด็กทุกคนในชั้นเรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ไปด้วยกัน</p>



<p>ห้องเรียนพัฒนาตนเอง ณ โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) ทลายเส้นแบ่งระหว่าง ‘เด็กหน้าห้อง’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ ให้หมดไป ด้วยวิธีการ ‘Open Approach’ การจัดการเรียนรู้ที่ครูใช้ปัญหาปลายเปิดมาขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน ร่วมด้วย ‘Lesson Study’ ที่มี ‘ทีมครู’ ร่วมสังเกต บันทึกชั้นเรียน และสะท้อนผลร่วมกันเป็นรายสัปดาห์ ทำให้บทสนทนาสามารถพาเด็กไปสู่การคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง จนเกิดองค์ความรู้เฉพาะตัวที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และต่อยอดสู่การเรียนรู้ขั้นสูงได้</p>



<p>บทความนี้ กสศ. ขอชวนทุกท่านเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษา ‘ต้นแบบห้องเรียนลดความเหลื่อมล้ำ’ ในสาระวิชาสังคมศึกษากับหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’ ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่มีข้อจำกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b73338"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo1-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในห้องเรียนยุคใหม่การท่องจำความรู้คือสิ่ง ‘ล้าสมัย’</strong></h2>



<p>ก่อนไปศึกษาชั้นเรียนต้นแบบ หรือ ‘Showcase’ มาทำความรู้จักโรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) พอสังเขป เพื่อเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โรงเรียนขนาดกลางเนื้อที่ 24 ไร่ ที่มีครู 38 คนคอยดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 รวม 728 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม มีการจัดการเรียนการสอนที่ล้ำหน้า ถึงสามารถเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ที่เคยอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศ ให้ขยับมาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่สูงกว่าระดับประเทศได้ใน 3 ปีการศึกษา ทั้งยังมีผลทดสอบ O-net ที่สูงขึ้นด้วย</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2562 โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) ได้เข้าร่วมเป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ ‘TSQP’ รุ่นที่ 1 โดยการสนับสนุนของ กสศ. ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กราว 700 กว่าแห่งในสังกัด สพฐ. ให้สามารถพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) ทั้งด้านระบบบริหารจัดการ และการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4388b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo2-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ </strong>รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น<strong> </strong>หนึ่งในภาคี กสศ. ผู้นำการพัฒนาวิธีการสอนเพื่อเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของเด็กมาใช้ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านทุ่มใช้วิธีการที่เรียกว่า ‘Open Approach’ ซึ่งคือการจัดการเรียนรู้ที่ครูใช้ปัญหาปลายเปิดมาขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ร่วมด้วยวิธี ‘Lesson Study’ ที่จะมีทีมครูร่วมสังเกตและบันทึกชั้นเรียน เพื่อไปสู่กระบวนการสะท้อนผลร่วมกัน หรือเรียกว่า ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ (PLC) เป็นรายสัปดาห์</p>



<p><strong>“การเรียนการสอนแบบเดิมที่ใช้วิธีท่องจำความรู้กำลังล้าสมัย เพราะคุณภาพการศึกษายุคใหม่ เด็กต้องคิด วิเคราะห์ รู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แต่จะไปให้ถึงตรงนั้นได้ เราต้องปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ</strong> ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือทรัพยากรมหาศาล เพียงแค่มีรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม และได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากบุคลากรทุกระดับในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนในโครงการ TSQP แสดงให้เห็นแล้วว่าผลสำเร็จเกิดขึ้นได้</p>



<p>“ที่สำคัญคือกระบวนการนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับโรงเรียนทุกระดับ ทุกขนาด ช่วยลดความต่างความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาในเมืองกับในพื้นที่ห่างไกลได้ จึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่ กสศ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนในโครงการ ฯ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-65e54b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo3-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์<br>รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิดห้องเรียนชั้น ป.5 ดูหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’</strong></h2>



<p>เมื่อเห็นภาพโครงการ TSQP แล้ว <strong>ครูกรรณิการ์ เกศคำขวา </strong>กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนบ้านทุ่มฯ จะพาไปดูชั้นเรียนของน้อง ๆ ชั้น ป.5 กับหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’ ที่มีจุดประสงค์ให้เด็ก ๆ รู้วิธีลดปริมาณขยะ สามารถเลือกวิธีจัดการขยะที่เหมาะสม และเห็นความสำคัญของการลดปริมาณขยะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f82e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo4-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูกรรณิการ์ย้ำว่า Open Approach คือการ ‘เปลี่ยนวิธีการสอน’ จากเดิมที่ครูเคยถ่ายทอดความรู้ไปที่เด็กตรง ๆ ให้เป็นกระบวน 4 ขั้นตอน คือ 1.สร้างโจทย์ที่พบเห็นได้ในชีวิตจริงและเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวผู้เรียน 2.นำโจทย์ปัญหาสู่ชั้นเรียนและให้ผู้เรียนเรียนรู้หาวิธีแก้ไขโจทย์ด้วยตนเอง 3.ครูสังเกตแนวความคิดของเด็กต่อวิธีการในการแก้ปัญหา และ 4.ผู้เรียนต้องนำวิธีการการแก้ปัญหาที่ค้นพบมาอภิปรายและสรุปผล ให้ออกมาเป็น ‘บทเรียนการเรียนรู้’</p>



