<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศานนท์ หวังสร้างบุญ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C-%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 May 2026 07:55:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศานนท์ หวังสร้างบุญ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Jan 2026 09:15:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99070</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดึงเด็กกลับมาเรียน ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180126/">โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดึงเด็กกลับมาเรียน</strong></h3>



<p>ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศ ในอีกด้านหนึ่งยังมีเด็กที่หล่นหายออกจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของครอบครัว จาก<a href="https://pr-bangkok.com/?p=550796&amp;fbclid=IwY2xjawOciyJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFEOUE3TTBhWmdNc3U4djB4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvql4cE4WhvfKEpwwyYKKNm7TFzPiSRs6BDJ2jVpwuCNhQ5bObP4_un_T-Kf_aem_EE-iwX7qd1PfeBcURjcBbQ" target="_blank" rel="noopener" title="">รายงานผลการติดตาม</a>เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครชี้ให้เห็นว่า มีเด็กที่หลุดออกนอกระบบจำนวน 92,775&nbsp;คน (ตัวเลขจากปี 2567) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กอยู่นอกระบบการศึกษามากที่สุดในประเทศ&nbsp;</p>



<p>เด็กราวเก้าหมื่นคนนี้ได้รับการติดตามกลับมาได้แล้ว 66,327&nbsp;คน คิดเป็นประมาณ 71% ยังเหลืออีก 26,448&nbsp;คนที่ยังไม่ได้ติดตาม (ข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568) ซึ่งทีมทำงานของ กทม. ยังเดินหน้าทำงานติดตามต่อไป การติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ซึ่งต้องเชื่อมโยงทั้งข้อมูลและกระบวนการทำงานให้สอดประสานไปในทางเดียวกัน&nbsp;</p>



<p><strong>ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีส่วนในการดูแลรับผิดชอบเรื่องการศึกษาในกรุงเทพมหานคร </strong>กล่าวว่า ตัวเลขของเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาได้มาจากการเชื่อมข้อมูลกันจากกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นคนประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการเชื่อมข้อมูลเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลมาอยู่ในมือ สิ่งที่ กทม. ทำงานต่อคือการติดตามเด็กให้กลับเข้ามาสู่ระบบ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg" alt="" class="wp-image-47368" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<p>กระบวนการติดตามมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ</p>



<p><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 1</span></em> ตรวจสอบข้อมูลสถานะการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่&nbsp;<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 2</span></em> สำรวจและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหรืออาสาสมัครในพื้นที่ค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษา โดยแบ่งพื้นที่แขวง/หมู่บ้านในการดำเนินการ ผู้สำรวจจะดำเนินการค้นหาและคัดกรองโดยใช้แอปพลิเคชันยืนยันด้วยจีพีเอส<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 3</span></em> การช่วยเหลือและติดตามโดยผู้จัดการรายกรณี (CM : Case Manager) จะดำเนินการรับเคส ดำเนินการคัดกรอง จากนั้นจะส่งต่อเข้าระบบการศึกษาในระบบสถานศึกษาสังกัด สกร. บ้านเรียน โรงเรียนฝึกอาชีพ หรือหลักสูตรระยะสั้น&nbsp;<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 4</span></em> การติดตามโดยผู้จัดการรายกรณีจะติดตามในรอบ 3 เดือนหรือ 6 เดือน</p>



<p>ในกระบวนการทำงานติดตามเด็ก ศานนท์เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าใช้การเดินทางไปหาถึงหน้าบ้านเพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง</p>



<p>“เราใช้วิธีค่อนข้างดั้งเดิมคือไปเคาะหน้าบ้าน ถ้าเด็กไม่เข้าเรียนเราก็ต้องคุยกับผู้ปกครองว่าถ้าไม่เอาเด็กเข้าเรียนเขาจะมีความผิด เพราะการเรียนชั้น ป.1-ม.3 เป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นถ้าครอบครัวไม่มีปัญหาอะไรก็จะส่งเด็กเข้าเรียน แต่ปัญหาหลักอีกเรื่องคือเด็กที่หลุดในช่วงนอกการศึกษาภาคบังคับ คือชั้นอนุบาลกับชั้นมัธยมปลายหรืออาชีวะ อันนี้เป็นโจทย์ยาก เราก็ต้องมาดูว่าสาเหตุที่เขาหลุดออกจากระบบมีอะไรบ้าง บางคนก็พูดตรงๆ ว่าเขาไม่อยากเรียนแล้ว&nbsp;ซึ่งตรงนี้เราต้องออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้นมา” ศานนท์พูดถึงภาพรวมสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในพื้นที่ กทม.</p>



<p>จากประเด็นปัญหาดังกล่าวทำให้ทาง กทม. เปิดพื้นที่นำร่องที่เขตคลองเตย โดยใช้โรงเรียนฝึกอาชีพที่คลองเตยเปิดสอนเด็กจำนวน 25 คน โดยสามารถเทียบหน่วยกิตแล้วรับวุฒิเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมปลายได้&nbsp;</p>



<p>“เราพยายามทำนอกกรอบ ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีหลักสูตรวิชาการ แต่เรามุ่งให้เขาไปสู่อาชีพ เอาช่างมาคุยกับเด็ก เอาอาชีพที่เขาจะออกไปทำงานเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยประเมินออกมาว่าถ้าจะเป็นช่างนี้ต้องเรียนกี่ชั่วโมง สิ่งนี้เป็นทางเลือกให้คนที่มองว่าการศึกษาในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์เขา เขาก็มีสิทธิ์เลือกเรียนในการศึกษาแบบอื่นที่ได้เครดิตด้วย เราเพิ่งเริ่มต้นทำ แล้วค่อยมาดูว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร มีบทเรียนอะไรบ้างที่จะเอามาปรับ ถ้าได้ผลเราก็จะขยายผลในลักษณะนี้ได้ ถือเป็นการศึกษายืดหยุ่นอีกแบบหนึ่ง” ศานนท์กล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2.jpg" alt="" class="wp-image-67235" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียน: บ้านอีกหลังของเด็ก</strong></h3>



<p>โรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชน โรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่วัดซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างเมืองบางกอก เด็กหลายคนอยู่ในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจยากจน พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงานทุกวัน ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกหลานได้เต็มเวลา โรงเรียนในสังกัด กทม. จึงต้องเป็นเหมือน ‘บ้านอีกหลัง’ ของเด็กในชุมชน เพื่อเป็นที่รองรับและดูแลเด็กๆ ช่วยผู้ปกครอง</p>



<p>“โรงเรียนในสังกัด กทม. มีอาหารเช้าให้ด้วย ไม่ได้มีแค่อาหารเที่ยง ถ้าผมเป็นพ่อแม่ ผมก็อยากให้ลูกไปโรงเรียนนะ เพราะอย่างน้อยประหยัดมื้อเช้า บางโรงเรียนดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ บางโรงเรียนคุณครูแทบจะเป็นคุณพ่อคุณแม่เลย&nbsp;เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาไม่อยู่แล้ว” ศานนท์เล่าถึงการดูแลเด็กในเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นประเด็นสำคัญ</p>



<p>“นอกจากนี้เรายังทำอาฟเตอร์สคูลและแซตเทอร์เดย์สคูล เป็นนโยบายที่เปิดโรงเรียนนานขึ้นโดยมีเบี้ยเลี้ยงให้ครูด้วย เพราะเด็กหลายคนยังไม่อยากกลับบ้าน เลิกเรียนแล้วไม่รู้จะไปที่ไหนก็อยู่ที่โรงเรียนก่อน หรือบางคนพ่อแม่ทำงานหกวัน พอโรงเรียนเปิดวันเสาร์ก็เหมือนมีทางเลือกให้ผู้ปกครองส่งลูกมาอยู่ที่โรงเรียนได้” ศานนท์เล่าถึงนโยบายที่ กทม. ออกแบบโรงเรียนให้โอบรับเด็กในชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการพยายามลดรายจ่ายของครอบครัว นอกจากนี้ทาง กทม. ยังมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้าให้เด็กทุกปี วันที่ให้แต่งชุดอิสระ เด็กก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1.jpg" alt="" class="wp-image-99071" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“พวกนี้เป็นเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวแต่สำคัญ เราต้องทำให้โรงเรียนรัฐเป็นที่พึ่งของผู้ปกครองให้ได้ และโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน” ศานนท์กล่าวย้ำ</p>



<p>ต่อประเด็นเรื่องที่โรงเรียนเป็นที่พึ่งให้ผู้ปกครองนั้น ศานนท์ลงรายละเอียดให้เห็นภาพว่าสิ่งหนึ่งที่ยากกว่าการช่วยลดรายจ่าย คือ กทม. ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้ผู้ปกครองได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา</p>



<p>“ถ้าเป็นเรื่องรายจ่าย&nbsp;โรงเรียนเป็นที่พึ่งแน่นอน&nbsp;แต่เราสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ปกครองไม่ได้&nbsp;ที่เราเจอหลายเคสคือเขาต้องการเด็กไปช่วยทำงาน&nbsp;ก็เป็นข้อท้าทายว่าต่อให้เราลดรายจ่ายเขาแค่ไหน&nbsp;แต่ปัญหาคือรายได้เขาไม่พอ&nbsp;เขาเลยจำเป็นต้องให้ลูกหลุดออกจากระบบ เราจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับ&nbsp;กสศ.&nbsp;ในเรื่องการให้ทุน พอมีการให้ทุน&nbsp;ก็เหมือนเป็นการช่วยเรื่องรายได้ให้ผู้ปกครองด้วย&nbsp;ตรงนี้แหละเป็นข้อท้าทายสำคัญ เพราะยิ่งเศรษฐกิจแย่ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้น&nbsp;และมันเป็นเรื่องเดียวกัน” ศานนท์กล่าวสรุป&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนให้สนุกด้วยฐานสมรรถนะและการศึกษาตอบโจทย์ชีวิต</strong></h3>



<p><strong>นอกจากเรื่องการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองแล้ว ทาง กทม. ยังทดลองเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้เด็กสนุกกับการเรียนมากขึ้นและเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น โดยการทำฐานสมรรถนะใน 70 โรงเรียนในกรุงเทพฯ ใช้วิธีการเปลี่ยนวิชาพื้นฐานให้เหลือน้อยลง และเพิ่มวิชาบูรณาการให้มากขึ้น&nbsp;</strong></p>



<p>“ผมยกตัวอย่างที่เด็ก กทม. เป็นมัคคุเทศก์น้อยที่วัดเทพธิดาราม ทำให้เขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์&nbsp;ภาษาอังกฤษ สังคมรวมกัน วิชาเดียวตอบโจทย์หลายวิชา ให้เครดิตหลายวิชาพร้อมกัน วิธีการเปลี่ยนหลักสูตรแบบนี้ทำให้เด็กอยากเรียนมากขึ้น&nbsp;สนุกขึ้น&nbsp;ไม่ต้องมานั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม ทางวัดเขาให้เงินเด็กด้วย เด็กก็มีขวัญและกําลังใจ ถ้าเป็นลักษณะนี้เราก็เชื่อว่าเด็กจะอยากเรียนมากขึ้น” ศานนท์ลงรายละเอียด เขาย้ำว่าถ้าจะทำให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลายเกิดขึ้นได้จริง ต้องมีการกระจายอำนาจ</p>



<p>“ท้องถิ่นก็อยากมีอำนาจในการสร้างมาตรฐานการศึกษาของตัวเองได้&nbsp;ถ้าเราไม่สามารถกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่ปลายทางได้&nbsp;เรื่องที่คุยกันก็อาจยังไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าจะทำเรื่องการศึกษายืดหยุ่นต้องพูดเรื่องการกระจายอำนาจ&nbsp;พูดเรื่องการสร้างมาตรฐานที่ไม่ใช่แค่มาตรฐานเดียวจากกระทรวงฯ ตราบใดที่ไม่พูดเรื่องนี้ไปด้วย การศึกษาแบบใหม่ๆ ก็ไม่เกิด”&nbsp;ศานนท์กล่าว</p>



<p>เมื่อพูดถึงการศึกษาตอบโจทย์ชีวิตในภาพใหญ่ ศานนท์พูดถึงการศึกษาในอนาคตที่เส้นแบ่งระหว่างการเรียนกับการทำงานจะพร่าเลือนลง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3.jpg" alt="" class="wp-image-67237" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure>



