<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศาสตาจารย์อีริค ฮานูเชค | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%84-%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%84/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 15 Apr 2021 08:09:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศาสตาจารย์อีริค ฮานูเชค | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา เพิ่มแรงถดถอยการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-effects-of-covid-19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Jan 2021 04:11:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตาจารย์อีริค ฮานูเชค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=26785</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-effects-of-covid-19/">เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา เพิ่มแรงถดถอยการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์ทั่วโลก ตลอดจนไปถึงการทำงาน สิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ และสำคัญที่สุดคือเรื่องการศึกษาที่ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มิหนำซ้ำโรงเรียนต้องปิดเทอมนานขึ้นกว่าปกติ จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ อนาคตของเด็กอย่างไม่ได้ตั้งใจมีตัวเลขน่าสนใจว่าปิดเทอม 4 เดือนเกิดภาวะความรู้ถดถอยอย่างน่าตกใจ แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสที่เราจะช่วยกันยกเครื่องการศึกษาให้เดินหน้าและอยู่กับโรคได้อย่างปลอดภัย</span></p>
<p><b>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;">ได้ย่อภาพการศึกษาจากทั่วโลกว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-</span><span style="font-weight: 400;">19</span><span style="font-weight: 400;"> ทำให้หลายประเทศต้องเริ่มทำการหยุดโรงเรียนตั้งแต่เดือน มี.ค.</span><span style="font-weight: 400;">2563</span><span style="font-weight: 400;"> และใช้วิธีการเรียนแบบผสมผสานระหว่างการเรียนทางไกล กับการเรียนในสถานที่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโรคระบาดในพื้นที่และนโยบายของรัฐบาลประเทศนั้นๆ บางโรงเรียนอาจจะยังไม่เคยมีการกลับไปเปิดอีกเลยบางแห่งก็ใช้ระบบการแบ่งสีตามพื้นที่และความรุนแรงของการระบาด และปรับการปิดเปิดโรงเรียนตามสีนั้น ๆ เช่นรัฐแคลิฟอเนีย สหรัฐอเมริกา ใช้ระบบเฉดสี ดูตามจำนวนเคส หากเป็นพื้นที่รุนแรงก็ยังไม่เปิดเรียน ยกเว้นในกรณีของเด็กเล็ก ที่อาจจะขออนุญาตเปิดเป็นกรณีพิเศษได้</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-26788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา_banner-1-copy.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><b>สำหรับผลกระทบในแง่ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจนั้น ศาสตาจารย์อีริค ฮานูเชค นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ได้ทำประมาณการโดยพิจารณาจากประเทศในกลุ่ม </b><b>OECD </b><b>พบว่าการที่ต้องปิดโรงเรียนจะทำให้นักเรียนเกิดสภาวะ </b><b>Learning Loss </b><b>หรือความรู้ที่หายไป ซี่งมีผลต่อรายได้ในอนาคตของเด็กเหล่านั้น ไปจนถึงผลกระทบต่อ </b><b>GDP </b><b>ของประเทศในระยะยาว โดยประมาณการว่าหากนักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียนประมาณ </b><b>4</b><b> เดือน จะทำให้รายได้ในอนาคตตลอดช่วงชีวิตของเขาหายไป </b><b>2.6%</b><b> และส่งผลต่อ </b><b>GDP </b><b>ของประเทศลดลง </b><b>1.5%</b><b> ไปตลอดช่วงศตวรรษ (จนถึงปี </b><b>2100) </b><b>คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันของ </b><b>GDP </b><b>ประเทศ ถึง </b><b>69%</b><b> ในกรณีของประเทศไทยอาจจะคิดได้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูญหายในตลอดช่วงศตวรรษถึงกว่า </b><b>9</b><b> แสนล้านเหรียญ เลยทีเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกด้านหนึ่งได้มีการประเมินกันว่าภาวะ </span><span style="font-weight: 400;">Learning Loss </span><span style="font-weight: 400;">ที่เกิดในช่วงการเรียนแบบทางไกลจะเกิดแบบไม่สมดุล เช่น กลุ่มเด็กยากจน