<p>ในชั้นเรียนนี้ ครูกรรณิการ์เริ่มด้วยการกล่าวทักทายเด็ก ๆ ในหัวข้อสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม แล้วให้เด็ก ๆ ช่วยกันบอกว่ามีเพื่อนคนไหนที่ไม่สบายมาโรงเรียนไม่ได้ เพื่อดึงความสนใจมาที่เรื่องใกล้ตัว จากนั้นพาสู่กระบวนการคิดว่าโรคภัยที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลจากสิ่งแวดล้อมแย่ลง ถึงตรงนี้จึงถามว่า <strong><em>“เด็ก ๆ จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้โลกใบนี้ดีขึ้น”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8084b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo5-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก คุณครูใช้ภาพสถานการณ์จริงในชุมชนมาเชื่อมโยงให้เห็นปัญหา ว่าท้ายที่สุดผลจากความเปลี่ยนแปลงในโลกจะกระทบไปถึงทุกคนร่วมกัน จากนั้นใช้คำถามตั้งต้น ให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าขยะประเภทใดที่สร้างปัญหามากที่สุด พอได้คำตอบ ครูจึงให้เด็กแบ่งออกเป็นกลุ่ม เลือกภาพที่สนใจ แล้วช่วยกันคิดวิธีการลดปริมาณขยะให้ได้หลากหลาย ถูกวิธี โดยแต่ละกลุ่มต้องเลือกเอาวิธีที่ชอบที่สุดออกมาอธิบายเหตุผลหน้าชั้น         </p>



<p>“กระบวนการในห้องเรียนจะแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1.เตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ เตรียมตัวเข้าสู่บทเรียน 2.นำเสนอสถานการณ์ปัญหา 3.ดำเนินการแก้ปัญหา 4.สะท้อนความคิด 5.อภิปรายสรุป 6.ประเมินผล โดยเด็ก ๆ จะเริ่มจากขั้นตอนการคิด ช่วยกันหาข้อมูล ซึ่งในชั้นเรียนนี้เราจะเห็นว่าเด็กหลายคนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองเรื่องการจัดการขยะที่บ้านมาบอกเล่าให้เพื่อนฟัง เช่นบางบ้านเอาขยะไปทำปุ๋ย หรือใครที่มีสมาร์ตโฟนก็ช่วยเพื่อนเปิดดูข้อมูล หยิบยกสิ่งที่สนใจมาคุยกัน ถือเป็นเป็นช่องทางที่เปิดไปสู่ความรู้ใหม่ นอกจากนี้เด็ก ๆ จะได้ถกเถียงอธิบายกับเพื่อนในกลุ่ม เรื่องการจัดการขยะที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับประเภท ระหว่างนั้นครูจะคอยสังเกตและบันทึกแนวคิดของนักเรียน พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเปิดมุมมองวิธีคิดให้ต่อยอดไปได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-409fdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo6-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อผ่านการนำเสนอและอภิปรายร่วมกัน ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการประเมินผล เด็ก ๆ จะได้ประเมินผลงานตัวเองว่าอยู่ในระดับใด และพึงพอใจมากน้อยอย่างไร เช่นจากคะแนนเต็มสิบ กลุ่มของตนควรได้เท่าไหร่ จากนั้นครูจะประเมินผลงานของนักเรียนจากที่แต่ละกลุ่มเขียนข้อความบอกเล่า ใช้ภาพวาดหรือสัญลักษณ์และอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหา ร่วมกับเทคนิคการนำเสนอหน้าชั้น และการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันในกลุ่ม ก่อนถึงการประเมินขั้นสุดท้ายเรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์และสมรรถนะของผู้เรียน</p>