<p></p>



<p>“ที่ผ่านมาเหมือนเรามีเวลาเรียนกับเวลาใช้ชีวิตแยกกัน&nbsp;คือเราเรียนเสร็จ เราก็ทำงาน แต่ผมว่าในอนาคต เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการเรียนจะพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ถ้าเราพูดเรื่องการศึกษาในอนาคต เราคงต้องทำให้การศึกษากับการใช้ชีวิตหรือการทำงานเบลอเข้าหากันมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>“เราอาจมีการศึกษาที่เป็นพื้นฐานอยู่ส่วนหนึ่ง&nbsp;แต่การบูรณาการก็ควรเป็นสาระสำคัญหลักของการเรียนในอนาคต&nbsp;ซึ่งเราต้องทำให้โรงเรียนมีเวลาอิสระมากกว่าเดิม ปัจจุบันเราออกแบบการเรียนแบบตามเวลา&nbsp;(time based)&nbsp;ทุกโรงเรียนต้องเขียนหลักสูตรและแผนการสอนออกมาเป็นรูปแบบของชั่วโมง&nbsp;ต้องออกแบบ 1,200&nbsp;ชั่วโมงให้เด็กยุ่งที่สุด ต้องใช้เวลาเต็ม&nbsp;แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ว่าต้องมีเวลาอิสระ เราก็จะออกแบบการเรียนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น&nbsp;หมายความว่าต้องออกแบบวิชาพื้นฐานให้พอดี เช่น&nbsp;คุณต้องอ่านออกเขียนได้ ภาษาอังกฤษคุณต้องดี&nbsp;มีทักษะการคิดวิเคราะห์ แล้วที่เหลือให้โรงเรียนกำหนดวิชาอิสระได้เอง ส่วนในเรื่องมาตรฐานของนักเรียน ก็ให้กระทรวงประเมินมาตรฐานว่านักเรียนต้องได้อะไรบ้าง” ศานนท์ลงรายละเอียด&nbsp;</p>



<p>“ตรงช่วงเวลาอิสระนี้&nbsp;เราต้องสร้างต้นแบบของการเรียนที่แวะทำอย่างอื่นได้มากขึ้น อาจมีโปรเจ็กต์เรื่องการแก้ปัญหาสังคม เช่น ชุมชนมีน้ำท่วมทุกปี เราก็เอาโจทย์นี้มาเป็นโจทย์การศึกษา สามารถออกแบบการศึกษาให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมของชุมชนได้&nbsp;หรือบางคนทำเรื่องเขียนโปรแกรม บางคนสนใจเรื่องกีฬา&nbsp;เป็นช่วงของการค้นหาสิ่งที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับชีวิตเด็ก ซึ่งตรงนี้จะทำให้เด็กมองว่าโรงเรียนคือศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ และโรงเรียนจะเปลี่ยนนิยามของการเรียนรู้ได้” ศานนท์กล่าวสรุป</p>



<p>ากข้อเสนอเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นนี้ <strong>เมื่อพูดถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาของเด็กใน กทม. ศานนท์กล่าวว่าอยากให้ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเองได้</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ.jpg" alt="" class="wp-image-56036" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“การศึกษาที่ดีควรจะทำให้เด็กดีขึ้น โดยไม่ตัดสินเด็กจนเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง การศึกษาของเรามักถูกมองเป็นเกมที่มีตอนจบ มีคนชนะคนแพ้ แต่ผมมองการศึกษาเป็นเกมที่ไม่มีตอนจบมากกว่า การศึกษาคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้เด็กเป็นคนที่ดีขึ้นได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ระดับไหน ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นพื้นฐานของการออกแบบหลักสูตร เราต้องมุ่งไปที่การเรียนรู้แบบ personalize learning ให้ได้ คือการออกแบบการเรียนที่ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเอง ทำให้การเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นเป้าหมายของเด็กเอง ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของคุณครูหรือโรงเรียน ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องให้เด็กตั้งคําถามกับตัวเองว่าถนัดหรือชอบอะไร” ศานนท์ลงรายละเอียดถึงภาพฝันการศึกษาสำหรับเด็กไทย</p>



<p>“ผมฝันว่าการศึกษาในอนาคต โรงเรียนคงไม่ใช่ที่ของเด็กอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ อาจจะมีคอร์สของผู้ใหญ่หรือพื้นที่ที่ผู้ใหญ่มาทำอะไรในพื้นที่เดียวกัน ให้เด็กได้เห็นว่าผู้ใหญ่ก็เรียนนะ เพื่อเกิดเป็นระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์สอดคล้องกับชีวิตของเด็ก”</p>



<p>ศานนท์ยกตัวอย่างว่าเด็กที่อยู่แถวท่าเรือ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องเรือ หรือเด็กที่อยู่ย่านท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมให้ชุมชนได้ จึงจะทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนหรือการศึกษามีความสำคัญกับชีวิต&nbsp;</p>



<p>“เด็กจะรู้ว่าการศึกษาสำคัญก็ต่อเมื่อมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา หัวใจคือตรงนั้น” ศานนท์กล่าวสรุป&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180126/">โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-290224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Feb 2024 13:02:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[วริฎฐา แก้วเกตุ]]></category>
		<category><![CDATA[กทม]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลการอ่านการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (BKK Read & Learn Festival)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77957</guid>

					<description><![CDATA[<p>29 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290224/">กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>29 กุมภาพันธ์ 2567 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> เข้าร่วมงานแถลงข่าวประกาศกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน <strong>“เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (BKK Read &amp; Learn Festival)”</strong> ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการแถลงข่าวร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนภาคีเครือข่าย</p>



<p><strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร </strong>กล่าวว่า<strong> </strong>กรุงเทพมหานครได้พยายามสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลาหลายปีตั้งแต่ก่อนที่ทีมบริหารชุดนี้จะเข้ามา ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้จะต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่สูงมากและต้องมีนโยบายที่ชัดเจนจากผู้บริหาร ขณะเดียวกัน หัวใจของการสมัครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จะมีคำว่า Network อยู่ คือจะต้องมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ยืนยันในหลักการ 2 เรื่อง ได้แก่ Learning for Life หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ Opportunities for All หรือการขยายโอกาสต่าง ๆ ให้ครอบคลุม</p>



<p>“การที่กรุงเทพมหานครได้รับคัดเลือกและประกาศรับรองให้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งยืนยันความสำเร็จ แต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของนโยบายต่าง ๆ มากกว่า ปัญหาหลักในช่วงที่สมัครคือถูกตั้งคำถามว่ากรุงเทพฯ ใหญ่เกินไปจนไม่สามารถทำได้หรือไม่ แต่ทีมทุกคนยืนยันว่าต้องเข้าร่วมทั้งกรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองที่มีโอกาสมากที่สุดทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและเรื่องของการเรียนรู้ ซึ่งต้องขอขอบคุณภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกัน” รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ad6d2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในส่วนของทิศทางการขับเคลื่อนต่อไป <strong>รองผู้ว่าฯ ศานนท์</strong> กล่าวว่า  กรุงเทพมหานครได้กำหนด <strong>5 Primary Areas หรือประเด็นหลักในการขับเคลื่อน</strong> ได้แก่ 1. พัฒนาการเด็กปฐมวัย (Early Childhood Development) 2. การศึกษาภาคบังคับ (Compulsory Education) 3. การพัฒนาทักษะอาชีพ (Vocational Skills Development) 4. การเรียนรู้เพื่อทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา (Lifelong learning for all, anywhere, anytime) และ 5. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมือง (Participation of Youth and Citizens in Urban Development) ภายใต้หลักการ 2 เรื่องคือ Learning for Life และ Opportunities for All โดยได้หารือร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนทุนว่าขอให้นำ 5 ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักในการสนับสนุนทุนแก่นักวิจัยหรือผู้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ไปกับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 จะมีการแถลงว่ากรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายจะดำเนินการอะไรบ้างภายใต้ 5 ประเด็นดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d8c72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กรุงเทพมหานคร เป็น 1 ใน 3 เมืองของประเทศไทย ที่องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้คัดเลือกจากรายชื่อเมือง จำนวน 64 เมือง ใน 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสมัครเข้าร่วมเป็น<strong>เครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ (UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC)</strong> โดยกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดยะลา ได้รับการพิจารณาคัดเลือกและประกาศรับรองให้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ในปีนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นการเชิดชูความพยายามอันโดดเด่นในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็นจริงได้สำหรับทุกคนในระดับท้องถิ่น ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยงของสถาบันศึกษา สถาบันฝึกอบรม และสถาบันวัฒนธรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น ตัวแทนจากภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และภาคเอกชน 2. การเป็นเมืองที่สามารถระดมทรัพยากรในทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในทุกช่วงวัยของชีวิต และ 3. มีการขยายการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)</p>



<p>เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ กรุงเทพมหานครจึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกับ <strong>“เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (Bangkok Read &amp; Learn Festival 2024)” </strong>ในเดือนมีนาคม &#8211; เมษายน 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเทศกาลหนังสือ การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งนับว่าเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่รักหนังสือและจะได้พบปะนักเขียน อีกทั้งยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ทั่วกรุงเทพฯ เช่น หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร TK Park รวมถึงห้องสมุดหน่วยงานของรัฐหน่วยงานของเอกชน ร้านหนังสืออิสระ ด้วยกิจกรรมที่หลายหลาย ซึ่งกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นนี้ จะทำให้กลุ่มบุคคลที่รักการอ่านได้มีโอกาสมาพบปะกัน แลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ ด้วยกัน อาทิ กิจกรรม Walking Trip กิจกรรม Biking Trip กิจกรรม #BKKBooktok อ่านสนุกกับ TikTok และกิจกรรมอ่านผลิบาน ที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานครมากยิ่งขึ้น กิจกรรมการอ่านสำหรับผู้สูงวัยอายุเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ อาทิ การดูแลสุขภาพกายและใจวัยเก๋า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e0a5e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f69990"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาววริฎฐา แก้วเกตุ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ. </strong>กล่าวถึงการสนับสนุนกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ว่า กสศ. ได้ทำงานพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ให้เป็นจริงได้มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2566 ได้ขยับการส่งเสริมการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดเวทีวิชาการในการพัฒนาตัวแบบและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำงานร่วมกับ<strong>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</strong> พร้อมด้วย <strong>รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย</strong> <strong>และนักวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อขับเคลื่อนเมืองสร้างนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>“ส่วนหนึ่ง กสศ. มองเห็นเรื่องการบูรณาการศาสตร์เพื่อสร้าง Learning City เนื่องจากการขับเคลื่อนเรื่องการเรียนรู้เพียงภาคส่วนด้านการศึกษาไม่พอ ถ้าเราสามารถเชื่อมภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาร่วมทำงานเรื่องการศึกษาและการพัฒนาคน Learning City จะสามารถทำงานได้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น ซึ่งปีนี้จะเป็นการเดินหน้ากรุงเทพมหานครเป็นตัวแบบของเมืองแห่งการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eceb3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นางสาววริฎฐา </strong>กล่าวต่อไปว่าขณะนี้ กสศ. กำลังเดินหน้าการทำงานตามนโยบาย <strong>Thailand Zero Dropout</strong> ตามที่ได้รับมอบหมายจาก<strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> เป้าหมายนี้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่หนึ่งที่สำคัญมาก เนื่องจาก 1 ใน 3 มาตรการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout คือ <strong>Flexible Learning หรือการศึกษาที่ยืดหยุ่น</strong> ซึ่งกรุงเทพมหานครมีเครือข่ายที่ทำงานเรื่องการศึกษาที่มีทางเลือก เช่น การเรียนรู้ในย่าน ผู้ประกอบการในชุมชน การเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เหล่านี้เป็นความก้าวหน้าที่สามารถทำให้ Learning City และ Thailand Zero Dropout ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้รวม 10 เมือง ได้แก่ เชียงราย (เป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2562) เชียงใหม่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา (เป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2563) สุโขทัย พะเยา หาดใหญ่ (เป็นสมาชิกปี พ.ศ. 2565) และสมาชิกล่าสุดในปี พ.ศ. 2567 คือ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และยะลา</p>



<p>สำหรับ<strong>เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (Bangkok Read &amp; Learn Festival 2024)</strong> ครั้งนี้ เป็นการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านของสังคมไทยให้มีรากฐานที่มั่นคง กระตุ้นให้ธุรกิจร้านหนังสือมีกระแสเศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญคือเพื่อร่วมเฉลิมฉลองที่กรุงเทพมหานครได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน อาทิ สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สสส.) สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จำกัด (PlanToys) แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) TikTok Thailand กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c1869"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายละเอียดกิจกรรม ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๆ อาทิ <strong>1. กิจกรรมหนังสือในสวน</strong> โดยครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นที่สวนเบญจกิติ ในวันที่ 17 มีนาคม 2567 ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเป็นกิจกรรม Human Library ที่เปิดโอกาสให้กับนักอ่านและประชาชนได้เข้าร่วมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นที่สวนลุมพินี ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยจะมีการแถลงนโยบายกรุงเทพฯ เมืองแห่งหารเรียนรู้ Bangkok Learning City</p>