กลุ่มด้อยโอกาสจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มเด็กที่มีเศรษฐฐานะที่ดีกว่า ยิ่งเด็กยากจนก็ยิ่งมีโอกาสที่จะหลุดจากระบบการศึกษามากว่าเด็กกลุ่มอื่น งานวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบว่าเด็กที่สามารถเรียนแบบออนไลน์ได้ดีในช่วงสถานการณ์โควิด-</span><span style="font-weight: 400;">19</span><span style="font-weight: 400;"> คือเด็กที่เรียนในห้องเรียนได้ดีอยู่แล้ว แต่เด็กกลุ่มระดับกลาง หรือระดับล่างในห้องเรียน เมื่อเรียนออนไลน์ ก็จะเกิด </span><span style="font-weight: 400;">Learning Loss </span><span style="font-weight: 400;">ที่รุนแรง ทำให้ยิ่งถูกทิ้งห่าง​ ​ที่สำคัญความน่ากลัวอยู่ตรงที่เมื่อปลายปีที่แล้ว ธนาคารโลกได้มีรายงานว่าประเทศไทยช่วงก่อนที่จะเกิดโควิด-</span><span style="font-weight: 400;">19</span><span style="font-weight: 400;"> ก็มีสถานการณ์ </span><span style="font-weight: 400;">Learning Poverty </span><span style="font-weight: 400;">หรือสภาวะความยากจนของการเรียนรู้อยู่แล้ว ประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">23%</span><span style="font-weight: 400;"> คือในเด็กไทยอายุสิบขวบ </span><span style="font-weight: 400;">100</span><span style="font-weight: 400;"> คน มีเด็กที่ไม่สามารถอ่านเขียนได้คล่องถึงประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">20</span><span style="font-weight: 400;"> คน เทียบกับเด็กมาเลเซีย </span><span style="font-weight: 400;">13</span><span style="font-weight: 400;"> คน สิงค์โปร์ </span><span style="font-weight: 400;">3</span><span style="font-weight: 400;"> คน หรือเด็กเวียดนาม </span><span style="font-weight: 400;">2</span><span style="font-weight: 400;"> คน เมื่อเกิดโควิดก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ </span><span style="font-weight: 400;">Learning Poverty </span><span style="font-weight: 400;">ของประเทศแย่ลงกว่าเดิม ​อันจะนำไปสู่ความสูญเสียของทรัพยากรมนุษย์ของเขาและรายได้อนาคต คุณภาพชีวิต รวมไปถึงระดับความเจริญทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26789" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา_Photo-02-copy.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้ระบุในรายงานดัชนีทุนมนุษย์ว่านักเรียนไทยใช้เวลาเฉลี่ยในการเรียนหนังสือประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">12.7</span><span style="font-weight: 400;"> ปี แต่ความรู้ที่ได้กลับเทียบได้กับการเรียนเพียง </span><span style="font-weight: 400;">8.7</span><span style="font-weight: 400;"> ปี ดังนั้นถึงไม่มีโควิด เด็กไทยก็มีความรู้ที่หายไปประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">4</span><span style="font-weight: 400;"> ปีอยู่แล้วอันเนื่องมาจากคุณภาพการเรียนการสอน ยิ่งเกิดสถานการณ์ที่เด็กไม่ได้เรียนในโรงเรียนตามปกติ ความรู้ที่เขามีก็คงจะยิ่งลดน้อยลง อย่างไรก็ตามที่กล่าวมานั้นเป็นแค่การมองในแง่เศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้มองในแง่ของทุนมนุษย์ ทั้งเรื่องสภาพจิตใจ อารมณ์ การพัฒนาทักษะในสังคมต่าง ๆ ซึ่งเด็กจะขาดไปเมื่อไม่ได้มาเรียนหนังสือในโรงเรียน รวมไปถึงเรื่องอาหารที่ขาดแคลนในกลุ่มเด็กยากจน และเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่เป็นหลักก็จะมีปัญหา เพราะไม่ได้มามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ครู ​โดยเฉพาะเด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่ชีวิตอันปราศจากโรงเรียนจะยิ่งมีปัญหาที่รุนแรงกว่าเดิม รวมไปถึงกลุ่มเด็กปฐมวัย เด็กก่อนวัยเรียนในช่วง </span><span style="font-weight: 400;">0-7</span><span style="font-weight: 400;"> ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยทองหรือ </span><span style="font-weight: 400;">Golden Age </span><span style="font-weight: 400;">ของพัฒนาการในชีวิต หากผ่านช่วงวัยนี้ไปแล้วจะย้อนกลับมาพัฒนาก็อาจจะสายเกินไป หากเป็นพ่อแม่ชนชั้นกลางก็อาจสามารถจ้างครูพี่เลี้ยงมาสอนหรือสามารถดูแลเองได้ แต่สำหรับครอบครัวที่ยากจนต้องพึ่งพาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน ในช่วงเวลาที่ศูนย์เด็กเล็กต้องถูกปิดย่อมมีผลต่อพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26790" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา_Photo-02.