<p>ครูกรรณิการ์ กล่าวสรุปกระบวนการเรียนรู้ว่า <strong>“ด้วยขั้นตอนการเรียนรู้ที่ให้ทุกคนได้คิด วิเคราะห์ ใคร่ครวญ ระดมความคิด อธิบาย และประมวลผลด้วยตัวเอง จะทำให้บทเรียนที่ผ่านการคิดร่วมกันและหยิบยกมานำเสนอ กลายเป็นสำนึกติดตัวเด็ก ๆ ทั้งยังช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับวิธีการจัดการและคัดแยกขยะ ที่นำเอาไปใช้ในชีวิตจริงและสื่อสารกับคนในครอบครัวได้ด้วย”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน ต้องไม่มีข้อจำกัดในการพัฒนา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-af5196"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo7-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สันติ มุ่งหมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่มฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก่อนชั่วโมงศึกษาห้องเรียนต้นแบบจะจบลง <strong>สันติ มุ่งหมาย </strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่มฯ ได้กล่าวเสริมถึงหัวใจสำคัญของชั้นเรียน Open approach ว่าคือการ ‘แปลง’ (Transform) วิธีการ ‘Teaching’ ให้เป็น ‘Learning’ เพื่อให้การเรียนรู้นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตัวเองสำหรับเด็ก และพัฒนาการจัดเรียนรู้ของครูไปพร้อมกัน เนื่องจากโจทย์ของโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือความซับซ้อนของแต่ละห้องเรียน ทำให้ต้องมีวิธีการทำงานและการแก้ปัญหาต่างไป บุคลากรโรงเรียนต้องเข้าใจร่วมกัน ว่าการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีการปรับปรุงและประยุกต์บทเรียนให้บูรณาการเข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ทำเพื่อให้ได้ ‘ห้องเรียนที่ดีที่สุด’ แต่เรากำลังเปลี่ยนห้องเรียนเป็นพื้นที่ให้ครูทดลองพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นนักเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เพื่อสั่งสมประสบการณ์เฉพาะที่จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b124b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo8-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช </strong>ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. กล่าวว่า การศึกษาชั้นเรียนต้นแบบที่โรงเรียนบ้านทุ่มฯ ทำให้เห็นว่าแม้โครงการ TSQP สิ้นสุดลง แต่งานยกระดับคุณภาพการศึกษาที่หยั่งรากลงแล้วกำลังเติบโตขึ้น นี่คือตัวอย่างของวัฒนธรรมการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยในแนวราบ ที่มีครู ผู้บริหาร โรงเรียน หน่วยงานในพื้นที่ และชุมชน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมอุดมการณ์ของทุกฝ่าย ได้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่มีข้อจำกัด แล้วความหลากหลายของนวัตกรรมและเครือข่ายการศึกษาที่พร้อมเรียนรู้ทำงานร่วมกันอย่างไม่รู้จบ จะเป็นตัวอย่างบทเรียนที่สำคัญ ให้โรงเรียนในพื้นที่อื่นของประเทศหยิบไปใช้พัฒนาตามบริบทของตัวเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40dac2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo-10-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการ<br>พัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เพราะเป้าหมายปลายทางการทำงานโครงการ TSQP ของ กสศ. คือค้นหาโมเดลหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายบริบท เพื่อถอดบทเรียนและสร้างเครื่องมือ ‘เปลี่ยนแปลงการศึกษา’ ที่ทุกโรงเรียนในประเทศไทยนำไปใช้ได้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าต่อไปนี้เด็กทุกคนในทุกชั้นเรียน จะมีพัฒนาการการเรียนรู้ในระดับใกล้เคียงกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นการยืนยันว่า ‘การเรียนรู้นั้นไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใดของประเทศ’</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/">‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศ.นพ.วิจารณ์ เชื่อมั่นโครงการ TSQP กสศ. พลิก Mindset วงการศึกษาไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-tsqp-150323/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Mar 2023 04:27:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[บนเส้นทาง TSQP กระบวนการ ผลลัพธ์ และเป้าหมาย เพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset วงการศึกษาไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65381</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4-5 มีนาคม 2566 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-tsqp-150323/">ศ.นพ.วิจารณ์ เชื่อมั่นโครงการ TSQP กสศ. พลิก Mindset วงการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4-5 มีนาคม 2566 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ<strong> กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัด<strong>เวทีติดตามผลประเมินภายในเพื่อเสริมศักยภาพภาคีเครือข่าย ครั้งที่ 2 </strong>ภายใต้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teachers and School Quality Program (TSQP) รุ่นที่ 2 ปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนผลลัพธ์การดำเนินงานตามเป้าหมายร่วมของโครงการฯ และร่วมกันสังเคราะห์เงื่อนไขปัจจัยที่นำไปสู่ผลลัพธ์และข้อท้าทายในการดำเนินงาน รวมถึงค้นหาแนวทางเพื่อยกระดับผลลัพธ์ในการดำเนินงานโครงการฯ มี 8 องค์กรภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา และมูลนิธิสยามกัมมาจล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-140ed4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช </strong>ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ เป็นประธานกล่าวนำ เรื่อง<strong> ‘บนเส้นทาง TSQP กระบวนการ ผลลัพธ์ และเป้าหมาย เพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน’ </strong>ใจความสำคัญว่า<strong> </strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดเครือข่าย (network) และเกิดความต่อเนื่อง รวมทั้งเกิด Growth Mindset ที่สำคัญต่อวงการศึกษา เพราะที่ผ่านมา Growth Mindset ของการศึกษาไทยไม่เติบโต แต่กลายเป็น Fixed Mindset เช่น การ Fixed อยู่กับคำสั่ง ทฤษฎี และวิธีการที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ ดังนั้น หากไม่นำมาสู่การปฏิบัติให้งอกเงย Growth Mindset ก็ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง</p>