<p><strong>2. กิจกรรม Walking Trip </strong>จำนวน 4 เส้นทาง และ<strong>กิจกรรม Biking Trip </strong>จำนวน 2 เส้นทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่การเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร เช่น สวนสาธารณะ ชุมชน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่การเรียนรู้อื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยกิจกรรม Walking Trip ครั้งที่ 1 จะจัดในวันที่ 9 มีนาคม เพื่อเข้าใจความแตกต่าง ณ พื้นที่สำเพ็ง ครั้งที่ 2 จะจัดในวันที่ 23 มีนาคม เพื่อเรียนรู้การทำเครื่องหนัง ณ พื้นที่เจริญรัถ ครั้งที่ 3 จะจัดในวันที่ 30 มีนาคม ณ พื้นที่บางขุนศรี และครั้งที่ 4 จะจัดในวันที่ 6 เมษายน ณ พื้นที่หัวตะเข้ ส่วนกิจกรรม Biking Trip ครั้งที่ 1 เป็นกิจกรรม Biodiversity Bike Rally ณ สวนรถไฟ และครั้งที่ 2 เป็นกิจกรรม Bike in BKK หัดปั่นในเมืองเก่า ณ ย่านพระนคร</p>



<p><strong>3. กิจกรรมอ่านผลิบาน</strong> 8 ครั้ง กับเรื่องราวที่หลากหลาย ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 9 มีนาคม เรียนรู้การทำกะปิหวานที่บางกะปิ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้บางกะปิ ครั้งที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม เรียนรู้การพากย์เสียงและทำหนังสือเสียงกับนักพากย์ตัวจริง ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ซอยพระนาง ครั้งที่ 3 วันที่ 16 มีนาคม เรียนรู้การดูแลสิ่งแวดล้อม ใกล้ตัวและการดูแลธรรมชาติ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ครั้งที่ 4 วันที่ 17 มีนาคม กิจกรรม Boardgame จากหนังสือ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้บางขุนเทียน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 มีนาคม เรียนรู้เทคนิคลับกับนักบอลตัวจริง ณ บ้านหนังสือลานกีฬาพัฒน์ 2 ครั้งที่ 6 วันที่ 24 มีนาคม กิจกรรม Books &amp; Cooking Club ทำอาหารด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 ครั้งที่ 7 วันที่ 31 มีนาคม รู้จักปัญญาประดิษฐ์ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้มีนบุรี และครั้งที่ 8 กิจกรรมรู้จักและเข้าใจเมืองผ่านการทำงานศิลปะ ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร</p>



<p>นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านยังได้จัดกิจกรรมสนับสนุนเทศกาลหนังสือกรุงเทพฯ เดือนมีนาคม เช่น กิจกรรมความสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงวัยวัยเก๋าที่จะได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพกายและใจวัยเก๋า การเปิดบริการ e–book (อีบุ๊ก อยู่เขตไหน อ่านได้ทุกที่) กิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามอัธยาศัยในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย กิจกรรม Boardgame Club, Digital Guide, Small Talk และสนุกอ่าน สนุกคิด ของ TK park กิจกรรม Better aging: เล่นลืมวัย และกิจกรรมสำหรับเด็กออทิสติก ของ PlanToys สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 ในวันที่ 28 มีนาคม &#8211; 8 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตลอดจนกิจกรรมจากภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านอีกมากมาย </p>



<p>รวมทั้งยังมีกิจกรรมสะสมแต้มการเรียนรู้ โดยสะสมแต้มและตามล่าตราประทับจากแหล่งเรียนรู้กว่า 200 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษ (มีจำนวนจำกัด) เริ่มเดือนมีนาคม &#8211; มิถุนายน 2567 ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถสะสมแต้มได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ Offline ผ่านสมุดสะสมแต้มการเรียนรู้ และแบบ Online ผ่าน Line OA @bkklearningcity</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290224/">กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-abe-080523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2023 06:13:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดุริยา อมตวิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาสินี โรจนคุณกำจร]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67481</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระดมความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจทางการศึกษาเพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้คืออะไร</strong></h2>



<p>แนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ (learning city) เริ่มขึ้นในปี 2558 เมื่อองค์การสหประชาชาติจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) จำนวน 17 เป้าหมาย โดยมีประเด็นเรื่องการศึกษาอยู่ในเป้าหมายที่ 4 เพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพการศึกษา ให้มีความครอบคลุมทั่วถึง สนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อเป็นรากฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอื่นๆ ต่อไป</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ หมายถึง เมืองที่ใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกคนและทุกระดับ มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) จึงพยายามจัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC) เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้น&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันมีเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งหมด 294 เมือง จาก 76 ประเทศ และประเทศไทยมีเมืองที่อยู่ในเครือข่าย 7 เมือง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดพะเยา จังหวัดสุโขทัย และเทศบาลนครหาดใหญ่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้</strong></h2>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร ตันไชย</strong> รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยเน้นที่การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้แต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p>



<p>“เมืองแห่งการเรียนรู้ คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความหลากหลายของคนในเมืองนั้น หัวใจสำคัญคือ การไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเพื่อโอบรับการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82d5a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq2-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>เปรียบเทียบว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คล้ายเมืองที่มีสถานีพลังงานหรือปั๊มน้ำมันจำนวนมากและหลากรูปแบบ เพื่อให้คนในเมืองได้เติมพลังงานในเวลาที่ขาดแคลน โดยพลังงานสำหรับชีวิตเหล่านั้นหมายถึง ความรู้ ปัญญา และทักษะของพลเมืองที่มีความแตกต่างกันไป การพัฒนาเมืองจึงต้องโอบรับและสนใจ pain point ที่ไม่เหมือนกันเลยเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>อธิบายว่า การขับเคลื่อนสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ต้องพิจารณา 3 แกนพร้อมๆ กัน ได้แก่ หนึ่ง การระบุเป้าหมาย (identify) หมายถึง การจำแนกพลเมืองแต่ละกลุ่มตามความต้องการและเงื่อนไขในชีวิต เพราะแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน สอง เนื้อหาสาระ (content) ต้องค้นคว้าให้ได้ว่า สาระแบบใดที่จะตอบโจทย์พลเมืองแต่ละกลุ่ม และสาม ช่องทางหรือวิธีการในการทำให้เป้าหมายข้างต้นบรรลุผล</p>



<p>“ปัญหาของคนแต่ละกลุ่มคือ dot หรือจุด การเชื่อม dot เหล่านี้เข้าด้วยกันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ และ learning city ก็คือการสร้างสถานีที่จะแก้ไขปัญหาที่หลากหลายเหล่านั้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองต้นแบบ</strong></h2>



<p><strong>นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์</strong> ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยินดีให้คำปรึกษาแก่เมืองใดก็ตามในประเทศไทยที่สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC</p>



<p><strong>นางสาวดุริยา</strong>อธิบายต่อว่า สมาชิกเครือข่าย GNLC จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเมืองตามกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมเครือข่าย หากการพัฒนาของเมืองนั้นเป็นได้ด้วยดีก็อาจจะได้รับการยอมรับและยกย่องเป็นโมเดลหรือ best practice ให้เมืองอื่นๆ สุดท้าย เมืองในเครือข่าย GNLC จะมีโอกาสได้เข้าร่วมการประกวดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ยอดเยี่ยมที่จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี</p>



<p>ทั้งนี้ เมืองที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC จะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกๆ 2 ปี (Biennial Progress Report) (ส่งรายงานภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีที่ครบกำหนด) โดยยูเนสโกจะประเมินรายงานความก้าวหน้านั้น หากพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า หรือไม่จัดส่งตามระยะเวลาที่กำหนด ยูเนสโกจะไม่ต่ออายุการเป็นสมาชิกให้เมืองนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมืองที่ถูกตัดสิทธิ์สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายได้อีกครั้งหากมีการเปิดรับสมัครจากยูเนสโก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d45a54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq3-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวโศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ </strong>เจ้าหน้าที่โครงการ กลุ่มงานการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาทักษะ (EISD) สำนักงานยูเนสโกเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ยกกรณีตัวอย่างของเมืองแห่งการเรียนรู้ในต่างประเทศหลายกรณี</p>



<p>ตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่โดดเด่น อาทิ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน มีการวางแผนและยุทธศาสตร์ชัดเจน ทุกภาคส่วนมีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเมือง สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ขึ้นทั่วเมืองทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ไม่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของเมือง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ มาช่วยสนับสนุนและปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่พลเมือง</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นคือ เมืองที่สามารถเชื่อมโยงภาคีต่างๆ เช่น สถานศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ (partner) ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้พร้อมกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้พลเมืองสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิทธิในการเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning) คือ สิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h2>



<p>ในเวทีสร้างแรงบันดาลใจ ‘การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยกระบวนการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คน ได้แก่ <strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ </strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร <strong>นางสาวจุฬาสินี โรจนคุณกำจร </strong>อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และ<strong>นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ </strong>นายกเทศมนตรีนครยะลา ดำเนินรายการโดย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ </strong>ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา</p>



<p><strong>รองผู้ว่าฯ ศานนท์ </strong>เห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายของการกระจายอำนาจคือ ให้ท้องถิ่นได้บริหารจัดการการศึกษาเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ พร้อมทั้งเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ของมนุษย์ ดังนั้น การทำให้คนรู้ว่ามีแหล่งเรียนรู้อยู่ที่ไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เขาได้มีพื้นที่ในการทดลองและเรียนรู้ชีวิต</p>



<p>ทั้งนี้ การเรียนรู้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมืองจะต้องมีแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ห้องสมุดชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ ตลอดจนมีอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึง เพื่อให้พลเมืองเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และสร้างอาชีพในอนาคตได้โดยไม่ต้องไปกระจุกอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพอย่างมหาวิทยาลัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72d8b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq4-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หน้าที่ของ กทม. คือการสร้าง infrastructure ให้พร้อม สิ่งที่เป็นจุดแข็งของ กทม. คือเครือข่าย แต่ความท้าทายคือเราไม่ควรทำเองคนเดียว การทำ learning city ไม่ใช่การทำอย่างโดดเดี่ยว เราต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น organizer (ผู้จัด) และ facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก)”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี </strong>อดีตนายก อบจ.พะเยา กล่าวว่า แม้พะเยาจะเป็นจังหวัดขนาดเล็กที่เคยเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็น learning city ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะเมืองใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและงบประมาณเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการค้นหาอัตลักษณ์ของเมืองแล้วพัฒนาจากจุดแข็งนั้น</p>



<p>“การเป็นเมืองรองไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือการสร้างเมืองที่รองรับทุกคน”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี</strong>อธิบายต่อไปว่า แม้ อบจ.พะเยา จะมีงบประมาณจำกัด การสร้างเมือง สร้างแหล่งเรียนรู้ สร้างคน และสร้างอาชีพจึงดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่เพราะเป็นเมืองเล็กจึงสามารถทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วนได้ง่าย และสามารถดึงภาคีเครือข่ายต่างๆ ตั้งแต่ส่วนราชการ เอกชน หอการค้า หรือภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองไปพร้อมกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b49257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq5-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การสร้างเมืองเพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้างภาคีและแสวงหาความร่วมมือจึงจำเป็นอย่างที่สุด”</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์ </strong>เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครยะลาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยวิสัยทัศน์ว่าจะพัฒนาเมืองให้เป็น ‘สิงคโปร์แห่งที่ 2’ ภายใต้ motto ‘สร้างเมืองให้น่าอยู่ สร้างความรู้สู่มวลชน’ โดยเห็นว่าต้นทุนของยะลาคือสิ่งแวดล้อม ผังเมืองที่ดี และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อทรัพยากรมนุษย์ยังไม่ได้รับการเติมเต็มศักยภาพ เมืองจึงพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพตามไปด้วย</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์</strong>เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองและสร้างทรัพยากรมนุษย์ได้เพียงลำพัง ดังนั้นจึงต้องเสริมพลัง (empower) ให้ชุมชนมีอำนาจจัดการและดูแลตนเอง สร้างสำนึกการเป็นเจ้าของ (sense of belonging) โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน ซึ่งเป็นผู้นำของเมืองในอนาคต</p>