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.ภูมิศรัณย์ ยกตัวอย่างทางออกว่า สำหรับทางออกของปัญหา ยกตัวอย่างจากบทเรียนในต่างประเทศที่มีหลายแห่งซึ่งมักให้ความสำคัญกับเด็กเล็ก เด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อน และมักจะมีการจัดให้เด็กได้มาเรียนกับครูจริงๆ ​โดยใช้มาตรการ “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง” ในต่างประเทศจะมีการลงทุนตรวจคัดกรองครูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่พบการติดเชื้อ ในขณะที่ของไทยมักจะทำเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น นอกจากการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอแล้วในหลายประเทศมีการจัดห้องเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยนำเด็กและ ครู ที่ผ่านการคัดกรองแล้ว มาเรียนเป็นกลุ่มประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">10-15</span><span style="font-weight: 400;"> คน เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">Learning Pod </span><span style="font-weight: 400;">เรียนโดยไม่ไปปะปนกับกลุ่มอื่น ซึ่งมีทั้งพ่อแม่จ้างครูมาช่วยสอน ภาครัฐเข้ามาช่วยจัดการ ไปจนถึง </span><span style="font-weight: 400;">NGO </span><span style="font-weight: 400;">อาสาสมัครไปช่วยสอนตามชุมชน ซึ่งทำให้อย่างน้อยเด็กได้เจอกับเพื่อนๆ หรือครูจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกเรื่องที่สำคัญคือการวัดผล ประเมินผล เพราะช่วงโควิดทำให้ระบบวัดผลประเมินผลในหลายประเทศต้องถูกยกเลิกไป ​หากเด็กต้องกลับไปเรียนโดยมีความรู้ที่หายไป ก็จะเกิดความเสียหายในระยะยาว เพราะจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน รวมถึงไม่สามารถรองรับเนื้อหาใหม่ๆ ที่ยากขึ้นไปได้ ดังนั้นจึงควรมีการวัดผลประเมินผลเพื่อให้ครูสามารถรู้ได้ว่าทักษะความรู้ของเด็ก ณ วันที่เขากลับมาเรียนเป็นอย่างไร หายไปแค่ไหน ควรสอนเสริมในประเด็นใด พร้อมกับมีระบบ​​​การเรียนแบบเร่งรัด (</span><span style="font-weight: 400;">acceleration program) </span><span style="font-weight: 400;">ให้เด็กสามารถเรียนได้ทันเพื่อน หลายประเทศมีแนวทางที่ใช้วิธีต่างกัน ทั้งใช้ระบบติวเตอร์ ทั้งแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือแบบห้องเรียน ที่ทำโดยภาคเอกชน </span><span style="font-weight: 400;">NGO </span><span style="font-weight: 400;">ภาครัฐ ที่สนับสนุนงบประมาณ หรือใช้การสอนเสริมในท้ายของวัน หรือเพิ่มเวลาเรียนในช่วงเสาร์ อาทิตย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา </span><span style="font-weight: 400;">learning loss </span><span style="font-weight: 400;">แบบถาวร”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26791" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา_Photo-04-copy.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าวว่า การสอนเสริมยังถือเป็นการช่วยอุดช่องว่างสำหรับพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ เพราะสถานการณ์ “</span><span style="font-weight: 400;">COVID SLIDE” </span><span style="font-weight: 400;">ทำให้เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ บางคนเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต หรือบางคนเข้าถึงแต่ไม่ตั้งใจเรียนเพราะไม่เหมือนการเรียนกับครูจริง ๆ ​ความรู้จึงหายไปแน่นอน ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดีอาจจะมีการลงทุนในการจ้างครูหรือติวเตอร์หรือใช้ผู้ช่วยสอนเข้ามาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์หรือใช้บริการของภาคเอกชนเข้ามา ในประเทศอินเดียมี </span><span style="font-weight: 400;">NGO </span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มประถม (</span><span style="font-weight: 400;">Pratham) </span><span style="font-weight: 