<p>ทั้งนี้ การยกระดับการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและดูแลเด็กด้อยโอกาสเป็นส่วนใหญ่ จากโรงเรียนเป้าหมาย 800 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนขนาดกลาง 8,000 แห่ง ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะสามารถขยายผลไปสู่โรงเรียนขนาดกลางทั้งหมดทั่วประเทศได้ แต่คำถามที่ตามมาคือ เราจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b488c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวต่อว่า โครงการ TSQP เป็นโปรแกรมที่หนุนให้มีการพัฒนาคุณภาพและผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนผ่านคุณภาพครูและโรงเรียน โดยเป็นการ Transform โรงเรียนจากการใช้ความรู้สำเร็จรูปที่มีผู้สั่งการลงมา หรือทำตามตำราเล่มใดเล่มหนึ่งกำหนด และปฏิบัติตามด้วยศรัทธาอันแรงกล้า แต่ TSQP ไม่ใช่เช่นนั้น TSQP จะนำแนวคิด (concept) มาใช้และพัฒนาให้เหมาะกับแต่ละบริบทของโรงเรียน และเหมาะกับบริบทของนักเรียนแต่ละคน จนเกิดการสร้างความรู้เพื่อการใช้งานจริงในโรงเรียนนั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมาความรู้ที่ถูกนำมาใช้ในโรงเรียนมักเป็นความรู้ที่มาจากภายนอก ซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องนำมาพัฒนาหรือปรับตามบริบทของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกัน เช่น โรงเรียนบนพื้นที่สูงกับโรงเรียนในเมืองมีสารพัดปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ โรงเรียนที่จะพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องต้องมีทักษะและฉันทะในการสร้างความรู้จากการปฏิบัติ (experiential learning) รวมถึงการสร้างความรู้เพื่อใช้งาน โดยความรู้ที่สร้างขึ้นนั้นจะต้องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ พร้อมๆ กับมีเด็กรุ่นใหม่ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดที่แตกต่างออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-401225"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“โรงเรียนที่จะพัฒนาตนเองไปสู่โรงเรียนคุณภาพสูง ต้องเป็นโรงเรียนที่สามารถใช้พลังของ Experiential Learning หรือสร้างความรู้จากการปฏิบัติได้ ผมมองว่าขณะนี้เวลาผ่านไป 4 ปี โครงการ TSQP มีส่วนในการเปลี่ยน Mindset ของวงการศึกษาไทย แม้จะยังไม่ได้เปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีการเปลี่ยนในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะสร้าง Momentum ได้ในบริบทที่หลากหลาย ซึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยน Mindset ที่สำคัญคือ บทบาทผู้อำนวยการ”</p></blockquote>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> ชี้ว่า ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการมักทำหน้าที่บริหารธุรการ ไม่ใช่วิชาการ เพราะในด้านวิชาการเป็นเพียงการรับคำสั่งจากส่วนกลางมาส่งต่อให้ครู แล้วครูก็รวบรวมและรายงานกลับไปยังส่วนกลาง ซึ่งแนวทางเช่นนี้ไม่ใช่การทำหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนในระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโรงเรียนในโครงการ TSQP รวมทั้งโรงเรียนอื่นที่เข้าร่วมเครือข่าย มีผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวนไม่น้อยที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำทางวิชาการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1e9da1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในแง่ความหมายของผู้บริหาร ยังรวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ เขตพื้นที่การศึกษา และภาคีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ตลอดจนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน เหล่านี้คือผู้มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้โรงเรียนไม่โดดเดี่ยว และมีส่วนช่วยพัฒนาเด็กให้ดีขึ้นได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ในส่วนของผู้เรียนไม่ได้หมายถึงเฉพาะนักเรียน แต่ครูก็เป็นผู้เรียนที่สำคัญมาก ถ้าโรงเรียนใดครูไม่ใช่ผู้เรียนรู้ โรงเรียนนั้นไม่ได้อยู่ในกระบวนการ TSQP”</p></blockquote>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23ef9a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวอีกว่า ครูต้องเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learner) การเรียนของครูหรือการเติบโตของครูต้องมาจากการปฏิบัติทางวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้หลักเกณฑ์ Performance Agreement (PA) ในการนำผลการทำงานมาใช้เลื่อนวิทยฐานะได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูงก็ใช้รูปแบบนี้&nbsp;</p>