<p>“การศึกษาเปรียบเหมือนอาวุธติดตัวประชาชนทุกคน และพลังนั้นจะย้อนกลับมาช่วยพัฒนาเมือง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bbf533"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq7-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สร้างได้อย่างไร</strong></h2>



<p>เวทีสุดท้ายชื่อว่า ‘How Might We…เราจะทำอย่างไรให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้’ เป็นการชวนคิดชวนคุยถึงวิธีการที่จะสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมีวิทยากร ดังนี้ <strong>ทวารัฐ สูตะบุตร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม </strong>รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์</strong> ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา <strong>นางสาวศิริพร พรมวงศ์ </strong>นวัตกรจากโครงการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเยาวชนคลองเตย (คลองเตยดีจัง) และ<strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน </strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ดำเนินรายการโดย <strong>นายสันติพงษ์ ช้างเผือก&nbsp;</strong></p>



<p>เริ่มจาก<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา </strong>เห็นว่า กลไกสำคัญที่ทำให้จังหวัดพะเยาสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ได้สำเร็จคือ การทำงานร่วมกันแบบภาคีเครือข่าย รวมถึงการเจรจาต่อรองเพื่อดึงภาครัฐและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง และที่สำคัญ เมืองที่ต้องการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ต้องรู้จักผู้คนในท้องถิ่นของตนเองเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าการเรียนรู้แบบไหนจึงจะตอบโจทย์</p>



<p>“โจทย์ของพะเยาคือ แรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่คนตกงานทยอยกลับบ้าน เขาต้องได้รับการฟื้นฟูทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p>



<p><strong>นางสาวศิริพร </strong>เสนอว่า บันไดขั้นแรกสำหรับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ คือ รัฐกับประชาชนต้องไว้ใจกัน รัฐต้องวางใจว่าประชาชนมีศักยภาพพอที่จะจัดการตนเอง มีพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเป็นพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-743bcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเรียนรู้จะต้องโอบรับและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการรายได้ระหว่างเรียน หรือต่อให้ต้องออกจากการเรียนกลางคัน ก็หางานทำได้ยาก เพราะอายุไม่ถึงและไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ</p>



<p>“เราต้องมี learn and earn คือ การเรียนรู้ที่เด็กจะต้องได้ 3 เรื่อง ได้แก่ วุฒิการศึกษา ทักษะชีวิตกับทักษะการทำงาน และรายได้”</p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น </strong>เสนอว่า สิ่งที่สำคัญในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้คือ กลไกความร่วมมือ ใช้ความรู้จากงานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการปกติที่ควรเกิดขึ้นในทุกๆ เมือง</p>



<p>“แต่ละเมืองก็มีกระบวนการต่างกัน เรื่องที่ยังขาดคือ local study การสร้าง local wisdom ที่แข็งแรง เพื่อทำให้เนื้อหามีพลังขึ้นมา สุดท้ายคือการนำเนื้อหาไปใช้งานจริง เช่น การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย บางที่เป็นมิวเซียม บางที่เป็นตลาด บางที่เป็นประเพณี”&nbsp;</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>อธิบายว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คือการพยายามสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทั้งสังคมมีโอกาสเข้าถึงประตูแห่งการเรียนรู้ ไม่ว่าเมืองจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ งบประมาณมากหรือน้อย ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือ แต่ละท้องถิ่นควรเป็นเจ้าของในการดูแล เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการกระจายอำนาจทางการศึกษา</p>



<p>“เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ แต่อาจมีบางอย่างปิดกั้นศักยภาพเหล่านั้นอยู่ ซึ่ง กสศ. มีหน้าที่ทำให้อุปสรรคเหล่านี้ลดน้อยลงมากที่สุด”</p>



<p><strong>นายทวารัฐ</strong> กล่าวว่า OKMD เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (life long learning) และยินดีที่จะช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเป็น learning city ทั้งนี้ พื้นที่แห่งการเรียนรู้สาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเท่านั้น เพราะผู้คนไม่ได้รับรู้ผ่านการอ่านอย่างเดียว แต่ยังสามารถรับรู้ผ่านกิจกรรมทางสังคม การพบปะพูดคุย ดนตรี หรือศิลปะ</p>



<p>“เราจึงต้องการพัฒนาต้นแบบพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ ทั้งเชิงกายภาพ เช่น มิวเซียมสยาม (สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ) และ TK Park (สถาบันอุทยานการเรียนรู้) หรือพื้นที่แบบออนไลน์ เพื่อให้คนเข้าไปเรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจ”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายและความใฝ่ฝันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา บนความเชื่อมั่นว่าเมืองแห่งการเรียนรู้จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม และก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติได้ในที่สุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Apr 2023 04:36:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66960</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220423/">กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ณ ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระดมความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจ สร้างการศึกษาที่มีทางเลือกหลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่</p>



<p>เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้คือรากฐานทางการศึกษา และปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน เพื่อกลายเป็นเมืองแห่งความจริงที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ หากทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6e6ec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. อธิบายว่า เมืองแห่งการเรียนรู้จะช่วยตอบโจทย์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ อันได้แก่ คุณภาพคน</p>



<p>“เรามีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องการการเข้าถึงการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพ และโอกาสอีกจำนวนมาก นั่นคือวิธีการหนึ่งที่ กสศ. ทำมาโดยตลอด ส่วนเมืองแห่งการเรียนรู้ก็เป็นการทำงานอีกมุมหนึ่ง กล่าวคือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ช่วยสร้างโอกาสทางการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>เห็นว่า การสร้างและพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการสร้างคนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเห็นว่า เมืองแห่งการเรียนรู้เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่อย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะทำได้ตามลำพัง กสศ. จึงให้ความสำคัญกับการมีภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่มีความเสมอภาคได้จริง<br>เวที<strong> ‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ครั้งนี้ คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย เพราะการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่กลุ่มที่ยากจนพิเศษ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3fdbb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. ต้องการแก้โจทย์เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่เด็กเยาวชนที่มีความยากจนพิเศษ แต่เครื่องมือเหล่าแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ในหลายหน่วยงาน เพราะฉะนั้นเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ” <strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าว</p>



<p><strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ </strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ความเห็นว่า เมืองแห่งการเรียนรู้จะทำให้คนเข้าถึงการพัฒนาตัวเองได้ง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้น เมื่อเทียบกับการหาความรู้สมัยก่อนที่อาจจะต้องเริ่มจากการสอบแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่เมืองแห่งการเรียนรู้จะใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายโอกาสให้คนเข้าถึงระบบการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น</p>



<p>“การสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องของการยกระดับประสิทธิภาพเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดความเหลื่อมล้ำด้วย สองขานี้ต้องเดินคู่กัน”</p>



<p>เมื่อคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างสะดวก ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การเลื่อนระดับทางสังคม (social mobility) และการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นก็จะหมดไปในที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-363355"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>อธิบายเสริมว่า โจทย์ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีหลายมิติ บางมิติเกี่ยวพันกับเด็กปฐมวัย บางมิติเกี่ยวพันกับเด็กในระบบการศึกษา บางมิติเกี่ยวพันกับกลุ่มเปราะบางที่กำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา หรือบางคนก็หลุดออกไปแล้ว และบางมิติก็เกี่ยวพันกับคนที่จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังต้องการเสริมทักษะทางอาชีพเพิ่มเติม&nbsp;</p>



<p>“เราใช้พื้นที่เป็นฐานในการทำงาน คือสร้างตัวแบบในแต่ละประเด็น ในแต่ละพื้นที่ขึ้นมา แล้วค่อยเชื่อมพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกัน”</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>กล่าวต่อไปว่า ปลายทางของการกระจายอำนาจด้านการศึกษา คือการทำให้แต่ละพื้นที่มีอิสระในการจัดการศึกษาหรือดูแลคนของตัวเอง แต่ ณ ปัจจุบัน การกระจายอำนาจทางการศึกษาในประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้น ซึ่ง กสศ. ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่อไป</p>



<p>“เราเชื่อว่าถ้าเราได้ทดลองภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดแบบนี้ เมื่อถึงวันที่โอกาสเปิดหรือการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง ความพยายามเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนในการทำงานที่แข็งแรงขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43e3ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในมุมของ กทม. ความท้าทายที่<strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>มองเห็นคือ การจัดทำฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประชากรในเมือง เพื่อให้มองเห็นความต้องการที่แท้จริงของคนก่อน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง</p>



<p>จุดแข็งของ กทม. คือการมีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก โดยเปิดรับนักเรียนทุกกลุ่ม ไม่เว้นกระทั่งนักเรียนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่เริ่มต้นที่สำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมา กทม. มีการอุดหนุนอาหาร ชุดนักเรียน ตลอดจนการเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย <strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>เห็นว่า สวัสดิการเบื้องต้นจากโรงเรียนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองของนักเรียนประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ด้วย</p>



<p>“โจทย์สำคัญอย่างหนึ่งคือการขยายผลในโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเป็นที่ปลอดภัยของเด็ก และในอนาคตก็ควรจะต้องทำให้โรงเรียนเข้าถึงชุมชนมากขึ้น”</p>



<p><strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>อธิบายว่า จุดแข็งของ กทม. คือการมีเครือข่ายมากมาย ซึ่ง กทม. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเป็นผู้ประสานงานที่ดี เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน</p>



<p>“ข้อดีที่สุด คือ กทม. มีเครือข่ายที่เยอะมาก จึงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องรองบประมาณ ไม่ต้องแก้ระเบียบ เพียงแต่ต้องดึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาเป็นจุดเปลี่ยนในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชน” <strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d0b9b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ท้ายที่สุด <strong>รองผู้ว่าฯ กทม.</strong> เห็นว่า การกระจายอำนาจจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือคนที่กำลังประสบปัญหานั้นอยู่ และควรได้รับการเสริมพลังเพื่อให้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง หากแต่ละท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ก็จะเกิดโมเดลแก้ปัญหาที่หลากหลายขึ้น เมืองแต่ละเมืองก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน</p>



<p>“การกระจายอำนาจคือบันไดขั้นที่หนึ่ง บันไดขั้นที่สองคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเชื่อมโยงความสำเร็จจากที่อื่น เรียนรู้ระหว่างเมืองต่อเมือง ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างสิ่งใหม่ เราอาจจะยืนบนไหล่ยักษ์ ไปร่วมมือกับคนที่เก่งแล้วก็ได้</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกแก้ไขแล้วในสิงคโปร์ ยุโรป หรืออเมริกา สิ่งสำคัญก็คือการเรียนรู้ระหว่างกัน เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้คือการสร้างเครือข่ายระหว่างเมือง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220423/">กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำต้องหยุดตั้งแต่วันนี้ ! กทม. ผนึก กสศ. ขับเคลื่อนผ่าน ‘สวนหลวง Sandbox’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-suan-phung-sandbox-070922/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2022 09:51:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต)]]></category>
		<category><![CDATA[สวนหลวง Sandbox]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะวรรณ จระกา]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ ธนะสินธุ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59903</guid>