400;">ที่จัดอาสาสมัครในหมู่บ้านเพื่อลงไปวัดผลการเรียนรู้และช่วยติวเด็กที่เรียนตามไม่ทัน สิ่งที่สำคัญคือการจัดการศึกษาช่วงโควิดต้องเป็นการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้เหมาะกับบริบทของนักเรียน ทั้งแบบเรียนออนไลน์ </span><span style="font-weight: 400;">100%</span><span style="font-weight: 400;"> หรือ ไฮบริด ที่ใช้การเรียนออนไลน์ ผสมการเรียนที่โรงเรียน การสลับชั้นเรียน การให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กเล็ก การยืดหยุ่นในการส่งการบ้าน การวัดผล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันยังต้องหาทางป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขยายตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ​โดยต้องหาทางลด </span><span style="font-weight: 400;">Learning Gap </span><span style="font-weight: 400;">ในระบบการเรียนทางไกล ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องตระหนักความจริงที่ว่าเด็กมีความพร้อมกับการเรียนแบบออนไลน์ต่างกัน โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มยากจน ด้อยโอกาส ที่จะเป็นกลุ่มที่เสียเปรียบคนอื่นๆ ซึ่งนโยบายที่ควรทำคือการมุ่งไปที่การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กในกลุ่มนี้เป็นลำดับต้นๆ รวมไปถึงเด็กเล็ก เด็กพิการ ผู้มีความต้องการพิเศษ โดยอาจใช้วิธีการเรียนในสถานที่จริง จัดทำห้องเรียนขนาดเล็ก (</span><span style="font-weight: 400;">Learning Pod) </span><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้หลัก “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง”​ หรือใช้วิธีการอื่น ๆ หากไม่สามารถเข้าถึงออนไลน์ได้ เช่น สนับสนุนระบบ </span><span style="font-weight: 400;">Learning Box, Black Box </span><span style="font-weight: 400;">รถพุ่มพวง ครูหลังม้า อาสาสมัครการศึกษา ซึ่งอย่าไปคาดหวังว่าจะทำให้เรียนได้เหมือนในห้องเรียนปกติ </span><span style="font-weight: 400;">100%</span><span style="font-weight: 400;"> แค่ทำได้ </span><span style="font-weight: 400;">60-70 % </span><span style="font-weight: 400;">ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว นี่เป็นเพียงแค่มาตรการช่วยบรรเทาเท่านั้น</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26792" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา_Photo-04.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายการแก้ปัญหาความรู้ที่หายไปจริงๆ หลังจากโรงเรียนกลับมาเปิดแล้วจะต้องใช้วิธีการประเมินเพื่อให้สามารถวินิจฉัยได้ว่าความรู้ของเด็กที่หายไปแต่ละคนมีความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน เพื่อที่ครูจะได้เข้าไปช่วยสอนเสริมได้ถูกต้องเหมาะสม จะหวังว่าหากนักเรียนได้รับการการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องสอบแล้วจะไม่ต้องสนใจความรู้ที่หายไปคงไม่ได้ ภาครัฐและโรงเรียนจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการเน้นให้เกิดแนวทางในการการประเมินผล และติวสอนเสริมให้ความรู้ของนักเรียนกลับมา ไม่เช่นนั้นความรู้ในอนาคตของพวกเขาก็จะห่างหายไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ หากเด็กไม่มีความรู้พื้นฐาน​ที่แน่นพอ การเรียนขั้นต่อมาก็จะเป็นไปได้ยาก หากท่องสูตรคูณพื้นฐานยังไม่ได้ จะไปเรียนเรื่อง ครม. หรม. ก็ยิ่งตามไม่ทัน เพราะเนื้อหาจะยิ่งซับซ้อน ​อาจจะกลายเป็นคนที่โตมาแล้วเกลียดวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญสำหรับทักษะและอาชีพของศตวรรษที่ </span><span style="font-weight: 400;">21</span><span style="font-weight: 400;"> งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าจากสถานการณ์โควิด-</span><span style="font-weight: 400;">19</span><span style="font-weight: 400;"> ความรู้ด้านคณิตศาสตร์เกิดสถานการณ์ความรู้หายไปที่รุนแรงมากที่สุดเมื่อเด็กไม่ได้ไปเรียนในห้องเรียนจริง เทียบกับความรู้ด้านการอ่าน ซึ่งคะแนนไม่ได้ลดลงมากนัก”</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-effects-of-covid-19/">เอฟเฟกต์โควิดเขย่าการศึกษา เพิ่มแรงถดถอยการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