<p>ส่วนผลลัพธ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนที่ดำเนินการดี การเรียนรู้จะเคลื่อนจากตื้น (superficial learning) ซึ่งเป็นการเรียนรู้เพื่อความจำได้และตอบข้อมูลได้ ไปสู่การเรียนรู้ในมิติที่ลึก (deep learning) นำไปใช้ประโยชน์ได้ และนำไปสู่การ Transfer Learning ในที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b14125"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> อธิบายเพิ่มว่า การไปถึง Transfer Learning ให้ได้นั้นฟังดูเหมือนจะยาก แต่ที่จริงแล้วไม่ยาก เพราะผู้อำนวยการและครูทำกันอยู่แล้ว นั่นคือการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นการเรียนรู้เชิงรุก ให้เด็กได้เรียนจากสถานการณ์จริง เหมือนกับในชีวิตจริง หรือเรียกว่า Authentic Learning ดังนั้น ห้องเรียนต้องเป็นห้องเรียนสมรรถนะสูง (high-functioning classroom) เปลี่ยนห้องเรียนปกติให้เป็นเวิร์กช็อปที่นักเรียนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือหารือกันเพื่อที่จะลงมือปฏิบัติได้</p>



<p>“โครงการ TSQP ที่จะขับเคลื่อนไปสู่โรงเรียนคุณภาพสูงนั้น คือการเปลี่ยน Mindset วงการศึกษาไทย ทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นใน 6-7 ชั่วโมงที่โรงเรียนเท่านั้น เพราะการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้น สิ่งที่ทางโรงเรียนต้องทำความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาคือ จะจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็กอย่างไรเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ และต้องไม่ลืมว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องครอบคลุม VASK (V &#8211; values ค่านิยม, A &#8211; attitude เจตคติ, S &#8211; skills ทักษะ, K &#8211; knowledge ความรู้) ดังนั้น สิ่งที่ทางโรงเรียนต้องเอาใจใส่ก็คือ ทำอย่างไรให้นักเรียนได้รับการดูแล กล่อมเกลา ให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bfdf2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/04-เชื่อมั่นโครงการ-TSQP-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ผมมีความเชื่อว่าโรงเรียนที่จะมีคุณภาพสูงได้นั้นต้องประเมินคุณภาพของตนเองเป็น ผมอยากขยายว่าไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน แต่มนุษย์ทุกคนต้องประเมินผลงานตนเองเป็น ซึ่งผลงานในที่นี่มีทั้งที่เป็นงานจริงๆ และบางอย่างก็เป็นเรื่องของชีวิต โดยต้องประเมินและสะท้อนตนเองเพื่อนำไปปฏิบัติปรับตัวไปสู่อนาคต สู่เส้นทางแห่งความเจริญก้าวหน้า” <strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าว</p></blockquote>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวอีกว่า การพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ต้องประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และประเมินผลงานของตนเอง รวมทั้งต้องคำนวณ Effect Size (ขนาดของผล) เพราะ Effect Size ของเด็กที่เรียนอ่อนมีค่าน้อยกว่าเด็กที่เรียนเก่ง แสดงว่าโรงเรียนไม่ได้เอื้อต่อเด็กที่เรียนอ่อน หรือเป็นการวัดเฉพาะวิชาความรู้ ขณะที่เด็กบางคนเล่นดนตรีเก่ง หรือเล่นกีฬาเก่ง แต่เรียนหนังสือไม่เก่ง กลับถูกกำหนดว่าอยู่ในกลุ่มเด็กเรียนอ่อน ซึ่งกรณีเช่นนี้ทางโรงเรียนจะต้องหาจัดการดูแลต่อไป เพื่อให้นักเรียนมีกำลังใจ เกิดความขวนขวายและมุมานะยิ่งขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้โรงเรียน ครู และผู้อำนวยการ เอาใจใส่และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>“สุดท้ายแม้ว่าโครงการ TSQP จะจบลง แต่ยังขับเคลื่อนต่อไปได้โดยการรวมตัวของเครือข่ายการทำงาน ประกอบไปด้วย โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา ชุมชน ภาคีผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยเชื่อว่า TSQP จะเป็นเวทีของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเพื่อสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพดีได้ ส่วน กสศ. ในฐานะหน่วยงานที่ทำงานเรื่องความเสมอภาคก็สามารถให้การสนับสนุนต่อไปได้ เป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และหวังว่าคนทั้งวงการศึกษาไทยจะได้รับความสุขนี้เช่นเดียวกัน” <strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-tsqp-150323/">ศ.นพ.วิจารณ์ เชื่อมั่นโครงการ TSQP กสศ. พลิก Mindset วงการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน’ กสศ. ลงพื้นที่ขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง 6 จังหวัดภาคอีสาน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-010323/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Mar 2023 09:44:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเองสู่แกนนำขยายผล 6 จังหวัดภาคอีสาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64873</guid>