					<description><![CDATA[<p>กทม. ผนึก กสศ. และภาคีเครือข่าย “เดินหน้า Sandbox ป้องก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-suan-phung-sandbox-070922/">ความเหลื่อมล้ำต้องหยุดตั้งแต่วันนี้ ! กทม. ผนึก กสศ. ขับเคลื่อนผ่าน ‘สวนหลวง Sandbox’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กทม. ผนึก กสศ. และภาคีเครือข่าย “เดินหน้า Sandbox ป้องกันเด็ก กทม. หลุดจากระบบการศึกษา” นำร่องพื้นที่ตัวอย่างเขตสวนหลวงแห่งแรก ลงเยี่ยมบ้าน &#8211; ทำฐานข้อมูลเด็กร่วมกับครู ชุมชน เขตพื้นที่ ย้ำ ! ความเหลื่อมล้ำต้องหยุดตั้งแต่วันนี้ ส่งสัญญาณเชิงรุก ทุกโรงเรียนร่วมค้นหาผ่านความร่วมมือทุกฝ่าย</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 <strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ</strong> รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) <strong>นางสาวปิยะวรรณ จระกา</strong> สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสวนหลวง <strong>นายสมพงษ์ ธนะสินธุ์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต) และคณะครู ผู้บริหารสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเขตสวนหลวง ประธานชุมชน และภาคีเครือข่าย ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนในชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง เพื่อค้นหาเด็กยากจนพิเศษโรงเรียนสังกัด กทม. ที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเข้าสู่ระบบคัดกรองของ กสศ. เพื่อรับเงินอุดหนุนหรือทุนเสมอภาค และทำให้ กทม. มีฐานข้อมูลเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1a302f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/นายศานนท์-หวังสร้างบุญ-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายศานนท์</strong> กล่าวว่า ที่มาของการลงพื้นที่ครั้งนี้ เนื่องจาก กทม. ยังทำข้อมูลเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาได้น้อยมาก ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมามีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ไม่เฉพาะจากเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ แต่มีเรื่องของสถานการณ์โควิด &#8211; 19 โรงเรียนประสบปัญหาไม่สามารถดึงเด็กทุกคนให้อยู่ในโรงเรียนได้ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเปิดเทอมจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งตนเห็นว่ามีจำนวนเด็กนักเรียนลดน้อยลง ซึ่งถ้ามีการสำรวจโดยละเอียดจริง ๆ คาดว่าจะมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วหลายพันคน จึงจำเป็นต้องค้นหาให้พบเพื่อตามกลับมา ส่วนที่ยังอยู่และมีความเสี่ยงก็ต้องหาให้เจอและรีบช่วยเหลือเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8919b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/08-KICK-0.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทุนการศึกษาที่ได้รับอาจไม่มาก แต่ทุกบาท ทุกสตางค์ มีความสำคัญมากกับชุมชน การมาลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้ทุกเขตเห็นความสำคัญว่าจะต้องเยี่ยมบ้าน จะต้องช่วยกันทำข้อมูล ซึ่งวันนี้เรามีทั้ง ผอ.เขต และ ผอ.โรงเรียน มาด้วย การทำข้อมูลแบบนี้คือวิธีการเดียว ที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง และทุนเข้าถึงทุกคนจริง ๆ ต้องขอบคุณ กสศ. ที่เป็นเจ้าภาพในการมอบทุนนี้ และขอบคุณ ส.ก. ที่ทำงานหนัก เราเหลือเวลาอีกไม่เยอะ ขอให้ทุกเขตเร่งลงพื้นที่สำรวจเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ตามระยะเวลาที่กำหนดในเดือน ก.ย. นี้ เพราะข้อมูลจะไม่ใช่เพื่อในวันนี้เท่านั้น แต่จะเป็นฐานข้อมูลคนในชุมชน และเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดนอกระบบที่นำไปใช้ต่อได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d230de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/08-KICK-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายศานนท์</strong> กล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษาเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมในอนาคต หากเด็กหลุดออกนอกระบบในวันนี้ อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ถ้าสังคมสามารถปิดหรือหยุดได้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมหายไปเร็วขึ้น ถ้าไม่เริ่มต้นก็จะช้าไปทุกวัน โดยในวันนี้ กทม. ได้ประชุม Teleconference ร่วมกับ 437 โรงเรียน และฝ่ายการศึกษาของเขต ทั้ง 50 เขต เพื่อวางแผนเก็บข้อมูลนักเรียนลงระบบ กสศ. ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อนำไปขยายผลดำเนินการเรื่องอื่นเพิ่มเติมในอนาคตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-395930"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การส่งเสริมความเสมอภาคด้านการศึกษา ความร่วมมือสำคัญที่สุด เพราะหน่วยงานด้านการศึกษาอย่างเดียวไม่เพียงพอแก้ปัญหาโดยลำพัง หากได้ข้อมูลชุดนี้มาจะทำให้ กทม. มีข้อมูลระดับครัวเรือน ซึ่งข้อมูลจะเป็นมากกว่าแค่เรื่องการศึกษาโดยตรง แต่จะทราบได้ถึงชีวิตและความเป็นอยู่ด้วย เพื่อทำให้รู้ว่าจะต้องเพิ่มเติมอะไรต่อไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านการศึกษา การส่งเสริมสุขภาพ หรือการส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กยศ. เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาต่อเนื่องไปได้ ข้อมูลชุดนี้จะสะท้อนความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ กสศ. เองก็จะสามารถสนับสนุนทุนให้กับนักเรียน กทม. ได้ และในอนาคต หากมีการค้นเจอเพิ่มเติมก็จะสนับสนุนให้ได้มากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-03a17b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/08-KICK-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราทราบดีว่าการลงพื้นที่สำรวจชุมชนในกรุงเทพ ฯ มีความลำบาก ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายพื้นที่มีความแออัด หรือเป็นพื้นที่ปิด เข้าไปได้ยาก การสำรวจของคุณครูหรือโรงเรียนเพื่อติดตามปัญหา จึงต้องการการสนับสนุนจากเขตหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อทำให้การเยี่ยมบ้านสามารถทำได้ ที่ผ่านมา กทม. อาจไม่เคยทำฐานข้อมูลแบบนี้ บวกเข้ากับสถานการณ์โควิด &#8211; 19 ทำให้โรงเรียนปิดมานาน การมาลงพื้นที่ชุมชนโรงหวายวันนี้ จึงมาจากความตั้งใจว่า แม้จะเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนเข้าถึงยาก ซึ่งมีชุมชนลักษณะนี้เต็มไปหมด แต่ที่เขตสวนหลวงสามารถทำได้ โรงเรียนวัดใต้ เริ่มแล้ว จึงอยากให้อีก 436 โรงเรียนที่เหลือเริ่มขยับลงพื้นที่ทำข้อมูลให้เสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ครูคือพลังสำคัญในการค้นหาเพื่อให้ กสศ. สามารถจัดสรรงบประมาณได้ ซึ่งตอนนี้เรามีแอปพลิเคชันเพื่อให้สามารถเยี่ยมบ้านแบบออนไลน์ได้ เพราะเข้าใจดีว่าบางพื้นที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึง แต่เราก็อยากให้มีการคัดกรองให้ได้มากที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0b077"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/08-KICK-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่วันนี้ได้รับการสนับสนุนจากทาง กทม.,ผอ.เขต ,ส.ก. ชุมชน และทางโรงเรียนอย่างเต็มที่ เป็นการยืนยันว่าทุกฝ่ายให้ความสำคัญ ซึ่งข้อมูลชุดนี้จะใช้ประโยชน์ต่อไปได้ในระยะยาว ส่วนเหตุผลที่เลือกเขตสวนหลวงเป็นที่แรก เพราะจากที่ประชุมของ กทม. เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2565 ทาง ส.ก. ให้ความสำคัญมาก และเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนลักษณะเดียวกันกับชุมชนโรงหวายหลายแห่ง รอบ ๆ พื้นที่จะเห็นอาคารสูง มีคอนโดมิเนียมมากมาย แต่พอเข้ามาข้างในจะมีเมืองซ้อนเมือง ชุมชนซ้อนชุมชนอยู่ ประกอบกับผู้นำชุมชนและทางโรงเรียนพร้อมให้การสนับสนุน จึงมาลงพื้นที่ชุมชนโรงหวายพร้อมกันเป็นที่แรก</p>



<p>“ถ้าเราเริ่มต้นที่เขตสวนหลวงได้ก็จะเป็นต้นแบบให้เขตอื่น ๆ ที่เหลือ เพราะเราพบว่าหลายครั้งมีเด็กที่เรียนในโรงเรียนคร่อมเขตกัน ในหนึ่งชุมชนอาจมีเด็กเรียนหลายโรงเรียน เราจึงต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อให้เห็นภาพตรงกันและบูรณาการได้ ข้อมูลชุดนี้นอกจาก กสศ. สามารถใช้ในการคัดกรองเพื่อจัดสรรทุนให้แล้ว ทาง กทม. ก็จะนำไปใช้เพื่อของบประมาณทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปีได้ ซึ่งปัจจุบันทาง กทม. ยังไม่ได้รับการจัดสรรทุนนี้ ในขณะที่ สพฐ. และ อปท. ได้รับการจัดสรรแล้ว ดังนั้นหากมีข้อมูลนี้เด็กจะได้รับเงินจากทั้ง 2 ทาง จะได้รับทุนตั้งแต่ 1,000 &#8211; 6,000 บาท ขึ้นกับระดับการศึกษาและระดับความยากจน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab124b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/นางสาวปิยะวรรณ-จระกา-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวปิยะวรรณ จระกา ส.ก.เขตสวนหลวง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>นางสาวปิยะวรรณ จระกา</strong> ส.ก.เขตสวนหลวง กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลพื้นฐานนักเรียนยากจน เขตสวนหลวง มีโรงเรียนในสังกัด กทม. 8 โรงเรียน ซึ่งในการค้นหาเด็กที่มีความลำบาก ครูจะมีความใกล้ชิดและรู้ข้อมูลดีที่สุด ตนพร้อมสนับสนุนการไปในพื้นที่ต่าง ๆ สาเหตุที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เพราะอยากให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากเชื่อว่า การศึกษาคือเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด จึงอยากให้ทุกเขตมาร่วมกันทำเรื่องนี้</p>



<p>ด้าน <strong>นายสมพงษ์ ธนะสินธุ์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนฝันที่เป็นจริง แม้ว่าการติดตามสังเกตนักเรียน หรือการเยี่ยมบ้านเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนทำอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ในช่วงโควิด &#8211; 19 ทำให้เกิดระยะห่างขึ้น และที่ผ่านมาข้อมูลก็ไม่ได้มีการนำไปเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลใด เป็นการหาวิธีช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป ไม่มีกระบวนการส่งต่อหรือสามารถสนับสนุนทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a53ef"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/นายสมพงษ์-ธนะสินธุ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสมพงษ์ ธนะสินธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“คงไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่บางทีเราก็ไม่มีเครื่องมือช่วย การเข้ามาของ กสศ. คือการมาพร้อมเครื่องมือ มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีความช่วยเหลือมาให้ ผมเชื่อว่าจะช่วยเด็กได้อีกมาก เราไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอย่างไร แต่หากมีโอกาส บางที สักคนหนึ่งที่ได้รับการช่วยเหลือในวันนี้ อาจเป็นหมอ เป็นพยาบาลที่จะมาช่วยชีวิตเราในอนาคตก็ได้”</p>



<p>สำหรับการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จะมีวิธีการจากการวัดรายได้ทางอ้อมแบบ Proxy Means Test : PMT โดยดูจากรายได้สมาชิกในครัวเรือนไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อปี และสถานะครัวเรือน 8 ด้าน ได้แก่ 1. ครอบครัวมีภาวะพึ่งพิง 2. การอยู่อาศัย 3. ลักษณะที่อยู่อาศัย 4. ที่ดินทำการเกษตรได้ 5. แหล่งน้ำดื่ม 6. แหล่งไฟฟ้า 7. ยานพาหนะ และ 8. ของใช้ในครัวเรือน นักเรียนที่ผ่านการคัดกรองจะรับการสนับสนุนทุนการศึกษาจาก กสศ. ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปีการศึกษา ระดับอนุบาล รับทุนการศึกษา 4,000 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ป.1 &#8211; ม.3) รับทุนการศึกษา 3,000 บาทต่อคนต่อปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6b9e5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/08-KICK-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปีงบประมาณ 2565 กสศ. จัดเตรียมงบประมาณสนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนสังกัด กทม.จำนวน 5,000 ทุน อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลที่มีการจัดเก็บในครั้งนี้ พบว่า มีเด็กที่ผ่านการคัดกรองและเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกิน 5,000 คน จะมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษาจากงบประมาณปี 2566 ที่จะมอบให้ในภาคเรียนที่ 2 ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-suan-phung-sandbox-070922/">ความเหลื่อมล้ำต้องหยุดตั้งแต่วันนี้ ! กทม. ผนึก กสศ. ขับเคลื่อนผ่าน ‘สวนหลวง Sandbox’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กทม.&#8217; ผนึก &#8216;กสศ.&#8217; ลุยค้นหาเด็กนร.ยากจนด้อยโอกาสในเมืองหลวง ระดมครู 437 รร. ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ภาคประชาสังคม ร่วมชี้เป้าเร่งทำฐานข้อมูลแก้ความเหลื่อมล้ำ หยุดวงจรจนข้ามรุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา .</title>
		<link>https://www.eef.or.th/nerws-060822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Aug 2022 05:17:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[อาสาสมัคร]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59072</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมงานครั้งแร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/nerws-060822/">‘กทม.’ ผนึก ‘กสศ.’ ลุยค้นหาเด็กนร.ยากจนด้อยโอกาสในเมืองหลวง ระดมครู 437 รร. ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ภาคประชาสังคม ร่วมชี้เป้าเร่งทำฐานข้อมูลแก้ความเหลื่อมล้ำ หยุดวงจรจนข้ามรุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา .</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมงานครั้งแรกกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมเก็บข้อมูล 50 เขตจากโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง ในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบ และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การแก้ปัญหาในทุกมิติ</strong></p>