					<description><![CDATA[<p>24 กุมภาพันธ์ 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010323/">‘เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน’ กสศ. ลงพื้นที่ขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง 6 จังหวัดภาคอีสาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>24 กุมภาพันธ์ 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> โดยสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>“โรงเรียนพัฒนาตนเองสู่แกนนำขยายผล 6 จังหวัดภาคอีสาน”</strong> ประกอบด้วย จ.ขอนแก่น จ.นครพนม จ.นครราชสีมา จ.ศรีสะเกษ จ.สกลนคร และ จ.สุรินทร์ ภายใต้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teachers and School Quality Program (TSQP) ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อถอดบทเรียนการทำงานสู่การสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาโรงเรียน และขยายผลด้วยบทบาทของหน่วยงานต้นสังกัดผ่านกลไกระดับพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ประกอบด้วย ศธจ., สพป., สพม. ร่วมกับโรงเรียนในโครงการ TSQP และเครือข่ายร่วมพัฒนาโรงเรียน 5 เครือข่าย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต, มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา, มูลนิธิสยามกัมมาจล และ สพป.สุรินทร์ เขต 2</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05.jpg" alt="" data-id="64875" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64875" class="wp-image-64875" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02.jpg" alt="" data-id="64876" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64876" class="wp-image-64876" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. กล่าวสรุปภาพรวมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองในระยะที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ คือให้โรงเรียนเป็นเจ้าภาพ ในส่วนเครือข่ายร่วมพัฒนาและ กสศ. เป็นเพียงผู้สนับสนุนบนเป้าหมายร่วมกันคือสร้างประโยชน์ทางการศึกษาให้กับนักเรียน หากถอดบทเรียนจากจุดเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี 2562 มีโรงเรียนเข้าร่วม 720 แห่งทั่วประเทศ แม้ขณะนี้มีโรงเรียนพัฒนาตนเอง 636 แห่ง แต่สามารถขยายผลเพิ่มขึ้นด้วยความร่วมมือจากโรงเรียนแกนนำได้ต่อเนื่อง</p>



<p>“การขยายผลได้เกิดขึ้นแล้วโดยธรรมชาติ ในเวลานี้เราได้มาทำงานและได้ปรับเป็นแกนนำขยายผล การทำงาน TSQP ระยะ 3 ปี ไม่ใช่แค่ชื่นใจแล้วจบไป เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาครูและนักเรียน ต้องเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด</p>



<p>การศึกษาไทยเพลี่ยงพล้ำด้านคุณภาพเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ขณะนี้ก็ยังโงหัวไม่ขึ้น ในสายตาผมปัจจัยหนึ่งคือ เราไม่ได้ยกย่องนักเรียนและครูให้สามารถพัฒนางานของตนเองได้ การพัฒนาครูและนักเรียนเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ในห้องเรียนของโรงเรียนไม่ใช่เพียงแค่นักเรียนได้เรียนรู้ แต่เป็นการเรียนรู้ของนักเรียนและครู ครูก็ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นหัวใจสำคัญ</p>



<p>หากจะให้คุณภาพการศึกษาไทยกระเตื้อง ต้องหนุนให้โรงเรียนและครูพัฒนากันเองภายในโรงเรียนและเป็นเครือข่ายกันเอง TSQP อาจจะเข้ามาหนุน แต่ผู้ที่ค้นพบตัวจริงคือครู ‘ความรู้อยู่ที่คนทำเป็นสำคัญ’ เป็นหลักการจัดการความรู้เรียกว่า Tacit Knowledge เป็นความรู้ฝังลึกอยู่ในตนเอง และสามารถเขียนออกมาได้</p>



<p>การย้ายครูแกนนำและผู้อำนวยการจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาน้อยสุด หากความรู้ถูกสั่งสมไว้อยู่ในโรงเรียน การจะทำเช่นนั้นได้ ชีวิตประจำวันของผู้อำนวยการและครูจะต้องหมุนวงจรการเรียนรู้เรียกว่า Professional Learning คือผู้อำนวยการเขตพื้นที่ต้องช่วยสร้างการเรียนรู้นั้นให้เกิดเป็นวงจรตลอดเวลา” <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a2edbf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์<strong> พา</strong>นิ<strong>ช</strong> ประธานอนุกรรม<br>การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวต่อไปว่า ปีนี้ TSQP ปิดโครงการแล้ว แต่อุดมการณ์โรงเรียนพัฒนาตนเองยังไม่จบ ภาคีเครือข่ายต้องช่วยกันสร้างการศึกษาไทยให้ดีขึ้นต่อไปด้วยแนวทาง Teachers and School Quality Movement หรือ TSQM การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ กสศ. ครั้งนี้ เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางสนับสนุนให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง 6 จังหวัดภาคอีสาน เป็น ‘Agentic School’ หรือโรงเรียนแกนนำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หลายประเทศมุ่งสร้างพลเมืองให้ไม่นิ่งดูดายต่อปัญหาที่บ้านเมืองเผชิญอยู่ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ลูกศิษย์ รองลงมาคือครู และพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม</p>



<p>เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง 6 จังหวัดภาคอีสาน ไม่ได้ขับเคลื่อนอย่างโดดเดี่ยว มีเครือข่ายร่วมพัฒนา 5 เครือข่ายหนุนให้โรงเรียน ครูแกนนำ และศึกษานิเทศก์ในพื้นที่ใช้โอกาสจาก TSQP ประยุกต์เข้ากับงานของโรงเรียนและนโยบายจากต้นสังกัด เห็นโอกาสของการขับเคลื่อนขบวนการ (Movement) เพื่อเชื่อมกลไกการทำงานและขยายผลในระดับพื้นที่ครบทุกองค์ประกอบ ได้แก่ เขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ภาคสังคม สถาบันอุดมศึกษา และกรรมการสถานศึกษา มีการใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศคุณภาพ เพื่อดูแลช่วยเหลือเด็กทุกคน และลดภาระงานเอกสารของครู นำผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมกับนักเรียนมาสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่ง กสศ. เตรียมนำตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นไปจัดแสดงในงานมหกรรมโรงเรียนพัฒนาตนเองที่จะจัดขึ้นในปีหน้า</p>



<p>“สิ่งที่หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือต้องมีกลไกช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ทำเป็นแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง บางครั้งดูผิวเผินเด็กมีความสนุก แต่ต้องรู้ว่ามีการเรียนรู้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ จึงต้องหาวิธีที่จะวัดการเรียนของนักเรียน โดยโรงเรียนเป็นผู้ทำเรื่องนี้และต้องวัดผลนักเรียนของตนเองเป็น นี่เป็นอีกเรื่องของความผิดพลาดในระบบการศึกษาไทยที่ยกเรื่องการประเมินไว้ที่ส่วนกลาง โรงเรียนรอรับคำชมหรือคำวิจารณ์ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา เรากำลังช่วยยืนยันผลการพัฒนาด้วยมหกรรมโรงเรียนพัฒนาตนเอง มีเป้าหมายในการสร้างมหกรรม โดยนำเอา Bast Practice มาแลกเปลี่ยนรู้กันเพื่อทำอย่างไรให้ไปต่อได้ และที่ทำต่อไม่ได้มีเรื่องอะไรบ้าง จะเป็นประโยชน์ให้บ้านเมือง”</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010.jpg" alt="" data-id="64878" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64878" class="wp-image-64878" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-010-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08.jpg" alt="" data-id="64879" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64879" class="wp-image-64879" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> เน้นย้ำว่า ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องต้องมีประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม (Concrete Experience) สิ่งที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมได้ดี คือการสังเกตและตั้งคำถามเพื่อสะท้อนคิดว่าเห็นหรือตกผลึกแล้วได้อะไร สิ่งสำคัญคือการสังเกตลูกศิษย์ และเกิดคำถามว่าเราจะปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างไรเพื่อนำไปสู่หัวใจสำคัญคือการไปสู่หลักการ เมื่อคิด Conceptualization จากหลักการได้ จะมีทั้งสิ่งที่เชื่อและไม่เชื่อ ให้นำสิ่งที่ไม่เชื่อไปทดลองใหม่ ก็จะเกิดการเรียนรู้ในระดับการสร้างคอนเซปต์ใหม่ได้ เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดจากใคร แต่เกิดขึ้นจากการทดลอง สร้างความรู้ใส่ตัวและนำไปลองใช้ เราพูดกันว่าเด็กต้องมี Active Learning นี่ก็เป็น Active Learning เป็นการเรียนจากประสบการณ์การทำงาน สิ่งที่เราได้คือความเข้าใจ อีกครึ่งหนึ่งที่เป็นข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) จากนักเรียน ให้นำมาปรับปรุง เมื่อเด็กสะท้อนกลับว่าเรากำลังทำอะไร ก็จะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มว่าทำไมเราต้องทำ เป็นวงจรการเรียนรู้จากข้อมูลย้อนกลับที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า Movement และจะแข็งแรงขึ้นหากมีการทำในระดับพื้นที่ สร้างกลไกการจัดการเชิงพื้นที่ โดย กสศ. มี Area Base ที่บูรณาการหลากหลายภาคีเข้ามาได้&nbsp;</p>