<p>วันที่ 3 ส.ค. 2565 กทม.และ กสศ.ได้จัดการประชุม Teleconference ร่วมกับครูโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง เป็นครั้งแรก เพื่อชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565</p>



<p><strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นปีแรกของการทำงานเพื่อจัดทำฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสอย่างเป็นระบบ ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา ผ่านการทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8aeaf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ศานนท์-437โรงเรียน-กทม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในการทำงานต้องอาศัยความร่วมมือของคุณครูสังกัด กทม. ทั้ง 437 โรงเรียน ช่วยลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนที่มีความเสี่ยงเป็นรายคน โดยเฉพาะกับครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาส ที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สูงกว่าครอบครัวร่ำรวยถึง 4 เท่า และมีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพียง 12% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 3 เท่า”</p>



<p>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อไปว่า แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี สำหรับการศึกษาภาคบังคับ แต่ในความเป็นจริง ด้วยช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ถ่างขยายกว้างและปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับรุนแรง จึงยังคงเป็นอุปสรรคทำให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน ด้วยข้อจำกัดที่หลากหลาย เช่น ผู้ปกครองไม่มีค่าครองชีพเพียงพอ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา ค่าเดินทางไปโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อต้องข้ามช่วงชั้น ที่โรงเรียนอยู่ห่างไปหลายกิโลเมตร หรือแม้กระทั่งทัศนคติของครอบครัวต่อการศึกษา ที่เลือกให้เด็ก ๆ ออกมาทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงชั้นรอยต่อ ( ป. 6 และ ม. 3) การหลุดจากระบบการศึกษา ส่งผลให้ตกอยู่ในวงจรความเสี่ยงและกับดักความยากจนข้ามรุ่น</p>



<p>นายศานนท์ กล่าวว่า ด้วยภาระงานในโรงเรียนที่มีอยู่จำนวนมาก กรุงเทพมหานครคำนึงเป็นอย่างยิ่งว่าจะปล่อยให้คุณครู กทม. ทำงานแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ทุกฝ่ายช่วยกัน “It takes a village to raise a child” การสร้างเด็กคนหนึ่งต้องอาศัย คนทั้งหมู่บ้าน ทั้งชุมชน ดังนั้น สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกันพัฒนาให้เกิดกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานเขต โรงเรียน ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ภาคประชาสังคม ทำงานร่วมกับคุณครูเพื่อช่วยค้นหา ชี้เป้าหมายเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ยากลำบากทั้งในและนอกระบบให้ได้โดยเร็ว การได้เห็นข้อมูลปัญหาเป็นรายคนจะช่วยให้สามารถออกแบบมาตรการการแก้ไขปัญหาได้</p>



<p>“ฐานข้อมูลที่จะได้มาจากปฏิบัติการร่วมกับ กสศ. ครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญของการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และการพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสการเข้าถึงการศึกษาร่วมกับ กสศ. เพื่อส่งต่อข้อมูลเป็นรายคนไปยังหน่วยจัดการศึกษาทุกสังกัด และ กสศ. จะช่วยจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษเพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียนให้แก่เด็ก ๆ นอกจากนี้ยังร่วมพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกมิติเป็นรายคน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันความเสี่ยงทุกด้าน สุขภาพกาย จิตใจ สังคม ที่อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษา และการป้องกันหลุดจากระบบซ้ำ และเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ เพื่อส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” นายศานนท์ กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พลังของ ‘ข้อมูล’ คือหลักประกันทางการศึกษา</strong></h2>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า การดำเนินงาน โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอ) ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 ร่วมกับผู้บริหารเขตการศึกษา 50 เขต คุณครูและผู้บริหารสถานศึกษา 437 แห่ง ของ กทม. นอกจากจะเป็นการจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากจนแล้ว ยังเป็นการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาในเขตพื้นที่ กทม. พัฒนาให้เกิดมาตรการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ในระยะยาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9620d0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ไกรยส-437โรงเรียน-กทม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ข้อมูลของเด็กเหล่านี้ ที่จะมีการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเก็บข้อมูลเป็นรายครอบครัว เป็นรายบุคคลของเด็ก จะถูกส่งคืนไปให้ กทม. เพื่อส่งต่อให้สำนักต่าง ๆ สามารถมาบูรณาการการใช้ข้อมูล ไปพัฒนาชุมชน พัฒนาโรงเรียน สามารถสนับสนุนให้ กทม. ได้มีมาตรการเชิงนโยบาย รวมถึงเป็นนโยบายระดับชาติได้ด้วย และยังใช้ติดตาม ส่งต่อ ให้เด็กได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องไปจนถึงระดับอุดมศึกษา หรือเทียบเท่าในอนาคต”&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ด้วยข้อมูลเดียวกันนี้จะนำไปสู่โอกาสการเข้าถึงทุนอื่น ๆ ของ กสศ. เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมี ทุนเสมอภาค, ทุนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ,ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ,ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และข้อมูลจะเชื่อมกับระบบ TCASS เพื่อส่งต่อโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงกองทุนของหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำงานร่วมกับ กสศ. เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. และกองทุนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ</p>



<p>“เพราะฉะนั้นเด็กเยาวชนที่ได้รับการคัดกรองความยากจน และได้รับทุนเสมอภาคภายใต้โครงการนี้ เมื่อจบ ม. 3 ในโรงเรียนสังกัด กทม. แล้ว จะมีโอกาสเข้าสู่การรับทุนการศึกษาระดับสูงต่อไป ตั้งแต่ทุนที่เรียนจบไปเป็นครู ทุนการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. หรือทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก กสศ. มีทุนที่หลากหลาย ซึ่งเป็นทุนแบบให้เปล่าไม่มีการต้องใช้คืน และเป็นทุนที่ตั้งใจขยายโอกาสให้กับเด็กยากจนโดยเฉพาะ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4ac3c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/01-437โรงเรียน-กทม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกเหนือจากทุนการศึกษาของเด็กในระบบแล้ว การลงพื้นที่ในครั้งนี้จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่อยู่ใน กทม. ด้วย โดยคุณครูผู้ลงพื้นที่อาจมีโอกาสได้พบเด็กที่เพิ่งย้ายตามผู้ปกครองเข้ามา และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งถ้าเจอก็สามารถส่งต่อให้เข้าสู่การดูแลของโรงเรียน กทม. กว่า 437 โรงเรียนได้ ในโครงการพาน้องกลับมาเรียน ที่ กสศ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานทั้ง 11 หน่วยงาน ที่ดำเนินการอยู่ จะช่วยให้จำนวนเด็ก เยาวชน นอกระบบการศึกษาในความดูแลของ กทม. มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ส่วนเด็กที่หลุดออกไปแล้ว หรือว่ารอที่จะกลับเข้ามา จะมีการติดตามให้กลับเข้ามาได้ด้วยเช่นกัน</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การดูแลของ กสศ. จะเริ่มต้นตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยจะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลไปให้ถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ต่อเนื่อง สำหรับกรุงเทพฯ เมื่อได้ข้อมูลรายบุคคลของโรงเรียนในสังกัด กทม. มาแล้ว จะมีการส่งข้อมูลให้กับคุณครูโดยเข้าถึงได้จากแอปพลิเคชันเพื่อให้มีการเยี่ยมบ้านหรือติดตามได้ต่อเนื่อง ซึ่งทุนการศึกษาที่น้อง ๆ จะได้ มีตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ม. 3 โดยจะมีการคัดกรองทุก ๆ 3 ปี</p>



<p>“เมื่อได้ทุนในช่วงอนุบาล 1 แล้ว จะมีการคัดกรองในช่วง ป.1 ป.4 และ ม.1 เพราะ กสศ. เชื่อว่าสถานะความยากจนอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็ว และเมื่อมีการคัดกรองจะทำให้สามารถส่งต่อการดูแลช่วงรอยต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทุนทางการศึกษาอื่นๆต่อไปได้ในอนาคต”</p>



<p>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ในการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของ กสศ. จะกำหนดเป้าหมายเป็นบันได 6 ขั้น คือ บันไดขั้นที่ 1 นักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าสู่ระบบการศึกษา (หาตัวเจอ พากลับโรงเรียนเร็วที่สุด) บันไดขั้นที่ 2 เข้าสู่คัดกรองความยากจน บันไดขั้นที่ 3 ให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข บันไดขั้นที่ 4 ติดตามผลการมาเรียน/การเจริญเติบโต/ผลการเรียนตลอดในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน บันไดขั้นที่ 5 ส่งต่อระบบดูแลช่วยเหลือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สุขภาพ,พฤติกรรม,การเรียน) บันไดขั้นที่ 6 ได้รับโอกาสทางเลือก /ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ /ทุนเติมเต็มศักยภาพ /กยศ. /ทุนอื่น จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือเอกชน</p>



<p>“สำหรับกรุงเทพ ซึ่งเป็นปีแรกในการทำงานร่วมกันจะเน้นเป้าหมายในบันไดขั้นที่ 1-4 เป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และให้เห็นความเชื่อมโยงว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการเพียงเพื่อการจ่ายเงิน แต่เป็นโครงการที่จะสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ให้เด็ก กทม. ได้ในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9e1860"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/02-437โรงเรียน-กทม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กสศ. ยังได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : Information System for Equitable Education หรือ iSEE ขึ้นเพื่อรองรับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับ 6 กระทรวง และข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ที่สามารถระบุเป้าหมายของเด็กที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศได้อย่างแม่นยำ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีฐานข้อมูลจาก กทม. แต่จากนี้ไปก็จะมีข้อมูลของ กทม.อยู่ในนั้นด้วย จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จากระบบนี้ และอาจขยายรวมไปถึงการได้รับทุนสนับสนุนด้านการศึกษาจากภาคเอกชนในภาคีเครือข่ายของ กสศ. ซึ่งใช้ฐานข้อมูลจาก iSEE ในการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาในพื้นที่ที่เอกชนเหล่านี้ดำเนินงานอยู่</p>



<p>สุดท้าย เมื่อมีการคัดกรองแล้ว มีการจัดสรรทุนไปให้กับเด็กแล้ว ทาง กสศ. จะมีการติดตามอัตราการมาเรียนของเด็ก น้ำหนัก ส่วนสูง และในอนาคตอาจจะเป็นเรื่องของผลการเรียน หรือว่าข้อมูลอื่น ๆ เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่า เด็กเยาวชนเหล่านี้ยังอยู่ในโรงเรียน และไม่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>“อัตราการมาเรียนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 หากมีอัตราลดลง ไม่ได้หมายความว่าเราจะตัดทุนเด็ก แต่จะมีการเตือนไปที่โรงเรียน เตือนไปที่ช่องทางต่าง ๆ เช่น สำนักการศึกษา หรือไปที่เขต ว่ามีเด็กเยาวชนที่อัตราการมาเรียนต่ำกว่าร้อยละ 80 แล้ว มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากทุนการศึกษาเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้เกิดการเฝ้าระวังหรือแนะนำว่า ถ้ามีการติดตามช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็อาจจะสามารถคุ้มครอง ป้องกัน ไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้” ดร. ไกรยส กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/nerws-060822/">‘กทม.’ ผนึก ‘กสศ.’ ลุยค้นหาเด็กนร.ยากจนด้อยโอกาสในเมืองหลวง ระดมครู 437 รร. ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ภาคประชาสังคม ร่วมชี้เป้าเร่งทำฐานข้อมูลแก้ความเหลื่อมล้ำ หยุดวงจรจนข้ามรุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา .</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jul 2022 05:43:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดออกจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58330</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง “โครงการเรียนฟรี 15 ปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง</strong></h2>



<p>“โครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริง มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Site หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่ต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กที่ตัวเล็กที่สุดไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e7440"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ไกรยส-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนว่า หากพูดถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เห็นภาพ อยากให้นึกถึงภาพของเด็ก 3-4 คนที่ยืนอยู่บนกล่องคนละใบ เด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดนี้ก็คือตัวแทนของเด็กในครัวเรือนยากจนที่ต้องการการสนับสนุนและความช่วยเหลือโดยด่วน</p>



<p>“เด็กที่ตัวเล็กที่สุดต้องการความช่วยเหลือการสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อไปโรงเรียนได้ เรากำลังพูดถึงว่ามาตรการของรัฐในการช่วยเหลือเด็กคนนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กในสังคมที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ใต้เส้นความยากจน ครัวเรือนในประเทศไทยมีความหลากหลายทางรายได้และศักยภาพในการดูแลการศึกษาให้กับบุตรหลาน เด็กที่มีความเสี่ยงที่สุดคือเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนใต้เส้นความยากจน และปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ มีสถานการณ์ที่พ่อแม่แยกกัน ทั้งแบบแยกกันชั่วคราวหรือแยกกันถาวรแบบไปมีครอบครัวใหม่ก็มี กลุ่มนี้ก็เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงมากๆ ที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาเช่นกัน”</p>



<p>เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมของรัฐบาลมาสิบกว่าปีแล้ว แต่นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เป็นการดูแลค่าใช้จ่ายในฝั่ง Supply Side หรือฝั่งอุปทาน คือรัฐบาลให้เงินช่วยเหลือไปที่โรงเรียนโดยตรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520b16"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/สไลด์เรื่องความยากจน-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แต่น้องคนที่อยู่ท้ายสุดของ Curve ตรงนี้ คือน้องที่ครอบครัวมีรายได้น้อย เขาจะมีปัญหาตั้งแต่ตื่นเช้ามาด้วยคำถามว่า แม่จะมีข้าวให้กินไหมวันนี้ ที่บ้านอาจจะไม่มีอาหารอะไรให้กินเลย ตอนเช้าแม่บอกเดี๋ยวไปทานที่โรงเรียนนะลูก นั่นคือชีวิตที่เด็กบางคนต้องเริ่มต้นในแต่ละวันว่าเขาจะต้องไปโรงเรียนโดยที่ไม่มีอาหารเช้าทาน”</p>



<p>ดร.ไกรยศ กล่าวว่า ในส่วนนี้สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม.ยังดีมากที่มีการจัดงบอาหารเช้าให้นักเรียนที่โรงเรียนซึ่งสามารถช่วยได้ในเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับโรงเรียนในต่างจังหวัดอาจจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงงบประมาณ จะพบว่าอาหารเช้ายังไม่เป็นอะไรที่ทั่วไปสำหรับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“อย่าว่าแต่อาหารเช้าเลย อาหารกลางวันของเด็ก ม.ต้น ก็ยังไม่มี เพราะว่างบอาหารกลางวันที่รัฐจัดสรรให้จำกัดไว้เพียงแค่ ป.1-ป.6 เท่านั้นเอง”</p>



<p>เรื่องที่สองคือปัญหาการเดินทางไปโรงเรียนแต่ละวัน เนื่องจากเด็กในหลายครอบครัวที่อยู่ในครัวเรือนยากจนไม่มียานพาหนะสำหรับจะเดินทางไปโรงเรียน ต้องพึ่งพาญาติ พึ่งพาเพื่อนบ้าน ทำให้การเดินทางไปเรียนหนังสือประสบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง เด็กหลายคนต้องเดินทางหลายทอดกว่าจะถึงโรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น</p>



<p>“ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ เด็กบางคนต้องมีค่าเรือข้ามฟากจากบ้านไปขึ้นฝั่ง ต้องต่อรถเมล์ มีมอเตอร์ไซค์ มีอะไรอีกกว่าจะไปถึงโรงเรียนได้ วันไหนฝนตก ก็มีปัญหาว่าอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นตรงนี้ กว่าที่จะได้เรียนฟรีก็ผ่านสองด่านแล้ว กว่าจะไปถึงโรงเรียนได้”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า โดยภาพรวมเมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 สิ่งที่ตามมาคือเกิดปัญหารายได้ที่ลดลงอีก มีการจ้างงานที่หายไปของครัวเรือนจำนวนมาก อุปสรรคของเด็กเหล่านี้จะยิ่งหนักขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่าอาจจะต้องออกจากระบบการศึกษาชั่วคราว ใน กทม.จะเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนในเขตปริมณฑล เพราะโรงเรียนในสังกัด กทม.เป็นความหวังของคนต่างจังหวัดที่มาหารายได้ มาสร้างเนื้อสร้างตัวที่ กทม.และโรงเรียน กทม.เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่เขาจะไป เนื่องจากมีสวัสดิการที่ดีรองรับปัญหาของเขาได้บ้าง แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 มีการปิดกิจการจำนวนมาก เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรเหล่านี้ย้ายกลับภูมิลำเนาไป เมื่อย้ายภูมิลำเนาเด็กเหล่านี้ก็จะไม่ได้เข้าโรงเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะคาดหวังในตอนแรกว่า เมื่องานกลับมา เศรษฐกิจกลับมาก็จะย้ายกลับมา กทม.อีก</p>



<p>“แต่หากจะย้ายกลับมา กทม. เขาต้องประเมินว่า ค่าเช่าบ้านสูง ค่าครองชีพสูงมาก ถ้าไม่มีรายได้ ไม่มีอะไรที่มั่นใจพอ เขาจะไม่กล้ากลับเข้ามา เพราะฉะนั้นในช่วงเดือนนี้โรงเรียนใน กทม.เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากที่ต้องเช็คให้ดีว่าเด็กปีที่แล้ว หรือสองปีที่แล้วก่อนโควิด เด็กที่เคยมีชื่อในฐานระบบการศึกษาของ กทม. ได้กลับมาสู่ระบบการศึกษาหรือยัง ถ้ายังไม่กลับมาต้องพยายามติดตามตัวให้เขากลับมาให้ได้ เพราะว่าถ้าเขาไม่กลับมา จะทำให้เราเสียเด็กหรือเยาวชนไปเจนเนอเรชั่นหนึ่ง อันนี้หนักกว่าเรื่อง Learning loss หรือภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เพราะเท่ากับว่าเขาหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วและเริ่มหาเส้นทางอื่นๆ ที่บ้านอาจชวนเขาไปทำงาน เขามีรายได้ เส้นทางชีวิตของเขาจะเริ่มเปลี่ยน จากการไปสู่การศึกษาให้มีศักยภาพ กลายเป็นต้องเริ่มมีรายได้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหาเลี้ยงครอบครัว”</p>



<p>เพราะฉะนั้นโจทย์เรื่องของการหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นโจทย์ที่เกี่ยวพันใกล้ชิดโดยตรงกับประชากรที่อยู่ในครัวเรือนรายได้น้อย และโควิด-19 ทำให้ปัญหานี้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางเลือกที่เรามีในช่วงนี้คือเมื่อเริ่มกลับสู่ภาวะที่โรงเรียนเปิดได้แล้ว เรามีโอกาสจัดการเรียนการสอนที่ใกล้เคียงความปกติมากที่สุดแล้ว เราต้องตามเด็กที่อาจจะทยอยออกไปจากระบบการศึกษาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับมาให้ได้โดยเร็ว</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า เมื่อตามเด็กกลับมาได้แล้วจะต้องมีการประเมินเป็นรายบุคคลว่าเด็กที่กลับมามีสุขภาพกาย สุขภาพจิตอย่างไร ผอมไปหรือไม่ มีภาวะทุพโภชนาการหรือเปล่า เด็กมีความเครียดหรือไม่ มีปัญหาซึมเศร้าจากการไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่เจอครู หรือเปล่า เมื่อประเมินตรงนี้ได้แล้ว ค่อยไปประเมินต่อเรื่อง Learning Loss ว่า ทักษะทางการอ่านออกเขียนได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะทางด้านอื่นๆ ถดถอยไปหรือไม่ จากนั้นจึงออกแบบการเรียนรู้เสริมเข้าไปโดยไม่เป็นการกดดันไปที่เด็ก ไม่ทำให้เขาเครียดหรือยิ่งท้อซ้ำเติมเข้าไปอีก</p>



<p>“ถ้าเราใช้ช่วงเวลาในปีการศึกษา 2565 ในการทำสองสามอย่างนี้ ตามเด็กกลับมา ประเมินคัดกรองเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ ประเมินคัดกรองเรื่อง Learning Loss แล้วมีมาตรการที่ช่วยเหลือเขาให้กลับสู่ภาวะปกติ หรือ Learning Recovery ได้อย่างค่อยไปค่อยไปโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ทำงานร่วมกันระหว่างบ้านและโรงเรียนได้ อันนี้จะเป็นส่วนที่เราค่อยๆ ปิดประตูความเหลื่อมล้ำลงได้ในอนาคต”</p>



<p>ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า ตอนนี้ในเรื่องจำนวนของเด็กที่หายไปใน กทม.กำลังมีการอัพเดทตัวเลขกันอยู่ การทำข้อมูลนี้จะใช้วิธีการตรวจสอบจากตัวเลข 13 หลัก ที่ทุกสังกัดบันทึกไว้มาตรวจสอบร่วมกัน จนกว่าจะได้คำตอบว่าตัวเลข 13 หลักไหนบ้างที่อยู่ในช่วงวัยเรียน แต่เราไม่เจอเขาในสถานศึกษาสังกัดใดๆ เลย เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะส่งไปให้ต้นสังกัด เพื่อให้ไปติดตามตัวเด็กกลับมาให้ได้</p>



<p>“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการทำงานในแบบนี้ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในสังกัด กทม.เพียงอย่างเดียว หวังว่าตัวเลขตรงนี้จะไม่สูงนัก แต่จากการสรุปตัวเลขปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับหลักแสนคน โครงการพาน้องกลับมาเรียนของรัฐบาล ข้อมูลเริ่มต้นสองแสนกว่าคน พอเริ่มเปิดเทอมก็ตามกลับมาได้แสนกว่าคน ตอนนี้เหลือหมื่นกว่าคน เราเองก็ได้เริ่มต้นตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤติการศึกษา ช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ทุกๆ เปิดเทอมเราต้องติดตามตัวน้องไปจนถึง 10 มิถุนายน ในเทอมหนึ่ง และ 10 พฤศจิกายน ในเทอมสองเราทำแบบนี้ทุกปี เพราะมาตรการที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่แรก ตอนนี้การสรุปตัวเลขที่กำลังทำมีแนวโน้มว่า เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอาจจะกลับไปอยู่ที่เรือนแสนเหมือนเดิม เพราะผลจากโควิด เมื่อตัวเลขออกมาแล้วทาง กสศ.จะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริงนั้น มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Side หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่เราต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่</p>



<p>“ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดในภาพนั้นไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จะนำเด็กกลับคืนห้องเรียนได้ ต้องให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียนก่อน</strong></h2>



<p>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เด็กที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อพูดถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุดถัดจากพ่อแม่ก็คือครู จากการได้ลงพื้นที่ไปดูในโรงเรียนและการดูแลเด็กในช่วงโควิด เช่น โรงเรียนหนึ่งแถวย่านหัวลำโพง เราพบว่า ช่วงที่มีการเปิดเรียนออนไซต์ใหม่ๆ นักเรียนบางคนมากินข้าวที่โรงเรียนและกินมื้อกลางวันมากจนผิดปกติ จน ผอ.โรงเรียน ต้องถามว่าทำไมเด็กถึงกินจุจัง คำตอบที่ได้ก็คือแม่บอกให้กินไปเลย เพราะเย็นๆ จะไม่มีอะไรให้กินที่บ้าน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3e5a2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ผศ.อรรถพล-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กก็หิ้วท้องไปเพื่อที่จะมากินมื้อเช้าที่โรงเรียนจัดให้ในอีกวัน แล้วกินมื้อเที่ยงก็กินเผื่อไปเลยเพราะว่าคุณจะไม่ได้กินมื้อเย็น นี่คือสิ่งที่โรงเรียนเจอ สะท้อนว่าสถานการณ์มันหนักมาก ทางโรงเรียนต้องมาเช็คเด็กเป็นรายบุคคลเพราะว่ามีประชากรกลุ่มที่เป็นเด็กลูกหลานแรงงานชาวต่างชาติ ที่มาเรียนในสังกัด กทม.ด้วย ระบบการศึกษาของเรากำลังเจอกับสถานการณ์แบบนี้”</p>