<p>“ผมขอย้ำว่าการศึกษาจะไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาได้ หากการทำงานด้านการศึกษาทำเฉพาะนักการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทำตั้งแต่ในระดับโรงเรียน เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา การเรียนจากของจริงมีคุณค่ามากกว่า การพัฒนาการศึกษาต้องทำแบบ 3 ขา คือหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานสนับสนุนภายนอก และกลไกประชาสังคม ร่วมกันดำเนินงานจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ หวังว่าทุกท่านจะได้พลังใจในการดำเนินการจริงในสถานการณ์ของทุกท่าน แล้วมาแลกเปลี่ยนร่วมกันในมหกรรมโรงเรียนพัฒนาตนเอง ซึ่งเวทีทำนองนี้จะมีประโยชน์และมีพลังอย่างมาก” <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ </strong>ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4ea23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>“โรงเรียนพัฒนาตนเองสู่แกนนำขยายผล 6 จังหวัดภาคอีสาน”</strong> กสศ. เชิญแกนนำและเครือข่ายร่วมพัฒนาโรงเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน หลังดำเนินโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP มาแล้ว 3 ปี ย้อนไปเป้าหมายแรกเริ่มมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 800 แห่ง วันนี้เหลือ 636 แห่ง ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคนทำให้ไม่สามารถสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเองได้ทั่วประเทศพร้อมกัน แต่เครื่องมือและบทเรียนที่ได้จากโรงเรียนนำร่องจะเป็นแกนนำให้โรงเรียนต่าง ๆ นำไปขับเคลื่อนต่อได้</p>



<p>“ขอฝาก TSQP ให้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากครู และเมื่อครูเปลี่ยน เด็กก็เปลี่ยนแปลงตาม ซึ่งทั้งผลของการเปลี่ยนแปลงและเครื่องมือที่ได้จาก TSQP กสศ. จะนำไปสื่อสารให้สังคมได้รับรู้และขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ เนื่องจาก TSQP จบลงตั้งแต่ปี 2565 สิ่งที่จะขยับต่อในปี 2566-2567 คือการทำงานให้ต่อเนื่องเป็น TSQM&nbsp;</p>



<p>ในปี 2566 จึงอยากให้ทุกท่านนำทุนที่เราถือว่าเป็นสินทรัพย์ (Asset) สำคัญไปบูรณาการกับส่วนต่าง ๆ อย่างเต็มที่ หากมีการทำงานต่อ ผมเชื่อว่าจะมีแรงหนุนจากภาคส่วนอื่น ๆ อย่างแน่นอน โดย กสศ. จะพยายามให้การสนับสนุนในสิ่งที่จำเป็น โดยเรามีกองทัพของเรากระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น โรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้พยายามหนุนแนวคิดเรื่องการพัฒนาตนเองให้กับโรงเรียนเหล่านี้ เป็นการสร้างเป้าหมายและความท้าทายให้เราทำงานต่อ รวมถึงการบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อขยายแนวคิด ซึ่งได้มีการนำแนวคิดของ TSQP ไปปรับยุทธศาสตร์หรือบริหารจัดการใหม่ให้เชื่อมโยงการทำงานเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน มีนักศึกษาฝึกสอนเข้ามาร่วม โครงการของเราจึงเป็นฐานการผลิตครู หรือให้คนที่ต้องใช้ครูเข้ามามีบทบาทในการสร้างครู เพื่อให้กลับมาทำงานได้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกท่านได้มาร่วมกับพวกเราในครั้งนี้”&nbsp; <strong>ดร.อุดม </strong>กล่าว</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03.jpg" alt="" data-id="64881" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64881" class="wp-image-64881" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04.jpg" alt="" data-id="64882" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64882" class="wp-image-64882" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>ภายในงานได้เปิดวงคุย “ระบบและกลไกที่สนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง” โดยมี <strong>ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า</strong> ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิชาการและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ,<strong>ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่</strong> ที่ปรึกษาอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. และ<strong>นางเพ็ญพรณ จิตตะเสนีย์</strong> ผู้จัดการโครงการสนับสนุนกลไกขับเคลื่อนโรงเรียนทั้งระบบ ร่วมให้ความเห็นในวงแลกเปลี่ยนที่ประกอบด้วย <strong>รศ.ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์</strong> รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, <strong>ดร.สมใจ วิเศษทักษิณ</strong> ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, <strong>นางสาวจารุนันท์ แก้วทองนาค</strong> ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล ก.ค.ศ.,<strong> นางสุดสงวน กลางการ</strong> ศึกษานิเทศก์ สพป.ขอนแก่น เขต 1, <strong>ส.ต.ท.พลทอง เพ็งวงษา</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนคูคำพิทยาสรรพ์ จ.ขอนแก่น ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับภาคีเครือข่าย 6 จังหวัดโรงเรียนพัฒนาตนเอง</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09.jpg" alt="" data-id="64884" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64884" class="wp-image-64884" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-09-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011.jpg" alt="" data-id="64885" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=64885" class="wp-image-64885" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/10-เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน-011-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ คณะทำงานพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. และภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุเคราะห์) อ.เมือง จ.ขอนแก่น โรงเรียนพัฒนาตนเองรุ่นที่ 1 และโรงเรียนบ้านโนนทันวิทยา อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากหน้างานจริงในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010323/">‘เมื่อครูเปลี่ยนห้องเรียนก็เปลี่ยน’ กสศ. ลงพื้นที่ขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง 6 จังหวัดภาคอีสาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