<p>เคสที่สองเป็นเด็กที่ตอนนี้ไม่ได้หลุดจากโรงเรียน และเรียนออนไลน์ได้ แต่เรียนออนไลน์ในแบบที่ปิดกล้องปิดไมค์ตลอดเวลา จนคุณครูพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติเด็กกลุ่มนี้ตั้งใจเรียน เพราะเป็นเด็ก ม.ปลาย เป็นความหวังของห้อง เป็นเด็กสายวิทย์ที่ตั้งใจเรียน อาทิตย์แรกยังเปิดกล้องเปิดไมค์อยู่ แต่อาทิตย์ที่สามของการเรียนออนไลน์ เริ่มมีการปิดภาพ ขณะที่โรงเรียนนี้มีวงคุย PLC (Professional Learning Community : ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) ที่เข้มแข็ง ใช้ข้อมูลจัดการเป็นรายบุคคล เมื่อเริ่มมีการติดตามก็พบว่าเด็กมีพฤติกรรมเป็นแบบนี้ทุกรายวิชา จึงส่งสัญญาญให้คุณครูประจำชั้นช่วยติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กบอกว่าเข้าเรียนทุกครั้งเลยนะครับอาจารย์ แต่เค้ากำลังขี่แกร็บส่งอาหารอยู่ โดยฟังคุณครูบรรยายไปด้วย คำถามคือเขาจะเข้าถึงคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรในเมื่อเรียนฟิสิกส์ผ่านการฟังเท่านั้น เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กกลุ่มที่หลุดไปอย่างเห็นตัวเห็นตน แต่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษาได้จริงๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4380f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ภาพรวมเวที-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยอีกว่า ยังมีเคสที่หนักกว่านั้นคือกรณีเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต หรือประสบปัญหาสุขภาพช่วงโควิด ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 เคส ที่เด็กกลายเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งที่อายุเพิ่ง 17 ปี และกำลังเรียน ม.5 เท่านั้น เด็กคนนี้พ่อเลี้ยงเสียชีวิตไป ส่วนแม่ต้องมากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เด็กจึงต้องออกมาทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียนด้วยและดูแลทางบ้านด้วย เด็กกลุ่มนี้ยังอยู่ในระบบ แต่มีความเปราะบางพร้อมที่จะหลุดจากระบบการศึกษาได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลตามที่ อ.ไกรยส บอก และมีหลายโรงเรียนที่ทำเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง เพราะสเกลของเขาไม่ใหญ่  ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเรียกร้องให้ครูปฏิบัติหน้าที่ให้ดีนั้นเป็นอะไรที่เล็กมากๆ เป็นเรื่องในระดับโรงเรียนแต่ละแห่งพยายามทำอยู่แล้ว แต่เราต้องมองในระดับส่วนรวมให้ได้ มองให้เห็นทั้งระบบทั้งโรงเรียนและระหว่างโรงเรียนด้วย เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของเด็กๆ ว่าตอนนี้เด็กแต่ละคนนั้นต้องแบกอะไรไว้บ้าง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้บางโรงเรียนได้วัดเข้ามาช่วย โดยอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตของพระในทุกๆ เช้า ได้มาเป็นอาหารที่ไปช่วยเด็กในมื้อเช้า และเด็กยังได้นำอาหารถุงที่วัดให้มากลับไปกินในมื้อเย็นต่อที่บ้าน</p>



<p>“ถ้าจะหาตัวอย่างความเหลื่อมล้ำ ไม่ต้องไปหาที่ไหน ถนนพญาไทเป็นแหล่งที่ย่อให้เห็นความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด ตัวอย่างของโรงเรียนย่านหัวลำโพงที่เล่ามาเห็นได้ชัด โจทย์ทั้งหมดนี้ ตัวละครหลักๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องมากๆ คือคุณครู ที่จะเชื่อมตัวเองเข้ากับเพื่อนครูด้วยกัน เชื่อมตัวเองเข้ากับโลกภายนอก ตอนนี้พยายามเสนอให้คุณครูใช้วงคุย PLC คุยเรื่องเด็กกันให้มากขึ้น สแกนกันทีละห้องเรียนเลย”</p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมามีการเช็คข้อมูลในช่วงก่อนปิดเทอม เพื่อติดตามสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน ว่าพอเปิดเทอมมาคุณครูได้เจอตัวเด็กแล้วหรือไม่ เด็กแต่ละคน ใครมีปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง ข้อมูลตรงกันกับที่ได้เคยเก็บเมื่อก่อนปิดภาคเรียนหรือไม่ มีการต่อเชื่อมข้อมูลกัน ครูจึงเป็นตัวละครที่สำคัญและเครือข่ายครูในแต่ละโรงเรียนเป็นหัวใจหลักที่มีความสำคัญมากในการจะประคองชีวิตเด็กได้</p>



<p>“ตอนนี้ที่พยายามทำคือโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน เช่นในเขตบางรัก มี 5 โรงเรียน ทำอย่างไรให้ครูมาเติมเต็มระหว่างกันให้ได้เพราะว่าโรงเรียนมีขนาดไม่เท่ากัน จำนวนเด็กไม่เท่ากัน บางโรงเรียนมีเด็ก 5 สัญชาติด้วย ทั้งเด็กกัมพูชา พม่า ลาว เด็กผิวสีที่ตามพ่อแม่มาทำงานอยู่ในโรงงานเจียระไนเพชรพลอย ครูจะต้องมาทำงานเชื่อมโยงกันเพราะโรงเรียนอยู่ห่างกันเพียงสองป้ายรถเมล์ การแก้ปัญหานี้ กสศ. อาจมองจากข้างบนลงมา ส่วนเราก็มองจากข้างล่าง มองจากในระดับห้องเรียนขึ้นไป”</p>



<p>รูปแบบนี้มีกรณีตัวอย่างกลุ่มโรงเรียนที่โคราชที่ทำอยู่ ในเขตเทศบาลจะมีหนึ่งโรงเรียนที่คอยทำหน้าที่วิ่งประสานงานตรวจสอบว่าแต่ละโรงเรียนในเครือข่ายมีสถานการณ์เป็นอย่างไร การทำเรื่องนี้ต้องทำด้วยข้อมูลเป็นรายบุคคล ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนอาจจะทำเรื่องนี้ไม่เข้มข้นเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากครูยังไม่โฟกัสมาที่ตัวของเด็กนักเรียนอย่างเพียงพอ</p>



<p>“ถ้าเปิดเทอมมาแล้วคุณครูก็ยังโดนบี้มาให้ทำโครงการต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำในช่วงโควิดที่ผ่านมา รีบปั๊มผลงานผลิตตัวชี้วัดกันโดยที่ไม่ได้เอาปัญหาที่เด็กพบเจอมาเป็นตัวตั้ง ก็จะเกิดการรีบสอนและผลักเด็กไปข้างหน้าโดยที่เด็กไม่ได้เช็คอินด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในจุดที่เรามองเห็นแล้วหรือยัง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล ยังกล่าวอีกว่า จากการสะท้อนของครูขณะนี้พบว่า บรรยากาศในห้องเรียนบางแห่งเหมือนมีอะไรที่ขาดหายไป ห้องเรียนเงียบกว่าปกติ ทักษะทางสังคมของเด็กที่ไม่เคยเจอเพื่อน ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร หลายโรงเรียนเวลานั่งเรียนยังต้องใส่หน้ากาก อ่านภาษากายกันไม่รู้ว่าเพื่อนแต่คนเขามีความรู้สึกอย่างไร เขายิ้มอยู่หรือเปล่า</p>



<p>“โจทย์หลายๆ อย่างในตอนนี้อยู่ที่คุณครู จะนำเด็กคืนกลับมาสู่ห้องเรียนได้ เราต้องนำครูกลับคืนสู่ห้องเรียนให้ได้ก่อน พยายามเอาชีวิตกลับคืนมาที่ห้องเรียนก่อน ให้เด็กได้อยู่ด้วยกัน อยู่กับคุณครู ให้เด็กได้รู้จักคุณครูมากขึ้น ให้คุณครูได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ของคุณครูจริงๆ คือตามเด็กกลับมาสู่ห้องเรียนให้ได้” ผศ.อรรถพล กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาต้องมองลึกลงไปถึงการพัฒนาคน</strong></h2>



<p>ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เป็นความหวังของการเปลี่ยนระบบการศึกษาได้ นักเรียนทุกคนใน กทม. มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ และเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาระดับพื้นที่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย สิ่งแรกที่ต้องคุยกัน คือ การศึกษาไม่ใช่การพัฒนาผู้เรียน แต่การศึกษาต้องมองไปถึงการพัฒนาคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbbea5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ศานนท์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งสำคัญตอนนี้นอกจากจะคิดว่าดึงเด็กกลับสู่ระบบอย่างไร อีกแนวคิดที่ใหญ่กว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา คือหลักสูตร เพราะการหลุดออกจากระบบหมายถึงหลักสูตร ไม่สอดคล้องกับผู้เรียนหรือไม่?”</p>



<p>การพยายามดึงเด็กกลับต้องมีนโยบายทางการศึกษาเพิ่ม มีการศึกษาทางเลือกที่สามารถรองรับผู้เรียนที่ไม่สะดวกมาเรียนในระบบ ขณะเดียวกันก็ยกระดับการศึกษาในระบบไปพร้อมกัน ต้องให้การเรียนรู้มีความทันสมัย และมีให้เลือกมากกว่าแบบเดียวหรือไม่</p>



<p>“ควรมีนโยบายการศึกษาทางเลือกที่รองรับการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะอยู่ใน กทม. เป็นช่องที่ทำให้เราเห็นว่าการเรียนรู้ทันสมัย ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกแบบการศึกษาเองได้ มีการศึกษาทางเลือก”</p>



<p>ขณะที่นโยบายที่จะลงไปพัฒนาครูจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ปลดล็อก ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง โดยปลดล็อก ตั้งแต่ ครู หลักสูตร สิ่งแวดล้อมโรงเรียน ปรับปรุงโปรแกรมหลังเลิกเรียน (after school) หรือ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวเด็กคนไหนมีปัญหา ก็ต้องให้คิดว่า โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงเนื้อแท้ของปัญหา</strong></h2>



<p>ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ต้องเร่งจัดการเพื่อเข้าไปดูแลนักเรียนนอกระบบให้เร็วที่สุด เพราะหากผ่านพ้นช่วงวัยเด็กไปแล้วจะไม่สามารถเรียกสิ่งที่สูญเสียกลับมาได้ การศึกษา อาจจะมีการฟื้นฟูกลับมาไม่เหมือนเดิม การซ่อมคนมีความยาก ส่งผลต่อการสูญเสียวิวัฒนาการทางสังคมทั้งหมดด้วย เพราะขาดคนที่จะมาขับเคลื่อนและแข่งขันกับอารยะประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3e6b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/วิโรจน์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือการจัดการกับงบประมาณของ กทม. หรือ กระทรวงศึกษาธิการ การปรับปรุงการเรียนการสอนจัดหลักสูตร เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการศึกษาอย่าง กสศ. ก็เคยประเมินปัญหาความรุนแรงของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามาแล้ว</p>



<p>“มีการคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ของเด็กจะถดถอย แต่กลับยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ งบประมาณส่วนไหนที่มีมาก แสดงว่าเป็นปัญหาที่อยากเร่งแก้ แต่ที่ผ่านมางบฟื้นฟูเด็กนักเรียน ไม่มีทุนสำหรับเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>วิโรจน์ เปิดเผยว่าจากที่รวบรวมข้อมูลด้านทุนการศึกษา พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้เด็กนักเรียน เรียนฟรีอยู่ที่ 9.9 แสนบาท และทุนนักเรียนดีเด่น 5 แสนบาท รวมแล้วอยู่ที่กว่า 1 ล้านบาท คำถามคือ เด็กที่อยากเรียนแม้ว่าเขาอาจจะไม่เก่งอยู่ตรงไหน ประเทศล่มสลาย คือประเทศที่ไม่มีทุนในการอุดหนุนให้เด็กที่อยากเรียน</p>



<p>นอกจากนี้&nbsp; วิโรจน์ ยังได้ยกตัวอย่างงบประมาณ การจัดสรรชุดลูกเสือที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องการให้กระทรวงฯ มองเห็นแก่นแท้ของการศึกษา ไม่ต้องสนใจเปลือกและสอนให้เด็กสามารถเอาตัวรอดได้ เพราะงบประมาณที่ทุ่มเทไปกับประเด็นนี้สูงถึง 88 ล้านบาท และในจำนวนนี้สูงถึง 70 ล้านบาท เน้นไปที่การปรับปรุงค่ายลูกเสือ</p>



<p>“หากนำงบประมาณส่วนนี้เกลี่ยไปช่วยเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานับแสนจะมีความคุ้มค่ามากกว่าหรือไม่ การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาไปให้ถึงตัวเด็กจริงๆ จะยิ่งช่วยลดปัญหาคอรัปชั่นได้มากขึ้นอีกด้วย” วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
